ขอบตาดำ เกิดจากอะไร แก้ยังไงดี ?

0 Comments

หลายคนเข้าใจว่า ขอบตาดำ อาจเกิดจาก การนอนดึก หรือร้องไห้ แต่ในความเป็นจริงยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้ขอบตาดำได้ เช่น อายุ แสงแดด หรืออาการเจ็บป่วย เป็นต้น ซึ่งอาการขอบตาดำส่วนใหญ่ไม่ได้เป็นสัญญาณของโรคร้ายแรงแต่อย่างใด โดยเกิดขึ้นได้ในทั้งผู้ชาย ผู้หญิง และเด็กเล็ก ใครที่กำลังเผชิญปัญหานี้ อาจจัดการได้ด้วยตนเองที่บ้าน หรืออาจเลือกปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาก็ได้

ขอบตาดำ

ทำไมถึงมีขอบตาดำ ?

ขอบตาดำอาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ทั้งรูปแบบการใช้ชีวิตประจำวัน ฮอร์โมน อาการเจ็บป่วย หรือหลาย ๆ สาเหตุรวมกัน

โดยปัจจัยตัวอย่างที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดขอบตาดำ มีดังนี้

  • อายุ เมื่อเริ่มมีอายุมากขึ้น ถุงใต้ตาบริเวณหนังตาจะเริ่มหย่อนยานตามอายุ ทำให้เกิดเป็นเงาบริเวณขอบตา อีกทั้งการผลิตไขมันและคอลลาเจนบริเวณผิวหนังก็ลดลง ทำให้ผิวหนังบางลงจนเห็นเส้นเลือดใต้ผิวหนังได้ชัดเจน และทำให้ความคล้ำบริเวณขอบตายิ่งชัดเจนขึ้น
  • ความเครียดและการพักผ่อนน้อย ความเครียดสะสมหรือความเครียดเรื้อรังอาจส่งผลให้มีปัญหาในการนอนหลับ ทำให้ผิวซีดจางและดวงตาบุ๋มลึกมากขึ้นจนสามารถสังเกตเห็นรอยคล้ำใต้ตาได้ชัดเจน
  • อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น อาการแพ้ เป็นต้น เพราะหากเกิดอาการภูมิแพ้ขึ้นตาจะทำให้ระคายเคืองดวงตาและเผลอไปขยี้ตาได้ ซึ่งอาจส่งผลให้ขอบตาดำ หรือเกิดการคัดจมูก และอาการคัดจมูกอาจทำให้เส้นเลือดบริเวณดวงตาและจมูกบวมขึ้นจนทำให้ผิวบริเวณใต้ดวงตาดำคล้ำขึ้นได้เช่นกัน
  • ภาวะขาดน้ำ เมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำอย่างเพียงพอตามปริมาณที่ต้องการ เซลล์ผิวก็จะไม่กระจ่างใส ส่งผลให้รอยดำคล้ำใต้ตาชัดเจนยิ่งขึ้น
  • การตั้งครรภ์ เมื่ออยู่ในช่วงตั้งครรภ์ ฮอร์โมนในร่างกายจะเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจส่งผลให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวจนเห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา
  • การสูบหรี่และดื่มแอลกอฮอล์ เพราะบุหรี่ทำให้ขอบตาดำคล้ำยิ่งขึ้น และการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อาจทำให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวจนเห็นเป็นรอยคล้ำใต้ดวงตา
  • แสงแดด แสงแดดอาจกระตุ้นให้เกิดการผลิตเม็ดสีที่ผิวหนังเพิ่มมากขึ้น จนผิวหน้าบริเวณขอบตาดำคล้ำขึ้นได้

ขอบตาดำ ทำอย่างไรดี ?

การรับมือปัญหาขอบตาดำอาจขึ้นอยู่กับสาเหตุปัจจัยที่ทำให้เกิดรอยคล้ำรอบดวงตา ซึ่งหาก ขอบตาดำ เพราะอายุมากขึ้นก็อาจจัดการได้ค่อนข้างยาก แต่หากขอบตาดำเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ อย่างรูปแบบการใช้ชีวิตหรือปัจจัยแวดล้อม ก็อาจแก้ไขได้โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเอง หรือหลีกเลี่ยงปัจจัยบางอย่าง

โดยวิธีที่อาจช่วยแก้ปัญหาขอบตาดำได้ มีดังนี้

  • จัดการกับความเครียด เนื่องจากความเครียดอาจส่งผลให้มีปัญหาในการนอน การจัดการความเครียดและหาวิธีผ่อนคลายก็อาจช่วยให้นอนหลับสบายและพักผ่อนได้อย่างเพียงพอ
  • ดื่มน้ำ ควรดื่มน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ
  • หลีกเลี่ยงแสงแดด เพื่อไม่ให้แสงแดดกระตุ้นการสร้างเม็ดสีที่ผิวหนังมากเกินไป
  • จัดหมอนรองนอน ควรจัดหมอนหนุนรองนอนให้สูงขึ้น หรือหาหมอนใบอื่นมาหนุุนเพิ่ม เพื่อช่วยลดปริมาณของเหลวที่สะสมอยู่บริเวณใต้ตา
  • ประคบเย็น โดยใช้ผ้าแช่เย็นหรือแตงกวาหั่นแว่นแช่เย็นมาประคบบริเวณดวงตาและขอบตา ซึ่งความเย็นอาจช่วยแก้ปัญหาขอบตาดำได้ แต่แตงกวาถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความเย็นแก่ผิวรอบดวงตาเท่านั้น ส่วนสารประกอบอื่น ๆ ในแตงกวาไม่ได้มีผลทำให้ขอบตาหายดำคล้ำได้แต่อย่างใด
  • แต่งหน้า โดยทาผลิตภัณฑ์ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวบริเวณขอบตาแล้วใช้เครื่องสำอางทาปกปิดบริเวณรอยคล้ำดังกล่าว เพื่อป้องกันอาการตาแห้งที่อาจทำให้ขอบตาดำคล้ำกว่าเดิม อย่างไรก็ตาม การแต่งหน้าเป็นเพียงการอำพรางรอยคล้ำเท่านั้น ไม่ได้รักษาปัญหาขอบตาดำได้
  • ใช้ยา เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยที่ทำให้ขอบตาดำ เช่น ใช้ยาต้านฮิสตามีนเพื่อรักษาอาการแพ้ เป็นต้น
  • เลิกดื่มแอลกอฮอล์และไม่สูบบุหรี่ เพื่อไม่ให้เส้นเลือดใต้ผิวหนังขยายตัวจนเห็นเป็นรอยคล้ำใต้ตา

รักษาขอบตาดำด้วยวิธีทางการแพทย์

นอกจากการดูแลตนเอง ผู้ที่ประสบปัญหาขอบตาดำอาจปรึกษาแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาอย่างเหมาะสม เช่น

  • รักษาโรค ควรรักษาโรคและการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุทำให้ขอบตาคล้ำ เช่น โรคภูมิแพ้ หรือโรคหวัด เป็นต้น
  • ศัลยกรรมเลเซอร์ โดยยิงเลเซอร์เพื่อกระชับผิวหนังที่หย่อนยาน กำจัดผิวหนังส่วนเกินของถุงใต้ตา และทำลายเม็ดสีบริเวณใต้ดวงตาที่เป็นรอยดำคล้ำ อย่างไรก็ตาม การศัลยกรรมเลเซอร์เป็นวิธีที่มีค่าใช้จ่ายสูง เสี่ยงเกิดแผลเป็นและการติดเชื้อ ทำให้เกิดความเจ็บปวดมาก และอาจต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์ในการฟื้นตัว
  • ฉีดฟิลเลอร์ เป็นวิธีที่อาจช่วยปกปิดความคล้ำของเม็ดสีและเส้นเลือดใต้ผิวหน้า โดยอาจช่วยปกปิดได้นานถึง 6 เดือน แต่มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง และอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงตามมาได้ เช่น อาการบวม ช้ำ หรืออาการแพ้ เป็นต้น ซึ่งในบางครั้งการฉีดฟิลเลอร์ก็อาจทำให้ขอบตาดำคล้ำกว่าเดิม

สาเหตุขอบตาดำคล้ำ

  1. กรรมพันธุ์ ไม่ว่าจะจากคุณพ่อคุณแม่ ญาติพี่น้อง ถ้าคุณมีญาติขอบตาดำก็แสดงว่าอาจเป็นพันธุกรรมที่ถูกถ่ายทอดมา ซึ่งไม่จำเป็นว่ารุ่นลูกจะขอบตาดำกันทุกคน ยิ่งคนที่มีผิวกายสีขาว ก็จะยิ่งทำให้เห็นความดำคล้ำได้ชัดกว่าคนผิวเหลือง น้ำตาล หรือดำ ซึ่งสาเหตุนี้การรักษาและป้องกันจะค่อนข้างยากกว่าสาเหตุอื่น ๆ
  2. ขอบตาคล้ำจากภาวะเสียสมดุล เช่น การนอนหลับไม่เพียงพอ อดนอน พักผ่อนน้อย สาเหตุนี้เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในสภาพสังคมปัจจุบัน เพราะทำให้การไหลเวียนโลหิตไม่ดี สารอาหารในเลือดลดลง เส้นเลือดตีบ ทำให้เกิดรอยคล้ำชัดขึ้น, การอ่อนล้าของระบบประสาทจากความเครียด อารมณ์แปรปรวน, การกินของเย็นในขณะมีประจำเดือน, การกินอาหารจำพวกแป้งและของหวานมากเกินไป จนทำให้เกิดกระบวนการเผาผลาญ มีคาร์บอนไดออกไซด์มาก ทำให้เลือดดำคล้ำ, การมีเพศสัมพันธ์ที่มากจนเกินไป จะทำให้สูญเสียพลังและสารจำเป็น, การเจ็บป่วยเรื้อรังหรือสูญเสียเสียพลังเรื้อรัง, ภาวะความเป็นกรดมากขึ้น ซึ่งมีหลายปัจจัย เช่น อาหาร ยา สารพิษ โรคตับ ฯลฯ, ภาวะสารแคลเซียมในร่างกายน้อย, ภาวะของตับและไตพร่อง (จะมีอาการหน้าขาวซีด กลัวหนาว แขนขาเย็น มีตกขาวใส ปวดเมื่อยเอว มีอาการร้อนตามฝ่ามือฝ่าเท้า มีไข้ต่ำ ๆ ฝันบ่อย นอนไม่หลับ ฯลฯ) เป็นต้น
  3. อายุที่มากขึ้น หนังชั้นกำพร้าจะค่อย ๆ บางลงตามอายุ หลอดเลือดจึงโผล่ออกมาให้เห็นเป็นผิวคล้ำ ๆ หรือทำให้เป็นรอยคล้ำใต้ตาที่เกิดจากผิวหนังใต้ตาหย่อนคล้อย จนทำให้เกิดเป็นเงาดำใต้ตา รอยดำจากสาเหตุนี้มักพบการมีรอยย่นรอบดวงตาโดยรอบ ในรายที่เป็นมาก ๆ อาจมีถุงใต้ตาร่วมด้วยก็ได้ ซึ่งแพทย์มักจะรักษาโดยใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น เลเซอร์ คลื่นความถี่วิทยุที่มีผลทำให้ผิวหนังใต้ตากระชับขึ้น การฉีดสารเติมเต็มเพื่อให้ริ้วรอยดูตื้นขึ้น หรือในรายเป็นที่มาก ๆ มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ ก็อาจจะต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด
  4. ผิวใต้ตาบาง รอยคล้ำที่เกิดจากการมีผิวหนังใต้ตาบางหรือมีชั้นไขมันใต้ผิวหนังบริเวณนั้นบางลงร่วมด้วย ซึ่งมักเกิดจากเส้นเลือดใต้ผิวหนัง รอยคล้ำใต้ตาจากสาเหตุนี้มักจะมีสีออกม่วงและเห็นชัดมากบริเวณด้านหัวตา โดยเฉพาะในช่วงที่มีประจำเดือน ซึ่งจะต้องรักษาด้วยการใช้เลเซอร์กำจัดเส้นเลือด หรือฉีดสารเติมเต็มเพื่อให้ผิวหนังบริเวณนั้นดูหนาขึ้น
  5. การสร้างเม็ดสีบริเวณผิวหนังใต้ตาเพิ่มขึ้น เช่น เป็นภูมิแพ้จนทำให้เส้นเลือดดำที่อยู่รอบตาขยายใหญ่มากกว่าคนทั่ว ๆ ไป ยิ่งคันตาบ่อย อดไม่ได้ต้องขยี้ตาจะยิ่งทำให้ตาคล้ำง่าย การขยี้ตาจะเป็นการกระตุ้นเซลล์ให้เซลล์สร้างเม็ดสีให้เพิ่มจำนวนมากขึ้นด้วย หรือในกรณีที่รอยคล้ำใต้ตาเกิดจากการสร้างเม็ดสีบริเวณผิวหนังใต้ตาเพิ่มขึ้น โดยมักพบในภาวะรอยดำที่เกิดตามหลังจากการอักเสบในผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่ผิวหนังเรื้อรัง (atopic dermatitis) หรือเกิดการแพ้จากการสัมผัสสารต่าง ๆ (allergic contact dermatitis) ซึ่งรอยคล้ำใต้ตาจากสาเหตุนี้มักมีสีออกเทา ๆ เมื่อเอามือรีดผิวหนังบริเวณนั้น รอยคล้ำก็จะไม่จางลง สามารถรักษาด้วยการใช้ครีมที่มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างเม็ดสีต่าง ๆ หรือใช้เลเซอร์กำจัดเม็ดสีทำให้รอยคล้ำใต้ตาดูจางลง
  6. เกิดจากการระคายเคืองรอบดวงตา เช่น การแพ้สารบางอย่างในครีมทารอบดวงตา แพ้มาสคาร่า เป็นต้น แล้วทำให้เกิดอาการคัน พอคันก็จะถูขยี้ตา ดังนั้นคนที่มีผิวแพ้ง่ายก่อนจะใช้เครื่องสำอางอะไรก็ควรจะทดสอบการแพ้เครื่องสำอางก่อนที่ท้องแขน
  7. อาการตาแห้ง ขาดน้ำตามาหล่อเลี้ยง หลายคนแก้ไขผิดวิธี ด้วยการขยี้ตาเพื่อให้มีน้ำตา จึงทำให้ขอบตาดำคล้ำ ที่ถูกคือคุณควรดื่มน้ำให้มากขึ้นเรื่อย ๆ ตลอดทั้งวัน ส่วนอาการตาแห้ง ควรหยอดน้ำตาเทียมวันละ 4-5 ครั้ง
  8. ปานโอตะ บางคนอาจเป็นส่วนน้อยที่มีปานโอตะอยู่ที่ขอบตา ซึ่งปานโอตะก็คือ เซลล์เม็ดสีที่อยู่ในชั้นหนังแท้ ซึ่งมักจะเป็นรอบตาข้างเดียว แต่บางคนอาจเป็นได้ทั้ง 2 ข้าง จึงทำให้ขอบตาดูเขียวคล้ำ
ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

คลังเก็บ

หมวดหมู่

เรื่องที่น่าสนใจ