โรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน

โรคหลอดเลือดสมองตีบ หรืออุดตัน เกิดจากไขมัน หรือ ลิ่มเลือด มาอุดตันหลอดเลือดสมอง เนื้อสมองจึงขาดเลือดไปเลี้ยง และ ทำให้เซลล์สมองส่วนนั้นตาย
สาเหตุโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
เกิดได้จากโรคหลายอย่างร่วมกันได้แก่

โรคความดันโลหิตสูง ที่สูงมากกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอท
โรคเบาหวาน
โรคไขมัน และ โคเลสเตอรอลในเลือดสูง
โรคหัวใจบางชนิด อาทิ โรคหัวใจเต้นผิดจังหวะ โรคหัวใจโต
โรคอ้วน
โรคการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
สูบบุหรี่

อาการโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
พบมีอาการ แขน ขา ข้างเดียวอ่อนแรง ปากเบี้ยว พูดไม่ชัด มึนศีรษะ ซึมลง อาการเหล่านี้ จะเกิดขึ้นในระยะเวลาที่รวดเร็ว

การตรวจโรคหลอดเลือดสมองตีบหรืออุดตัน
หากพบมีอาการดังกล่าวข้างตัน ควรพบแพทย์ผู้ชำนาญการโดยเร็วที่สุด เพื่อ

ตรวจสมองด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง (CT-Scan)
ตรวจสมองด้วยเครื่องคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI)
ตรวจหลอดเลือดสมองด้วยเครื่องคลื่นสนามแม่เหล็ก (MRA) อ่านเพิ่มเติม

โรคหลอดเลือดสมองแตก

เมื่อ หลอดเลือดสมองแตก จะทำให้เกิดเลือดคั่งอยู่ในเนื้อสมอง ไปกดเบียดเซลล์สมองให้ทำงานไม่ได้ และเกิดเซลล์สมองตายในที่สุด ในบางรายก้อนเลือดอาจมีขนาดใหญ่มาก จนทำให้ความดันภายในกระโหลกศีรษะสูงมาก และเสียชีวิตได้

เมื่อหลอดเลือดสมองแตก จะทำให้เกิดเลือดคั่งอยู่ในเนื้อสมอง ไปกดเบียดเซลล์สมองให้ทำงานไม่ได้ และเกิดเซลล์สมองตายในที่สุด ในบางรายก้อนเลือดอาจมีขนาดใหญ่มาก จนทำให้ความดันภายในกระโหลกศีรษะสูงมาก และเสียชีวิตได้

สาเหตุโรคหลอดเลือดสมองแตก
โดยส่วนใหญ่เกิดจากภาวะความดันโลหิตสูง แล้วควบคุมความดันได้ไม่ดี หรือ มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย

อาการโรคหลอดเลือดสมองแตก
พบมีอาการปวด หรือ มึนศีรษะเฉียบพลัน ตามด้วยอาการซึมลง แขนขาข้างใดข้างหนึ่งอ่อนแรง พูดไม่ชัด อาจมีอาการชัก หรือ หมดสติร่วมด้วย

การตรวจโรคหลอดเลือดสมองแตก
ควรรีบพบแพทย์ผู้ชำนาญการโดยด่วนที่สุด เพื่อตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมอง (CT-Scan) อ่านเพิ่มเติม

รู้ทันอาการปวด รู้แนวทางการรักษา

ปวดต้นคอ อาการปวด บ่า ไหล่
ปวดต้นคอเป็นอีกหนึ่งอาการผิดปกติที่พบได้บ่อยในโรคทางกระดูกและข้อ โดยมีหลายสาเหตุแตกต่างกันไป ส่วนมากเริ่มมีอาการในวัยทำงาน และเพิ่มขึ้นในอายุที่มากขึ้น (40-60 ปี) เรามาดูกันว่าสาเหตุต่างๆของการปวดต้นคอมีออะไรบ้าง และมีสิ่งที่ต้องพึงระวังอื่นหรือไม่
สาเหตุของการปวดต้นคอ
1.กล้ามเนื้อหรือเส้นเอ็นบริเวณคออักเสบ
เป็นสาเหตุพบได้มากที่สุด ส่วนใหญ่จะเกิดจากท่าทางที่ผิดปกติเป็นเวลานานๆ ทำให้กล้ามเนื้อมีอาการล้า อาจพบว่ากล้ามเนือมีการหดเกร็ง มีจุดกดเจ็บ หรือมีการเคลื่อนไหวคอได้ลดลง การได้รับการรักษาด้วยยาหรือกายภาพบำบัดที่ถูกวิธีจะสามารถลดการปวดและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้
สิ่งสำคัญคือ อาการปวดนี้อาจส่งผลมาจากโรคในอวัยวะใกล้เคียงที่ซ่อนอยู่ เช่น การอักเสบเรื้อรังที่ข้อไหล่ ข้อบริเวณกรามเสื่อม หรือข้อต่อบริเวณกระโหลกศรีษะ การวินิฉัยที่ถูกต้องโดยแพทย์ จะนำไปสู่การรักษาที่เหมาะสม
2.ภาวะกระดูกคอเสื่อม
เกิดจาก หมอนรองกระดูกคอเสื่อม ในบางรายมีข้อเล็กๆด้านหลังของกระดูกสันหลังที่เรียกว่าข้อฟาเซ็ท ( Facet ) เสื่อม ร่วมด้วย อาการปวดจากหมอนรองกระดูกอาจมีการปวดทั่วๆคอทั้ง2ข้าง ตำแหน่งตั้งแต่ท้ายทอย ไล่ลงไปจนถึงสะบักได้ ขึ้นอยู่กับระดับของหมอนรองกระดูก ส่วนข้อฟาเซ็ทเสื่อม จะปวดบริเวณใกล้แกนกลางของคอมากกว่า
การวินิจฉัยโดยแพทย์เฉพาะทาง รวมทั้งการตรวจพิเศษด้วยเครื่อง MRI สามารถเพิ่มความแม่นยำ และทำการรักษาได้ทันท่วงที
3.ปวดจากเส้นประสาทคอถูกกดทับ
พบได้ทั้งอาการปวดคอร้าวลงไหล่-สะบัก บางรายปวดร้าวลงแขน-มือ ร่วมกับมีอาการชาหรือมืออ่อนแรง
การรักษาโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะสามารถลดอาการและลดความเสี่ยงของการทุพพลภาพในอนาคตได้ อ่านเพิ่มเติม

10 สัญญาณเตือนโรคพาร์กินสัน

อาจเป็นเรื่องยากที่จะสังเกตอาการเริ่มต้นของ โรคพาร์กินสัน …เพราะอาการที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Motor symptoms) ที่ผิดปกติเพียงเล็กน้อย อาจไม่เป็นที่สังเกตมากพอ หรืออาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว (Non-motor symptoms) อาจจะไม่ได้รับการใส่ใจว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของ โรคพาร์กินสัน ลองตรวจเช็คดูว่าคุณ หรือคนรอบข้างคุณมีอาการเหล่านี้บ้างหรือไม่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้มากกว่า 1 อาการ อาจจะเข้าข่ายเป็นโรคพาร์กินสันได้ ควรจะต้องไปปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางระบบประสาท เพื่อช่วยตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพิ่มเติม

10 สัญญาณเตือนโรคพาร์กินสัน

สั่น คุณสังเกตว่ามีอาการสั่นเล็กน้อยที่บริเวณนิ้วมือ, ข้อมือ, คาง เวลานั่งอยู่เฉยๆ หรือไม่ทันระวังตัวหรือไม่?
อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> อาการมือสั่น อาจเป็นภาวะที่พบได้ในคนปกติ หลังออกกำลังกาย หรือมีภาวะตึงเครียด ตื่นเต้น วิตกกังวล หรือยาบางชนิด คุณมีอาการสั่นในภาวะดังกล่าวนี้หรือไม่?

เขียนหนังสือตัวเล็กลง
ลายมือของคุณเริ่มเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ เขียนอย่างต่อเนื่องแล้วตัวหนังสือค่อยๆเล็กลงหรือติดๆ กันหรือไม่?

อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> บางครั้งอายุที่มากขึ้น มีปัญหาข้อติดแข็งหรือการมองเห็นที่ลดลงอาจจะทำให้ลายมือเปลี่ยนแปลงได้ คุณมีปัญหาดังกล่าวหรือไม่?
สูญเสียการได้กลิ่นหรือรับรส
คุณรู้สึกว่า คุณไม่ได้กลิ่นอาหาร หรือผลไม้บางชนิดตามที่ควรจะเป็นหรือไม่ หรือคุณรับประทานอาหารแล้ว ไม่รู้สึกว่าไม่มีรสชาติเหมือนเดิม เนื่องจากส่วนหนึ่งของการได้รับรสชาติอาหาร ต้องใช้ประสาทการรับกลิ่นด้วย คุณมีอาการแบบนี้หรือไม่?

อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> บางครั้งการได้รับกลิ่นอาจลดลงได้ในคนปกติ หากมีอาการไข้หวัด น้ำมูกไหล แต่การรับกลิ่นควรกลับมาเป็นปกติ เมื่ออาการไข้หวัดนี้หายไป
นอนลำบาก
คุณมีอาการนอนละเมอ ออกท่าทางมาก เช่น เตะ ต่อย ถีบ ชก ตอนช่วงที่นอนหลับหรือฝันหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นช่วงที่หลับลึก หรือช่วงเช้ามืด อาการอาจรุนแรงถึงขนาดที่คุณมีอาการบาดเจ็บหรือรอยฟกช้ำ เขียวหลังตื่นนอน อาการแบบนี้ อาจเป็นอาการเริ่มต้นของอาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของโรคพาร์กินสัน

อาการที่พบในคนปกติควรเป็นอย่างไร? >> เป็นเรื่องปกติที่คนเราอาจมีนอนละเมอ หรือมีแขนขากระตุกได้บ้างตอนช่วงเริ่มต้นของการนอนหลับ หรือตอนช่วงที่หลับไม่สนิท แต่น้อยมากที่จะมีความรุนแรงถึงขนาดทำให้ร่างกายได้รับการบาดเจ็บ หรือมีอาการตอนช่วงที่ฝัน คุณมีอาการแบบนี้ช่วงใดของการนอนหลับ? อ่านเพิ่มเติม

ไขมันเกาะตับ

ไขมันเกาะตับ หรือ ไขมันพอกตับ ได้อ่านชื่อโรคแล้วอาจดูคล้ายว่าเป็นโรคใหม่ ความจริงแล้วไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่ใกล้ตัวเรา เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เกี่ยวข้องอย่างมากกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา

ไขมันเกาะตับอีกหนึ่งตัวการร้ายโรคตับแข็งและมะเร็งตับ
ไขมันเกาะตับ หรือ ไขมันพอกตับ ไขมันแทรกตับ ได้อ่านชื่อโรคแล้วอาจดูคล้ายว่าเป็นโรคใหม่ ความจริงแล้วไม่ใช่โรคใหม่ แต่เป็นโรคที่ใกล้ตัวเรา เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป เกี่ยวข้องอย่างมากกับการดำเนินชีวิตในปัจจุบันของเรา

ภาวะไขมันเกาะตับ ในที่นี้ไม่ใช่กลุ่มเดียวกับผู้ที่ดื่มสุราเป็นประจำ ดังนั้นผู้ที่เป็นโรคนี้ จึงมักจะไม่เคยทราบมาก่อนว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นกับตัวเอง อาจไม่ได้ใส่ใจหรือสนใจจนกระทั่งตรวจพบโดยบังเอิญ จากการตรวจสุขภาพประจำปี เพราะภาวะนี้ในระยะแรกๆ จะไม่มีอาการผิดปกติใดๆ หรือบางคนอาจมีอาการเล็กน้อย เช่น ปวดแน่นชายโครงด้านขวา อ่อนเพลีย หรือคลื่นไส้เล็กน้อย จนแทบจะไม่เป็นที่สังเกตได้ชัด ถ้าตรวจเลือดจะพบเอนไซม์ตับผิดปกติ แสดงถึงมีภาวะตับอักเสบ ถ้าขาดการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง อาจนำไปสู่การเป็นโรคตับแข็ง และมะเร็งตับได้

มีวิธีการตรวจภาวะนี้อย่างไรบ้าง
การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน เป็นวิธีการตรวจที่สะดวก แต่ความไวของการตรวจพบจะไม่มาก
การตรวจเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือเอ็กซเรย์คลื่นสนามแม่เหล็ก (MRI) ความไวของการตรวจพบความผิดปกติจะเร็วมากขึ้น
ตรวจด้วย ไฟโบรสแกน (Fibroscan) ทราบผลทันที ไม่ต้องเจาะตับ ไม่เจ็บ แม่นยำ

การรักษาภาวะไขมันเกาะตับ
ต้องลดความเสี่ยง + ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม

ถ้าอ้วนหรือน้ำหนักเกิน ควรลดน้ำหนักและควบคุมอาหาร จำพวกแป้ง น้ำตาล และของมัน
ออกกำลังกาย ให้สม่ำเสมอ โดยเฉพาะการออกกำลังกายแบบแอโรบิค 30-45 นาที ต่อวัน อย่างน้อย 3-5 วันต่อสัปดาห์
ลดและเลิกการดื่มสุรา เพื่อลดผลเสียต่อตับ
หลีกเลี่ยงการรับประทานยา หรืออาหารเสริมที่ไม่จำเป็น
ฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบในคนที่ไม่มีภูมิคุ้มกัน
ตรวจสุขภาพประจำปีสม่ำเสมอ เพื่อดูค่าเอนไซม์ การทำงานของตับ (SGOT,SGPT) อ่านเพิ่มเติม

สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย (ภูมิแพ้…)

จากสภาพ อากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อย และมลพิษที่มากมายในปัจจุบัน ทำให้หลายๆ คนมีอาการแพ้อากาศกำเริบได้ ดังนั้น เราน่าจะมาทำความรู้จักกับโรคภูมิแพ้ เพื่อเป็นประโยชน์ในการดูแลสุขภาพของตนเองและคนในครอบครัว

โรคภูมิแพ้…คืออะไร
โรคภูมแพ้ คือ โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายต่อสารกระตุ้นบางอย่างเช่น ไรฝุ่น ละอองเกสรพืช ที่มากกว่าปกติ จนทำให้เกิดการอักเสบในอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น เช่น เราหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าทางจมูกสารก่อภูมิแพ้จะทำปฎิกิริยากับเยื่อบุโพรงจมูก ทำให้มีอาการจาม คันจมูก น้ำมูกไหล คัดจมูกได้ เป็นต้น

สาเหตุ ของโรคภูมิแพ้
เกิดจากพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม พบว่าถ้าพ่อหรือแม่เป็นโรคภูมิแพ้จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ประมาณ 30-50% แต่ถ้าพ่อและแม่เป็นภูมิแพ้ทั้งคู่ลูกจะมีโอกาสเป็น 50-70%

โรคภูมิแพ้ที่เราพบได้บ่อย เป็นโรคภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ คือ
1. โพรงจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือ โรคแพ้อากาศ ผู้ป่วยจะมีอาการ คัน จาม คัดจมูก น้ำมูกไหล เป็นๆ หายๆ บางคนอาจมีอาการเป็นมากในตอนเช้า หรือ ตอนกลางคืน แตกต่างกันไป
2. โรคหืด ผู้ป่วยอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย แน่นหน้าอก หายใจดังหวีด บางคนไอเรื้อรัง ไอกลางคืน อาการมักเป็นๆ หายๆ เช่นกัน อ่านเพิ่มเติม

โรคสุกใสหรือ โรคอีสุกอีใส

โรคสุกใสหรือ โรคอีสุกอีใส
เป็นโรคที่เกิดจากติดเชื้อไวรัส Varicella – Zoster virus หรือ Human herpes virus type 3 ในประเทศไทยมักเกิดการระบาดในช่วงต้นปี คือตั้งแต่เดือนมกราคมถึงเดือนเมษายน พบได้ทุกกลุ่มอายุ โดยมากมักเกิดในเด็ก อาการในเด็กมักไม่รุนแรง เมื่อเทียบกับอาการในผู้ใหญ่หรือผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ ที่มักจะมีอาการรุนแรงและมีโรคแทรกซ้อนมากกว่า ในปัจจุบันโรคนี้สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน
โรคสุกใสสามารถติดต่อโดยการหายใจเอาฝอยละอองจากทางเดินหายใจของผู้ป่วย หรือสัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำบนผิวหนังของผู้ป่วยที่อยู่ในระยะแพร่เชื้อ ระยะที่ผู้ป่วยอาจแพร่เชื้อได้คือ 1-2 วันก่อนผื่นขึ้น จนกระทั่งผื่นตกสะเก็ดหมด
หลังจากได้รับเชื้อเข้าสู่ร่างกาย ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการในระยะเวลาประมาณ 10-21 วัน อาการที่พบคือ มีไข้ (มักมีไข้ประมาณ 37.8 – 38.9 C แต่อาจพบไข้สูงถึง 41.1 C ได้ ไข้จะลดลงหลังจากมีผื่น 2 – 4 วัน) ปวดเมื่อยตามตัว เบื่ออาหาร ปวดศีรษะ ปวดท้องเล็กน้อย อาการเหล่านี้มักเกิดก่อนมีผื่น 1 – 2 วัน
ผื่นที่พบใน โรคอีสุกอีใส มีลักษณะเป็นผื่นแดงราบมีอาการคัน ต่อมากลายเป็นตุ่มนูนมีน้ำใสอยู่ภายในแล้วตกสะเก็ด สะเก็ดจะหลุดหายไปในเวลาประมาณ 5-20 วัน ผื่นมักขึ้นเต็มที่ใน 4 วัน โดยจะไม่ขึ้นพร้อมกันทั่วร่างกาย กล่าวคือบางที่เป็นผื่นแดงราบ บางที่เป็นตุ่มนูนใส หรือบางที่เริ่มตกสะเก็ด ตำแหน่งที่เริ่มพบคือที่หนังศีรษะ ใบหน้า ลำตัว แล้วกระจายไปที่แขน ขา อาจพบแผลในช่องปากและในลำคอได้ จำนวนผื่นที่พบโดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300 จุด
ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบร่วมได้ เช่น การติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง ติดเชื้อแบคทีเรียในกระแสเลือด ปอดอักเสบ ตับอักเสบ ข้ออักเสบ สมองอักเสบและภาวะแทรกซ้อนทางสมองอื่นๆ เป็นต้น
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาการรุนแรงหรือภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้แก่ หญิงมีครรภ์ ทารกแรกเกิด ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ป่วยเอดส์ ผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว ผู้ป่วยปลูกถ่ายไขกระดูก ผู้ปลูกถ่ายอวัยวะ และผู้รับประทานยากดภูมิต้านทานต่างๆ
เมื่อผู้ป่วยหายจากโรคสุกใสแล้วเชื้อไวรัสจะหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท ทำให้เกิดโรคงูสวัดได้เมื่อภูมิต้านทานของร่างกายลดลง
โรคสุกใสสามารถหายได้เองโดยเฉพาะในเด็กที่สุขภาพแข็งแรงไม่มีโรคประจำตัว ซึ่งเด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนต่ำ การรักษาด้วยยาต้านไวรัสจึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ในผู้ป่วยทุกราย โดยมากพิจารณาให้ในรายที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรง การให้ยาต้านไวรัสอาจทำให้ระยะการเป็นโรคสั้นลงได้ ผู้ป่วยควรได้รับยาต้านไวรัสเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเฉพาะภายใน 24 ชั่วโมงแรกหลังเริ่มมีผื่นขึ้น ประโยชน์จากการรักษาด้วยยาต้านไวรัสจะน้อยลงหากได้รับหลัง 72 ชั่วโมงหลังเริ่มมีผื่นขึ้น อ่านเพิ่มเติม

โลหิตจางธาลัสซีเมีย

โรคธาลัสซีเมีย คืออะไร..?
ธาลัสซีเมีย เป็นโรคโลหิตจางเรื้อรังทางกรรมพันธุ์ และสามารถถ่ายทอดจากบิดามารดาไปสู่ลูกหลานต่อไปได้ ผู้ที่มียีน ธาลัสซีเมีย มีทั้งผู้ที่เป็นโรคและผู้ที่เป็นพาหะ ผู้ที่เป็นโรคจะมีอาการโลหิตจางและความรุนแรงแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับชนิดของยีนที่ผิดปกติ ในประเทศไทยพบมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 600,000 คน ส่วนผู้ที่เป็นพาหะธาลัสซีเมีย จะเป็นผู้ที่ไม่มีอาการหรือมีสุขภาพใกล้เคียงกับคนปกติ ซึ่งพบมีผู้เป็นพาหะมากกว่า 20 ล้านคน
จากสถิติในแต่ละปี มีเด็กเกิดใหม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย 12 คน ต่อเด็กเกิดใหม่ทุกๆ 1000 คน ธาลัสซีเมียจึงเป็นโรคโลหิตจางกรรมพันธุ์ที่พบบ่อยและกลายเป็นเรื่องใกล้ตัว และปัจจุบันโรคนี้กำลังเป็นปัญหาที่สำคัญทางสาธารณสุขโรคหนึ่ง

โรคธาลัสซีเมีย มี 2 แบบ คือ
1. ผู้ที่เป็นพาหะของโรค คือ มียีนธาลัสซีเมียเพียง 1 ยีน โดยได้รับยีนที่ผิดปกตินี้มาจากพ่อหรือแม่ และยังคงมียีนที่ปกติเหลืออยู่เพียงพอที่จะทำหน้าที่ทดแทนยีนที่ผิดปกติได้ ผู้ที่เป็นพาหะจึงไม่มีอาการและมีสุขภาพใกล้เคียงคนปกติทั่วไป แต่หากตรวจเลือดจะพบความผิดปกติ คือ เม็ดเลือดแดงจะมีขนาดเล็ก นอกจากนั้นยังสามารถถ่ายทอดยีนที่ผิดปกตินี้ไปสู่ลูกหลานได้โดยไม่รู้ตัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ จะทำให้ลูกมีโอกาสเป็นโรคธาลัสซีเมียเท่ากับ 1 ใน 4 หรือ 25% ซึ่งสามารถตรวจวินิจฉัยการเป็นพาหะได้ จากการตรวจด้วยเลือดวิธีพิเศษทางห้องปฏิบัติการ
2. ผู้ที่เป็นโรค เกิดจากการได้รับยีนที่ผิดปกติมาจากพ่อและแม่ผู้ป่วยจะมีอาการของโรค คือ ซีด ตัวเหลือง ตาเหลือง ตับม้ามโต ใบหน้าเหลี่ยม ดั้งจมูกยุบ กระโหลกศีรษะหนา โหนกแก้มสูง คาง และและกระดูกขากรรไกรกว้าง ฟันแบนยื่น กระดูกบางเปราะง่าย ผิวหนังดำคล้ำ ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าปกติ และติดเชื้อง่าย

อาการของโรคธาลัสซีเมีย
• ชนิดที่รุนแรงที่สุด คือ ทารกตายตั้งแต่อยู่ในครรภ์ หรือหลังคลอดไม่นาน
• ชนิดปานกลาง และชนิดรุนแรงน้อย ตับม้ามโตไม่นาน ซีดไม่มากแต่เมื่อมีไข้จะซีดมากขึ้น
• ชนิดรุนแรง คือ แรกเกิดไม่มีอาการ จะสังเกตเห็นอาการชัดเมื่ออายุ 3-6 เดือน อาการที่สำคัญ คือ ซีด อ่อนเพลีย ท้องป่อง ม้ามโต ตับโต ตัวเล็ก เติบโตไม่สมอายุ มักซีดมากจนต้องได้รับเลือดเป็นประจำ

ใครบ้างที่มีโอกาสเป็นพาหะ โรคธาลัสซีเมีย
• คนปกติทั่วไปมีโอกาสเป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมียชนิดใด ชนิดหนึ่งถึงร้อยละ 30-40
• ผู้ที่มีบุตรเป็นโรคธาลัสซีเมีย
• ผู้ที่มีญาติเป็นโรคธาลัสซีเมีย หรือพาหะ
*** ในกรณีที่พ่อและแม่เป็นพาหะของธาลัสซีเมียทั้งคู่ โอกาสที่ลูกจะเป็นโรคเท่ากับ 1 ใน 4 โอกาสที่จะเป็นพาหะเท่ากับ 2 ใน 4 และโอกาสที่จะปกติเท่ากับ 1 ใน 4
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นพาหะ หรือ ผู้ป่วยธาลัสซีเมีย
• จากประวัติครอบครัว
• จากการตรวจเลือดดู : CBC (Complete Blood Count)
• ดูความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดแดง : Hemoglobin Typing เพื่อดูชนิดของฮีโมโกลบิน อ่านเพิ่มเติม

ภาวะฉุกเฉินในเด็ก ตรวจได้แค่ปลายนิ้ว

ตรวจภาวะฉุกเฉินในเด็ก ได้จากการตรวจแค่ปลายนิ้ว เพิ่มมาตรฐานการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อีกทั้งยังเป็นการป้องกันหรือช่วยลดอุบัติการณ์ที่อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงกับผู้ป่วยได้ ถือเป็นการตรวจวัดสัญญาณชีพตัวที่5 ที่จากเดิมหรือมาตรฐานทั่วๆไป มีเพียง 4 ตัว โดยเป็นการตรวจวัดระดับเปอร์เซนต์ออกซิเจน (O2saturation) จากปลายนิ้วของเด็กด้วยเครื่อง Pulse Oximeter เป็นการตรวจที่ง่าย รวดเร็ว เด็กไม่ต้องเจ็บตัวจากการตรวจ โดยใช้เพียงอุปกรณ์ที่มีรังสีอินฟาเรด หนีบที่ปลายนิ้วของเด็ก ในเวลาไม่เกิน 10 วินาที รังสีจะวัดเปอร์เซนต์ของฮีโมโกลบินที่จับกับออกซิเจนภายในเม็ดเลือดแดง และบอกได้ว่าขณะนี้เด็กมีความต้องการออกซิเจนเพื่อการรักษาหรือไม่ หรือจำเป็นต้องได้รับการตรวจร่างกายอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่ เช่น เอกซ์เรย์ดูปอดและหัวใจ ตรวจเลือด ตรวจคลื่นเสียงสะท้อนเป็นภาพหัวใจ(เอ็กโค่ : Echocardiography) หรือจำเป็นต้องรับไว้พักรักษาตัวในโรงพยาบาล เพื่อติดตามอาการอย่างใกล้ชิด

โดยค่าที่วัดได้ จะกำหนดเป็นเกณฑ์ในการแยกประเภทผู้ป่วย เพื่อความเร่งด่วนในการตรวจรักษาดังนี้
ถ้าได้ค่า O2saturation ≥95% ถือว่าปกติ
ถ้าได้ค่า O2saturation = 90-94% จำเป็นต้องได้รับการดูแลและตรวจรักษาอย่างเร่งด่วน
ถ้าได้ค่า O2saturation < 90% จำเป็นต้องได้รับการดูแลและตรวจรักษาทันที รวมทั้งเฝ้าระวังติดตามอาการอย่างใกล้ชิด พร้อมวัดซ้ำหากไม่ดีขึ้นก็จำเป็นต้องพักรักษาตัวในร.พ. อ่านเพิ่มเติม

โรคหัวใจในทารกแรกเกิด

หลายคนอาจสงสัย..โรคหัวใจในทารกแรกเกิด ?
โดยข้อเท็จจริงแล้ว เด็กทารกแรกเกิดทุกๆ 100 คน จะมี 1 คน ที่เป็นโรคหัวใจแต่กำเนิดซึ่งมีชนิดผนังกั้นระหว่างห้องหัวใจด้านบนหรือด้านล่างรั่ว หรือ ชนิดที่มีอาการเขียว ปากม่วงคล้ำ หายใจหอบ โดยรวมแล้ว เด็กกลุ่มนี้จำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัด เกือบหนึ่งในสามหากไม่ได้รับการวินิจฉัยโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจเด็ก และได้รับการรักษาทันท่วงที ก็อาจเสียชีวิตได้
อาการที่อาจสงสัยว่าเด็กเป็นโรคหัวใจ

• เด็กดูดนมได้ช้า, ดูดนมแล้วหอบเหนื่อย
• หายใจหอบ เหนื่อยง่ายเวลาเล่น หรือออกกำลังกาย
• เลี้ยงไม่โตหรือเติบโตช้า ในเด็กเล็กก็จะพบพัฒนาการช้าทางด้านที่ต้องใช้กำลังหรือกล้ามเนื้อ เช่น คว่ำ, นั่ง, ยืน, เดิน ช้า แต่มักไม่มีผลต่อสติปัญญาชัดเจน
• มีอาการเขียวเวลาดูดนม เหนื่อยง่าย ทำให้กินได้น้อยกว่าปกติ
• นิ้วปุ้ม มักจะพบในรายที่มีอาการเขียวนานเกิน 1-2 ปีขึ้นไป โดยในรายที่เขียวมากนิ้วก็จะปุ้มมาก

ถ้ามีอาการน่าสงสัย ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกาย และวินิจฉัยเพิ่มเติม

หัวใจพิการแต่กำเนิด (Congenital Heart Disease)
ในประเทศไทย นับจากอดีตจนถึงปัจจุบันพบอุบัติการณ์การเกิดโรคนี้ 8:1000 หมายถึง ทารกที่คลอดมีชีวิต 1000 ราย จะพบว่าเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด 8 ราย
สาเหตุ แบ่งออกได้เป็น 3 ชนิด อ่านเพิ่มเติม