กระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ การรักษาโรค

การรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
มุ่งเน้นการใช้คุณสมบัติของเกล็ดเลือด และ Growth factors ในพลาสม่าของผู้ป่วยเอง เพื่อใช้ในการซ่อมแซม เนื้อเยื่อที่บาดเจ็บ เสียหาย หรือเสื่อมสภาพ มีข้อดี คือ
มุ่งเน้นการฟื้นฟู บูรณะ ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไม่ใช่เพียงการรักษาตามอาการ
เกิดผลข้างเคียงน้อย ไม่เสี่ยงต่อการแพ้ เพราะเป็นสารที่สกัดจากเลือดของผู้ป่วย
ใช้หลักการรักษาทางธรรมชาติ โดยไม่ใช้ยา จึงไม่เป็นพิษต่อตับ ไต หรืออวัยวะเป้าหมาย
ประสิทธิภาพจากการรักษา ช่วยลดปวด ชะลอ หรือเลี่ยงกรณีที่ต้องผ่าตัดได้

เทคนิคใหม่ของการรักษาโรคทางกระดูก เอ็น และกล้ามเนื้อ
Platelet Rich Plasma เป็นเทคนิคใหม่ทางการแพทย์ เพื่อใช้รักษาอาการบาดเจ็บของระบบโครงสร้างมนุษย์ เช่น เอ็น กล้ามเนื้อ กระดูก กระดูกอ่อน โดยฉีด Platelet Rich Plasmaเข้าสู่จุดที่มีการบาดเจ็บ สามารถช่วยลดอาการบาดเจ็บของเนื้อเยื่อให้หายจากอาการบาดเจ็บ และยังช่วยให้ฟื้นตัวอย่างรวดเร็วที่สำคัญคือ ไม่เป็นอันตรายเนื่องจากเป็นส่วนประกอบจากเลือดของผู้ป่วยเอง
Platelet Rich Plasma คือ การรักษาด้วยเกล็ดเลือดของผู้ป่วยโดยใช้เลือดของผู้ป่วยนำมาคัดแยก ซึ่งในเลือดประกอบไปด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ภายในเกล็ดเลือดประกอบไปด้วยสารที่สำคัญต่อการแข็งตัวของเลือดและGrowth Factorโดยการนำเลือดมาปั่น แล้วฉีดกลับเข้าไปในบริเวณที่มีอาการบาดเจ็บ เกล็ดเลือดจะถูกกระตุ้นให้รวมตัวกันและปล่อยสารที่มีประโยชน์นี้ไปกระตุ้นให้เกิดกระบวนการซ่อมแซม จึงสามารถบรรเทาอาการปวดและส่งเสริมการเร่งฟื้นฟูได้
ขั้นตอนการรักษาที่มีคุณภาพ ช่วยเติมเต็มประสิทธิภาพให้ดียิ่งขึ้น
เลือดของเราประกอบไปด้วย พลาสม่า Plasma 55% เม็ดเลือดขาว หรือเกล็ดเลือด White Blood Cells and Platelets น้อยกว่า 1% และเม็ดเลือดแดง Red Blood Cells 45% ซึ่งขั้นตอนการทำ Platelet Rich Plasma จะเพิ่มคุณสมบัติของเกล็ดเลือดต่อการซ่อมแซมร่างกายเหนือเกล็ดเลือดธรรมดา การเตรียม Platelet Rich Plasma ที่ถูกต้องเท่านั้น จึงจะได้เกล็ดเลือดที่มีคุณภาพ และมีความเข้มข้นสูงขึ้นอย่างน้อย 4 เท่า จึงจะมีประสิทธิภาพสูง
การรักษามีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เพียงเจาะเลือดของผู้ป่วย 10-20 มล. นำเข้าเครื่องปั่นกระตุ้น จนเกิดการแยกชั้นของเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ออกจากพลาสม่าและเกล็ดเลือด จากนั้น ฉีดพลาสม่าและเกล็ดเลือดในตำแหน่งที่จะทำการรักษา กระบวนการทั้งหมด ใช้เวลา 10-15นาที โดยการดูแลอย่างใกล้ชิดจากแพทย์เฉพาะทางผู้เชี่ยวชาญ อ่านเพิ่มเติม

แอสต้าแซนทิน ดีต่อร่างกาย และ ผิวพรรณ

แอสต้าแซนทิน เป็นสารอาหารที่โด่งดังด้วยผลวิจัยทางการแพทย์มากมายในการช่วยเรื่องของการลดริ้วรอย แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก คุณสมบัติของวิตามินตัวนี้สามารถปกป้องผิวจากการถูกทำลาย ทั้งจากอนุมูลอิสระ มลพิษ ควันบุหรี่ สามารถปกป้องไปจนถึง DNA ของผิว เนื่องด้วยสูตรโครงสร้างที่เป็นเอกลักษณ์ของแอสตาแซนทินนี้เองจึงมีประโยชน์ต่อร่างกาย ในการปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์อวัยวะต่างๆ ของร่างกายได้ครอบคลุม
แอสต้าแซนทิน มีดีอย่างไร
ทำให้กล้ามเนื้อ และข้อต่อมีสุขภาพดีขึ้น ช่วยให้กล้ามเนื้อมีความทนทานมากขึ้น
ปกป้องเยื่อหุ้มเซลล์จากการทำลาย ของอนุมูลอิสระ
ปกป้องผิวจากการถูกทำลายโดยแสงแดด และรังสีอัลตราไวโอเลต
ช่วยกระชับรูขุมขน ลดเลือนริ้วรอย อ่านเพิ่มเติม

ทันตกรรมประดิษฐ์ รากฟันเทียม ข้อดี และเหตุผลที่ควรใส่

ชนิดของส่วน ทันตกรรมประดิษฐ์
ทันตแพทย์สามารถใช้รากฟันเทียมช่วยในการใส่ฟันทดแทนให้คนไข้ได้หลายวิธี เช่น การทดแทนฟัน 1ซี่
ในกรณีที่มีฟันหายไปเพียง 1 หรือ 2 ซี่ การใส่ฟันเทียมติดแน่นทำได้ 2 วิธี คือ รากฟันเทียมและสะพานฟัน แต่รากฟันเทียมถือว่าเป็นวิธีใส่ฟันที่ให้ผลสำเร็จดีที่สุด และมีข้อดีมากกว่าการใส่สะพานฟัน คือ ไม่ต้องกรอฟันข้างเคียง ทำความสะอาดได้ง่ายกว่า และสะพานฟันมีส่วนของครอบฟันติดกันทั้งหมด หากมีซี่ใดซี่หนึ่งมีปัญหาจะต้องรื้อออกทั้งหมด และในฟันที่ไม่แข็งแรงการใส่สะพานฟันอาจทำอันตรายต่อฟันหลักยึดได้
การทดแทนฟันหลายซี่ ในกรณีที่ฟันหายไป1 ซี่แต่หลายๆ ตำแหน่ง ก็สามารถใส่รากฟันเทียมรองรับครอบฟันได้ แต่กรณีที่ฟันหายไปหลายๆ ซี่
ติดๆ กันทันตแพทย์สามารถทำการฝังรากฟันเทียม เพื่อรองรองสะพานฟันได้ ซึ่งมีข้อดี คือสามารถลดจำนวนรากฟันเทียมลง หรือในบริเวณที่ไม่สามารถฝังรากฟันเทียมเท่ากับจำนวนฟันที่หายไปได้
ในกรณีที่มีฟันหายไปเป็นจำนวนมาก รากฟันเทียมสามารถช่วยให้ฟันเทียมแบบถอดได้แน่นขึ้น ไม่จำเป็นต้องใส่ตะขอฟันปลอม หรือทำให้ส่วนของเหงือกปลอมสั้นลงได้
การทดแทนฟันที่หายไปทั้งปาก ในกรณีที่ฟันหายไปทั้งปาก รากฟันเทียมสามารถช่วยทดแทนฟันได้ทั้งแบบติดแน่น และแบบถอดได้ แบบติดแน่น ทันตแพทย์จะทำการฝังรากเทียมจำนวน 4, 6 หรือ 8 ตัวต่อ 1 ขากรรไกร ส่วนแบบถอดได้จะทำการฝังรากฟันเทียมจำนวน 2-4 ตัว วิธีการและความยุ่งยากก็จะแตกต่างกันไป
ติดๆ กันทันตแพทย์สามารถทำการฝังรากฟันเทียม เพื่อรองรองสะพานฟันได้ ซึ่งมีข้อดี คือสามารถลดจำนวนรากฟันเทียมลง หรือในบริเวณที่ไม่สามารถฝังรากฟันเทียมเท่ากับจำนวนฟันที่หายไปได้
ผู้ที่ควรเข้ารับการทำรากฟันเทียม และผู้ที่ไม่ควรทำ
ผู้ที่มีการสูญเสียฟันแท้ไปสามารถรับการรักษาด้วยรากฟันเทียมได้ทุกคนโดยไม่กำหนดช่วงอายุ แต่ไม่ควรทำในเด็กที่อายุยังไม่ถึง 18 ปี เนื่องจากกระดูกขากรรไกรยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่ สำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ ควรคลอดบุตรก่อน หรือผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมได้ ผู้ป่วยที่เป็นโรคมะเร็งที่ต้องได้รับการฉายรังสีบริเวณใบหน้าและขากรรไกร ผู้ป่วยที่เป็นโรคปริทันต์อักเสบรุนแรง ผู้ป่วยที่เป็นลูคิเมีย ผู้ป่วยไฮเปอร์ไทรอยด์ควรได้รับการรักษาเพิ่มเติมก่อนทำการฝังรากเทียม สำหรับผู้ป่วยที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือสูบบุหรี่จัดจะมีผลต่อความสำเร็จในการรักษา ส่วนผู้ป่วยจิตเภท ผู้ป่วยที่มีอาการไขข้ออักเสบรุนแรง หรือผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อ ไม่สามารถดูแลรักษาสุขภาพช่องปากเองได้ ไม่ควรเข้ารับการทำรากฟันเทียม อ่านเพิ่มเติม

ระวัง BURNOUT SYNDROME เครียดเกินไป ภาวะหมดไฟในการทำงาน

ความเครียดเรื้อรังในการทำงาน ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบเป็นตัวการสำคัญให้วัยทำงาน เกิดภาวะ BURNOUT SYNDROME หรือภาวะหมดไฟในการทำงาน ซึ่งหากปล่อยไว้สะสมนานวันเข้าอาจเสี่ยงต่อการเกิดโรคซึมเศร้าได้
BURNOUTSYNDROME ภาวะการหมดไฟคืออะไร?
ภาวะหมดไฟในการทำงาน หรือคำฮิตที่ถูกพูดถึงอยู่บ่อยว่าอาการ BURNOUTSYNDROME คือ ภาวะการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจที่เกิดจากความเครียด จนบางครั้งรู้สึกมีความเหนื่อยล้าทางอารมณ์ เบื่อหน่าย ไม่หยิบจับทำอะไร รู้สึกสูญเสียพลังงานทางจิตใจ มองงานที่กำลังอยู่ในเชิงลบ ขาดความสุข สนุกในเนื้องาน หมดแรงจูงใจประสิทธิภาพการทำงานต่ำลง บางรายอาจรู้สึกเหินห่างจากเพื่อนร่วมงาน จนทำให้ความมีความรู้สึกหมดเรี่ยวแรงในการทำงานและการใช้ชีวิตประจำวัน ซึ่งอาการเหล่านี้จัดอยู่ในกลุ่มอาการ ยังไม่รุนแรงเท่ากับโรคซึมเศร้า แต่หากปล่อยไว้และอยู่ในสภาพแวดล้อม และสภาพอารมณ์ลักษณะนี้เดิมๆ อาจส่งผลต่อการทำงาน เช่น อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด หรือนานวันเข้าก็อาจเกิดโรคซึมเศร้าได้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าป่วยเป็นโรคซึมเศร้าได้เสมอไป
สาเหตุของภาวะ BURNOUTSYNDROME มาจากอะไร?
กลุ่มอาการ BURNOUT SYNDROME มักเกิดจากงานที่ทำ เช่น ภาระงานหนัก และปริมาณงานมาก รวมถึงงานมีความซับซ้อน ต้องทำในเวลาเร่งรีบ มีปัญหาการเรียงลำดับความสำคัญของงาน ขาดอำนาจในการตัดสินใจ ทำงานที่ไม่ถนัด ต้องแก้ปัญหาด้วยตัวคนเดียวโดยขาดที่ปรึกษา รู้สึกไร้ตัวตนในที่ทำงาน หรือไม่เป็นส่วนหนึ่งของทีมไม่ได้รับการตอบแทน หรือรางวัลที่เพียงพอต่อสิ่งที่ทุ่มเทไป มีปริมาณงานไม่สอดคล้องกับจำนวนบุคลากร ระบบบริหารในที่ทำงานที่ขัดต่อคุณค่า และจุดมุ่งหมายในชีวิตของตนเอง

ใครบ้างที่เสี่ยง BURNOUTSYNDROME
จากที่กล่าวมาอาจมองว่าเป็นกลุ่มอาการที่เกิดวัยทำงาน หนุ่มสาวออฟฟิศ หรือหัวหน้า ผู้บริหารที่ที่แบกรับหน้าที่หนักจนเกินไปเท่านั้น แต่แท้จริงแล้วกลุ่มอาการ BURNOUTSYNDROME สามารถเกิดได้ทุกวัย ทุกเพศ เช่น แม่บ้านที่ต้องดูแลบ้าน เลี้ยงลูก ที่ใช้ชีวิตอยู่ในรูปแบบเดิมๆ ต้องวุ่นวายกับงานบ้าน ทำอาหาร ดูแลลูก ดูแลสามี แบบไม่มีวันหยุด รวมไปถึงเป็นคนที่จริงจังเกินไป ขาดความยืดหยุ่น งานทุกชิ้นต้องดี ไม่มีที่ติ ยึดติดในความสมบูรณ์แบบ (Perfectionism) ความคาดหวังสูง ไม่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง และพยายามควบคุมทุกอย่างให้เป็นไปตามต้องการ สามารถเกิดอาการเหล่านี้ได้เช่นกัน
BURNOUTSYNDROME กับวิธีแก้ไขป้องกัน
1. นอนหลับพักผ่อนให้เป็นเวลา อย่าเสียเวลาไปกับความกังวลในเรื่องงานของคุณ และพยายามพัฒนาทักษะในการจัดการปัญหา
2. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ กินอาหารที่มีประโยชน์ ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ
3. ลดความเครียดลง โดยการหากิจกรรมทำนอกเวลา ฟังเพลง ดูหนัง ออกกำลังกาย เป็นไปได้ลาพักร้อนเป็นระยะเวลาสั่นๆ อ่านเพิ่มเติม

ระวังติด “โรคซิฟิลิส” โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์

โรคซิฟิลิส เป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เกิดจากเชื้อทรีโปนีมา พาลลิดัม (Treponemapallidum) ซึ่งเป็นเชื้อแบคทีเรีย ที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกันด้วยการใส่ถุงยางอนามัย
ซิฟิลิส ติดต่อได้อย่างไร?
ซิฟิลิสสามารถติดต่อโดยการมีเพศสัมพันธ์ ผ่านจากคนสู่คนโดยการสัมผัสโดยตรงกับแผลซิฟิลิส ซึ่งแผลนี้จะอยู่บริเวณอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก ช่องคลอด ปากทวารหนัก หรือที่ทวารหนัก แผลอาจเกิดที่ริมฝีปากและในช่องปาก เชื้อติดต่อขณะมีเพศสัมพันธ์ทางช่องคลอด ทวารหนัก หรือทางปาก นอกจากนี้ ยังสามารถติดต่อได้จากสตรีที่ตั้งครรภ์ไปสู่ทารกในครรภ์ได้
ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการติดต่อของ โรคซิฟิลิส
หลายคนกังวลว่าจะสามารถติดโรคซิฟิลิสได้จากการนั่งโถส้วม จับลูกบิดประตู สระว่ายน้ำ อ่างอาบน้ำ เสื้อผ้า หรือช้อนส้อมไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด
ความรุนแรงของโรคซิฟิลิส
โรคนี้จะไม่แสดงอาการเป็นระยะเวลาหลายๆ ปี แต่ถ้าไม่รักษาก็จะลุกลามไปทำลายอวัยวะอื่นๆ เช่น หัวใจ หลอดเลือด ระบบประสาท กระดูก ทำให้พิการและอาจเสียชีวิตได้หลายคนติดโรคแต่ไม่มีอาการเป็นปี ซึ่งจะมีโอกาสเป็นซิฟิลิสระยะสุดท้ายและมีภาวะแทรกซ้อนหากไม่ได้รับการรักษา
อาการแสดงโรคซิฟิลิส
ระยะแรก สังเกตได้จากการมีแผลที่เป็นแผลเดียว หรืออาจมีหลายแผลได้ ระยะเวลาตั้งแต่ติดโรคจนเกิดอาการใช้เวลานาน 10-90 วัน เฉลี่ยอยู่ที่ 21 วัน แผลไม่นิ่ม กลม ขนาดเล็ก ไม่เจ็บ ขอบยกนูนแข็ง จึงมีอีกชื่อคือ “แผลริมแข็ง” โดยแผลที่เกิดนั้นจะมีเชื้อที่เข้าสู่ร่างกาย และเป็นแผลอยู่นาน 3-6 สัปดาห์ หลังจากนั้นจะหายไปเองโดยไม่รักษา แม้ได้รับการรักษาแต่รักษาไม่ถูกต้อง หรือรักษาไม่ครบก็จะเข้าสู่ซิฟิลิสระยะที่สอง

ระยะที่สอง จะมีผื่นตามผิวหนังและเยื่อบุ ผื่นเกิดตามร่างกายหนึ่งหรือสองแห่ง ไม่คัน อาจเกิดขณะที่แผลริมแข็งกำลังจะหาย หรือหลังจากหายไปแล้ว 2-3 สัปดาห์ ผื่นมีลักษณะสีแดง หรือจุดน้ำตาลแดง อาจเกิดที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า แต่ผื่นอาจเกิดบริเวณอื่นและมีลักษณะคล้ายโรคอื่น บางครั้งผื่นเป็นจางๆ ทำให้ไม่ได้สังเกต อาการอื่นที่อาจเกิดได้แก่ มีไข้ ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ ผมร่วงเป็นหย่อมๆ ปวดศีรษะ น้ำหนักลด ปวดกล้ามเนื้อ ไม่มีแรง อาการในระยะนี้จะหายเองได้
ระยะแฝง และระยะสุดท้าย ระยะแฝงเริ่มต้นหลังจากอาการระยะหนึ่งและระยะสองผ่านไปแล้ว หากไม่ได้รับการรักษาเชื้อจะยังคงอยู่ในร่างกายแม้จะไม่แสดงอาการ ระยะแฝงของซิฟิลิสจะอยู่นานเป็นปีๆ ประมาณ 15% จะเข้าระยะสุดท้ายของโรคซิฟิลิสและแสดงอาการแม้จะผ่านไปแล้ว 10-20 ปี หลังจากที่ได้รับเชื้อ ในระยะท้ายของโรคซิฟิลิสเชื้อจะค่อยๆ ทำลายอวัยวะภายในร่าย ได้แก่ สมอง เส้นประสาท ตา หัวใจ เส้นเลือด ตับ กระดูก ข้อ อาการของโรคระยะสุดท้ายอาจมีตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อที่ไม่สัมพันธ์กัน อัมพาต ชา ตาค่อยๆ บอด สมองเสื่อม และอาจรุนแรงจนถึงขึ้นเสียชีวิต อ่านเพิ่มเติม

ศัลยกรรม ช่องปาก และแม็กซิลโลเฟเชียล ORAL AND MAXILLOFACIAL SURGERY

ให้บริการ ศัลยกรรม แก้ไขโครงหน้า ด้วยเทคนิค Facial Bone Contouring Surgery และ Cosmetic Surgery โดยทีมแพทย์ ทันตแทย์เฉพาะทาง และทีมสหสาขาวิชา
ให้บริการศัลยกรรมโครงหน้า ด้วยเทคนิคที่ทันสมัย Digital 4D – Facial Identity Designing
ให้การรักษาการตัดกราม สไลด์ปลายคาง ทุบโหนกแก้ม เลื่อนขากรรไกร เสริมหน้าผาก เสริมคาง
3D Model (Rapid Phototype) จำลองรูปโครงหน้าคนไข้ วางแผนการผ่าตัดร่วมกับคนไข้ สามารถสร้างกระดูกเทียมเฉพาะตัวให้กับคนไข้ แตกต่างจากกระดูกเทียมหรือซิลิโคนสำเร็จรูปเหมือนทั่วไป
การผ่าตัดโดยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านศัลยกรรมในช่องปาก และกระดูกหน้า พร้อมทีมวิสัญญีแพทย์คอยดูแลความปลอดภัยตลอดระยะเวลาการผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม

ตัวเหลือง ตาเหลือง

หนึ่งในอาการที่ทำให้หลายคนคิดว่าอาจจะเป็นดีซ่าน แต่จริงๆ แล้วอาการตัวเหลือง ตาเหลือง สามารถเกิดขึ้นจากอีกหลายสาเหตุ แต่ที่แน่ๆ จุดเริ่มต้นมาจากระบบการทำงานของ ตับ ที่เริ่มมีปัญหานั่นเอง

ตัวเหลืองตาเหลืองจากท่อน้ำดีอุดตัน
ตับทำหน้าที่สร้างน้ำดีเตรียมไว้สำหรับระบบย่อยอาหาร และส่งมาตามท่อน้ำดีเพื่อมาเก็บไว้ที่ถุงน้ำดี เวลาที่เรารับประทานอาหารจะผ่านการย่อยที่กระเพาะแล้วส่งต่อมาที่ลำไส้เล็ก ลำไส้เล็กก็จะตรงเข้าไปกระตุ้นให้ถุงน้ำดีบีบตัวให้น้ำดีไหลมาตามท่อน้ำดีไปที่ลำไส้เล็ก เพื่อช่วยย่อยอาหารประเภทไขมันให้แตกตัวเป็นโมเลกุลเล็กๆ ก่อนซึมเข้าสู่กระแสเลือดแต่ถ้าเมื่อใดก็ตามที่ท่อน้ำดีมีอาการอุดตัน ซึ่งอาจเกิดจากนิ่วหรือเนื้องอกก็เป็นได้ ก็จะทำให้น้ำดีไม่สามารถส่งต่อมาที่ลำไส้เล็กได้ ไม่ใช่แค่เพียงย่อยอาหารไม่ดี แต่ที่แย่กว่า คือ น้ำดีจะย้อนกลับไปที่ตับเข้าสู่กระแสเลือดและกระจายไปทั่วร่างกาย ทำให้มีอาการตาเหลือง ตัวเหลืองที่เรียกว่าดีซ่านนั่นเอง หากปล่อยทิ้งไว้ก็จะทำให้ร่างกายติดเชื้อและเสียชีวิตในที่สุด การป้องกัน คือ พยายามทานอาหารที่มีประโยชน์ ปรุงสุก และหมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะเกิดท่อน้ำดีอุดตันนี้ได้
ตัวเหลืองตาเหลืองจากสารสีเหลืองบิลิรูบิน (Bilirubin)
เป็นสารที่เกิดจากการตายของเซลล์เม็ดเลือดแดง ปกติจะมีอายุประมาณ 120 วัน แต่ถ้ามีความผิดปกติก็อาจจะแตกตัวตายเร็วกว่าอายุของมัน ทำให้ในร่างกายจะมีการผลิตสารตัวนี้สูงขึ้น ยิ่งถ้าระบบการทำงานของตับแปรปรวนจนไม่สามารถกำจัดสารตัวนี้ออกจากร่างกายผ่านน้ำดีได้ พอสารสีเหลืองมีการสะสมมากขึ้นทุกวัน ก็จะกระจายไปตามเนื้อเยื่อส่วนต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะที่ผิวหนังและเยื่อตา ทำให้มีอาการตัวเหลือง ตาเหลืองตามมานั่นเอง นอกจากนี้ มักจะมีอาการคันตามร่างกาย เบื่ออาหาร มีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมได้ อ่านเพิ่มเติม

เรื่องใกล้ตัวเเต่เหมือนไม่อย่างทำ!! ทำหมัน หญิง-ชายแบบไร้แผล

การ ทำหมัน แบบไร้แผล หากทำแล้วจะไม่มีโอกาสมีลูกได้อีก เพราะการทำหมันแบบไร้แผลเป็นการทำหมันถาวรด้วยการอุดท่อรังไข่ และให้ร่างกายสร้างพังผืดขึ้นมาทำให้ท่อนำไข่ตัน หากยังต้องการมีบุตรจึงไม่ควรทำหมันด้วยวิธีนี้
การทำหมันชาย
อสุจิ เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์ การทำหมันของผู้ชายใช้วิธีฉีดยาชาก่อนทำการผ่าตัด และตัดท่อนำอสุจิโดยการผ่าตัดบริเวณถุงอัณฑะเข้าไปหาส่วนของท่อนำอสุจิเพื่อจะผูก และตัดท่อนำอสุจิทั้ง 2 ข้าง หลังจากทำแล้วต้องรอ 3 เดือน เพื่อตรวจว่าเป็นหมันจริงหรือไม่ คุณผู้ชายหลายท่านๆ ไม่นิยมทำหมัน เพราะเชื่อว่าการทำหมันอารมณ์จะแปรปรวนและหงุดหงิดง่าย ส่งผลต่ออารมณ์ทางเพศ ทำให้นกเขาไม่ขัน หรือความแข็งตัวของอวัยวะเพศผิดปกติ จริงๆ แล้ว ความเชื่อเหล่านี้ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด เพราะการทำหมันไม่มีผลกระทบต่อฮอร์โมน
การทำหมันหญิง
ในอดีตการทำหมันฝ่ายหญิงมี 2 วิธีเท่านั้น คือ การทำหมันเปียก และหมันแห้ง แต่ในปัจจุบันมีการพัฒนาเป็นการทำหมันแบบไร้แผล
การทำหมันเปียก คือ การทำหมันหลังจากคลอดแล้ว คุณหมอจะผูกและตัดท่อนำไข่ทั้งสองข้าง ขั้นตอนการทำหมันในกรณีที่คลอดธรรมชาติ ถ้าคลอดแล้วไม่มีปัญหาอะไรก็ทำหมันได้เลย โดยทำการเจาะหน้าท้องบริเวณใต้สะดือเพื่อเข้าไปหาท่อนำไข่ แล้วทำการตัดท่อนำไข่ทั้ง 2 ข้าง
การทำหมันแห้ง คือ การทำหมันที่มดลูกมีขนาดปกติ แพทย์จะผ่าตัดทางหน้าท้องเหนือกระดูกหัวหน่าวเล็กน้อย และใช้วิธีผูกและตัดท่อนำไข่ เมื่อการทำหมันได้พัฒนาเพิ่มมากขึ้น แพทย์จะใช้วิธีการส่องกล้องเข้าไปในช่องท้องบริเวณใต้สะดือ จึงทำให้การทำหมันง่ายมากขึ้น อ่านเพิ่มเติม

โรค ช่องคลอดอักเสบ และ ปากช่องคลอด

ภาวะ ช่องคลอดอักเสบ (Vaginitis) เกิดขึ้นบริเวณภายในช่องคลอดและปากช่องคลอด อาการที่พบบ่อย คือ ตกขาวผิดปกติ คัน กลิ่น ตกขาวปนเลือด แสบร้อนในช่องคลอด ซึ่งการวินิจฉัยโรคสามารถทำโดยการตรวจภายในร่วมกับการนำตกขาวไปตรวจ เพื่อหาสาเหตุของเกิดช่องคลอดอักเสบว่ามีที่มาจากเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรีย เนื่องจากการจัดการแต่ละสาเหตุมีความแตกต่างกันสามารถแบ่งได้โดยสังเขป ดังนี้
ตกขาวจากเชื้อรา เกิดจากความอับชื้น ตกขาวชนิดนี้จะมีลักษณะเป็นแป้ง มีอาการคันบริเวณช่องคลอด
ตกขาวจากเชื้อแบคทีเรีย ตกขาวจะมีกลิ่นเหม็นคาว หรือกลิ่นภายหลังมีเพศสัมพันธ์

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดช่องคลอดอักเสบ คือ การสวนล้างช่องคลอด การใช้แผ่นอนามัย การใส่กระโปรง หรือกางเกงรัดรูป เนื่องจากจะทำให้ขาบีบชิดกันมากเกินไป ผู้ที่รับประทานยาแก้อักเสบบ่อยๆ หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ก็จะส่งผลให้สภาพแวดล้อมในช่องคลอดเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจึงตกขาวได้ง่าย เป็นต้น เมื่อมีอาการควรรีบพบแพทย์ เพราะหากเกิดบ่อยๆ บริเวณปากมดลูกจะเกิดการระคายเคือง และส่งผลเกี่ยวเนื่องกับมะเร็งปากมดลูกได้ อ่านเพิ่มเติม

ไม่ต้องทนเจ็บอีกต่อไปทางเลือกใหม่ ผ่าตัดไทรอยด์ แบบไร้แผลเป็น

อาการแบบไหน ที่ต้องรักษาด้วยการ ผ่าตัดไทรอยด์
การรักษาต่อมไทรอยด์ ที่แพทย์พิจารณาเลือกมาใช้รักษาผู้ป่วยมักขึ้นอยู่กับข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยแต่ละราย ซึ่งกว่าจะถึงขั้นตอนการผ่าตัด แพทย์จะเริ่มต้นด้วยการให้ยารับประทาน กลืนแร่ และการผ่าตัดเอาไทรอยด์ที่โตออกไปตามลำดับความรุนแรง บางกรณีการรักษาอาจจบลงด้วยการผ่าตัด เพราะรักษาวิธีก่อนหน้านี้แล้วก้อนไทรอยด์ยังไม่ยุบ อีกทั้ง หากปล่อยทิ้งไว้นาน ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะพัฒนาไปสู่มะเร็งได้

ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมไร้ท่อที่อยู่ส่วนหน้าของบริเวณลำคอใต้ลูกกระเดือก ติดกับหลอดลม มีลักษณะคล้ายผีเสื้อ มีอยู่ 2 ข้าง ทำหน้าที่ในการผลิตฮอร์โมนที่ช่วยในการควบคุมการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิ เมื่อพบความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ ซึ่งอาจมีสาเหตุมากจากการขาดสารไอโอดีน หรือเกิดจากระบบการทำงานที่ผิดปกติของฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์เอง อย่างอาการไทรอยด์เป็นพิษ ซึ่งวิธีการรักษาทำได้โดยการรับประทานยา การกลืนแร่ไอโอดีน และการผ่าตัด

รักษาไทรอยด์ด้วยการผ่าตัด
การผ่าตัดไทรอยด์ สามารถทำได้ทั้งในรูปแบบเปิดแผล (Open surgery) ผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องปากแบบไร้แผล ซึ่งการผ่าตัดทั้ง 3 แบบ มีข้อบ่งชี้ที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
ผ่าตัดแบบเปิดที่คอ โดยจะผ่าตัดที่บริเวณคอในแนวขวาง ซึ่งสามารถตัดไทรอยด์ออกได้หมด รวมถึงสามารถเลาะต่อมน้ำเหลืองได้ บางกรณีหลังผ่าตัดแล้วจึงเกิดแผลเป็นแนวขวางที่คอ ต่อมาได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดต่อมไทรอยด์แบบแผลเล็ก
ผ่าตัดผ่านกล้องในหลายตำแหน่ง เช่น รักแร้ หัวนม วิธีการนี้เป็นการซ่อนแผลผ่าตัดจากบริเวณคอที่เห็นได้ชัดเจน แต่ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง เช่น ระยะจากรักแร้ไปยังต่อมไทรอยด์มีระยะทางไกล ทำให้การผ่าตัดค่อนข้างยาก และหากต้องผ่าตัดต่อมไทรอยด์ออกทั้ง 2 ข้าง จะต้องผ่ารักแร้ทั้ง 2 ข้างด้วยเช่นกัน อีกทั้ง ยังไม่ตอบโจทย์คุณผู้หญิงบางกลุ่ม ที่มักมีความกังวลในเวลาที่สวมเสื้อแขนกุด
การผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องปากแบบไร้แผล ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเทคนิคการผ่าตัดผ่านกล้องทางช่องปาก บริเวณริมฝีปากล่าง จึงไม่เกิดแผลเป็นที่ผิวหนังหลังจากผ่าตัด การผ่าตัดวิธีนี้ต้องอาศัยเทคนิคและความเชี่ยวชาญเฉพาะตัวของแพทย์ มีภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก เป็นวิธีที่ได้รับการยอมรับ
8 ข้อดี ของการ ผ่าตัดไทรอยด์ ผ่านกล้องทางช่องปาก
ไม่เกิดรอยแผลเป็นหลังการผ่าตัด
แผลที่เกิดจากการผ่าตัดจะอยู่ที่รอยต่อระหว่างเหงือกล่างกับริมฝีปากล่าง จึงไม่เห็นแผลภายนอก
ภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก เสียเลือดน้อยมาก
แผลหายเร็ว ไม่เกิดพังผืด
สามารถตัดต่อมไทรอยด์ได้ทั้ง 2 ข้าง โดยที่ไม่ต้องผ่าจุดอื่นเพิ่ม
เจ็บน้อย พักฟื้นไม่นาน
ไม่มีกระทบต่อกล่องเสียงของผู้เข้ารับการผ่าตัด อ่านเพิ่มเติม