อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากภาวะเจ็บป่วยที่ทำให้ระบบสั่งการของสมองสำหรับควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือการประสบอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยที่กระทบกระเทือนกับสมอง ไขสันหลัง กระดูกคอ และเส้นประสาทต่าง ๆ ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เส้นทางการส่งกระแสประสาทระหว่างสมองและกล้ามเนื้อขาดช่วง ส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตเป็นบางจุด เช่น บริเวณใบหน้า แขน ขา อาจเป็นอัมพาตครึ่งซีก หรืออาจเป็นอัมพาตทั้งร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอัมพาตมีโอกาสหายและอาการดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างถูกต้องเหมาะสม

ชนิดและอาการของอัมพาต

อัมพาตเฉพาะที่ มีอวัยวะบางส่วนที่เป็นอัมพาตและขยับเขยื้อนไม่ได้ เช่น ใบหน้า หรือมือ

อัมพาตทั่วร่างกาย เป็นอัมพาตในบริเวณกว้าง ส่งผลให้อวัยวะบางส่วนหรือหลายส่วนขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่

  • โมโนพลีเจีย (Monoplegia) เป็น แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • เฮมิพลีเจีย (Hemiplegia) เป็น แขน และขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือที่เรียกว่า อัมพาตครึ่งซีก
  • พาราพลีเจีย (Paraplegia) เป็น ขาทั้งสองข้าง หรือตั้งแต่บริเวณอุ้งเชิงกรานและช่วงล่างของลำตัวลงไปขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • ควอดริพลีเจีย เตตร้าพลีเจีย  (Tetraplegia  Quadriplegia)  เป็น แขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้

ทั้งนี้ อัมพาตยังแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตด้วย ได้แก่

  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก (Flaccid Paralysis) กล้ามเนื้อจะหดตัวและอ่อนแรง
  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้อเกร็ง (Spastic Paralysis) กล้ามเนื้อจะตึงและแข็ง ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเกิดตะคริวได้

หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแค่บางส่วน อาจควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่หากเป็นอัมพาตทั่วร่างกาย จะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นให้ขยับหรือเคลื่อนไหวได้เลย

ผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy) อัมพาต อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  ซึ่งมีใบหน้าบิดเบี้ยวจากกล้ามเนื้อบนใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกเพราะเกิดภาวะอักเสบที่ประสาทสมองเส้นที่ 7 หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะฟื้นตัวกลับมาและหายจากอาการอัมพาตบางส่วน หรือหายดีเป็นปกติได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจยากที่จะหายดีเป็นปกติ หรืออาจเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การรักษา และการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการอัมพาตด้วย

สาเหตุของอัมพาต

ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident หรือ Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก มีลักษณะการเกิด ดังนี้

  • Ischemic Stroke: เส้นเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตถูกลิ่มเลือดอุดตัน หรือเกิดจากหลอดเลือดตีบแคบลงจากไขมันเกาะฝังตัวที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้
  • เส้นเลือดในสมองแตก Hemorrhagic Stroke : ฉีกขาด หรือได้รับความเสียหาย ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว จะนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือด กระทบต่อสมรรถภาพในการควบคุมสั่งการกล้ามเนื้ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ทำให้อวัยวะไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวเป็นปกติได้

หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต
หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

อาจทำให้เกิดความเสียหายภายในสมองได้ เมื่อศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื้อเยื่อสมองอาจฉีกขาดหรือฟกช้ำจากการกระแทกระหว่างสมองกับกะโหลกศีรษะ จนสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดและเส้นประสาทในสมอง ความเสียหายมักเกิดขึ้นกับสมองซีกซ้ายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนส่งผลต่ออาการอัมพาตของร่างกายในซีกขวา และความเสียหายในสมองซีกขวาที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จะทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตบริเวณร่างกายซีกซ้าย อย่างไรก็ตาม อาการอัมพาตของร่างกายในแต่ละซีกนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับบาดเจ็บ

การได้รับบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง

ไขสันหลัง อาจเป็นส่วนหนึ่งของเส้นประสาทที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง ที่เชื่อมไปถึงกระดูกคอ มีหน้าที่ควบคุมระบบประสาทส่วนกลางซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมสัญญาณระหว่างสมองกับร่างกายในการรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้สมองสามารถสั่งการควบคุมการแสดงออก ปฏิกิริยา และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อไขสันหลังเกิดความเสียหาย เช่น กระดูกบริเวณคอ หรือกระดูกสันหลังบาดเจ็บจากแรงกระแทก อาจทำให้ไขสันหลังได้รับความเสียหายจนไม่สามารถส่งสัญญาณจากสมองไปยังกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป

มากกว่าการได้รับการกระทบกระเทือนจนสร้างความเสียหาย คือ การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังมักมีสาเหตุจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ  อุบัติเหตุรุนแรงที่อาจทำให้ไขสันหลังบาดเจ็บ ได้แก่ อุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ การหล่นจากที่สูง เป็นต้น ทั้งนี้ ลักษณะอาการอัมพาตนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บด้วย เช่น การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังส่วนกลางอาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดพาราพลีเจีย (ร่างกายส่วนล่างลำตัวลงมาเป็นอัมพาต) หรือการบาดเจ็บบริเวณกระดูกคออาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย (เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาทั้งสองข้าง)

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายซึ่งทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดการติดเชื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้สารมัยอีลิน (Myelin) ที่หุ้มอยู่รอบใยประสาทบริเวณไขสันหลังถูกทำลาย เมื่อปลอกประสาทนี้ถูกทำลาย ส่งผลรบกวนต่อการนำสัญญาณสื่อประสาทระหว่างสมองกับร่างกาย ทำให้เกิดอาการอัมพาตได้ในที่สุด

นอกจากนี้ สาเหตุของอาการอัมพาต ได้แก่

  • ส่วนโรคทางระบบประสาท ได้แก่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis)หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuron Disease) ซึ่งเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสื่อมหรือตายก่อนถึงอายุขัย อาจทำให้เกิดอัมพาตทั้งตัวได้
  • กลุ่มอาการจีบีเอส หรือ กิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome)  โรคที่ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ที่ระบบประสาทส่วนปลายเกิดการอักเสบติดเชื้อฉับพลัน
  • โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือโรคใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก (Bell’s Palsy) เส้นประสาทบริเวณใบหน้าซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเกิดการอักเสบ
  • โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) มีความผิดปกติทางสมองทำให้ร่างกายขยับหรือเคลื่อนไหวลำบากหรือผิดปกติ
  • กลุ่มอาการหลังจากโรคโปลิโอ (Post-Polio Syndrome)
  • เนื้องอกที่เส้นประสาท (Neurofibromatosis)
  • มะเร็งสมอง มะเร็งไขสันหลัง มักทำให้เกิดอาการอัมพาตครึ่งซีก
  • โรคไลม์ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อ แบคทีเรียจะไปทำลายเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการอัมพาตชั่วคราวบริเวณใบหน้า
  • พิการแต่กำเนิด เช่น สไปนา ไบฟิดา เป็นอาการพิการแต่กำเนิดบริเวณกระดูกสันหลังและระบบประสาท ทำให้ร่างกายอัมพาตบางส่วน หรืออัมพาตอย่างถาวร

การวินิจฉัยอัมพาต

หากแพทย์ตรวจร่างกายและทดสอบสมรรถภาพร่างกายแล้วพบว่าผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากแพทย์มีข้อสงสัย ต้องการวินิจฉัยหาสาเหตุ หรือตรวจหาบริเวณที่เป็นอัมพาตให้แน่ชัดขึ้น แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการ ดังนี้

  • การเอกซเรย์ (X-Ray) เป็นการฉายรังสีเอกซเรย์ผ่านร่างกาย เพื่อสร้างเป็นภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจ มีประโยชน์ในการวินิจฉัยความเสียหายบริเวณกระดูกสันหลังหรือกระดูกคอ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นวิธีการสร้างภาพถ่ายอวัยวะภายในจากการฉายรังสีเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะให้รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นจากการเอกซเรย์ธรรมดา มักใช้ตรวจหาความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณศีษะและไขสันหลังจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  • การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นวิธีการสร้างภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การใช้ MRI ช่วยให้แพทย์เห็นภาพความผิดปกติของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ประกอบการวินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณสมองและไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอกซเรย์ที่ได้จากการ X-Ray, CT Scan หรือ MRI มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจใช้ การฉีดสีเพื่อตรวจไขสันหลัง (Myelography) เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตรวจไขสันหลังด้วยการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นประสาทไขสันหลัง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography) ใช้เครื่องมือที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในกล้ามเนื้อและเส้นประสาทตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย แพทย์มักนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy)

การรักษาอัมพาต

หากมีอาการอัมพาต แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาตามสาเหตุ หรืออาการป่วยต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแบบถาวรนั้นจะไม่สามารถรักษาได้ เน้นการดูแลให้ผู้ป่วยปรับตัวใช้ชีวิตต่อไปได้

การรักษาประกอบด้วยวิธีการดังนี้

การผ่าตัด หรือการตัดอวัยวะ แพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไป ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของการป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาต

การทำกายภาพบำบัด เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยวิธีการและแบบแผนที่ถูกต้องเหมาะสมภายใต้การดูแลหรือคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูประสาทกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้ และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยต่อไปในอนาคตซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยอาจทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล หรือด้วยตนเองหลังกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด

การทำกิจกรรมบำบัด เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตนเองได้ ด้วยการฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการแต่งกาย การไปซื้อของ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ฝึกทำกิจกรรมตามขั้นตอน สอนวิธีลัดอื่น ๆ ที่ช่วยให้ทำกิจกรรมดังกล่าวได้สำเร็จ ปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้น หรือจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมต่าง ๆ

การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว ได้แก่

  • การใช้รถเข็น หรือที่เรียกว่า วีลแชร์
    • วีลแชร์ธรรมดา: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนแข็งแรง และเป็นอัมพาตตั้งแต่ส่วนล่างของลำตัวลงไป
    • วีลแชร์ไฟฟ้า: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนอ่อนแอ หรือเป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ซึ่งแขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • การใช้กายอุปกรณ์เสริม เป็นการสวมใส่อุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติกหรือโลหะ เพื่อช่วยชดเชยความอ่อนแอของกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นอัมพาต และช่วยในการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับมือ-ข้อมือ: จะทำให้ข้อมือช่วยบังคับการเคลื่อนไหวของนิ้วที่เป็นอัมพาต
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับเท้า-ข้อเท้า: อุปกรณ์จะช่วยในการเดิน ด้วยการบังคับการเคลื่อนไหวของเท้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตส่วนล่างลำตัวลงไปเพียงบางส่วน เช่น ขาข้างเดียว
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับประคองระดับข้อเข่า: อุปกรณ์จะช่วยประคองความมั่นคงของข้อเข่าและข้อเท้า แต่ท่อนขายังเคลื่อนไหวแกว่งตัวได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ที่แขนและขาทั้งสองข้างไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
  • การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นอัมพาตจากการถูกกระทบกระเทือนบริเวณไขสันหลัง ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะด้วย เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะอยู่บริเวณปลายของไขสันหลัง ผู้ป่วยไม่สามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงต้องใช้วิธีช่วยระบายของเสียออกจากร่างกาย ดังนี้
    • ฝึกควบคุมการขับถ่าย ช่วยขับของเสียออกจากลำไส้ด้วยการฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา
    • การสวนอุจจาระ เป็นการใช้ยาสวนเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อช่วยขับถ่ายอุจจาระ
    • การต่อสายท่อปัสสาวะ อาจทำได้ทั้งการต่อท่อเล็ก ๆ จากปลายท่อปัสสาวะบริเวณปลายอวัยวะเพศของผู้ป่วยเพื่อระบายปัสสาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือแพทย์อาจผ่าตัดเจาะต่ออุปกรณ์สายท่อจากกระเพาะปัสสาวะออกมาทางรูที่สร้างขึ้นบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย
    • การใส่ถุงอุจจาระ (Colostomy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณลำไส้แล้วต่อกับถุงอุจจาระโดยตรง แล้วถุงจะอยู่ติดกับผนังหน้าท้องด้านนอกของผู้ป่วย

การใช้ยารักษาอาการปวดประสาท (Neuropathic Pain) ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทในระยะยาว เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายไปก่อนหน้า ซึ่งอาการปวดประสาทที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดทั่วไปอย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่ต้องรักษาด้วยยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) และพรีกาบาลิน (Pregabalin) แต่ยาเหล่านี้ล้วนมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา ดังนั้น ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสมภายใต้คำสั่งแพทย์ เพื่อประสิทธิผลสูงสุดในการรักษา และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและเป็นอันตรายได้

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผู้ป่วยอัมพาตมักเผชิญกับปัญหากล้ามเนื้อชา เป็นตะคริว และหดเกร็ง ซึ่งรักษาได้โดยการใช้ยาเหล่านี้

  • ส่วนกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ บาโคลเฟน (Baclofen) ทิซานิดีน (Tizanidine) และแดนโทรลีน (Dantrolene) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคลายกังวลอย่างไดอะซีแปม (Diazepam) นอกจากในรายที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น
  • โบทูลินัม ท็อกซิน หรือโบท็อกซ์ จะถูกนำมาใช้หากรักษาด้วยยาคลายกล้ามเนื้อแล้วไม่ได้ผล โดยอาจฉีดเฉพาะบริเวณที่กล้ามเนื้อชา ยาจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนที่เกิดการชา และหดเกร็งตัว เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดและการฝึกยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
  • การให้ยาทางไขสันหลัง (Intrathecal Baclofen Therapy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณด้านหลังของผู้ป่วย โดยเจาะที่หลังตำแหน่งโพรงไขสันหลัง ใส่ท่อที่มียาบาโคลเฟนคลายกล้ามเนื้อจากเครื่องปั๊มยา เพื่อลดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

แก้ปัญหาอาการไอที่ลดลง

ผู้ป่วยอัมพาตอาจไอลำบาก ซึ่งการไอเป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดมูกเหนียวหรือเสมหะที่ติดค้างอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจได้สะดวก หากมีกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาต จะทำให้การไอเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนเสี่ยงต่อการสะสมของมูกเหนียวในปอด นำไปสู่การติดเชื้อในปอดได้

ดังนั้น เพื่อชดเชยความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำให้ไอได้ยากขึ้น ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ป่วยไอได้มากขึ้น เช่น

  • ขยับตัวลุกนั่งทุกวัน
  • พลิกตัวไปมาในขณะนอน
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะที่ข้นเหนียวเจือจางลง เอื้อต่อการไอได้ง่ายขึ้น
  • ไม่สูบบุหรี่ หรือไม่อยู่ใกล้คนสูบบุหรี่
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อป้องกันการป่วยที่จะทำให้เกิดมูกเสมหะสะสมในระบบทางเดินหายใจ

การใช้เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่วยบางรายที่กล้ามเนื้อบริเวณกะบังลมเป็นอัมพาต จะส่งผลให้หายใจเข้าออกลำบาก ผู้ป่วยจึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อช่วยควบคุมอากาศและแรงดันภายในปอด ซึ่งมี 2 ชนิด คือ

  • เครื่องจะสร้างภาวะสุญญากาศในปอด Negative Pressure Ventilator ทำให้ช่วงอกขยายออก แล้วให้อากาศไหลเข้าสู่ปอดเอง
  • เครื่องจะส่งออกซิเจนเข้าไปยังปอดโดยตรง Positive Pressure Ventilator เพื่อช่วยในการหายใจ โดยใช้ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมี 2 แบบ คือ ท่อที่ต้องผ่าตัดบริเวณคอ เพื่อต่อท่อเข้าไปในหลอดลม และท่อที่สอดเข้าไปทางปากหรือจมูก เพื่อส่งออกซิเจนเข้าไป

แม้อาการอัมพาตในผู้ป่วยบางรายจะรักษาให้หายขาดได้ยาก แต่ผู้ป่วยก็อยู่ร่วมกับอาการอัมพาตได้ ด้วยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อดูแลประคับประคองและอำนวยความสะดวกให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของอัมพาต

ภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Autonomic Dysreflexia) มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง (Tetraplegia หรือ Quadraplegia) เมื่อมีสิ่งเร้าไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งมีหน้าที่ควบคุมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายที่มีผลต่อการตอบสนองของร่างกาย อย่างระบบความดันโลหิต การย่อยอาหาร และการหายใจ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้า สัญญาณเตือนต่าง ๆ จะไม่สามารถส่งไปยังสมองของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตได้ เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง เมื่อสมองสั่งการไม่ได้ตามปกติ สุดท้ายระบบประสาทอัตโนมัติจะแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นช้าลง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกวิตกกังวล กระสับกระส่าย เหงื่อไหลออกมาก แน่นหน้าอก ขนลุก ความดันสูง หัวใจเต้นช้าลง (น้อยกว่า 60 ครั้ง/ นาที) ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น หากเกิดภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติแล้วผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การชักและมีเลือดออกในสมองจนถึงแก่ความตายได้

ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นตามมาหลังจากผู้ป่วยประสบเหตุให้เป็นอัมพาตกะทันหัน ทำให้เกิดความโศกเศร้าและทำใจยอมรับได้ยาก แต่หากผู้ป่วยปรับตัวปรับมุมมองได้ ก็จะผ่านพ้นขั้นความเศร้าโศกจนยอมรับความจริงและอยู่ร่วมกับอาการป่วยต่อไปได้

ทั้งนี้ ผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้ชิดควรดูแลและเฝ้าระวังสังเกตอาการของผู้ป่วย หากพบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะซึมเศร้า ควรหาวิธีให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยา และประคับประคองช่วยเหลือทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผู้ป่วยเรียนรู้และปรับตัวได้ในที่สุด

ปัญหาเพศสัมพันธ์และการเจริญพันธุ์ ufabet24 การเป็นอัมพาตอาจส่งผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่เสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจสามารถมีเพศสัมพันธ์และมีบุตรได้ ทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ และการใช้วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ในบางราย ผู้ป่วยเพศชายอาจเผชิญกับปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ไม่สามารถหลั่งอสุจิได้ หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ในขณะที่ผู้ป่วยเพศหญิง มักไม่ได้รับผลกระทบในด้านความสามารถในการเจริญพันธุ์ แม้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากประสบกับปัญหาความต้องการทางเพศที่ลดลง เพราะมีความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ผู้ป่วยหญิงบางรายก็ไม่มีสารหล่อลื่นบริเวณอวัยวะเพศหญิง แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่นที่ถูกต้องและปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ ในเพศชาย หากกระทบต่อการใช้ชีวตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว

การป้องกันการเกิดอัมพาต

อาการอัมพาตเกิดขึ้นหลังจากมีปัจจัยก่อนหน้า ฉะนั้น จึงไม่มีแนวทางการป้องกันที่แน่นอน อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตไปแล้ว ควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อไปในอนาคต ได้แก่

ผู้ป่วยอัมพาตที่ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ด้านการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับอักเสบและติดเชื้อในบริเวณนั้น เนื่องจากต้องนั่งหรือนอนในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนดังกล่าวได้ไม่สะดวก จนเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นได้รับความเสียหายหรือเนื้อเยื่อตาย ดังนั้น ผู้ป่วยควรเปลี่ยนตำแหน่งท่านั่งหรือนอนอยู่เสมอ เช่น ขยับตัวเปลี่ยนท่านอนประมาณ 20 ครั้งต่อคืน ผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นควรขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งอย่างน้อยทุก 15-30 นาที หากต้องนอนอยู่บนเตียงนาน ๆ ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

หากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลและบุคคลใกล้ชิด คนรอบข้างควรหมั่นสังเกตบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย หากผิวเกิดรอยแตก หรือมีแผลเปิดซึ่งเป็นแผลกดทับ ควรรีบรักษาหรือไปพบแพทย์

การมีสุขภาพดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ให้แขนขาอ่อนแรง และยังช่วยฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย โดยผู้ที่เป็นอัมพาตควรออกกำลังกายตามสมรรถภาพของตน เช่น การยกน้ำหนัก การขี่จักรยานมือ การเล่นกีฬาต่าง ๆ บนวีลแชร์

หากผู้ป่วยไม่ถนัดออกกำลังกาย หรือไม่ทราบวิธีการ ควรขอความช่วยเหลือจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งจะแนะนำการออกกำลังกายและการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัด (Functional Electrical Stimulation-FES) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นประสาทกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง