Bait is a 2012 It featured Sharni Vinson, Phoebe Tonkin

Bait 3D

Bait is a 2012 Australian-Singaporean 3D horror film. It was directed by Kimble Rendall based on the screenplay by John Kim and Russell Mulcahy. It featured Sharni Vinson, Phoebe Tonkin, Xavier Samuel, Julian McMahon, Cariba Heine and Alex Russell.

Doyle and Kirby make an agreement about what happens after the robbery, and proceed into the supermarket. Doyle forces Jessup to open a safe, but it is empty. He then asks where the money is as they walk towards the cash registers. There, Todd stops him, but Kirby holds a gun to assistant manager Julie’s head.

Outside, Ryan walks over to Todd’s car that Jaime is in and lets her out. While Jaime goes back into the supermarket to get her boyfriend his job back, Ryan walks back to his van to leave, but a flat battery keeps him from leaving.


Brilliant Heritage 기막힌 유산

ซีรี่ย์เกาหลี Brilliant Heritage ซับไทย Ep.1-122 (จบ) – ซีรีย์เกาหลี ละครเกาหลี ซีรี่ย์เกาหลี ซีรีย์เกาหลีซับไทย ซีรีย์ฝรั่งซับไทย USA Series ซีรีย์ญีปุ่น ซีรีย์จีน Netflix ซีรี่ย์VIU ดูซีรีย์เกาหลีซับไทย เรื่องย่อซีรีย์เกาหลี ดูซีรีย์ซับไทยออนไลน์ฟรี ...

Title: 기막힌 유산 / Brilliant Heritage
Also known as: Unbelievable Inheritance / Shocking Legacy
Genre: Melodrama, Family, Romance
Episodes: 122
Broadcast network: KBS1
Broadcast period: 2020-Apr-20 to 2020-Oct-09
Air time: Monday to Friday 20:30


This drama is a warm and educational family drama about a 33 year-old unmarried woman conspires to marry a millionaire in his 80s and looking for family love with his four handsome sons.


Main Cast

Kang Se Jung as Kong Kye Ok
Shin Jung Yoon as Boo Sul Ahk

Kye Ok’s family

Park Soon Chun as Jung Mi Hee (Kye Ok’s stepmother)
Kim Nan Joo (김난주) as Kong So Young (Kye Ok’s stepsister)
Lee Il Joon (이일준) as Lee Jang Won (So Young’s son)

Sul Ahk’s family

Park In Hwan as Boo Young Bae (Baek Doo, Keum Kang, Sul Ahk, and Han Ra’s father)
Kang Shin Jo as Boo Baek Doo (Sul Ahk’s eldest brother)
Lee Ah Hyun as Yoon Min Joo (Baek Doo’s wife)
Nam Sung Jin as Boo Keum Kang (Sul Ahk’s 2nd elder brother)
Kim Ga Yeon as Shin Ae Ri (Keum Kang’s wife)
Park Shin Woo as Boo Han Ra (Sul Ahk’s younger brother)
Kim Bi Joo as Boo Ka On (Sul Ahk’s daughter)


Lee Eun Kyung as Kim Yong Mi (Ae Ri’s mother)
Jo Yang Ja (조양자) as Sung Pan Geum
Jo Soon Chang (조순창) as Cha Jung Gun / Lee Kyung Ho (So Young’s ex-husband)
Jung Won Joong as Gong Seok Hwan
Park Woong
Lee Hye Sook


‘Delayed Justice’ sends message of hope

Director Kwak Jeong-hwan (center) poses with the cast of “Delayed Justice” before an online press conference on Tuesday (SBS)

Delayed Justice for Actor Kwon Sang-woo returns to the small screen as a public defender in SBS’ new drama “Delayed Justice.”
The Korean title for the new drama literally translates to “Fly, Stream Dragon” and is derived from a Korean idiom meaning a dragon born in a stream, similar to the expression “rags to riches.”

Kwon takes on the role of Park Tae-yong, a lawyer who comes from humble origins with only a high school diploma. He partners with journalist Park Sam-soo, played by Bae Seong-woo, to help people at the bottom of the social ladder.

The 20-episode drama will air on SBS at 10 p.m. on Fridays and Saturdays, starting this week.

An estranged husband who was a former high-school sweetheart. A suitor spurned after a night of boozing and dancing. A secret early-morning lover.


Algernon Ni Hanataba Wo

Also known as: Flowers for Algernon

There are also Sakuto’s friends who bring up the theme of “what is friendship and what friends do for each other”. It is a lot based on the book as Charlie considers everyone at the work also his friends, but the smarter he gets the more he finds that they are just using him and making fun of him. Of course for Sakuto the case is not entirely like that as Ryuichi and Kosuke really are his friends.

One really important part of the drama is also Mai and Rio – young rich girls who come across Sakuto and end up becoming friends with him, Ryuichi and Kosuke. You cannot call Mai and Rio great friends from the start as Mai is sassy girl who does not like Rio so much because of the family relations, while at the same time Rio sees Mai as her only great friend. Rio is also suffering from a rare disease, that can put her to sleep for the rest of her life. Even though Rio develops feelings toward Sakuto, Kosuke is paying a lot of attention to her and despite being from different social backgrounds he is willing to protect her.

Maybe I really did not like Haruka at all, but I think it was a good ending for their story.



Here are some more rules to help you ace a baccarat game:
If either the player or banker is dealt a total of eight or nine, both the player and banker stand.
If the player’s total is five or less, then the player will receive another card. Otherwise, the player will stand.
If the player stands, then the banker hits on a total of 5 or less.
The final betting option, a tie, pays out 8-to-1. Conveniently, there are also sheets at the table for you to keep track of your score.

Caesars Palace Table Games
Table Games at the Cromwell
Flamingo Las Vegas Table Games
Harrah’s Las Vegas Table Games
Table Games At The LINQ
Paris Las Vegas Table Games
Table Games At The Rio


เครื่องมือเช็คธีม เช็คปลั๊กอิน

เครื่องมือเช็คธีม เช็คปลั๊กอิน
เว็บที่จะทำ SEO ได้ผลดี ตัวเว็บต้องมีคุณภาพดีเสียก่อน หากคุณใช้ WordPress เป็นเครื่องมือในการสร้างเว็บ เว็บจะดีหรือไม่ดี จะเปิดช้าหรือเปิดเร็ว การเลือกโฮส เลือกธีม และปลั๊กอิน คือ องค์ประกอบสำคัญในการสร้างเว็บให้มีคุณภาพดี

แนะนำให้อ่านก่อน: หลักการเลือกโฮส ธีม และปลั๊กอิน อย่างไรให้ถูกต้อง

หากเราอยากรู้ว่าเว็บคู่แข่งของเราใช้ธีมอะไร ใช้ปลั๊กอินอะไรบ้าง ให้ใช้เครื่องมือนี้ในการเช็ค

คลิกขวาบน Chrome > คลิกตรวจสอบ (inspect)


คลิก Sources > คลิก wp-content > คลิก plugins > คลิก themes


เราก็จะเห็นรายชื่อธีมและปลั๊กอินที่เว็บนั้นใช้ หากเว็บต้นทางทำมาดี เราอาจจะนำรายชื่อธีม หรือปลั๊กอินเหล่านั้น มาสร้างเป็นเว็บของเราเองในอนาคตได้นั้นเอง

รับทำ SEO

วิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) หนึ่งในขั้นตอนที่ธุรกิจขาดไม่ได้

Market Analysis

“การวิเคราะห์ตลาด / Market Analysis เป็นหนึ่งในกระบวนการสำคัญที่จะช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลที่จำเป็นและใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้อย่างรอบคอบ”
คุณรู้หรือไม่! เบื้องหลังความสำเร็จส่วนใหญ่ของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่มีอยู่ในตลาด มีเรื่องของการวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะการวิเคราะห์ข้อมูลที่สำคัญอย่างคู่แข่งและลูกค้า นั่นจึงทำให้การวิเคราะห์ตลาดเป็นขั้นตอนแรกและขั้นตอนที่สำคัญในการพัฒนาแผนการตลาดใหม่

การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) เป็นการรวบรวมข้อมูลอย่างละเอียด เพื่อดูว่าผลิตภัณฑ์หรือบริการที่จะปล่อยออกสู่ตลาดสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าได้หรือไม่ นอกจากนี้การวิเคราะห์ตลาดที่ดีจะช่วยให้เรามีข้อมูลเชิงลึก สำหรับดูความเคลื่อนไหว หรือแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจ, คู่แข่ง, แนวโน้มของตลาดอย่างต่อเนื่อง, ประชากรและพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูกค้า ดังนั้นการวิเคราะห์ตลาดจึงเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจมีข้อมูลที่จำเป็นและสามารถนำไปประกอบการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจได้

3 ข้อที่การวิเคราะห์ตลาดสามารถช่วยธุรกิจเติบโตได้

– ช่วยธุรกิจทำความเข้าใจกับลูกค้า

การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) นอกจากจะเป็นกระบวนการที่ช่วยธุรกิจตรวจสอบขนาดของตลาดแล้ว ยังช่วยในการรับข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับตำแหน่ง อายุ รายได้ และเพศ ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ในการสร้างแคมเปญการตลาดที่ต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้

– วิเคราะห์คู่แข่ง

การวิเคราะห์ตลาด (Market Analysis) เป็นอาวุธสำคัญในการประเมินคู่แข่ง ไม่ว่าจะเป็นคู่แข่งเก่าหรือคู่แข่งใหม่ก็ตาม นอกจากนี้ยังช่วยวัดปฏิกิริยาของคู่แข่ง เมื่อเราปล่อยผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ ๆ เพราะกลยุทธ์ จุดอ่อน และจุดแข็งของคู่แข่งเป็นหนึ่งสิ่งสำคัญที่สุดต่อธุรกิจของเรา

– ทดสอบก่อนทำการเปิดตัวผลิตภัณฑ์หรือบริการ

เมื่อผลิตภัณฑ์และบริการเตรียมปล่อยสู่ตลาด ธุรกิจควรทำการทดสอบผลิตภัณฑ์หรือบริการก่อนเปิดตัว ส่วนการวิเคราะห์ตลาดจะช่วยให้วางแผนกลยุทธ์ได้อย่างเหมาะสม


6 ขั้นตอน การทำ Responsive Web Design

เว็บ responsive
คาดว่าหลายๆ คน คงเคยอ่านบทความเกี่ยวกับ Responsive Web Design  มาบ้างแล้วใช่มั้ยครับ แต่ถ้ายังรู้สึกว่ายากอยู่ หรือยังไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง บทความนี้ ผมจะสรุปขั้นตอนสำคัญๆ มาให้อ่านง่ายๆ ครับ เรียกได้ว่า ถ้าอ่านให้เข้าใจ แล้วลงมือทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ รับรองว่าทำได้แน่นอนครับ
ทำไมต้อง Responsive Web Design?
ก่อนจะเริ่ม เคยมั้ยครับ? ที่เวลาเข้าเว็บไซต์นึงใน PC แล้วแสดงผลออกมาหน้าตาสวยงาม ใช้งานง่าย แต่พอไปเปิดเว็บไซต์นั้น บนมือถือกลับพบว่าใช้งานค่อนข้างลำบาก เนื่องจากตัวหนังสือรวมไปถึงรูปภาพมีขนาดเล็กลง ปุ่มต่างๆ ก็เล็กจนกดยาก แถมยังมีโฆษณา หรืออะไรที่รกหูรกตาเยอะแยะเต็มไปหมด
แต่ก่อน ปัญหานี้เราจะแก้โดยการสร้างเว็บไซต์ขึ้นมาอีกเวอร์ชั่นนึงครับ ซึ่งในเวอร์ชั่นนี้ จะออกแบบให้ใช้งานได้ง่ายขึ้นบนอุปกรณ์ที่มีหน้าจอขนาดเล็ก รวมไปถึงตัดเนื้อหาต่างๆ ที่ไม่จำเป็นออก เหลือไว้แต่ส่วนที่ User ต้องการใช้จริงๆ เท่านั้น แต่วิธีนี้มีข้อเสียคือ มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และยังต้องใช้เวลาในการพัฒนาเพิ่มขึ้นอีกด้วย
Responsive Web Design เป็นอีกทางเลือกนึง ในการพัฒนาเว็บไซต์ที่กำลังได้รับความนิยมในขณะนี้ครับ โดยมีจุดประสงค์เพื่อ “ทำให้ User ใช้งานได้ง่ายที่สุด” โดย Responsive Web Design นั้น มีข้อดีคือจะใช้ source code ตัวเดียว ทำให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย แต่จะสามารถปรับการแสดงผล ให้เหมาะสมกับอุปกรณ์ต่างๆ ได้อย่างไม่น่าเชื่อ
คำถามคือ ทำไม Responsive Web Design ถึงทำอย่างนั้นได้?
ตอบง่ายๆ ว่า Responsive Web Design คือการนำเทคนิคหลายๆ อย่าง มาใช้ร่วมกัน ซึ่งเทคนิคเหล่านี้ ถ้าอยู่เดี่ยวๆ มันก็อาจจะทำอะไรได้ไม่มาก แต่พอมันมาอยู่กันพร้อมหน้าแล้ว กลับสร้างสิ่งใหม่ที่เรียกว่า Responsive Web Design ขึ้นมาครับ
เอาล่ะครับ ตอนนี้ทุกคนคงรู้จัก Responsive Web Design มากขึ้นแล้ว ทีนี้เรามาเข้าเรื่องกันเลยครับ ผมจะสรุปขั้นตอนการทำ Responsive Web Design มาเป็นข้อๆ ลองค่อยๆ ทำความเข้าใจแล้วทำตามดูนะครับ
1. ออกแบบให้เรียบง่าย
หากคิดจะทำ Responsive Web Design สิ่งแรกที่ต้องคำนึงถึงคือ การออกแบบเว็บไซต์ให้เรียบง่ายที่สุดครับ อะไรที่ตัดได้ หรือไม่จำเป็น อย่าใส่เข้าไป เช่น Flash หรือ Effects ต่างๆ (เช่น Parallax เป็นต้น) รวมไปถึงการเขียน html ให้ clean ที่สุด ให้เราเขียนเฉพาะ html elements ที่จำเป็นเท่านั้น ส่วน style sheets ก็ให้ละการใช้แบบ inline ครับ
ในขั้นตอนนี้ เราต้องทำความเข้าใจกับทาง Business หรือทางผู้บริหารด้วยครับ หลายๆ คน รู้แค่ว่า Responsive Web Design จะทำให้เว็บไซต์ออกมาดูดีใน Devices ต่างๆ แต่ไม่รู้ข้อจำกัดของมัน จึงคาดหวังว่ามันจะต้องทำอย่างนั้นได้นะ อย่างนี้ได้นะ เราต้องตกลงกับพวกเค้าก่อนครับ อธิบายให้เค้าเข้าใจ บอกเค้าว่าส่วนนี้ทำได้นะ ส่วนนี้ทำไม่ได้นะ ติดอะไรตรงไหนก็ว่าไปครับ
เมื่อตกลงกันได้เรียบร้อยแล้ว ให้เราคิดรายการเนื้อหาทั้งหมด ที่เราตั้งใจจะใส่ลงไปในเว็บไซต์ของเราครับ ณ จุดนี้ เรายังไม่ต้องสนใจนะครับ ว่าเนื้อหาส่วนนี้ ต้องการจะให้แสดงบน devices ไหน หลังจากได้รายการเนื้อหาทั้งหมดแล้ว ให้เราเขียนหัวข้อของเนื้อหาเหล่านั้นลงบนกระดาษโพสต์-อิท ครับ
2. เริ่มที่หน้าจอเล็กสุดก่อนเสมอ
เอาละครับ ตอนนี้เรารู้แล้วว่า เราต้องออกแบบให้เรียบง่ายมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วเรายังมีรายการของเนื้อหาทั้งหมด ที่ต้องการจะใส่ลงไปในเว็บไซต์ของเรา ขั้นตอนต่อมา ให้เราเริ่มออกแบบสำหรับหน้าจอที่เล็กที่สุดก่อนครับ(Mobile-First) ขั้นตอนนี้สำคัญมากครับ เพราะถือเป็นรากฐานของเว็บไซต์เราเลย ความยากของขั้นตอนนี้อยู่ตรงที่ คนทั่วไปมักจะติดภาพของการออกแบบสำหรับ PC ครับ ซึ่งผมไม่แนะนำให้เริ่มออกแบบสำหรับ PC ก่อนเพราะจะทำให้เราเขียนโค้ดได้ลำบากกว่า และมีโอกาสที่จะเกิดการซ้ำซ้อนของโค้ดมากกว่าด้วยครับ
เทคนิคง่ายๆ ของขั้นตอนนี้คือ ให้เราลืม PC ไปเลยครับ ไม่ต้องสนใจมัน แล้วหันมาโฟกัสกับหน้าจอเล็กๆ ความกว้างประมาณ 300px ลองนึกดูครับ ว่าที่หน้าจอเล็กขนาดนี้ เราควรออกแบบ User Interface อย่างไร ที่จะทำให้ User ใช้งานง่ายมากที่สุด อะไรที่ไม่จำเป็นจริงๆ อย่าใส่ครับ เช่น โฆษณา เป็นต้น ขั้นตอนนี้ ค่อนข้างยาก และท้าทายมากครับ ให้เราออกแบบอย่างพิถีพิถันให้มากที่สุด
ผมแนะนำตัวช่วยในการออกแบบง่ายๆ ครับ คือให้เราวาดกรอบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขึ้นมาอันนึง ลงบนกระดาษ ให้มีความกว้างประมาณความกว้างของ iPhone4(5×7.5 cm) ครับ ทีนี้ให้เราลองนำกระดาษโพสต์–อิท ที่เราได้เขียนเนื้อหาเตรียมไว้ มาลองจัดวางลงบนกรอบนั้นครับ แล้วลองสมมติตัวเราเองเป็นผู้ใช้งานที่ไม่เคยเข้าเว็บไซต์นี้มาก่อน การวางตำแหน่งของเนื้อหาแบบนี้ เราจะเข้าใจมั้ย ใช้งานได้ง่ายมั้ย ให้เราปรับจนกว่าจะพอใจครับ รายละเอียดในขั้นตอนนี้ ผมได้เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วในบทความ “มาหัดใช้ Wireframe ให้เป็นกันเถอะ” ครับ
เมื่อเราได้ร่างภาพหน้าตาของเว็บไซต์บนจอเล็กๆ มาแล้ว ให้เราลงมือเขียน html ครับ ขั้นตอนนี้ เราไม่ต้องหันไปมองภาพที่เราร่างไว้เลยครับ แต่ให้เรานึกว่ามันมีเนื้อหาอะไรบ้าง ที่เราจะใส่ไว้ในหน้าจอ ให้เราเขียนลงไปด้วย html เลยครับ
เมื่อได้ html แล้ว ให้เราลองพรีวิวดูครับ เราจะเห็น content ต่างๆ ที่เราเขียนไว้ ให้เราดูครับว่าลำดับ และการให้ความสำคัญ มันสมเหตุสมผลมั้ย ถ้ายัง ให้เราปรับก่อนครับ ขั้นตอนนี้ อย่าลืมคำนึงถึงเรื่อง Sectioning content และ Document Outlines ด้วยนะครับ
3. กำหนดขนาดแบบ Relative
เมื่อ html โอเคแล้ว ต่อมาให้เราเขียน style sheets ให้กับ html ที่เราเขียนไว้ครับ ขั้นตอนนี้ ให้เราดูภาพที่เราร่างไว้ครับ แล้วเขียน style sheets จนพรีวิวแล้วมีหน้าตาเหมือนกับที่ได้ร่างไว้ครับ ขั้นตอนนี้ เราต้องคำนึงอยู่เรื่องนึง คือการกำหนดขนาดของสิ่งต่างๆ เราต้องกำหนดให้เป็นแบบ relative ซึ่งก็คือการกำหนดขนาดให้สัมพันธ์กับสิ่งที่อยู่ข้างเคียงนั่นเองครับ
สิ่งแรกที่เราต้องกำหนดให้เป็นแบบ relative ก็คือ layout นั่นเองครับ หรือที่เรียกกันว่า Fluid Layouts ซึ่งก็คือการกำหนด layout ต่างๆ ให้ความกว้างหน่วยเป็น % คือไม่ได้กำหนดตายตัวเป็น pixel เหมือนแต่ก่อน
หลายๆ คน คงเคยเจอปัญหาเกี่ยวกับ box model ใช่มั้ยครับ สมมติเว็บเรามี 2 คอลัมน์ ซึ่งกำหนดความกว้างไว้ 60% และ 40% ตามลำดับ ถ้าเราได้กำหนด margin หรือ padding เอาไว้ด้วย ผลที่ได้คือ ความกว้างของ 2 คอลัมน์ จะรวมกันเกิน 100% ครับ ปัญหานี้แก้โดยใส่ CSS Rule ตามด้านล่างนี้ครับ
ต่อมาให้เรากำหนดขนาดของ image ให้เป็นแบบ relative ด้วยครับ โดยกำหนดความกว้างเป็น % ให้อิงตาม container ของ image นั้นๆ จากนั้นให้เรากำหนด max-width ให้เป็นความกว้างที่แท้จริงของ image ด้วยครับ ภาพจะได้ไม่แตก เวลา container มีขนาดใหญ่มากๆ
อีกเรื่องนึงที่ควรกำหนดขนาดให้เป็นแบบ relative ก็คือ font เริ่มจากกำหนดขนาดของ font ที่ body ให้เป็น 100% ซึ่งจะทำให้ขนาดของ font ใน element ต่างๆ ที่อยู่ใน body มีขนาด 100% ทั้งหมด หากเราต้องการกำหนดขนาดของ font ใน element ไหนเป็นพิเศษ ให้เราใช้หน่วย em ซึ่งหน่วย em นี้หมายถึงจำนวนเท่าของขนาดที่ inherit มา ซึ่งในทีนี้ เราได้กำหนดเป็น 100% จะได้ว่า ถ้าเรากำหนดขนาดเป็น 2 em ก็จะได้ font ขนาด 200% นั่นเอง
ใช้การกำหนดขนาดแบบ relative แทนการกำหนดขนาดเป็น pixel
4. หา Breakpoints แล้วเขียน Media Queries
ตอนนี้ หากเราลองพรีวิวดู ที่ความกว้างประมาณ 300px ภาพที่เราอยากเห็นคือการแสดงผลที่ทำให้ User ใช้งานได้ง่ายมากที่สุด ทีนี้ ให้เราลองขยาย viewport จาก 300px ขึ้นเรื่อยๆ ด้วยการที่เรากำหนดขนาดของสิ่งต่างๆ ให้เป็นแบบ relative แม้เราจะขยาย viewport ให้ใหญ่ขึ้น องค์ประกอบต่างๆ จะยังคงแสดงผลได้ดีอยู่ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเมื่อเราเพิ่มขนาดขึ้นไปเรื่อยๆ แล้วพบว่าที่ความกว้างขนาดนี้ เราสามารถปรับองค์ประกอบต่างๆ เพื่อทำให้ใช้งานได้สะดวกขึ้นได้ หรือเพื่อความเหมาะสม เราจะเรียกจุดนั้นว่า Breakpoint ให้เราใช้ Media Queries ในการใส่ style sheets สำหรับ Breakpoint นั้นๆ เพื่อที่จะปรับการแสดงผลให้เหมาะสมตรงตามที่เราต้องการหลังจากนั้น ให้เราเพิ่มขนาดของ viewport อีก แล้วหา Breakpoint ต่อไป ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงขนาดที่เราพอใจ รายละเอียดในขั้นตอนนี้ ผมได้เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียดแล้วในบทความ “รู้จักกับ Breakpoints ใน Responsive web design”
เริ่มออกแบบจากหน้าจอที่เล็กที่สุดก่อน แล้วหา breakpoints โดยการค่อยๆ เพิ่มขนาดของ viewport ทีละนิด
5. กำหนด Viewport Meta Tag
ขั้นตอนนี้ทำง่ายมาก แต่ก่อนอื่น ผมขออธิบายถึงสาเหตุที่เราต้องมากำหนดค่า default settings ของ viewport ด้วย viewport meta tag กันก่อน เรื่องมันมีอยู่ว่า pixels มันมีอยู่ 3 แบบด้วยกัน คือ Physical Pixels, CSS Pixels และ Device Pixels
Physical Pixels คือ จำนวน pixels จริงๆ ตาม spec ของ Device นั้นๆ เช่น iPhone3 เท่ากับ 320×480 ส่วน iPhone4 เท่ากับ 640×960 เป็นต้น
ส่วน CSS Pixels นั้นจะเป็น pixels ที่ใช้ใน CSS declarations สมมติเรากำหนดwidth:320px หรือ font-size:16px pixels ในส่วนนี้จะหมายถึง CSS Pixels ซึ่งโดยปกติแล้ว CSS Pixels จะมีค่าเท่ากับ Physical Pixels ถ้าเราไม่ได้ Zoom หน้าจอ แต่ถ้าเรา Zoom เข้า เราจะสังเกตว่า ภาพจะขยายใหญ่ขึ้น นั่นเป็นเพราะว่าเว็บบราวเซอร์จะไปขยาย CSS Pixels ให้มีขนาดใหญ่ขึ้นนั่นเองในทางกลับกัน ถ้าเรา Zoom ออก CSS Pixels ก็จะมีขนาดเล็กลง ส่งผลให้ภาพที่ได้มีขนาดเล็กลง ซึ่งนี่ก็เป็นหลักการเดียวกับการเปลี่ยน Resolution ของหน้าจอ PC สมมติหน้าจอเรามี Physical Pixels เป็น 1280×1024 หากเราเปลี่ยน Resolution เป็น 1024×768 สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือ CSS Pixels นั่นเอง
ที่ระดับการ Zoom 100% CSS Pixels จะเท่ากับ Physical Pixels
ถ้าเรา Zoom ออก CSS Pixels จะเล็กกว่า Physical Pixels
ถ้าเรา Zoom เข้า CSS Pixels จะใหญ่กว่า Physical Pixels
สุดท้ายคือ Device Pixels Device Pixels นั้นเป็นเหมือน Pixels จำลอง ที่จะช่วยให้ application สามารถกำหนดขนาดขององค์ประกอบต่างๆ ได้ตรงกับความเหมาะสมในมุมมองของผู้ใช้งาน ซึ่งค่านี้จะไม่ได้เพิ่มตาม Physical Pixels แต่จะเพิ่มตามขนาดของหน้าจอ(Screen size)
สมมติว่า device หนึ่ง มีขนาดหน้าจอเพียงแค่ 5 นิ้ว แต่กลับมี Physical Pixels สูงถึง 1280px ซึ่งพอๆ กับ desktop เลยทีเดียว อย่างที่ผมบอกไปแล้วว่า CSS Pixels จะมีค่าเท่ากับ Physical Pixels ที่ระดับการ Zoom 100% นั่นหมายความว่า หากเราทำ responsive web โดยให้ viewport อิงกับ CSS Pixels แล้วล่ะก็ หน้าตาของมันจะเหมือนกับตอนที่แสดงอยู่บน desktop เลย ทั้งๆ ที่หน้าจอของมันเล็กเพียงแค่ 5 นิ้วเท่านั้น
ปัญหานี้สามารถแก้ง่ายๆ ด้วย Device Pixels ให้เราใช้ viewport meta tag ในการเปลี่ยนให้ viewport หันมาอิงกับ device-width แทน ด้วยการเขียนโค้ดแบบนี้
<meta name=“viewport” content=“width=device-width, initial-scale=1.0” />
โค้ด html ด้านบน เป็นการกำหนดให้ viewport ของเราใช้ค่า Device Pixels แทน CSS Pixels และยังกำหนดให้ระดับการซูมเบื้องต้นเป็น 100% อีกด้วย ให้เราใส่โค้ดด้านบนนี้เสมอในการทำ Responsive Web Design สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ viewport meta tag สามารถอ่านต่อได้ที่ “Viewport Meta Tag คืออะไร ? + สอนวิธีใช้”
6. เช็คกับ Devices จริงๆ
มาถึงขั้นตอนสุดท้ายแล้ว นั่นคือการนำเว็บไซต์ที่เราได้ทำมา ไปลองเปิดดูกับ Devices จริงๆ บางคนอาจสงสัยว่าทำไมผมถึงแนะนำให้ทำขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนสุดท้าย ทำไมไม่ทำไปเทสไปล่ะ? การทำไปเทสไปนั้นจะไม่จำเป็นเลย ถ้าเรามีการวางแผนการทำงานมาเป็นอย่างดี ถ้าหากเพื่อนๆ เข้าใจในแต่ละขั้นตอนที่ผมได้เล่ามา แล้วทำตามอย่างละเอียดแล้วละก็ เว็บไซต์ของเราจะมีหน้าตาสวยงามในทุกๆ Devices โดยอัตโนมัติเลย ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นละ? หัวใจของความสำเร็จนั้นอยู่ในขั้นตอนที่ 3 และ 4 ในขั้นตอนที่ 3 เราได้กำหนดขนาดของทุกอย่างให้เป็นแบบ relative ทำให้ขนาดขององค์ประกอบต่างๆ จะปรับตามขนาดของ viewport โดยอัตโนมัติ ส่วนในขั้นตอนที่ 4 เราได้กำหนด breakpoints ต่างๆ ขึ้นโดยมองจาก content ของเราเป็นหลัก เราเริ่มจากหน้าจอที่เล็กที่สุดก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มขนาดของ viewport ทีละนิด พอเจอความกว้าง ณ จุดไหน ที่เราอยากปรับ เราก็กำหนดจุดนั้นเป็น breakpoint แล้วเขียน media queries เพื่อปรับ style sheets ในขั้นตอนนี้ แม้เราไม่ได้เทสกับ devices จริงๆ เลย แต่มันจะสามารถแสดงผลได้อย่างสมเหตุสมผลในทุกๆ devices โดยอัตโนมัติ เนื่องจากสิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละ devices ก็คือขนาดของ viewport นั่นเอง
ในเมื่อบอกว่ามันจะเวิร์คบน devices ต่างๆ โดยอัตโนมัติ แล้วทำไมยังต้องมาเช็คอีก? เพราะสิ่งที่แตกต่างกันในแต่ละ devices ไม่ได้มีแค่ viewport ยังมีความแตกต่างในเรื่องของ os, browser รวมไปถึงข้อจำกัดบางประการที่แต่ละ devices อาจมีไม่เหมือนกัน ในส่วนนี้ เรายังคงต้องเช็คกับ devices จริงๆ อยู่ แต่อาจเลือกมาเฉพาะ devices ที่เป็นเป้าหมายหลักๆ

Electromyography (EMG)

Image result for Electromyography (EMG)

Electromyography (EMG) is a diagnostic procedure to assess the health of muscles and the nerve cells that control them (motor neurons). EMG results can reveal nerve dysfunction, muscle dysfunction or problems with nerve-to-muscle signal transmission.

Motor neurons transmit electrical signals that cause muscles to contract. An EMG uses tiny devices called electrodes to translate these signals into graphs, sounds or numerical values that are then interpreted by a specialist.

During a needle EMG, a needle electrode inserted directly into a muscle records the electrical activity in that muscle.

A nerve conduction study, another part of an EMG, uses electrode stickers applied to the skin (surface electrodes) to measure the speed and strength of signals traveling between two or more points.

Why it’s done

Your doctor may order an EMG if you have signs or symptoms that may indicate a nerve or muscle disorder. Such symptoms may include:

  • Tingling
  • Numbness
  • Muscle weakness
  • Muscle pain or cramping
  • Certain types of limb pain

EMG results are often necessary to help diagnose or rule out a number of conditions such as:

  • Muscle disorders, such as muscular dystrophy or polymyositis
  • Diseases affecting the connection between the nerve and the muscle, such as myasthenia gravis
  • Disorders of nerves outside the spinal cord (peripheral nerves), such as carpal tunnel syndrome or peripheral neuropathies
  • Disorders that affect the motor neurons in the brain or spinal cord, such as amyotrophic lateral sclerosis or polio
  • Disorders that affect the nerve root, such as a herniated disk in the spine

Opportunity to get money at ufabet