มีอะไรในน้ำอัดลม

น้ำอัดลมถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่อยู่ในกลุ่ม อาหาร Empty Calories หรือ อาหารไร้คุณค่าทางอาหาร แต่ก็ถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่คลายร้อยดับกระหายได้ชะงักนัก ลองคิดถึงความรู้สึกเหนื่อยๆ ร้อนๆ แล้วได้ดื่มน้ำอัดลมเย็นๆ สักขวด รู้สึกว่าดื่มแล้วจะมีเรี่ยวแรง ใครที่ออกกำลังกายมา ดื่มแล้วจะรู้สึกสดชื่น หายเหนื่อย อิ่มเลยก็มี บางคนถึงกับไม่ต้องทานอาหารมื้อนั้นเลยก็เป็นได้ แต่รู้หรือไม่ว่า องค์ประกอบของน้ำอัดลมนั้นมีอะไรบ้าง ทำไมดื่มแล้วรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่าเช่นนั้น

ไม่ว่าจะเป็นน้ำอัดลมรสไหน ชนิดไหนก็มีองค์ประกอบหลักเหมือนกัน คือ น้ำ, น้ำตาล, กรดคาร์บอนิก, กรดฟอสฟอริก, คาเฟอีน, สีและกลิ่นหรือรส รวมถึงสารกันบูด เมื่อเราทราบถึงองค์ประกอบของมันแล้ว เรามาวิเคราะห์กันดีกว่าว่าสารเหล่านั้นเป็นอย่างไรบ้าง มีประโยชน์หรือเป็นโทษอย่างไร มีผลกระทบต่อร่างกายเราอย่างไร

เริ่มจากองค์ประกอบแรกและเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของน้ำอัดลม คือ น้ำ นั่นเอง ร่างกายเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบประมาณ 60-70% นอกจากน้ำจะทำให้เราสดชื่นแล้ว น้ำยังเป็นตัวรักษาสมดุลต่างๆ ให้กับร่างกาย เช่น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิคงที่ เพราะน้ำมีความจุความร้อนมาก ช่วยละลายสารอาหารต่างๆ เช่น วิตามิน แร่ธาตุ ทำให้เซลล์ต่างๆ ดูดซึมสารอาหารและนำไปใช้ประโยชน์ได้ นอกจากนี้ยังช่วยในระบบขับถ่าย และเจือจาง สารพิษที่ร่างกายได้รับอีกด้วย แต่น้ำไม่ได้ให้พลังงานแก่ร่างกายแต่อย่างใด

ในน้ำอัดลมไม่มีสารอาหารประเภทโปรตีนและไขมัน น้ำตาล จึงเป็นสารอาหารชนิดเดียวที่อยู่ในขวดน้ำอัดลม เพราะเป็นสารที่ให้ความหวานและพลังงาน น้ำตาลที่ใช้ในน้ำอัดลมคือ ซูโครส (น้ำตาลทราย) เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตซึ่งจะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม ถ้าดูจากข้างขวดก็จะพบว่าในทุกๆ 100 มิลลิลิตร จะประกอบด้วยน้ำตาลประมาณ 10.6 กรัม (ขึ้นอยู่กับชนิดของน้ำอัดลม) ประมาณ 42.4 กิโลแคลอรี ถ้าเราดื่มน้ำอัดลม 1 ลิตร จะให้พลังงาน 424 กิโลแคลอรี ขณะที่โดยปกติร่างกายต้องการพลังงานวันละประมาณ 2000-2500 กิโลแคลอรี จึงทำให้เรารู้สึกอิ่มและสดชื่น การที่มีน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าที่ร่างกายต้องการ อินซูลินจะทำงานหนักเพื่อที่จะเก็บน้ำตาลที่มากเกินพอในกระแสเลือดนั้นในรูป ของไกลโคเจนและไขมันใต้ผิวหนัง เป็นเหตุให้เรามีน้ำหนักมากขึ้นและอ้วนขึ้นนั่นเอง (ถ้าได้รับพลังงานมากกว่าที่ร่างกายต้องการ 7700 กิโลแคลอรี ก็จะทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม) นอกจากนี้การบริโภคน้ำอัดลมมาก จะทำให้อิ่มและรับประทานอาหารได้น้อยลง อาจเป็นเหตุให้ขาดสมดุลทางโภชนาการ

ส่วนในเครื่องดื่มบางชนิด เช่น Light, Zero หรือ Diet นั้น จะใช้สาร (เคมี) ให้ความหวานแทนน้ำตาล ซึ่งจะให้ความหวานแต่ไม่ให้พลังงาน อันนี้ก็ต้องระวัง เพราะสารให้ความหวานบางชนิดจะเป็นพิษต่อร่างกายหรือเป็นสารก่อมะเร็ง สารให้ความหวานที่ใช้อยู่ปัจจุบันนั้นยังได้รับอนุญาตให้ใช้อยู่ เพราะปัจจุบันยังไม่มีรายงานว่าสารนั้นเป็นพิษต่อร่างกาย แต่ในอนาคตอาจพบว่าเป็นสารพิษเหมือนในอดีตที่เปลี่ยนสารให้ความหวานอยู่เสมอ เพราะพบว่าเป็นพิษ ก็เป็นได้

กรดคาร์บอนิก กลุ่ม Empty Calories
เป็นองค์ประกอบที่ทำให้น้ำอัดลมซ่า มีฟอง และมีรสเปรี้ยวอ่อนๆ กรดคาร์บอนิกนั้น ได้จากปฏิกิริยาระหว่างน้ำกับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ โดยใช้ความดันสูงบังคับ (อัด) ให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทำปฏิกิริยากับน้ำให้ได้ เพราะในสภาวะความดันปกติคาร์บอนไดออกไซด์แทบจะไม่ละลายน้ำหรือทำปฏิกิริยา กับน้ำเลย แต่กรดคาร์บอนิกที่เกิดขึ้นนั้นไม่เสถียร คือสลายตัวได้ง่ายในสภาวะความดันปกติ ยิ่งถ้ามีความร้อนด้วยจะยิ่งเร่งการสลายตัวให้เร็วยิ่งขึ้น ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสลายตัวของกรดคาร์บอนิกก็คือน้ำกับคาร์บอนไดออกไซด์ นั่นเอง ดังนั้นจึงต้องเก็บน้ำอัดลมภายใต้ความดัน ก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้เราจึงเรียกว่าเครื่องดื่มชนิดนี้ว่า “น้ำอัดลม” เมื่อเปิดขวดออก ความดันสูงในขวดก็จะลดลงเท่ากับความดันปกติ จึงทำให้กรดคาร์บอนิกสลายตัวออกมา ได้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้เกิดฟองนั่นเอง กรดคาร์บอนิกยังสามารถย่อยสลายหินปูนได้ จึงสามารถกัดกร่อนกระดูกและฟันได้เช่นกัน เช่นเดียวกับ กรดฟอสฟอริก ซึ่งมีความเป็นกรดสูงมากพอที่จะ ละลายตะปูได้ภายใน 4 วัน นอกจากจะทำให้ระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหารแล้ว ยังทำให้นอนหลับยาก ฟันผุ อาจทำให้กระดูกพรุน เนื่องจากฟอสเฟสไปดึงแคลเซียมออกจากกระดูกและฟัน

คาเฟอีน
เป็นสารที่มีกลิ่นหอมและพบมากในชา กาแฟ เป็นสารกระตุ้นประสาทที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในโลก มีฤทธิ์ในการกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเกิดความตื่นตัวและลดความง่วงลง เมื่อ ได้รับคาเฟอีน ร่างกายจะมีความต้องการคาเฟอีนมากขึ้น และถ้าหยุดบริโภคคาเฟอีนอย่างทันที อาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะและคลื่นไส้อาเจียนได้ การบริโภคคาเฟอีนมากเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่ภาวะเสพติดคาเฟอีนได้ ซึ่งจะปรากฏอาการต่างๆ เช่น กระสับกระส่าย วิตกกังวล กล้ามเนื้อกระตุก นอนไม่หลับ ใจสั่น หรือแผลในกระเพาะอาหาร ลำไส้อักเสบ เด็กที่ดื่มน้ำอัดลมเป็นประจำ จะทำให้มีรูปแบบการนอนที่ผิดแผกไปจากเดิม เด็กเหล่านี้จะนอนไม่หลับในเวลากลางคืนและง่วงนอนในเวลากลางวัน ทำให้ประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆ ลดลง

สารกันบูดหรือวัตถุกันเสีย ใส่เพื่อให้สามารถเก็บน้ำอัดลมได้นาน ในน้ำอัดลมนิยมใช้ กรดซิตริก (เป็นกรดที่อยู่ในมะนาว) สามารถป้องกันการเจริญของแบคทีเรียและยีสต์ได้ดี แต่เป็นกรดค่อนข้างแรง จะทำให้ระคายเคืองทางเดินอาหาร ส่วนสี กลิ่นและรส เป็นสารเคมีสังเคราะห์ทั้งสิ้น สารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง ถ้าได้รับมากเกินไปก็อาจจะทำให้มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งได้ง่ายขึ้น

แนวทางในการดื่มน้ำอัดลมที่ถูกต้อง
ไม่ดื่มในปริมาณมาก
ไม่ดื่มน้ำอัดลมระหว่างมื้ออาหารหลัก หรือดื่มในปริมาณน้อย
หลังดื่มน้ำอัดลม ควรบ้วนปากหรือแปรงฟันเสมอ เพื่อป้องกันฟันผุ
ไม่ควรดื่มบ่อย โดยเฉพาะผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ อาจทำให้กระเพาะเกิดแผลได้
เมื่อ ทราบแล้วว่าน้ำอัดลมประกอบด้วยอะไรบ้างแล้ว เราก็พอจะประเมินได้ว่า น้ำอัดลมมีประโยชน์และมีโทษต่อร่างกายเราอย่างไร การดื่มน้ำอัดลมในปริมาณที่เหมาะสมและถูกวิธี ก็สามารถหลีกเลี่ยงผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับร่างกายได้

ufa24h

วิธีลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้น

มีคนถามมากมายว่าอยากลดแล้วจะเริ่มอย่างไร ถือว่าเป็นคำถามยอดฮิตที่วันนึงตอบกันหลายๆหน วันนี้เลยจัดการรวบรวม เทคนิคการลดน้ำหนัก สำหรับมือใหม่มาฝากกัน

สำหรับมือใหม่แล้วก็ การลดน้ำหนักด้วยเทคนิคต่างๆนานา อาจเป็นเรื่องยุ่งยาก โหดร้าย ทำลายความรู้สึก เพราะยังคงติดการใช้ชีวิตแบบเดิมๆอยู่ จึงได้รวบรวมเทคนิคขั้นพื้นฐานของการลดน้ำหนักสำหรับผู้เริ่มต้นลดน้ำหนักมาให้ใช้กันค่ะ

เมื่อรู้แล้วว่าอ้วน เสื้อผ้าคับ เดินไม่สบาย หอบง่าย หายใจไม่ทั่วท้อง หน้าบาน แก้มห้อย เพื่อนแซว แฟนทิ้ง แม่บ่น ต่างๆนานาที่เป็นสัญญาณเตือนว่าเราอ้วนจนเกินจะเยียวยา เพราะสุขภาพเริ่มแย่ทำอะไรๆก็ไม่สะดวก ก่อนจะเริ่มวิธีการต่างๆนั้นเราควรเริ่มที่การตั้งใจมุ่งมั่นอย่างจริงจังเสียก่อน ทำความเข้าใจก่อนว่าการจะลดนั้นต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่ความอดทนเพียงอย่างเดียว เมื่อมุ่งมั่นแล้วจงทำให้สุดความสามารถแล้วเริ่มปฏิบัติดังนี้

คำนวน ชั่งน้ำหนัก วัดสัดส่วน และ จดบันทึก เทคนิคการลดน้ำหนัก
ก่อนอื่นเราเราต้องรู้ตัวก่อนว่าเราอ้วนแค่ไหน โดยการชั่งน้ำหนัก หรือ วัดรอบเอว ขนาดรอบเอว(ระดับสะดือ)โดยค่าจะต้องไม่เกิน ส่วนสูงของเรา หารด้วย 2 ถ้าเกินนั้นหมายถึงคุณอ้วนลงพุงแล้ว หรือจะดูจากว่าเราเป็นเพศอะไร มีกิจกรรมการทำงานอย่างไร ต้องใช้พลังงานต่อวันเท่าไหร่ โดยมากค่าเฉลี่ยของชายจะใช้พลังงานอยู่ที่ไม่เกิน 2000 kcal ต่อวัน และผู้หญิงจะใช้ไม่เกิน 1600kcal ต่อวัน และผู้ใช้แรงงานอยู่ที่ 2400 kcal ต่อวัน หรือวัดสัดส่วนของร่างกายที่ตำแหน่ง รอบอก รอบเอว รอบสะโพก รอบต้นแขน และ รอบต้นขา จดบันทึก รายละเอียดต่างๆตอนเริ่มต้นไว้

ตัดอาหารที่ไม่จำเป็นกับเราเสียก่อน
อาหารที่จำเป็นกับเราคืออาหารหลักที่จำเป็นต่อการดำรงค์ชีวิต สมัยโบราณแต่เก่าก่อน เราทานข้าวทานอาหารกันเป็นมื้อๆ ไม่มีของว่างจุบจิบระหว่างมื้อ แต่ในปัจจุบันคนมักทานเพื่อความบันเทิงกันมาก มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการจึงทำให้คนมีภาวะโรคอ้วนเฉลี่ยสูงขึ้นทุกๆปี จึงแนะนำให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกเสียก่อน เช่น ของว่างระหว่างวัน เครื่องดื่ม ของขบเคี้ยวจุบจิบ ของหวานล้างปาก ของกินฆ่าเวลา เพราะความจริงแล้วเมื่อเราตัดหรือลดมื้อย่อยๆเหล่านี้ได้ เราอาจสามารถลดพลังงานที่เหลือใช้ลงได้ถึงวันนึงอย่างน้อย 400 – 500 kcal เลยทีเดียว

หลีกเลี่ยง ของทอด ของหวาน ของมัน ของเค็ม
เมื่อเราตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกได้ซักระยะนึงจนรู้สึกมั่นใจกับการลดน้ำหนักได้แล้ว จึงเริ่มสังเกตุและปรับแก้ที่อาหารหลัก ตรวจเช็คอาหารหลักของเราว่าปรุงด้วยวิธีใด พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยการทอด ผัดน้ำมันเยอะ หรืออาหารอบที่ใช้ นม เนย สูงๆ หันมารับประทานอาหารที่ปรุงด้วยการ ต้ม นึ่ง เผา ย่าง และตรวจเช็คว่า สิ่งเราทานนั้นมีรสจัดเกินไปหรือไม่ เพราะอาหารรสจัด ก็มีผลกับน้ำหนักตัวเช่นกัน โดย ลดปริมาณความหวานจากน้ำตาล และ ความเค็มจากซอสต่างๆลง

ออกแรง ออกกำลังกาย ขยับตัวให้มาก
อย่าเข้าใจผิดว่าการออกกำลังกายนั้นจำเป็นจะต้องไปออกที่สนาม ออกไปวิ่ง ไปฟิตเนสเพียงอย่างเดียว แต่การออกกำลังกายนั้นสามารถทำได้ ทุกที่ทุกเวลา เพียงเราใช้การขยับตัวให้มากขึ้น เดินไปไหนมาไหน ทำกิจกรรมต่าง แทนการนั่ง-นอนเฉยๆอยู่กับบ้าน ทุกๆกิจกรรมก็สามารถช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงานได้หมด (วิธีการออกกำลังกายเพื่อนการลดน้ำหนัก) สำหรับคนที่จะจริงจังด้านการออกกำลังกายควรเริ่มทำทีละน้อยตามสภาพร่างกาย อย่าหักโหม ค่อยเป็นค่อยไป โดยคิดถึงหลักการคล่าวๆคือ ถ้าออกแรงน้อยให้ใช้เวลานานหน่อย แต่ถ้าออกแรงมากก็ ขอเป็น 40 นาที นาทีที่ 41 เป็นต้นไปถือเป็นกำไร ทำไมต้อง 40 นาที

เลือกทานอาหารที่มีประโยชน์
เมื่อลดของที่ไม่จำเป็น ลดแหล่งความอ้วนได้แล้ว เราควรเพิ่มของที่ประโยชน์แก่ร่างกายเข้ามาแทน ทานผัก ทานผลไม้ เนื้อสัตว์ไขมันต่ำ นม ข้าวแป้งไม่ขัดสีให้มากขึ้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นขุมพลังงานสะอาดและสารอาหารที่มีประโยชน์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทานเท่าไหร่ถึงพอดี อย่าอดหรือข้ามมื้อ หรือตัดสิ่งใดสิ่งนึงไปเลย แต่ควรเลือกทานในปริมาณที่เหมาะสมจะดีกว่า เพื่อลดอาการเครียด ถ้าอยากก็จงทานอย่างมีสติแล้วกลับมาควบคุมตามแผนอย่างเดิม เพราะการทานมื้อใหญ่เพียงมื้อเดียวไม่ได้ทำให้อ้วนขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อทำตามที่กล่าวไปแล้วน้ำหนักจะลดลงอย่างช้าๆ เพราะนั้นคือการปรับสมดุลให้ร่างกายมีสุขภาพที่ดี อย่าคาดหวังตัวเลขบนตราชั่งมากนัก ระหว่างทางอาจมีบ้างที่น้ำหนักจะนิ่ง แต่อย่ากังวล ให้เราใช้การวัดสัดส่วน สำรวจรูปร่างตัวเอง จากเสื้อผ้าจากคนรอบข้าง เพราะสิ่งที่เรากำลังทำต้องใช้เวลา เรากำลังเปลี่ยนแปลงพฤิกรรม ต้องค่อยเป็นค่อยไป อย่าเปรียบเทียบกะใคร เราแข่งกับตัวเอง เพื่อให้ใด้สุขภาพที่ดี ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง หรือกลับมาทบทวนว่าเราขาดหรือหลุดในจุดไหนไปก็ปรับแก้ไป และผลสำเร็จที่ได้มานั้นไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขบนตราชั่งเท่านั้น แต่มันจะเห็นผลชัดเจนที่เรามีสุขภาพที่ดีขึ้น แข็งแรงขึ้น ฟิตขึ้น และมีรูปร่างที่ดีเป็นของแถม

ufa24hrs

ปริมาณค่าความมันในอาหาร “ทายถูกไหมจานไหนมันกว่ากัน”

ปริมาณค่า ความมันในอาหาร “ทายถูกไหมจานไหนมันกว่ากัน”
ใครๆก็ทราบดีว่าไขมันเป็นตัวร้ายทำลายร่างกาย เป็นต้นเหตุให้เกิดโรคต่างๆ แต่ความจริงนั้นไขมันก็ยังจำเป็นต้องร่างกายเช่นกัน ดังนั้น สิ่งที่ควรทำคือต้องเลือกและกะปริมาณการรับประทานให้ดี โดยเลือกจากชนิดอาหาร การปรุงและวัตถุดิบที่มาปรุง มี ความมันในอาหาร มากหรือป่าว
ไขมันที่มากับอาหารเป็นสิ่งที่หลายๆคนกลัวทั้งๆที่ความจริงแล้วร่างกายนั้นยังต้องการไขมันเพื่อมาเป็นพลังงานอยู่ แต่ด้วยที่เรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงเกินความพอดี จึงทำให้คนที่ทานไขมันสูงมากและบ่อยครั้งมีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคมากมาย เช่น โรคหัวใจ โรคความดันโลหิต และเป็นที่มาของความอ้วน แต่กระนั้นเราไม่ควรที่จะตัดไขมันออกจากชีวิตเลยไปเสียทีเดียว แต่ควรเลือกแหล่งที่มาของไขมันที่ดี มีประโยชน์ และ ควบคุมปริมมาณให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมจะดีกว่า โดยควรควบคุมปริมาณการรับประทานไขมันต่อวันไม่เกิน 65 กรัม หรือ เท่ากับน้ำมันพืชประมาณ 13 ช้อนชาต่อวัน

กิน ไขมัน แค่พอดี ไม่มีอ้วน
เนื้อสัตว์ต่างๆ ที่ใช้ปรุงอาหาร ควรเลือกใช้เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมันหรือติดมันน้อย เช่น เนื้อไก่ ควรเลือกใช้ส่วนที่เป็นส่วนอกหรือสันในไก่ และหลีกเลี่ยงการใช้หนังไก่ หนังหมูในการปรุงอาหาร ควรจำกัดการบริโภคเครื่องในสัตว์ต่างๆ และไข่แดงในผู้ที่มีระดับคอเลสเตอรอลในเลือดค่อนข้างสูง การบริโภคเนื้อปลาต่างๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง เนื่องจากเนื้อปลาส่วนใหญ่จะให้โปรตีนคุณภาพดีและไขมันตํ่า
ปรับเปลี่ยนวิธีปรุงอาหารจากการทอดหรือผัดโดยใช้นํ้ามันมาเป็นวิธีการต้ม นึ่ง หรือย่าง ก็จะเป็นวิธีการที่ช่วยจำกัดปริมาณไขมันในอาหารได้อีกทาง
สำหรับผู้ที่ดื่มนมเป็นประจำอาจเลือกดื่มนมพร่องหรือขาดมันเนยได้ เพื่อช่วยจำกัดมิให้ระดับไขมันในเลือดสูงเกินปกติ ไม่แนะนำให้งดดื่มนมไปเลย เนื่องจากนมให้โปรตีน แคลเซียมและวิตามินบี 2 ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย
ลดการกินอาหารแปรรูปพวกแฮม ไส้กรอก หมูยอ เบคอน กุนเชียง ซึ่งมีไขมันสูง
ลดการทานอาหารที่มีไขมันเนยสูงเช่น เค้ก เบเกอรี่ ขนมปังต่างๆ
คราวนี้เรามาทายกันเล่นๆนะคะว่าเมนูเหล่านี้จานไหนมีค่าความมันมากกว่ากัน

ทายถูกไหมจานไหนมันกว่ากัน
เมนู ค่าความมัน ผล เมนู ค่าความมัน
เส้นใหญ่ผัดซีอิ้ว 1 จาน 7 ช้อนชา มากกว่า หอยแมลงภู่ทอดใส่ไข่ 1 จาน 6 ช้อนชา
โดัทใส้ครีม 1 ชิ้น 2 ช้อนชา น้อยกว่า ผัดผักบุ้งจีน 1 จาน 3 ช้อนชา
เส้นใหญ่ราดหน้าหมู 1 จาน 5 ช้อนชา น้อยกว่า ใส้กรอก 5 ไม้ 8 ช้อนชา
ไข่เจียว 1 ฟอง 3 ช้อนชา มากกว่า เฟร้นช์ฟรายด์ 1 ถ้วยตวง 2 ช้อนชา
เมื่อรู้อย่างนี้แล้วก็เลือกทานกันให้ถูกและอย่าลืมหาเวลาออกไปเดินหรืออกกำลังกายบ้างสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งเพื่อเพิ่มการเผาผลาญและความแข็งแรงให้กับร่างกายกัน

ufabet

วิ่งแล้วขาใหญ่จริงหรือ

การวิ่งนั้นถือว่าเป็นกิจกรรมการออกกำลังกายที่ง่าย ประหยัด ใครๆก็ทำได้ แต่ยังเป็นที่กังวลหวาดกลัวของ ผู้เริ่มออกกำลังกาย ใหม่ๆว่า วิ่งๆไปขาจะใหญ่น่องจะโต วันนี้เรามาไขปริษณากันว่าแท้จริงแล้ววิ่งแล้วทำให้ขาใหญ่จริงหรือไม่

เป็นที่ถกเถียงกันมานาน กับเรื่องน่องใหญ่หรือกล้ามเนื้อขาชัดขึ้นเมื่อวิ่งหนักๆซึ่งถ้าหากมองในมุมคนทั่วๆไปที่ไม่ได้คลุกคลีกับการออกกำลังกาย หรือ ผู้ที่เริ่มลดน้ำหนักใหม่ๆก็จะมองว่ามันมีผลจริงๆ เพราะวิ่งๆไปทำไม๊ไมขามันแน่นขึ้นใหญ่ขึ้น ซึ่งความจริงแล้วมันอาจจะเป็นแค่ข้ออ้างๆเล็กๆที่ทำให้คุณกลัวการวิ่งก็เป็นได้

ในเรื่องนี้ แพทย์หญิงเสาวนิตย์ กมลธรรม อธิบายไว้ว่า ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นข้อกังวล (ข้ออ้าง) ของสาวๆ กลัววิ่งไปซักระยะหนึ่งน่องอันสวยงามจะกลายเป็นกล้ามเนื้อก้อนแข็ง แต่ทางด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา กล่าวว่า การออกกำลังใดๆ ที่ไม่ได้ใช้แรงเต็มที่ จะไม่ทำให้กล้ามเนื้อเพิ่มขนาด การวิ่งเป็นการใช้งานกล้ามเนื้อที่ละน้อยแต่บ่อยๆ นานๆ แบบนี้จะมีแต่ความเข็งแรง โดยไม่เพิ่มขนาดนอกจากนี้ แจ็ค เอช.วิลมอร์ จากสถาบันสุขภาพนักกีฬาแห่งชาติอเมริกา พบว่า วิ่งอาจเพิ่มความแข็งแรงให้กล้ามเนื้อได้ถึงร้อยละ 44 โดยเกือบไม่มีการเพิ่มของขนาดเลย น่องที่ทู่ ตะโพกที่ใหญ่ พุงที่เกะกะ ต้นขาและแขนที่เทอะทะ เป็นผลจากการสะสมของไขมันในส่วนนั้นๆ การวิ่งเป็นการ รีด ไขมันอันวิเศษ จึงไม่ต้องสงสัยเลยว่า ทำไมนักวิ่งหญิงจึงมีรูปร่างเพรียวลม สมส่วน

ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะกลัวว่า การวิ่งหรือการปั่นจักรยานมากๆ จะทำให้น่องโตเหมือนผู้ชาย ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ดังที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้นว่าการเพิ่มมวลของกล้ามเนื้อต้องอาศัยเพศชาย คือ Testosterone ผู้หญิงที่ออกกำลังกายจะมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรงขึ้น แต่มัดกล้ามเนื้อจะไม่ใหญ่ (Browne and Wilmor 1974) การออกกำลังกายจะทำให้ปริมาณไขมันที่แทรกอยู่ระหว่างมัดกล้ามเนื้อลดลงทำให้รู้สึกว่ากล้ามเนื้อมีความตึงแข็งขึ้น กว่าเดิมได้บ้าง แต่ถ้าหยุดออกกำลังกายเมื่อใด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อจะค่อยๆ ลดลงและมีไขมันมาแทรกมากขึ้น กล้ามเนื้อจะนุ่มลงคล้ายกับระยะก่อนออกกำลังกายได้ (การออกกำลังกายแบบใช้แรงเต็มที่ คือ อย่างที่นักเพาะกายทำกัน โดยการยกน้ำหนักมากๆ ค้าง ไว้นานๆ แบบนี้จะบริหารให้กล้ามเนื้อใหญ่ขึ้น)

เรื่องน่องใหญ่นั้น ต้องแบ่งเป็น วิ่งเพื่อสุขภาพ, วิ่งเพื่อลดน้ำหนัก หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน ถ้าวิ่งเพื่อสุขภาพ คือ วิ่งอาทิตย์ละ 3 – 4 ครั้งๆ ละ ประมาณ 30-60 นาที ไม่ได้ใช้ความเร็วสูงมาก ปัญหาเรื่อง น่องใหญ่ หรือ สะโพกใหญ่ คงน้อยมาก แต่สิ่งที่จะได้รับคือ กล้ามเนื้อน่อง และกล้ามเนื้อต้นขา แข็งแรง สามารถเคลื่อนไหวได้ทนและนานขึ้น ส่วนนักวิ่งเพื่อการแข่งขัน มีความจำเป็นต้องฝึกซ้อมแทบทุกวัน และใช้เวลานานเป็นช.ม. คงหลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องนี้ได้ยาก แต่ท่านจะเลือกเอาความสวยงามหรือสุขภาพดี

วิ่งให้ถูกวิ่งอย่างไร ผู้เริ่มออกกำลังกาย
การวิ่งที่ถูกต้องนั้นจะต้องใช้กล้ามเนื้อทุกส่วนของร่างกายช่วยในการส่งตัว อย่าให้เพียงแค่ขา หรือเท้าเท่านั้น จะต้องพยายามไม่ลงน้ำหนักทั้งหมดไปที่เท้ามากเกินไปขณะวิ่ง และถ้าเป็นการเริ่มต้นวิ่งจะต้องไม่หักโหม ไม่วิ่งอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะทำให้เกิดการเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดอาการปวดได้ ควรเริ่มต้นวิ่งเบาๆก่อน แล้วจึงค่อยเพิ่มเวลาให้นานขึ้นเรื่อยๆ

การวิ่งช้าๆนานประมาณ 30-60 นาทีอย่างต่อเนื่องจะทำให้ร่างกายเผาผลาญไขมันที่สะสมอยู่ แบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้ไม่เกิดอาการปวด และไม่เป็นการเร่งสร้างกล้ามเนื้อขึ้นมาทดแทน ทำให้ขาไม่ใหญ่ แต่ถ้าคุณเป็นคนที่มีน้ำหนักตัวมากๆ การวิ่งก็ไม่เหมาะสมเนื่องจาก ในขณะที่วิ่งข้อเข่าและข้อเท้าจะต้องรองรับน้ำหนักและแรงกระแทกเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บได้ จึงขอแนะนำให้ออกกำลังกายเบาๆ อย่างอื่นไปก่อน เช่น เดิน แล้วเมื่อน้ำหนักเริ่มลดจึงค่อยเปลี่ยนมาเป็นการยิ่งเหยาะๆ แล้วก็วิ่งเบาๆ ไปเรื่อยๆจะดีกว่า

เดิมพัน ufabet

กาแฟลดน้ำหนักได้จริงเหรอ

กาแฟมีทั้งประโยชน์และโทษ ถ้าหากดื่มมากจนเกินไป นอกจากนี้ เรื่องของสรรพคุณที่ว่า กาแฟสามารถลดน้ำหนัก ได้นั้นเรามีคำตอบให้
ตามที่เคยลงไว้หลายๆข้อมูลเกี่ยวกับกาแฟ เรื่องของพลังงานไปแล้ว เราควรจะรู้ถึงประโยชน์และโทษของกาแฟ กันบ้าง และหาคำตอบเรื่องสรรพคุณช่วยลดน้ำหนักกัน ในปัจจุบันการดื่มกาแฟ เป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายตามปั๊มน้ำมัน ตามห้างสรรพสินค้ามีการขายอย่างมากมาย จะเห็นได้ว่ากาแฟเป็นส่วนหนึ่งหรือบางคนอาจจะเป็นส่วนสอง ส่วนสามของชีวิตประจำวันไปเสียแล้ว

ส่วนประกอบที่สำคัญของกาแฟคือ Caffeine หรือมีชื่อทางเคมีว่า 1,3,7-trimethylxanthine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของยาขยายหลอดลม theophyline caffeine สามารถพบได้ในหลายชนิดได้แก่ เมล็ดคา เมล็ดกาแฟ ใบ ชา โคลา caffeine ถูกผสมลงในน้ำอัดลม ยาแก้หวัดบางชนิด ยาแก้ปวด ยาลดน้ำหนัก

กาแฟจะถูกดูดซึมอย่างรวดเร็วหลังจากที่เราดื่มแกแฟและจะถูกขับออกไปครึ่งหนึ่งในเวลาประมาณ 4 ชั่วโมง กาแฟจะไม่สะสมในร่างกายโดยจะถูกทำลายและขับออกหมด กาแฟ จะกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางทำให้ไม่ง่วง มีสมาธิในการทำงานดีขึ้น และยังทำให้ความสามารถในการทำงานดีขึ้น ลดอาการปวดเมื่อยเนื่องจากไข้หวัดและช่วยลดอุบัติเหตุขณะขับรถ กระตุ้นอวัยวะของร่างกายและเพิ่มการเผาผลาญไขมันและช่วยน้ำหนักได้ด้วย กาแฟจะมีฤทธิ์ขับปัสสาวะอ่อนๆ ดังนั้นขณะออกกำลังกายหรือหลังออกกำัลังกายไม่ควรรับเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของกาแฟเพราะจะทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

ผลเสียของกาแฟต่อสุขภาพ
การดื่มกาแฟ 2-4 แก้ว อาจจะไม่เป็นผลเสียต่อสุขภาพ แต่หากดื่มมากไปอาจจะมีผลเสียต่อสุขภาพโดยรวมได้ หากดื่มกาแฟมากเกินไป 4-7 แก้วอาจจะเกิดผลเสีย โดยมีอาการ ดังนี้ นอนไม่หลับ, หงุดหงิดง่าย, สับสน, อารมณ์แปรปรวน, คลื่นไส้อาเจียน, ใจสั่นหรือหัวใจเต้นเร็ว, กล้ามเนื้อกระตุก, ปวดศรีษะ, วิตกกังวล

ผู้ที่รับประทานยา Ciprofloxacin (Cipro) หรือ norfloxacin อาจจะทำให้ระดับกาแฟในเลือดสูงขึ้นทำให้เกิดอาการข้างเคียง ผู้ที่่ทานยาขยายหลอดลม เช่น Theophylline จะออกฤทธิ์เหมือนกาแฟอาจจะทำให้เกิดอาการใจสั่น ผู้ที่รับประทานสมุนไพร Ephedra (mahuang) ซึ่งอาจจะทำให้เกิดหัวใจเต้นผิดปกติหรือชัก หากรับประทานร่วมกับกาแฟจะเพิ่มความเสี่ยงดังกล่าว

กาแฟกับโรคกระดูกพรุน มีรายงานทั้งสนับสนุนว่าการดื่มกาแฟทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน บางรายงานก็กล่าวว่าไม่เกิดโรค ผู้เกิดโรคกระดูกพรุนมักจะได้รับแคลเซียมไม่พอแนะนำว่าควรจะดื่มนมเพิ่ม สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2 แก้วขึ้นไป

กาแฟ กับความดันโลหิตสูง การดื่มกาแฟ 2-3 แก้ว จะทำให้ความดันโลหิตเพิ่มได้ 3-14/4-13 แต่ยังไม่ทราบกลไกที่ทำให้เกิดความดันโลหิตสูงขึ้น สำหรับผู้ที่ดื่มเป็นประจำความดันโลหิตอาจจะไม่สูง สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงควรจะลดปริมาณกาแฟลงไม่เกิน 2 แก้วต่อวัน และควรจะงดดื่มในกรณ๊ที่มีความดันสููง เช่น การออกกำลังกาย การทำงานหนัก ท่านอาจจะทดสอบว่ากาแฟมีผลต่อความดันหรือไม่โดยวัดความดันโลหิต 30 นาที หลังจากดื่มกาแฟ หากสูงขึ้นควรจะลดหรือเลิก

กาแฟกับโรคเบาหวาน จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินเพิ่มขึ้น ร้อยละ 15 กรดไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นฮอร์โมน epinephrine เพิ่มสูงขึ้น ความดันโลหิตสูงขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลเสียต่อผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน

ผลดีของกาแฟต่อสุขภาพ กาแฟสามารถลดน้ำหนัก
มีรายงานว่าการดื่มกาแฟวันละ 3 แก้ว จะลดอาการหอบหืด หากดื่มมากกว่า 6 แก้ว การทดสอบสมรรถภาพปอดจะดีขึ้น กาแฟก็เหมือนกับพืชอื่นๆ มีสาร flavanoid ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ การดื่มกาแฟจะลดอาการง่วงนอน และทำให้มีสมาธิในการทำงานดีขึ้นโดยเฉพาะผู้ที่ทำงานเป็นกะและลดอุบัติเหตุขณะขับขี่ กาแฟช่วยลดอาการซึมเศร้าและคลายความวิตกกังวล การดื่มกาแฟเป็นประจำจะลดการเกิดนิ่วในทางเดินปัสสาวะและยังลดการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี มีหลักฐานพอจะเชื่อว่าการดื่มกาแฟจะป้องกันมะเร็งลำไส้ใหญ่เมื่อดื่มวันละไม่เกิน 4 แก้ว

กาแฟกับการลดน้ำหนัก
เป็นที่ทราบกับดีแล้วว่า สารคาเฟอีนมีฤทธิ์เพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้สมอง และช่วยขจัดความอ่อนล้า โดยได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ว่า มีคุณสมบัติเป็น “เทอร์โมเจนีซีส” (Thermogenesis) ซึ่งคือสารเร่งการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย มีผลทำให้ไขมันที่สะสมตามส่วนต่างๆ ของร่างกายถูกสลายเป็นพลังงานความร้อน ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มนำผลการศึกษาดังกล่าวมาโฆษณาว่า การดื่มกาแฟสามารถช่วยลดความอ้วนได้ นอกจากนี้ สารคาเฟอีนยังมีฤทธิ์เป็นสารขับปัสสาวะ จึงทำให้น้ำหนักตัวลดลงชั่วคราว

ผู้ที่ต้องการลดความอ้วนโดยการดื่มกาแฟ คงต้องผิดหวังเมื่อได้อ่าน เพราะการจะได้ผล ต้องดื่มกาแฟถึงวันละอย่างน้อย 6 แก้วขึ้นไป แต่ตามปกติแล้ว การดื่มกาแฟที่ไม่ทำให้เกิดโทษจะต้องไม่เกิน 2-3 แก้วต่อวัน นอกจากนี้ ร่างกายบางคนอาจไม่สามารถทนได้กับสารคาเฟอีนจำนวนมาก ผลของคาเฟอีนอาจก่อให้เกิดอันตรายตามมาได้

การดื่มกาแฟ จะเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายหรือไม่ จากการศึกษาพบว่าการดื่มกาแฟจะทำให้สามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น แต่การศึกษาดังกล่าวเป็นศึกษาในผู้ชายซึ่งมีคำแนะนำว่าอาจจะดื่มกาแฟสักแก้วประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนออกกำลังกาย หากดื่มมากกาแฟจะออกฤทธิ์เสมือนยาขับปัสสาวะทำให้ร่างกายขาดน้ำ ปริมาณกาแฟที่ขับออกมาทางปัสสาวะหากมากกว่า 12 micrograms/ml จะถูกห้าม (เท่ากับการดื่มกาแฟ 4 แก้ว)

นอกจากนี้ อาจารย์ สง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการระดับ 9 กรมอนามัย กล่าวว่า เป็นไปไม่ได้ที่กาแฟจะทำให้ลดน้ำหนักได้ เพราะไม่มีข้อมูลวิทยาศาสตร์ยืนยันเช่นนั้น ทั้งนี้ ถ้าหากกินกาแฟสูตรใดสูตรหนึ่งแล้วสามารถลดน้ำหนักได้จริงคคงเป็นการเติมสารอะไรบางอย่างทำให้มีผลต่อร่างกาย ซึ่งอาจเป็นยาลดน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องอันตรายมาก

“ทุกวันนี้ยังไม่มีอาหารเสริมใด รวมถึงกาแฟที่เป็นการลดน้ำหนักได้อย่างถาวรและยั่งยืน เท่ากับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกาย ทั้งนี้ อาหารเสริมจะทำให้ลดน้ำหนักได้เฉพาะช่วงที่ทานหรือดื่มอาหารเสริมเหล่านั้นอยู่ แต่หลังจากเลิกแล้วก็จะเกิดโยโย่เอฟเฟกต์ ทำให้น้ำหนักกลับมาอ้วนเหมือนเดิม ทั้งนี้ ความเชื่อกันว่า ดื่มกาแฟกับแซนด์วิชแล้วจะทำให้น้ำหนักลดลงนั้น น้ำหนักลดลงแน่แต่ลดจากการอดอาหารอื่นๆ ทานแต่กาแฟมันก็ย่อมลด แต่ไมได้ลดจากกาแฟโดยตรง จึงขอให้ประชาชนอย่าหลงกับการโหมโฆษณาที่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการทานกาแฟ” นอกจากนี้ อาจมีผลเสียกับร่างกายได้ หากดื่มกาแฟมากกว่าวัน 2 แก้วต่อวัน เพราะหากร่างกายได้รับปริมาณกาเฟอีนเกินไปก็อาจเป็นอันตรายได้ และหากมีการเติมสารหรือตัวยาสำหรับการลดน้ำหนัก ก็อาจเป็นอันตรายกับร่างกายในระยะยาวด้วยเช่นกัน

ufabet.co

กระบวนการ การเกิดไขมัน

มีคำถามถามเข้ามามากมายเรื่องการใช้ แฟตเบิร์นเนอร์ หรืออาหารเสริมช่วยในการสลายไขมัน ก่อนที่เลือก แฟตเบิร์นเนอร์ มาใช้ควรรู้เสียก่อนถึงกระบวนการการเกิดไขมัน

จากหลายๆคำถามที่แฟนๆถามเข้ามาเรื่องเกี่ยวกับการใช้ แฟตเบิร์นเนอร์ เพื่อช่วยในการสลายไขมันนั้น คุณกระทิง เมืองช้าง อธิบายไว้ว่า

มีหลายคนคิดว่า “แฟตเบิร์นเนอร์ที่ขายกันนั้น เป็นยาวิเศษขั้นเทพ ที่ช่วยลดไขมันที่สะสมในร่างกายได้ หรือ เป็นยาวิเศษแห่งตัวสลายไขมันที่สะสมในร่างกาย” ทานเข้าไปแล้ว จะต้องผอม ซิกแพคจะต้องขึ้นมาเหมือนนายแบบที่เค้าโฆษณาแน่นอน แต่ทะว่าเกือบทุกคนที่ซื้อมาทาน กระปุกนึงก็แล้ว สองกระปุกก็แล้ว นี่จะหมดกระปุกที่สามแล้วนะ กลับพบว่า

“ฉันก็ยังอ้วนเหมือนเดิม ไขมันเท่าเดิม แถมบางคนไขมันเยอะกว่าเดิมด้วย อ้าว ซื้อของปลอมมาแล้วชัวว์ มันไม่ได้ผล ไอ้คนขายหลอกแน่ๆ”

แต่หลายๆคนนั้นลืมคิดไปหรือเปล่าว่า

ไขมันก็คือ แหล่งพลังงานสำรองของร่างกาย ที่เกิดจากการที่เราทานอาหารเข้าไปมากเกินความต้องการของร่างกาย แต่คุณดันทานอาหารเยอะเกินไป พลังงานสำรองนี้ก็เลยมีมากขึ้นตามปริมาณอาหารที่ทาน

วิธีลดไขมันที่ถูกต้องที่ดีที่สุดก็คือ
“ทานพลังงาน ให้”น้อย”กว่าที่ร่างกายใช้” ร่างกายจึงจะดึงเอาไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน แต่เนื่องจากการลดน้ำหนัก เราต้องลดการทานคาร์โบไฮเดรตลง 20 – 40% ซึ่งส่งผลให้ระบบการเผาผลาญพลังงานลดต่ำลงตามไปด้วย เพราะระดับกลูโคสในเลือดเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงาน แฟตเบิร์นจึงช่วยได้ในจุดนี้ โดยเป็นตัวที่ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานให้สูงขึ้น ในคนที่ไดเอต

ดังนั้น ถ้าคุณทานแฟตเบิร์น แต่ไม่ทานอาหารให้น้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ หรือ ทานตามใจปาก ถึงจะทานโคตรเทพแห่งแฟตเบิร์น ไขมันที่สะสมในร่างกายก็ไม่มีทางลดลงได้แน่นอน

นอกจากนี้ ไขมัน 1 กก.ให้พลังงาน 7700 แคลอรี่ หรือ พลังงานในการดำรงชีพของคนปกติ 4 วัน ซึ่งถ้าหาก คุณไม่ทานไรเลย ให้ร่างกายเผาผลาญไขมันอย่างเดียว ใน 1 เดือน เราจะใช้ไขมันเป็นพลังงานได้ 7 กก. เท่านั้น แต่คุณก็ยังต้องทานอาหาร ถึงแม้จะทานแค่ 50% ร่างกายก็ลดไขมันที่สะสมได้เพียงเดือนละ 3.5 กก. เท่านั้น ดังนั้น ตามหลักการแล้ว ร่างกายของเราไม่สามารถลดไขมันได้มากกว่าเดือนละ 4 กก. อย่างแน่นอน

ถ้าหากทำได้ น้ำหนักที่ลดลง มันจะเป็นส่วนของ”กล้ามเนื้อ” ซะมากกว่า เพราะกล้ามเนื้อเรา 1 กก. จะใช้พลังงานเพียง 800 แคลอรี หรือ ร่างกายต้องสลายกล้ามเนื้อ 2.5 กก. จึงจะให้พลังงานในการมีชีวิตได้ 1 วัน

สำหรับ พวกที่โฆษณาขายยาลดความอ้วน ที่ใช้คำว่า “ลดน้ำหนัก ได้เดือนละ 8-10 กก. ” นั้น เค้าใช้คำว่าลดน้ำหนัก ก็คือ ขึ้นไปยืนบนตาชั่งแล้วน้ำหนักตัว ลดลง จะเป็นไขมัน กล้ามเนื้อ น้ำ ก็รวมกันหมด ซึ่งจากประสบการณ์ที่เคยพบมา ยาพวกนี้ไม่ได้ช่วยลดไขมันเลย มันไปสลายกล้ามเนื้อมากกว่า และยังลดเงินในกระเป๋าของคุณอีกด้วย

ที่สำคัญ ถ้าจะซื้อแฟตเบิร์นเนอร์ ลองถามคนขายดูนะคะ ว่าเค้าสามารถแนะนำปริมาณการทานอาหารต่อวันให้ได้รึเปล่า เพราะมันจะช่วยให้ลดไขมันได้ดีขึ้น

ufa24h

มารู้จัก ไขมัน LDL กันเถอะ

เรื่องของไขมันเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจ โดยเฉพาะ ไขมัน LDL ที่เป็นไขมันที่มีผลกับสุขภาพร่างกายโดยรวม

วันนี้เราจะพามารู้จักคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดี(ไขมันเลว) หรือ LDL(Low Density Lipoprotein) กัน โคเลสเตอรอลในร่างกาย ประกอบขึ้นจากไขมันหลายชนิด ได้แก่แอลดีแอล. (LDL), เอ็ชดีแอล ( HDL), ไตรกลีเซอไรด์ (Tg) โดยสัดส่วนของไขมันต่างๆที่ประกอบกันขึ้นเป็นโคเลสเตอรอลรวมมีดังนี้ โคเลสเตอรอลรวม = LDL + HDL + (ไตรกลีเซอไรด์ / 5)

ทำไมจึงว่า LDL เป็นไขมันชนิดไม่ดี
เพราะว่าระดับ LDL ในเลือด มีความสัมพันธ์ชัดเจนกับการเป็นโรคหัวใจและหลอดเลือด ไขมัน LDL ทำหน้าที่เป็นตัวนำโคเลสเตอรอลทั้งหลายออกจากตับเข้าสู่กระแสเลือด เมื่อเซลล์เลือกใช้โคเลสเตอรอลที่ต้องการไปแล้ว โคเลสเตอรอลที่เหลืออยู่ในกระแสเลือดก็จะพอกเป็นตุ่มอยู่ที่ผนังของหลอด เลือดทำให้หลอดเลือดแข็ง ตีบ นานไปตุ่มเหล่านี้ปริแตกออกทำให้มีลิ่มเลือดเข้ามาผสมโรงพอกจนอุดตันหลอด เลือด ผลตามมาคืออวัยวะสำคัญที่ต้องอาศัยเลือดจากหลอดเลือดเช่นหัวใจ สมอง ไต เกิดขาดเลือดไปเลี้ยง กลายเป็นโรคเช่น หัวใจขาดเลือด อัมพาตอัมพฤกษ์ ความดันเลือดสูง ไตวาย เป็นต้น

LDL มาจากไหน
อาหารที่เพิ่ม LDL แบ่งได้เป็นสองกลุ่ม คือ

อาหารจำพวกไขมันอิ่มตัว (saturated fat)
หมายถึงไขมันจาก เนื้อสัตว์ต่างๆ ยกเว้นเนื้อปลา ไข่ นมโฮลมิลค์ เนย ชีส ไอศกรีม เค้ก คุ้กกี้ น้ำสลัดสำเร็จรูป พืชสกุลปาลม์เช่น น้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้นการเป็นไขมันอิ่มตัว เป็นคนละประเด็นกับการเป็นโคเลสเตอรอลหรือไม่ ยกตัวอย่างเช่นน้ำมันปาลม์ น้ำมันมะพร้าว ไม่ใช่โคเลสเตอรอล และไม่มีส่วนประกอบที่เป็นโคเลสเตอรอล เพราะพืชทุกชนิดไม่มีโคเลสเตอรอล แต่น้ำมันปาลม์และน้ำมันมะพร้าวเป็นไขมันอิ่มตัว เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วก็มีผลเพิ่ม LDL ในเลือดเช่นเดียวกับไขมันอิ่มตัวจาก เนื้อ หมู ไก่ เช่นกัน เนื่องจากไขมันอิ่มตัวเป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกาย กฎหมายจึงบังคับให้ฉลากอาหารบอกว่ามีไขมันอิ่มตัวเป็นส่วนประกอบอยู่ในอาหาร นั้นเท่าไร

อาหารจำพวกไขมันทรานส์ (trans fat) เป็นไขมันไม่อิ่มตัว (unsaturated fat)
เป็นไขมันชนิดหนึ่งโดยทั่วไป ไขมันไม่อิ่มตัว เช่นน้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำ น้ำมันมะกอก เป็นไขมันที่ดีต่อสุขภาพ แต่ในอุตสาหกรรมอาหารบางอย่างได้มีการเปลี่ยนเอาไขมันไม่อิ่มทั่วไปให้กลาย เป็นไขมันทรานส์ เพื่อให้มีคุณสมบัติแข็งเป็นไข จะได้เอาไปทำเนยเทียมหรือเอาไปเคลือบอาหารสำเร็จรูปได้ง่ายขึ้น อาหารที่มีไขมันทรานส์มาก ได้แก่ ขนมอบ หรือเบเกอรีที่มีมาการีนเป็นส่วนประกอบ ครีมเทียม คอฟฟี่เมท อาหารอบ อาหารทอด ขนมกรุบกรอบต่างๆ เป็นต้นปัจจุบันนี้ในยุโรปและอเมริการมีกฎหมายบังคับให้บอกที่ฉลากว่าอาหารนั้นมีไข มันทรานส์อยู่เท่าใด แต่เมืองไทยยังไม่มีกฎหมายนี้ กฎหมายไทยบังคับให้บอกเฉพาะไขมันอิ่มตัว ดังนั้นเมื่ออ่านฉลากอาหารที่มีไขมันทรานส์จะไม่เจอคำเตือนใดๆเพราะไขมัน ทรานส์มาจากไขมันไม่อิ่มตัว ไขมันทรานส์นี้ เมื่อบริโภคเข้าไปแล้วจะไปทำให้โคเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ในร่างกายสูงขึ้น และไปทำให้ไขมันชนิดดีในร่างกาย (HDL) ต่ำลง จึงจัดเป็นไขมันที่มีผลเสียต่อร่างกายสองเด้งเลยทีเดียว

ระดับ LDL ในร่างกายเท่าใดจึงจะพอดี
โครงการศึกษาโคเลสเตอรอลแห่งชาติอเมริกัน (NCEP) กำหนดมาตรฐานระดับของไขมัน LDL ในเลือดดังนี้มัน

น้อยกว่า100 mg/dl พอดี optimal
100 – 129 เกินพอดี above optimal
130-159 สูงคาบเส้น borderline high
160-189 สูง high
190 สูงมาก very high
และ NCEP ยังได้แนะนำเกณฑ์ว่าใครควรจะเริ่มปรับเปลี่ยนวิถีชีวิต (ออกกำลังกายและคุมอาหารอย่างเข้มงวด) และควรจะเริ่มต้นใช้ยาลดไขมันเมื่อใด ตามความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจหลอดเลือดของแต่ละคน ดังนี้

ระดับความเสี่ยง
เป็นหรือเทียบเท่าเป็นโรคหัวใจขาดเลือด (CHD) (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม >20%)
LDL เป้าหมาย 100 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา =>130 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม 10-20%)
LDL เป้าหมาย 130 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา =>130 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก +2 ขึ้นไป (คะแนนความเสี่ยงสิบปีของฟรามิงแฮม <10%)
LDL เป้าหมาย 130 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา >= 160 mg/dl
มีคะแนนปัจจัยเสี่ยงหลัก 0 หรือ +1 (ไม่ต้องประเมินคะแนนฟรามิงแฮม)
LDL เป้าหมาย 160 mg/dl
ระดับที่ต้องเริ่มใช้ยา >= 160 mg/dl หรือ 190 mg/dl

ufa24hrs

พลังงานในชา กาแฟ โกโก้ และนมเย็น

พลังงานในชา กาแฟ โกโก้ และนมเย็น
เครื่องดื่มคู่ใจหนุ่มสาว ชาวออฟฟิศคงหนีไม่พ้นร้านกาแฟชงใต้ตึก หรือใกล้ๆออฟฟิศ ถือว่าที่ฝากท้องกันทั้งยามเช้าและยามบ่าย เรามาดูกันว่าแต่ละชนิดมีส่วนผสมอะไรและให้พลังงานเท่าไหร่

ความจริงเรื่องเครื่องดื่มเพิ่มพุง ใครๆก็ทราบ และได้เคยนำเสนอไปแล้วครั้งนึงแล้ว ซึ่งความจริงความน่ากลัวของเครื่องดื่มพวกนี้อยู่ที่ส่วนผสม และปริมาณการรับประทานที่มากเกินความพอดี ดังนั้นเราจำเป็นต้องทราบพลังงานคร่าวๆ เพื่อที่เราจะได้กะปริมาณที่จะทานได้เหมาะสม หรือถ้าหากหยุด หรืองดการดื่มพวกนี้เป็นของว่างได้ ก็จะทำให้ควบคุมน้ำหนัก และ สร้างเสริมสุขภาพที่ดีได้

ก่อนอื่นเลย เครื่องดื่มชงพวกนี้จะมีส่วนผสมหลักๆ คือ
น้ำตาลทราย (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 45 kcal)
นมข้นหวาน (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 60 kcal)
นมข้นจืด (1 ช้อนโต๊ะ ให้พลังงาน 43 kcal)
ตัวกาแฟ ชา และผงโกโก้ (ให้พลังงานไม่เกิน 30 kcal ต่อแก้ว)
เรื่องปริมาณนั้น มากน้อยอยู่ที่น้ำหนักมือและรสชาติของแต่ละร้าน ว่างๆเวลาสั่งลองสังเกตุดูว่าเค้าใส่อะไรจำนวนกี่ช้อนแล้วเอามาคำนวนเล่นๆ ดูนะ

พลังงานของเครื่องดื่มชงเย็น ปริมาณ 200 ml.
กาแฟเย็น 317 kcal
โกโก้เย็น 334 kcal
ชาเขียว(นม)เย็น 319 kcal
ชานมเย็น 319 kcal
นมเย็น 425 kcal
โอเลี้ยง 103 kca
ชาเย็นหรือชามะนาว 100 kcal
แต่ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ ไข่มุก ที่เราชอบเติมชอบใส่เพิ่มในเครื่องดื่มชง ยิ่งเพิ่มพลังงานให้เครื่องดื่มแก้วโปรดของคุณได้ถึง 100 kcal ต่อแก้วเลยทีเดียว รู้อย่างนี้อยากจะดื่มก็ต้องกะดีๆนะ

ufabet

ชาเย็น-ชาเขียว-ชาไข่มุก ทำวัยรุ่นลงพุง ให้คุณหรือโทษ

กระแส ชานมไข่มุก และชาชนิดต่างๆเริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในขณะนี้ โดยเห็นได้จากจำนวนร้านค้าชานมไข่มุกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่จะมีสักกี่คนที่รู้ คุณค่าทางโภชนาการ ของเครื่องดื่มที่กำลังมาแรงในขณะนี้

นักวิชาการเตือน ชาไข่มุก ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้อ้วน โดยเฉพาะวัยรุ่นนิยมกันมากบางคนดื่มวันละ 3 แก้ว ทำน้ำหนักพุ่งและมีน้ำหนักตัวเกินกว่ามาตรฐาน ชานมไข่มุก 1 แก้ว มิได้มีเพียงแต่น้ำชาเท่านั้น แต่ยังมีน้ำเชื่อม ครีมเทียม และไข่มุกเพิ่มขึ้นมา ข้อมูลทางโภชนาการระบุว่า ชานมไข่มุก 1 แก้ว ให้พลังงาน 240 – 360 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 45 – 62 กรัม, ไขมัน 0 – 14 กรัม, โปรตีน 0.4 – 2 กรัม) ความแตกต่างของพลังงานและสารอาหารขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเชื่อมและครีมเทียมที่ใส่ลงไป

โดยไข่มุกที่อยู่ในชานมไข่มุกนั้น ผลิตมาจากแป้งมันสำปะหลัง ซึ่งจัดอยู่ในอาหารหมวดเดียวกับแป้งและน้ำตาล โดยไข่มุก 30 กรัม ให้พลังงาน 100 กิโลแคลอรี่ ซึ่งพลังงานที่ได้จากการดื่มชานมไข่มุกใกล้เคียงกับการรับประทานก๋วยเตี๋ยวเย็นตาโฟ 1 ชาม ที่ให้พลังงาน 326 กิโลแคลอรี่ (คาร์โบไฮเดรต 41 กรัม, ไขมัน 8 กรัม, โปรตีน 21 กรัม) หรือเปรียบเทียบปริมาณน้ำตาลที่ได้รับจากชานมไข่มุกจะเท่ากับข้าว 3 – 4 ทัพพี

จริงอยู่ว่ามีการศึกษามากมายที่ระบุถึงประโยชน์ของการดื่มน้ำชาเพื่อสุขภาพ เช่น สามารถช่วยลดความดันโลหิต ลดไขมันในหลอดเลือด และการมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยยับยั้งการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคมะเร็ง ซึ่งประโยชน์ต่าง ๆ เหล่านี้ จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของชาและความเข้มข้นในการบริโภค แต่การบริโภคชาเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน คือ การดื่มชาในปริมาณที่มากเกินไปอาจเกิดผลเสียต่อสุขภาพได้ เช่น ท้องผูก นอนไม่หลับ เป็นต้น

แต่การดื่มชาคู่กับนมหรือน้ำตาลจะลดคุณสมบัติของชาในการต้านอนุมูลอิสระ ยิ่งไปกว่านั้น น้ำตาลที่ใส่ในน้ำชายังถือเป็นสิ่งที่ให้พลังงานสูญเปล่า หมายถึงสิ่งที่ให้พลังงานที่มาจากคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยวโดยไม่มีสารอาหารอย่างอื่นที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ซึ่งมีการศึกษาระบุว่า การดื่มน้ำตาลในปริมาณมาก ๆ อย่างต่อเนื่อง เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคหัวใจและหลอดเลือดเหมือนกับการดื่มน้ำอัดลม หรือเครื่องดื่มประเภทชาเขียวพร้อมดื่มที่มีวางจำหน่ายทั่วไป นอกจากนี้ ครีมเทียมที่ใส่ลงในชานม ไขมันส่วนใหญ่จะผลิตจากไขมันปาล์มซึ่งมีกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยเป็นที่ทราบโดยทั่วไปว่า การบริโภคกรดไขมันอิ่มตัวเป็นสาเหตุของการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด

ดังนั้น การบริโภคชานมไข่มุกเป็นประจำอาจนำไปสู่การเป็นโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งการดื่มชานมไข่มุกที่เหมาะสมคือ การดื่มโดยคำนึงถึงพลังงานที่ควรได้รับในแต่ละวัน โดยการทดแทนการดื่มชานมไข่มุกกับการลดการบริโภคอาหารในกลุ่มข้าว แป้ง หรือการลดปริมาณน้ำตาลที่ใส่ในชานมไข่มุกที่คุณสั่ง และหลีกเลี่ยงการใส่ครีมเทียมลงไปในชานมไข่มุกที่คุณสั่ง เพียงเท่านี้คุณก็จะสามารถลดอันตรายที่มาจากชานมไข่มุกได้

ใครที่รู้ตัวว่ากินวันละหลายแก้วควรหลีกเลี่ยง อยากให้รณรงค์ลดการดื่มลง เพราะทั้งหวานและมัน ควรจะหันมาดื่มน้ำเปล่าดีกว่า

เดิมพัน ufabet

ออกกำลังกายช่วงเวลาไหนดีกว่ากัน

การออกกำลังกาย เวลาไหนๆทั้งเช้า สาย บาย เย็น ค่ำ ก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แต่มี ประโยชน์แก่ร่างกาย ทั้งสิ้น ทำให้ห่างไกลโรคมีสุขภาพที่ดีช่วยในการลดน้ำหนัก เพียงแต่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

มีข้อมูลมากมายและหลากหลายทฤษฎีที่ออกมาถกเถียงกันเรื่องของเวลาการออกกำลังกาย ว่าออกกำลังกายช่วงเวลาไหนให้ผลดีมากกว่ากัน จะเป็นช่วง เช้า สาย บ่าย หรือเย็น ซึ่งโดยมากสิ่งที่จะเป็นตัวตัดสินและชี้วัดว่าการออกกำลังกายนั้นได้ผลหรือไม่ ไม่ได้อยู่ที่ช่วงเวลาการออกกำลังกาย แต่อยู่ที่ความสม่ำเสมอของการปฏิบัติมากกว่า เพราะไม่ว่าช่วงเวลาไหน การออกกำลังกายก็มี ประโยชน์แก่ร่างกาย ทั้งสิ้น ทำให้ห่างไกลโรคอย่าง โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง โรคมะเร็ง โรคอ้วน โรคอัลไซเมอร์ ฯลฯ ซึ่งการออกกลังกายแต่ละช่วงเวลานั้นมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป จึงควรเลือกช่วงที่สามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง แต่ถ้าหากตารางชีวิตของคุณปรับเปลี่ยนได้ ลองเลือกพิจารณาตามข้อดีข้อเสียดังนี้

ข้อดีของการออกกำลังกายในตอนเช้า
หลายคนเลือกการออกกำลังกายในตอนเช้าเนื่องจากสามารถกำหนดเวลาที่แน่นอนพร้อมได้รับอากาศที่ดี สดชื่นในยามเช้า มาดูข้อดีของการออกกำลังกายในยามเช้ากัน

สามารถกำหนดเวลาและสามารถทำให้เป็นกิจวัตรได้ง่ายกว่า
อย่างที่บอกไป การออกกำลังกายในยามเช้าจะทำให้เราแบ่งเวลาได้ง่ายกว่าช่วงอื่นๆ โดยโอกาสที่จะถูกขัดจังหว่ะ กิจกรรมที่มาจากภาระหน้าที่การงงานในชีวิตประจำวันได้น้อยกว่า เพียงแต่เราจำเป็นต้องปรับเวลาการเข้านอนและการตื่นให้ไวขึ้นกว่าปรกติ

ช่วยเพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ และอัตราเผาผลาญพลังงานในระหว่างวัน
โดยสองสิ่งนี้จะมีผลให้เราสามารถเผาผลาญพลังงานและดึงไขมันสะสมมาใช้ในระหว่างวันได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สำหรับคนที่ต้องการคุมน้ำหนัก หรือลดน้ำหนัก พบว่าการออกกำลังกายตอนเช้าจะช่วยให้คุมน้ำหนักได้ดีกว่า ด้วยเหตุผลในเรื่องของฮอร์โมนที่ร่างกายสร้าง ซึ่งจะสัมพันธ์กับ biological clock ในสมองในการสร้างฮอร์โมน

สร้างความรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า
ผลเนื่องจากร่างกายได้รับการกระตุ้นประกอบกับระดับฮอร์โมนต่างๆมีความเปลี่ยนแปลง เมื่อออกกำลังกายเสร็จจะทำให้ร่างกายตื่นตัวสดใสไปได้อีกหลายชั่วโมง แต่จำเป็นที่จะต้องเลือกการออกกำลังกายที่ไม่หนักจนเกินไปและต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วย เพราะหากออกกำลังกายหนักเกินไปในช่วงเช้า ในขณะที่พักผ่อนไม่เพียงพอแล้วหล่ะก็ ร่างกายอาจอ่อนเพลีย และได้รับผลเสียมากกว่าประโยชน์

ได้รับอากาศที่สดชื่น
ในช่วงเช้ามลพิษในอากาศนั้นยังมีน้อยเมื่อเทียบกับช่วงเวลาอื่นๆ สำหรับคนที่ออกกำลังกายภายนอกบ้านหรือฟิตเนส การตื่นมากออกกำลังกายตอนเช้าก็จะทำให้รับรับอากาศที่ดีกว่า และได้รับมลพิษที่น้อยกว่า

ข้อเสียของการออกกำลังกายในตอนเช้า
ข้อเสียเล็กๆของการออกกำลังกายตอนเช้าก็มีแยู่บ้าง แต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะแก้ไข

อากาศที่เย็นในช่วงเช้าอาจทำให้บาดเจ็บได้
อุณหภูมิในช่วงเช้าจะเย็นกว่าในช่วงเวลาอื่นๆของวัน ซึ่งความเย็นนี้อาจทำให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อในขณะออกกำลังกายได้ แต่สามารถแก้ไขได้ด้วยการอบอุ่นร่างกายให้พร้อมเสียก่อน จึงค่อยเริ่มการออกกำลังกาย อาจจะเริ่มด้วยการเดิน และยืดเหยียดร่างกายให้รู้สึกอุ่นก่อนจึงค่อยเริ่มการออกกำลังกายจริงๆต่อไป

อุณหภูมิและพลังงานในร่างกายอยู่ในระดับต่ำ
โดยปรกติอุณหภูมิในร่างกายจะลดต่ำลงในช่วงเช้ามืด 1-3 ชั่วโมงก่อนตื่นนอนและเป็นช่วงเวลาที่ระดับพลังงานในร่างการของเราต่ำเนื่องจากไม่ได้อาหารตลอดคืน การไหลเวียนเลือดช้าลง ระบบทุกๆอย่างจะอยู่ในภาวะการพักผ่อน ซึ่งภาวะนี้อาจจะทำให้เกิดอาการเวียนหัว และหิวในช่วงเช้า วิธีการแก้ก็คือค่อยๆปรับภาวะร่างกายหลังตื่นนอนด้วยการ นอนให้ไวขึ้นและตื่นเช้ากว่าเวลาไปออกกำลังกายซักหน่อย เพื่อให้มีเวลาในการทำกิจวัติประจำวันให้เรียบร้อย หรือหากหิวมากให้ทานอาหารมื้อเล็กๆที่ให้พลังงาน โดยให้ทานก่อนไปออกกำลังกายอย่างน้อย 1-1.30 ชั่วโมง เพราะอาหารมื้อเล็กก่อนไปออกกำลังกายจะทำให้เรามีพลังงงานในการออกกำลังกาย และทำให้ออกกำลังกายได้อย่างเต็มที่

ข้อดีการออกกำลังกายในตอนเย็นถึงค่ำ
การออกกำลังกายในช่วงเย็นถึงค่ำถือเป็นช่วงเวลาที่ได้รับความนิยมอย่างมากโดยเฉพาะในหมู่คนเมือง เนื่องจากความเหมาะสมเรื่องเวลา แต่การออกกำลังกายช่วงเวลานี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียเช่นกัน

ออกกำลังกายได้เต็มที่มากกว่า
มีผลการวิจัยหลายชิ้นทดสอบออกมาว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ บ่าย 3 โมงจนถึง 3 ทุ่ม (15.00น-21.00น.)เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการออกกำลังกายโดยเฉพาะ กลุ่มเสริมสร้างและเพิ่มความอดทนของกล้ามเนื้อ เนื่องจากร่างกายได้รับพลังงานจากอาหารมาสะสมไว้จนเพียงพอ จึงทำให้ออกกำลังกายแบบใช้แรงได้ดีกว่า โดยกล้ามเนื้อทำงานได้ดีขึ้นประมาณ 5-10% รวมถึงความทนทานของร่างกาย หรือความอึดในการออกกำลังกายโดยเฉพาะการออกกำลังแบบแอโรบิก จะเพิ่มขึ้นถึง 4%

เสี่ยงกับอาการบาดเจ็บน้อยกว่า
เนื่องด้วยช่วงเวลาเย็นของวันจะเป็นช่วงที่ร่างกายจะมีอุณหภูมิสูง และร่างกายอบอุ่นขึ้น ว่าช่วงเวลาเช้า จึงทำให้กล้ามเนื้อ ข้อต่อยืดหยุ่นได้ดีกว่า และพร้อมกับการออกกำลังกายมากกว่าจึงทำให้มวลรวมของกล้ามเนื้อ แข็งแรงและทนทานกว่าในช่วงเช้านั่นเอง

ช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความเครียดจากการทำงานตอลดทั้งวัน
เมื่อออกกำลังกาย ฮอร์โมนต่างๆจะถูกหลั่งออกมา โดยเฉพาะเมื่ออกกำลังกายเสร็จจะให้เรารู้สึกสบายใจ เป็นเพราะร่างกายได้หลั่งฮอร์โมน เอนดอร์ฟิน ออกมา ซึ่งฮอร์โมนตัวนี้มีฤทธิ์คล้ายกับฝิ่น แต่ไม่มีโทษ จะทำให้เราสบายใจ คลายเครียด เป็นการสร้างสมดุลให้กับร่างกายที่จำเป็น เพราะเมื่อเราเครียด ร่างกายของเราจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมากระตุ้นร่างกายเรา ฮอร์โมนตัวนี้คือ อะดรีนาลิน เมื่อเครียดมากร่างกายก็จะกระตุ้นการกักเก็บไขมัน ดังนั้นการออกกำลังกายจะช่วยให้เรามีระดับ เอนดอร์ฟิน บาลานซ์กับอะดรีนาลิน ทำให้ร่างกายเราสดชื่นไม่ตึงเครียด และช่วยให้เราคุมอาหารได้ง่ายขึ้นด้วย

ข้อเสียของการออกกำลังกายช่วงเวลาตอนเย็น-ค่ำ
การเผาผลาญไขมันสะสมทำได้ช้ากว่า
จริงอยู่ที่การออกกำลังกายในช่วงเย็นจะมีพลังงานแรงกายมากกว่า แต่ด้วยพลังงานที่สะสมเหล่านี้นี่เองที่ให้ต้องใช้เวลาในการเผาผลาญให้หมดนานกว่า เพราะพลังงานต้นของร่างกายนั้นจะมาจากพลังงานที่ได้จากอาหารที่เราทานระหว่างวัน โดยจะสะสมไว้ในรูปแบบของไกรโคเจน การที่เราจะเผาผลาญได้จนถึงถึงระดับไขมันสะสมนั้นจำเป็นจะต้องใช้พลังงานส่วนของไกรโคเจนให้หมดเสียก่อน โดยอาจจะใช้เวลาถึง 30-40 นาทีเลยทีเดียว ดังนั้นวิธีแก้ไข จึงควรควบคุมอาหารให้ทานอย่างพอเหมาะพอดี จัดตารางอาหาร ก่อนและหลังการออกกำลังกายให้สอดคล้องกับการใช้งาน และจำเป็นต้องวางแผนการออกกำลังกายในช่วงเย็นร่วมด้วย โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เวทเทรนนิ่งก่อนที่จะคาร์ดิโอ เพราะจะได้ใช้พลังงานต้นให้หมดไปกับกิจกรรมหนักๆอย่างยกเวทเสียก่อน แล้วจึงใช้การคาร์ดิโอช่วยในการเผาผลาญไขมันสะสมอีกทาง

นอนไม่หลับ นอนหลับไม่สนิท
เนื่องจากระดับฮอร์โมนต่างๆที่เพิ่มขึ้นขณะที่เราออกกำลังกาย จะทำให้เรากระปรี้กระเปร่าและสดชื่น อาจทำให้เกิดอาการตื่นตัว นอนไม่หลับได้ หรือหลับไม่สนิทได้ จึงควรจัดเวลาการออกกำลังกายให้ห่างจากเวลาเข้านอนประมาณ 4-6 ชั่มโมง จะทำให้นอนหลับได้ลึกขึ้นและสบายขึ้น

ทำให้เป็นกิจวัติและต่อเนื่องได้ยากกว่า
ข้อนี้อาจหมายถึงกรณีมุนษย์เงินเดือน และคนที่ทำงานไม่เป็นเวลา โดยเวลาในช่วงเวลานี้จะถูกรบกวนด้วยภาระและกิจกรรมต่างๆได้ง่ายกว่า ทั้งธุระส่วนตัว และธุระส่วนรวมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ หรือหลายครั้งเมื่อทำงานระหว่างวันหนัก ทำให้รู้สึกว่าการนำร่างไปออกกำลังกายนั้นช่างยากเหลือเกิน ทางออกของปัญหานี้คือ ต้องใช้ความพยายามจัดสรรเวลาให้ได้ ปฏิเสธกิจกรรมที่ไม่จำเป็น หรือถ้าหากทำไม่ได้ การหาเวลามาออกกำลังกายในช่วงเช้าแทน ก็เป็นทางออกที่ดี สำหรับอาการงอแงขี้เกียจ สามารถแก้ไขได้โดย นำตัวเองไปที่ออกกำลักายให้ได้ เริ่มต้นด้วยการออกแบบเบาๆ เมื่อร่างกายร้อนขึ้น ผ่อนคลายขึ้น ก็จะทำให้ความขี้เกียจนั้นหายไป

สำหรับคนที่ไม่มีเวลา มีเวลาไม่แน่นอนและ ผู้เริ่มต้นการออกกำลังกาย
การกำหนดเวลาในการออกกำลังกาย ของคนที่มีเวลาไม่แน่นอนนั้น อาจไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อดีข้อเสียของช่วงเวลามากนัก แต่ขอให้แบ่งเวลาที่สะดวกที่สุด ไปออกกำลังกายให้ได้อย่างน้อย 150-200 นาทีต่อสัปดาห์ โดยสามารถแบ่งเป็นหลายๆครั้ง ครั้งละไม่ต่ำกว่า 30 นาที และหาเวลาออกกำลังกายในกลุ่มเวทเทรนนิ่ง อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง และจัดเวลาสำหรับกิจกรรมการยืดเหยียดกล้ามเนื้ออย่างน้อยวันละ 20-30 นาที เพื่อผ่อนคลายกล้ามเนื้อ อาจทำระหว่างวันหรือระหว่างทำงานก็ได้ สำหรับมือใหม่ก็เช่นกัน พยามยามหาเวลาไปออกกำลังกายให้ได้ ขอให้เป็นช่วงเวลาที่ทำได้อย่างสม่ำเสมอ หรือหากไม่มีเวลาจริงๆ ลองใช้วิธีการสอดแทรกการออกกำลังกายเข้กับการใช้ชีวิตประจำวัน เช่นเดินให้มากขึ้นโดยเริ่มจากป้ายรถเมล์ไปที่ทำงาน หรือการเดินจากสถานที่นึงไปอีกสถานที่นึงแทนการใช้รถ งดการใช้ลิฟท์ในการขึ้นลงชั้นใกล้ๆเปลี่ยนมาเป็นการขึ้น ลงบันไดแทนก้ได้ แต่ถ้าหากพอจัดสรรเวลาได้ หาเวลาไปออกกำลังซักนิด คุณก็จะมีสุขภาพที่ดีห่างไกลโรคได้

ufabet.co