คาร์โบไฮเดรต เพื่อการลดน้ำหนัก

แป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต สิ่งที่คนลดน้ำหนักต้องร้องยี้ แต่ถ้าลองดูดีๆแล้วเราก็สามารถทานอาหารเหล่านี้ได้

ขึ้นชื่อว่าแป้งและน้ำตาล คาร์โบไฮเดรต สำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักหลายคนคงร้องยี้กันเป็นแถว แต่เมื่อพิจารณาโดยละเอียดแล้ว คาร์โบไฮเดรตไม่ใช่ปีศาจหรือผู้ร้ายไปซะทั้งหมด ร่างกายเราเองก็ยังต้องการพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตอยู่ เพียงแต่เมื่อเราควบคุมหรือต้องการลดน้ำหนัก เราควรเลือกและจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตให้เหมาะสมและถูกต้อง

คาร์โบไฮเดรตนั้นมีอยู่ในอาหารหลากหลายประเภท ทั้งผลไม้ ขนมปัง ข้าว และผักต่างๆ แต่อย่างไหนกันที่เหมาะกับการลดน้ำหนักของคุณ จากหนังสือ “Eat Your Way Sexy” ของ Elizabeth Somer ได้จัดแจงแนะนำ สุดยอดคาร์โบไฮเดรตเพื่อการลดน้ำหนักมาให้ได้เลือกไปใช้กัน

มันเทศ

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
100 กรัม 86 kcal 20 กรัม

ควินัว และ ข้าวกล้อง ข้าวกล้องในมันเทศไม่ว่าจะเป็นสีไหนนั้นก็อุดมไปด้วยเส้นใยและน้ำ นั้นหมายความว่าการทานมันเทศจะทำให้อิ่มได้นาน อยู่ท้อง และที่สำคัญรสชาติอร่อย หวาน มัน และถือว่าเป็นอาหารที่ทำทานและพกไปไหนมาไหนง่าย และให้พลังงานน้อยกว่าการเลือกทานอะไรมันๆอ้วนๆระหว่างมื้อ แต่ก็มีข้อแม้ว่าอย่าทานมันเทศร่วมกับท็อปปิ้งอ้วนๆอย่างเนย ชีส กระทิ และเบคอน นอกจากนี้ควรเลือกวิธีการปรุงโดยการนึ่ง อบ หรือ เผา วิธีการนี้จะทำให้ได้มันเทศที่มีรสชาติดีกว่า และควรจำกัดปริมาณการทานด้วยเช่นกัน

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
ข้าวกล้อง 100 กรัม 111 kcal 23 กรัม
ควินัว 100 กรัม 368 kcal 64 กรัม

เช่นเดียวกับมันเทศ คาร์โบเฮเดรตกลุ่มธัญพืชจะช่วยทำท้องอิ่มด้วยเส้นใยและน้ำ มากกว่าการกินข้าวและแป้งขาว การหุ่งให้แห้งซักหน่อยโดยให้เปลือกไม่แตกออกมากนัก คงความเหนียวไว้ ด้วยวิธีนี้จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดค่อยๆเพิ่มขึ้นอย่างช้าๆ เนื่องจากเปลือกข้าวกล้องนั้นจะช่วยเป็นกันชน ชะลอการดูดซับปริมาณน้ำตาลที่อยู่ในข้าวให้เป็นไปอย่างช้าๆนั้นเอง

น้ำเต้าสปาเก็ตตี้

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
100 กรัม 31 kcal 7 กรัม

อันนี้อาจจะหายากซักหน่อยในเมืองไทย น้ำเต้าสปาเก็ตตี้ เป็นพืชตระกูลเดียวกับฟักและน้ำเต้า มีลักษณะคล้ายน้ำเต้าและรสชาติคล้ายฟักทอง แต่เมื่อปรุงสุกเนื้อจะมีลักษณะเป็นเส้นคล้ายเส้นหมี่เส้นพาสต้า ซึ่งเจ้าน้ำเต้าสปาเก็ตตี้นี้ถือว่าเป็นสุดยอดอาหารสำหรับการลดน้ำหนักเลยทีเดียว เนื่องจากได้รับการยืนยันในรสชาติว่าละม้ายคล้ายเส้นพาสต้าจริงๆและให้พลังงานต่อ 1 ถ้วยตวง แค่ 1 ใน 4 ของพลังงานจากเส้นพาสต้าจริงๆอีกด้วย

แตงโม

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
100 กรัม 30 kcal 8 กรัม

ถูกต้องแตงโมมีคาร์โบไฮเดรตคือความหวาน(น้ำตาล) แต่ทะว่า ส่วนประกอบกว่า 92% ของแตงโมคือน้ำ ดังนั้นคุณๆสามารถหนีบแตงโมเป็นของว่างเพื่อนตายได้ โดยไม่ต้องกังวลว่าจะทำให้อ้วนแต่อย่างใด อย่างไรก็ดี ถึงแม้จะแนะนำให้ทานได้แบบไร้กังวัล แต่ก็ควรพึงระแวดระวังและควบคุมปริมาณให้พอดีกับการใช้งานด้วย เพราะไม่ว่าอาหารนั้นจะดีเพียงใดหากเราไม่กะปริมาณให้พอดี ใช้พลังงานนั้นไม่หมด พลังงานเหล่านั้นก็อาจแปลสภาพเป็นไขมันและทำให้อ้วนได้เช่นกัน

ถั่วลันเตา

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
100 กรัม 81 kcal 14 กรัม

ในครึ่งถ้วยของถั่วลันเตาจะให้ 12% ของปริมาณธาตุสังกะสีที่ร่างกายต้องการต่อวัน เป็นธาตุร้อนที่ใช้ต่อสู้กับพลังเย็น ซึ่งสามารถช่วยลดความอยากอาหาร และช่วยเพิ่มปริมาณ เลปติน ที่เป็นฮอร์โมนในการกระตุ้นสมองทำให้รู้สึกอิ่มเร็วขึ้น

ถั่วแดง

ปริมาณ พลังงาน ปริมาณคาร์โบไฮเดรต
100 กรัม 127 kcal 23 กรัม

ข้อมูลจาก The Journal of the American College of Nutrition แจ้งว่า คนที่ชอบทานถั่ว หรือคนที่ทานถั่วเป็นประจำจะลดความเสี่ยงในการเพิ่มรอบเอวได้ถึง 23% และยังช่วยลดความเสี่ยงที่จะอ้วนได้ถึง 22% โดยถั่วแต่ละชนิดนั้นจะมีปริมาณใยอาหารแตกต่างกัน เป็นอาหารที่มีโปรตีนและธาตุเหล็กสูง ถ้าหากใช้ถั่วชนิดกระป๋อง แนะนำให้ล้างน้ำก่อนนำมาปรุงเพื่อลดปริมาณโซเดี่ยมที่ใช้ในการถนอมอาหาร นอกจากนี้ควรเลือกวิธีการปรุง อย่างต้ม นึ่ง อบ หลีกเลี่ยงการทอดด้วยน้ำมัน และระมัดเรื่องการจัดปริมาณในการทานร่วมด้วย

คาร์โบไฮเดรตทานเท่าไหร่ถึงพอดี

ปริมาณที่แนะนำให้ทานต่อวันนั้นสำหรับคนปรกติจะแนะนำให้ทานคาร์โบไฮเดรตอยู่ที่ 3 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ควรทานประมาณ 135-195 กรัม ต่อวัน (แล้วแต่กิจกรรมในแต่ละวัน) ปริมาณกรัมในที่นี้คือปริมาณคาร์โบไฮเดรต ไม่ใช่น้ำหนักของอาหารอาหาร

ข้าวโอ๊ต สุดยอดอาหารไขมันต่ำเพื่อการลดน้ำหนัก

ข้าวโอ๊ต เป็นหนึ่งในแป้งพลังงานสะอาดที่แนะนำให้ทานในช่วงลดน้ำหนัก เพราะให้พลังงานสูงย่อยช้า อิ่มนาน และไขมันต่ำ แถมมีคุณค่าทางอาหารสูงอีกด้วย

ข้าวโอ๊ต หนึ่งในสุดยอดอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และนิยมทานกันอย่างแพร่หลายในหมู่ผู้รักสุขภาพ และ คนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก ซึ่งนิยมนำมาทำเป็นอาหารเช้าและ เป็นส่วนผสมในอาหารคลีนได้หลากหลายเมนู ด้วยที่ข้าวโอ๊ตเป็นธัญพืชที่ให้พลังงานสูงแต่ให้ไขมันที่ต่ำ มีวิตามินและเกลือแร่ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานได้อย่างทันทีนอกจากนี้ในข้าวโอ๊ตยังมีประโยชน์และคุณค่าทางอื่นๆอีกมากมาย

กว่าจะมาเป็นข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตถือว่าเป็นพืชที่ใช้เป็นอาหารที่มีประวัติอันยาวนาน เริ่มมีการเพาะปลูกข้าวโอ๊ตบริเวณตอนกลางของยุโรปมาตั้งแต่ 1000 ก่อนคริสตกาล แต่ในยุคแรกสมัยที่กรีกและโรมันโบรานเรืองอำนาจ ข้าวโอ๊ตถูกมองว่าเป็นอาหารต่ำต้อยที่ใช้เลี้ยงสัตว์ และความเชื่อนี้ก็ค่อยๆหายไปเมื่ออาณาจักรโรมันล่มสลายไป ต่อมาข้าวโอ๊ตถูกนำเข้ามาในประเทศอเมริการาวๆ ปี ค.ศ. 1600 โดยนักสำรวจชาวยุโรป และเริ่มเป็นที่แพร่หลายมากขึ้น ใช้ปรุงและเป็นส่วนประกอบของอาหารหลายๆชนิดจนมาถึงปัจจุบัน

ประเภทของข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตถูกแบ่งประเภทออกเป็น 3 แบบใหญ่ๆตามลักษณะของเนื้อข้าวโอ๊ตและวิธีการผลิต

โอ๊ตมีล
จะมีลักษณะเป็นผงหยาบๆ เมื่อนำมาเติมน้ำหรือนมจะมีลักษณะคล้ายๆโจ๊ก หรือข้าวต้ม โดยโอ๊ตมีลจะได้จากการสับเมล็ดข้าวโอ๊ตออกเป็นชิ้นหยาบๆจึงทำให้สารอาหารยังอยู่ครบถ้วน รวมถึงส่วนของรำข้าวโอ๊ตด้วย เราจะคุ้นตากับการนำโอ๊ตมีลมาเติมนมหรือน้ำ ต้มให้สุกและทานคู่กับผลไม้เป็นอาหารเช้า

โรลโอ๊ต
มีลักษณะเป็นเกร็ดคล้ายๆกับซีเรียล โดยโรลโอ๊ตจะได้จากการนึ่งข้าวโอ๊ตให้สุกจากนั้นมามาทับกดให้แบนด้วยลูกกลิ้ง และนำมาอบให้แห้งอีกครั้ง โดยโรลโอ๊ตนิยมนำมาเป็นส่วนผสมของขนมอบ และ นำมาผสมกับผลไม้แห้ง ถั่ว หรือที่เรียกว่า มูสลี่และกราโนล่านั่นเอง

ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปพร้อมทาน
ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูป พร้อมทานจะมีลักษณะและการผลิตเหมือนกับโรลโอ๊ต คือจะทำให้ข้าวโอ๊ตสุกเสียก่อนด้วยการนึ่ง ซึ่งจะใช้เวลานานกว่าโรลโอ๊ตเมื่อให้ข้าวโอ๊ตสุกเต็มที่ ก่อนที่จะนำสับและมาอบให้แห้ง และทำการปรุงรสต่างๆเพื่อให้ทานได้ง่าย และสะดวกกับผู้รับประทาน เพราะเพียงเติมน้ำร้อนก็จะได้ซุปนุ่มๆหวานๆโดยไม่ต้องเติมอะไรอีก

หลากหลายประโยชน์ของข้าวโอ๊ต
ข้าวโอ๊ตถือเป็นธัญพืชชนิดไม่ขัดสี ซึ่งแน่นอนการทานธัญพืชช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคได้มากมาย ทั้งโรคหัวใจและความดันโลหิต อุดมไปด้วยวิตามิน B ธาตุเหล็ก เม็กนีเซียม และสารแอนตี้ออกซิแดนท์ ที่มีอย่างมากมาย แต่อย่างไรก็ตาม การทานข้าวโอ๊ตให้ได้ประโยชน์สูงสุดควรมั่นใจว่าข้าวโอ๊ตที่คุณเลือกจะไม่มีการเติมน้ำตาลและเกลือในปริมาณสูงเกินไป

คอเรสเตอรอลต่ำ
การทารข้าวโอ๊ตเป็นประจำสามารถช่วยลดปริมาณคอเรสเตอรอลได้โดยเฉพาะไขมันชนิดเลวอย่าง LDL และช่วยเพิ่มไขมันดีให้กับร่างกาย จึงไม่น่าสงสัยเลยที่ข้าวโอ๊ตจะถูกแนะนำเป็น หนึ่งใน 5 ของอาหารที่ช่วยจัดการปัญหาระดับคอลเรสเตอรอลในร่างกายได้ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดอุดตันและโรคหัวใจ

ให้โปรตีนสูง
ในข้าวโอ๊ตมีโปรตีนและกรดอมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายมากถึง 6 ชนิด โดยแป้งในข้าวโอ๊ตนั้นถือเป็นแป้งที่ย่อยง่าย เพราะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่ช่วยในการย่อย มีไขมันต่ำ และเกือบทั้งหมดเป็นไขมันอิ่มตัวเชิงซ้อน ที่ดีต่อร่างกาย

ช่วยลดน้ำหนัก
ข้าวโอ๊ตอุดมไปด้วยใยอาหาร ทำให้อวัยวะต่างๆ ในร่างกายโดยเฉพาะลำไส้เราทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วยลดอาการท้องผูก ลดการดูดซึมน้ำตาล ไขมันและ ของเสียต่างๆ นั้นหมายถึงเมื่อเราทานข้าวโอ๊ตในมื้อเช้า จะทำให้เราได้รับพลังงาน และเติมกระเพาะของเราทำให้อิ่มอยู่ได้นาน ซึ่งดีกว่าการทานอาหารเช้าที่มีน้ำตาลและไขมันสูงๆ ที่จะทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้น

นอกจากนี้ในข้าวโอ๊ตยังมี เบต้ากลูแคน ซึ่งเป็นเส้นใยอาหารที่สามารถละลายในน้ำได้ดี มีคุณสมบัติคอยดูดซับคอเลสเตอรอลในลำไส้เล็กและปล่อยเป็นของเสียออกจากร่างกาย โดยมีงานวิจัยรับรองจาก องค์การอาหารและยาประเทศสหรัฐอเมริกา (USFDA) ว่า หากร่างกายได้รับเบต้ากลูแคนอย่างน้อย 3 กรัมต่อวัน อาจช่วยลดปัญหาคอเลสเตอรอลได้ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องควบคุมปริมาณคอเลสเตอรอลและผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรับประทานควบคู่กับอาหารชนิดอื่นให้หลากหลายด้วย

การทานข้าวโอ๊ตให้ได้คุณค่า
ข้าวโอ๊ตถือเป็นตัวเลือกที่เหมาะจะนำมาเป็นอาหารเช้ามื้อคุณภาพ โดย ข้าวโอ๊ตปรุงสุกกับน้ำเปล่า ปริมาณ 1 ช้อนโต๊ะ(15กรัมโดยประมาณ) จะให้พลังงานประมาณ 10 kcal ในขณะที่ข้าวโอ๊ตอบแห้งจะให้พลังงานอยู่ที่ 389 kcal ต่อน้ำหนัก 100 กรัม เวลาทานอาจตุ๋นด้วยน้ำร้อน ทานควบคู่กับนมขาดมันเนย เติมด้วยน้ำผึ้งและผลไม้สดๆ นำมาทำเป็นโจ๊กข้าวโอ๊ต นำมาผสมกับโยเกิร์ต หรือจะนำมาทำเป็นเค้กหรือคุ๊กกี้ก็ได้ เพียงเท่านี้เราก็ได้เมื่อเช้าและขนมเพื่อสุขภาพและทำให้ได้รับสารอาหารและคุณประโยชน์อย่างเต็มที่แล้ว

สารอาหารในข้าวโอ๊ต
100 กรัมของข้าวโอ๊ต
พลังงาน 389 kcal
คาร์โบไฮเดรต 66 g.
โปรตีน 17 g.
ไขมัน 7 g.
ใยอาหาร 11 g.

ผัก Post-organic กับคุณค่าทางอาหารที่ไม่ขึ้นกับดิน ฟ้า อากาศ

ปัจจุบันการทำเกษตรอินทรีย์เชิงพาณิชย์ Post-organic อาจไม่มีอยู่จริง มันแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะปลูกพืชปริมาณมาก ๆ แล้วต้องดูแลเป็นเดือน ๆ ให้ได้ผลผลิตคุณภาพดี ใบสวย ๆ มีหนอนแทะเล็กน้อยพองาม ฝันไปเถอะครับ ยิ่งผู้บริโภคอย่างเรา ๆ ท่าน ๆ ต้องการผักที่ดูสดใส ใบกิ๊ง ๆ ไปเดินหาซื้อในซูปเปอร์เลือกแล้วเลือกอีก อันไหนสวยกว่าอันไหนนะ แล้วยิ่งอยากให้มันเก็บได้นาน ๆ อีกด้วย

มันก็ไม่ธรรมชาติหละครับ อย่ามโนไปเองว่าอยากให้มันโตตามธรรมชาติ เป็น organic แท้ ๆ ไม่อยากจะบอกว่า เอาจริง ๆ นะถ้ายังซื้อของที่คนอื่นผลิตอยู่ อย่าฝันไปเลยว่าจะไม่มีสารเคมีในกระบวนการปลูก หรือการขนส่ง คนขายเค้าก็อยากขายราคาดี ๆ ก็ต้องทำผลผลิตให้สวย ๆ มันสวยซะจนมีคนบอกว่า เกษตรกรที่ไหนเค้ากินผักที่ตัวเองปลูกกัน ผักที่ปลูกขาย เหลือให้หมูกิน หมูยังตายเลย โดยเฉพาะประเทศไทยของเราหลังจากเราทำอุตสาหกรรมการเกษตรมาหลายสิบปี การใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูพืชถูกสะสมในดินมานาน หนำซ้ำเกษตรกรก็ใช้สารเคมีต่าง ๆ อัดเต็มที่ คิดว่าใส่เยอะ ๆ ยิ่งดี สุดท้ายตัวเองต้องป่วยเพราะสารตกค้างเหล่านั้น บางคนเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ซึ่งอันที่จริงหากศึกษาให้ดีมีความรู้วิธีการใช้ให้ถูกต้องเรื่องน่าเศร้าเหล่านี้จะไม่เกิด

แล้วที่แย่กว่านั้นคือผู้บริโภคที่ไม่มีความเข้าใจก็เหมารวมว่าสารเคมีเป็นสิ่งไม่ดี เป็นภัยต่อชีวิต โดยหารู้ไม่ว่าทุกสิ่งในโลกประกอบไปด้วยองค์ประกอบทางเคมีทั้งนั้น
แม้แต่การปลูกพืชแบบออร์แกนิค ที่ใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยพืชสด สุดท้ายมันก็ย่อยสลายโดยจุลลินทรีย์ในดิน กลายเป็นธาตุต่าง ๆ ที่พืชเอาไปใช้ในกระบวนการสังเคราะห์แสงต่อ

แล้วคำตอบสำหรับผู้บริโภคคืออะไรหรือ เราไม่มีทางเลือกเลยหรือว่าถ้าอยากจะทานอาหารที่มันปลอดภัยจริง ๆ ต้องปลูกเองกินเองเท่านั้นหรือ?
คำตอบของคำถามนี้คือ post-organic คำนี้น่าจะพูดถึงครั้งแรกโดย Bowery สตาร์ทอัพที่ก่อตั้งขึ้นในปี 2015 ใน New Jersey อเมริกา เมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษ และผู้บริโภคก็อยากได้ของที่เป็น organic แต่สิ่งที่บริษัทได้เรียนรู้คือ การปลูกพืชในดินเพื่อทำฟาร์มแบบออร์แกนิคเชิงพาณิชย์เป็นเรื่องที่ควบคุมยากกว่าการปลูกในระบบปิด เพราะออร์แกนิคปลูกได้แค่ตามฤดูกาล แต่มนุษย์ต้องทาน 365 วัน และมีเรื่องตลกคือ การให้การรับรอง USDA organic คือการรับรองวิธีการปลูก แต่ไม่ได้รับรองคุณค่าทางอาหารที่มีในพืช

ดังนั้นสิ่งที่ Bowery สร้างขึ้นมาคือ category ใหม่ของผักที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ไม่ต้องสัมผัสมลพิษในอากาศและในดิน ไม่มีเชื้อโรคและสารพิษตกค้าง เพราะปลูกในระบบปิดจึงสามารถตอบสนองความต้องการผักปลอดภัยได้อย่างสมบูรณ์แบบ และแน่นอนคือความสม่ำเสมอที่ปลูกได้ตลอดทั้งปี

ระบบอัตโนมัติต่าง ๆ ถูกนำมาใช้เพื่อควบคุมมาตรฐานการปลูก และด้วยเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นจากอดีตมาก แสงเทียมจากหลอด LED สามารถใช้แทนแสงอาทิตย์ เราสามารถกำหนด spectrum ที่ต้องการเพื่อให้พืชได้ผลผลิตที่เราอยากได้ อุปกรณ์ IoT สามารถติดตามค่าข้อมูลต่าง ๆ ที่จำเป็นได้ภายในนาทีไม่ต้องรอเป็นเดือนเหมือนแต่ก่อน และน่าจะเป็นหนทางเดียวที่ทำให้เราไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ยากำจัดศัตรูอย่างสิ้นเชิง ที่สำคัญคือเป็นการทำเกษตรในแบบ local ไม่ต้องขนส่งจากสถานที่ไกล ๆ สามารถเก็บเกี่ยวแล้วจัดส่งขึ้นโต๊ะอาหารได้ภายใน 1 ชั่วโมงหรือไม่เกิน 1 วัน มันเปลี่ยนแปลงการเกษตรไปอีกขั้น คำถามที่น่าสนใจเมื่อมีผักที่คุณภาพสูงเทียบเท่า medical grade เรายังอยากได้ผักออร์แกนิคที่ปลูกแบบตามธรรมชาติโดยไม่รู้ว่ามีคุณค่าทางอาหารมากน้อยแค่ไหนอยู่หรือเปล่าครับ?

รู้หรือไม่ ทานผักเคล จะช่วยให้การทำงานของสมองดีขึ้น

คนเราเมื่อแก่ตัวลงไปแล้วเป็นเรื่องปกติที่สมองจะชราตาม และความสามารถในการทำงานและการประมวลผลนั้นจะลดลง แต่การ ทานผักเคล สามารถช่วยชะลอสิ่งเหล่านี้ได้

งานศึกษาวิจัยที่ Jean Mayer USDA Human Nutrition Research Center on Aging (HNRCA) พบว่าคนที่ทานผักใบเขียวในทุก ๆ วัน เป็นกลุ่มคนที่มีการทำงานของสมองอ่อนวัยกว่ากลุ่มที่ทานผักใบเขียวในปริมาณที่น้อยกว่าหรือไม่ได้ทานเลย ยิ่งไปกว่านั้น ผักใบเขียวอย่างผักเคลยังอุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินเคที่ช่วยในการทำงานของสมอง

ผักเคลมีวิตามินเอจำนวนมากที่เรียกว่า “เบต้าแคโรทีน” ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายของเราจะเปลี่ยนเบต้าแคโรทีน (pre-vitamin A) ให้เป็นวิตามินเอก่อนที่จะนำไปใช้ในร่างกายรวมถึงใช้ในสมอง ซึ่งวิตามินเอสามารถต้านโรคทางสมองที่ร้ายแรงได้ นั่นก็คือ อัลไซเมอร์ ALS และมะเร็งสมอง

1. วิตามินเอกับโรคอัลไซเมอร์
พบว่าผู้สูงอายุที่มีวิตามินเอในเลือดสูงมีการรับรู้ที่ดี และผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่มีวิตามินเอในเลือดต่ำ

2. วิตามินเอกับโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง
สาเหตุของการเกิดโรคคือการเสื่อมสภาพหรือการตายของประสาท จนทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง แขนขาขยับไม่ได้ โดยประโยชน์ของวิตามินเอคือช่วยป้องกันเซลล์ประสาทไม่ให้ได้รับความเสียหายจนกลายเป็นโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง

3. วิตามินเอกับโรคมะเร็งสมอง
วิตามินเอที่เราได้รับจากเคลมีคุณสมบัติเป็นสารต้านการเกิดเซลล์มะเร็งสมองที่พบบ่อยที่สุดคือ Glioma และยังช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันในร่างกายอีกด้วย

นอกจากวิตามินเอแล้วเคลยังอุดมไปด้วยวิตามินเคที่ช่วยเกี่ยวกับโรคหลอดเลือดสมองและภาวะสมองเสื่อม

1. วิตามินเคกับโรคหลอดเลือดสมอง
วิตามินเคมีคุณสมบัติที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดและกระดูก และยังส่งผลต่อระบบประสาทด้วย นั่นเป็นเพราะว่าสิ่งใดที่ดีต่อเลือดก็จะส่งผลดีต่อสมองด้วยเช่นกัน

2. วิตามินเคกับภาวะสมองเสื่อม
พบว่าผู้สูงอายุที่มีวิตามินเคในเลือดสูงมีการรับรู้ที่ดี และผู้สูงอายุที่เป็นโรคอัลไซเมอร์ส่วนใหญ่มีวิตามินเค ในเลือดต่ำ เช่นเดียวกันกับวิตามินเอ

“เบญจเวจจี้” 5 ผักต้านหวัด ที่คุณควรมีติดบ้าน

หากคิดถึง อาหารที่ช่วยต้านโรคหวัด ได้ หลาย ๆ คนคงนึกถึงพวกผลไม้ตระกูลส้ม มะนาว ที่เราทราบกันดีอยู่แล้วว่ามักจะมีรสเปรี้ยวจี๊ดและอุดมไปด้วยวิตามินซี แต่ทราบหรือไม่ว่าพวกผักทั้งหลายที่ไม่ได้มีรสเปรี้ยวก็มีฤทธิ์ต้านหวัดได้เหมือนกันนะ

#อยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ เชื่อว่าคนส่วนใหญ่ทำอาหารทานเองเพื่อลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อโรค อาหารที่ช่วยต้านโรคหวัด เรามาป้องกันให้ดีขึ้นไปอีกขั้น เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ตนเองและคนที่คุณรักห่างไกลจากโรคหวัด ด้วยการประกอบอาหารที่มีประโยชน์จากผักนานาชนิดให้ทุกคนในบ้านได้ทานกันดีกว่า และนี่คือรายการสุดยอด ผักต้านหวัด 5 ชนิด ที่คุณควรมีติดบ้านเอาไว้ทำทานครับ

กระเทียม

กระเทียมเป็นมากกว่าแค่ผักหัวที่ให้กลิ่นหอมชวนทานและรสชาติ เพราะงานวิจัยหลายต่อหลายฉบับพบว่า กระเทียมมีความสามารถในการลดอาการหวัดและป้องกันโรคหวัดได้ เนื่องจากกระเทียมอุดมไปด้วยสารอัลลิซิน (Allicin) ซึ่งกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน จากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานบกพร่องไม่ว่าจะเกิดจากการทานอาหารที่ไม่สมดุลหรืออายุที่มากขึ้นส่งผลให้ร่างกายเสื่อมถอย สารตัวนี้ในกระเทียมก็เอาอยู่หมดเลยครับ ช่วยฟื้นฟูให้ระบบภูมิคุ้มสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเมื่อทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นในกระเทียมยังมีทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส และซัสเฟอร์ ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย

แครอท

เพราะแครอทเป็นผักที่ “แคร์เรา” ผักหัวชนิดนี้มีสีส้มสดใสก็เพราะอุดมไปด้วยสารเบต้าแคโรทีน (Beta Carotene) ซึ่งร่างกายของเราจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอต่อไป เบต้าแคโรทีนสนับสนุนการทำงานของเยื่อเมือกบุผิว (Mucous Membranes) หรือก็คือเนื้อเยื่อที่บุอยู่ตามช่องปาก โพรงจมูก ลำไส้ กระเพาะอาหาร และส่วนอื่น ๆ ของร่างกาย ให้แข็งแรง ซึ่งช่วยไม่ให้เชื้อโรคหรือสามารถพิษต่าง ๆ สามารถเข้าสู่ร่างกายและกระแสเลือดได้ง่าย จึงมีส่วนช่วยในการป้องกันโรคหวัดได้ด้วยนั่นเอง หรือถ้าใครไม่ชอบทานแครอทก็สามารถหาผักอย่างอื่นที่มีสีส้ม ๆ อย่างเช่นมันหวานหรือมันเทศญี่ปุ่นสีส้มมาทานทดแทนกันได้

ดอกกะหล่ำ

ผักกรุบกรอบอร่อยอย่างดอกกระหล่ำมีสารกลูต้าไธโอน (Glutathione) อยู่ในปริมาณมากครับ ซึ่งตัวเจ้ากลูต้านี่เองไม่เพียงมีสรรพคุณทางด้านความงามทำให้ขาวสวยใส แต่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระชนิดหนึ่งที่ช่วยเพิ่มระดับภูมิคุ้มกันในการต่อสู้กับการติดเชื้อต่าง ๆ รวมถึงโรคหวัดด้วย นอกจากนั้นยังมีสารโคลีน (Choline) ซึ่งช่วยซัพพอร์ตประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ให้เป็นปกติ มีส่วนช่วยในระบบทางเดินอาหารในการกักเก็บแบคทีเรียที่จำเป็นเอาไว้ในช่องท้องอย่างปลอดภัย และทำให้คุณรู้สึกสบายและมีอารมณ์ดีอีกด้วย โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเก็บตัวอยู่กับบ้านอย่างนี้

พริกหวาน

ผลไม้รสเปรี้ยวทั้งหลายก็สู้ไม่ได้ เพราะไม่น่าเชื่อว่าพริกหวาน หรือที่ฝรั่งเรียกว่า Bell Pepper เนี่ย มีปริมาณวิตามินซีสูงกว่าส้มถึง 2-3 เท่าตัวเลยทีเดียว พริกหวานสับ (สีแดง) ประมาณ ½ ถ้วยตวงมีวิตามินซีสูงถึง 300% ของปริมาณวิตามินซีที่เราควรได้รับต่อ 1 วัน โดยพริกหวานสีแดงจะมีปริมาณวิตามินซีมากที่สุด ส่วนสีเขียวจะมีอยู่น้อยกว่า อย่างที่ทราบกันดีว่า วิตามินซี เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีเยี่ยมที่ช่วยในการต่อสู้และป้องกันร่างกายของคุณจากเชื้อไข้หวัดอย่างได้ผล

ผักเคล

และพระเอก ผักต้านหวัด ของเราก็คือ ผักเคล นั่นเองครับ เคลจัดเป็นหนึ่งใน Superfood ที่คนทั่วโลกรู้จักกันดี อุดมไปด้วยสารอาหารนานาชนิด เช่นเดียวกับพริกหวาน ผักเคลอุดมไปด้วยวิตามินซีในประมาณมาก นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ วิตามินอี และโฟเลต (Folate) ซึ่งล้วนมีคุณสมบัติและบทบาทในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน ช่วยในการต่อสู้และป้องกันโรคหวัดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นคุณจึงควรมีผักเคลติดบ้านเอาไว้ กรอบอร่อย ดีต่อสุขภาพ แถมยังทนทานเก็บไว้ได้นานเมื่อเปรียบเทียบกับผักใบเขียวชนิดอื่น ๆ อีกด้วย

6 ผลไม้แคลอรีต่ำ น้ำตาลน้อย กินได้บ่อย ไม่ต้องกลัวหุ่นพัง

เคยไหมคะที่เวลาอยากกินของหวานในปริมาณมาก ก็กลัวจะเสี่ยงเป็นเบาหวาน เพราะ ผลไม้แคลอรีต่ำ จึงทำได้แค่ทานในปริมาณที่น้อยนิดเพื่อให้รู้สึกว่าได้ทานของหวานแล้ว วันนี้ขอเอาใจคนชอบทานของหวานด้วย 6 ผลไม้น่าทานให้ปริมาณน้ำตาลน้อย และช่วยให้หมดกังวลความเสี่ยงเป็นโรคเบาหวานด้วย ซึ่ง 6 ผลไม้น้ำตาลน้อย กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน ไม่เสี่ยงเป็นเบาหวานก็มีดังนี้

1.แอปเปิล
แอปเปิลเป็นผลไม้ที่ให้ปริมาณน้ำตาลเพียงน้อยนิดเท่านั้น ซึ่งแอปเปิล 100 กรัม ให้น้ำตาลเพียง 10 กรัมเท่านั้น อีกทั้งยังเป็นผลไม้ที่มีปริมาณของกากใยสูงมาก จึงไม่แปลกที่แอปเปิลจะจัดเป็นผลไม้ที่ช่วยลดความอยากอาหารได้เป็นอย่างดี แถมยังช่วยควบคุมน้ำหนักได้อีกด้วย

2.ฝรั่ง
ในปริมาณฝรั่ง 100 กรัม จะให้ปริมาณน้ำตาลเพียง 7.2 กรัมเท่านั้น ดังนั้นการทานฝรั่งในปริมาณมากไม่ทำให้เสี่ยงเป็นเบาหวานอย่างแน่นอน นอกจากนี้ฝรั่งยังมีสรรพคุณช่วยในการเสริมสร้างภูมิต้านทานภายในร่างกาย ช่วยลดไขมันในเลือด และช่วยให้ระบบขับถ่ายสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพด้วย

3.มะละกอ
การทานมะละกอในปริมาณ 100 กรัม ร่างกายจะได้รับน้ำตาลเพียง 8 กรัมเท่านั้น ที่สำคัญมะละกอยังเป็นผลไม้ที่มีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ซึ่งมีส่วนช่วยในการบำรุงธาตุ และยังช่วยในการแก้อาการกระเพาะอักเสบได้เป็นอย่างดี

4.ส้ม
ส้มไม่เพียงแต่จะให้วิตามินซีสูงและช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นเท่านั้น แต่ยังเป็นผลไม้ที่ให้น้ำตาลแก่ร่างกายน้อย จึงไม่เป็นสิ่งกังวลต่อคนที่ชอบทานของหวาน เนื่องจากส้มในปริมาณ 100 กรัม ให้น้ำตาลเพียง 12 กรัมเท่านั้น และยังอุดมไปด้วยไฟเบอร์และเส้นใยสูง จึงส่งผลช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดี

5.แคนตาลูป
ผลไม้รสชาติหวานกินแล้วรู้สึกสดชื่น แถมยังให้กลิ่นที่หอมอย่างแคนตาลูป ให้ปริมาณน้ำตาลเพียง 7.9 กรัมในปริมาณแคนตาลูป 100 กรัม และที่สำคัญแคนตาลูปยังมีคุณประโยชน์ช่วยให้สายตาสามารถทำงานได้ดี เพราะวิตามินเอสูงในแคนตาลูปมีส่วนช่วยในการบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

6.แตงโม
ผลไม้ที่ให้ความสดชื่น โดยเฉพาะในช่วงซัมเมอร์คงไม่พ้นแตงโม เพราะแตงโมถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูง นอกจากนี้แตงโมยังให้น้ำตาลเพียง 6 กรัมในปริมาณแตงโม 100 กรัม การทานแตงโมยังช่วยในเรื่องของการลดน้ำหนัก และช่วยให้ผิวหน้ามีความสดใสได้ อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการกำจัดสิวได้เป็นอย่างดี เพราะแตงโมยังเต็มไปด้วยสารวิตามินเอที่ช่วยในการบำรุงผิวนั่นเอง

การทานผลไม้ที่ให้น้ำตาลน้อย ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ดีสำหรับคนที่ชอบทานของหวาน หรือแม้กับคนที่ชอบทานผลไม้ก็ควรเลือกทานผลไม้ที่ให้ปริมาณน้ำตาลเพียงน้อยนิด จะช่วยให้ร่างกายสามารถหลีกเลี่ยงจากโรคเบาหวานได้

ผลไม้มีไฟเบอร์ กินทุกวันผิวพรรณดีแถมร่างกายแข็งแรง

การกินผลไม้นั้นเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และเป็นที่ทราบกันดีว่า ผลไม้หลาย ๆ ชนิดนั้น ให้สารอาหารที่สำคัญ และมีประโยชน์กับร่างกาย เพราะ ผลไม้มีไฟเบอร์ หรือ ใยอาหารสำคัญที่ช่วยในการขับถ่าย แต่ก็เหมือนกับทุกอย่าง ถ้ามากไปก็ไม่ดี เพราะผลไม้บางชนิดก็มีน้ำตาลที่ค่อนข้างสูง วันนี้เรามี 10 ผลไม้ลดความอ้วน ผลไม้น้ำตาลน้อย ผลไม้มีไฟเบอร์ กินยังไงก็ไม่อ้วน กินแล้วดีต่อร่างกาย ผลไม้กินแล้วไม่เป็นเบาหวาน มาให้ทุกคนได้เลือกกินอย่างสบายใจกันเลย
1. สตรอว์เบอร์รี่ (Strawberry)
สตรอเบอร์รี่ เป็นผลไม้ที่มีเส้นใย หรือ ไฟเบอร์ที่สูง และ มีน้ำตาลน้อยมากๆ ในสตรอเบอร์รี่นั้น มีน้ำตาลเพียง 8 กรัมเท่านั้นเองค่ะ และ ยังอุดมไปด้วยวิตามินซีที่สูง เพราะฉะนั้นกินสตรอบเบอร์รี่นอกจากไม่อ้วนแล้วยังช่วยทำให้ผิวหน้าใสอีกด้วยนะคะ

2. สัปปะรด (Pineapples)
สัปปะรด เป็นผลไม้ที่ดีมากในการลดน้ำหนัก เจ้าสัปปะรดเป็นผลไม้ในเขตร้อนที่คนส่วนใหญ่นิยมบริโภค อุดมไปด้วย วิตามินบี, แมกนีเซียม, ไนอาซิน, ทองแดง เหล็ก ซึ่งผลไม้นี้มีรสชาติหวาน อร่อย ชุ่มช่ำ และประโยชน์ก็มีเยอะอีกด้วย ซึ่งช่วยลดน้ำหนัก และช่วยป้องกันโรคหัวใจ และ เบาหวาน

3. แตงโม (Watermelon)
แตงโม มีแคลอรี่ต่ำมาก ในปริมาณ 100 กรัมของแตงโมนั้น มีน้ำตาลเพียง 6 กรัมเท่านั้นเอง แตงโมจึงถือว่าเป็นผลไม้ที่เหมาะกับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ใครที่เป็นคนชอบกินขนมจุกจิก ลองเลือกแตงโมเป็นผลไม้ลดน้ำหนักได้นะคะ นอกจากนี้ แตงโมสามารถช่วยทำให้ผิวสวยหน้าใสได้ไม่แพ้แตงกวาเช่นเดียวกัน ซึ่งในแตงโมอุดมไปด้วยสารวิตามินเอ บี 6 และวิตามินซีสามารถกำจัดสิวได้เป็นอย่างดี

4. ลูกพีช (Peaches)
ลูกพีช เป็นผลไม้ที่มีวิตามินและแร่ธาตุที่สูงมาก โดยเฉพาะวิตามิน เอ ที่มีประโยชน์ต่อผิวพรรณของคนกินด้วยนะคะ นอกจากนี้ พีชยังช่วยให้ความชุ่มชื้นของร่างกาย และ น้ำตาลน้อยสุดๆด้วยนะคะ เพราะในลูกพีช มีน้ำตาลเพียง 13 กรัม เท่านั้นเอง

5. กล้วย (Bananas)
กล้วย อุดมไปด้วยพลังงานที่ดีของโพแทสเซียม, วิตามิน B6 โฟเลต และ โปรตีน ด้วยสารอาหารเหล่านั้นจะทำหน้าที่ที่ดีในการเผาผลาญไขมัน และ ช่วยทำให้การขับถ่ายง่ายขึ้น การกินกล้วยบ่อยๆจะทำให้ร่างกายอิ่มและไม่ค่อยหิวบ่อยเหมาะสำหรับเป็นผลไม้ในการลดน้ำหนักจริงๆค่ะ

6. ส้ม (Oragnes)
ส้ม ช่วยบำรุงผิวพรรณให้มีความสดใส เปล่งปลั่ง ช่วยทำให้ผิวแห้งกร้าน ทำให้ผิวชุ่มชื่น และ ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย และ ส้มมีน้ำตาลเพียง 12 กรัม และ มีไฟเบอร์และเส้นใยที่สูงมากๆนะคะ

7. มะละกอ (Papaya)
ใน มะละกอ มีน้ำตาลเพียง 8 กรัมเท่านั้น มะละกอยังมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อนๆ ช่วยบำรุงธาตุ และ แก้กระเพาะอาหารอักเสบด้วยนะคะ

8. ลูกพลัม (Plums)
ลูกพลัม นั้นเป็นผลไม้ที่มีเยอะในช่วงปลายฤดูร้อน ในพลัมมีน้ำตาลเพียง 7 กรัม และ แคลอรี่เพียง 30 ต่อชิ้น ถือว่าเป็นผลไม้ที่มีประโยชน์และน้ำตาลต่ำมาก ซึ่งข้อมูลนี้ได้มาจาก Jaclyn London, MS, RD, CDN, ผู้อำนวยการด้านโภชนาการของ Good Housekeeping Institute

9. ทับทิม (Pomegrante)
ทับทิม มีศักยภาพในการต่อสู้กับความดันโลหิต และ สู้กับสภาวะน้ำตาลในเลือดที่สูง และ ช่วยลดคอเลสเตอรอล รวมถึงมีผลในการลดน้ำหนักได้อย่างดี คุณสามารถเลือกกินทับทิมในรูปแบบผลหรือน้ำก็ได้ยังไงก็มีประโยชน์ต่อร่างกายแน่นอนค่ะ

10. แคนตาลูป (Cantaloupe)
แคนตาลูป อุดมไปด้วยวิตามินเอที่สูงมาก และ ช่วยบำรุงสายตา ในแคนตาลูป 100 กรัม มีน้ำตาลเพียง 7.9 กรัมเท่านั้น และ แคนตาลูปยังช่วยทำให้สายตาดี ด้วยนะคะ นอกจากน้ำตาลน้อยแล้วยังบำรุงสายตา

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง” ลดน้ำหนัก เบาหวาน มะเร็ง

เทรนด์อาหารคลีนยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องข้ามปี และน่าจะยังอยู่กับหนุ่มสาวชาวไทยไปอีกนาน ใครที่ซื้ออาหารคลีนทาน หรือว่าทำอาหารคลีนทานเอง น่าจะเคยเห็นวัตถุดิบอันเลอค่านี้อยู่บ่อยๆ นั่นก็คือ “ฟักทอง” นั่นเอง ทำไมอาหารคลีนส่วนใหญ่ถึงต้องมีฟักทอง แล้วฟักทองมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไรบ้าง ตามมาดูกันเลย

10 ประโยชน์ของ “ฟักทอง”
ฟักทอง เป็นหนึ่งในผักที่มีสีเหลืองออกส้ม ที่ช่วยบำรุง และรักษาสายตา
มีสารต้านอนุมูลอิสระ ทีช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็ง
บำรุงผิวพรรณให้เต่งตึง ชุ่มชื่น ชะลอรอยเหี่ยวย่น
เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
ลดระดับน้ำตาลในเลือด ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน
ไขมันน้อย น้ำตาลน้อย กากใยอาหารสูง พลังงานต่ำ จึงเป็นอาหารที่เหมาะกับคนที่กำลังลดน้ำหนัก
ป้องกันโรคหลอดเลือด และหัวใจ
ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานอย่างเป็นปกติ จากกากใยอาหารที่มีอยู่สูง
ช่วยฟื้นฟูกล้ามเนื้อหลังออกกำลังกาย
ป้องกันการเกิดโรคนิ่ว

วิธีทานฟักทองให้ได้ประโยชน์มากที่สุด
ฟักทองไม่ได้มีดีแค่เนื้อฟักทองสีเหลืองทองนะ เมล็ดฟักทองเองก็ช่วยคลายเครียดได้ดี น้ำมันฟักทองก็ช่วยบำรุงประสาท หรือแม้แต่เปลืองของฟักทองยังช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลืดให้อยู่ในระดับปกติอีกด้วย ดังนั้นลองทานฟักทองจากหลายๆ ส่วนดู และหากจะหั่นเนื้อฟักทองมาประกอบอาหาร อาจจะเหลือเปลือกบางๆ เอาไว้ทานกรุบๆ บ้างก็ได้

นอกจากนี้ ใครที่อยากทานฟักทองเพื่อลดความอ้วน ลดระดับน้ำตาลในเลือด ก็อย่าเผลอทานฟักทองแกงบวด ฟักทองสังขยาล่ะ เพราะเป็นขนมที่มีน้ำตาลสูง แนะนำให้ต้ม หรือนึ่งทาน ปั่นทานกับผักผลไม้อื่นๆ หรือทำซุปฟักทอง ฟักทองผัดไข่ทานเป็นอาหารคาวน่าจะดีกว่า

ประโยชน์ของมะระ ที่ว่าขมนั้นมีประโยชน์มหาศาล

ประโยชน์ของมะระ ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคและช่วยปกป้องเซลล์จากการทำลายของสารก่อมะเร็งต่าง ๆ (เบตาแคโรทีนในผลมะระ)
ช่วยทำให้เจริญอาหารมากยิ่งขึ้น เนื่องจากมีสาร Momodicine ที่ช่วยทำให้น้ำย่อยหลั่งออกมามาก
ช่วยทำให้ดวงตาสดใส
ช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรง (แคลเซียม)
ช่วยแก้กระหายน้ำ ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยบำบัดและรักษาโรคเบาหวาน ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด
ผลมะระมีสรรพคุณในการช่วยฟอกเลือดได้ชมะระจีน
สามารถต้านเชื้อไวรัสและมะเร็งได้
มีงานวิจัยในสหรัฐฯ ที่เชื่อว่าสารสกัดจากมะระจะช่วยขัดขวางการเจริญเติบโตของมะเร็งเต้านมได้ แต่ก็ยังอยู่ในระหว่างการทดสอบ
ช่วยดับพิษร้อนภายในร่างกาย (เถา)
ช่วยปรับธาตุในร่างกายให้เกิดความสมดุล (เมล็ด)
รากมะระนำมาต้มกับน้ำดื่มแก้อาการไข้ได้ (ราก)
ช่วยบรรเทาอาการหวัด ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยขับพิษเสมหะ ขับเสมหะ (ใช้ร่วมกับกะเม็งตัวเมีย)
น้ำคั้นจากมะระจีนใช้อมแก้อาการปากเปื่อยได้
ช่วยแก้อาการบิด (ราก, เถา)
ผลมีฤทธิ์เป็นยาระบายอ่อน
ช่วยในการย่อยอาหาร
ช่วยรักษาแผลในกระเพาะอาหาร ด้วยการใช้ใบนำมาต้มกับน้ำดื่ม (ใบ)
ช่วยรักษาโรคริดสีดวงทวารหนักได้ (ราก)
ช่วยขับพยาธิตัวกลม (เมล็ด)
ช่วยแก้ตับ ม้ามพิการ บำรุงน้ำดี
ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ช่วยแก้ท่อน้ำดีอักเสบ ด้วยการใช้ใบนำมาคั้นเอาแต่น้ำดื่มเพื่อแก้อาการ
รากมะระมีฤทธิ์ฝาดสมาน
ผลมะระใช้เป็นยาทาภายนอก ช่วยลดอาการระคายเคือง ผิวหนังแห้ง และผิวหนังอักเสบ
ช่วยลดอาการฟกช้ำบวมตามร่างกาย (ใบ)
ช่วยแก้อาการผดผื่นคัน (ใบ)
ช่วยแก้ลมเข้าข้อ ลดอาการปวดบวมที่เข่า
ผลสุกของมะระ คั้นเอาแต่น้ำใช้ทาหน้าเพื่อช่วยรักษาสิวอักเสบ (ผลสุก)
เมนูมะระจีน ได้แก่ แกงจืดมะระยัดไส้ มะระต้มจืด มะระผัด ยำมะระสด ลวกจิ้มน้ำพริก
แม้ว่ามะระจะมีรสขมมาก แต่ก็ได้รับความนิยมจากคนรักสุขภาพด้วยการนำผลสด ๆ มาคั้นเป็นน้ำดื่ม
ในปัจจุบันมีการนำมาผลิตเป็นยารักษาโรคเบาหวานที่บรรจุอยู่ในรูปของแคปซูล

ประโยชน์ของมะระ การเลือกซื้อมะระ
ถ้าไม่อยากได้มะระแก่ ๆ มาทำเป็นอาหาร เราควรสังเกตที่หนามของมะระให้ดี ถ้าหนามมีลักษณะแข็ง แสดงว่ามะระนั้นแก่เต็มที่แล้ว ไม่ควรซื้อมารับประทานเพราะจะมีรสขมมาก ๆ ให้เลือกซื้อที่หนามมีลักษณะอ่อนนิ่ม เพราะจะเป็นมะระที่มีอายุน้อยและไม่ขมมากจนเกินไป สามารถนำมาประกอบอาหารได้

วิธีลดความขมของมะระ
ก่อนนำไปประกอบอาหารให้นำมาแช่น้ำเกลือก่อนในอัตราส่วนเกลือ 1 ช้อนชากับน้ำ 1 ลิตร โดยแช่ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาที เสร็จแล้วให้เทน้ำทิ้ง แล้วนำมาแช่น้ำเปล่าอีกครั้งประมาณ 10 นาทีก่อนจะนำไปประกอบอาหาร ก็จะช่วยลดความขมของมะระลงได้ และที่สำคัญก็คือในขณะที่กำลังประกอบอาหารด้วยการทำต้มอย่างจืด ไม่ควรจะเปิดฝาทิ้งไว้หรือคนบ่อย ๆ เพราะจะทำให้มะระขมได้นั่นเอง

ใครที่กำลังอยู่ในช่วงลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิค แล้วต้องจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจะได้รับในแต่ละวัน

ใครที่กำลังอยู่ในช่วง ลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิค แล้วต้องจำกัดปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่ร่างกายจะได้รับในแต่ละวัน โดยเฉพาะเครื่องดื่ม สายคีโตคนไหนไม่รู้ว่าตัวเองดื่มอะไรได้บ้าง วันนี้เรามีเครื่องดื่มคีโตมาแนะนำค่ะ เครื่องดื่มเหล่านี้ถือเป็นเครื่องดื่มที่ไม่มีคาร์โบไฮเดรต หรือถ้ามีก็มีในปริมาณที่น้อย ชาวคีโตสามารถดื่มได้โดยไม่ต้องห่วงว่าน้ำหนักจะเพิ่มเลยล่ะ

  • เครื่องดื่มคีโต : น้ำเปล่า

น้ำเปล่าถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับสายคีโตเลยล่ะค่ะ เนื่องจากในน้ำเปล่าไม่มีแคลอรี่และไม่มีคาร์โบไฮเดรต จึงทำให้ดีสำหรับสายคีโตสุดๆ เราสามารถดื่มได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้นเลยล่ะค่ะ ซึ่งโดยปกติแล้ว เราควรดื่มน้ำให้ได้ประมาณ 2 ลิตร จะดีต่อสุขภาพเป็นอย่างมากค่ะ

  • เครื่องดื่มคีโต : กาแฟดำ

กาแฟถือเป็นสิ่งที่สายคีโตสามารถดื่มได้ค่ะ โดยเฉพาะกาแฟดำจะยิ่งเป็นตัวเลือกที่ดีสุดๆเลยก็ว่าได้ โดยในกาแฟดำจะไม่มีคาร์โบไฮเดรต หากเราไม่ใส่นมหรือน้ำตาลลงไปนะคะ ซึ่งกาแฟดำถือเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการลดความอ้วนเลยค่ะ เพราะกาแฟดำสามารถช่วยลดความอ้วนได้นั่นเอง

  • เครื่องดื่มคีโต : ชา

ชาร้อนๆ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่สายคีโตสามารถดื่มได้ค่ะ โดยเฉพาะชาเขียว ชาดำ และชาสมุนไพร หากใครที่เบื่อกับการดื่มน้ำเปล่ามาตลอดทั้งวันแล้ว อยากจะเพิ่มรสชาติ แต่เครื่องดื่มที่เราดื่มได้ก็มีให้เลือกน้อยเหลือเกิน ให้ทุกคนเลือกดื่มชาเลยค่ะ ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดีสุดๆ แต่ต้องไม่ควรใส่นมหรือน้ำตาลลงไปเพิ่มนะคะ แบบนี้จะยิ่งเป็นการเพิ่มความอ้วนให้ตัวเองได้

  • เครื่องดื่มคีโต : นมถั่ว หรือ นมอัลมอนด์

นมที่สายคีโตสามารถดื่มได้เลยก็คือนมจากถั่ว โดยเฉพาะนมอัลมอนด์ค่ะ เพราะนมถั่วสามารถช่วยเพิ่มโปรตีนให้กับร่างกายได้ โดยไม่ได้เป็นการไปเพิ่มคาร์โบไฮเดรตค่ะ อย่างไรก็ตามเราควรที่จะหลีกเลี่ยงนมที่มีรสหวานหรือมีน้ำตาลนะคะ เพราะแบบนี้จะยิ่งเพิ่มคาร์โบไฮเดรตให้ร่างกายได้