ตัวเต็งออสการ์ชื่อ ‘ยุนยอจอง’ ‘เกาหลี-อเมริกา’ อยู่ใต้ ‘ฟ้าเดียวกัน’

0 Comments

ตัวเต็งออสการ์ชื่อ ‘ยุนยอจอง’ ในภาพยนตร์เรื่อง “Minari”

‘เกาหลี-อเมริกา’ อยู่ใต้ ‘ฟ้าเดียวกัน’

 

“ยุนยอจอง” คือนักแสดงหญิงวัย 73 ปี ชาวเกาหลีใต้ ซึ่งฝากฝีมืออันน่าจดจำไว้ในภาพยนตร์เรื่อง “Minari” ที่กำลังเข้าฉายในบ้านเรา

กระทั่งเธอได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์สาขานักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม นับเป็นนักแสดงเกาหลีรายแรกสุดที่ได้เข้าชิงรางวัลตุ๊กตาทองอเมริกัน

และล่าสุด “ยุนยอจอง” ก็เพิ่งได้รับรางวัลสาขาดังกล่าวจากสมาคมนักแสดงภาพยนตร์และโทรทัศน์ของสหรัฐ (แซก อวอร์ดส์) ซึ่งว่ากันว่าจะทำให้เธอมีโอกาสเข้าใกล้ออสการ์มากยิ่งขึ้น

ในภาพยนตร์เรื่อง “Minari” นักแสดงหญิงอาวุโสรายนี้รับบทเป็นคุณยายในครอบครัวผู้อพยพชาวเกาหลี ที่ไปลงหลักปักฐาน ณ ชนบทของสหรัฐอเมริกา ซึ่งสอดคล้องกับชีวิตในวัยสาวของ “ยุนยอจอง” ที่เคยติดตามสามีบินข้ามน้ำข้ามทะเลมาก่อร่างสร้างครอบครัว ณ มลรัฐอินเดียนา

ก่อนหน้านี้ “ยุนยอจอง” เคยให้สัมภาษณ์กับ “โจเซ โซลิส” ในเว็บไซต์ thefilmstage.com ไว้อย่างน่าสนใจ

จึงขออนุญาตนำเนื้อหาบางส่วนของบทสัมภาษณ์นั้นมาถ่ายทอดเป็นฉบับพากย์ไทยในที่นี้

: ผมรู้สึกอินกับการแสดงของคุณในภาพยนตร์เรื่อง “Minari” และสายสัมพันธ์ระหว่างหลานๆ และคนรุ่นปู่-ย่า ตา-ยายในหนังเรื่องนี้ คุณจะสามารถบอกเล่าความทรงจำเกี่ยวกับคุณยายของคุณหน่อยได้ไหม? ท่านคือแรงบันดาลใจให้คุณได้สวมบทบาทเป็น “ตัว

ละครคุณยาย” ในหนังหรือเปล่า?

จริงๆ แล้ว คุณยายของฉันเสียชีวิตไปในช่วงสงคราม ดังนั้น ฉันเลยไม่ค่อยมีความทรงจำเกี่ยวกับท่าน แต่ฉันกลับได้ใช้ชีวิตกับคุณยายทวด

ฉันไม่ได้นำท่านมาเป็นต้นแบบในการสวมบท “ตัวละครคุณยาย” ในหนังเรื่องนี้ แต่ฉันคิดถึงท่านอยู่บ่อยๆ ระหว่างการถ่ายทำภาพยนตร์

คุณยายทวดเสียชีวิตขณะฉันอายุ 10 ขวบ และฉันยังคงรู้สึกเศร้าเสียใจกับเหตุการณ์นั้น หลังจากสงครามเกาหลีสิ้นสุดลง ทุกๆ อย่างก็เป็นอย่างที่คุณรู้นั่นแหละ คุณเคยอยู่ในภาวะสงครามไหม?

ผมไม่มีประสบการณ์แบบนั้น

โอเค คุณไม่เคยอยู่ในภาวะสงคราม สถานการณ์โรคระบาดตอนนี้เทียบไม่ได้เลยกับภาวะสงคราม ระหว่างสงคราม พวกเราต้องย้ายไปอาศัยนอกเมืองหลวง หลังสงครามจบลง ดูหนังออนไลน์ ครอบครัวของเราจึงย้ายกลับมาที่โซล และพบว่าทุกอย่างถูกทำลายจนพังพินาศไปหมด ด้วยฤทธิ์ระเบิดและภัยอื่นๆ

พวกเราประสบภาวะขาดแคลนน้ำ เนื่องจากน้ำประปาจะมีให้บริการเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อวัน ทั้งน้ำทั้งไฟ ทุกอย่างล้วนขัดสนไปหมด

ด้วยเหตุนี้ คุณยายทวดของฉันจึงต้องพยายามใช้น้ำอย่างประหยัดมัธยัสถ์ที่สุด ตอนฉันอายุ 9-10 ขวบ ฉันเคยไม่เข้าใจว่าทำไมท่านถึงต้องใช้น้ำสกปรกๆ ซ้ำไปซ้ำมาครั้งแล้วครั้งเล่า

เวลานั้น ฉันไม่ชอบคุณยายทวดเอาเลย ฉันรู้สึกหัวใจสลาย เมื่อตอนนั้น ฉันเคยมีความคิดอันโง่เขลาว่า “โห คุณยายทวดนี่ช่างเป็นคนโสโครกเสียเหลือเกิน ทำไมแกถึงใช้น้ำสกปรกอาบตัวอยู่ได้” ทั้งๆ ที่ท่านยอมทำแบบนั้นเพื่อจะประหยัดน้ำ

ความทรงจำเกี่ยวกับเรื่องนี้ย้อนมาในหัวฉันระหว่างถ่ายทำหนังเรื่อง “Minari” ที่ทัลซา (เมืองในมลรัฐโอกลาโฮมา)…

: เมื่อคุณเริ่มต้นอาชีพนักแสดง คุณได้ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ถี่ถ้วนแล้วว่าจะไม่เล่นหนังด้วยวิธีการแบบนักแสดงทั่วไปในยุคสมัยนั้น?

ฉันไม่ได้ตัดสินใจแน่วแน่อะไรมากมาย แต่ฉันคิดว่าเรื่องนี้มันอยู่ในยีน (หน่วยพันธุกรรม) ของฉัน ฉันมักได้ดูละครโทรทัศน์และงานแสดงของคนอื่นๆ แล้วบางที ฉันก็ชอบเกิดความรู้สึกว่าการแสดงเหล่านั้นมันดู “เยอะแยะ” เกินไป

ขณะเดียวกัน ฉันก็ชอบดูพวกภาพยนตร์สารคดี อย่างในหนังสารคดีเกาหลีเรื่องหนึ่ง มีหญิงชรารายหนึ่งที่ต้องสูญเสียลูกชายไปถึงสามคน นี่คือชีวิตที่เต็มไปด้วยบาดแผลและโศกนาฏกรรม

แต่สิ่งที่ฉันค้นพบว่าน่าสนใจมากๆ ก็คือกลับไม่มีใครในหนังสารคดีเรื่องนั้นที่ร้องไห้คร่ำครวญออกมา พวกเขาเล่าเรื่องราวในอดีตทุกอย่าง ราวกับมันเป็นประวัติศาสตร์ของบุคคลอื่นที่ไม่ใช่ตนเอง

ฉันจึงได้ตระหนักว่าในหนังละครส่วนใหญ่ เรามักฉายภาพผู้คนที่กำลังทุกข์ตรมแสนสาหัส ออกมาเป็นตัวละครที่ชอบโอดครางคร่ำครวญอย่างหนัก ดังนั้น ฉันเลยเกิดความคิดว่า บางทีเราอาจไม่ต้องแสดงหนังในแบบที่พวกเราคุ้นชิน นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงความคิดของฉันในช่วงเริ่มต้นอาชีพนักแสดง

ฉันรู้ว่าตัวเองอธิบายเรื่องนี้ออกมาเป็นภาษาอังกฤษได้ไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าให้สรุปก็คือมันไม่ได้เกิดขึ้นจากความมุ่งมั่นตั้งใจอะไร แต่มันอาจเกิดจากบางอย่างที่อยู่ในยีนและหัวใจของฉัน

: คุณเคยเป็นนักศึกษาสาขาวรรณกรรมในมหาวิทยาลัยใช่ไหม?

ฉันเคยเรียนสาขาวรรณกรรมเกาหลี

: มีบทเรียนอะไรในชั้นเรียนวิชาวรรณกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพนักแสดงของคุณบ้างไหม?

คุณรู้ใช่ไหมว่า สุดท้ายฉันก็เรียนมหาวิทยาลัยไม่จบ จริงๆ ฉันใช้ชีวิตเป็นนักศึกษาอยู่แค่สองปี ฉันจึงไม่รู้ว่าตัวเองได้เรียนอะไรไปบ้าง ตอนนั้น ฉันแค่ชอบอ่านนิยาย นี่เป็นสาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ฉันเลือกเรียนสาขาดังกล่าว

: …ถึงแม้ผมจะไม่เคยเติบโตในภาวะสงครามเหมือนคุณ แต่ผมก็เป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองที่อพยพเข้ามาอยู่ในสหรัฐ ผมต้องเดินทางออกจากบ้านเกิดตั้งแต่ปี 2009 และไม่ได้ย้อนกลับไปอีกเลย ผมจึงพอจะเข้าใจถึงความรู้สึกของการเข้ามาปักหลักอยู่ในอเมริกาเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของที่นี่ คุณเองก็เคยย้ายมาอาศัยอยู่ในสหรัฐเมื่อสมัยสาวๆ ผมเลยคิดว่าเราน่าจะสามารถแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันได้ เกี่ยวกับภาวะแปลกแยกทางวัฒนธรรม เมื่อเราเพิ่งเดินทางมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่

ฉันจดจำช่วงเวลาแรกเมื่อเดินทางมาถึงที่นี่ได้ ฉันคิดว่าอเมริกานั้นหรูหราราคาแพงกว่าเกาหลีมาก เพราะเครื่องไม้เครื่องมือทุกอย่างล้วนทันสมัยไปหมด ถ้าจำไม่ผิด ฉันเริ่มรู้จักใช้เตาอบไมโครเวฟเป็นครั้งแรกก็ตอนย้ายมาอเมริกา ทุกๆ อย่างมันใหม่มากและดูแตกต่างจากเดิม

อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่เราเคยอยู่อาศัยในประเทศเล็กๆ พวกเราจึงมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องราวนานาชาติ เรารู้ว่าคนในประเทศอื่นๆ ใช้ชีวิตแตกต่างจากเราอย่างไร แต่สิ่งที่ฉันได้พบในอเมริกาก็คือว่าคนอเมริกันมักรู้แต่เพียงเรื่องราวเกี่ยวกับประเทศของเขา

ฉันจำได้แม่นถึงคำถามที่หญิงชราชาวอเมริกันคนหนึ่งเคยถามฉันเมื่อแรกเดินทางมาอยู่ที่นี่ ตอนนั้น เธอก็มีอายุเท่าๆ ฉันในตอนนี้นี่แหละ หญิงชราคนดังกล่าวถามฉันว่า บ้านเธอที่เกาหลีอยู่ใต้ “ฟ้าเดียวกัน” กับพวกเราไหม? ฉันไม่เข้าใจความหมายของคำถามนี้เลย เมื่อได้ยินมันเป็นหนแรก

จริงๆ แล้ว หญิงชราคนนั้นไม่เคยเดินทางออกไปยังสถานที่แห่งอื่นๆ เลย อินเดียนาคือชีวิตทั้งชีวิตของเธอ เธอจึงเพิ่งได้เห็นผู้หญิงเอเชียอย่างฉันเป็นครั้งแรกสุดในชีวิต

ตอนนั้น ฉันเลยไม่เข้าใจว่าทำไมเธอจึงมาตั้งคำถามเรื่อง “ฟ้าเดียวกัน” กับฉัน แต่ต่อมา ฉันถึงค่อยๆ คิดหาคำตอบต่อคำถามดังกล่าวออกว่า

“ท้องฟ้าที่เกาหลีก็เป็นสีฟ้า เหมือนกับที่อเมริกานั่นแหละ”

 Minari เป็นผลงานเขียนบท-กำกับ ของผู้กำกับลูกครึ่งอเมริกัน-เกาหลีใต้ ลี ไอแซก ชอง ที่ได้แรงบันดาลใจส่วนหนึ่งมาจากชีวิตวัยเด็กของตัวเองกับครอบครัว เล่าเรื่องราวของหนึ่งครอบครัวชาวเกาหลีที่หอบเอาความหวังไปตั้งต้นชีวิตใหม่บนแผ่นดินอเมริกาในยุค 80 พวกเขาเริ่มต้นจากการเป็นชาวสวนชาวไร่บนดินแดนที่ไม่คุ้นเคย ต้องปรับตัวให้เข้ากับผู้คนและสภาพแวดล้อมที่แตกต่างจากเกาหลีโดยสิ้นเชิง เหนือสิ่งอื่นใดพวกเขาต้องเผชิญกับบททดสอบของการไขว่คว้าความฝันไปพร้อมกับการทบทวนรกรากของตนเอง

เกร็ดภาพยนตร์ Minari

  • หนังโดนใจนักวิจารณ์ทั่วโลกได้คะแนนจากเว็บ Rotten Tomatoes สูงถึง 100% ด้วยคะแนนเฉลี่ย 9.08/10 จากนักวิจารณ์ 27 คน

  • คว้า 2 รางวัลใหญ่ U.S. Dramatic Grand Jury Prize (ตัดสินจากคณะกรรมการ) และ U.S. Dramatic Audience Award (ลงคะแนนของผู้ชม) ในเทศกาลหนังซันแดนซ์ 2020 ซึ่งก่อนหน้านี้ภาพยนตร์ที่สามารถคว้า 2 รางวัลนี้ไปได้คือ Whiplash (2014)

  • พุ่งแรงอย่างต่อเนื่องด้วยการคว้ารางวัลใหญ่ต้นปี 2021 อย่าง ภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยม บนเวทีลูกโลกทองคำ ครั้งที่ 78 และรางวัล นักแสดงเยาวรุ่นยอดเยี่ยม จากเวที Critics Choice Movie Awards ครั้งที่ 26 มาครองได้อีกด้วย

  • สมตำแหน่งหนังคุณภาพตัวเต็งยืนหนึ่งแห่งปี ล่าสุด Minari เข้าชิง 6 รางวัล ออสการ์ ครั้งที่ 93 (ปี 2021) ได้แก่ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (คริสตินา โอห์), ผู้กำกับยอดเยี่ยม (ลี ไอแซก ชอง), นักแสดงนำชายยอดเยี่ยม (สตีเวน ยอน), นักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม (ยุนยอจอง), บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม (ลี ไอแซก ชอง) และดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (เอมิล มอสเซริ)

  • ลี ไอแซก ชอง เป็นลูกหลานชาวเกาหลีที่อพยพมาเติบโตในรัฐอาร์คันซอ สหรัฐอเมริกา เขาจบจากมหาวิทยาลัยเยล ก่อนที่จะเลิกเรียนหมอหลังจากนั้น หนังเรื่องแรกของชอง Munyurangabo (2007) ได้ไปฉายที่เทศกาลหนังเมืองคานส์ และได้รับเสียงชื่นชมเป็นอย่างมาก

  • ผลงานเรื่องต่อไป เขาจะรับหน้าที่ผู้กำกับให้กับ Your Name เวอร์ชันภาพยนตร์ที่รีเมกจากแอนิเมชันญี่ปุ่นเรื่องดังปี 2016 โดยกำลังอยู่ในช่วงเตรียมการสร้าง

  • มินาริ เป็นชื่อผักพื้นบ้านของเกาหลีคล้ายผักชี มีกลิ่นแรง ซึ่งมีลักษณะเด่นคือหลังหว่านเมล็ดครั้งแรกมักจะไม่ค่อยเติบโต แต่จะเจริญงอกงามขึ้นกว่าเดิมหลังจากที่ผลัดใบครั้งแรกตาย ซึ่งผู้กำกับต้องการให้มันสะท้อนถึงเรื่องราวของครอบครัวในเรื่องนี้

ป้ายกำกับ:

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

เรื่องล่าสุด

คลังเก็บ

หมวดหมู่

เรื่องที่น่าสนใจ