รักแห่งสยาม กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550 ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก

กำหนดฉาย 22 พฤศจิกายน 2550
ประเภทภาพยนตร์ รักโรแมนติก
สร้างและจัดจำหน่ายโดย
กำกับภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล

ควบคุมการสร้าง ปรัชญา ปิ่นแก้ว , สุกัญญา วงศ์สถาปัตย์
บทภาพยนตร์ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล กำกับภาพ จิตติ เอื้อนรการกิจ

ออกแบบงานสร้าง มนต์ชัย ทองศรีสืบสกุล
กำกับศิลป์ ธนกร บุญลือ

ออกแบบเครี่องแต่งกาย เอกศิษฎ์ มีประเสริฐสกุล
แต่งหน้า สาริน สุขขะพละ
โลเคชั่น วราภรณ์ พิบำรุง , วราวุธ ปัญจพลากรกุล

ดนตรีประกอบ ปวิณ สุวรรณชีพ
นักแสดง สินจัย เปล่งพานิช , เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ , ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี, มาริโอ้ เมาเร่อ , วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงศ์กุล, กัญญา รัตนเพชร์, อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน

เรื่องย่อ รักแห่งสยาม

” โต้ง “( มาริโอ้ เมาเร่อ) เด็กชาย ม. 6 หน้าตาดี มีแฟนสวยเสียจนเพื่อนๆ และผู้ชายทั้งสยาม สแควร์จะต้องอิจฉา แต่ใครเลยจะรู้ว่าความสดใสและน่ารักของ ” โดนัท “( อธิชา พงศ์ศิลป์พิพัฒน์) สำหรับโต้ง เริ่มจะกินไม่ได้เสียแล้ว โต้งเริ่มตีตัวออกห่างโดนัทและเริ่มค้นหาคำตอบให้กับชีวิตตัวเอง

ในขณะที่ ” มิว ” (วิชญ์วิสิฐ หิรัญวงษ์กุล) เด็กชายวัยเดียวกันผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีก็กำลังทุ่มเทความรักให้กับเสียงเพลงและวงดนตรีของตัวเอง มิวเป็นเด็กผู้ชายขี้เหงาที่ไม่เคยได้สัมผัสกับความรักมานานแสนนาน ตั้งแต่อาม่าตายจากไป ดังนั้น มันจึงเป็นเรื่องยากเหลือเกินสำหรับโจทย์ ” เพลงรัก ” ที่มิวต้องแต่งให้กับ “วงออกัส” เพื่อนำไปเสนอกับค่ายเพลงใหญ่ ….ในเวลาเดียวกับที่ ” หญิง “(กัญญา รัตนเพชร์) ดูหนังออนไลน์ฟรี เพื่อนบ้านของมิวก็คอยให้กำลังใจและแอบมองมิวอยู่ห่างๆ แต่มิวก็ไม่เคยรับรู้ความรู้สึกที่หญิงมีต่อตัวเองเลย

….และแล้ววันหนึ่ง สยาม ก็เป็นที่ที่ทำโต้งและมิวก็ได้เจอกันอีกครั้ง หลังจากที่ขาดการติดต่อกันมานานตั้งแต่โต้งย้ายบ้านไปตอนเด็ก มิวแนะนำโต้งให้รู้จักกับ จูน (พลอย เฌอมาลย์) คนดูแลวงดนตรีของมิวที่หน้าตาเหมือนกับ แตง พี่สาวของโต้งที่หายตัวไปสมัยที่เขายังเด็ก โต้งจึงคิดแผนให้แม่ ” สุนีย์ ” (สินจัยเปล่งพานิช ) จ้างจูนปลอมตัวเป็นแตงเพื่อมารักษาอาการติดเหล้าให้กับพ่อ ” กร ” (ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี) การเข้ามาของจูนทำให้ครอบครัวโต้งดีขึ้น ในขณะที่เพลงรักของมิวก็เริ่มก่อตัวเป็นรูปเป็นร่างขึ้น ความฝันของวงออกัสที่จะได้ออกอัลบั้มเริ่มใกล้เข้ามาทุกที แต่แล้วมิวก็หายตัวไปในวันออดิชั่น สร้างความเสียหายให้กับวง จนพี่อ๊อดโปรดิวเซอร์ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนนักร้องนำ

และแล้ววันคริสมาสก็ใกล้เข้ามา คอนเสิร์ตใหญ่ที่ทุกคนเฝ้ารอคอยก็กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้า วงออกัสจะได้เปิดตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรก มิวจะตัดสินใจอย่างไร แล้วใครจะเป็นผู้จับไมค์ร้องเพลงรักที่มิวเขียนขึ้น

เตรียมพบกับเรื่องราวหลากความรัก ของหลายชีวิต ที่ถูกโยงใยโดยมิตรภาพ และถูกถ่ายทอดผ่านบทเพลงรักที่จะทำให้ทุกคนได้สัมผัสกับช่วงเวลาอบอุ่น ที่จะอยู่ในความทรงจำตลอดไป

 

นิยามรักในแบบของ ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล – ที่มาของหนัง

ราอาจจะเคยได้ยินนิยามรักมานับร้อยนับพัน แต่จะมีนิยามไหนเล่าที่มีความสุขได้เท่านิยามรักของผู้ชายคนนี้ มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับที่อาจจะกำลังทำให้ความรักของใครหลายคนเต็มไปด้วยความหวังตลอดไป กับภาพยนตร์รักโรแมนติก ที่เชื่อกันว่ามีบทที่ดีที่สุด และเต็มไปด้วยเรื่องราวความรักที่สามารถเกิดขึ้นจริงได้กับทุกคน

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่ว่าด้วยความรักที่เกิดขึ้นกับหลายชีวิต หลายกลุ่มคน ที่เกาะเกี่ยวและโยงใยกันอยู่ในรูปแบบของความรักที่แตกต่าง ด้วยแรงปรารถนาแห่งรักที่ถูกบ่มเพาะมานานกว่า 4 ปีเต็มของผู้กำกับคนนี้ ถูกขัดเกลาจนกลายเป็นบทภาพยนตร์รักชั้นดี

” รู้สึกว่าอยากทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่มันไม่ใช่หนังรักแบบทั่ว ๆ ไป มุมมองความรักในแบบของเราคือ ความรักมันสำคัญกับชีวิตของเรายังไงมากกว่า ถ้าเราไม่กินข้าวเราตาย แต่ไม่มีความรักเราอยู่ได้ แต่ชีวิตจะเป็นยังไงถ้าไม่มีความรักเลย นี่คือไอเดียแรกที่เราอยากจะทำหนังรักเรื่องหนึ่งที่พูดถึงความสำคัญของรักต่อการมีชีวิต ก็เลยเริ่มเขียนบทรวบรวมเรื่องราวของคนที่ผ่านเข้ามา คนที่เราเคยเจอในความทรงจำ ก็ค่อยๆเขียนค่อยๆขัดเกลาใช้เวลาเรียนรู้อะไรประมาณหนึ่งถึงจะเข้าใจอะไรบางอย่างจนได้เป็นบทหนัง ซึ่งก็ใช้เวลานานเหมือนกัน เพราะเราก็เขียนไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่หนังยังไม่สร้าง มันก็จะมีเรื่องราวใหม่ๆ เข้ามาอีก “

ไอเดียแรกแห่งรักของมะเดี่ยวถูกพัฒนาขึ้นไปพร้อมๆกับภาพในหัวที่อบอวลไปด้วยความรักในรูปแบบต่างๆ และเรื่องราวส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นที่นี่แห่งนี้ ‘ สยามสแควร์’ ซึ่งจะกลายเป็นฉากหลักในเรื่อง “รักแห่งสยาม”

” ทำไมต้องรักแห่งสยาม หลายๆ คนจะเข้าใจว่าเป็นหนังโบราณรึเปล่าสยามประเทศ แต่รักแห่งสยามของเราคือสยามสแควร์นี้เอง เหตุที่เป็นสยามสแควร์เพราะว่าตอนที่เราเริ่มเขียนบท ตอนนั้นจริงๆ เราเพิ่งอยู่มหา’ ลัย อยู่จุฬา แล้วสยามก็เป็นที่ที่ไปประจำ แล้วก็ได้พบเห็นคู่รักมากมาย วัยรุ่นมากมายเต็มไปหมด แม้กระทั่งคนวัยทำงาน คนมีครอบครัวแล้วเค้าก็เดินสยาม มันเป็นสถานที่ในความทรงจำของหลายๆ คน เช่นเดียวกับตัวละครทั้งหลายในเรื่องนี้ เค้าพบรักกันที่สยาม เค้าอาจจะเลิกกันที่สยาม ไปเที่ยวกันที่สยาม เคยหัวเราะเคยร้องไห้ เคยมีความสุขกันในสยาม รู้สึกว่าสยามมันคลาสสิค แล้วมันก็ไม่ได้ถูกบอกเล่าในหนังไทยมานานแล้ว ดังนั้นก็เลยใช้สยามเป็นฉากหลังของหนังเรื่องนี้ ซึ่งสยามก็กลายเป็นที่ที่ตัวละครในเรื่องหลายๆ ตัวมาเจอกัน และมีเหตุการณ์เกิดขึ้นมากมาย”

เมื่อตัวหนังสือในบทภาพยนตร์ถูกพัฒนาจนกลายเป็นภาพเคลื่อนไหวบนแผ่นฟิล์ม ความหวังของผู้กำกับที่จะได้เห็นความทรงจำในสยามสแควร์ก็เริ่มใกล้เข้ามาทุกที และแล้วก็ถึงช่วงเวลาที่ทุกคนรอคอย เมื่อลมหนาวและสีสันของเทศกาลคริสมาสต์เข้ามาปกคลุมและเพลง Silent Night ก็ถูกบรรเลงอย่างครื้นเครงไปทั่วสยาม

” ในช่วงเวลาที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ จะเป็นช่วงฤดูหนาว ช่วงคริสมาสต์ปีใหม่ บรรยากาศและการตกแต่งตึกรามบ้านช่องร้านค้าต่างๆ ก็จะประดับประดาไปด้วยไฟและสีสันของวันคริสมาสต์ ก็จะเป็นฉากที่สวยงามอารมณ์หนาวๆ ที่เราจะได้เห็นในสยาม ซึ่งก็ต้องถ่ายในช่วงนั้นจริงๆ เพราะเราต้องการฉากหลังแบบนั้น”

การปักหลักถ่ายทำภาพยนตร์กันที่กลางใจเมืองที่มีความเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างสยามสแควร์ เห็นจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกับการควบคุมปัจจัยภายนอกและสิ่งแวดล้อมต่างๆ ทั้งความชุลมุนวุ่นวายของผู้คนมากมายที่แวะเวียนผ่านเข้ามาทำกิจกรรมในสยาม บ้างก็เดินผ่าน บ้างก็มุงดู บวกกับสภาพของเสียงรบกวนต่างๆ รอบด้านที่ ทำให้การถ่ายทำค่อนข้างเป็นไปอย่างยากลำบาก

” สำหรับการทำงานที่สยามสแควร์ ก็ค่อนข้างยากเพราะว่าเราไม่สามารถควบคุมอะไรได้ เป็นที่ที่คนจากทุกสารทิศจะแห่แหนกันมาช็อปปิ้ง มาเดินเล่น ซึ่งก็ยากที่จะควบคุม แต่ว่าเราก็ซื้อเพราะว่ามันมีความสับสนอยู่ในนั้น มันมีความเคลื่อนไหวมีคนเดินไปเดินมาตลอด ซึ่งถือว่ามันเป็นสีสัน แต่มันก็ยากที่จะควบคุมคน ยากที่จะบล็อกคนไม่ให้มาเดิน ซึ่งเราก็จะเจอทั้งคนที่ไม่ให้ความร่วมมือและคนให้ความร่วมมือดีๆ อย่างเช่นร้านพี่เปี๊ยก ดีเจสยาม เค้าก็สนับสนุนให้มาใช้ร้านเค้าถ่ายทำได้ และก็มีอีกหลายร้าน

และซีนที่ยากๆ อีกซีนหนึ่งก็คือซีนที่ลานน้ำพุเซ็นเตอร์พอยต์เลย ซีนนั้นเป็นซีนอารมณ์ของมาริโอ้กับเบสท์ที่บอกเลิกกันที่สยาม แล้วลำบากมาก เสียงดังจากจอเช็คเกอร์สกรีนหน้าเซ็นเตอร์พอยต์ ทั้งทีมงานและนักแสดงไม่มีสมาธิเลย เพราะว่ามันเป็นช่วงเวลา Prime Time ช่วง 6 โมง- ทุ่มหนึ่ง คนก็เยอะมาก แห่มามุงดู นักแสดงก็ต้องทำงานหนักมากเพื่อจะรักษาสมาธิให้จนหมดซีน ก็ถือว่าเป็นซีนที่เหนื่อยจริงๆ เหนื่อยแต่ก็คุ้ม”

 เพลงรัก… ถ้าไม่รักก็เขียนไม่ได้

นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นคนเขียนหนังทำหน้าที่เดียวกับคนเขียนเพลง นานเท่าไหร่แล้วที่เราไม่ได้เห็นหนังดีๆ ที่ใช้บทเพลงในการตีแผ่ความรู้สึกของตัวละครได้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวตั้งแต่ต้นจนจบ และนานเท่าไหร่แล้วที่เพลงรักไม่ได้ถูกพูดถึงในภาพยนตร์ไทยเท่าที่ควร

” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์รักโรแมนติกแห่งปีที่มีเพลงรักน่าจดจำหลายเพลง จนไม่อาจปฏิเสธว่า มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล ผู้กำกับภาพยนตร์ และนักแต่งเพลงคนนี้กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ให้กับวงการเพลงและวงการภาพยนตร์ไปพร้อมๆ กัน กับผลงานเพลงประกอบภาพยนตร์ที่ไพเราะและซึ้งกินใจ และยิ่งไปกว่านั้นเพลงทุกเพลงกำลังบอกเล่าความรู้สึกของตัวละครเอกได้อย่างตรงไปตรงมา ทำให้เห็นถึงพัฒนาการทางความคิดและการเติบโตขึ้นของตัวละครได้อย่างลึกซึ้ง

” จริงๆ แล้ว เพลงทุกเพลงเหมือนเขียนขึ้นเพื่อหนังเรื่องนี้ ซึ่งจะมีตัวละครของมิวเป็นตัวที่ถ่ายทอดเพลงเหล่านี้ออกมา มิวจะเป็นคนที่เล่าความรู้สึกตัวเองผ่านบทเพลงที่ตัวเองเขียนขึ้นมา ไม่ว่ามิวคิดอะไรอยู่ มิวต้องการจะบอกอะไรกับใคร มิวก็จะใช้เพลงสื่อ เหมือนฉากที่อาม่าเคยบอกมิวตอนเด็กว่า เรียนไว้เถอะดนตรี วันหนึ่งมันจะใช้บอกอะไรกับคนอื่น ถ้าเราไม่กล้าบอกอะไรตรงๆ” มะเดี่ยว กล่าว

เพลงแรกที่เราจะได้ยินในหนังก็คือเพลง “Ticket” ซึ่งมันจะเป็นเพลงแรกที่เล่าว่ามิวเป็นนักร้อง และเพลงของเขาเพลงนี้ก็กำลังดัง ฮิตติดชาร์ตและถูกเปิดในคลื่นวิทยุมากมาย

” เพลงนี้จะออกมาในช่วงที่เล่าถึงการจากลาของมิวกับครอบครัวโต้งที่ย้ายบ้านออกไป แล้วก็ดำเนินต่อมาจนมิวโต เป็นเพลงที่แนะนะตัว ” วงออกัส” และตัวมิว ซึ่งเนื้อเพลงมันก็จะมีนัยยะถึงความรัก แต่มันไม่ได้พูดตรงๆ ใช้การเปรียบเปรย ซึ่งในเรื่องเพลงนี้ก็จะเป็นเพลงดัง ที่ขึ้นอันดับหนึ่ง แต่ว่าโปรดิวเซอร์คือพี่อ๊อด เค้าอยากได้เพลงที่มันพูดถึงความรักแบบตรงๆ ง่ายๆ ไม่ต้องอ้อม ซึ่งเป็นโจทย์ที่ทำให้มิวต้องมาคิดแล้วละว่าความรักในมุมมองมิวมันคืออะไร”

เพลงที่เล่าความรู้สึกของมิวในช่วงเวลาต่อมา ผู้กำกับบอกเล่าความพิเศษว่าเป็นเพลงที่น้อง พิช วิชญ์วิสิฐ์ หิรัญวงษ์กุล ผู้รับบทมิว เป็นคนลงมือแต่งเนื้อร้องและทำนองด้วยตัวเองในเพลงที่มีชื่อว่า ” รู้สึกบ้างไหม” น้องพิชเล่าให้เราฟังถึงการมีส่วนร่วมในการทำเพลงนี้ว่า

” โดยส่วนตัวแล้วเป็นคนที่ชอบร้องเพลงอยู่แล้ว สำหรับเรื่องนี้ก็ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมกับงานเพลงด้วย ก็คือเพลง รู้สึกบ้างไหมพิชแต่งเนื้อร้องและก็ทำนองเอง แต่ในเรื่องของดนตรีตรงนี้จะยกให้พี่มะเดี่ยวเป็นคนทำให้ครับเพลงนี้ก็ได้รับแรงบันดาลใจมาจากเพื่อนครับ เพื่อนกำลังมีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความรัก เค้าก็โทรมาปรึกษาเรา แล้วเราก็ช่วยเค้า เราก็เลยได้ไอเดียสำหรับเพลงนี้มาครับ

” เพลงนี้พูดถึงคนที่ไม่ได้เจอกันนาน จากกันไปนานแล้วก็รู้สึกเหมือนมันไม่มีความสุขเลย พิชก็ใช้คำดีนะ เป็นคำถามว่ารู้สึกเหมือนกันรึเปล่า ว่าตอนที่อยู่ด้วยกันมีความสุขนะ ในเรื่องมิวก็เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเหมือนตั้งใจจะถามคนๆ หนึ่ง มันก็เล่าเรื่องได้ค่อนข้างดี” ผู้กำกับเสริม

และเพลงที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือเพลง ” กันและกัน” เพลงที่เป็นเหมือนแกนสำคัญในชีวิตของมิวกับสิ่งที่มิวกำลังค้นหาอยู่นั่นก็คือ ” ความรัก”
” เพลงนี้เหมือนเป็นเพลงบอกรักหนึ่งเพลง แต่บอกรักในฐานะของคนที่เขียนเพลง เป็นการบอกความในใจแบบตรงๆ เลย ถ้าบอกว่าเพลงนี้แต่งให้เธอเธอจะเชื่อไหม มันอาจไม่เพราะเหมือนเพลงอื่นๆ หรอกแต่ว่ามันเป็นความรู้สึกพิเศษที่อยากให้รู้ว่า เพลงนี้เป็นเพลงของเธอนะ ก็ไม่รู้ว่าตอนนั้นแต่งขึ้นมาได้ยังไง แต่นานแล้ว แต่ก็แต่งเพื่อตอนเขียนบทเรื่องนี้แหละ”

” ต่อมาเพลง ‘ คืนอันเป็นนิรันดร์’ เพลงนี้แต่งตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 2 เคยใช้ประกอบละครเวทีที่คณะนิเทศศาสตร์ที่จุฬา ซึ่งออริจีนัลเวอร์ชั่นของเพลงนี้ จะเป็นเสียงของพี่ลูกหว้า ( วงดูบาดู) เป็นคนร้อง แต่พอมาอยู่ในหนังเรื่องนี้มันก็จะเป็นเสียงของน้องเพชร – ภาสกร วิรุฬห์ทรัพย์ นักร้องยุวชนยอดเยี่ยมแห่งประเทศไทย ประจำปี 2549 ซึ่งเป็นหนึ่งในตัวละครในหนังด้วย รู้สึกว่าเสียงน้องเพชรสามารถสื่อสารอะไรออกมาได้มากมายและทำให้เราเชื่อ ซึ่งมันก็จะเล่าเรื่อง ตอนที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในสภาพที่แย่ เหมือนตกอยู่ในหลุมแล้วก็พยายามตะเกียกตะกายกันออกมา เต็มไปด้วยความสับสนไม่รู้จะทำยังไงกับชีวิตดี ซึ่งเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่ปลอบประโลมจิตใจให้เราพยายามผ่านช่วงเวลาที่มืดมนเหล่านี้ไป”

มาถึงเพลงสุดท้าย ผลงานเก่าของ สุกัญญา มิเกล ที่นำมาทำใหม่เพื่อหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ กับเพลง ” เพียงเธอ” เพลงรักเนื้อหาซึ้งๆ ความหมายดีที่อยู่ในใจผู้กำกับคนนี้มานานแล้ว เมื่อมีโอกาสเขาเลยไม่รีรอที่จะบรรจุเพลงนี้ไว้เป็นส่วนหนึ่งในการถ่ายทอดอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร

” โดยส่วนตัวชอบศิลปินคนนี้มาก คุณสุกัญญา มิเกล เป็นศิลปินที่เจ๋ง เป็นศิลปินในดวงใจคนหนึ่ง รู้สึกว่าเพลงที่เค้าร้องส่วนใหญ่จะเป็นเพลงรักเนื้อหาดี ไม่น้ำเน่า แล้วเพลงนี้ เพลง ‘ เพียงเธอ’ ก็เป็นเพลงที่ออกมานานแล้วเป็นสิบปีแล้วมั้ง ตั้งแต่เราเป็นเด็กๆ แล้วเราก็ชอบมาก คือรู้สึกว่าในหนังมันควรจะร้องเพลงของคนอื่นบ้าง ก็เลยให้มิวร้องเพลงนี้ดีกว่า คาดว่าคงจะมีคนรู้จักบ้างแหละ”

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

แม้ว่าบทเพลงรักที่ถูกเขียนขึ้นในหนังจะได้รับแรงบันดาลใจจากสถานที่และเวลาที่แตกต่างกัน แต่สิ่งเดียวที่บทเพลงซึ้งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือนกันก็คือ การถ่ายทอดเพลงรักที่มันเยียวยาหัวใจ เยียวยาชีวิตให้เราสามารถอยู่ต่อไปได้ เหมือนกับความตั้งใจของผู้กำกับที่ต้องการทำให้ภาพยนตร์ ” รักแห่งสยาม” เป็นภาพยนตร์ที่อบอวลไปด้วยความรัก ความหวัง เพื่อให้ทุกคนพร้อมที่จะมีกำลังใจก้าวเดินต่อไป

ปริมาณการใช้ยา Amantadine

ปริมาณและระยะเวลาใน การใช้ยา ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้รักษา โดยมีตัวอย่างการใช้ยา ดังนี้

โรคพาร์กินสัน
ตัวอย่างการใช้ ยา Amantadine เพื่อ รักษาโรคพาร์กินสัน

ผู้ใหญ่ เริ่มต้นรับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน และเพิ่มปริมาณยาเป็น 100 มิลลิกรัม 2 ครั้ง/วันหลังรับประทานยา 1 สัปดาห์ขึ้นไป โดยเพิ่มปริมาณยาสูงสุดไม่เกิน 400 มิลลิกรัม/วัน

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป รับประมาณยาในปริมาณน้อยที่สุดตามดุลยพินิจของแพทย์

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ
ตัวอย่างการใช้ยา Amantadine เพื่อรักษาไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

ผู้ใหญ่ รับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน เป็นระยะเวลา 5 วัน

เด็กที่มีอายุ 10-15 ปี รับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป รับประทานยาปริมาณน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน หรือรับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลาห่างกันมากกว่า 1 วันขึ้นไป

ตัวอย่างการใช้ยา Amantadine เพื่อป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ

ผู้ใหญ่ รับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน เป็นระยะเวลา 6 สัปดาห์ ในกรณีที่ใช้ยาร่วมกับการฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ ให้รับประทานยาเป็นระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์หลังการฉีดวัคซีน

เด็กที่มีอายุ 10-15 ปี รับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม/วัน

ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปีขึ้นไป รับประทานยาปริมาณน้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/วัน หรือรับประทานยาปริมาณ 100 มิลลิกรัม เป็นระยะเวลาห่างกันมากกว่า 1 วันขึ้นไป

รักษาการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

ระบบภูมิคุ้มกัน มีหน้าที่ปกป้องร่างกายจาก สิ่งแปลกปลอม ที่เป็นอันตราย ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา สารก่อภูมิแพ้ และสารพิษ ซึ่งการเสริมสร้างและรักษาการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันก็อาจช่วยลดความเสี่ยงของการเจ็บป่วยจากสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ได้

หลักฐานทางวิทยาศาสตร์บางส่วนบอกว่าการได้รับ Zinc ในรูปแบบอาหารเสริมติดต่อกันอาจช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อ ซึ่งงานวิจัยอีกงานหนึ่งชี้ว่า Zinc อาจช่วยลดความรุนแรงและลดระยะเวลาการป่วยจากไรโนไวรัส (Rhinovirus) ซึ่งเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยของโรคหวัด และต้านการอักเสบของเยื่อบุโพรงจมูกที่เกิดจากไวรัสจึงทำให้อาการของโรคหวัดทุเลาลง

ดิว ไปด้วยกันนะ DEW ความรักครั้งแรกที่ก่อเกิด เหตุย้อนความหลัง

“ดิว ไปด้วยกันนะ” ชื่ออังกฤษ DEW เป็นหนังทุนสร้างจากเกาหลีใต้ค่าย CJ Entertainment (ภายใต้การควบคุมของบริษัทในไทยชื่อ CJ MAJOR Entertainment) บทหนังดัดแปลงจาก Bungee Jumping of Their Own หนังรักสุดซึ้งของเกาหลีฉายเมื่อ ค.ศ.2001

เรื่องย่อ
เหตุการณ์เกิดขึ้นเริ่มต้นเมื่อ พ.ศ. 2539 ที่ “ปางน้อย” ชื่อสมมติอำเภอเล็ก ใกล้จังหวัดเชียงใหม่ ทางภาคเหนือ ของไทยดิวและภพ นักเรียนชายมัธยมปลาย จากสองครอบครัวที่ต่างกัน ได้เริ่มต้นความสัมพันธ์ที่นั่น เมื่อ พ.ศ. 2539 ยุคที่สังคมและโรงเรียนมองผู้ชายลักษณะตุ้งติ้ง คนเข้าข่ายชายรักชายเป็นคนป่วยด้วยอาการ “เบี่ยงเบนทางเพศ” สมควรต้องจับไปบำบัดกับจิตแพทย์ในค่ายทหาร ในรูปแบบการเรียน รด.

ดิวและภพ จึงโดนจัดหนักไปไม่น้อย และความรักที่ทั้งสองยอมรับความรู้สึก แต่สุดท้ายก็ไปต่อกันไม่รอด ภพหนีออกมาจากเมืองนั้น แต่ดิวยังติดอยู่ที่นั่น ฟาสต์ฟอร์เวิร์ดมาที่ พ.ศ. 2562 (ยี่สิบปีต่อมา) ไม่มีการล้างแค้น แต่มันมีการชำระสะสางอดีต เมื่อ ภพ ในวัยผู้ใหญ่มีภรรยาแล้ว กลับมาหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยการเริ่มต้นเป็นครูฝึกสอน หลังจากธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว

สิ่งที่ภพเคยหันหลังจากไปตอนวัยรุ่น มันยังรอคอยเขาอยู่ที่ปางน้อย ทั้งเรื่องเก่า ความทรงจำที่เต็มไปด้วยความสุขและเจ็บปวด และ เรื่องใหม่ เมื่อเขาได้พบและมีความสัมพันธ์ที่หมิ่นเหม่กับนักเรียนสาวชื่อ หลิวเขาต้องเผชิญการตัดสินใจครั้งใหญ่อีกครั้ง

บนถนนของคนอื่น

ในช่วงแรกของหนังเปิดฉากด้วยการระบุวันเวลาสถานที่ “พ.ศ. 2539 ณ โรงเรียนแห่งหนึ่งในปางน้อย” และการพบกันของดิวและภพเมื่อดิวกระโดดโลดเต้นฟังเพลงจากเครื่องเล่นเทปพกพา (ยุคเด็กเทป) อยู่กลางถนนระหว่างทางไปโรงเรียน ขณะที่ภพขี่มอเตอร์ไซค์ผ่านมา บีบแตรเสียงดังเตือนสติ แต่ก็อาสาพาไปด้วยกัน ก่อนจะเจออุบัติเหตุตกคูน้ำ ได้สัมผัสตัวและต้องใจกันลึกซึ้ง

ฉากนี้เห็นได้ว่า ดิว มีความเป็นวัยรุ่นท้าทายต่อกฎของถนนแบบเบา ๆ ส่วน ภพ มาพร้อมกับความถูกต้องและการเคารพกฎระเบียบถนนมีไว้ให้ยานพาหนะถนนสายนั้นไม่ใช่ของดิวคนเดียว การมาเดินกร่างกลางถนนของดิว มันผิดกฎและผิดวิถีที่คนปกติควรทำด้วย

เหตุการณ์ต่อมา ผู้บริหารโรงเรียนมัธยมปางน้อยประกาศหน้าเสาธง ให้มีการคัดแยกนักเรียน เข้าข่าย มีความเบี่ยงเบนทางเพศ ซึ่งถูกเรียกชื่อเป็นพวกตุ๊ด และ (อี)กะเทยเพื่อนำไปเข้าค่ายทหารบำบัดอาการป่วยนั้น

หนังได้เผยถึงบริบทสังคมในยุคนั้นกับคำว่า “เบี่ยงเบนทางเพศ” ยากที่จะปฏิเสธว่าเคยเกิดขึ้นในประเทศไทยเราจริง ๆ การที่สังคมมีอคติกับคนที่มีลักษณะขัดต่อภาพจำที่มีของร่างกายเป็นคนที่แปลกปลอมต้องถูกอบรมบำบัดรักษาเช่นเดียวกับการป่วยไข้

นอกจากระดับผู้มีอำนาจในโรงเรียนแล้ว ดูหนังออนไลน์ฟรี ในระดับสังคมของเหล่านักเรียนเองอคตินั้นก็รุนแรงเช่นกัน เมื่อเพื่อน ๆ รู้ว่า ดิวเข้าข่ายกลุ่มเบี่ยงเบนทางเพศ ดิวก็ถูกกลั่นแกล้งสารพัดแบบ(สมัยนี้เรียกกันว่า บุลลี่)ทั้งการขีดเขียนคำหยาบ ฝากรอยแสดงความเหยียดหยามไว้บนโต๊ะนักเรียน และการแสดงท่าทีไม่ดี

สังคมในปางน้อยเป็นสังคมเล็ก ใครทำอะไรรู้ถึงกันหมดเรื่องของดิวกับภพ ขยายไปตามลมปากและสังคมแบบนี้ก็เปิดทางให้ความคิดที่ยอมให้เจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจในเครื่องแบบอย่างทหารและจิตแพทย์ มาชี้ถูกผิดและเที่ยวจับคนไปบำบัดลุกลามดั่งโรคร้ายในนามของ “ความถูกต้อง” และ “ความเป็นปกติ” ซึ่งไม่ใช่ความเป็น “ปกติ” แบบที่ดิวเป็น

ปางน้อยไม่ใช่ที่ที่จะมีใครมาโลดเต้นกลางถนนและไม่ใช่ที่ของคนที่ยอมรับและพาซ้อนไปด้วยกัน แต่ดิวอาจยังมีโชคอยู่บ้างที่คนบีบแตรเป็นภพและรับดิวซ้อนท้ายไปด้วยกันแม้จะต้องลงคูน้ำทั้งคู่ก็ตามแต่ลงคูน้ำคนเดียวกับสองคนมันต่างกัน และการตกคูน้ำไปด้วยกันบนโลกที่หากทั้งภพและดิวจะรักกันมันกระท่อนกระแท่น มีอุปสรรค จากความเชื่อ บรรทัดฐานของสังคม วัฒนธรรมจารีต และ อำนาจนิยม

ความสัมพันธ์นี้มีแค่เราที่รู้จังหวะ

หลังจากความสัมพันธ์ของ “ดิวและภพ”ก่อตัวขึ้น หนังสร้างบรรยากาศยืนยันว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังรักฉากเต้นรำที่นำเสนอทั้งความโรแมนติกและการหยอกล้อกับความย้อนแยงของจารีตในสังคม

ในฉากวิชาลีลาศเสียงเพลง “เริงลีลาศ” ของ คณะสุนทราภรณ์เนื้อเพลงบอกว่า “สวรรค์นะซิสวรรค์รำไร พิไรโอบไหล่ ล้อมเรา” สื่อความหมายความสัมพันธ์ของดิวและภพในช่วงเวลานั้น ร่างกายของทั้งคู่เสมือนเป็นหนึ่งเดียว เป็นช่วงเวลาที่พร้อมสำหรับกันและกันเพียงสองคน การแสดงออกของร่างกายแววตา โดยไม่มีใครรู้สึกว่ามันคือ “ความผิดปกติ” ความโรแมนติกในฉากนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เป็นเพียงชั่วคราว เพราะได้รับอนุญาตจากครูผู้คุมอำนาจในห้องเรียนนั้น

คำพูดของครูที่ว่า “วันนี้เราจะจับคู่ชาย-ชายและหญิง-หญิงนะครับเพื่อวัฒนธรรมอันดีของบ้านเราจะได้ไม่ผิดผีกัน” ตอกย้ำจารีตที่ยึดถือ การจับเนื้อต้องตัวของเพศชายกับหญิงในวิชาเรียนลีลาศนั้น “ผิดผี” แต่การจับคู่ชายกับชาย ก็ทำได้แค่เพียงเต้นรำในห้องเรียน หากมากไปกว่านี้สังคมปางน้อยก็รับไม่ได้อีก

การเต้นรำครั้งนี้สะท้อน “จารีตของสังคม” ที่มีกรอบที่แคบและละเอียดมากในการจัดการความสัมพันธ์ ถึงขั้นระบุได้ในกิจกรรมต่างๆว่า อะไรควรทำ ทำได้แค่ไหน และอะไรไม่ควรทำ
คำสั่งของครู เสียงเพลง และการที่ต้องรักษาการก้าวเต้นตามจังหวะที่ครูมีอำนาจกำหนดในกรอบกติกาที่ได้รับ คือ ภาพแทนการเปรียบเทียบสถานะของอำนาจที่ครอบงำโดยไม่รู้ตัว

หนังมีมุกตลกร้าย สะท้อนความย้อนแยง กับภาพครูผู้สอนกำลังเต้นสะบัดอย่างเมามันและเห็นได้ว่า ลักษณะกายภาพและการแสดงออกไม่ต่างจากกะเทยแต่เขากลับมีอิสระในการแสดงออกและไม่ถูกลงโทษรุนแรง อดคิดถึงประเด็นที่ว่า เพราะ “ครู” อยู่ในสถานะเหนือกว่านักเรียนเช่นเดียวกับสถาบันและความเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งมีอำนาจตามวัฒนธรรมอำนาจนิยมในสังคมไทย ครูนักเต้นสะโพกไหวคนนี้จึงไม่ต้องโดนจัดหนักอย่างเด็กๆ วัยรุ่นยุคนั้น

ความรักยังเป็นแค่เรื่องของเราจริงหรือเปล่า

ความสัมพันธ์ของภพและดิวแน่นแฟ้นขึ้น แต่สังคมรอบตัวของพวกเขากลับสั่นไหวและมีผลสั่นคลอนความรู้สึกของทั้งคู่ โดยเฉพาะ ภพ ทั้งนี้สังคมหลักของทั้งสอง คือ โรงเรียน และครอบครัว โดยเฉพาะในฝั่งของภพ ที่เป็นครอบครัวเชื้อสายจีนและยังมีวิถีชีวิตแบบจีน พูดจีนกันในบ้านด้วย พ่อมีอำนาจสูงสุด สำหรับพ่อหากลูกชายไปมีแฟนเป็นผู้ชายด้วยกันมันดูเป็นเรื่องแปลกประหลาดของสังคมปางน้อย

ความบีบคั้นที่ทำให้ความสัมพันธ์ของดิวและภพต้องมาถึงจุดที่ต้องเลือกจะเป็นเส้นทางความรักที่พวกเขาสัมผัสจากใจ หรือเส้นทางที่สังคมกำหนดกรอบให้อยู่ในวิถีปกติ ที่ชายรักชายเป็นสิ่งต้องห้าม

บาดแผลของภพกับการซ้ำรอยอดีต

ช่วงครึ่งหลังของหนัง ตัวละครเติบโตเป็นผู้ใหญ่ แต่สังคมเติบโตไปด้วยไหม หรือกระทั่งตัวละครอย่าง “ภพ” เอง มีชีวิตใหม่และความรักครั้งใหม่ได้ไหม

ที่ ปางน้อย ณ ปัจจุบัน (พ.ศ. 2562)ภพในวัยผู้ใหญ่เดินทางกลับมาด้วยรถยนต์พร้อมกับภรรยาการกลับมาครั้งนี้เป็นครั้งแรกในรอบ 23 ปี นับจากวันที่เขาเลือกเส้นทางของตัวเองที่ไม่มีดิวไปด้วย เหตุผลการกลับมาคือ การพยายามเริ่มต้นใหม่ในอาชีพครูหลังจากที่ธุรกิจส่วนตัวล้มเหลว ภพได้งานครูที่โรงเรียนเดิม สภาพหลายอย่างยังคล้ายเดิม แต่การพบกับนักเรียนรุ่นใหม่ที่มีอิสระในการแสดงออก กล้าท้าทายผู้ใหญ่ และทำตามใจตัวเองมากขึ้น ทำให้ภพได้ภารกิจที่ท้าทายทั้งสมองและหัวใจ

เขาได้รับมอบหมายให้ดูแล หลิว เด็กนักเรียนหญิงเกเร ซึ่งทำให้ภพได้ใกล้ชิดและเกิดความรักกับเด็กนักเรียนหญิง เข้าข่ายรักต้องห้าม และเปิดแผลเก่าของเขาสมัยวัยรุ่นขึ้นมาอีก

ปางน้อยในหนังเรื่องนี้หยุดนิ่งและเป็นอดีตที่ถูกแช่แข็ง ภพกลับมาสู่ปางน้อยด้วยหวังว่าเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่กลับเจออุปสรรคคล้ายเดิม โจทย์เดิม เรื่องความรัก กลับมาเป็นปมให้ภพแก้ ทั้งการเป็นรักซ้อนกับภรรยาที่มีอยู่แล้ว รักระหว่างครูกับนักเรียน และรักที่ซ้อนทับกับเงาอดีต
เงาของการใช้อำนาจ “ผู้อาวุโสและมีสถานะเหนือกว่า” กลับมาซ้อนทับในตัวของภพ เมื่อเขาจัดการกับหลิวและแฟนหนุ่มรุ่นพี่ของหลิว

การปฏิบัติของภพในฐานะครูสามารถอธิบายการที่ปางน้อยหยุดนิ่งเมื่อเวลาผ่านก็ยังคงเป็นภาพเดิมเพียงแต่เก่าขึ้น ความเชื่อที่ทำให้ความสัมพันธ์นอกขนบไม่เกิดขึ้นแม้ผ่านเวลา การสืบทอดแบบนี้เป็นจุดหนึ่งของการทำให้อีกกี่ชาติ ภพ ก็จะไม่มีวันได้รักของตนกลับมา แผลจะเป็นแผล ความเจ็บปวดจะเลี้ยงตัวเองตลอดกาล ความรักของภพกับหลิวอาจต้องรอนานถึงชาติหน้า

เพศที่สามกับการอยู่ในสังคมยุค 90

หนังเปิดเรื่องด้วยเรื่องราวของเด็กหนุ่มสองคนอย่างดิวและภพ ซึ่งแม้ตัวอย่างจะชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วสองคนจะรักกัน แต่ช่วงที่ยังไม่เปิดเผยตัวของดิว บรรยากาศในโรงเรียนก็เต็มไปด้วยความอึมครึมและน่าอึดอัด มีการแบ่งแยก กล่าวหากลุ่มคนเพศที่สามอย่างชัดเจน ซึ่งก็ไม่แปลกที่ดิวจะไม่ยอมรับว่าตัวเองเป็นเพศที่สามในตอนแรก และภพเองก็ปฏิเสธการเข้าใกล้ดิว หลังมีอะไรกับดิว

แต่หลังจากทุกคนรู้เรื่องของทั้งสอง การ Bully และการทำร้ายดิวและภพ เริ่มเข้าถึงทั้งสองมากขึ้น ดิวเริ่มอยู่ในโรงเรียนยากขึ้น มีการกรีดโต๊ะด้วยถ้อยคำหยาบคาย มีข่าวลือเสีย ๆ หาย ๆ มากมาย แม้แต่แม่ของดิวเองก็ยังไม่พูดว่ารักดิวเหมือนเดิมในตอนที่ดิวถาม ซึ่งถ้ามองลึกลงไปในความคิดของแม่ดิว คิดว่าน่าจะอยากให้ลูกเป็นเพศปกตินั่นแหละ เลยไม่บอกอะไร เผื่อลูกจะได้กลับมาอยู่ในวิถีปกติ แต่ในมุมมองของดิวที่แม่ไม่ตอบ ความรู้สึกว่าแม่รัก มันคงหมดไปแล้ว เพราะแม่ไม่ตอบ และนั่นยิ่งทำให้ดิวยิ่งอยากออกจากปางน้อย จึงได้เอ่ยปากชวนภพให้ไปด้วยกัน

เนื้อหาในองค์แรกนี้เป็นเรื่องราวความรักที่ถูกกีดกัน จากความไม่เข้าใจกันของผู้ที่คิดว่าตัวเองหวังดี (ครู พ่อ แม่) หรือจากกรอบของสังคมโดยแท้ ที่จริงดิวกับภพควรจะได้อยู่ด้วยกัน ดิวคงไม่ตาย ถ้าไม่ต้องมีการไปเข้าฝึกเพราะทำให้ความแตก หรือแม้แต่ยังจะได้อยู่บ้านเดิมถ้าพ่อของภพเข้าใจในตัวภพ

ในส่วนของดิวนั้น แม่เพิ่งจะมาบอกว่าดิวเป็นอะไรก็รัก ก็ตอนที่ดิวเตรียมตัวจะไปจากปางน้อยแล้ว ทำให้ดิวต้องเลือกระหว่างอยู่กับแม่ซึ่งเหลือตัวคนเดียว หรือไปกับภพ สำหรับดิวไม่ว่าทางไหนก็เจ็บ แล้วตัวเองก็เป็นคนเอ่ยปากชวนภพเอง

ผมคิดว่าที่ดิวขี่มอเตอร์ไซค์ไปถูกรถชน ก็อาจจะไปเพื่อห้ามภพไม่ให้ขึ้นรถไฟไป แล้วให้ภพมาพักที่บ้านชั่วคราว หรืออะไรก็แล้วแต่ที่ตกลงกับแม่ได้ เพราะเหมือนแม่จะเปิดทางให้ดิวกับภพแล้ว ส่วนภพที่กลับมาที่บ้านได้ในตอนหลัง ผมคิดว่าอาจจะเป็นเพราะภพไม่ได้ไปกับดิว เลยไม่มีอะไรรั้งไว้ไม่ให้กลับบ้าน ภพอาจจะไม่ได้ชอบผู้ชายคนอื่นอีกเลย นอกจากดิว ก็อาจจะมีส่วนทำให้กับมาคุยกับที่บ้านได้เหมือนเดิม

นอกจากนี้กรอบของสังคมที่บีบคั้นดิวกับภพนั้น ก็มีผู้หวังดีอื่นๆบังคับให้ภพและดิวต้องทำตามกรอบอยู่ไม่น้อย ซึ่งก็ส่งผลในรูปแบบต่างๆ ตั้งแต่ผลลัพธ์เล็กๆ ดิว ไปด้วยกันนะ อย่างการที่ภพได้แผลมาจากการฝึก ไปจนถึงการเป็นต้นเหตุของการที่ภพต้องบ้านแตก และนำมาซึ่งความตายของดิว ก็เพราะมีคนหวังดีไปบอกพ่อของภพ มันก็น่าคิดว่าภายใต้ความหวังดีเหล่านั้น มันไม่ได้ทำให้ผลลัพธ์เกิดอะไรดีๆขึ้นมากับใครเลย ทั้งกับพ่อภพ แม่ดิว รวมถึงตัวภพและดิวเอง

ก็อาจจะใช่ที่เรามองด้วยกรอบความเชื่อปัจจุบันแล้วมองว่าคนในยุคนั้นทำผิดไป (จากความคิดตอนนี้) แต่หากมองย้อนไปในกรอบยุค 90 คนในยุคนั้นก็คงจะมองว่าตัวเองหวังดี ประสงค์ดีต่อคนๆนั้นจริงๆ เพราะการเป็นเพศที่สามในยุคนั้นมีโอกาสโดนล้อเลียน กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายป้ายสี และอื่นๆ แต่ในอีกมุมหนึ่ง ความหวังดีแบบนั้นก็ส่งผลร้ายกับตัวผู้ได้รับความหวังดี และคนรอบข้างของผู้ได้รับความหวังดีนั้นด้วยเช่นกัน แม้ว่าผู้หวังดีอาจจะมองว่าตัวเองทำไปด้วยเจตนาที่ดีหรือไม่ก็ตาม

ตัวละครที่โชคร้ายที่สุดนอกจากภพและดิว ก็คงจะเป็นแม่ของดิวที่นอกจากจะโดนบังคับให้เลือกว่า จะยอมรับลูกที่เป็นเพศที่สาม หรือ จะเสียลูกทั้งคนไปตลอดกาล เพราะลูกกำลังจะหนีออกจากบ้านแล้ว ..และถ้าไม่ได้คุยกันก่อน ดิวก็คงไม่กลับมาอีก

ซึ่งเนื้อหาในหนังมันก็เป็นอะไรที่น่าเศร้านะ ที่แม้ว่าแม่จะเลือกยอมรับในตัวดิว แต่สุดท้ายก็ยังต้องเสียดิวไปอยู่ดี เพราะบ้านภพไม่ได้ยอมรับเหมือนบ้านดิว และดิวก็ต้องออกไปรับภพ ทำให้ดิวต้องเสียชีวิตในท้ายที่สุด แม้หนังจะไม่ได้กลับไปเล่าเรื่องของแม่ดิวอีก แต่ผมคิดว่าแม่ของดิวคงต้องใจสลายอย่างที่สุด

ส่วนตัวแทนของคนหวังดีที่มีบทพูดชัดเจนที่สุด (และดูดีที่สุด) ก็อาจจะเป็นครูรัชนีที่มากอดปลอบใจภพในตอนโตและพูดกับภพว่า

“อย่าให้บาดแผลในอดีตมาฉุดรั้ง

ไม่ให้เราเติบโตไปเป็นผู้ใหญ่เลยนะ”

สีอุจจาระปกติของทารกเป็นอย่างไร ?

ทารก ที่เพิ่งเกิดได้เพียงไม่กี่วัน จะมีอุจจาระสีดำที่เรียกว่า ขี้เทา (Meconium) เกิดจากเมือก น้ำคร่ำ เซลล์ผิวหนังและสิ่งอื่น ๆ ที่ทารกบริโภคขณะอยู่ในครรภ์ ลักษณะหนืดและเหนียวคล้ายน้ำมันเครื่องรถยนต์และไม่ค่อยมีกลิ่น ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นปกติ และเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าลำไส้ของทารกทำงานได้ดี แต่หากทารกยังมีอุจจาระสีดำติดต่อกันหลังจาก 3 วันแรก ควรไปปรึกษากุมารแพทย์

สีอุจจาระและลักษณะอุจจาระของทารกจะเปลี่ยนไปเมื่อทารกกินนมหรืออาหารเข้าไป ซึ่งจะแตกต่างกันดังนี้

  • สีอุจจาระทารกเมื่อดื่มนมแม่ เมื่อทารกดื่มนมแม่จะมีอุจจาระสีเหลืองทอง ลักษณะจะเหมือนครีมเหลว ๆ เละ ๆ แต่กลิ่นจะไม่รุนแรง แต่หากมีสีเขียวและลักษณะเป็นฟอง อาจหมายความว่าแม่ให้นมแต่ละข้างกับทารกไม่นานพอ ทำให้ทารกกินน้ำนมส่วนหน้า (Foremilk) เยอะเกินไป
  • สีอุจจาระทารกเมื่อดื่มนมผงสำหรับทารก สีอุจจาระจะออกเหลืองน้ำตาล ลักษณะคล้ายเนยถั่วหรือแป้งเปียกและมีกลิ่นรุนแรงกว่าอุจจาระของทารกที่ดื่มนมแม่
  • สีอุจจาระทารกเมื่อกินอาหารแข็ง เมื่อผู้ปกครองเปลี่ยนอาหารของทารกเป็นอาหารแข็ง เช่น ข้าวหรือกล้วยบด สีอุจจาระทารกจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม ลักษณะเหนียว ๆ เละ ๆ และกลิ่นแรงขึ้น

เครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้า

เครื่องนึ่งขวดนมแบบไฟฟ้า ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย โดยไม่ต้องใช้สารเคมีหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ อาศัยความร้อนจาก ไอน้ำ เท่านั้น ใช้เวลาประมาณ 6-15 นาที แตกต่างกันไปตามแต่ละยี่ห้อ และหากปิดฝาไว้จะสามารถนำมาใช้ได้ภายใน 24 ชั่วโมงโดยยังปราศจากเชื้อ ถือเป็นการฆ่าเชื้อที่สะดวกที่สุด โดยเฉพาะในกรณีที่ต้องการฆ่าเชื้ออุปกรณ์ให้นมหลาย ๆ ชิ้นพร้อมกัน

Edamame ไม่เพียง แต่เป็นของว่างยอดนิยม มันคืออะไร

โดยตรงจาก ประเทศญี่ปุ่น มาพร้อมกับสินค้าอื่นที่ดูเหมือนว่าจะประสบความสำเร็จในประเทศของเรา Edamame ตั้งแต่ Mercadona รวมมันเป็นความแปลกใหม่ในผลิตภัณฑ์แช่แข็งมันได้กลายเป็น ขนมขบเคี้ยว เป็นที่ชื่นชอบของผู้สนับสนุนการเคลื่อนไหวของอาหารจริงแม้กระทั่งหมดไปในร้านค้าหลายแห่ง ทำไมถึงโกรธแค้น?

Edamame คืออะไรมากกว่าถั่วเหลืองซื้อเก็บรวบรวมและตลาดยังคงอยู่ในฝักมันเป็นหนึ่งในหลาย ๆ วิธีที่พืชตระกูลถั่วนี้ถูกบริโภคในประเทศญี่ปุ่นแสดงให้เห็นถึงความสามารถรอบตัวของมันอีกครั้งและทำไมมันจึงเป็นอาหารที่จำเป็นในอาหารของญี่ปุ่น อุดมไปด้วยโปรตีนจากผักแคลอรี่ต่ำและเตรียมง่ายมาก edamame ดูเหมือนจะเป็นของว่างที่สมบูรณ์แบบ

เราสามารถเปรียบเทียบ edamame กับถั่วสดหรือถั่วตามฤดูกาลที่เราซื้อในฝักของพวกเขามักจะนุ่มจนสามารถรับประทานได้โดยตรง เช่นเดียวกับผักเหล่านี้ ถั่วเหลืองยังเป็นพืชตระกูลถั่ว ด้วยซึ่งก่อนที่จะนำเมล็ดที่มีลักษณะคล้ายเมล็ดแห้งและแข็ง

เราเชื่อมโยงกับการทำอาหารญี่ปุ่นแม้ว่ามันจะเป็นอาหารทั่วไปในภูมิภาคอื่น ๆ ของเอเชีย เชื่อว่าการบริโภคถั่วเหลืองที่ยังไม่สุกนั้นเริ่มต้นขึ้นในส่วนต่าง ๆ  edamame ของประเทศจีนแม้ว่าการอ้างอิงเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกเกี่ยวกับอาหารนี้เป็น ต้นฉบับภาษาญี่ปุ่นในศตวรรษที่ 13ซึ่งพระภิกษุได้ชื่นชมการบริจาคที่ได้รับจาก edamame ที่วัดของเขา

สิงสู่ หนังผีไทย กับ “การแสดง” ชวนขนลุกส่งท้ายปี

สิงสู่ เรื่องราว ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำ พิธีกรรมปริศนา บางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน ดูหนังออนไลน์ฟรี  และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

เมื่อพูดถึงชื่อผู้กำกับอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง น่าจะทำให้คนยุคนี้นึกไปถึงหนังสยองขวัญอย่าง “เปนชู้กับผี” หนังสยองขวัญพีเรียดที่ออกฉายในปี พ.ศ.2549 แม้ว่าในช่วงเวลาที่ออกฉาย หนังอาจจะได้รับคำชื่นชมในระดับหนึ่ง แต่เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้ ยังคงได้รับการฉายซ้ำทางฟรีทีวีและช่องทางดูหนังอันหลายหลาก ซึ่งผู้ชมจะสามารถสัมผัสได้ กลวิธีการเล่าเรื่องที่ไม่ธรรมดา พร้อมการพลิกความคาดหมายของผู้ชมในตอนท้ายเรื่อง จนทำให้หนังเรื่องนี้กลายเป็นหนึ่งในหนังสยองขวัญจากประเทศไทยที่ดีที่สุดตลอดกาลเรื่องหนึ่งเลยก็ว่าได้

หากย้อนกลับไปดูเส้นทางในวงการที่ผ่านมาของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง เขาคือนักทำหนังขาประจำแนวสยองขวัญ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในหนังผีชั้นยอดมากมายหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็น นางนาก (2542) ผลงานที่รับหน้าที่เขียนบทเอง , เปนชู้กับผี (2549) และ รุ่นพี่ (2558) หนังที่เขากำกับด้วยตัวเอง ซึ่งแต่ละเรื่องล้วนมีแนวทางแตกต่างกันและไม่ซ้ำซากจำเจกับหนังสยองขวัญเรื่องอื่นๆในบ้านเรา ที่มักจะถูกลืมเมื่อกาลเวลาผันผ่านไป

ว่าด้วยเรื่องราวของ “ผีสิง”

“สิงสู่” บอกเล่าเรื่องราวของสำนักบนภูเขาอันโดดเดี่ยวห่างไกลจากชุมชน ในวันที่สภาพอากาศเลวร้ายไม่เป็นใจ คนชุดดำทั้ง 5 คนเดินทางมารวมตัวกัน นำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน แต่นั่นเป็นแค่เพียงจุดเริ่มต้นของความระทึกขวัญสุดสยอง เมื่อทุกคนในสำนักแห่งนี้ ต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้าย ไม่มีใครสามารถคาดเดาได้เลยว่า มันจะเริ่มต้นไป “สิง” ใครเป็นรายต่อไป และเป้าหมายที่สำคัญของวิญญาณตนนี้คือการ “ฝังรากและยึดวิญญาณ”

จากความตั้งใจของผู้กำกับ เขาได้พบว่ายังไม่มีนักทำหนังไทยคนไหนหยิบเอาประเด็น “ผีสิง” มาเล่นเป็นแกนหลักของเรื่อง เนื่องจากในระยะหลังเขาเห็นศิลปินหลายคนเริ่มสนใจงานทางด้านนี้มากขึ้น หนึ่งในนั้นคือ คาเงะ- ธีระวัฒน์ มุลวิไล ศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธรประจำปี 2561 สาขาศิลปะการแสดง ซึ่งเคยเคยแสดงละครเวทีที่ว่าด้วยวิญญาณร่างผู้อื่น ได้แก่ ปรารถนา: ภาพเหมือนการเข้าสิงนักเขียนของ อุทิศ เหมะมูล เมื่อทั้งคู่ได้พูดคุยกันแล้วพบว่าสนใจในสิ่งเดียวกัน พวกเขาจึงร่วมกันพัฒนาหนังเรื่องนี้ขึ้นมาจนเป็นรูปเป็นร่าง

โดยวิธีการทำหนังที่มีการเข้าสิงร่างของผีนั้น ไม่จำเป็นต้องสร้างผีให้ปรากฏตัวออกมาโต้งๆ คาตา ดังนั้นการแสดงจึงเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยชดเชยการใช้เทคนิคพิเศษ ดังนั้นคาเงะ ธีระวัฒน์ มุลวิไล จึงทำหน้าที่ทั้งเป็นแอคติ้งโค้ช ผู้ควบคุมการเวิร์คชอปนักแสดง และกำกับการแสดง ซึ่งปกติในหนังผีไทยมักจะปรากฏร่างของผี ออกมาเป็นตัวเป็นๆ แต่สิงสู่เลือกจะหลีกเลี่ยงวิธีการแบบนั้น และใช้วิธีการ เราจะให้คาแรคเตอร์ของตัวละครเปลี่ยนทันทีที่ผีเข้า คนๆ นั้นยังเป็นคนเดิมแต่เหมือนมีบุคลิกซ้อน ผู้ชมจะเห็นเขาเปลี่ยนไปในทันที จากที่พูดคุยกันอยู่ดีๆ เขาก็เปลี่ยนไปอีกคนหนึ่งเลย เมื่อไม่มีเทคนิคพิเศษมาช่วย นักแสดงจึงต้องอาศัยการเคลื่อนไหวทางร่างกายเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลงนั่นเอง

การตีความ “วิญญาณ” ในมุมของวิศิษฏ์

คนส่วนมากมักจะมองว่า “วิญญาณ” ในทางไสยศาสตร์ มนต์ดำ เป็นความเข้าใจในทิศทางเดียวกันหมด ทว่าตัวเขาเองมองวิญญาณเป็นเรื่องของพลังงานเหนือธรรมชาติมากกว่าทางไสยศาสตร์ และวิญญาณคือพลังงานที่เข้ามาในร่างเรา

วิศิษฏ์กลับมองว่า วิญญาณ เป็นเหมือนพลังงานอย่างหนึ่ง ที่เราสามารถพูดคุยกันได้ทุกวันนี้เพราะเรามีพลังงานในการขับเคลื่อนร่างกาย เหมือนรถที่ใช้พลังงานจากน้ำมัน พอน้ำมันหมดรถก็ไม่เดิน ร่างกายเราก็เหมือนกัน ถ้าพลังงานเราหลุดออกไปเราก็จะเป็นร่างธรรมดา วันหนึ่งเราตายแล้วร่างกายเน่าเปื่อย แต่วิญญาณอาจยังอยู่ก็ได้ นั่นคือความหมายของวิญญาณในแง่นี้ซึ่งมันไม่มีรูปทรง แต่สามารถย้ายจากร่างหนึ่งไปสู่ร่างหนึ่งได้ วิญญาณบางตัวอาจสลายไปเร็ว บางตัวอาจควบแน่นอยู่ได้นาน ถ้าโยงกับพระพุทธศาสนามันคือการยึดติด สมมติเรายังรักบ้านหลังนี้ เสียดายและหวงมัน เราก็จะเป็นวิญญาณที่ไม่ไปไหน คนสมัยก่อนจะพูดกับคนก่อนตายว่า ‘ไปสบายนะ หมดห่วงนะ ให้นึกถึงพระอรหันต์นะ’ มันคือการทำให้สลายไป ถ้ามีห่วงตาจะไม่ปิด พลังงานก็จะควบแน่นอยู่เป็น 100 ปี เหมือนผีสิงในปราสาท นี่พยายามโยงกับทฤษฎีนะครับ พยายามหาคำตอบว่าทำไมความเชื่อเรื่องผีถึงยังอยู่ในโลกวิทยาศาสตร์ หรือมันอาจจะมีคำตอบจริงๆ แต่มันไม่สามารถพิสูจน์ได้

วิธีการเล่าเรื่องแบบนิยายของ อกาธ่า คริสตี้

อกาธ่า คริสตี้ คือราชินีแห่งนวนิยายสืบสวนสอบสวน เหตุการณ์ส่วนมากในนิยายของเธอมักจะเกิดขึ้นในสถานที่ปิดตาย และมีตัวละครเพียงไม่กี่คน “สำนักจิตต์อสงไขย” มีคุณสมบัติแบบเดียวกับนิยายของอกาธ่า อย่างครบถ้วน

สำนักแห่งนี้มีลักษณะทางจิตวิญญาณคล้ายกับสำนักเข้าทรง โลเคชั่นที่เลือกใช้บ้านหลังนี้ก็ออกไปทางสถาปัตยกรรมตะวันตก ซึ่งเป็นสากลดูเป็นตึกมีผนังอิฐสีแดง รอบๆ มีต้นไม้ตามบทบอกว่าอยู่บนเขา สถานที่ดูเหมาะจะถ่ายทำหนังประเภทสถานที่ปิดตาย เหมือนนิยายของ อกาธา คริสตี้ ที่มีตัวละคร 7 ตัวอยู่ในที่เดียวกัน แล้วความลับของทุกคนก็ค่อยๆ เฉลยออกมา ที่สำคัญพวกเขาหนีไม่ได้เพราะทางลงเขามันขาดเนื่องจากฝนตกหนัก ทำให้เกิดสถานการณ์ที่บีบบังคับในหนัง

แล้วใครกันที่จะโดนสิงเป็นรายต่อไป! หนังเรื่องนี้ยังได้รวมเอานักแสดงมากฝีมือในระดับแถวหน้าของเมืองไทยเอาไว้ไม่ว่าจะเป็น อนันดา เอเวอริงแฮม, จ๋า ณัฐฐาวีรนุช ทองมี, นักแสดงอาวุโส ทาริกา ธิดาทิตย์ และ พลอย ศรนรินทร์ เป็นต้น

เขียน: หริพรรณ เขียนจากบทภาพยนตร์ของ วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง

สนพ.สถาพรบุ๊คส์

**Review ตามผลจาก poll นะคะ ขอบคุณที่ร่วมสนุกกันค่ะ**

เรื่องย่อ:

ณ สำนักบนเขาที่โดดเดี่ยวห่างไกล ในวันที่บรรยากาศอึมครึมและฝนตกหนัก คนชุดดำ 6 คนมารวมตัวกันนำโดยนายแม่ หญิงชราผมขาวหน้าตาน่าเกรงขาม ทำพิธีกรรมปริศนาบางอย่าง โดยมีศพลึกลับเป็นเป้าหมาย แต่พวกเขาหารู้ไม่ว่าพิธีกรรมนั้นได้ไปปลุกวิญญาณแปลกหน้าที่ไม่ได้รับเชิญให้เข้ามาในบ้าน และหลังจากนั้นความสยองขวัญสุดขีดก็เริ่มต้นขึ้น ทุกคนต้องเผชิญหน้ากับวิญญาณร้ายที่ไม่สามรถคาดเดาได้เลยว่ามันจะสิงใคร เมื่อไหร่ ด้วยวิธีใด และมันไม่ได้จะเข้าสิงเพื่อทำให้กลัวเท่านั้น แต่สิ่งที่มันต้องการที่สุดแล้วคือ การฝังราก..ยึดวิญญาณ ของใครสักคนในที่นี้

อ่านจบแล้วขอ Review ดังนี้ (คหสต.):

**คำเตือน ยาวมากและมีสปอยล์**

เป็นหนังผีไทยที่เรียกความฮือฮาช่วงปลายปีเป็นอย่างมาก เพราะช่วงนี้ขาดหนังผีไทยสยองๆ น่ากลัวๆ อย่างหนัก แถมเรื่องนี้ยังน่าสนใจเพราะเป็นฝีมือของผู้กำกับฝีมือเยี่ยมอย่าง วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง และหนังสือเล่มนี้ก็เขียนมาจากบทภาพยนตร์ด้วย โดยการเขียนเล่มนี้เป็นฝีมือของ หริพรรณ ที่เป็นภรรยาของคุณวิศิษฏ์นั่นเอง (อุตสาหกรรมในครัวเรือน ผัวหาบเมียคอน) โดยที่คุณหริพรรณเองก็มีผลงานการเขียนอย่างบทภาพยนตร์เรื่อง ฟ้าทะลายโจร, หมานคร เป็นต้น

จากเรื่องย่อและ trailer ของหนังที่บอกว่านายแม่ (ทาริกา ธิดาทิตย์) เจ้าของสำนักจิตต์อสงไขได้ทำพิธีเรียกวิญญาณกลับเข้าร่างโดยที่มีลูกศิษย์อย่าง ป้าเครือ (จารุนันท์ พันธชาติ) แม่บ้านและลูกศิษย์คนสนิทพร้อมสร้อย (พลอย ศรนรินทร์) หลานสาวที่กำลังเป็นวัยรุ่น, กริช ลูกศิษย์ก้นกุฏิที่รับหน้าที่หัวหน้าคนงาน, ปราง (จ๋า ณัฐฐาวีรนุช) ลูกศิษย์สาวที่ทั้งสวยและฉลาด และนพ ลูกศิษย์ที่เป็นนายแบบ มาร่วมทำพิธีด้วย โดยที่นายแม่ได้ละเมิดกฎเหล็กของสำนักที่ว่า “ห้ามเปิดประตูหน้าสำนักเด็ดขาด ให้เปิดเข้า-ออกเฉพาะประตูหลังเท่านั้น” ท่ามกลางความงุนงงของลูกศิษย์ทั้ง 5

พิธีเรียกวิญญาณเป็นพิธีที่ยากและจะไม่ทำถ้าไม่จำเป็น แต่คราวนี้นายแม่กลับเรียกพิธีนี้ขึ้นมา ลูกศิษย์ทั้งหมดไม่รู้ว่าศพที่นอนอยู่บนโต๊ะทำพิธีนั้นคือใคร พวกเขาทำได้แค่สวดบทสวดที่นายแม่สั่งสอนมาเท่านั้น พิธีเรียกวิญญาณนั้นต้องทำภายใน 3 วันหลังจากที่เจ้าของร่างได้ตายไป พวกเขาทำพิธีสำเร็จ แต่กลายเป็นว่าวิญญาณที่พวกเขาเรียกมานั้นไม่ใช่วิญญาณที่นายแม่ต้องการ และมันไม่ได้มาเพียงแค่ดวงเดียว แต่จะมาถึงสองและจะเพิ่มเป็นสามถ้ายังเปิดประตูหน้าสำนักไว้ วิญญาณดวงที่สองและสามรอคอยโอกาสของตนที่ต้นไทรต้นใหญ่ที่อยู่หน้าประตู

วิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญดวงแรกที่เรียกเข้ามาก็เข้าไปสิงอยู่ในร่างของนายแม่ โดยที่ทุกคนตกตะลึงเพราะไม่รู้จะทำยังไง พวกเขาทำได้แค่เพียงพันสายสิญจน์รอบตัวนายแม่และขังเธอไว้ที่ห้องสมุดชั้นบน จนกระทั่งการมาถึงของเดช (อนันดา เอเวอริงแฮม) ลูกศิษย์เอกและลูกชายคนเดียวของนายแม่มาถึง เดชเข้ามาทางประตูหน้าของสำนักโดยที่สร้อยเป็นคนไปเปิดให้ ซึ่งทำให้วิญญาณดวงที่สองที่จ้องรอโอกาสนี้มานานและได้ฉวยโอกาสเข้ามาในบ้านอย่างเนียนๆ เดชขับไล่วิญญาณที่สิงร่างของนายแม่ออกไป แต่วิญญาณอีกดวงหนึ่งก็เข้าไปสิงศพที่อยู่บนโต๊ะทำพิธีแทน ปรางเป็นคนไปพบเข้า และเธอตกใจมากที่ศพนั้นตะโกนเรียกแม่ วิญญาณทั้งสองดวงได้เข้ามาอยู่ในสำนักเรียกร้อยแล้ว เดชรู้ได้ว่ามันเป็นวิญญาณพ่อ-ลูก และรอคอยการมาถึงของวิญญาณแม่

วิญญาณพ่อ-ลูกสลับกันเข้าสิงสมาชิกที่อยู่ในบ้านและเมื่อมันเข้าสิงใคร มันก็จะดูดพลังงานชีวิตของเจ้าของร่าง พละกำลังมันมากขึ้นเหยียบย่ำวิญญาณของเจ้าของร่างให้อยู่ในหลุมดำจนควบคุมร่างได้อย่างเบ็ดเสร็จ มันสามารถเข้าสิงใครก็ได้เมื่อเจ้าของร่างนั้นมีอารมณ์อ่อนไหว โดยเฉพาะความกลัว (แหงล่ะ ใครมาอยู่ในที่แบบนี้ไม่กลัวก็บ้าแล้ว) มันเริ่มเข้าสิงจากเจ้าสำนักอย่างนายแม่ มายังสร้อย เด็กสาวกำพร้าที่อ่อนไหวเป็นพิเศษ กริช ที่ภายนอกดูแข็งแกร่ง มีรอยสักและเครื่องรางของขลังเต็มตัวแต่เขาไม่เคยไม่มั่นใจในตัวเองเลย ปราง ที่ดูจะอ่อนไหวที่สุดและดูมีความสัมพันธ์อันซับซ้อนกับเดชและนพ ส่วนนพที่ไม่ได้อยากเข้าสำนักตั้งแต่แรกก็โมโหที่ถูกขังอยู่ในสำนักที่เหมือนติดเกาะเพราะสำนักตั้งยู่ในป่าลึก มีทางเข้าออกทางเดียว แถมยังมีพายุหนักตลอดเวลา

พวกเขาทั้ง 6 จะรอดพ้นจากสถานที่นี้ และวิญญาณที่พร้อมจะสิงสู่หรือไม่ ตอนนี้ถึงเวลาสปอยล์แหลกแล้ว

**ต่อไปนี้คือการสปอยล์ เป็นการสปอยล์จากหนังสือ**

**สปอยล์จริงๆ นะ เตือนแล้วนะ**

– สำนักจิตต์อสงไขตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อสามจังหวัด โดยอยู่ในบริเวณหุบเขาที่มีภูเขาเชื่อมต่อกัน กลายเป็นทางสามแพร่งและเป็นทางผ่านของวิญญาณ โดยที่มีต้นไทรต้นใหญ่ตั้งอยู่ตรงประตูหน้าที่เขียนด้วยอักขระโบราณ ประตูนี้จะไม่เปิดเด็ดขาดถ้าไม่จำเป็น

– นายแม่เป็นแม่ของเดช แต่ไม่ทราบว่าใครเป็นสามี นายแม่ร่ำเรียนวิชาจิตต์อสงไขมาจากอาจารย์หลายแห่ง คาถาของสำนักนี้จึงมีทั้งภาษาขอม ล้านนา บาลี สันสกฤต ฯลฯ โดยที่นายแม่เรียบเรียงเองจนกลายเป็นคาถาและบทสวดของสำนัก

– คำสอนหลักของสำนักจิตต์อสงไขคือเรื่องวิญญาณ นายแม่พร่ำบอกลูกศิษย์ว่า วิญญาณคือความทรงจำที่หลงเหลืออยู่หลังจากร่างได้สูญสลายไปแล้ว ความทรงจำทั้งดีและไม่ดี เมื่อร่างตายไปวิญญาณก็จะล่องลอยไปเรื่อยๆ อย่างไร้จุดหมายเพื่อรอคอยเวลาหวนกลับเข้าร่าง วิญญาณและมนุษย์ต่างถือสิทธิ์การเป็นเจ้าของร่าง มนุษย์บอกว่าชาตินี้เขาเป็นเจ้าของร่างแต่วิญญาณถือว่าร่างนี้เขาเป็นเจ้าของร่างในชาติก่อน ณ จุดนี้คนเขียนได้แซะเรื่องการเมืองด้วย แอดอ่านแล้วหลุดขำออกมาเลย

– ปรางเป็นนักเรียนนอกเรียนเรื่องปรจิตวิทยาก็เลยเข้ามาที่สำนักเพื่อเรียนรู้เพิ่มและกลายเป็นลูกศิษย์ที่มีพัฒนาการก้าวหน้ามากที่สุดของสำนัก เรียงตามลำดับความเก่งกาจได้ดังนี้ นายแม่–>เดช –>ปราง –>ป้าเครือ –>กริช –>นพ–> สร้อย

– เดชกับปรางรักกัน แต่นายแม่ไม่ชอบปราง เพราะต้องการให้เดชเป็นเจ้าสำนักต่อไป นางเคยสั่งห้ามให้เดชว่าห้ามมีความรัก ไม่ให้เรียนต่อข้างนอก ไม่ให้ไปอยู่ในเมือง เดชก็ทำตาม จนกระทั่งปรางเข้ามา เดชก็เทแม่ไปหาเมียหมดเลย ปรางขอให้เดชย้ายมาอยู่ด้วยกันในเมือง เดชก็ทำตาม จนปรางท้อง

– นายแม่ให้กริชไปหาสมุนไพรในป่า แล้วมาต้มให้ปรางกินโดยบอกว่าเป็นยาบำรุงครรภ์ และแน่นอนว่ามันไม่ใช่ ปรางแท้งลูกจนเข้าโรงพยาบาล นายแม่ดึงตัวเดชกลับไปที่สำนัก จนทำให้ปรางไม่พอใจและติดเหล้า จนในที่สุดก็กลายเป็นโรคซึมเศร้า โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าว่าปรางป่วย รู้แค่ว่าติดเหล้าเท่านั้น

– นายแม่จ้างนพให้มาตีสนิทกับปราง เพราะอยากให้เดชเลิกกับปราง ทั้งคู่แอบมีอะไรกันเพราะความเมา โดยที่นายแม่สั่งให้กริชจับตามองทั้งคู่เอาไว้ตลอด กริชไม่ชอบนพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว นพก็ไม่ชอบกริชด้วย ทั้งสองก็เลยหาโอกาสจะทำลายอีกฝ่ายเสมอๆ

– นพสารภาพกับปรางว่านายแม่จ้างให้มาแบล็คเมล์ปราง แต่เขาตกหลุมรักปรางแล้ว ทางด้านนายแม่ก็รู้ว่านพกำลังจะหักหลัง เรียกนพไปคุยแต่นพก็กลบเกลื่อน และคืนนั้นเขาก็เอาคีมไปตัดสายเบรกรถที่นายแม่ใช้ประจำ ซึ่งจุดนี้นพกับปรางร่วมมือกัน แต่นพไม่ได้บอกปรางว่าเขาตัดสายเบรกรถของนายแม่ เพียงแค่บอกว่าจะช่วย

– แต่กลายเป็นว่าวันนั้นเดชทะเลาะกับนายแม่หนักมาก นายแม่สั่งให้เดชเลิกกับปรางโดยที่บอกว่าปรางมีชู้กับนพ แต่เดชไม่เชื่อ เพราะเขารู้ว่านายแม่เกลียดปรางมาตลอด นายแม่ต้องการให้เดชสืบทอดสำนัก การจะเป็นเจ้าสำนักนั้นห้ามมีความรักและครอบครัว เพราะนายแม่ผิดหวังกับความรัก ซึ่งก็คือพ่อของเดช ซึ่งก็ไม่รู้ว่าเป็นใครอยู่ดี

– เดชหุนหันขับรถออกไปท่ามกลางพายุ และก็กลายเป็นว่ารถของเขาเบรกไม่อยู่เลยแหกรั้วสะพานตกลงไปในแม่น้ำ เดชจมน้ำตาย ก่อนที่เขาจะตายเขาคิดถึงปราง

– นายแม่ใจสลาย เธอรีบไปรับศพเดช เรียกทุกคนมาทำพิธีเรียกวิญญาณ ศพที่ตั้งอยู่บนโต๊ะทำพิธีก็คือศพเดช แต่ทุกคนไม่รู้เพราะไม่กล้าเปิดดู พิธีเรียกวิญญาณสำเร็จ วิญญาณของเดชกลับมา แต่ก็มีวิญญาณที่ไม่ได้รับเชิญเข้ามาด้วยอีก 3 ดวง เป็นวิญญาณ พ่อ แม่ ลูก ที่สิงอยู่บริเวณต้นไทร และรอคอยโอกาสนี้มานานแล้ว

– สุดท้ายแล้ว วิญญาณแม่ยึดร่างของนายแม่ วิญญาณพ่อยึดร่างของปราง และวิญญาณลูกยึดร่างของเดช กลายมาเป็นครอบครัวอย่างมีความสุข จบแบบแฮปปีเอนดิ้งแบบงงๆ

– ช่วงที่ผีเข้ามาการหักข้อ งอกระดูก ไต่ลงบันไดกลับหัวแบบสี่ขา ตาดำกลายเป็นตาขาว ถ้านึกภาพไม่ออกให้ไปดู The exorcist, the crooked man, พยาบาลใน Silent Hill ประมาณนั้น ส่วนคดีปริศนานี่ออกแนวคดีในห้องปิดตายของโคนัน แต่ดราม่าแบบไทยๆ ละครช่องหลากสีไรงี้ มีแซะการเมืองหลายจุด

– จังหวะการเขียนบางช่วงชนให้นึกถึงพวกไลท์โนเวลของญี่ปุ่น เพราะภาษาบางช่วงจะเขียนแบบวัยรุ่น (ช่วงที่กล่าวถึงสร้อยและนพ) มีการตัดสลับการดำเนินเรื่องไปมา ไม่ค่อยสมูทเท่าไหร่ แต่ก็ไม่แย่

– อ่านๆ ไปช่วงกลางๆ เรื่องก็เนือยๆ น่าเบื่อ โดยเฉพาะช่วงของปราง นางดูเป็นตัวละครที่จริงๆ ปูทางมาอย่างน่าสนใจมาก แต่ดูน่าลำไยที่สุดเหมือนกัน บทของนางก็เยอะนะ แต่ไม่น่าดึงดูดเท่าไหร่ คาแรคเตอร์นางจะดูงงๆ เป็นนักเรียนนอกแต่อยากเรียนเรื่องจิตวิญญาณ มาเป็นลูกศิษย์ เก่งเป็นอันดับสอง แต่ในเรื่องนางดูอ่อนที่สุดแล้ว คาแรคเตอร์และฝีมืออ่อนกว่าสร้อยหรือนพอีก

– ช่วงกลางๆ เรื่องนี้แอดสามารถเดาตอนจบได้เลยค่ะ ก็เลยไม่ได้ surprise อะไรเท่าไหร่ ก็คิดแบบจะไปดูหนังดีมั้ยว้า อาจจะเห็นภาพมากกว่านี้หรือเปล่า แต่ช่วงนี้ยุ่งๆ ก็คิดว่าไม่ได้ไปดูแหงๆ 5555

สรุป:

อ่านได้เพลินๆ เนือยๆ ช่วงกลางเรื่อง Climax ไม่พีค เดาตอนจบได้ ก็ถือว่าตามมาตรฐานงานเขียนของคุณวิศิษฏ์ (เอ๊ะ! แต่เรื่องนี้เมียเขาเขียนนี่หว่า) ไปดูหนังก็น่าจะไม่เกินนี้เท่าไหร่ ใครที่ไปดูหนังแล้วมาเล่าให้แอดฟังบ้างนะคะ อยากรู้ว่าจะน่ากลัวมั้ย ก็เป็นหนังสือผีที่เอาไว้อ่านเล่นๆ ฆ่าเวลาได้ดีเล่มหนึ่งเลย

การวินิจฉัย Cauda Equina Syndrome

ในขั้นแรก แพทย์ จะ วินิจฉัย Cauda Equina Syndrome ด้วยการสอบถามประวัติทาง การแพทย์เพื่อตรวจดูสุขภาพร่างกาย โดยรวม ช่วงเวลาที่เริ่มแสดงอาการและความรุนแรงของอาการที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกาย จากนั้นจะตรวจด้วยวิธีการต่าง ๆ

การตรวจร่างกาย

แพทย์จะประเมินความรู้สึก การทรงตัว ตรวจดูแนวกระดูก และการเคลื่อนไหวร่างกาย โดยจะให้ผู้ป่วยทดสอบด้วยวิธีต่าง ๆ อย่างการยืน นั่ง เดินโดยใช้ส้นเท้าหรือปลายเท้า ก้มตัวไปด้านหน้า เอนตัวไปด้านหลังและด้านข้าง ยกขาขึ้นขณะนอนราบ และแพทย์อาจตรวจความตึงตัวของกล้ามเนื้อและอาการชาในบริเวณกล้ามเนื้อหูรูด

วินิจฉัยด้วยภาพ

แพทย์อาจทำการเอกซเรย์ ตรวจร่างกายด้วยเครื่อง MRI หรือทำ CT Scan ในบริเวณหลังส่วนล่าง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์สามารถเห็นภาพรากประสาท กระดูกสันหลัง และเนื้อเยื่อที่ล้อมรอบประดูกสันหลัง หรือผู้ป่วยอาจได้รับการตรวจเอกซเรย์ช่องกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง และประสาทสันหลัง (Myelography Imaging Test) โดยการฉีดสีชนิดพิเศษเข้าไปยังช่องไขสันหลัง ซึ่งจะช่วยให้แพทย์เห็นภาพความผิดปกติบริเวณกระดูกสันหลังหรือเส้นประสาทที่อาจเกิดจากกระดูกทับเส้น เนื้องอก และปัญหาอื่น ๆ

กินยาตามเวลา

หลายคนมักสงสัยทุกครั้งที่ต้อง กินยาว่ายาก่อนอาหาร หลังอาหารกินยังไง และทำไมต้องก่อนและหลัง ซึ่งสาเหตุและ วิธีกินยา ตามเวลามีดังนี้

  • ยาก่อนอาหาร ควรกินก่อนอาหารอย่างน้อย 30 นาที หากลืมกินยาก่อนอาหาร ควรเว้น 2 ชั่วโมงหลังอาหาร เพราะยาก่อนอาหารส่วนใหญ่ ควรใช้เมื่อท้องว่างเพื่อให้ยาออกฤทธิ์ได้เต็มที่ หากเลย 2 ชั่วโมงและใกล้เวลาของยามื้อต่อไป สามารถข้ามไปกินยาก่อนอาหารของมื้อถัดไป โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา
  • ยาหลังอาหาร ควรกินหลังอาหาร 15–30 นาที หากเกิน 30 นาที สามารถข้ามไปกินยาหลังอาหารในมื้อถัดไปได้โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณ หากจำเป็นต้องกินยา ควรกินอาหารมื้อเล็ก ๆ รองท้องก่อนเสมอ
  • ยาหลังอาหารทันที ควรกินหลังหรือพร้อมกับมื้ออาหาร หากลืมสามารถข้ามไปกินพร้อมกับอาหารมื้อถัดไปได้โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา หากเป็นยาสำคัญ ควรกินอาหารมื้อเล็ก ๆ รองท้องก่อนเสมอ

ยาหลังอาหารและยาหลังอาหารทันทีมักเป็นยาที่มีฤทธิ์ระคายเคืองกระเพาะอาหารจึงจำเป็นต้องกินร่วมกับอาหารเพื่อลดความเสี่ยงของผลข้างเคียง

  • ยาก่อนนอน ควรกินก่อนเข้านอนราว 15–30 นาที เนื่องจากยากลุ่มนี้อาจให้ง่วงซึม คลื่นไส้ หรือเวียนศีรษะได้ หากลืมกิน สามารถข้ามไปกินในคืนถัดไปได้เลยไม่ต้องเพิ่มปริมาณยา และไม่ควรกินในเวลากลางวันหรือตอนเช้า เพราะผลข้างเคียงอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตและอาจเพิ่มความเสี่ยงของอุบัติเหตุได้
  • ยากินเมื่อมีอาการ ควรกินเมื่อกินเมื่อมีอาการหรือคาดว่ากำลังจะมีอาการ อย่างยาแก้ไข้ ยาแก้ปวด และยาแก้แพ้ อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่ายากินเมื่อมีอาการ แต่ก็ควรใช้ตามที่ฉลากยาระบุไว้