สิงสู่ หนังผีไทย กับ “การแสดง” ชวนขนลุกส่งท้ายปี

0 Comments

สิงสู่ เรื่องราว ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำ พิธีกรรมปริศนา บางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน ดูหนังออนไลน์ฟรี  และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

เมื่อพูดถึงชื่อผู้กำกับอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง น่าจะทำให้คนยุคนี้นึกไปถึงหนังสยองขวัญอย่าง “เปนชู้กับผี” หนังสยองขวัญพีเรียดที่ออกฉายในปี พ.ศ.2549 แม้ว่าในช่วงเวลาที่ออกฉาย หนังอาจจะได้รับคำชื่นชมในระดับหนึ่ง แต่เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ ยังคงได้รับการฉายซ้ำทางฟรีทีวีและช่องทางดูหนังอันหลายหลาก ซึ่งผู้ชมจะสามารถสัมผัสได้ กลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา พร้อมการพลิกความคาดหมายของผู้ชมในตอนท้ายเรื่อง จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญจากประเทศไทยที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางในวงการที่ผ่านมาของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เขาคือนักทำหนังขาประจำแนวสยองขวัญ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหนังผีชั้นยอดมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น นางนาก (2542) ผลงานที่รับหน้าที่เขียนบทเอง , เปนชู้กับผี (2549) และ รุ่นพี่ (2558) หนังที่เขากำกับด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีแนวทางแตกต่างกันและไม่ซ้ำซากจำเจกับหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆในบ้านเรา ที่มักจะถูกลืมเมื่อกาลเวลาผันผ่านไป

ว่าด้วยเรื่องราวของ “ผีสิง”

“สิงสู่” บอกเล่าเรื่องราวของสำนักบนภูเขาอันโดดเดี่ยวห่างไกลจากชุมชน ในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายไม่เป็นใจ คนชุดดำทั้ง 5 คนเดินทางมารวมตัวกัน นำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน แต่นั่นเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของความระทึกขวัญสุดสยอง เมื่อทุกคนในสำนักแห่งนี้ ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้าย ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่า มันจะเริ่มต้นไป “สิง” ใครเป็นรายต่อไป และเป้าหมายที่สำคัญของวิญญาณตนนี้คือการ “ฝังรากและยึดวิญญาณ”

จากความตั้งใจของผู้กำกับ เขาได้พบว่ายังไม่มีนักทำหนังไทยคนไหนหยิบเอาประเด็น “ผีสิง” มาเล่นเป็นแกนหลักของเรื่อง เนื่องจากในระยะหลังเขาเห็นศิลปินหลายคนเริ่มสนใจงานทางด้านนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ คาเงะ- ธีระวัฒน์ มุลวิไล ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธรประจำปี 2561 สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งเคยเคยแสดงละครเวทีที่ว่าด้วยวิญญาณร่างผู้อื่น ได้แก่ ปรารถนา: ภาพเหมือนการเข้าสิงนักเขียนของ อุทิศ เหมะมูล เมื่อทั้งคู่ได้พูดคุยกันแล้วพบว่าสนใจในสิ่งเดียวกัน พวกเขาจึงร่วมกันพัฒนาหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่าง

โดยวิธีการทำหนังที่มีการเข้าสิงร่างของผีนั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างผีให้ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ คาตา ดังนั้นการแสดงจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยชดเชยการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นคาเงะ ธีระวัฒน์ มุลวิไล จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นแอคติ้งโค้ช ผู้ควบคุมการเวิร์คชอปนักแสดง และกำกับการแสดง ซึ่งปกติในหนังผีไทยมักจะปรากฏร่างของผี ออกมาเป็นตัวเป็นๆ แต่สิงสู่เลือกจะหลีกเลี่ยงวิธีการแบบนั้น และใช้วิธีการ เราจะให้คาแรคเตอร์ของตัวละครเปลี่ยนทันทีที่ผีเข้า คนๆ นั้นยังเป็นคนเดิมแต่เหมือนมีบุคลิกซ้อน ผู้ชมจะเห็นเขาเปลี่ยนไปในทันที จากที่พูดคุยกันอยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนไปอีกคนหนึ่งเลย เมื่อไม่มีเทคนิคพิเศษมาช่วย นักแสดงจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวทางร่างกายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

การตีความ “วิญญาณ” ในมุมของวิศิษฏ์

คนส่วนมากมักจะมองว่า “วิญญาณ” ในทางไสยศาสตร์ มนต์ดำ เป็นความเข้าใจในทิศทางเดียวกันหมด ทว่าตัวเขาเองมองวิญญาณเป็นเรื่องของพลังงานเหนือธรรมชาติมากกว่าทางไสยศาสตร์ และวิญญาณคือพลังงานที่เข้ามาในร่างเรา

วิศิษฏ์กลับมองว่า วิญญาณ เป็นเหมือนพลังงานอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกวันนี้เพราะเรามีพลังงานในการขับเคลื่อนร่างกาย เหมือนรถที่ใช้พลังงานจากน้ำมัน พอน้ำมันหมดรถก็ไม่เดิน ร่างกายเราก็เหมือนกัน ถ้าพลังงานเราหลุดออกไปเราก็จะเป็นร่างธรรมดา วันหนึ่งเราตายแล้วร่างกายเน่าเปื่อย แต่วิญญาณอาจยังอยู่ก็ได้ นั่นคือความหมายของวิญญาณในแง่นี้ซึ่งมันไม่มีรูปทรง แต่สามารถย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่งได้ วิญญาณบางตัวอาจสลายไปเร็ว บางตัวอาจควบแน่นอยู่ได้นาน ถ้าโยงกับพระพุทธศาสนามันคือการยึดติด สมมติเรายังรักบ้านหลังนี้ เสียดายและหวงมัน เราก็จะเป็นวิญญาณที่ไม่ไปไหน คนสมัยก่อนจะพูดกับคนก่อนตายว่า ‘ไปสบายนะ หมดห่วงนะ ให้นึกถึงพระอรหันต์นะ’ มันคือการทำให้สลายไป ถ้ามีห่วงตาจะไม่ปิด พลังงานก็จะควบแน่นอยู่เป็น 100 ปี เหมือนผีสิงในปราสาท นี่พยายามโยงกับทฤษฎีนะครับ พยายามหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อเรื่องผีถึงยังอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์ หรือมันอาจจะมีคำตอบจริงๆ แต่มันไม่สามารถพิสูจน์ได้

วิธีการเล่าเรื่องแบบนิยายของ อกาธ่า คริสตี้

อกาธ่า คริสตี้ คือราชินีแห่งนวนิยายสืบสวนสอบสวน เหตุการณ์ส่วนมากในนิยายของเธอมักจะเกิดขึ้นในสถานที่ปิดตาย และมีตัวละครเพียงไม่กี่คน “สำนักจิตต์อสงไขย” มีคุณสมบัติแบบเดียวกับนิยายของอกาธ่า อย่างครบถ้วน

สำนักแห่งนี้มีลักษณะทางจิตวิญญาณคล้ายกับสำนักเข้าทรง โลเคชั่นที่เลือกใช้บ้านหลังนี้ก็ออกไปทางสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นสากลดูเป็นตึกมีผนังอิฐสีแดง รอบๆ มีต้นไม้ตามบทบอกว่าอยู่บนเขา สถานที่ดูเหมาะจะถ่ายทำหนังประเภทสถานที่ปิดตาย เหมือนนิยายของ อกาธา คริสตี้ ที่มีตัวละคร 7 ตัวอยู่ในที่เดียวกัน แล้วความลับของทุกคนก็ค่อยๆ เฉลยออกมา ที่สำคัญพวกเขาหนีไม่ได้เพราะทางลงเขามันขาดเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บีบบังคับในหนัง

แล้วใครกันที่จะโดนสิงเป็นรายต่อไป! หนังเรื่องนี้ยังได้รวมเอานักแสดงมากฝีมือในระดับแถวหน้าของเมืองไทยเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี, นักแสดงอาวุโส ทาริกา ธิดาทิตย์ และ พลอย ศรนรินทร์ เป็นต้น

เขียน: หริพรรณ เขียนจากบทภาพยนตร์ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

สนพ.สถาพรบุ๊คส์

**Review ตามผลจาก poll นะคะ ขอบคุณที่ร่วมสนุกกันค่ะ**

เรื่องย่อ:

ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามรถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

อ่านจบแล้วขอ Review ดังนี้ (คหสต.):

**คำเตือน ยาวมากและมีสปอยล์**

เป็นหนังผีไทยที่เรียกความฮือฮาช่วงปลายปีเป็นอย่างมาก เพราะช่วงนี้ขาดหนังผีไทยสยองๆ น่ากลัวๆ อย่างหนัก แถมเรื่องนี้ยังน่าสนใจเพราะเป็นฝีมือของผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และหนังสือเล่มนี้ก็เขียนมาจากบทภาพยนตร์ด้วย โดยการเขียนเล่มนี้เป็นฝีมือของ หริพรรณ ที่เป็นภรรยาของคุณวิศิษฏ์นั่นเอง (อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผัวหาบเมียคอน) โดยที่คุณหริพรรณเองก็มีผลงานการเขียนอย่างบทภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร, หมานคร เป็นต้น

จากเรื่องย่อและ trailer ของหนังที่บอกว่านายแม่ (ทาริกา ธิดาทิตย์) เจ้าของสำนักจิตต์อสงไขได้ทำพิธีเรียกวิญญาณกลับเข้าร่างโดยที่มีลูกศิษย์อย่าง ป้าเครือ (จารุนันท์ พันธชาติ) แม่บ้านและลูกศิษย์คนสนิทพร้อมสร้อย (พลอย ศรนรินทร์) หลานสาวที่กำลังเป็นวัยรุ่น, กริช ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่รับหน้าที่หัวหน้าคนงาน, ปราง (จ๋า ณัฐฐาวีรนุช) ลูกศิษย์สาวที่ทั้งสวยและฉลาด และนพ ลูกศิษย์ที่เป็นนายแบบ มาร่วมทำพิธีด้วย โดยที่นายแม่ได้ละเมิดกฎเหล็กของสำนักที่ว่า “ห้ามเปิดประตูหน้าสำนักเด็ดขาด ให้เปิดเข้า-ออกเฉพาะประตูหลังเท่านั้น” ท่ามกลางความงุนงงของลูกศิษย์ทั้ง 5

พิธีเรียกวิญญาณเป็นพิธีที่ยากและจะไม่ทำถ้าไม่จำเป็น แต่คราวนี้นายแม่กลับเรียกพิธีนี้ขึ้นมา ลูกศิษย์ทั้งหมดไม่รู้ว่าศพที่นอนอยู่บนโต๊ะทำพิธีนั้นคือใคร พวกเขาทำได้แค่สวดบทสวดที่นายแม่สั่งสอนมาเท่านั้น พิธีเรียกวิญญาณนั้นต้องทำภายใน 3 วันหลังจากที่เจ้าของร่างได้ตายไป พวกเขาทำพิธีสำเร็จ แต่กลายเป็นว่าวิญญาณที่พวกเขาเรียกมานั้นไม่ใช่วิญญาณที่นายแม่ต้องการ และมันไม่ได้มาเพียงแค่ดวงเดียว แต่จะมาถึงสองและจะเพิ่มเป็นสามถ้ายังเปิดประตูหน้าสำนักไว้ วิญญาณดวงที่สองและสามรอคอยโอกาสของตนที่ต้นไทรต้นใหญ่ที่อยู่หน้าประตู

วิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญดวงแรกที่เรียกเข้ามาก็เข้าไปสิงอยู่ในร่างของนายแม่ โดยที่ทุกคนตกตะลึงเพราะไม่รู้จะทำยังไง พวกเขาทำได้แค่เพียงพันสายสิญจน์รอบตัวนายแม่และขังเธอไว้ที่ห้องสมุดชั้นบน จนกระทั่งการมาถึงของเดช (อนันดา เอเวอริงแฮม) ลูกศิษย์เอกและลูกชายคนเดียวของนายแม่มาถึง เดชเข้ามาทางประตูหน้าของสำนักโดยที่สร้อยเป็นคนไปเปิดให้ ซึ่งทำให้วิญญาณดวงที่สองที่จ้องรอโอกาสนี้มานานและได้ฉวยโอกาสเข้ามาในบ้านอย่างเนียนๆ เดชขับไล่วิญญาณที่สิงร่างของนายแม่ออกไป แต่วิญญาณอีกดวงหนึ่งก็เข้าไปสิงศพที่อยู่บนโต๊ะทำพิธีแทน ปรางเป็นคนไปพบเข้า และเธอตกใจมากที่ศพนั้นตะโกนเรียกแม่ วิญญาณทั้งสองดวงได้เข้ามาอยู่ในสำนักเรียกร้อยแล้ว เดชรู้ได้ว่ามันเป็นวิญญาณพ่อ-ลูก และรอคอยการมาถึงของวิญญาณแม่

วิญญาณพ่อ-ลูกสลับกันเข้าสิงสมาชิกที่อยู่ในบ้านและเมื่อมันเข้าสิงใคร มันก็จะดูดพลังงานชีวิตของเจ้าของร่าง พละกำลังมันมากขึ้นเหยียบย่ำวิญญาณของเจ้าของร่างให้อยู่ในหลุมดำจนควบคุมร่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ มันสามารถเข้าสิงใครก็ได้เมื่อเจ้าของร่างนั้นมีอารมณ์อ่อนไหว โดยเฉพาะความกลัว (แหงล่ะ ใครมาอยู่ในที่แบบนี้ไม่กลัวก็บ้าแล้ว) มันเริ่มเข้าสิงจากเจ้าสำนักอย่างนายแม่ มายังสร้อย เด็กสาวกำพร้าที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ กริช ที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง มีรอยสักและเครื่องรางของขลังเต็มตัวแต่เขาไม่เคยไม่มั่นใจในตัวเองเลย ปราง ที่ดูจะอ่อนไหวที่สุดและดูมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับเดชและนพ ส่วนนพที่ไม่ได้อยากเข้าสำนักตั้งแต่แรกก็โมโหที่ถูกขังอยู่ในสำนักที่เหมือนติดเกาะเพราะสำนักตั้งยู่ในป่าลึก มีทางเข้าออกทางเดียว แถมยังมีพายุหนักตลอดเวลา

พวกเขาทั้ง 6 จะรอดพ้นจากสถานที่นี้ และวิญญาณที่พร้อมจะสิงสู่หรือไม่ ตอนนี้ถึงเวลาสปอยล์แหลกแล้ว

**ต่อไปนี้คือการสปอยล์ เป็นการสปอยล์จากหนังสือ**

**สปอยล์จริงๆ นะ เตือนแล้วนะ**

– สำนักจิตต์อสงไขตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อสามจังหวัด โดยอยู่ในบริเวณหุบเขาที่มีภูเขาเชื่อมต่อกัน กลายเป็นทางสามแพร่งและเป็นทางผ่านของวิญญาณ โดยที่มีต้นไทรต้นใหญ่ตั้งอยู่ตรงประตูหน้าที่เขียนด้วยอักขระโบราณ ประตูนี้จะไม่เปิดเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น

– นายแม่เป็นแม่ของเดช แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นสามี นายแม่ร่ำเรียนวิชาจิตต์อสงไขมาจากอาจารย์หลายแห่ง คาถาของสำนักนี้จึงมีทั้งภาษาขอม ล้านนา บาลี สันสกฤต ฯลฯ โดยที่นายแม่เรียบเรียงเองจนกลายเป็นคาถาและบทสวดของสำนัก

– คำสอนหลักของสำนักจิตต์อสงไขคือเรื่องวิญญาณ นายแม่พร่ำบอกลูกศิษย์ว่า วิญญาณคือความทรงจำที่หลงเหลืออยู่หลังจากร่างได้สูญสลายไปแล้ว ความทรงจำทั้งดีและไม่ดี เมื่อร่างตายไปวิญญาณก็จะล่องลอยไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายเพื่อรอคอยเวลาหวนกลับเข้าร่าง วิญญาณและมนุษย์ต่างถือสิทธิ์การเป็นเจ้าของร่าง มนุษย์บอกว่าชาตินี้เขาเป็นเจ้าของร่างแต่วิญญาณถือว่าร่างนี้เขาเป็นเจ้าของร่างในชาติก่อน ณ จุดนี้คนเขียนได้แซะเรื่องการเมืองด้วย แอดอ่านแล้วหลุดขำออกมาเลย

– ปรางเป็นนักเรียนนอกเรียนเรื่องปรจิตวิทยาก็เลยเข้ามาที่สำนักเพื่อเรียนรู้เพิ่มและกลายเป็นลูกศิษย์ที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามากที่สุดของสำนัก เรียงตามลำดับความเก่งกาจได้ดังนี้ นายแม่–>เดช –>ปราง –>ป้าเครือ –>กริช –>นพ–> สร้อย

– เดชกับปรางรักกัน แต่นายแม่ไม่ชอบปราง เพราะต้องการให้เดชเป็นเจ้าสำนักต่อไป นางเคยสั่งห้ามให้เดชว่าห้ามมีความรัก ไม่ให้เรียนต่อข้างนอก ไม่ให้ไปอยู่ในเมือง เดชก็ทำตาม จนกระทั่งปรางเข้ามา เดชก็เทแม่ไปหาเมียหมดเลย ปรางขอให้เดชย้ายมาอยู่ด้วยกันในเมือง เดชก็ทำตาม จนปรางท้อง

– นายแม่ให้กริชไปหาสมุนไพรในป่า แล้วมาต้มให้ปรางกินโดยบอกว่าเป็นยาบำรุงครรภ์ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ ปรางแท้งลูกจนเข้าโรงพยาบาล นายแม่ดึงตัวเดชกลับไปที่สำนัก จนทำให้ปรางไม่พอใจและติดเหล้า จนในที่สุดก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าว่าปรางป่วย รู้แค่ว่าติดเหล้าเท่านั้น

– นายแม่จ้างนพให้มาตีสนิทกับปราง เพราะอยากให้เดชเลิกกับปราง ทั้งคู่แอบมีอะไรกันเพราะความเมา โดยที่นายแม่สั่งให้กริชจับตามองทั้งคู่เอาไว้ตลอด กริชไม่ชอบนพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นพก็ไม่ชอบกริชด้วย ทั้งสองก็เลยหาโอกาสจะทำลายอีกฝ่ายเสมอๆ

– นพสารภาพกับปรางว่านายแม่จ้างให้มาแบล็คเมล์ปราง แต่เขาตกหลุมรักปรางแล้ว ทางด้านนายแม่ก็รู้ว่านพกำลังจะหักหลัง เรียกนพไปคุยแต่นพก็กลบเกลื่อน และคืนนั้นเขาก็เอาคีมไปตัดสายเบรกรถที่นายแม่ใช้ประจำ ซึ่งจุดนี้นพกับปรางร่วมมือกัน แต่นพไม่ได้บอกปรางว่าเขาตัดสายเบรกรถของนายแม่ เพียงแค่บอกว่าจะช่วย

– แต่กลายเป็นว่าวันนั้นเดชทะเลาะกับนายแม่หนักมาก นายแม่สั่งให้เดชเลิกกับปรางโดยที่บอกว่าปรางมีชู้กับนพ แต่เดชไม่เชื่อ เพราะเขารู้ว่านายแม่เกลียดปรางมาตลอด นายแม่ต้องการให้เดชสืบทอดสำนัก การจะเป็นเจ้าสำนักนั้นห้ามมีความรักและครอบครัว เพราะนายแม่ผิดหวังกับความรัก ซึ่งก็คือพ่อของเดช ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ดี

– เดชหุนหันขับรถออกไปท่ามกลางพายุ และก็กลายเป็นว่ารถของเขาเบรกไม่อยู่เลยแหกรั้วสะพานตกลงไปในแม่น้ำ เดชจมน้ำตาย ก่อนที่เขาจะตายเขาคิดถึงปราง

– นายแม่ใจสลาย เธอรีบไปรับศพเดช เรียกทุกคนมาทำพิธีเรียกวิญญาณ ศพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำพิธีก็คือศพเดช แต่ทุกคนไม่รู้เพราะไม่กล้าเปิดดู พิธีเรียกวิญญาณสำเร็จ วิญญาณของเดชกลับมา แต่ก็มีวิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาด้วยอีก 3 ดวง เป็นวิญญาณ พ่อ แม่ ลูก ที่สิงอยู่บริเวณต้นไทร และรอคอยโอกาสนี้มานานแล้ว

– สุดท้ายแล้ว วิญญาณแม่ยึดร่างของนายแม่ วิญญาณพ่อยึดร่างของปราง และวิญญาณลูกยึดร่างของเดช กลายมาเป็นครอบครัวอย่างมีความสุข จบแบบแฮปปีเอนดิ้งแบบงงๆ

– ช่วงที่ผีเข้ามาการหักข้อ งอกระดูก ไต่ลงบันไดกลับหัวแบบสี่ขา ตาดำกลายเป็นตาขาว ถ้านึกภาพไม่ออกให้ไปดู The exorcist, the crooked man, พยาบาลใน Silent Hill ประมาณนั้น ส่วนคดีปริศนานี่ออกแนวคดีในห้องปิดตายของโคนัน แต่ดราม่าแบบไทยๆ ละครช่องหลากสีไรงี้ มีแซะการเมืองหลายจุด

– จังหวะการเขียนบางช่วงชนให้นึกถึงพวกไลท์โนเวลของญี่ปุ่น เพราะภาษาบางช่วงจะเขียนแบบวัยรุ่น (ช่วงที่กล่าวถึงสร้อยและนพ) มีการตัดสลับการดำเนินเรื่องไปมา ไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แย่

– อ่านๆ ไปช่วงกลางๆ เรื่องก็เนือยๆ น่าเบื่อ โดยเฉพาะช่วงของปราง นางดูเป็นตัวละครที่จริงๆ ปูทางมาอย่างน่าสนใจมาก แต่ดูน่าลำไยที่สุดเหมือนกัน บทของนางก็เยอะนะ แต่ไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ คาแรคเตอร์นางจะดูงงๆ เป็นนักเรียนนอกแต่อยากเรียนเรื่องจิตวิญญาณ มาเป็นลูกศิษย์ เก่งเป็นอันดับสอง แต่ในเรื่องนางดูอ่อนที่สุดแล้ว คาแรคเตอร์และฝีมืออ่อนกว่าสร้อยหรือนพอีก

– ช่วงกลางๆ เรื่องนี้แอดสามารถเดาตอนจบได้เลยค่ะ ก็เลยไม่ได้ surprise อะไรเท่าไหร่ ก็คิดแบบจะไปดูหนังดีมั้ยว้า อาจจะเห็นภาพมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็คิดว่าไม่ได้ไปดูแหงๆ 5555

สรุป:

อ่านได้เพลินๆ เนือยๆ ช่วงกลางเรื่อง Climax ไม่พีค เดาตอนจบได้ ก็ถือว่าตามมาตรฐานงานเขียนของคุณวิศิษฏ์ (เอ๊ะ! แต่เรื่องนี้เมียเขาเขียนนี่หว่า) ไปดูหนังก็น่าจะไม่เกินนี้เท่าไหร่ ใครที่ไปดูหนังแล้วมาเล่าให้แอดฟังบ้างนะคะ อยากรู้ว่าจะน่ากลัวมั้ย ก็เป็นหนังสือผีที่เอาไว้อ่านเล่นๆ ฆ่าเวลาได้ดีเล่มหนึ่งเลย

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

คลังเก็บ

หมวดหมู่

เรื่องที่น่าสนใจ