รีวิว You Are My Spring เธอคือรักที่ผลิบาน

You Are My Spring

ในช่วงที่หันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องยากลำบาก You Are My Spring การได้เจอซีรีส์ที่ช่วยเยียวยาคุณได้ นับเป็นของขวัญจากที่ไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ และเราคิดว่าเราได้เจอสิ่งนั้นแล้ว นั่นคือ ‘You Are My Spring’ (2021) ซีรีส์น้ำดีจากช่อง tvN ที่ทุกบทสนทนา ทุกความสัมพันธ์ ไปจนถึง Mood & Tone ของเรื่อง ล้วนแสดงออกถึงความอบอุ่นอ่อนโยน เสมือนมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังตบไหล่ให้กำลังใจเราอยู่ และการันตีว่าภาพสวยแฝงด้วยความหมายจากผลงานการกำกับโดย ดูหนังออนไลน์ไทย จองจีฮยอน ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน The King: Eternal Monarch (2020), Search: WWW (2019) และร่วมกำกับซีรีส์​ Mr.Sunshine (2018) ด้วย รีวิว You Are My Spring

เรื่องย่อ

“แม่เหล็กดึงดูดขยะ” จูยองโดกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านในขณะที่คังดาจองกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตากรุ่นเชื้อเพลิง จูยองโด จิตแพทย์หนุ่มที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมบุคคลในอดีตเขาผ่านประสบการเฉียดตาย

และได้รับบริจาคหัวใจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านหนึ่ง ภายหลังเขาได้แต่งงานอยู่กินกับนักแสดงสาวชื่อดัง อันกายอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหย่าขาดจากกันไป ต่อมาคุณหมอจูยองโดได้ย้ายคลินิกของเขามายังตึกใหม่ย่านพุงจีสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม

เคสที่เขากำลังสืบหาเบาะแสคนร้ายอยู่และได้พบเจอกับ คังดาจอง พนักงานต้อนรับในโรงแรมสาวสวยที่มีประสบการณ์ฝังใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตอีกทั้งยังผิดหวังกับความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซีรีส์ใหม่ออนแอร์กันไม่พักเลย รอบนี้เราข้ามฝั่งมาแดนกิมจิกันบ้างกับผลงานเรื่อง You Are My Springในชื่อไทย เธอคือรักที่ผลิบาน ซีรีส์แนวโรแมนติกดราม่าจากค่าย tvN ซึ่งปล่อยลงจอออนแอร์ซับไทยที่ Netflix

เนื้อเรื่อง

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมของแนวยอดฮิตเกาหลีรักผสมฆาตกรรม ซึ่งเป็นการเขียนบทแบบตั้งใจรวมส่วนผสมสองอย่างนี้ให้เข้ากันลงตัวให้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วแนวรวมแบบนี้ก็ไม่แปลกใหม่อะไร เพราะมีหลายเรื่องทำมาก่อน

อย่างที่ดังๆ ก็ Oh My Ghost แต่โดยทั่วไปคือตัวเรื่องมักจะมาหักมุมกลางเรื่องเพื่อเข้าสู่อีกแนวที่วางไว้ แต่เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นฉากแรกก็เปิดมาให้เห็นคดีที่ดูเหมือนฆ่าตัวตายปริศนา แล้วไล่ย้อนกลับไปเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนๆ นี้

โดยเรื่องราวถูกโฟกัสไว้ที่นางเอก คังดาจอง (รับบทโดย Seo Hyun-Jin) ผู้ซึ่งมีบาดแผลในวัยเด็กพ่อทำร้ายแม่จนต้องพาหนีออกมากับน้องชายเมื่อตอนยังเด็ก และเมื่อโตขึ้นมาเธอกลับมีปัญหาการคบหาเป็นแฟนกับใครก็มักจะเจอแต่ผู้ชายสร้างปัญหา

จนเมื่อเธอพบกับ จูยองโด (รับบทโดย Kim Dong-Wook) จิตแพทย์ร่วมตึกที่พักอาศัยเดียวกัน และทำนายทายทักปัญหาของชีวิตเธอได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็น และเริ่มแอบชอบเธอขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็พบกับหนุ่มหล่อขี้ตื้อที่แวะเวียนมาจีบตลอดเวลาอย่าง ชเวจองมิน (รับบทโดย Yoon Park)

ซึ่งเอาความใจใส่ของเขาก็ทำให้เธอเริ่มตกหลุมรักครั้งใหม่อีกครั้ง ในขณะที่จูยองโดกลับรู้สึกว่าหนุ่มคนนี้ผิดปกติทางจิต และพยายามสืบหาว่าเขาคือใคร และเข้ามาสนิทสนมกับคังดาจองด้วยเหตุผลอะไรกันแน่

นักแสดง

ซอฮยอนจิน รับบทเป็น คังดาจอง

ตอนที่เธอยังเด็ก เธอพักอยู่ในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคังนึงแต่เธอไม่ได้คิดแค่ว่ามันคือโรงแรม เธอคิดว่าที่นั่นคือบ้านสำหรับหัวใจของเธอ ในปัจจุบันเธอทำงานเป็นผู้จัดการแผนกต้อนรับในโรงแรม เธอย้ายไปพักในตึกกูกูจนได้ไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมพร้อมกับจิตแพทย์หนุ่มที่อาศัยห้องด้านล่างของห้องเธอ

คิมดงอุค รับบทเป็น จูยองโด

จิตแพทย์หนุ่มมากความสามารถที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม ยองโด ผ่านประสบการณ์เสี่ยงตายมาและได้รับบริจาคหัวใจจากเจ้าหน้าที่ อีจองบอม ตำรวจน้ำดีที่ถูกฆาตกรรมในปี 2018

จูยองโด จึงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือเหล่าเจ้าหน้าที่ในวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้ายจากเหตุการณ์ฆาตกรรมและกลายเป็นที่ปรึกษาให้กับทีมสืบสวนอาชญากรรมรุนแรง 3 แห่งโกจินบกอีกด้วย คาแรกเตอร์ ตรงไปตรงมา เฉลียวฉลาด สุขุมภูมิฐาน

ยุนพัค รับบท แชจุน

หัวหน้าในบริษัทด้านการลงทุนที่จับพลัดจับผลูไปปรากฏตัวต่อหน้า คังดาจอง ในวันหนึ่งและดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจเธอเป็นอย่างดีในเวลาไม่นาน เขามีใจให้ คังดาจอง และพยายามเปิดเผยให้เธอได้รู้

เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบและศรัธทาในความรู้สึกแว๊บแรกของตัวเองจึงได้เทียวไล้เทียวขื่อหยอด ดาจอง อย่างไม่ลดละ คาแรกเตอร์ สองบุคลิกอยู่กับดาจองจะแสดงด้านที่อบอุ่น ภูมิฐาน อารมณ์ขัน โรแมนติก แต่ลึก ๆ แล้วเขามีตัวตนที่คลุมเครือ แววตาก้าวร้าว แสดงออกรุนแรง

นัมกยูริ รับบท อันกายอง

อดีตภรรยาสาวสุดไฮโซของคุณหมอจูยองโด เธอเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดังโดยได้พบเจอกับหมอยองโดที่ให้ปรึกษาด้านบทละครแนวหมออาชญากรรมจนในที่สุดก็ตกลงแต่งงานกันแต่ 1 ปีให้หลังเขาทั้งสองก็หย่าขาดกันไป คาแรกเตอร์ สาวมั่น ปากแจ๋ว

การดำเนินเรื่อง

ตัวเรื่องตอน 1-2 เป็นส่วนผสมของแนวปริศนากับความรักได้อย่างลงตัว เรื่องราวพยายามปูอดีตของนางเอกที่มีปมบางอย่างกับตัวละครหลักในปัจจุบัน และก็มีความชอบอะไรที่เป็นเรื่องปริศนาแปลกๆ อย่างแมวดำ

กับความเจ็บช้ำรักที่ผ่านมารวมกันจนไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีกต่อไป แต่เธอก็ยังมีแรงดึงดูดผู้ชายแย่ๆ เข้ามาไว้ที่ตัว ซึ่งตัวเรื่องเล่นกับพฤติกรรมจิตๆ ของ ชเวจองมิน ที่หน้าฉากกับนางเอกเขาคือผู้ชายที่มีเสน่ห์พร้อมทำอะไรก็ได้ให้เธอรัก

แต่พออยู่กับคังดาจองที่เป็นพระเอกของเรื่องนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนพระเอกวินิจฉัยว่าเขาเป็น โรคโซซิโอพาธ (Sociopath) ไม่แคร์ผู้อื่น ต่อต้านสังคม และอาจจะเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ปิดไม่ได้ที่ตึกแห่งนี้ที่เป็นที่พักกับที่ทำงานของพระเอกนางเอก

ซึ่งตัวเรื่องหลอกล่อและเล่นกับความรู้สึกนางเอกที่เริ่มมีใจให้เขาได้เป็นอย่างดี จนคนดูคงรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าจะเดินเรื่องไปในทิศทางนี้ซึ่งเอาจริงๆ ก็สนุกและน่าติดตามมากด้วย แต่เมื่อจบ EP2 เรื่องราวทั้งหมดจึงหักมุมเฉลยฉากเปิดเรื่องในตอนแรก ซึ่งหลังจากนี้ไปคือเมนหลักจริงๆ ของเรื่องนี้

แนวรักผสมสืบสวนจิตวิทยา?

ต้องบอกว่าการหักมุมแบบสุดๆ ในตอนจบของ EP2 ทำให้เรื่องดูน่าติดตามมาขึ้นมาก แต่มันกลับน่าผิดหวังเมื่อเรื่องกลับมาเดินหน้าในแนวที่แตกต่างจากสองตอนแรกเหมือนหนังคนละม้วน จากตอนแรกที่เป็นแนวรักผสมสืบสวนไซโคจิตวิทยาที่ค่อนข้างให้น้ำหนักพอๆ กัน

แต่หลังจากนี้ไปแทบจะเป็นรักเต็มตัว กินเวลาไป 70-80% ในแต่ละตอน โดยตัวเรื่องเปิดทางให้พระเอกอย่างจูยองโดเริ่มเข้ามามีบทบาทปกป้องและแอบจีบนางเอกแบบเนียนๆ จนกลายเป็นแนวโรแมนติกกุ๊กกิ๊กักนตลอดเรื่อง

เมื่อนางเอกกลายเป็นคนที่ฝังใจกับความสัมพันธ์แย่ๆ มากกว่าเดิมจนไม่อาจจะเปิดใจได้อีกแล้ว ก็เลยเอาจุดนี้มาเดินเรื่องให้พระเอกเข้ามาเทคแคร์เยียวยาจิตใจของเธอ จนกลายเป็นการปลูกต้นรักใหม่อีกครั้งสมกับชื่อเรื่องนี้เลย

ซึ่งถ้ามองในมุมของแนวรักโรแมนติกเรื่องนี้ทำได้ดีเลย แม้พระเอกนางเอกอาจจะไม่ได้สวยหล่อมาก แต่ก็ดูได้สนุกเพลินๆ อยู่ เพียงแต่ว่าปัญหามันคือส่วนคดีฆาตกรรมที่เรื่องเปิดทิ้งไว้ในสองตอนแรกนี่แหละที่มันแทบหายไปจากเรื่องหลักเลย

คดีฆาตกรรม

เนื้อเรื่องส่วนคดีฆาตกรรมที่เปิดไว้แบบโคตรปริศนา ทั้งในอดีตที่นางเอกอาจจะรู้จักกับคนร้าย หรือตัวละครอย่าง ชเวจองมิน จริงๆ แล้วคือใครกันแน่ ตัวเรื่องเปิดตัวละครใหม่ เอียน เชส หมอจากอเมริกาที่กลับมาเกาหลี

แถมมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ ชเวจองมิน อย่างกะแฝด ตัวเรื่องพยายามใส่ปริศนาเข้ามาต้นเรื่องของทุกตอน แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายปมอะไร กลับกลายเป็นการสะสมปริศนาให้งงขึ้นเรื่อยๆ ว่าตัวละครเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับนางเอกของเรื่อง

ในระหว่างตอนจะมีฉากสั้นๆ ที่เกี่ยวกับการสืบสวนทั้งของตัวพระเอกกับตำรวจที่พยายามปิดคดีฆาตกรรมปริศนาหลายคดีต่อเนื่องกันในอดีต แต่ยังจับคนร้ายไม่ได้ (พระเอกช่วยงานเป็นที่ปรึกษาตำรวจ) ซึ่งมันสั้นมากจริงๆ เหมือนเรื่องพยายามขยักปกปิดไว้เต็มที่ ในระหว่างเดินเรื่องรักเต็มสูบไปด้วย

แล้วตอนท้ายของทุกตอนก็จบลงด้วยการวกกลับมาเรื่องฆาตกรรมต่ออีกนิดหน่อย วนไปวนมาแบบนี้จนถึงตอน 6 ล่าสุดของรีวิวที่เขียนนี้ตัวเรื่องส่วนนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน จนกลายเป็นความยืดยาดของเรื่อง เหมือนเรื่องจริงๆ มีนิดเดียวแค่นั้น

แผลในใจ?

สิ่งที่ซีรีส์ You Are My Springเน้นย้ำและสื่อสารมาถึงคนอยู่อย่างชัดเจนคือประเด็นเรื่อง ‘แผลในใจ’ เราทุกคนล้วนมีปมเล็ก-ใหญ่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความคิด ชีวิต หรือจิตใจ รอวันที่จะเปิดเผยตัวและท้าทายให้เราก้าวข้ามไป

อย่างจูยองโดเอง แม้ว่าเขาจะเป็นจิตแพทย์ผู้เข้าใจก้นบึ้งความคิดของคนไข้มากมาย แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็เคยเป็นเด็กชายผู้พ่ายแพ้ที่ต้องเผชิญกับคำโกหกมากกว่าความจริง และเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจมาแล้ว

ซึ่งแม้จะบอกวิธีและจ่ายยาให้ใครต่อใครก้าวพ้นช่วงเวลายากลำบากไปได้ ตัวเขาเองก็ยังต้องการกำลังใจ คำปลอบโยน และอ้อมกอดอุ่น ๆ เพื่อปลอบโยนไม่ต่างกัน

เรื่องราวความรักของตัวละครรอง

ตัวเรื่องนอกจากตัวละครหลักที่กล่าวมาแล้ว ก็พยายามเสริมให้มีเรื่องราวความรักของตัวละครรอง อย่างเมียเก่าพระเอกที่หย่าไปเป็นดาราดังก็มาคบกับไอดอลดังที่รักเธอสุดๆ แต่เธอกลับยังมีเยื่อใยกับพระเอก ตัวเรื่องพยายามให้เป็นเหมือนรัก 4 เส้ากลายๆ

แต่ก็ไม่ได้เป็นเนื้อหาเข้มข้นอะไร ออกแนวตลกๆ แบบแอบเข้าใจกันผิดกันเป็นทอดๆ แค่นั้น ซึ่งก็เลยทำให้ตัวเรื่องรักๆ ยิ่งยืดเข้าไปอีก (จากที่แค่ฉากกุ๊กกิ๊กพระเอกนางเอก็ว่าเยอะแล้ว)

โดยรวม

ในโดยรวมแล้ว ส่วนของโปรดักชั่นและนักแสดงเรื่องนี้จัดแสงดีสมจริงมืดก็มืดจริง สถานที่เลือกได้เยี่ยมส่วนตัวเจย์ถูกใจโลเคชั่นดาดฟ้าของคังดาจองมากน่าอยู่ดูผ่อนคลายส่วนฝีมือการแสดงของนักแสดงนำทั้ง 4 รวมไปถึงนักแสดงสมทบเยี่ยมยุทธ์ทุกท่าน

แต่มีหนึ่งท่านที่ปลื้มเขามากคือคุณพี่ ยุนพัค แสดงแบบ Real เวอร์แววตาตอนอยู่กับดาจองละมุนมากไม่ไหวแต่พอเทิร์นออนโหมดฟาด ๆ ร้าย ๆ คือดูจิตแบบรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากนัยน์ตา ซึ่งเจย์มองว่าตัวละครตัวนี้มันต้องมีซัมติงไปคาบเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมหรืออาจจะมีการหักมุมหักเลี้ยวแหกโค้งในตอนถัด ๆ ไปกันบ้างแหล่ะ

สรุป

สำหรับเรา You Are My Spring เป็นซีรีส์ที่ตอนแรกอาจไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่เมื่อได้เริ่มดูแล้ว ความเรียบง่ายของหลาย ๆ องค์ประกอบโดยเฉพาะบทสนทนาในเรื่อง กลับส่งพลังและกระทบใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกัน

ประเด็นเรื่องคดีฆาตกรรมก็สร้างทั้งความสับสนและสงสัย ส่งให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น เรียกว่าเป็นเส้นเรื่องรองที่เสริมเข้ามาให้คอซีรีส์แนวสืบสวน-สอบสวน รับชมไปพร้อมกับรับพลังจากข้อคิดดี ๆ ในเรื่องได้อย่างแน่นอน

ส่องกล้องลำไส้ใหญ่ทำอย่างไรบ้าง

มะเร็งลำไส้ใหญ่

โดยทั่วไปแล้ว การส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เป็นการตรวจแบบผู้ป่วยนอก ซึ่งแพทย์จะให้ยาระงับความรู้สึก (Sedative) ก่อนการส่องกล้องเพื่อให้ ผู้ป่วยรู้สึกผ่อนคลาย และง่วงขณะทำการตรวจ รวมทั้งไม่อาจจำขั้นตอนต่าง ๆ ระหว่างกระบวนการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ได้

ในระหว่างขั้นตอนส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แพทย์จะตรวจโดยสวมถุงมือยางและให้ผู้ป่วยนอนตะแคงบนเตียงตรวจ จับให้เข่าชิดหน้าอกเพื่อให้ลำไส้ใหญ่อยู่ในองศาที่เหมาะสม จากนั้นจึงใช้นิ้วสอดเข้าไปเพื่อตรวจบริเวณลำไส้ตรง ก่อนจะสอดกล้องส่องตรวจชนิดพิเศษเข้าไป โดยแพทย์จะชโลมเจลหล่อลื่นกับอุปกรณ์ดังกล่าวเพื่อให้อุปกรณ์เข้าสู่ลำไส้ตรงได้ง่ายขึ้น

เมื่อกล้องส่องตรวจชนิดพิเศษอยู่ในตำแหน่งที่ต้องการแล้ว แพทย์จะขยายลำไส้ใหญ่ด้วยการเป่าลมหรือคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อให้เห็นภาพภายในลำไส้ใหญ่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งภาพที่ได้จะถูกส่งไปยังมอนิเตอร์และนำไปใช้ในการวินิจฉัย โดยในระหว่างส่องกล้องลำไส้ใหญ่ แพทย์อาจตัดติ่งเนื้อขนาดเล็กหรือเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อ เพื่อนำมาใช้วินิจฉัยความผิดปกติในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม

หลังการตรวจผนังลำไส้ใหญ่อย่างละเอียด แพทย์จะค่อย ๆ นำกล้องส่องตรวจชนิดพิเศษออก โดยรวมแล้วอาจใช้เวลาในการตรวจประมาณ 15 นาทีถึง 1 ชั่วโมง จากนั้นจึงค่อยพูดคุยกับผู้ป่วยถึงผลที่ได้หลังส่องกล้องลำไส้ใหญ่ อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยรู้สึกตัวระหว่างการส่องกล้องอาจจะไม่สบายท้อง เนื่องจากจะรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของลำไส้เมื่อแพทย์สอดอุปกรณ์เข้าไปหรือดันอุปกรณ์เข้าไปลึก แต่วิธีที่จะช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายนั้นได้แก่ การหายใจเข้าลึกและค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกทางปาก

ORPHAN ปีศาจในคราบเด็กสาว

ในครั้งนี้ก็จะขอคอหนังแนวจิตมาย้อนรำลึกถึงสาวน้อยเอสเธอร์จากภาพยนตร์เรื่อง ORPHAN ออร์แฟน(เด็กนรก)โดยในครั้งนี้ก็ตามสูตรเลยครับต้องพูดถึงการเล่าเรื่องระดับเนื้อความหรือตัวบท(discourse) ก่อนนะครับโดยออร์แฟนเล่าเรื่องของครอบครัวๆหนึ่งที่ไปรับรักจากสถานสงค์เคราะห์มาเลี้ยง และก็เริ่มเล่าเรื่องราวตามทฤษฏีการเล่าเรื่องแบบเเป๊ะๆตามลำดับแต่ดูแล้วกลับสนุกตื่นเต้นตลอดเวลา จะบอกว่าออร์แฟนเล่าเรื่องตามสูตรโครงเรื่องแบบ Classical Design เป็นแบบที่พบบ่อยที่สุดคือเหตุการณ์ในเรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ต่อเนื่อง  และเป็นเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงเป็นเหตุเป็นผลสอดคล้องกันไปจนถึงบทสรุปตอนจบที่ทำให้ ชีวิตตัวละครเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่ทำออกมาได้ดีมากโดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเพราะการกำหนดจังหวะของเรื่องราวเลยทำให้รู้สึกว่ามันดีจังเลยประเด็นต่อมาคือความขัดแย้ง (Conflict) ในเรื่อนี้จะเห็นความขัดแย่งกันระหว่างคนในครอบครัวหรือระหว่างมนุษย์ด้วยกันโดยความขัดแย้งนี้จะเกิดขึ้นระหว่างเด็กเอสเธอร์จากบ้านเด็กกำพร้า  ดูหนังออนไลน์ไทย กับ เคท และจอห์น สามีของเธอ ความขัดแย้งเริ่มจากจุดเล็กๆและขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนลุกรามจนเกือบทำให้ครอบครัวของเคทพังทลายลง ต่อมาคือตัวละคร  (Character) จะขอพูดถึงเอสเธอร์เอสเธอร์เป็นตัวละครที่มีความน่าสนใจมากเพราะยังไม่เคยเห็นตัวละครแบบนี้มาก่อนมีเอกลักษ์ที่โดดเด่นและน่ากลัวมากเลยทีเดียว ส่วนเคทก็ช่างน่าสงสารจนทำให้เราอดเอาใจช่วยเธอไม่ได้

– ORPHAN ออร์แฟน เด็กนรก จัดเป็นภาพยนตร์เป็นภาพยนตร์ในแนวจิตวิทยาระทึกขวัญความยาว123นาทีเข้าฉายในไทยเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2552 จากการกำกับของ Jaume Collet-Serraเฮาเมต์ โคเลต-เซร์ญา ผู้กำกับชาวสเปน ที่เคยมีผลงานจาก House of Wax ในปี ค.ศ. 2005 ออร์แฟนได้ตัวนักแสดงนำที่น่าสนใจโดยเฉพาะนักแสดงเด็กอย่างIsabelle Fuhrman, Aryana Engineer และนักแสดงมากความสามารถที่มารับบทเคทคือ Vera Farmiga ในภาพยนตร์เรื่องนี้เราจะเห็นตัวละครแต่ละตัวถูกวางCharacter ให้แตกต่างกันออกไปในบทบาทแต่ละบทบาทแฝงไปด้วยความคิดที่ซ้อนอยู่ภายในทำให้ดูแล้วรู้สึกนึกคิดตามสถานการณ์มี่เกิดขึ้นแต่ละฉากๆเรื่องได้ว่าเชื่อจริงๆ ปัญหาเหล่านั้นมันต้องเป็นเรื่องจริงที่เคยเกิดขึ้นแน่นอนและแน่นอนตัวละครเอกอย่าง เอสเธอร์ เธอมีความปรารถนาที่ชัดเจนแต่ดูแล้วไม่รู้สึกเลยว่าเธอกำลังสวมบทบาทอยู่แต่รู้สึกว่าเธอเป็นแบบนั้น และทำให้ยิ่งสงสารเคทขึ้นไปอีก

-เรื่องย่อ เป็นเรื่องราวของครอบครัว ครอบครัวหนึ่งมีพ่อแม่ลูกชายและลูกสาวคนเล็กที่พูดไม่ได้เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่เคท และจอห์น ได้ศูนย์เสียลูกที่กำลังจะลืมตามาดูโลกไปตั้งแต่ในท้องและเคทกลายเป็นคนติดเหล้าจนเกือบทำให้ลูกอีกสองคนต้องตายจนกลายเป็นความล้มเหลวที่คอยติดตามหลอกหลอนพวกเขาทั้งคู่จึงตัดสินใจที่จะรับอุปการะเด็กเข้ามาในครอบครัวอีกหนึ่งคนเพื่อเติมเต็มครอบครัวให้สมบูรณ์ดังเดิมทั้งคู่จึงเดินทางไปที่บ้านเด็กกำพร้าและได้เจอกับเด็กหญิงที่น่ารักน่าชังคนหนึ่งที่ชื่อว่าเอสเธอร์เธอมีอะไรบางอย่างทำให้พวกเขาสนใจและตัดสินใจรับเธอมาอยู่ด้วยแต่อยู่มาไม่นานเคทก็เริ่มสังเกตุเห็นความผิดปรกติของเด็กเอสเธอร์เธอจึงเริ่มสืบค้นประวัติของเด็กคนนี้และเริ่มพบเบาะแสที่น่ากลัวในที่สุดเอสเธอร์ที่น่ารักก็ได้เผยโฉมหน้าที่แท้จริงอันน่ากลัวและพยายามจะฆ่าทุกคนเหมือนครอบครัวอื่นๆที่เคยทำมาแต่สัญชาติญาณความเป็นแม่ของเคทก็ทำให้เธอลุกขึ้นต่อสู้กับฆาตกรโรคจิตเพื่อปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยความกล้าหาญของเธอทำให้ครอบครัวรอดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายมาได้และกลับมาเข้าใจกันเหมือนเดิม

-เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าโดยเคท เธอต้องผ่านปัญหาอุปสรรค์และความไม่เข้าใจไม่มีใครยอมเชื่ออะไรที่เธอพูดเพราะเธอเคยติดเหล้าอย่างหนักเธอต้องต่อสู้กับฆาตกรโรคจิตที่อาศัยอยู่ในบ้านของเธอเพียงลำพัง เรื่องราวทั้งหมดถูกเล่าว่าเป็นยุคปัจจุบันในขณะนั้นและถูกถ่ายทอดออกมาเล่าแบบเรื่องจริงไม่ใช่จินตนาการที่เคทมโนภาพขึ้นเองหรือภาพหลอนใดๆ  การเล่าลักษณะนี้ส่งผลให้คนดูเชื่อและเอาใจช่วยตัวละครมากกว่า

-เทคนิคที่ใช้ในภาพยนตร์เรื่องออร์แฟน ส่วนมากเป็นมุมภาพขนาดกลาง และระยะใกล้เพราะผู้กำกับต้องการสื่ออารมณ์ของตัวละครออกมาให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสีหน้าแววตา ท่าทาง เพราะอย่างที่บอกเรื่องนี้เป็นหนังจิตรวิทยาระทึกขวัญ มุมภาพและระยะเป็นสิ่งสำคัญมากมุมกล้องเป็นแบบ Subjective เพื่อให้คนดูรู้สึกว่าได้เข้าไปอยู่ในเรื่องด้วยในส่วนขององค์ประกอบภาพที่ใช้สื่อความหมายทำได้ดีมากมีจังหวะและความต่อเนื่องของภาพที่ลื่นไหลสวยงามการจัดวางวัตถุสามารถสื่อความหมายได้ดีการตัดต่อมีความต่อเนื่องและกระตุ้นอารมณ์ได้ยอดเยี่ยมแสงและสีที่ใช้ก็ปรับไปตามอารมณ์ของเหตุการณ์ในขณะนั้นการใช้เสียงก็มีส่วนช่วยเยอะในหนังเรื่องนี้ ฉากอีกทั้งเครื่องแต่งกายและสถานการณ์สมจริงสมจังสอดคล้องกับยุคสมัยในส่วนของนักแสดงไม่รู้จะพูดอย่างไรดีเพราะแทบทุกตัวละครเข้าถึงบทบาทดีมากๆจนทำให้เราอินไปกับบทและเหตุการณ์เรียกว่าตีบทแตกกระจายเลยก็ว่าได้

***สรุป โดยรวมแล้วองค์ประกอบต่างๆในภาพยนตร์เรื่องออร์แฟนมีความสมบูรณ์ในระดับที่เรียกได้ว่ายอดเยี่ยมมากในสายตาของผมมันเป็นหนังที่ดูไปก็ตื่นเต้นไปตลอดไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลยทุกองค์ประกอบเข้ามารองรับเนื้อหาได้อย่างพอดิบพอดี ไม่มากไป ไม่น้อยไป สวยงสมสอดคล้อง ลื่นไหลไปหมด โดยส่วนตัวแล้วชอบมากครับสำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้***

เรื่องจริงยิ่งกว่าหนัง “Orphan” สาววัย 22 ในร่างเด็ก 8 ขวบ พยายามฆ่าพ่อแม่อุปการะ

เชื่อว่าคอหนังสยองขวัญหลายคนน่าจะจำหนังสุดหักมุมเรื่อง Orphan เมื่อปี 2009 กันได้ดี ที่คู่สามี-ภรรยา ได้รับอุปการะเด็กหญิงหน้าตาน่ารักวัย 9 ขวบ แต่แล้วเธอก็พยายามเคลมพ่อเลี้ยงของตัวเองแล้วหาทางกำจัดแม่เลี้ยงเสีย ซึ่งสุดท้ายตัวตนของเธอก็ถูกเผยออกมาว่าแท้จริงแล้วเธอไม่ใช่เด็ก แต่เป็นหญิงวัย 33 ปี ที่เกิดมาแคระแกร็นตัวเล็กเหมือนเด็ก ใครจะไปคิดว่าล่ะว่าพลอตหนังเหลือเชื่อแบบนี้ จะเกิดขึ้นได้จริง

แต่แล้วก็มีเหตุการณ์ที่เหมือนหนัง Orphan เกิดขึ้นจริง ๆ อ้างอิงจากรายงานข่าวในมลรัฐทิปปีแคนู รัฐอินเดียนา มีคู่สามี-ภรรยา โดนดำเนินคดีข้อหา “ทอดทิ้งลูกเลี้ยง” ของตัวเอง แต่ทั้งคู่ให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าพวกเค้าต่างหากที่ตกเป็นเหยื่อในคดีนี้

ข้อความตอนหนึ่งจากเอกสารที่ยื่นฟ้องต่อศาลทิปปีแคนู คริสติน และไมเคิล บาร์เน็ตต์ คู่สามี-ภรรยา ได้ไปรับเด็กหญิงชาวยูเครเนียนผู้มีลักษณะทางกายภาพแคระแกร็นมาไว้ในอุปการะเมื่อปี 2010 แต่แล้วในปี 2013 ทั้งคู่กลับทอดทิ้งเด็กหญิงไว้เพียงลำพังให้อยู่ในแฟลตที่เมืองลาฟาแยต แล้วทั้งคู่ก็ย้ายไปอยู่แคนาดา ในข้อกล่าวหานั้นยังอ้างอีกว่า คู่สามี-ภรรยา ได้ดำเนินการทางกฏหมายแก้ไขอายุเด็กหญิงจาก 8 ขวบ เป็น 22 ปี แล้วยังกำชับเด็กหญิงให้บอกทุกคนว่าภาพลักษณ์ของเธอดูอ่อนกว่าอายุจริง

เป็นผลให้ทั้งคู่โดนดำเนินคดีข้อหา “ทอดทิ้งบุคคลผู้อยู่ในอุปการะ” ต่อมาทั้งคู่ได้รับการประกันตัวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คริสตินได้อธิบายข้อเท็จจริงกับผู้สื่อข่าวว่า กระบวนการอุปการะเด็กนั้นล้วนเป็นกรรมวิธี “ต้มตุ๋น” นาตาเลีย เด็กหญิงที่เธออุปการะมานั้นแท้จริงแล้วคือหญิงสาวที่เป็นผู้ใหญ่ แต่เธอใช้ประโยชน์จากความผิดปกติทางกายภาพที่ดูเหมือนเด็กหญิงคอยหลอกลวงครอบครัวอุปการะไปเรื่อย ๆ

คริสตินเล่าต่อว่า เธอและไมเคิล ซึ่งขณะนั้นยังเป็นสามีของเธออยู่ ได้ไปรับนาตาเลียมาจากศูนย์รับเลี้ยงบุตรบุญธรรม ในฟลอริดา ในวันนั้นนาตาเลียต้องการครอบครัวดูแลอย่างเร่งด่วน เหตุจากครอบครัวที่ดูแลเธอก่อนหน้านี้ ได้ยกเลิกการรับอุปการะด้วยเหตุผลที่ไม่เปิดเผย  คริสตินและไมเคิลรู้สึกเมตตานาตาเลียจึงรับตัวเธอมาโดยที่ไม่ได้รับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตัวเธอมากนัก

แต่เมื่อรับนาตาเลียมาอยู่ด้วยไม่กี่สัปดาห์ เธอและสามีก็เริ่มสังเกตได้ว่าแท้จริงแล้วนาตาเลียไม่ใช่เป็นเด็ก 8 ขวบอย่างที่เข้าใจ เธอมีพฤติกรรมหลาย ๆ อย่างที่ชี้ชัดว่าแท้จริงแล้วเธอเป็นผู้ใหญ่ ไม่ว่าจะด้วยการพูดจาด้วยศัพท์สำนวนแบบผู้ใหญ่ เธอไม่ค่อยสุงสิงกับเด็กวัยเดียวกัน คริสตินเคยอาบน้ำให้เธอ แล้วก็รู้สึกช็อกเมื่อเห็นว่าเธอมีขนที่อวัยวะเพศเหมือนกับผู้ใหญ่ และที่สำคัญเธอมีประจำเดือน

คู่สามี-ภรรยา ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่พาตัวนาตาเลียไปพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาอายุจริงของเธอ แพทย์ทำการตรวจสอบมวลกระดูกของนาตาเลียแล้วยืนยันว่า นาตาเลียมีอายุอย่างน้อยก็ 14 ปีแล้ว ตั้งแต่นั้นเธอและสามีก็ปฏิบัติต่อนาตาเลียดังกับเด็กสาววัยรุ่นคนหนึ่ง อาจจะด้วยความไม่พอใจที่ความจริงถูกเปิดเผย นาตาเลียเริ่มมีปฏิกิริยาต่อต้านรุนแรงต่อพ่อแม่อุปการะ ด้วยการขู่ว่าจะฆ่าทั้งคู่เสีย ซึ่งเธอก็ทำจริง ทั้งการใส่น้ำยาเช็ดกระจกลงในกาแฟของคริสติน โชคดีที่คริสตินไปเห็นเข้าโดยบังเอิญ เธอถามนาตาเลียว่าทำอะไร ซึ่งนาตาเลียก็ตอบตามตรงว่า

“ฉันจะวางยาพิษแก”

นาตาเลียยังพยายามทำร้ายคริสตินอยู่หลายครั้ง บางครั้งก็ผลักคริสตินใส่รั้วไฟฟ้า หรือเคยกระทั่งวาดภาพการสังหารคริสตินและไมเคิล เป็นภาพที่เธอฆ่าทั้งคู่แล้วม้วนร่างใส่ผ้าห่ม แล้วเอาไปฝังในสวนหลังบ้าน นาตาเลียยังทำเรื่องน่ากลัวอีกมาก เช่นกระโดดออกจากรถที่กำลังวิ่งอยู่บนถนน เอาเลือดตัวเองไปละเลงบนกระจก

ถึงขนาดนี้ไม่น่าจะอยู่เป็นสุขแล้วล่ะครับ ไม่รู้หลับ ๆ ไปจะโดนฆ่าไหม ว่าแล้วคริสตินและสามีก็หาทางออกด้วยการพาตัวนาตาเลียไปโรงพยาบาลจิตเวช เพื่อให้แพทย์ทำการวินิจฉัยสภาพจิตของเธอโดยด่วน ในระหว่างการรักษานาตาเลียยอมรับกับแพทย์ว่าแท้จริงแล้วเธอมีอายุมากกว่าที่อ้างมา แล้วเธอก็ยืนยันเจตนาว่าต้องการฆ่าพ่อแม่อุปการะด้วย ซึ่งแพทย์ก็ทำการลงผลการวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจนว่า

“นาตาเลีย ได้ใช้ประโยชน์จากภาพลักษณ์ที่ดูอ่อนกว่าวัยในการหาเลี้ยงชีพ ด้วยการหลอกลวงเหยื่อที่ดูมีเจตนาดีต่อเธอเรื่อยมา”

คริสตินและสามีจึงนำเอกสารทางการแพทย์นี้ไปยื่นกับศาลสูงแห่งมลรัฐแมเรียนในเดือนมิถุนายน 2012 เพื่อให้ศาลรับพิจารณายืนยันสถานะว่าเธอเป็นผู้ใหญ่ ไม่ใช่เด็กหญิงอีกต่อไป เพื่อที่คริสตินจะได้ส่งเธอเข้ารับการบำบัดทางจิตได้ตามสถานะของผู้ใหญ่คนหนึ่ง ไม่เพียงแค่นั้นคริสตินยังได้ดำเนินการขอเลขทะเบียนประกันสังคมให้กับนาตาเลียอีกด้วย เพื่อให้เธอได้สิทธิ์รับแสตมป์แลกอาหารตามสวัสดิการของรัฐ แล้วก็มีบัตรประชาชนอีกด้วย

ถึงตรงนี้เรื่องราวดูจะราบรื่นดี แต่ก็สงบอยู่ได้ไม่นาน พลอต ช่าง เหมือน หนังสยองขวัญ เพราะนาตาเลียได้รับการปล่อยตัวสถาบันจิตเวชในเดือนสิงหาคมปีนั้น แต่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลจาก “สาธารณสุขของรัฐ” ถึงแม้นาตาเลียจะได้รับการวินิจฉัยว่าปลอดภัยต่อสังคมแล้ว แต่คริสตินก็ไม่รู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ร่วมชายคาเดียวกับนาตาเลียอีก เธอจึงจัดให้นาตาเลียไปพักอยู่ในแฟลตที่เมืองลาฟาแยตแทน และอีกเหตุผลสำคัญคือ เจคอบ ลูกชายจริง ๆ ของคริสติน ซึ่งเป็นเด็กออทิสติกแต่มีความอัจฉริยะทางด้านฟิสิกส์ วันนี้เจคอบอายุ 21 ปีแล้ว และความอัจฉริยะของเจคอบ ทำให้เขาได้เข้าเรียนใน the Perimeter Institute for Theoretical Physics ในเมืองวอเตอร์ลู รัฐออนทาริโอ ประเทศแคนาดา ซึ่งคริสตินได้ย้ายตามไปดูแลลูกชาย

 

ในด้านการดูแลนาตาเลียนั้นเธอก็ไม่ได้เพิกเฉย แม้จะโดนพยายามฆ่ามาแล้วหลายครั้ง แต่คริสตินก็ยังพาเธอไปสมัครเข้าเรียนที่ the Lafayette Adult Resource Academy ซึ่งภายหลังนาตาเลียก็หยุดเรียนไปเสียเฉย ๆ แล้วยังถูกขับไล่ออกจากแฟลตในเดือนพฤษภาคม 2014 ตั้งแต่นั้นคริสตินก็บอกว่าเธอไม่สามารถติดต่อนาตาเลียได้อีกเลย คริสตินกังวลว่าเธอจะหยุดกินยาที่ช่วยรักษาอาการทางประสาท แล้วก็ดำเนิน แผนแกล้ง เป็นเด็ก 8 ขวบ แล้วหา ครอบครัว อุปการะ ใหม่อีก

คริสตินเล่าอีกว่า “ฉันเคยพยายามบังคับให้นาตาเลียกลับเข้ารักษาในสถาบันจิตเวช แต่ในทางกฏหมายฉันไม่สามารถบังคับเธอได้อีกต่อไป เพราะว่าเธอเป็นผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว”

เรื่องราวยังยืดเยื้อมาจนถึงปี 2016 เมื่อคริสตินยังคงพยายามยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอสิทธิ์เป็นผู้ปกครองของนาตาเลีย (เจ๊เป็นแม่พระเหรอ) แต่นาตาเลียปฏิเสธคำร้อง อ้างว่าเธอเป็นผู้ใหญ่แล้วไม่ต้องการมีผู้ปกครอง ในชั้นศาลนาตาเลียยังพาพยานมายืนยันต่อหน้าผู้พิพากษาด้วยว่าเธออายุ 22 ปีแล้วจริง ๆ ซึ่งศาลก็ยอมรับผลการยืนยัน ทำให้คำร้องขอเป็นผู้ปกครองจากคริสตินเป็นอันตกไป

แต่แล้วในวันนี้คริสตินและสามีกลับตกเป็นผู้ต้องหาในคดีทอดทิ้งผู้อยู่ในอุปการะ ทั้ง ๆ ที่ศาลเองก็รับรองผลการยืนยันอายุของนาตาเลียไปแล้วเมื่อปี 2016 คริสตินบอกว่าเธอสับสนกับศาลบ้านเธอมาก จะเอายังไงแน่

ในขณะที่รายงานข่าวนี้ ยังไม่มีผลการตัดสินครั้งล่าสุดจากศาลว่าจะออกมาเป็นอย่างไร ติดตามเรื่องราวแล้วรู้สึกว่าเรื่องราวของนาตาเลีย น่าจะสนุกชวนติดตามกว่าในหนัง Orphan เสียอีกนะ

Angioedema สาเหตุของอาการปากบวมที่พบได้บ่อย

อาการปากบวม

Angioedema (แองจีโออีดีมา) คือ การบวมใต้ชั้นผิวหนัง ที่พบได้หลายส่วน โดยเฉพาะรอบดวงตา มือ เท้า ลิ้น และริมฝีปาก อาการปากบวมจากโรคภูมิแพ้ ก็จัดว่าเป็นการบวมชั้นใต้ผิวหนังชนิดหนึ่ง ซึ่ง Angioedema สามารถแบ่งออกได้อีกหลายชนิด เช่น การบวมชั้นใต้ผิวหนังที่ไม่ได้มีสาเหตุจากอาการแพ้ การบวมใต้ชั้นผิวหนังที่ไม่ทราบสาเหตุ และการบวมใต้ชั้นผิวหนังที่เกิดจากกรรมพันธุ์

อาการปากบวมจาก Angioedema มักไม่ทำให้เกิดอาการคันบริเวณริมฝีปากหรือรอบ ๆ อาจทำให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดตรงจุดที่บวม ร่วมกับอาการกดเจ็บ (Tenderness) หรือแสบร้อน ส่วนใหญ่อาการอาจดีขึ้นภายใน 24–48 ชั่วโมง

ดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์ ประกาศวันเปิดตัว DISNEY’S “CRUELLA”

  • CRUELLA” ภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่น เรื่องใหม่ล่าสุดจากดิสนีย์ ที่นำแสดงโดย 2 ผู้ชนะออสการ์ “เอ็มมา สโตน” และ “เอ็มมา ทอมป์สัน” กำกับโดยเคร็ก จิลเลสพาย พร้อมออกฉาย 3 กันยายน 2564 แบบเอ็กซ์คลูซีฟทางดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์

ตัวละครวายร้ายที่มาพร้อมแฟชั่นจัดจ้านที่สุดในโลกภาพยนตร์กำลังจะเดินเฉิดฉายมาพบกับทุกคนถึงบ้านในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดจากดิสนีย์เรื่อง “Cruella” นำแสดงโดยสองนักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ “เอ็มมา สโตน” และ “เอ็มมา ทอมป์สัน” ภาพยนตร์เรื่องนี้ซึ่งกำกับโดยเคร็ก จิลเลสพาย พร้อมพรีเมียร์แบบเอ็กซ์คลูซีฟทางดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์ในวันศุกร์ที่ 3 กันยายนนี้

ดิสนีย์พลัส ฮอตสตาร์

“เอ็มมา สโตน” นักแสดงเจ้าของรางวัลออสการ์ (จาก La La Land) แสดงนำในภาพยนตร์ไลฟ์แอ็คชั่นเรื่องใหม่ล่าสุดของดิสนีย์เรื่อง “Cruella” ที่บอกเล่าช่วงเวลาเริ่มต้นสุดขบถของตัวละครวายร้ายที่ร้ายที่สุดและมาพร้อมแฟชั่นที่จัดจ้านที่สุดในโลกภาพยนตร์อย่างครูเอล่า เดอ วิลล์ โดยภาพยนตร์เรื่อง Cruella ดำเนินเรื่องในลอนดอนในทศวรรษ 1970s ท่ามกลางบรรยากาศของยุคปฏิวัติพังก์ร็อก พร้อมเล่าเรื่องราวของสาวนักต้มตุ๋นผู้ฉลาดเฉลียวและสร้างสรรค์คนหนึ่งที่ชื่อ “เอสเตลล่า” เธอตั้งใจจะสร้างชื่อให้กับตัวเองด้วยผลงานการออกแบบของเธอ

ดูหนังออนไลน์ไทยเธอได้ผูกมิตรกับโจรสาว 2 คนที่มาถูกใจในความสามารถของเธอ และทำให้ทั้ง 3 คนสามารถเอาชีวิตรอดบนถนนในลอนดอนร่วมกันได้ จนกระทั่งวันหนึ่ง ความเก่งกาจด้านแฟชั่นของเอสเตลลาไปเข้าตาบารอนเนส ฟอน เฮลแมน ผู้เป็นตำนานด้านแฟชั่นที่ทั้งชิคและน่าเกรงขาม รับบทโดยเอ็มมา ทอมป์สัน เจ้าของ 2 รางวัลออสการ์ (จาก Howard’s End และ Sense and Sensibility) แต่ความสัมพันธ์ของพวกเขานำไปสู่เหตุการณ์ต่างๆ ที่ทำให้เอสเตลล่าต้องเผยด้านที่ชั่วร้ายของเธอออกมา และทำให้เธอกลายเป็นครูเอลล่าผู้ที่ทั้งดื้อรั้น ก้าวล้ำนำแฟชั่น และเต็มไปด้วยไฟแค้น!

และพิเศษสำหรับสมาชิกในประเทศไทย ภาพยนตร์เรื่อง “Cruella” ยังสามารถรับชมได้ในเวอร์ชันพากย์เสียงไทย โดยมี “คริส หอวัง” เป็นผู้ให้เสียงพากย์เป็นครูเอลล่า คริส หอวังโด่งดังจากการรับบทนำในภาพยนตร์เรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ในปี 2553 ก่อนจะเติบโตในวงการบันเทิงเรื่อยมาทั้งในฐานะนักแสดง นางแบบ นักร้อง ดีเจ นักออกแบบท่าเต้น และครูสอนบัลเล่ต์ ทว่าสิ่งที่คริสยังไม่เคยทำก็คือการให้เสียงพากย์ตัวละครในภาพยนตร์ และการมาให้เสียงพากย์เป็นครูเอลล่าคือการทำงานนี้เป็นครั้งแรกของเธอ

คริสบอกว่า “คริสทำงานในวงการบันเทิงมาหลายอย่างแต่นี่คือครั้งแรกจริงๆ ที่คริสมาพากย์หนัง และถือว่าเป็นเกียรติมากที่ได้มาพากย์เป็นครูเอลล่า ต้องขอบคุณดิสนีย์ด้วยค่ะที่ให้โอกาส การได้ดูหนังเรื่องนี้ คริสคิดว่า ผู้ชมจะได้เห็นมุมมองใหม่ๆ เกี่ยวกับตัวละครนี้ในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน สำหรับคริส ครูเอลล่าเป็นตัวละครที่มีหลายด้านมาก และการพากย์เป็นครูเอลล่าก็ต้องใช้อะไรหลายๆ อย่างเลยค่ะ เอางี้ดีกว่า คริสขอพูด 5 อย่างเกี่ยวกับครูเอลล่าที่คุณอาจยังไม่รู้ก็แล้วกันค่ะ 1) เธอเป็นคนที่เกิดมาก็มีผมสองสีคือสีขาวกับสีดำแบบนี้อยู่แล้ว 2) เธอมีหมา 3) เธอเป็นแฟชั่นดีไซเนอร์ 4) หลายคนอาจจะคิดว่าเธอรวยมาก่อน แต่จริงๆ แล้วชีวิตเธอผ่านช่วงที่ลำบากมาก่อน และ 5) มีจุดเปลี่ยนบางอย่างที่จะทำให้คุณเข้าใจว่าทำไมครูเอลล่าถึงพลิกมาร้าย คริสพูดมากกว่านี้ไม่ได้แล้วล่ะค่ะ ต้องไปดูต่อเองค่ะแล้วจะเข้าใจ (ยิ้ม)”

Cruella นำแสดงโดยเอ็มมา สโตน, เอ็มมา ทอมป์สัน, โจอี้ ฟราย, พอล วอลเทอร์ เฮาเซอร์, เอมิลี่ บีแชม, เคอร์บี ฮาวเวลล์-แบบทิสต์ และมาร์ก สตรอง กำกับโดยเคร็ก จิลเลสพาย เขียนบทโดยดานา ฟ็อกซ์ และโทนี่ แม็คนามารา เรื่องโดยอลีน บรอช แม็คเคนนา, เคลลี่ มาร์เซล และสตีฟ ซิสซิส โดยอิงจากนิยายเรื่อง “The One Hundred and One Dalmatians” โดยโดดี สมิธ “Cruella” อำนวยการสร้างโดยแอนดรูว์ กันน์, มาร์ก แพล็ตต์ และคริสติน เบอร์ โดยมีเอ็มมา สโตน, มิเชลล์ ไรท์, จาเร็ด เลอบอฟฟ์ และเกล็นน์ โคลส รับหน้าที่อำนวยการสร้างบริหาร

สามารถสมัครเพื่อใช้บริการได้โดยตรงจากเว็บไซต์และแอปพลิเคชัน Disney+ Hotstarทั้งบนอุปกรณ์ Android และ iOS

* The Hundred and One Dalmatians คือนิยายวรรณกรรมเยาวชนที่แต่งโดย Dodie Smith หลังจากนั้น Walt Disney ซื้อลิขสิทธิ์นำมาดัดแปลงเป็นแอนิเมชั่นในปี 1961 ภายใต้ชื่อ One Hundred and One Dalmatians

เพื่อจะได้เสื้อขนเฟอร์ที่หนานุ่มกว่าใคร ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ จำเป็นต้องรวบรวมลูกหมาดัลเมเชี่ยนให้ได้ 99 ตัว

สำหรับคนธรรมดาสามัญ การต้องมารวบรวมลูกหมาจำนวนมากเพื่อไปทำเสื้อขนสัตว์คงเป็นเรื่องลำบากและยุ่งยาก หอบเงินไปซื้อตามห้างฯ เอายังจะง่ายกว่า แต่สำหรับคนที่มีเงินเป็นถุงเป็นถังแบบครูเอลลา การใส่เสื้อขนเฟอร์สำเร็จรูปไม่ใช่สิ่งที่เธอต้องการ ครูเอลลาอยากได้เสื้อที่ทำมาจากขนของ ‘ลูกหมา’ พันธุ์ดัลเมเชี่ยนเท่านั้น

ทันทีที่ ‘เพอร์ดิตา’—สุนัขลายจุดของ ‘แอนิตา แรดคลิฟฟ์’ เพื่อนสมัยเรียนของเธอคลอดลูกออกมา 15 ตัว ครูเอลลาก็มาปรากฏกายในบ้านของตระกูลแรดคลิฟฟ์ทันที เธอเจรจาหว่านล้อมขอซื้อเหมาลูกหมายกครอก แต่เธอก็ต้องหงุดหงิดเมื่อครอบครัวนี้เปลี่ยนใจไม่ยอมขายหมาให้เธอ

เรื่องไม่จบเท่านี้ เพราะครูเอลลาไปว่าจ้างสองคู่หู ‘ออเรส’ กับ ‘แคสเปอร์ บาดุน’ ให้ขโมยลูกหมาทั้งหมดมา หากสำเร็จ ภารกิจการตัดเย็บเสื้อขนเฟอร์ที่ทักถอจากการถลกหนังเจ้าลายจุดตัวจิ๋วก็จะเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น เพราะในเวลานั้น ครูเอลลามีลูกหมาอยู่ 84 ตัวแล้ว!

แต่แทนที่เธอจะอยู่นิ่งและไม่ทำตัวให้มีพิรุธ ครูเอลลากลับโทร.ไปหาครอบครัวแรดคลิฟฟ์ แสร้งทำเป็นว่ารู้เรื่องหมาถูกขโมยจากหนังสือพิมพ์ ถามไถ่ความรู้สึกแล้วบอกว่าฉันไม่ได้ขโมยนะเธอ (แต่จ้างคนอื่นขโมยแทน…) จากนั้นก็โทร.ไปเร่งรัดให้สองโจรรีบถลกหนังเจ้าตูบ ก่อนที่เธอจะต้องตาลีตาเหลือกรีบแจ้นออกจากที่พัก เมื่อรู้ข่าวว่าหมาทั้งหมดหายไปแล้ว!

การใช้ชีวิตด้วยแนวคิด ‘ถ้าขาดเฟอร์ฉันตายแน่’ ทำให้การตามล่าหาลูกหมาเป็นภารกิจสำคัญในชีวิตของครูเอลลา (ซึ่งเราไม่รู้เลยว่าขนเฟอร์กับปอดของเธอเชื่อมต่อกันหรือเปล่า อะไรจะสำคัญขนาดนั้น) เมื่อสองโจรที่ว่าจ้างทำงานผิดพลาด เธอก็ออกตามล่าหมาเหล่านั้นด้วยตัวเอง ชีวิตของลูกหมาทั้งหมดจึงต้องแขวนอยู่บนเส้นด้ายเพียงเพราะความบ้าบิ่นของสาวบ้าเฟอร์ ที่อยากปรุงแต่งภายนอกของตัวเองให้ดูดีเท่านั้น
BAD LIST

• ครูเอลลาร้ายกาจแค่ไหนก็ดูได้จากการที่ ‘โรเจอร์ แรดคลิฟฟ์’ สามีของแอนิตา แต่งเพลงจิกกัดสาวบ้าเฟอร์คนนี้อย่างเจ็บแสบว่า “Cruella de Vil, Cruella de Vil. If she doesn’t scare you, no evil thing will…” ซึ่งถ้าแปลแบบไทยๆ ก็มีความหมายประมาณว่าถ้าคุณไม่กลัวอีนี่ ในโลกนี้คุณคงไม่กลัวอะไรแล้วล่ะ

• แม้จะร่ำรวยขนาดไหน แต่อุปสรรคสำคัญในการทำเสื้อขนเฟอร์จากขนลูกหมาลายจุดก็คือ การที่เจ้าของไม่ยอมขาย ครูเอลลาจึงจ้างมืออาชีพมาขโมยมันซะเลย

IN-DEPTH
โดย วณัฐย์ พุฒนาค

ถ้าพูดถึงความร้ายกาจ ‘ครูเอลลา เดอ วิล’ ถือว่าร้ายและไร้เหตุผลสุดๆ เพราะวีรกรรมของเธอคือการพยายามรวบรวมลูกหมาลายจุด 99 ตัวมาถลกหนังทำเสื้อนอกไว้สวมใส่ เพียงเพื่อสนองรสนิยมโรคจิตคือการเสพติดขนเฟอร์ โดยประสาทถึงขนาดต้องเป็นลายจุดของสุนัขพันธุ์ ‘ดัลเมเชี่ยน’ เท่านั้น

อืม…ก็เหมาะสมแล้วที่ชื่อของเธอจะมีที่มาจากคำศัพท์อย่าง Cruel และ Devil

ภาพของครูเอลลาชวนให้คิดถึง ‘เออร์ซูลา’ (ตัวร้ายจาก Little Mermaid ที่พูดถึงไปก่อนหน้านี้) แต่เป็นในเวอร์ชั่นผอมแทนอ้วน ภาพลักษณ์โดยรวมของเธอคือหญิงร่ำรวยที่ดูแก่และซีดเซียว (ทั้งที่เป็นเพื่อนร่วมโรงเรียนกับนางเอกเจ้าของหมาลายจุด แต่สารรูปกลับดูเหมือนเป็นยาย) ที่มาพร้อมเสื้อขนฟูฟ่องและควันบุหรี่สีเขียวดูอันตราย รวมๆ กันแล้วก็ดูคล้ายแม่มดอยู่บ้าง (ในเรื่องเธอก็ถูกเรียกว่าแม่มดด้วย)

แต่ความที่เรื่อง One Hundred and One Dalmatians พูดถึงเรื่องราวที่ตามสมัยขึ้นมาอีกนิด ความร้ายกาจของครูเอลลาจึงไปผูกพันอยู่กับประเด็นร่วมสมัยอย่าง ‘เรื่องครอบครัว’ และ ‘ชนชั้น’
  • ลองนึกถึงการ์ตูนดิสนีย์ส่วนใหญ่ที่มักเป็นภาพครอบครัวสุขสันต์ การมีครอบครัวในอุดมคติแบบชนชั้นกลาง เช่น คู่สามีภรรยาที่ทำงานและใช้ชีวิตอย่างพอตัวในอพาร์ทเมนท์ขนาดไม่ใหญ่ รวมถึงการผลิตลูกหลาน (ซึ่งในที่นี้ถูกนำเสนอผ่านสุนัข) ทั้งหมดนี้อยู่ในนิยามของความอบอุ่น สวยงาม และการมีชีวิต

    แต่โลกของครูเอลลาดันเป็นโลกที่ไม่มีการผลิตอะไรทั้งสิ้น ไม่มีสัญญาณบ่งบอกว่าเธอทำงานหาเลี้ยงตนเอง ไม่มีครอบครัว สถานะชนชั้นและความร่ำรวยของเธอเป็นสิ่งที่ได้มาจากมรดกตกทอดที่มี ‘รสนิยมแบบชนชั้นสูง’ อย่างการเสพติดขนสัตว์ ซึ่งรสนิยมแบบชนชั้นสูงและความร่ำรวยแบบนี้แหละที่ทำให้ครูเอลลาลุกขึ้นกระทำการวิปริตชั่วร้าย

    ยิ่งไปกว่านั้น ‘ความผอมแห้ง’ และ ‘ความแก่’ ของครูเอลลายังแสดงถึงภาวะเหี่ยวแห้งไร้ชีวิตที่สำคัญของผู้หญิง นั่นคือการไม่สามารถผลิตทายาทได้ ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับครอบครัวของตัวละครเอกอย่างสิ้นเชิง

    หากมองที่ภาพรวมของ One Hundred and One Dalmatians จะเห็นได้ว่าพูดถึงการต่อสู้ดิ้นรนของชนชั้นกลางเป็นหลัก เราจึงเห็นการปะทะกันของคนสองชนชั้นอย่างชัดเจนตั้งแต่แรก ครูเอลลาพยายามใช้เงินซื้อลูกสุนัข (พร้อมดูถูกเหยียดหยาม โดยเฉพาะเรื่องการหารายได้เลี้ยงครอบครัว) ย้ำเรื่องสถานภาพของครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่สู้ดี แต่ในฐานะหัวหน้าครอบครัว โรเจอร์ยังยืนยันที่จะยืนหยัด (ด้วยเสียงสั่นเครือ) ต่อสู้ดิ้นรนประกอบอาชีพนักแต่งเพลง ซึ่งจะไปผลิดอกออกผลได้ในตอนจบของเรื่อง (ขายเพลงจนร่ำรวยระดับรับดูแลลูกหมา 101 ตัวได้)

    ดังนั้นในความร้ายของครูเอลลา (ที่คิดจะสังหารหมู่ลูกหมา) จึงมีการแฝงมิติทางชนชั้นอย่างแนบเนียน ด้วยการนำเสนอภาพตัวร้ายที่มาจากชนชั้นสูงผู้เข้ามาทำอันตรายต่อโลกอุดมคติของชนชั้นกลาง (แถมเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ชนชั้นสูงนัยๆ ว่าไม่ทำมาหากินแถมยังมีรสนิยมประหลาดอีกต่างหาก)

    และในที่สุดก็กลายเป็นชนชั้นกลางที่ได้รับชัยชนะจากการยึดมั่นต่อวิถีของตน

ยืดเหยียดฝ่าเท้า

โรคพังผืดใต้ฝ่าเท้าอักเสบ

แม้ว่าจะไม่ได้ใช้งานเท้าหนักหรือต่อเนื่อง แต่ อาการปวดส้นเท้า จากรองช้ำก็อาจมาเยือนคุณได้เช่นกัน เพราะความยืดหยุ่นของพังผืด กล้ามเนื้อ และเส้นเอ็น ฝ่าเท้า ที่ลดลงจากการไม่ได้ใช้งานอย่างเหมาะสมอาจเพิ่มความเสี่ยงของการบาดเจ็บที่ทำให้เกิดโรครองช้ำได้เช่นกัน การยืดเหยียดฝ่าเท้าเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นจึงเป็นวิธีหนึ่งที่บรรเทาอาการปวดและลดความเสี่ยงของโรคนี้

ตัวอย่างท่ายืดเหยียดสำหรับโรครองช้ำ

  • ยืนตัวตรงหันหน้าเข้ากำแพง ปลายเท้าห่างจากกำแพงประมาณหนึ่งฝ่ามือ
  • ถอยเท้าซ้ายไปด้านหลัง โดยที่เท้าและส้นเท้าทั้งสองข้างราบกับพื้น
  • ค่อย ๆ ย่อเข่าขวาไปด้านหน้าให้มากที่สุด และขาซ้ายเหยียดตรงพร้อมโน้มตามไป
  • ระหว่างทำ ควรรักษาส้นเท้าและเท้าให้ราบกับพื้นอยู่เสมอ ขณะทำสามารถใช้มือแตะกำแพงเพื่อประคองตัวได้
  • ย่อค้างไว้ 15-30 วินาที จากนั้นสลับข้าง โดยทำข้างละ 3 ครั้ง

หากทำถูกต้องจะรู้สึกตึงบริเวณฝ่าเท้า ส้นเท้า และน่องขาส่วนล่าง แต่เพื่อการยืดที่มีประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ ควรทำช้า ๆ และไม่ถ่ายน้ำหนักลงไปที่ขาข้างใดข้างหนึ่งมากเกินไป หมั่นยืดเหยียดร่างกายทุก ๆ ส่วนเป็นประจำเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและความเมื่อยล้าจากการใช้งาน

เรื่องย่อหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)

“คีย์เวิร์ดสำคัญสำหรับหนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มีแค่ 3 คำคือ สาว 30 ยังไม่มีแฟน, ความรักของคนกลางวันและคนกลางคืน และการจราจรในกรุงเทพฯ” นั่นคือสิ่งที่ พี่เก้ ง-จิระ มะลิกุล บอกผมเมื่อ 12 ปีที่แล้ว สมัยผมยังเป็นเด็กฝึกงานด้านการเขียนบทหนังที่ GTH

สำหรับพี่เก้งและพี่วรรณ (วรรณฤดี พงษ์สิทธิศักดิ์ – โปรดิวเซอร์ ปัจจุบันผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์และพัฒนาบทภาพยนตร์) หนังเรื่องนี้อาจจะไม่ใช่หนังเรื่องแรกที่พี่ๆ เขาสร้าง แต่สำหรับผมแล้วนี่คือโปรเจกต์หนังขนาดยาวในระบบสตูดิโอเรื่องแรกที่ตัวเองมีโอกาสได้เข้าไปมีส่วนร่วมในฐานะคนเขียนบท ทั้งๆ ที่ความรู้ก็ยังน้อยนิด จึงไม่น่าแปลกใจที่เวลา 12 ปีผ่านไป อาจจะไม่สามารถทำลายความทรงจำเกี่ยวกับงานนี้ของผมได้

จะลืมได้อย่างไร ก็หนังเรื่อง ดูหนังออนไลน์ไทยBTS (Bangkok Traffic Love Story) เป็นการเรียนหนังสือด้านภาพยนตร์ครั้งสำคัญของชีวิตก็ว่าได้ เพราะอยู่กับมัน 2 ปีเต็มเหมือนเรียนปริญญาโท จริงๆ นอกจากพี่เก้ง พี่วรรณ และพี่ปิ๊งแล้ว (อดิสรณ์ ตรีสิริเกษม – ผู้กำกับ รถไฟฟ้า มาหานะเธอ) ผมต้องขอบคุณพี่อำ (อมราพร แผ่นดินทอง) และพี่โอ๋ (เบ็ญจมาภรณ์ สระบัว) ผู้ร่วมเขียนบทและติวเตอร์ด้านการเขียนบทของผมในเวลานั้น

15 ตุลาคมที่ผ่านมา โทษฐานครบรอบ 10 ปีนับจากวันที่ออกฉาย ผมจึงโทรหาพี่ปิ๊ง เพื่อชวนคุยเรื่องเมื่อ 10-12 ปีก่อน ในขณะที่หนังเรื่อง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ กำลังถูกเขียนบทและถ่ายทำ มีหลายเรื่องที่เราไม่เคยรู้มาก่อน และมีอีกหลายเรื่องที่รู้แต่ลืมแล้ว เลยกลับมาจำได้ใหม่

รถไฟฟ้า…10 ปีละนะเธอ

นางเอกหมวยๆ…ไม่เอานะเธอ

หลายคนคิดว่าความแข็งแรงของความหมวยในหนังเรื่องนี้จะต้องเป็นแกนหลักในการหานางเอกแน่ๆ แต่จริงๆ แล้วไอเดียการหานักแสดงเรื่องนี้คือสาวตาโตแบบการ์ตูนตาหวาน นักแสดงที่ได้รับการเรียกมาแคสติ้งในรอบแรกจึงเป็นสาวตาโตล้วนๆ กลมดิ๊ก คือถ้าตาใครมีประกายน้ำแบบในการ์ตูนจะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ แต่สุดท้ายไทป์นี้ก็ตกรอบไป เพราะความหมวยยังคงครอบงำหนังเรื่องนี้จนทางโปรดิวเซอร์ไม่สามารถสลัดออกไปได้ ตัวเลือกนักแสดงหมวยจึงทยอยกลับมาอีกครั้ง

รถด่วน…ขบวนบางรัก

ผมคุยกับพี่ปิ๊งเล่นๆ ว่า เออ ตอนนั้นที่ผมดูหนัง ผมก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมบ้านคุณลุง (เคน-ธีรเดช วงศ์พัวพันธ์) มันจะต้องเป็นเกสต์เฮาส์ริมแม่น้ำ พี่เน้นเอาสวยเหรอ พี่ปิ๊งบอกว่า มึงจำไม่ได้เหรอว่าบทร่างแรกๆ ชื่อหนังมันคือ Last Train To Bangrak

ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train To Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ ถ้าเจอคนที่ใช่แล้ว มึงต้องขึ้นแล้วล่ะ เลิกเก๊กได้แล้ว อะไรประมาณนี้

ดังนั้นพี่ปิ๊งเลยเริ่มไปเดินเล่นแถวบางรักจริงๆ ว่ามันมีอะไรแถวๆ นั้นบ้าง บ้านของนางเอกจึงเป็นตึกแถวเหมือนบ้านในย่านนั้น รวมถึงบ้านคุณลุงที่เขียนไว้ว่าจะต้องอยู่ใกล้บ้านเหมยลี่ ก็เลยไปอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา และสุดท้ายสถานีรถไฟฟ้าที่เหมยลี่และคุณลุงขึ้นเป็นประจำจึงเป็นสถานีสะพานตากสิน

เมโลดราม่า…ไม่ได้นะเธอ

พี่ปิ๊งเล่าว่า มึงรู้ไหมว่าตอนนั้นกูมีความพยายามจะทำให้หนังเรื่องนี้ไม่มีฉากน้ำตาร่วงเมโลดราม่าสุดจี๊ด เพราะฉากแบบนี้หนัง GTH ในยุคนั้นมีบ่อยมาก พี่ปิ๊งเลยต้องการ Disrupt

ฟังเสร็จ ผมนั่งคิดว่าในหนัง รถไฟฟ้า มาหานะเธอ มันไม่มีฉากเมโลดราม่ายังไง ฉากคริส หอวังร้องไห้เละเทะตอนได้รับของเก่าๆ คืนจากคุณลุงนั่นสุดจะ Dramatic

พี่ปิ๊งเลยบอกว่า ก็กูพยายามแล้วไง แค่สุดท้ายมันไม่สำเร็จ (ฮา) เขาเล่าให้ฟังต่อว่า ฉากนั้นจริงๆ แล้วพี่ปิ๊งบรีฟคริสว่า อย่าร้องเละเทะนะ เอาแบบคลอๆ น้ำตาเกาะขอบตาพอ เธอต้องพยายามกลั้นให้ได้ เพราะอารมณ์ตัวละครมันเป็นแบบนั้น

เทกแรก แอ็กชัน: น้ำตาท่วม

พี่ปิ๊งขอใหม่อีกรอบ บรีฟใหม่ อย่าร้องๆ เอานิดเดียวพอ

เทกสอง แอ็กชัน: ร้องเละ

พี่ปิ๊งคิดในใจ เอาวะ มึงร้องไปสองเทกแล้ว น้ำตาหมดแล้วแน่นอน เทกสามเดี๋ยวแม่งได้แล้วล่ะ

เทกสาม แอ็กชัน: ร้องเละเทะที่สุด / จบ.

พี่ปิ๊งหันกลับไปถามพี่เก้ง จิระที่ไปออกกองด้วยว่าเอาไงดีครับพี่ พี่เก้งบอกว่า เลยตามเลย

 

สุดท้ายเราก็ได้ฉากเมโลดราม่าสุดจี๊ดกลับมาอยู่ในหนัง แม้จะไม่เป็นไปตามความตั้งใจของพี่ปิ๊ง แต่มันก็จี๊ดจริงๆ

ชื่อของ คริส หอวัง ที่ป๊อปอัพมาเป็นชื่อแรกๆ สมัยทีมแคสติ้งเพิ่งได้อ่านบทใหม่จึงกลับมาอีกครั้งในตารางการแคสติ้ง และสุดท้ายชื่อของเธอก็ถูกพิมพ์ลงโปสเตอร์หนังเรื่องนี้ และประทับลงในจิตใจของสาววัย 30 ชาวไทยที่ยังไม่มีแฟนทั่วประเทศ เรียกได้ว่าเป็นไอดอลเลยก็ว่าได้

  • ชื่อหนังแรกๆ คือ Last Train to Bangrak ตั้งโดย พี่เก้ง-จิระ มะลิกุล แน่นอนว่าฟังง่ายและตรงไปตรงมา นึกถึงเพลงดังที่ร้องว่า เสียงรถด่วนขบวนสุดท้าย และขบวนสุดท้ายนั้นกำลังจะวิ่งไปที่บางรัก คือถ้ามึงไม่ขึ้นขบวนนี้ มึงอาจจะไม่มีความรักแล้วนะ
  • บทร่างแรกๆ ของหนังเรื่องนี้จริงๆ ว่าด้วยการที่พี่เคนของเราเป็นคนสร้างรางรถไฟฟ้า แล้วส่วนต่อขยายนั้นมันมาพาดผ่านหน้าบ้านและดาดฟ้าของตึกแถวบ้านเหมยลี่ ทั้งสองเลยมีโอกาสได้คุยกันผ่านรางรถไฟฟ้าและดาดฟ้าบ้าน
  • ในเรื่อง ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ รับบทเป็นดาราชื่อ สตีเฟ่น จำรัส ซึ่งเล่นละครชื่อ น้ำตากามเทพ ร่วมกับ แอฟ ทักษอร โดยมีต้นแบบแห่งการแสดงแนวโกรธแล้วชี้มือสั่นจาก ตู่-นพพล โกมารชุน และ อั้ม-อธิชาติ ชุมนานนท์

หากคุณยังคงตราตรึงใจกับหนังไทยแนวความรักใส ๆ ของคนแอบรักที่พยายามทำทุกอย่างให้ได้ใจเขาในอดีตก็คงต้องนึกถึงหนังเรื่อง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ของค่าย GTH เป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ดูเป็นร้อยครั้งก็ไม่เบื่อ ยิ่งได้นักแสดงนำอย่างคริส หอวังและเคน ธีรเดชมาเป็นคู่พระนางในเรื่องก็ยิ่งทำให้เคมีคู่กันจนถล่มรายได้แบบพุ่งกระฉูดจนส่งผลให้เพลงประกอบหนังอย่าง “โปรดส่งใครมารักฉันที” ของ Instinct ดังมาจนถึงปัจจุบันไปด้วย

แต่หากใครที่เพิ่งมาเป็นคอหนังรุ่นใหม่ เราก็แนะนำว่าต้องลองติดตามเพราะรถไฟฟ้ามาหานะเธออาจจะเป็นหนังในดวงใจของคุณอีกเรื่องก็ได้

หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้ถ่ายทอดเรื่องราวของ “เหมยลี่”สาวออฟฟิศที่ยังไม่มีแฟนเป็นตัวเป็นตนในขณะที่เพื่อนสนิทของเธอแต่งงานแล้ว จนกระทั่งในคืนวันแต่งงานของเพื่อนเธอซึ่งทำเอาเหมยลี่เมาหนักจนนอนบนเตียงที่คอนโดแทนที่คู่บ่าวสาว

เมื่อสร่างเมาแล้วเธอจึงได้ขับรถกลับบ้านแต่ด้วยความที่ยังคงมึนอยู่จึงทำให้ขับรถไถเข้าไปข้างทาง “ลุง”จึงช่วยเข้ามาดูรถทำให้ทั้งสองได้พบกันจนเป็นจุดเริ่มต้นที่โชคชะตาได้นำพาให้เหมยลี่ต้องมาโคจรเจอกับลุงเรื่อย ๆ จนทำของส่วนตัวเขาพังหลายอย่าง แต่นั่นก็ทำให้ทั้งคู่ได้รู้จักกันมากขึ้น

 หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้บอกเล่าถึงมุมมองคนโสดซึ่งจนถึงตอนนี้ก็ยังเป็นปัญหาสำหรับคนวัยทำงานที่ควรจะได้แต่งงานมีครอบครัวสมบูรณ์แบบแล้ว แต่นางเอกซึ่งเป็นตัวแทนคนโสดกลับยังหาแฟนไม่ได้เพราะความที่เป็นคนซุ่มซ่าม เปิ่น ๆ เธอจึงรู้สึกเหงาซึ่งมันค่อนข้างจะโดนใจผู้ชมหลายคนมากแบบอินจัดกับโมเม้นต์ชีวิตนาง

จนกระทั่งฟ้าได้ส่ง “ลุง” (ใช่แล้ว! นี่คือชื่อของพระเอก คือปังตั้งแต่ชื่อตัวละครคิดดู) พระเอกของเราที่เป็นวิศวกรรถไฟฟ้าให้ต้องมาถูกนางเอกป่วนชีวิตทำของพังทุกครั้งที่พบกัน ซึ่งนางเอกที่ตกหลุมรักพระเอกมาตั้งแต่แรก นางก็พยายามจะซ่อมสิ่งที่ทำพังให้พระเอกจนพวกเขาได้มาพบกันหลายครั้งและสนิท พระเอกก็เป็นคนที่ยิ้มง่าย อบอุ่น และใจดีเกินเบอร์จริง ไม่โกรธหรือต่อว่านางเอกสักคำ พ่อของลูกที่แท้ทรู

ในเรื่องจะมีฉากโรแมนติกกุ๊กกิ๊กระหว่างที่ก่อให้เกิดความรักระหว่างคู่พระนางมากมาย เช่น ฉากเล่นน้ำสงกรานต์ที่พระเอกหล่อทะลุแป้ง ฉากที่ทั้งคู่พากันไปท้องฟ้าจำลอง และได้ชวนลุงดูดาวหางที่กำลังจะมาถึงโลกในเร็ว ๆ นี้ซึ่งเขาก็ตกลง แถมนางก็หึงพระเอกมากด้วยเวลามีน้องที่รู้จักกันมาเข้าใกล้พระเอก มีความฮาและโรแมนติกครบจบในเรื่องเดียวจริง โดยเฉพาะฉากที่พระเอกให้เบอร์นางเอกในรถไฟฟ้านี่ผู้ชมกรี๊ดกันลั่นโรงเลย

ข้อคิดดี ๆ จากหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009)

หนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอ (2009) ได้สอนให้เรารู้ว่า ความรักก่อเกิดได้จากการเรียนรู้ การให้เวลาในการทำความรู้จักกัน อยู่ด้วยกันบ่อย ๆ ไม่จำเป็นต้องพูดคำว่า “รัก”ออกมา แค่เพียงให้เวลา สถานที่ จิตใจ และการรอคอยเป็นเครื่องพิสูจน์ สุดท้ายแล้วหากเขารักคุณจริงก็จะกลับมาหาคุณเอง

โพรไบโอติกส์เพื่อระบบย่อยอาหารและภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง

โพรไบโอติกส์ เป็น แบคทีเรีย ชนิดดีที่มี ประโยชน์ต่อร่างกาย เดิมทีร่างกายคนเรามีโพรไบโอติกส์อาศัยอยู่ตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นผิวหนัง ช่องปาก ลำไส้ และส่วนอื่น ๆ การดื่มนมเปรี้ยวจะช่วยปรับสมดุลของแบคทีเรียภายในลำไส้และช่วยให้สุขภาพดีขึ้น

โพรไบโอติกส์พบได้ในลำไส้เป็นส่วนใหญ่ โพรไบโอติกส์จึงเกี่ยวข้องระบบย่อยอาหารและระบบขับถ่ายโดยธรรมชาติ หลายคนอาจเคยได้ยินว่าโยเกิร์ตช่วยในการขับถ่าย ซึ่งโยเกิร์ตและนมเปรี้ยวมีโพรไบโอติกส์เหมือนกัน หลักฐานทางวิทยาศาสตร์จำนวนไม่น้อยที่พบว่า การเพิ่มขึ้นของจำนวนโพรไบโอติกส์ในลำไส้อาจลดความผิดปกติในระบบทางเดินอาหารและระบบขับถ่าย เช่น ท้องอืด ท้องผูก และท้องเสีย

สอดคล้องกับการศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่า การเพิ่มขึ้นแบคทีเรียที่ดีเหล่านี้ช่วยบรรเทาอาการบางส่วนของผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการลำไส้แปรปรวน (Irritatable Bowel Syndrome: IBS) โดยผู้ป่วยกลุ่มอาการนี้มักเกิดปัญหาเกี่ยวกับการย่อยอาหารและการขับถ่ายที่บ่อยกว่า รุนแรงกว่า และเรื้อรังกว่าคนทั่วไป ดังนั้น การได้รับโพรไบโอติกส์อย่างเพียงพอ ไม่ว่าจะในกลุ่มคนทั่วไปหรือคนที่มีปัญหาลำไส้ก็อาจส่งผลดีต่อการย่อยอาหารและการขับถ่าย

นมหมักจุลินทรีย์

ลำไส้ไม่เพียงทำหน้าที่ในการย่อยอาหารเท่านั้น แต่ยังเป็นด่านปราการที่ใหญ่ที่สุดของระบบภูมิคุ้มกันด้วย โพรไบโอติกส์จึงมีบทบาทสำคัญต่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันด้วยเช่นกัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า การเพิ่มขึ้นของแบคทีเรียมีประโยชน์ในลำไส้จะบรรเทาการอักเสบของร่างกายจากการติดเชื้อและความผิดปกติอื่น ๆ ได้ โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคเกี่ยวข้องกับการอักเสบ อย่างโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง (Inflammatory Bowel Disease: IBD) โรคโครห์น (Chron’s Disease) โรคแผลในลำไส้ และภาวะติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ

นอกจากนี้โพรไบโอติกส์ยังช่วยลดความรุนแรงและระยะเวลาของโรคหวัดได้อีกด้วย ผลการวิจัยงานหนึ่งได้ทดสอบประสิทธิภาพของวัคซีนไข้หวัดใหญ่ในกลุ่มคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ไม่ได้รับโพรไบโอติกส์หลังฉีดวัคซีน ส่วนอีกกลุ่มได้รับโพรไบโอติกส์ภายหลังจากการฉีดวัคซีน โดยนักวิจัยพบว่าประสิทธิภาพของวัคซีนในกลุ่มคนที่ได้รับโพรไบโอติกส์หลังรับวัคซีนสูงกว่าอีกกลุ่มหนึ่ง จึงสรุปว่าโพรไบโอติกส์อาจส่งผลดีต่อกลไกการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

อย่างไรก็ตามโพรไบโอติกส์นั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ และนมเปรี้ยวแต่ละยี่ห้อนั้นใช้โพรไบโอติกส์แตกต่างกันไป โดยในปัจจุบันยังไม่มีการชี้ชัดว่าโพรไบโอติกส์สายพันธุ์ไหนที่ดีต่อสุขภาพที่สุด และในบางกรณีคนบางกลุ่มอาจเสี่ยงต่อการได้รับผลข้างเคียงจากการกินอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ได้เช่นเดียวกัน จึงควรดื่มนมเปรี้ยวและกินอาหารที่มีโพรไบโอติกส์ในปริมาณที่เหมาะสม

แอบลักลอบถ่ายภาพยนตร์ผีเรื่อง วิญญาณอาฆาต โปรแกรมหน้า

เชน (ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) พนักงานฉายภาพยนตร์ ตัดสินใจร่วมมือกับ ยอด หัวหน้าห้องฉาย แอบลักลอบถ่ายภาพยนตร์ผีเรื่อง วิญญาณอาฆาต ที่ผู้กำกับและทีมงานเอามาฉายดูก่อนจะส่งเข้าฉายจริง ระหว่างที่ฉายภาพยนตร์ เชน เผลอหลับไป เมื่อสะดุ้งตื่นขึ้นมาในตอนเช้า ก็พบว่า ยอด หายไปแล้ว มีเพียงกล้องวิดีโอตกอยู่ และในกล้องไม่มีภาพอะไรเลย นอกจากสัญญาณซ่าๆ

โปรแกรมหน้าสั่งตาย

นักเลงที่จ้าง ยอด ขู่จะมาเอาของจาก เชน เพราะตามหา ยอด ไม่เจอ เชน จึงจำต้องลักลอบถ่ายภาพยนตร์อีกครั้ง ขณะที่กำลังดำเนินการ เชน ก็กระหน่ำโทรหา ยอด อย่างเอาเป็นเอาตาย แล้วอยู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของ ยอด ก็ดังขึ้น ทั้งๆ ที่ในโรงภาพยนตร์มีเชนอยู่เพียงคนเดียว เชน พยายามหาที่มาของเสียง จนในที่สุดก็พบว่าเสียงโทรศัพท์ของ ยอด ดังออกมาจากลำโพงในโรง ส่วน ยอด ก็กลายเป็นศพอยู่ในจอภาพยนตร์ไปแล้ว

เชน กลัวจนแทบบ้า แต่ก็ไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับใคร หลังจากคืนนั้น เหตุการณ์สยองขวัญต่างๆ ที่ตัวละครในภาพยนตร์เรื่อง วิญญาณอาฆาต ต้องเผชิญ ก็รุมเร้าเข้าใส่ เชน จนกระทั่ง ส้ม (วรกาญจน์ โรจนวัชร) ดูหนังออนไลน์ไทย พนักงานเดินตั๋วที่เป็นแฟนเก่าของ เชน เค้นจนรู้ความจริง ส้ม บอกกับ เชน ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเหตุการณ์จริงในอดีต และ ผีชบา ในเรื่อง เคยมีตัวตนอยู่จริงๆ

ทั้งคู่จึงตัดสินใจช่วยกันค้นหาคำตอบแข่งกับเวลาว่าทำไมเหตุการณ์ในภาพยนตร์เรื่องนี้จึงเกิดขึ้นกับ เชน ที่สำคัญ พวกเขาจะหยุดมันอย่างไร ก่อนที่ เชน จะต้องตายตอนจบเหมือนกับพระเอกในภาพยนตร์

ผู้กำกับ จิม – โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ได้ชื่อว่าเป็นคนที่กลัวผีมาก แต่ก็ชอบชมภาพยนตร์ผีมาตั้งแต่เด็ก ผีที่เขากลัวมากที่สุดในวัยเด็ก คือ เฟรดดี้ ครูเกอร์ จากเรื่อง A Nightmare on Elm Street (1984)

ผู้ที่มาช่วยขัดเกลาบทภาพยนตร์เรื่องนี้กับจิม โสภณ มีหลายคน ได้แก่ บรรจง ปิสัญธนะกูล กับ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ (คู่หูผู้กำกับจากเรื่อง ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ (2547) และ แฝด (2550)) รวมถึง ก้องเกียรติ โขมศิริ (ผู้เขียนบท ลองของ (2548)) และ อมราพร แผ่นดินทอง (ผู้เขียนบทประจำค่ายภาพยนตร์จีทีเอช)

กว่าจะได้บทภาพยนตร์ฉบับสุดท้าย ผู้กำกับและผู้เขียนบท จิม – โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ เขียนโครงเรื่องออกมากว่า 20 โครงเรื่อง โดยมีแนวคิดเดิม แต่ได้ลองเปลี่ยนสิ่งที่ตัวละครพบ หรือต้นสายปลายเหตุของเรื่อง ให้มีหลายแบบต่างกันไป

ผู้กำกับ จิม – โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ ออกแบบลักษณะของผีในเรื่องนี้ จากความกลัวที่ฝังใจสมัยเป็นเด็กชั้นประถม 3 ที่ได้เห็นภาพข่าวรถแก๊สระเบิดบนถนนเพชรบุรีบนหน้า 1 ของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับ ซึ่งเป็นภาพคนเดินบนถนนในสภาพผิวหนังลอกทั้งตัว และผมก็ถูกไหม้จนเห็นหนังศีรษะ

เนื่องจาก เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เป็นรุ่นน้องที่คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ของผู้กำกับ จิม – โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ และเคยแสดงละครเวทีมาก่อน จิมจึงลองเรียกมาทดสอบบท กระทั่ง เต๋อ ได้รับบทเป็น เชน

การรับบทเป็น เชน ในเรื่องนี้ ทำให้ เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ได้แสดงภาพยนตร์ผีเป็นครั้งแรก รวมทั้งได้รับบทพระเอกเต็มตัวเป็นครั้งแรกด้วย หลังจาก เต๋อ เคยแสดงเป็นตัวละครสมทบในภาพยนตร์แนวอื่นๆ มาหลายเรื่อง

เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ผู้รับบท เชน ยอมรับว่าเขากลัวผีมาก และภาพยนตร์ที่ทำให้เขากลัวที่สุดคือ Event Horizon (1997) ที่เขาเคยดูเมื่อตอนอายุประมาณ 12-13 ปี

ปกติแล้ว เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เป็นคนชอบแสดงออก แต่กลับต้องมารับบท เชน ซึ่งเป็นคนเก็บกดและนิ่งขรึม เต๋อจึงต้องฝึกเปลี่ยนบุคลิกตัวเองก่อนถ่ายทำเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน โดยพยายามพูดน้อย และไม่ทำตัวตลก

เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ผู้รับบท เชน พยายามลดน้ำหนัก เพราะคิดว่าคนที่เคยเกเรและไม่รักตัวเองอย่างเชน น่าจะดูซูบๆ โทรมๆ นอกจากนี้ เต๋อ ยังไปฝึกต่อยมวยกระสอบ เพราะคิดว่าเชนเป็นคนสู้ชีวิต น่าจะเคยผ่านการชกต่อยมาแล้ว

เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ยอมรับว่านอกจากการแสดงความกลัวผ่านแววตาจะเป็นเรื่องยากแล้ว การถ่ายทำแบบสลับไปสลับมา ทำให้ต้องปรับระดับความกลัวขึ้นๆ ลงๆ ไม่ต่อเนื่อง ทำให้การแสดงยิ่งยากมากขึ้น

เมื่อต้องแสดงฉากสะเทือนอารมณ์ต่างๆ เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ต้องใช้เวลาทำอารมณ์ก่อนเข้าฉากประมาณ 5 นาที โดยพยายามใส่ความคิดของตัวละครเข้าไปในหัวเยอะๆ พอเริ่มรู้สึกอึดอัดมาก เขาก็จะให้สัญญาณเริ่มถ่ายทำ ซึ่งระหว่างนั้นกล้องก็จะพร้อมรออยู่แล้ว

ฉากที่ เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี ผู้รับบท เชน ชอบมากเป็นพิเศษ คือฉากที่เขาต้องหนีผีโดยเข้าไปในลิฟต์ เพราะเป็นฉากที่ต้องใช้พลังงานมาก ทั้งทางกายและทางความคิด โดยต้องแสดงคนเดียว และแสดงอารมณ์กลัวแบบค่อยๆ ไล่ระดับมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงขั้นเกิดอาการชักได้

ปัญหาหนึ่งในการถ่ายทำ คือเวลาที่ เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี แสดงสีหน้ากลัวมากๆ รูปปากของเขาจะกลายเป็นรูปหัวใจ ทำให้ดูเหมือนกำลังยิ้ม เวลาแสดง เต๋อ จึงต้องคอยบังคับไม่ให้อ้าปากเยอะเกินไป ปัญหานี้ทำให้ เต๋อ เครียดและต้องถ่ายซ้ำบ่อยๆ

เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี เคยร่วมงานกับ ผู้กำกับ จิม – โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ มาแล้ว ตอนถ่ายทำภาพยนตร์สั้น

ผู้บริหารในค่ายภาพยนตร์เสนอให้ พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร มาทดสอบบทเป็น ส้ม ในเรื่องนี้ ซึ่งเธอก็ทดสอบผ่าน ทำให้ พั้นช์ มีโอกาสได้แสดงภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในชีวิต

จริงๆ แล้ว พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร เป็นคนกลัวผีมาก แต่เธอก็ชื่นชอบการชมภาพยนตร์ผี และตัดสินใจรับแสดงบท ส้ม ในเรื่องนี้ เพราะต้องการทำอะไรที่แปลกใหม่ พร้อมทั้งถือเป็นของขวัญที่มอบให้แฟนเพลงของเธอ

พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร ที่รับบท ส้ม ต้องเข้าประชุมและฝึกซ้อมบทก่อนถ่ายทำเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อฝึกทักษะการคิดและฝึกจินตนาการ เนื่องจากเธอยังมีประสบการณ์ด้านการแสดงไม่มากนัก

พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร เป็นคนพูดเร็วมาก จนบางครั้งฟังไม่รู้เรื่อง ก่อนถ่ายทำฉากที่มีบทพูดยาวๆ พั้นช์ จะต้องไปฝึกพูดบทกับครูฝึกสอนการแสดง เพื่อให้ครูฝึกช่วยฟังให้ว่าพูดเร็วไปหรือไม่ หรือควรเว้นวรรคตรงไหน

ทุกครั้งที่ พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร แสดงเสร็จในแต่ละฉาก เธอจะไม่กล้ามาดูที่จอภาพเลย เพราะรู้สึกเขินตัวเอง

ก่อนหน้าที่ พั้นช์ – วรกาญจน์ โรจนวัชร กับ เต๋อ – ฉันทวิชช์ ธนะเสวี จะได้ร่วมงานกันเป็นครั้งแรกนี้ พวกเขาเคยพบกันโดยบังเอิญเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ตอนที่ เต๋อ ไปถ่ายทำมิวสิกวิดีโอของ พลพล พลกองเส็ง ส่วน พั้นช์ ไปเที่ยวเล่นในกองถ่ายนั้น

เจีย – สฤญรัตน์ โทมัส ใช้เวลาแต่งหน้าเป็น ผีชบา ร่วม 4 ชั่วโมงทุกครั้งที่เข้าฉาก

วัคซีนปอดอักเสบ

วัคซีนในผู้สูงอายุ

การติดเชื้อแบคทีเรียสเตรปโตคอคคัสนิวโมเนีย (Streptococcus Pneumoniae) เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อที่ในผู้สูงอายุ อาทิ ปอดอักเสบ เยื่อหุ้มสมองอักเสบ และการติดเชื้อในกระแสเลือด ซึ่งอาจรุนแรงถึงขั้นสมองถูกทำลายหรือเสียชีวิตได้โดยเฉพาะผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยงสูงกว่าช่วงวัยอื่น

สำหรับวัคซีนป้องกันโรคนี้ในปัจจุบันจะมีด้วยกัน 2 ชนิด ได้แก่ วัคซีนปอดอักเสบชนิด 13 สายพันธุ์ (PCV13) และชนิด 23 สายพันธุ์ (PPSV23) ซึ่งการเลือกใช้จะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ เช่น กรณีที่ไม่เคยรับวัคซีนมาก่อนจะเริ่มฉีดเข็มแรกด้วยชนิด PVC13

หลังจากนั้น 1 ปี จึงค่อยฉีดเข็มถัดไปด้วยชนิด PPSV23 เป็นต้น ทั้งนี้หากมีอาการป่วยที่รุนแรงอย่างมีไข้สูงหรือตัวร้อนควรรอให้หายดีก่อนแล้วค่อยเข้ารับการฉีดวัคซีน เพราะอาจส่งผลเสียต่อร่างกายได้