สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับวัคซีน ChulaCov19


บางคนอาจได้รับ การฉีดวัคซีนโควิด-19 ที่มีต้นกำเนิดจาก ต่างประเทศ แล้ว เลยยังไม่ทราบถึงการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 ที่คิดค้นโดยคนไทยอยู่ในขณะนี้ จริง ๆ แล้ว วัคซีนชนิดนี้มีความแตกต่างกับวัคซีนที่มีใช้ในประเทศไทยอย่างวัคซีน ChAdOx1 nCoV–19 (AZD1222) จากบริษัทแอสตราเซเนกา (AstraZeneca) และวัคซีน CoronaVac จากบริษัทซิโนแวค (Sinovac) ค่อนข้างมาก โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. ชนิดของวัคซีน ChulaCov-19
ChulaCov19 จัดเป็นวัคซีนชนิด mRNA (Messenger Ribonucleic Acid Vaccine) แตกต่างจากวัคซีนของบริษัทแอสตราเซเนกาที่เป็นชนิดใช้ไวรัสเป็นพาหะ (Viral Vector Vaccine) ซึ่งเลือกเชื้อไวรัสที่ปลอดภัยมาเป็นพาหะนำสารพันธุกรรมของไวรัสโรคโควิด-19 และบริษัทซิโนแวคที่เป็นชนิดเชื้อตาย (Inactivated Vaccine) หรือเชื้อไวรัสก่อโรคโควิด-19 ที่ถูกทำให้ตายแล้วจึงนำมาฉีดเข้าสู่ร่างกาย

ส่วนเทคโนโลยีแบบ mRNA เป็นการสังเคราะห์ชิ้นส่วนสารพันธุกรรมของไวรัสต้นเหตุโรคโควิด-19 ในห้องปฏิบัติการ ไม่ได้ใช้ตัวไวรัสที่ยังมีชีวิต โดยวัคซีนจะเข้าไปช่วยร่างกายสร้างโปรตีนที่พบบนผิวของไวรัส อย่างสไปก์โปรตีน (Spike Protein) เพื่อมากระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันให้พร้อมต่อการต่อสู้และกำจัดเชื้อไวรัสที่จะเข้ามา

ทั้งนี้ การกระตุ้นการสร้างโปรตีนของวัคซีนชนิด mRNA จะไม่ทำให้นิวเคลียสในเซลล์อันเป็นที่อยู่ของ DNA เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือความผิดปกติแต่อย่างใด และจะสลายไปเองภายในเวลาไม่นาน

2. ความคืบหน้าของวัคซีน ChulaCov-19
ปัจจุบัน วัคซีน ChulaCov19 กำลังทดสอบระยะที่ 1 ในผู้ทดลองสองช่วงอายุ ได้แก่ กลุ่ม 18–55 ปี และกลุ่ม 65–75 ปี จำนวนทั้งหมด 72 คน เพื่อค้นหาปริมาณวัคซีนที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพสูงสุด และกระตุ้นภูมิได้ โดยใช้ปริมาณวัคซีนของไฟเซอร์ (Pfizer) และโมเดอร์นา (Moderna) เป็นแนวทาง เนื่องจากเป็นวัคซีนชนิด mRNA เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้นการพัฒนาวัคซีน ChulaCov19 จะก้าวเข้าสู่การทดสอบระยะที่ 2 ในผู้ทดลองจำนวน 150–300 คน โดยวางแผนจะเริ่มฉีดวัคซีนในช่วงเดือนสิงหาคม ปี พ.ศ. 2564 คาดว่าเสร็จสิ้นและทราบผลช่วงปลายเดือนตุลาคมภายในปีเดียวกันนี้ จากนั้นจึงเริ่มการทดสอบระยะที่ 3 ในผู้ทดลองที่มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งอาจกินเวลาต่อไปอีกระยะหนึ่ง

3. วัคซีน ChulaCov-19 กับไวรัสกลายพันธุ์
นอกจากวัคซีนรุ่นแรกที่พัฒนาเพื่อการป้องโรคโควิด-19 แล้ว ยังมีการพัฒนาและทดลองวัคซีนรุ่นที่ 2 ในสัตว์ควบคู่ไปด้วย เพื่อเป็นวัคซีนเข็มกระตุ้นภูมิคุ้มกัน โดยมีเป้าหมายในการป้องกันเชื้อดื้อยาและเชื้อไวรัสกลายพันธุ์ต่าง ๆ อาทิ สายพันธุ์อัลฟา (B.1.1.7) จากอังกฤษ สายพันธุ์เบต้า (B.1.351) จากแอฟริกาใต้ สายพันธุ์แกมม่า (P.1) จากบราซิล หรือสายพันธุ์เดลต้า (B.1.617.2) จากอินเดีย

+ There are no comments

Add yours