การดูแลและกระตุ้นให้ ทารกขับถ่าย


นอกจาก อาหาร แล้ว อาจใช้การกระตุ้นด้วยวิธีอื่นเพื่อให้ ทารกขับถ่าย ได้ง่ายขึ้น เช่น

  • ช่วยขยับร่างกาย การเคลื่อนไหวร่างกายจะช่วยเร่งการย่อยอาหาร ส่งผลให้ร่างกายลำเลียงของเสียออกไปได้เร็ว โดยพ่อแม่อาจฝึกทารกที่ยังเดินไม่ได้ให้ถีบจักรยานกลางอากาศ หรือหากทารกยังคลานไม่ได้ อาจช่วยนวดกระตุ้นขา
  • นวดท้องเด็ก วิธีนี้จะช่วยกระตุ้นลำไส้ ส่งผลให้ขับถ่ายได้ง่าย พ่อแม่อาจลองนวดท้องส่วนล่างด้านซ้ายของเด็กซึ่งอยู่ใต้สะดือประมาณ 3 นิ้วมือ โดยใช้ปลายนิ้วกดลงไปเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอประมาณ 3 นาที และควรหมั่นนวดวันละหลายครั้งจนกว่าเด็กจะถ่ายได้ปกติ
  • ทาว่านหางจระเข้ หากเด็กถ่ายลำบากจนมีเลือดออกหรือผิวหนังบริเวณทวารหนักฉีกขาด ควรพาไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาเป็นอันดับแรก แต่ในระหว่างที่ยังไม่ได้รับการรักษาอาจใช้ครีมที่มีส่วนผสมของว่านหางจระเข้ทาบริเวณดังกล่าวเพื่อช่วยบรรเทาความเจ็บปวด
  • ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับวิธีรักษา พ่อแม่ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยาหรือวิธีรักษาอาการท้องผูกของเด็ก โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ยาที่ช่วยให้อุจจาระไม่แข็งตัวเพื่อให้เด็กถ่ายง่ายขึ้นหรือใช้ยากลีเซอรีนเหน็บก้น อย่างไรก็ตาม ไม่ควรใช้ยาเหน็บก้นเป็นประจำ เนื่องจากจะทำให้เด็กเคยชินและไม่ถ่ายเองตามปกติ รวมทั้งเลี่ยงไม่ให้เด็กรับประทานยาระบาย หากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ก่อน

ภาวะท้องผูกในทารก

ทารกท้องผูก รักษาอย่างไร ?

ปัญหาทารกท้องผูกดูแลได้ด้วยการใส่ใจพฤติกรรมการกินและการเคลื่อนไหวของเด็ก แต่หากวิธีดังกล่าวใช้ไม่ได้ผล พ่อแม่อาจใช้ยารักษาอาการท้องผูกสำหรับเด็กได้ แต่ควรปรึกษาแพทย์ถึงวิธีการใช้ที่ถูกต้องและปลอดภัยต่อทารกเสียก่อน โดยวิธีรักษาอาการท้องผูกของทารกด้วยการใช้ยาที่ทำได้เองที่บ้าน ได้แก่

  • เหน็บก้นด้วยกลีเซอรีน คือการเหน็บก้นด้วยยากระตุ้นการขับถ่ายชนิดหนึ่ง เหมาะกับทารกที่มีเลือดปนมากับอุจจาระ ยานี้หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป โดยต้องปฏิบัติตามวิธีการใช้ที่ระบุในเอกสารกำกับยาหรือตามคำแนะนำของแพทย์
  • ใช้ ยาระบาย เป็นยาถ่ายสำหรับเด็ก ตัวยามีส่วนผสมที่ช่วยให้อุจจาระไม่แข็งตัว ช่วยให้เด็กถ่ายได้ง่ายขึ้น แต่ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนการใช้ยาเสมอ

อย่างไรก็ตาม พ่อแม่ควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาเกี่ยวกับปัญหาทารกท้องผูกและขอคำแนะนำในการรักษาอาการดังกล่าว เนื่องจากแพทย์จะช่วยวินิจฉัยสาเหตุที่อาจเกิดจากปัญหาสุขภาพบางประการและให้การรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์อย่างเหมาะสม

ภาวะท้องผูก หรือ ลูกน้อยถ่ายแข็ง (Constipation) เป็นภาวะที่พบได้บ่อยในเด็ก และเป็นปัญหาที่พบมากขึ้นเรื่อยๆ โดยความหมายของ ลูกท้องผูก อาจจะแตกต่างกันระหว่างมุมมองของผู้ดูแลกับแพทย์

นิยามของท้องผูกในเด็ก

ภาวะท้องผูกในเด็ก หมายถึง การอุจจาระน้อยกว่าหรือเท่ากับ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ อาการอุจจาระแข็งร่วมกับมีอาการเจ็บปวด ต้องเบ่งถ่ายมาก หรือมีเลือดปน ถึงแม้ว่าบางครั้งอาจจะอุจจาระทุกวัน หรือวันละ 2-3 ครั้งก็ตาม แต่ในเด็กทารกวัย 1-2 เดือนที่ได้รับนมมารดาอย่างเดียว อาจจะอุจจาระวันละหลายครั้ง หรือหลายวันครั้งก็ได้ โดยทารกกลุ่มนี้จะไม่มีอาการผิดปกติอื่นใด ดูดนมได้ดี น้ำหนักขึ้นตามปกติ บางรายอาจไม่อุจจาระนาน 5-10 วันก็ได้
ดังนั้นการวินิจฉัยท้องผูกในทารกแรกเกิดจะไม่ดูที่ความถี่ในการอุจจาระอย่างเดียว ต้องอาศัยประวัติและการตรวจร่างกายร่วมด้วย

สาเหตุของ ทารกถ่ายแข็ง

ปัญหาท้องผูกเรื้อรังมักจะเกิดจากหลายปัจจัยและแตกต่างกันไปตามแต่ละช่วงวัย อาจจะเกิดจากความผิดปกติของลำไส้เอง จากปัจจัยทางด้านจิตใจ การฝึกขับถ่ายที่ไม่ถูกต้อง หรือโรคทางกายอื่นๆในทารกหรือเด็กเล็กจำเป็นต้องหาโรคที่เป็นสาเหตุก่อน หรือบางครั้งอาจเกิดจากภาวะแพ้โปรตีนจากนมวัว แต่ในเด็กโตส่วนใหญ่มักจะไม่พบสาเหตุ (Functional constipation) แต่เกิดจากการพฤติกรรมกลั้นอุจจาระ เนื่องจากกลัวเจ็บขณะขับถ่าย หรือกลั้นเนื่องจากไม่มีเวลา ต้องรีบไปโรงเรียน ไม่ยอมเข้าห้องน้ำที่โรงเรียน ทำให้มีอุจจาระค้างในลำไส้ใหญ่มาก ความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระจะค่อยๆ ลดลง (ประสาทรับความรู้สึกที่ผนังลำไส้ใหญ่ตอบสนองต่อความรู้สึกอยากถ่ายอุจจาระลดลง)
อุจจาระสะสมมาก ก้อนใหญ่ และแข็งขึ้น ทำให้เวลาขับถ่ายลำบาก และเจ็บปวด หรือเกิดบาดแผล มีเลือดออก ยิ่งทำให้กลั้นอุจจาระ เป็นวงจรทำให้ท้องผูกมากขึ้น นานขึ้น และต้องใช้เวลารักษาที่ยาวนานมากขึ้น

การรักษา การรักษาท้องผูกเรื้อรังในเด็ก จำเป็นที่ผู้ปกครองต้องยอมรับว่าผู้ป่วยมีภาวะท้องผูกเรื้อรังก่อน และต้องทราบถึงลักษณะของท้องผูก ปัจจัยส่งเสริมให้เกิดอาการ อาหารที่ควรกระตุ้นให้เด็กทาน โดยเฉพาะอาหารที่มีกากใย การดื่มน้ำอย่างเพียงพอ การฝึกขับถ่ายอย่างเหมาะสม และการใช้ยาที่เหมาะสม รวมถึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งจากผู้ปกครองและคุณครู

สำหรับทารกถ่ายแข็ง และเด็กเล็ก ควรงดการกระตุ้นการอุจจาระโดยใช้แท่งสวน หรือกลีเซอรีนแท่งโดยไม่จำเป็น เนื่องจากอาจทำให้เด็กเกิดความคุ้นเคยกับการขับถ่ายด้วยการกระตุ้นที่ทวารหนัก หรือบางรายอาจกลัวการสอดใส่สิ่งแปลกปลอมเข้าทางทวารหนัก ทำให้เด็กต่อต้าน และนำไปสู่พฤติกรรมการกลั้นอุจจาระไม่กล้าขับถ่ายได้ในที่สุดระยะเวลาในการรักษาโรคท้องผูกเรื้อรัง อาจต้องใช้เวลานาน 2-3 เดือน บางรายอาจใช้เวลาเป็นปีในการใช้ยารักษา โดยแพทย์จะเป็นผู้แนะนำวิธีกระตุ้นการขับถ่าย และเลือกใช้ยาที่เหมาะสมให้แก่ผู้ป่วย

ทารก ถ่ายแค่ไหนถึงเรียกว่าพอดี?

ทารกแรกเกิดจนถึงอายุ 3 เดือนที่มีสุขภาพดีโดยทั่วไปจะถ่ายอยู่ที่ 2-3 ครั้งต่อวัน เมื่ออายุได้ 3-6 เดือน จะถ่ายอยู่ที่ 2-4 ครั้งต่อวัน และสำหรับทารกอายุ 6 เดือนขึ้นไป จะถ่ายเพียง 1-2 ครั้งต่อวันเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ทารกอาจไม่ได้ถ่ายทุกวันเสมอไป การที่ลูกไม่ถ่ายหรือถ่ายน้อยกว่าปกติไม่ได้หมายความว่าลูกจะมีภาวะท้องผูก ดังนั้น หากสงสัยว่าลูกกำลังท้องผูกหรือไม่ ควรสังเกตอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย

ทารกท้องผูก อาการเป็นอย่างไร?

ทารกแต่ละคนมีความถี่ในการขับถ่ายแตกต่างกันขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ สำหรับทารกที่ท้องผูกมักมีอาการดังต่อไปนี้

  1. ไม่ค่อยถ่ายหรือถ่ายน้อยกว่าปกติ

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าความถี่ในการขับถ่ายของทารกแต่ละคนนั้นไม่เท่ากัน แต่หากทารกไม่ขับถ่ายเลยเป็นเวลามากกว่า 2-3 วันติดต่อกัน อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของอาการท้องผูกในทารกได้

  1. ใช้แรงเบ่งถ่ายมาก

หากสังเกตว่าลูกต้องใช้แรงเบ่งถ่ายมากกว่าปกติหรือมีอาการงอแง ร้องไห้ในขณะขับถ่าย อาจเป็นไปได้ว่าพวกเขากำลังรู้สึกไม่สบายท้องได้

  1. อุจจาระเป็นก้อนแข็ง

ทารกท้องผูกมักถ่ายออกมาเป็นก้อนแข็ง แห้ง หรือถ่ายเป็นเม็ดแข็ง ๆ ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะท้องผูกที่ค่อนข้างชัดเจน แต่หาก 2-3 วันถ่ายที แต่อุจจาระมีลักษณะนิ่ม ไม่แข็ง แบบนี้ไม่ถือว่าเป็นท้องผูก

  1. กินน้อยลง

ทารกส่วนใหญ่ที่มีอาการท้องผูกมักรู้สึกไม่สบายท้อง ทำให้พวกเขาไม่กินนมหรือกินได้น้อยกว่าปกติ

  1. ท้องแข็ง

เมื่อสัมผัสที่หน้าท้องของลูกจะพบว่าท้องของลูกมีลักษณะแข็ง ตึง แน่น ซึ่งเป็นอาการของภาวะท้องอืดที่มักเกิดร่วมกับการท้องผูก

  1. มีเลือดปนมากับอุจจาระ

เช่นเดียวกับโรคท้องผูกในผู้ใหญ่ หากลูกน้อยขับถ่ายโดยมีเลือดปนมากับอุจจาระอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าผนังทวารหนักอาจฉีกขาดจากอาการท้องผูกหรือใช้แรงเบ่งถ่ายมากเกินไป

+ There are no comments

Add yours