hair loss

ผมร่วง (Hair Loss) สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะกับหนังศีรษะ

ผมร่วง (Hair Loss) สามารถเกิดขึ้นได้เฉพาะกับหนังศีรษะหรือกับทุกส่วนในร่างกาย ซึ่งสาเหตุอาจเกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน ยารักษาโรค หรือเงื่อนไขทางการแพทย์อื่น ๆ ผมร่วงสามารถเกิดขึ้นกับใครก็ได้ทั้งชาย หญิง และเด็ก อาการผมร่วงรักษาได้หลายวิธี ทั้งการใช้ยา การผ่าตัด การใช้เลเซอร์ หรือใช้หลายวิธีร่วมกัน

ตามปกติ ทุกคนจะมีผมร่วงประมาณ 100 เส้นต่อวัน แต่หากคนในครอบครัวรวมถึงตนเองมีผมร่วง อาจทำให้มีโอกาสสูญเสียเส้นผมมากกว่าปกติจนอาจทำให้หัวล้านในที่สุด (ผู้ชาย) หรืออาจพบว่าผมบริเวณด้านบนศีรษะค่อย ๆ บางลง (ผู้หญิง) โดยครึ่งหนึ่งของคนที่มีอายุประมาณ 50 ปี มักจะประสบกับปัญหานี้

การมีผมร่วงนั้นเป็นเรื่องปกติ และมักเกิดเพียงชั่วคราว แต่อาจทำให้รู้สึกไม่ดี โดยเฉพาะในเรื่องภาพลักษณ์ ซึ่งหากเป็นผมร่วงที่เกิดตามธรรมชาติหรือตามวัย อาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษาก็ได้ อย่างไรก็ตาม ในการแก้ไขปัญหาผมร่วง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิดผมร่วงและหาวิธีการรักษาที่เหมาะสมที่สุด

สาเหตุและอาการผมร่วง

ในปัจจุบัน สาเหตุที่แท้จริงของผมร่วงยังไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ส่วนใหญ่อาจมีปัจจัยหลากหลายประการ เช่น

  • การติดเชื้อบางประเภท
  • กรรมพันธุ์จากคนในครอบครัวที่มีปัญหาผมร่วง
  • การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
  • ความเครียด
  • การทำคีโม
  • การใช้ยารักษาโรคบางชนิด

อาการผมร่วงอาจเกิดขึ้นโดยที่ไม่รู้ตัว โดยจะสังเกตได้เมื่อเรามีผมที่บางลง หรือเกิดเป็นหย่อม ๆ และอาจร่วงทั้งหมด ในส่วนของการเกิดผมร่วงที่พบได้บ่อย คือผมร่วงในผู้ชายที่เกิดจากกรรมพันธุ์ ซึ่งมักจะเกิดผมร่วงที่ด้านหน้าจากหน้าผาก กลางศีรษะ ด้านข้างหู หรือทางด้านหลังศีรษะ สำหรับผู้หญิงมักจะเกิดแบบค่อยเป็นค่อยไป ผมค่อย ๆ บางลง โดยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นบริเวณกลางศีรษะ

โรคผมร่วงเป็นหย่อม

รักษาผมร่วงอย่างไรดี ?

ผมร่วงบางประเภทสามารถรักษาอย่างได้ผล ยกเว้นผมร่วงที่เกิดขึ้นแบบถาวร หรือในบางกรณีที่เกิดผมร่วงเป็นหย่อม ๆ จะสามารถงอกขึ้นมาใหม่เองได้ภายในหนึ่งปี

การรักษาผมร่วง ได้แก่ การใช้ยารักษา การผ่าตัด การรักษาด้วยเลเซอร์ หรือใส่วิกผม ซึ่งแพทย์อาจแนะนำการรักษาแบบผสมผสานด้วยวิธีเหล่านี้ เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดีที่สุด เป้าหมายของการรักษาเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเส้นผม และชะลอการหลุดร่วงของเส้นผม หรือเพื่อปกปิดการสูญเสียของเส้นผม

การรักษาด้วยยาทางการแพทย์

หากผมร่วงมีสาเหตุมาจากโรคประจำตัว แพทย์ก็จะรักษาโรคนั้น ๆ ซึ่งอาจรักษาโดยการใช้ยาเพื่อลดการอักเสบและยากดระบบภูมิคุ้มกัน แต่หากการใช้ยาบางชนิดมีผลข้างเคียงทำให้เกิดผมร่วง แพทย์ก็จะแนะนำให้หยุดใช้ยานั้น หรือรอจนกว่าจะไม่ต้องใช้ยานั้นแล้ว เช่น การทำคีโม เป็นต้น

ในปัจจุบันมียา 2 ชนิด ที่ได้รับรองจากคณะกรรมการอาหารและยา (FDA) เพื่อใช้รักษาผมร่วง ได้แก่

  • ยาไมนอกซิดิล (Minoxidil)
    ยาไมนอกซิดิลเป็นยาที่มีทั้งชนิดน้ำและโฟม ใช้ทาที่หนังศีรษะวันละ 2 ครั้ง มีจำหน่ายตามเคาน์เตอร์ทั่วไป โดยสรรพคุณของยาชนิดนี้จะช่วยในเรื่องการเจริญเติบโตของเส้นผมและช่วยป้องกันไม่ให้ผมร่วง สามารถใช้ได้กับทั้งผู้ชายและผู้หญิง ผู้ที่ใช้ยาชนิดนี้ในการรักษาจะพบว่ามีผมงอกขึ้นมาใหม่หรือสามารถชะลออัตราการเกิดผมร่วงได้ โดยจะเห็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อใช้ยาไปจนถึง 16 สัปดาห์ แต่อาจมีผลข้างเคียงที่เกิดขึ้น ได้แก่ การระคายเคืองหนังศีรษะ การเกิดผมงอกขึ้นมาในที่ที่ไม่ต้องการ เช่น ที่ใบหน้าหรือมือ และอาจทำให้หัวใจเต้นเร็วได้ ทางที่ดีควรปรึกษาแพทย์ก่อนการใช้ยา
  • ยาฟิแนสเทอไรด์ (Finasteride)
    ยาฟิแนสเทอไรด์เป็นยาที่ใช้ตามใบสั่งแพทย์และจะใช้เฉพาะในผู้ชายเท่านั้น เป็นยาเม็ดที่ใช้รับประทานทุกวันหรือตามแพทย์สั่ง โดยส่วนใหญ่แล้ว ผู้ชายที่ใช้ยานี้จะช่วยชะลอการเกิดผมร่วงและบางรายเกิดผมงอกขึ้นมาใหม่ สำหรับผลข้างเคียงนั้นสามารถเกิดขึ้นได้น้อยมาก ได้แก่ มีการลดลงของแรงขับทางเพศ สมรรถภาพทางเพศ หรือเพิ่มความเสี่ยงเป็นมะเร็งต่อมลูกหมาก

นอกจากนั้น มียากลุ่มสเตียรอยด์เฉพาะที่  ยิงปลาเครดิตฟรี   ซึ่งจะทำงานโดยการยับยั้งระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย ซึ่งวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพในการรักษาผมร่วงที่เป็นหย่อม ๆ ที่มีสาเหตุมาจากภูมิคุ้มกันทำลายรูขุมขน

การศัลยกรรม

โดยส่วนใหญ่ของปัญหาผมร่วงแบบถาวรโดยเฉพาะตรงกลางศีรษะ การศัลยกรรมปลูกผมและฟื้นฟูผมเป็นอีกวิธี่ที่จะช่วยแก้ปัญหาได้ ซึ่งแพทย์อาจให้มีการใช้ยาเพื่อลดผมร่วงก่อนและหลังการศัลยกรรมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดียิ่งขึ้น นอกจากนั้น การศัลยกรรมเพื่อรักษาศีรษะล้านนั้นมีราคาแพงและอาจทำให้เกิดความเจ็บปวด รวมไปถึงมีความเสี่ยงที่จะเกิดการติดเชื้อและเกิดแผลเป็นได้

วิกผม

ในบางรายอาจต้องใช้วิกผม เป็นอีกทางเลือกหนึ่งนอกจากการรักษาทางการแพทย์ ซึ่งหากการรักษาทางการแพทย์ต่าง ๆ ไม่เป็นผล วิกผมสามารถนำมาใช้ได้ทั้งกับผู้ที่มีปัญหาผมร่วงทั้งแแบบถาวรและแบบชั่วคราว โดยมีวิกแบบต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ซึ่งสามารถเลือกจากคุณภาพและความเป็นธรรมชาติของวิก

เคล็ดลับป้องกันผมร่วง

ปัญหาผมร่วงสามารถป้องกันได้ ตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • การขาดโปรตีนและเหล็กเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้ผมร่วง จึงควรรับประทานอาหารที่มีโภชนาการ โดยเฉพาะเพิ่มโปรตีนหรือธาตุเหล็กเข้าไปในมื้ออาหาร
  • หลีกเลี่ยงการทำทรงผมที่ต้องมัดแน่น หรือม้วนบิดผม ดึงผมเล่น
  • หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ดัดผมหรือม้วนผม การใช้น้ำมันทำทรีตเมนต์ผมและน้ำยาดัดผม
  • เวลาสระผมหรือหวีผมควรทำอย่างเบา ๆ
  • ความเครียดก็เป็นอีกสาเหตุที่ทำให้ผมร่วงได้ พยายามหาทางลดความเครียดในชีวิตประจำวัน หากิจกรรมทำ ฝึกปล่อยวาง และใช้ชีวิตให้สมดุล
  • การใช้ยารักษาโรคบางชนิดก็สามารถทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ทำให้ผมร่วงได้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดใช้ยาหรือเปลี่ยนไปใช้ยาชนิดอื่นแทน
ตรวจ DNA

ตรวจ DNA เรื่องสำคัญที่ควรรู้

การตรวจ DNA หรือตรวจยีน คือการตรวจการเปลี่ยนแปลงของยีน รวมทั้งตรวจจำนวน การเรียงตัว และโครงสร้างของโครโมโซม โดยใช้ตัวอย่างเนื้อเยื่อ เลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลาย การตรวจชนิดนี้มีประโยชน์หลายด้าน เช่น วินิจฉัยปัญหาสุขภาพอันเกี่ยวเนื่องกับลักษณะทางพันธุกรรม ตรวจหาพาหะโรคทางพันธุกรรมของพ่อแม่ก่อนตัดสินใจมีบุตร ตรวจพิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือด ตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์เพื่อหาตัวผู้ร้ายที่ก่อคดีอาชญากรรม เป็นต้น

DNA (ดีเอ็นเอ) หรือกรดดีออกซีไรโบนิวคลีอิก (Deoxyribonucleic Acid) คือสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง โดยเซลล์เกือบทุกเซลล์ในร่างกายแต่ละคนมี DNA ลักษณะเดียวกันอยู่ในนิวเคลียส รูปร่างเป็นเกลียวคู่คล้ายบันได ufabet24  ภายใน DNA มีสารเคมีที่ประกอบกันเป็นรหัสพันธุกรรม ได้แก่ อะดีนีน (Adenine: A) กัวนีน (Guanine: G) ไซโตซีน (Cytosine: C) และไทมีน (Thymine: T) ซึ่งมีหน้าที่จำลองและถ่ายทอดพันธุกรรม

ทำไมต้องตรวจ DNA

การตรวจ DNA มีวิธีแตกต่างกันไปตามจุดประสงค์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ พิสูจน์ความเป็นบิดา ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม และตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ มีรายละเอียดดังนี้

  • พิสูจน์ความเป็นบิดา เป็นการตรวจที่มีความสำคัญต่อเด็กและพ่อแม่เด็ก เพื่อให้เด็กได้รับสิทธิและผลประโยชน์ต่าง ๆ อย่างชอบธรรมตามกฎหมาย รวมทั้งช่วยให้พ่อแม่แจ้งข้อมูลสุขภาพของเด็กได้อย่างถูกต้อง ในกรณีที่เด็กป่วยและต้องเข้ารับการรักษา นอกจากนั้นยังเป็นการยืนยันเพื่อสร้างสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างพ่อกับลูก ทั้งนี้ การตรวจ DNA ทำได้ 2 วิธี คือตรวจระหว่างทารกอยู่ในครรภ์ และตรวจหลังทารกคลอด โดยการตรวจก่อนคลอดนั้นอาจเจาะเลือดมารดา เจาะน้ำคร่ำ หรือตรวจจากชิ้นเนื้อรก ส่วนการตรวจหลังคลอดทำได้ด้วยการเก็บตัวอย่างจากสายสะดือ เซลล์ในกระพุ้งแก้ม หรือเจาะเลือดทารก
  • ตรวจหาโรคทางพันธุกรรม การตรวจ DNA หาโรคทางพันธุกรรม มีวัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน ดังนี้
    • ตรวจวินิจฉัยโรค แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยที่คาดว่าตนเองเป็นโรคอันเกิดจากการกลายพันธุ์ของยีนเข้ารับการตรวจ DNA โดยผลตรวจอาจช่วยยืนยันการวินิจฉัยปัญหาสุขภาพบางประการ เช่น โรคซีสติกไฟโบรซิส (Cystic Fibrosis) โรคฮันติงตัน (Huntington’s Disease) เป็นต้น
    • ตรวจหาพาหะโรค โดยดูว่ามียีนที่ก่อให้เกิดโรคทางพันธุกรรมหรือเสี่ยงเกิดการกลายพันธ์ุขึ้นภายหลังหรือไม่ เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจได้รับการถ่ายทอดยีนที่มีพาหะของโรคมาจากพ่อแม่ แต่ไม่ปรากฏอาการป่วย เช่น ธาลัสซีเมีย นอกจากนี้ การตรวจนี้ยังช่วยวางแผนการมีบุตรได้ด้วย
    • ตรวจคัดกรองทารกแรกเกิด เป็นการตรวจดูว่าทารกในครรภ์ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรมหรือมีความผิดปกติตั้งแต่กำเนิดหรือไม่ เพื่อช่วยตัดสินใจในการวางแผนอุ้มท้อง หรือวางแผนการรักษาในกรณีที่ทารกป่วยเป็นโรคร้ายแรง นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการมีบุตรด้วยการทำเด็กหลอดแก้วอาจต้องตรวจหายีนผิดปกติของตัวอ่อนด้วยเช่นกัน หากไม่พบความผิดปกติใด ๆ จึงจะฝังตัวอ่อนเข้าไปในมดลูกของมารดาได้
    • ตรวจหายีนกลายพันธุ์เพื่อวางแผนการรักษา ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพต่าง ๆ อาจเข้ารับการตรวจ DNA เพื่อช่วยระบุว่าควรใช้ยาตัวใดและปริมาณเท่าไรจึงจะรักษาอาการป่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ การตรวจลักษณะนี้เกิดขึ้นในกรณีมีเหตุอาชญากรรม มีการเก็บตัวอย่างเลือด อสุจิ ผิวหนัง หรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ที่หลงเหลืออยู่ในที่เกิดเหตุ เพื่อนำมาวิเคราะห์และพิสูจน์ผู้ต้องสงสัย

ตรวจ DNA

ตรวจ DNA ทำได้อย่างไร

ขั้นตอนการตรวจ DNA ประกอบด้วย 2 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การเตรียมตัวก่อนตรวจ และการเข้ารับการตรวจ มีรายละเอียดดังนี้

  • การเตรียมตัวก่อนตรวจ ผู้ที่จะเข้ารับการตรวจ DNA ควรรับรู้และเข้าใจกระบวนการตรวจ ประโยชน์ ข้อจำกัด และแนวโน้มของผลตรวจ ซึ่งเป็นขั้นตอนการลงชื่อแสดงความยินยอมเป็นลายลักษณ์อักษร โดยผู้ที่บรรลุนิติภาวะตามกฎหมายมีอำนาจตัดสินใจด้วยตนเอง ส่วนผู้ที่อายุยังไม่ถึง 18 ปีบริบูรณ์หรือมีอาการบกพร่องทางจิต ต้องให้ผู้ปกครองหรือผู้ได้รับมอบอำนาจถูกต้องตามกฎหมายตัดสินใจและลงชื่อแสดงความยินยอมแทน ขั้นตอนนี้จะดำเนินการโดยแพทย์ในเวลาราชการ หลังผู้ปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับความจำเป็นที่ต้องตรวจ ความเสี่ยง วิธีการตรวจ และความเป็นไปได้ของผลตรวจเรียบร้อยแล้ว  อย่างไรก็ตาม เมื่อลงนามในเอกสารยินยอมแล้ว อาจเปลี่ยนใจไม่เข้ารับการตรวจก็ได้ โดยต้องแจ้งให้แพทย์ทราบ
  • การเข้ารับการตรวจ แพทย์จะเก็บตัวอย่างจากเนื้อเยื่อหรือสารคัดหลั่ง เช่น เลือด ปัสสาวะ หรือน้ำลายของผู้ป่วย เพื่อส่งตรวจในห้องปฏิบัติการและดูการเปลี่ยนแปลงของ DNA โครโมโซม หรือโปรตีน ซึ่งการเก็บตัวอย่างจากร่างกายผู้ป่วยแต่ละวิธี มีรายละเอียดดังนี้
    • ปาดกระพุ้งแก้ม แพทย์จะเก็บตัวอย่างเซลล์จากกระพุ้งแก้ม เพื่อนำไปตรวจ DNA
    • เจาะเลือด หากเป็นทารกจะใช้วิธีเจาะเลือดที่ส้นเท้า ส่วนผู้ใหญ่จะเจาะเลือดตามปกติทั่วไป
    • เก็บเนื้อเยื่อทารก แพทย์อาจเก็บตัวอย่างเซลล์ของตัวอ่อนในครรภ์ ซึ่งทำได้ 2 วิธี ดังนี้
      • เจาะน้ำคร่ำ แพทย์จะใช้เครื่องอัลตราซาวด์ช่วยนำทาง พร้อมกับสอดเข็มขนาดเล็กผ่านหน้าท้องเข้าไปในมดลูก เพื่อเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำมาตรวจ
      • ตรวจชิ้นเนื้อรก เป็นการเก็บตัวอย่างเนื้อเยื่อรกโดยสอดท่อเข้าไปในปากมดลูกหรือหน้าท้องให้ผ่านเข้าไปยังเนื้อรก ร่วมกับการอัลตราซาวด์
    • เก็บตัวอย่างของเหลวอื่น ๆ แพทย์อาจเก็บตัวอย่างจากน้ำลาย ปัสสาวะ หรือน้ำอสุจิ เพื่อนำไปตรวจหาความผิดปกติของยีน

ผลการตรวจ DNA เป็นอย่างไร

ผลการตรวจ DNA ต้องอาศัยการตีความและคำอธิบายที่ชัดเจน ผู้ที่เข้ารับการตรวจจึงควรปรึกษาแพทย์หลังทราบผล โดยซักถามข้อสงสัยหรือปรึกษาปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจความหมายของผลตรวจอย่างชัดเจน ผลตรวจ DNA แบ่งออกเป็น 3 ลักษณะตามวัตถุประสงค์ในการตรวจ ดังนี้

  • ผลพิสูจน์ความเป็นบิดา แพทย์จะเปรียบเทียบตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือเลือดของผู้เข้ารับการตรวจทั้ง 2 ฝ่าย เพื่อพิจารณาความสัมพันธ์ทางสายเลือด โดยผลจะแสดงว่าทั้งสองมีแนวโน้มเป็นพ่อลูกกันหรือไม่

ผลตรวจหาโรคทางพันธุกรรม ปรากฏผลได้ 3 รูปแบบ ดังนี้

  • ผลบวก (Positive Results) แสดงว่าตรวจพบการเปลี่ยนแปลงของยีนในร่างกาย ผู้เข้ารับการตรวจอาจมีพาหะโรคหรือเสี่ยงป่วยเป็นโรคบางอย่าง อย่างไรก็ตาม การตรวจ DNA ในผู้ที่ยังไม่มีอาการผิดปกติ ไม่อาจช่วยยืนยันได้แน่นอนว่าจะป่วยเป็นโรคนั้น ๆ ในภายหน้าหรือไม่ นอกจากนี้ แพทย์จะไม่นำผลตรวจที่เป็นบวกมาใช้วิเคราะห์ระดับความรุนแรงของอาการผู้ป่วย
  • ผลลบ (Negative Results) แสดงว่าตรวจไม่พบการกลายพันธุ์ของยีน ผู้เข้ารับการตรวจอาจไม่ได้ป่วยเป็นโรคนั้น ๆ รวมทั้งไม่มีพาหะหรือเสี่ยงเป็นโรคดังกล่าว อย่างไรก็ดี ผลการตรวจที่เป็นลบไม่อาจยืนยันได้ว่าผู้เข้ารับการตรวจจะไม่ป่วยเป็นโรคทางพันธุกรรม  เนื่องจากอาจมีโอกาสตรวจไม่พบยีนที่ก่อให้เกิดโรคได้ อีกทั้งการตรวจ DNA หลายชนิดยังไม่สามารถตรวจหาการเปลี่ยนแปลงของยีนที่ก่อให้เกิดโรคทุกตัวได้ จึงจำเป็นต้องตรวจเพิ่มเติมเพื่อยืนยันผล
  • สรุปผลไม่ได้ (Inconclusive Result) ผู้เข้ารับการตรวจบางรายอาจได้รับผลตรวจที่สรุปไม่ได้อย่างชัดเจน โดยไม่อาจยืนยันหรือระบุได้ว่าป่วยหรือเสี่ยงเป็นโรค เนื่องจากแยกความแตกต่างระหว่างยีนที่ก่อให้เกิดโรคกับยีนปกติทำได้ยาก นจึงต้องตรวจหลายครั้งเพื่อความแน่ใจ
  • ผลตรวจทางนิติวิทยาศาสตร์ ในคดีอาชญากรรมแพทย์จะนำตัวอย่างเส้นผม เลือด เนื้อเยื่อ หรือลายนิ้วมือที่หลงเหลือในที่เกิดเหตุ มาเปรียบเทียบกับตัวอย่างเส้นผม เลือด เนื้อเยื่อ หรือลายนิ้วมือของผู้ต้องสงสัย เพื่อดูว่าตรงกันหรือไม่

ความเสี่ยงจากการตรวจ DNA มีอะไรบ้าง

การตรวจ DNA หรือตรวจยีนนั้นมีประโยชน์หลายประการ แต่มีความเสี่ยงจากการเข้ารับการตรวจอยู่บ้างได้แก่ ความเสี่ยงจากขั้นตอนการตรวจ และความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ดังนี้

  • ความเสี่ยงจากขั้นตอนการตรวจ สตรีมีครรภ์ที่ถูกเจาะน้ำคร่ำหรือเก็บตัวอย่างรกอาจเสี่ยงแท้งเนื่องจากแพทย์ต้องเก็บตัวอย่างน้ำคร่ำหรือเนื้อเยื่อรอบตัวอ่อนในครรภ์ ส่วนผู้ที่ถูกเจาะเลือดอาจเสี่ยงเกิดรอยช้ำ มีเลือดออก หรือหลอดเลือดอักเสบได้
  • ความเสี่ยงที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต ข้อมูลที่ได้จากการตรวจ DNA อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและครอบครัวของผู้เข้ารับการตรวจ ดังนี้
    • ความสัมพันธ์และความรู้สึก ผู้เข้ารับการตรวจอาจรู้สึกไม่ดี วิตกกังวล หรือเสียใจหลังทราบผลตรวจที่ชี้ให้เห็นว่าตนเองหรือลูกเสี่ยงป่วยเป็นโรคร้าย ซึ่งปัญหานี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวตามมาได้
    • ทางเลือกการรักษา ผู้ที่ได้รับผลตรวจเป็นบวกอาจตัดสินใจเข้ารับการรักษาหรือหาวิธีป้องกันปัญหาสุขภาพที่เกิดจากการกลายพันธุ์ของยีน เพื่อลดความเสี่ยงหรือความรุนแรงของอาการป่วย อย่างไรก็ดี ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม เนื่องจากการรักษาบางวิธีอาจมีความเสี่ยงหรือไม่ได้ผล
    • การตัดสินใจในการอุ้มท้อง การตรวจ DNA เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยวางแผนการมีบุตร ผู้ที่ทราบผลตรวจว่าทารกในครรภ์เสี่ยงเกิดโรคร้ายอาจตัดสินใจยุติการตั้งครรภ์หรือเปลี่ยนแผนการคลอดบุตร และอาจต้องเลือกโรงพยาบาลทมีบริการรองรับการดูแลทารกหลังคลอดได้ดี ในกรณีที่ทารกมีแนวโน้มต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
    • สิทธิและความเป็นส่วนตัว การตรวจ DNA อาจกระทบต่อชีวิตส่วนตัวของผู้เข้ารับการตรวจ โดยหลายคนกังวลว่าข้อมูลหรือผลตรวจอาจส่งผลกระทบต่อโอกาสในการทำงานหรือสิทธิการทำประกันต่าง ๆ อีกทั้งบางรายอาจได้รับการปฏิบัติจากนายจ้างหรือบริษัทประกันภัยต่าง ๆ อย่างไม่ยุติธรรม หากผลตรวจพบว่ามียีนกลายพันธุ์ที่เป็นสาเหตุหรือเสี่ยงเกิดโรคทางพันธุกรรมได้

นอกจากนี้ การตรวจ DNA ยังมีข้อจำกัดหลายอย่าง โดยจะให้ข้อมูลเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรมได้เท่านั้น แต่ไม่อาจระบุอาการป่วย ระดับความรุนแรงของอาการ หรือการแพร่กระจายของโรคได้ ทั้งยังกำหนดวิธีรักษาปัญหาสุขภาพที่ตรวจพบไม่ได้ในทันที ผู้ที่ต้องการตรวจ DNA ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับประโยชน์ ความเสี่ยง และข้อจำกัดของการตรวจ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจก่อนเข้ารับการตรวจ

cholesterol

คอเลสเตอรอลสูง ความหมาย คอเลสเตอรอลสูง

คอเลสเตอรอลสูง (High Cholesterol) ภาวะที่ระดับคอเลสเตอรอลในเลือดสูงขึ้นจนอาจเป็นอันตรายต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด และโรคหลอดเลือดแดงแข็ง เป็นภาวะที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้ เนื่องจากคอเลสเตอรอลบางส่วนมีความสำคัญกับร่างกาย ทำได้เพียงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และการรับประทานอาหาร รวมถึงการใช้ยาเพื่อควบคุมระดับคอเลสเตอรอล

คอเลสเตอรอล คือไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสร้างเองได้ และสามารถพบได้ในอาหาร เป็นไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกายโดยเฉพาะในกระบวนการสร้างเซลล์ในร่างกาย ซึ่งร่างกายต้องการคอเลสเตอรอลในการช่วยให้การทำงานเป็นไปได้อย่างเป็นปกติ

หากระดับคอเลสเตอรอลมีมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงขึ้น เนื่องจากคอเลสเตอรอลจะไปเกาะตัวกันบนผนังหลอดเลือดทำให้เลือดไหลเวียนได้ไม่สะดวก คอเลสเตอรอลแบ่งออกเป็น 2 ชนิดใหญ่ ๆ ได้แก่

  • คอเลสเตอรรอลชนิดที่ดี (High-Density Lipoprotein: HDL) ทำหน้าที่ในการนำคอเลสเตอรอลส่วนเกินจากเซลล์กลับไปยังตับ เพื่อทำลายหรือขับออกในรูปของเสียจากร่างกาย
  • คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (Low-Density Lipoprotein: LDL) ทำหน้าที่ขนส่งคอเลสเตอรอลไปยังเซลล์ต่าง ๆ  ยิงปลาเครดิตฟรี ในร่างกาย หากมีมากกว่าที่เซลล์ต้องการก็จะไปสะสมที่บริเวณผนังหลอดเลือด เป็นชนิดที่อันตรายและส่งผลร้ายต่อสุขภาพได้

อาการคอเลสเตอรอลสูง

โดยปกติแล้วจะไม่มีอาการแสดงให้เห็น แต่ในกรณีที่ระดับคอเลสเตอรอลสูงมาก ๆ ก็อาจทำให้เสี่ยงกับปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงได้ ทั้งนี้ภาวะดังกล่าวจะสามารถระบุได้ก็ต่อเมื่อได้รับการตรวจเลือดวินิจฉัย

สาเหตุของคอเลสเตอรอลสูง

เกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมการใช้ชีวิต อาหารที่รับประทาน หรือแม้แต่โรคร้ายแรงต่าง ๆ ที่ส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลโดยตรง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้แก่

ระวังโรคร้ายจะถามหา !

พฤติกรรมการใช้ชีวิต

การมีพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ผิด ๆ ก่อให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ โดยพฤติกรรมที่กระตุ้นให้ระดับคอเลสเตอรอลสูงขึ้นคือ

  • การรับประทานอาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง ส่งผลโดยตรงต่อระดับคอเลสเตอรอล ไม่ว่าจะเป็นเครื่องในสัตว์หรือไข่ ก็ล้วนแต่มีคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีในปริมาณที่สูง
  • ออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย การเคลื่อนไหวร่างกายที่น้อยลงจะทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี (LDL) สูงขึ้น จนทำให้ระดับคอเลสเตอรอลสูง
  • โรคอ้วน ก่อให้เกิดความเสี่ยงทางสุขภาพ และทำให้แนวโน้มที่ระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี และไตรกลีเซอไรด์จะสูงขึ้น รวมถึงทำให้ระดับคอเลสเตอรอลที่ดีลดต่ำลงอีกด้วย
  • ดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป นอกจากทำลายตับแล้ว การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนักก็ยังส่งผลต่อระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ได้
  • การสูบบุหรี่ สารเคมีจากบุหรี่เป็นตัวการสำคัญที่เข้าไปขัดขวางการทำงานของคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ทำให้คอเลสเตอรอลเตอรอลส่วนเกินไม่สามารถลำเลียงไปยังตับได้ เป็นเหตุให้หลอดเลือดตีบเนื่องจากการสะสมของคอเลสเตรอลที่ผนังหลอดเลือดและกลายเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็งในที่สุด

ปัญหาสุขภาพ – เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ก่อให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง โดยผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะมีคอเลสเตอรอลสูงได้ง่าย เช่น

  • ความดันโลหิตสูง
  • โรคเบาหวาน
  • โรคไต
  • โรคตับ
  • โรคต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid)

การรักษาจะต้องทำควบคู่กับการควบคุมโรคเหล่านี้ด้วยเพื่อให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลงอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น คอเลสเตอรอลสูงยังสามารถเกิดขึ้นจากกรรมพันธุ์ได้ โดยจะถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่ ทำให้เป็นโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม (Familial Hypercholesterolemia) ผู้ที่เป็นโรคนี้จะมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงตั้งแต่กำเนิดที่จะนำไปสู่โรคเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด เช่น หลอดเลือดแดงแข็งและโรคหลอดเลือดหัวใจได้เร็วกว่าคนทั่วไป

ยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งผลให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูง และเพิ่มความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดโดยเป็นปัจจัยเสี่ยงที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ ได้แก่

  • ประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจหรือหลอดเลือดสมองภายในครอบครัว ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวป่วยเป็นภาวะนี้ จะทำให้เสี่ยงกว่าคนปกติ
  • อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น
  • เพศ ภาวะคอเลสเตอรอลสูงมักเกิดขึ้นกับเพศชายมากกว่าเพศหญิง

หากมีปัจจัยเสี่ยงคงที่เหล่านี้แล้ว ก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต เพื่อหลีกเลี่ยงภาวะคอเลสเตอรอลสูงที่อาจเกิดขึ้นก่อนวัยอันควร

การวินิจฉัยคอเลสเตอรอลสูง

ในปัจจุบัน สามารถตรวจวินิจฉัยภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้ด้วยวิธีการตรวจเลือดเท่านั้น โดยการตรวจจะถูกรวมอยู่ในการตรวจระดับไขมันในเลือด (Lipid Profile) ซึ่งจะแสดงให้เห็นระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี คอเลสเตอรอลที่ดี และไตรกลีเซอไรด์ได้ในคราวเดียว โดยผู้ที่ควรได้รับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือดได้แก่

  • มีอายุมากกว่า 40 ปี
  • มีน้ำหนักเกิน หรืออยู่ในภาวะอ้วน
  • มีประวัติครอบครัวป่วยด้วยโรคเกี่ยวระบบหลอดเลือดหัวใจก่อนวัยอันควร
  • มีสมาชิกครอบครัวที่ใกล้ชิดป่วยด้วยโรคไขมันในเลือดสูงจากพันธุกรรม
  • ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง สมองขาดเลือดชั่วคราว (Transient Ischemic Attack: TIA) หรือโรคเส้นเลือดแดงส่วนปลายอุดตัน (Peripheral Artery Disease: PAD)
  • มีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น โรคไต โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่อง (Underactive Thyroid) หรือตับอ่อนอักเสบ (Pancreatitis)

ทั้งนี้ก่อนเข้ารับการตรวจวัดระดับไขมันในเลือด จะต้องอดอาหารอย่างน้อย 10-12 ชั่วโมง เพื่อให้ร่างกายสามารถย่อยอาหารที่กินเข้าไปได้หมด และระดับไขมันในอาหารจะไม่ส่งผลกระทบต่อการตรวจ หลังจากนั้น แพทย์จะเจาะเลือดและนำผลที่ได้ไปเทียบกับเกณฑ์มาตรฐาน ซึ่งเกณฑ์วัดระดับคอเลสเตอรอลโดยคร่าวระบุไว้ดังนี้

ระดับคอเลสเตอลชนิดที่ไม่ดี (LDL Cholerterol)

  • ปกติ: น้อยกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • ใกล้เคียงปกติ: 100-129 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูงเล็กน้อย: 130-159 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูง: 160-189 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูงมาก: มากกว่า 190 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ระดับคอเลสเตอรอลรวม (Total Cholesterol)

  • ปกติ: น้อยกว่า 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูงเล็กน้อย: 200-239 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูง: มากกว่า 240 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL Cholesterol)

  • ต่ำ: น้อยกว่า 40 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูง: มากกว่า 60 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

ระดับไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)

  • ปกติ: ต่ำกว่า 150 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูงเล็กน้อย: 150-199 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูง: 200-499 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
  • สูงมาก: มากกว่า 500 มิลลิกรัม/เดซิลิตร

อย่างไรก็ตาม เกณฑ์นี้ยังไม่สามารถสรุปได้ว่าจะมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ เพราะอาจต้องประเมินระดับไขมันเป็นรายบุคคลเพื่อดูความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดเพิ่มด้วย จากนั้นแพทย์จึงจะสามารถทำการรักษาต่อไปได้

ในการสรุปผลการตรวจ จะดูที่ระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีเป็นหลัก หากมีระดับที่สูงแปลว่าผู้ป่วยมีคอเลสเตอรอลสูง ขณะที่ระดับคอเลสเตอรอลรวม หากมีอยู่ในระดับสูงก็ยังไม่สามารถระบุได้ว่าเกิดภาวะคอเลสเตอรอลสูงหรือไม่ แต่อาจระบุได้ว่ามีความผิดปกติ จะต้องดูที่ระดับคอเลสเตอรอล LDL ร่วมด้วย ส่วนระดับคอเลสเตอรอลที่ดี หากมีเยอะก็จะยิ่งดีต่อสุขภาพเพราะจะกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีให้ลดลงได้

การรักษาคอเลสเตอรอลสูง

การรักษาเริ่มต้นขึ้นเมื่อมีผลวินิจฉัยแน่ชัดแล้วว่าผู้ป่วยมีระดับคอเลสเตอรอลสูง โดยการรักษาอาจใช้เพียงการดูแลเรื่องอาหารให้ดีขึ้นหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต แต่บางรายอาจต้องใช้การรักษาด้วยยาควบคู่กันไปด้วยเพื่อช่วยให้ระดับคอเลสเตอรอลค่อย ๆ ลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการดูแลตัวเองในเบื้องต้นทำได้ดังนี้

  • ออกกำลังกายให้มากขึ้น เป็นหนึ่งในวิธีการลดระดับคอเลสเตอรอล LDL และเพิ่มปริมาณคอเลสเตอรอล HDL เพราะเมื่อเราออกกำลังกาย ร่างกายก็จะสร้างคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีมากำจัดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีออกไป อีกทั้งยังช่วยให้เลือดสูบฉีดได้ดี และทำให้หัวใจแข็งแรงขึ้นอีกด้วย โดยเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือการออกกำลังกายที่หนักปานกลางสัปดาห์ละ 2.5 ชั่วโมง
  • ควบคุมน้ำหนัก สำหรับผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะอ้วน การลดน้ำหนักจะช่วยให้การควบคุมระดับคอเลสเตอรอลทำงานได้ดีขึ้นในระยาว
  • เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่ดีกับสุขภาพมากขึ้นจะช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ โดยเปลี่ยนจากการรับประทานแป้งขาวมารับประทานแป้งโฮลวีตหรือธัญพืชอื่น ๆ รับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้น อีกทั้งยังควรรับประทานอาหารที่มีพลังงานไม่สูงมากนัก ในแต่ละมื้อควรมีสารอาหารครบทุกหมู่ รวมทั้งมีสัดส่วนและปริมาณของคอเลสเตอรอลที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังควรหลีกเลี่ยงอาหารทอดและอาหารจากไขมันแปรรูป เช่น เนยเทียม (Margarine) เพราะเป็นอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง หากรับประทานในปริมาณมากก็จะทำให้ระดับคอเลสเตอรอล LDL เพิ่มสูงตามไปด้วย
  • ควบคุมปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ที่ลดลงจะช่วยให้ตับถูกทำลายน้อยลง อีกทั้งยังทำให้ตับสามารถทำงานได้ดีขึ้น ดังนั้นจึงควรดื่มในปริมาณที่เหมาะสมกับเพศและวัยจะดีที่สุด
  • เลิกสูบุหรี่ การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยให้คอเลสเตอรอลชนิดที่ดีทำงานได้ดียิ่งขึ้น

การใช้ยา

การรักษาคอเลสเตอรอลสูงด้วยยาจะใช้ก็ต่อเมื่อผู้ป่วยมีเงื่อนไขสุขภาพ อายุ ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หรือความแข็งแรงของผู้ป่วยในขณะนั้น เนื่องจากยาบางชนิดอาจส่งผลข้างเคียงต่อสุขภาพ โดยยาที่แพทย์ในประเทศไทยมักสั่งจ่ายให้ผู้ป่วยที่มีภาวะคอเลสเตอรอลสูงได้แก่

  • ยากลุ่มสเตติน (Statins) ยาในกลุ่มนี้ที่มีใช้ในประเทศไทยได้แก่ ซิมวาสเตติน (Simvastatin) อะทอร์วาสเตติน (Atorvastatin) และโรสุวาสเตติน (Rosuvastatin) เป็นยาที่ใช้ในการควบคุมระดับคอเลสเตอรอล โดยกลไกของยาจะเข้าไปขัดขวางสารบางชนิดที่ตับใช้เพื่อผลิตคอเลสเตอรอล ซึ่งจะช่วยให้ตับกำจัดคอเลสเตรอลในเลือดได้มากขึ้น
  • ยากลุ่มไฟเบรต (Fibrate) ได้แก่ ยาฟิโนไฟเบรต (Fenofibrate) และยาเจมไฟโบรซิล (Gemfibrozil) เป็นยาที่เข้าไปช่วยลดปริมาณการผลิตคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีและช่วยเร่งกระบวนการกำจัดไตรกลีเซอไรด์ออกจากร่างกาย
  • ยาอีเซทิไมบ์ (Ezetimibe) ยาลดไขมันที่มีคุณสมบัติในการขัดขวางการดูดซึมคอเลสเตอรอลจากอาหารและในน้ำย่อยภายในลำไส้เข้าสู่เลือด เป็นยาที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่ายากลุ่มสเตติน และมีผลข้างเคียงน้อยกว่า โดยยาชนิดนี้มักใช้กับผู้ที่ไม่สามารถใช้ยากลุ่มสเตตินได้ หรือผู้ที่ได้รับผลข้างเคียงจนต้องเปลี่ยนยา
  • อาหารเสริมกรดไขมันโอเมก้า 3 (Omega-3 Fatty Acid Supplements) กรดไขมันโอเมก้า 3 จัดเป็นไขมันชนิดดีที่อาจช่วยลดระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดได้

ในการใช้ยาเหล่านี้ แพทย์จะต้องทำการติดตามผลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยจะต้องไปพบแพทย์ตามนัดและเอาใจใส่เรื่องการเลือกรับประทานอาหารให้มากขึ้นและออกกำลังกายควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ระดับคอเลสเตอรอลลดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาวะแทรกซ้อนของคอเลสเตอรอลสูง

ภาวะคอเลสเตอรอลสูงอาจไม่ส่งผลให้เกิดอาการอย่างเฉียบพลัน แต่จะค่อย ๆ เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคที่เกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือดหากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือผู้ป่วยไม่ดูแลและควบคุมพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยโรคที่สามารถพบได้บ่อยในผู้ป่วยที่มีคอเลสเตอรอลสูง ได้แก่ โรคหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งเกิดจากการที่คอเลสเตอรอลไปเกาะที่ผนังหลอดเลือดจนหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่น และทำให้หลอดเลือดแดงตีบลงจนกลายเป็นสาเหตุของอาการต่อไปนี้

  • หัวใจขาดเลือด เมื่อไขมันในเส้นเลือดสะสมอยู่ภายในหลอดเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงหัวใจได้เต็มที่ ก่อให้เกิดอาการเจ็บหน้าอกซึ่งเป็นสัญญาณของโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต

  • โรคหลอดเลือดสมอง เช่นเดียวกับอาการหัวใจวาย เมื่อหลอดเลือดตีบลงเนื่องจากไขมันในเลือด การไหลเวียนของเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะลดลง ส่งผลให้เกิดโรคหลอดเลือดสมองได้

นอกจากจะส่งผลต่อระบบหลอดเลือดหัวใจและสมองแล้ว ก็ยังอาจส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง ที่เป็นอันตรายไม่แพ้กัน และสามารถส่งผลกับไตจนเกิดโรคไตวายเรื้อรังได้ เพราะเมื่อหลอดเลือดในร่างกายรวมทั้งหลอดเลือดที่ไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงไตตีบลงเนื่องจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือด ก็จะทำให้ไตสูญเสียการทำงานและวายในที่สุด

การป้องกันคอเลสเตอรอลสูง

คอเลสเตอรอลสูงสามารถป้องกันได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และพฤติกรรมในการใช้ชีวิตบางอย่าง อีกทั้งยังสามารถช่วยป้องกันความเสี่ยงโรคหัวใจและหลอดเลือดได้อีกด้วย ซึ่งสามารถทำได้ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลีกเลี่ยงอาหารที่ไขมันอิ่มตัวสูงในปริมาณมาก เช่น เนื้อสัตว์ติดมัน เนื้อสัตว์แปรรูป ของทอด ผลิตภัณฑ์จากนม และอาหารที่มีส่วนประกอบของไขมันทรานซ์ ได้แก่ อาหารที่มีส่วนประกอบ หรือใช้น้ำมันเติมไฮโดรเจนในการปรุง เช่น อาหารขยะ ครีมเทียม มาการีน ขนมขบเคี้ยว และอาหารแปรรูปแช่แข็ง เป็นต้น

  • รับประทานไขมันดีในปริมาณที่พอเหมาะ ร่างกายไม่สามารถขาดไขมันได้ จึงควรหันมารับประทานไขมันดีในปริมาณที่พอเหมาะ โดยไขมันดีในอาหารได้แก่ ถั่วเปลือกแข็ง อะโวคาโด ปลาทะเลน้ำลึก เป็นต้น

  • รับประทานผัก ผลไม้ และธัญพืชให้มากขึ้น มีกากใยในปริมาณมากอาจช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้

  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายจะช่วยเพิ่มระดับคอเลสเตอรอลชนิดที่ดีในร่างกาย และช่วยกำจัดคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดีให้ลดลงได้

  • ควบคุมน้ำหนัก ยิ่งน้ำหนักตัวมากก็จะยิ่งทำให้ร่างกายเสี่ยงต่อโรคร้ายแรงต่าง ๆ รวมถึงภาวะคอเลสเตอรอลสูง ดังนั้นการมีน้ำหนักที่เหมาะสมจะช่วยป้องกันระดับคอเลสเตอรอลสูงและโรคร้ายแรงอื่นได้

นอกจากนี้การเลิกสูบบุหรี่และหลีกเลี่ยงการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์จะช่วยให้ความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะคอเลสเตรอลสูง รวมถึงโรคเกี่ยวหัวใจและหลอดเลือดลดลงได้อีกด้วย การเข้ารับการตรวจวัดระดับคอเลสเตอรอลเป็นประจำจะช่วยให้สามารถจัดการกับความเสี่ยงของคอเลสเตอรอลสูงได้มากขึ้น โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป

สารต้านอนุมูลอิสระ

สารต้านอนุมูลอิสระ ประโยชน์ต่อสุขภาพและผิวพรรณ

สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นสารที่ช่วยป้องกันและยับยั้งความเสียหายของเยื่อหุ้มเซลล์ รวมถึงส่วนอื่น ๆ ของเซลล์ที่เป็นผลมาจากการมีสารอนุมูลอิสระในร่างกายมากเกินไป เมื่อเซลล์เกิดความเสียหายก็อาจเป็นสาเหตุของโรคและความผิดปกติต่าง ๆ ตามมาได้ สารต้านอนุมูลอิสระที่พบได้มากพืชผักผลไม้หลายชนิด รวมทั้งในวิตามินและอาหารเสริมทั้งหลายจึงอาจเป็นทางเลือกหนึ่งในการดูแลสุขภาพและ บำรุงผิวพรรณ ได้ด้วย

สารต้านอนุมูลอิสระทำงานอย่างไร ?

โดยปกติ สารอนุมูลอิสระจะเกิดขึ้นจากกระบวนการเผาผลาญภายในร่างกายร่วมกับปัจจัยภายนอก โดยสารอนุมูลอิสระนั้นมีโครงสร้างที่ไม่สมดุล และหากสะสมอยู่ในร่างกายปริมาณมากก็อาจทำให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย ส่วนสารต้านอนุมูลอิสระนั้นมีหน้าที่ปรับโครงสร้างของสารอนุมูลอิสระให้เกิดความสมดุลและเป็นกลาง ซึ่งจะช่วยลดและป้องกันความเสียหายที่เกิดกับเซลล์ ส่งผลให้ร่างกายระบบต่าง ๆ ทำงานได้อย่างเป็นปกติ

ทั้งนี้ มีการศึกษาที่เกี่ยวกับสารต้านอนุมูลอิสระพบว่า สารชนิดนี้มีส่วนช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคอย่างหลากหลาย นอกจากนี้ สารต้านอนุมูลอิสระบางชนิดอย่างวิตามินซี วิตามินอี และซีลีเนียม ยังมีคุณสมบัติในการช่วยฟื้นฟูสุขภาพผิวได้อีกด้วย เช่น ช่วยปกป้องผิวจากแสงแดด ลดเลือนริ้วรอย หรือช่วยเร่งการซ่อมแซมเซลล์ผิว เป็นต้น

สารอนุมูลอิสระ

แหล่งอาหารของสารต้านอนุมูลอิสระ

โดยปกติร่างกายมนุษย์สามารถผลิตสารต้านอนุมูลอิสระเองได้ แต่อาจไม่เพียงพอต่อการรักษาสุขภาพที่ดี ดังนั้น การรับประทานอาหารบางชนิดจะช่วยให้ร่างกายได้รับสารต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งมีส่วนช่วยลดและชะลอการเสื่อมของเซลล์

โดยอาหารแต่ละอย่างอาจมีสารต้านอนุมูลอิสระหลากหลายชนิดที่แตกต่างกันไป ดังนี้

  • วิตามินเอ มีส่วนช่วยบำรุงสายตา เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันและการเจริญเติบโตของกระดูก โดยวิตามินเอนั้นเป็นสารที่พบได้มากในไข่แดง ตับ ผักบุ้ง ผักคะน้า และผักตำลึง
  • เบตาแคโรทีน มีส่วนช่วยลดและป้องกันความเสียหายจากอาการไวต่อแสงแดดในผู้ที่เป็นโรคเลือด หรือโรคอื่น ๆ ที่มีอาการไวต่อแสง ช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง รวมทั้งชะลอการเสื่อมของดวงตาที่มีสาเหตุมาจากอายุที่เพิ่มขึ้น โดยจะพบสารชนิดนี้ได้ในผักผลไม้ที่มีสีส้ม สีเหลือง หรือสีแดง เช่น มะม่วงสุก ฟักทอง แครอท แคนตาลูป มะละกอสุก เป็นต้น
  • วิตามินซี ช่วยให้กระดูกแข็งแรง ชะลอการเกิดริ้วรอย อาจช่วยป้องกันโรคหัวใจและหลอดเลือดและโรคมะเร็ง โดยวิตามินซีนั้นจะพบมากในส้ม ฝรั่ง สับปะรด มะม่วง และผักปวยเล้ง
  • วิตามินอี เป็นสารอาหารที่สำคัญต่อดวงตา  ufabet24 การมองเห็น ระบบประสาท รวมทั้งระบบสืบพันธุ์ นอกจากนี้ วิตามินอียังทำให้เลือด สมอง และผิวหนังมีสุขภาพดีได้อีกด้วย โดยสารชนิดนี้พบได้มากในน้ำมันพืช ถั่ว และเมล็ดพืช
  • ไลโคปีน อาจช่วยป้องกันการเกิดเนื้องอกบางชนิด ช่วยบำรุงหัวใจ และปกป้องผิวหนังจากแสงแดด พบมากในผักผลไม้ที่มีสีแดง เช่น มะเขือเทศ แตงโม ฝรั่งไส้แดง เป็นต้น
  • ซีลีเนียม มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของร่างกาย และยังมีส่วนสำคัญในการช่วยให้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกายทำงานได้ตามปกติ นอกจากนี้ ซีลีเนียมยังอาจช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและโรคหัวใจด้วย โดยซีลีเนียมนั้นพบได้มากในเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อาหารทะเล และเครื่องในสัตว์
  • ฟลาโวนอยด์ อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ โรคหืด และโรคมะเร็ง เป็นต้น นอกจากนี้ สารชนิดนี้อาจช่วยในเรื่องความจำและช่วยให้มีอารมณ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย โดยฟลาโวนอยด์นั้นจะพบได้มากในหัวหอม แอปเปิ้ล ชา ชาเขียว ผลไม้ตระกูลส้ม รวมถึงช็อกโกแลตด้วย

อย่างไรก็ตาม คุณประโยชน์ของสารต้านอนุมูลอิสระล้วนเป็นผลสรุปและความเห็นที่มาจากงานวิจัย โดยอาจปรากฏประสิทธิผลในด้านต่าง ๆ ที่ทดลองมาก น้อย หรือไม่ปรากฏผลเลย ซึ่งแตกต่างกันไปในแต่ละคน รวมทั้งประสิทธิภาพในแต่ละด้านอาจขึ้นอยู่กับปริมาณและความต่อเนื่องในการรับประทานอาหารแต่ละชนิดด้วย อีกทั้งจากการศึกษาพบว่าสารต้านอนุมูลอิสระจากอาหารมีคุณประโยชน์มากกว่าสารต้านอนุมูลอิสระที่ได้จากการบริโภคอาหารเสริม ดังนั้น ผู้บริโภคจึงควรรับประทานผักผลไม้และอาหารอย่างหลากหลายในปริมาณที่เหมาะสมเป็นประจำ เพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสารโภชนาการต่าง ๆ รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระอย่างครบถ้วน และหากต้องการรับประทานอาหารเสริม ควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมภายใต้คำแนะนำของแพทย์และเภสัชกรเสมอ

สารต้านอนุมูลอิสระมีประโยชน์ แล้วมีโทษด้วยหรือไม่ ?

แม้ว่าสารต้านอนุมูลอิสระนั้นจะมีคุณประโยชน์หลายอย่าง แต่หากร่างกายได้รับสารนี้มากเกินไปก็อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการผิดปกติได้ เช่น การได้รับเบตาแคโรทีนปริมาณมากในผู้ที่สูบบุหรี่อาจทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอดสูงขึ้น และการได้รับวิตามินอีปริมาณมากอาจเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งต่อมลูกหมากและโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดความผิดปกติจากการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระมากเกินไปนั้นมักมาจากการรับประทานอาหารเสริม ส่วนการรับประทานผักผลไม้หรืออาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระนั้น มีความเสี่ยงน้อยมากที่จะก่อให้เกิดโรคหรือความผิดปกติ ดังนั้น จึงควรหลีกเลี่ยงการได้รับสารต้านอนุมูลอิสระปริมาณมากในรูปแบบอาหารเสริม หรือปรึกษาแพทย์ก่อนบริโภคอาหารเสริมใด ๆ เสมอ รวมทั้งผู้ที่ต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ประทินโฉมที่มีวิตามินหรือสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยบำรุงผิว ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังถึงวิธีการเลือกซื้อและการใช้สารต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับสภาพผิว เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นตามมา

นอกจากนั้น ควรหลีกเลี่ยงการเผชิญแสงแดด โดยเฉพาะแดดที่ร้อนจ้า การเกิดความเครียด การสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากพฤติกรรมเหล่านี้สามารถกระตุ้นกระบวนการของสารอนุมูลอิสระและส่งผลเสียต่อร่างกายได้ โดยควรรักษาสุขภาพร่างกายด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายอย่างเหมาะสม และพักผ่อนอย่างเพียงพออยู่เสมอ เพื่อให้มีสุขภาพที่ดีทั้งภายนอกและภายใน

เส้นเลือดในสมองแตก

เส้นเลือดในสมองแตก Cerebrovascular Accident ภาวะที่สมองขาดเลือดและออกซิเจน

เส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน หรือโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident หรือ Stroke) เป็นภาวะที่สมองขาดเลือดและออกซิเจน เนื่องจากหลอดเลือดตีบ อุดตัน หรือแตก เลือดจึงไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้ เมื่อเซลล์สมองถูกทำลายจนเซลล์ตาย จึงไม่สามารถควบคุมอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ทำงานได้ตามปกติ หากผู้ป่วยเข้ารับการรักษาได้ทันท่วงที อาจลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้มากขึ้น

อาการของเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

ลักษณะและความรุนแรงของอาการในผู้ป่วยแต่ละรายแตกต่างกันออกไปตามสภาพร่างกาย และขึ้นอยู่กับบริเวณที่เซลล์สมองได้รับความเสียหายด้วย อาการต่าง ๆ อาจเกิดขึ้นทันทีทันใด หรืออาจใช้เวลาหลายนาทีหรือหลายชั่วโมง ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ หรือนำตัวส่งแพทย์เมื่อมีอาการที่เป็นสัญญาณของเส้นเลือดในสมองแตก ดังนี้

  • รู้สึกชาตามตัว หรืออวัยวะ แขนขาอ่อนแรง ขยับตัวไม่ได้ หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก
  • ใบหน้าบิดเบี้ยว มุมปากตก น้ำลายไหล กลืนลำบาก พูดลำบาก พูดติดขัด สื่อสารไม่ได้ สับสนมึนงง และไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด
  • เสียสมดุลการทรงตัวและการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เดินลำบาก เดินเซ ขยับแขนขาลำบาก
  • มีปัญหาในการมองเห็น สายตาพร่ามัว มองไม่เห็น เห็นภาพซ้อน ตาบอดข้างเดียวในทันทีทันใด
  • ในบางรายอาจพบ อาการปวดหัวรุนแรงเฉียบพลัน เวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย

เช็กอาการเสี่ยง "เนื้องอกสมอง" - Thaihealth.or.th |  สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

สาเหตุของเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

Ischemic Strokeเส้นเลือดอุดตัน

ภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน เป็นสาเหตุส่วนใหญ่ของโรคหลอดเลือดสมอง พบได้ประมาณ 80% เกิดจากลิ่มเลือดอุดตันในระบบไหลเวียนโลหิต หรืออาจเกิดจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบ ไม่ยืดหยุ่น และประสิทธิภาพในการลำเลียงเลือดลดลง ออกซิเจนในเลือดจึงไม่สามารถไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองได้ แบ่งเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • Embolic Stroke เกิดลิ่มเลือดในเส้นเลือดตามบริเวณต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วลิ่มเลือดไหลไปตามกระแสเลือดจนไปอุดตันที่หลอดเลือดสมอง
  • Thrombotic Stroke เกิดจากลิ่มเลือดก่อตัวในหลอดเลือดสมองและขยายใหญ่ขึ้นจนอุดตันหลอดเลือดสมอง

Hemorrhagic Stroke: เส้นเลือดแตก

เส้นเลือดในสมองแตก หรือฉีกขาด พบได้ประมาณ 20% ของโรคหลอดเลือดสมอง เกิดจากหลอดเลือดมีความเปราะบางร่วมกับภาวะความดันโลหิตสูง ทำให้บริเวณที่เปราะบางนั้นโป่งพองและแตกออก หรืออาจเกิดจากหลอดเลือดเสียความยืดหยุ่นจากการสะสมของไขมันในหลอดเลือด หลอดเลือดจึงปริแตกได้ง่าย  เว็บคาสิโนออนไลน์อันดับ1 ซึ่งเป็นอันตรายมาก เนื่องจากทำให้ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองลดลงอย่างเฉียบพลัน เกิดภาวะเลือดออกในสมอง ส่งผลให้ผู้ป่วยเสียชีวิตในเวลาอันรวดเร็ว

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน ได้แก่

  • ความดันโลหิตสูง เป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคหลอดเลือดสมอง
  • มีไขมันในเลือดสูง เพราะมีไขมันสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือด กีดขวางการลำเลียงเลือด ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย
  • ป่วยด้วยโรคเบาหวาน มีน้ำตาลในเลือดสูง ทำให้เกิดหลอดเลือดแข็งทั่วร่างกาย
  • การสูบบุหรี่ ใช้ยาเสพติด หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก เพราะนิโคตินและคาร์บอนมอนนอกไซด์ทำให้ปริมาณออกซิเจนลดลง และเป็นตัวทำลายผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็ง
  • ผู้ป่วยหรือบุคคลในครอบครัวเคยมีประวัติเส้นเลือดในสมองแตก หรือป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมอง
  • ป่วยด้วยภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง หรือมีไขมันอุดตันในผนังหลอดเลือดแดง
  • ป่วยด้วยโรคหัวใจ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (Coronary Artery Disease) โรคหัวใจผิดปกติ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นสาเหตุของการเกิดลิ่มเลือดที่จะไปอุดตันหลอดเลือดสมองได้
  • การใช้ยาคุมกำเนิด
  • การขาดการออกกำลังกาย
  • อายุมากขึ้น หลอดเลือดจะเสื่อมตามไปด้วย
  • โรคหรือภาวะที่ทำให้เลือดแข็งตัวเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้มีลิ่มเลือดเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าปกติ

การวินิจฉัยเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

เมื่อผู้ป่วยถูกนำส่งแพทย์ และแพทย์มีข้อสงสัยว่าผู้ป่วยอาจมีอาการของเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบตัน จะตรวจวินิจฉัยเรื่องต่าง ๆ ดังนี้

  • ตรวจร่างกายและทดสอบสมรรถภาพด้านต่าง ๆ เช่น การมองเห็น การพูด การรับความรู้สึก ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ กำลังของกล้ามเนื้อ อาการชาบริเวณต่าง ๆ และปฏิกิริยาการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
  • ตรวจความดันโลหิต ผู้ป่วยมักมีความดันสูงหากเส้นเลือดในสมองแตก

หลังจากนั้น แพทย์จะส่งตรวจเพิ่มเติม เพื่อบ่งชี้หาตำแหน่งของสมองและหลอดเลือดที่ผิดปกติ รวมถึงภาวะและสาเหตุที่เป็นปัจจัยเสี่ยงของการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน ด้วยวิธีการดังนี้

  • ตรวจเลือด แพทย์จะเจาะเลือดผู้ป่วยเพื่อตรวจหากลไกการแข็งตัวของเลือด ระดับน้ำตาลในเลือด หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดที่อาจส่งผลให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก
  • ตรวจเอกซเรย์หลอดเลือดสมอง (Angiogram) แพทย์จะฉีดสารย้อมสีเข้าสู่เส้นเลือด จากนั้นจึงฉายภาพเอกซเรย์ส่วนศีรษะเพื่อหาจุดที่เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน
  • ตรวจด้วยเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ใช้รังสีจากเครื่อง CT Scan ฉายไปยังบริเวณศีรษะ แล้วสร้างภาพออกมาด้วยคอมพิวเตอร์ เพื่อให้แพทย์วินิจฉัยลักษณะและตำแหน่งที่เส้นเลือดในสมองแตกหรืออุดตัน
  • ตรวจด้วยเครื่องสร้างภาพจากสนามแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) การตรวจคล้ายกับ CT Scan แต่เครื่องจะสร้างภาพจากสนามแม่เหล็กที่ส่งคลื่นไปรอบ ๆ ตัวผู้ป่วยในขณะตรวจ และภาพที่ออกมาจะมีรายละเอียดที่ชัดเจนกว่า CT Scan
  • ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (Electrocardiogram: EKG) ด้วยการติดขั้วไฟฟ้าบริเวณหน้าอก แพทย์จะตรวจหาความผิดปกติผ่านทางจอภาพที่แสดงจังหวะการเต้นของหัวใจ ซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดเส้นเลือดอุดตันหรือเส้นเลือดในสมองแตก
  • ตรวจหลอดเลือดใหญ่ที่คอ (Carotid Ultrasound) เป็นการตรวจการไหลเวียนของเลือดในเส้นเลือดบริเวณลำคอที่ทำหน้าที่ส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง ด้วยการใช้คลื่นเสียงความถี่สูง
  • ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) เป็นเทคนิคการใช้คลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูงสร้างเป็นภาพหัวใจ แพทย์จะศึกษาและวินิจฉัยการทำงานของหัวใจจากภาพนั้น ซึ่งอาจพบความผิดปกติที่เป็นสาเหตุสำคัญของเส้นเลือดอุดตันหรือเส้นเลือดในสมองแตก

การรักษาเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

การรักษาขึ้นอยู่กับสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง ว่าเป็นเส้นเลือดในสมองตีบตัน หรือเส้นเลือดในสมองแตก โดยมีแนวทางการรักษาที่แตกต่างกัน ดังนี้

Ischemic Stroke: เส้นเลือดถูกลิ่มเลือดอุดตันในระบบไหลเวียนโลหิต ทำให้ออกซิเจนในเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองได้ เป้าหมายของการรักษาคือทำให้เลือดไหลเวียนได้อย่างปกติ โดยทางเลือกในการรักษามีหลายวิธี ดังนี้

  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (Anticoagulant) เป็นยาที่ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการแข็งตัวของเลือดจนเกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด
  • ยาต้านเกล็ดเลือด (Antiplatelet) ขัดขวางการจับตัวกันของเกล็ดเลือด และการเกาะตัวของเกล็ดเลือดกับผนังหลอดเลือด ซึ่งจะทำให้เกิดลิ่มเลือดอุดตัน เช่น แพทย์อาจจ่ายยาแอสไพรินเพื่อป้องกันการเกิดเส้นเลือดในสมองอุดตันซ้ำอีก
  • ยาสลายลิ่มเลือด (Thrombolytic) ช่วยสลายลิ่มเลือดที่ก่อตัวขึ้น และฟื้นฟูให้ระบบเลือดไหลเวียนได้ตามปกติ ซึ่งพบว่ายานี้จะรักษาได้ผลดีกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองที่รีบมาพบแพทย์ภายในระยะเวลาไม่เกิน 4.5 ชั่วโมงนับจากมีอาการ

อย่างไรก็ตาม หากเป็นกรณีฉุกเฉินที่ผู้ป่วยเกิดเส้นเลือดอุดตันในสมอง แพทย์อาจฉีดยาเข้าสู่สมอง หรืออาจผ่าตัดรักษาในบริเวณที่เกิดเส้นเลือดอุดตันในสมองแทน

Hemorrhagic Stroke: เส้นเลือดในสมองแตก ฉีกขาด หรือได้รับความเสียหาย ทำให้ออกซิเจนในเลือดไม่สามารถไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองได้  เป้าหมายของการรักษาคือ ควบคุมปริมาณเลือดที่ออกด้วยการรักษาระดับความดันโลหิต ในกรณีที่เลือดออกมาก แพทย์อาจพิจารณาผ่าตัดเพื่อป้องกันความเสียหายต่อสมองด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

อาการที่อาจเกิดขึ้นหลังเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน ซึ่งสามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ภายในเวลาหลายสัปดาห์ หลายเดือน หรืออาจหลายปีให้หลัง ได้แก่

  • มีความยากลำบากในการพูด พูดติดขัด สื่อสารไม่ได้ และกลืนอาหารลำบาก

  • มีความยากลำบากในกระบวนการคิด สับสนมึนงง และไม่เข้าใจในสิ่งที่ผู้อื่นพูด

  • มีปัญหาในการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่น เดินลำบาก ขยับแขนขาลำบาก แขนขาชา หรือเป็นอัมพาต

แต่หากผู้ป่วยได้รับการรักษาล่าช้า หรือมีอาการรุนแรงและเกิดเส้นเลือดในสมองแตกบริเวณที่สำคัญ ผู้ป่วยอาจเสี่ยงเผชิญกับภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายต่อชีวิตได้ เช่น

  • ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างกะทันหัน อาจทำให้เซลล์สมองเกิดความเสียหาย

  • ความดันโลหิตสูง ซึ่งกระตุ้นการไหลเวียนเลือดไปสู่สมอง ส่งผลกระทบต่อสมองบริเวณที่มีเส้นเลือดแตกให้ยิ่งเกิดความเสียหาย

  • มีไข้สูง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของภาวะติดเชื้อ เช่น ปอดอักเสบ ทางเดินปัสสาวะติดเชื้อ เป็นต้น

  • เกิดลิ่มเลือดอุดตันบริเวณขา และลิ่มเลือดอาจเคลื่อนตัวไปอุดตันที่ปอดจนเกิดภาวะลิ่มเลือดอุดกั้นในปอด (Pulmonary Embolism)

  • เกิดอาการชัก

  • ความดันในสมองเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจทำให้สมองบวม

  • ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) จากของเหลวหล่อเลี้ยงสมองและไขสันหลังที่ถูกผลิตออกมามากเกินไป

  • เส้นเลือดสมองบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่มีเส้นเลือดในสมองแตกเกิดการหดเกร็ง (Vasospasm) อาจทำให้สมองตายจากการขาดเลือด

  • ภาวะโคม่า (Coma) ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกตัว ไม่รับรู้ และไม่มีสติ เนื่องจากสมองขาดเลือดและออกซิเจนเป็นเวลานาน

  • อาจเกิดเส้นเลือดในสมองแตกในบริเวณอื่น ๆ เพิ่มอีก

การป้องกันเส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบตัน

เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงหลายประการที่ทำให้เกิดเส้นเลือดในสมองแตก การป้องกันอาการเหล่านี้จึงเกี่ยวเนื่องไปถึงการดูแลระบบไหลเวียนโลหิตและการทำงานของหัวใจให้เป็นไปตามปกติ เช่น

  • ตรวจความดันโลหิตและควบคุมความดันให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมสม่ำเสมอ สำหรับผู้ป่วยที่ต้องใช้ยารักษาควบคุมความดันโลหิต ต้องรับประทานยาอย่างถูกต้องเป็นประจำตามคำสั่งแพทย์

  • หมั่นตรวจและควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน

  • หากป่วยด้วยโรคหัวใจและหลอดเลือด ควรเข้ารับการรักษา รับประทานยา และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด

  • ตรวจหาระดับไขมันในเลือด และควบคุมอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารที่เต็มไปด้วยไขมัน หรือจำกัดปริมาณ

  • ควบคุมน้ำหนักและรูปร่างให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะอาหารจำพวกผักและผลไม้

  • รักษาสุขภาพ หมั่นออกกำลังกายเป็นประจำ

  • ไม่สูบบุหรี่และงดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอดี ไม่ดื่มมากหรือบ่อยจนเกินไป

  • ในบางกรณี แพทย์อาจจ่ายยาแก่ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งเป็นยาที่ช่วยต้านการแข็งตัวของเลือด ป้องกันการเกิดลิ่มเลือดอุดตันในกระแสเลือด

บุหรี่ไฟฟ้าภัยมืด

รู้ก่อนใช้บุหรี่ไฟฟ้า ที่ฮิตสำหรับวัยรุ่นสมัยนี้

บุหรี่ไฟฟ้า  อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ชนิดหนึ่งซึ่งใช้แบตเตอรี่ในการทำงานเพื่อสร้างความร้อนและไอน้ำที่ประกอบไปด้วยสารต่าง ๆ เช่น นิโคติน (Nicotine) โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) กลีเซอรีน (Glycerine) สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) และน้ำ เมื่อเปิดเครื่องจะมีไฟสีแดงขึ้นพร้อมกับการทำงานของแบตเตอรี่ เกิดความร้อนทำให้น้ำยาที่บรรจุอยู่ภายในระเหยขึ้นมาเป็นควัน เมื่อสูบเข้าไปในปอดร่างกายจะได้รับนิโคตินก่อนที่จะถูกพ่นออกมา ไม่มีควันจากการเผาไหม้เหมือนบุหรี่ปกติทั่วไป บุหรี่ไฟฟ้าจึงไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งและโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ

บุหรี่ไฟฟ้า

ใครที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้ากำลังเป็นที่นิยมและมีแนวโน้มสูงขึ้นในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่น ผู้ใช้ส่วนใหญ่เป็นทั้งผู้ที่เคยสูบบุหรี่แบบปกติทั่วไป และผู้ที่เริ่มต้นหรือทดลองสูบบุหรี่ จากสถิติการสำรวจพฤติกรรมการสูบบุหรี่ของเยาวชน (National Youth Tobacco Survey) จากจำนวนนักเรียน 2 ล้านคน ในประเทศสหรัฐอเมริกา ปี 2557 พบว่า ในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปลายมีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก ร้อยละ 4.5 เป็นร้อยละ 13 และในกลุ่มนักเรียนชั้นมัธยมต้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 1.1 เป็นร้อยละ 3.9 เพิ่มขึ้นถึง 3 เท่าตัวภายใน 1 ปี ในประเทศไทยยังไม่มีการอนุญาตให้จำหน่ายหรือนำเข้าบุหรี่ไฟฟ้า มีเพียงการลักลอบจำหน่ายในตลาดมืดจึงทำให้ยากต่อการเก็บข้อมูลทางสถิติ

คนอีกกลุ่มที่พบว่าใช้บุหรี่ไฟฟ้าคือ ผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ จากกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันในรัฐแคลิฟอร์เนียจำนวน 1,000 คนที่มีพฤติกรรมการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในชีวิตประจำวันเป็นเวลา 1 ปี พบว่าร้อยละ 60 มีแนวโน้มที่จะเลิกสูบบุหรี่และลดปริมาณในการสูบ แต่ Dr. Wael Al-Delaimy อาจารย์ภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัวและสาธารณสุข คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ไว้ว่า จากการวิจัย การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจจะไม่ได้ช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ หนึ่งในตัวแปรสำคัญคือปริมาณนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งเป็นสารเสพติดให้โทษเช่นเดียวกันกับที่พบในบุหรี่ปกติทั่วไป และเรื่องนี้ยังจำเป็นต้องศึกษาวิจัยเพิ่มเติมต่อไป

ส่วนประกอบของบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันยังไม่มีมาตรฐานการผลิตที่เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน จึงทำให้ยากที่จะตอบได้ว่ามีส่วนประกอบอะไรบ้าง โดยทั่วไปมีลักษณะคล้ายบุหรี่ปกติทั่วไป หรืออาจดัดแปลงให้มีลักษณะต่างออกไป ซึ่งส่วนประกอบหลักของบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งได้เป็น 3 ส่วน คือ แบตเตอรี่ (Battery) ตัวที่ทำให้เกิดไอและความร้อน (Atomizer) และตลับเก็บน้ำยา (Cartridge)

บุหรี่ไฟฟ้าจะทำงานได้ไม่เต็มรูปแบบถ้าขาดน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า (E-Liquid หรือ E-Juice) ซึ่งบรรจุอยู่ในตลับเก็บน้ำยาเพื่อเตรียมเข้าสู่กระบวนการทำความร้อนก่อนกลายเป็นไอที่ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าสูบเข้าไปในปอด ส่วนผสมที่พบมากในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice มีดังนี้

  • นิโคติน (Nicotine) เป็นสารสกัดจากใบยาสูบและเป็นสารเสพติดชนิดหนึ่งที่พบได้ในทั้งบุหรี่ไฟฟ้าและบุหรี่ปกติทั่วไป นิโคตินจะทำให้ร่างกายเสพติดการใช้บุหรี่ และจะเข้าไปกระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง เพิ่มความดันโลหิต เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจและการหายใจ ทำให้เกิดโรคมะเร็งปอดและโรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจได้ ระดับนิโคตินในบุหรี่ไฟฟ้าแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะคือ เปอร์เซ็นต์ มิลลิกรัม และระดับความเข้มข้น ได้แก่ ระดับสูง ระดับกลาง และระดับต่ำ
  • โพรไพลีนไกลคอล (Propylene Glycol) เป็นสารสังเคราะห์ชนิดหนึ่งที่องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหาร ยา และเครื่องสำอาง รวมถึงนำไปใช้เป็นส่วนประกอบในการสร้างไอหรือหมอกสำหรับเวทีการแสดงต่าง ๆ แต่เมื่อสัมผัสหรือสูดดมเข้าไปอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองที่ดวงตาและปอดได้ โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคปอดเรื้อรัง โรคหอบหืด และโรคถุงลมโป่งพอง
  • กลีเซอรีน (Glycerine) เป็นสารที่ไม่มีสีและไม่มีกลิ่น แต่มีรสชาติหวานเล็กน้อย องค์การอาหารและยา (FDA) ยืนยันถึงความปลอดภัยว่าใช้ได้ทั้งในอาหารและยา แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย เช่นเดียวกันกับโพรไพลีนไกลคอล
  • สารแต่งกลิ่นและรส (Flavoring) เป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมอาหารทั่วไป มีความปลอดภัยเมื่อรับประทานเข้าสู่ร่างกาย แต่ยังไม่ได้รับการยืนยันว่าเมื่อเปลี่ยนรูปแบบเป็นไอที่สูบหรือสูดแล้วเกิดผลกระทบอย่างไรต่อร่างกาย ตัวอย่างเช่น สารไดอะซิติล (Diacetyl) ที่พบมากในเนยสำหรับทำป็อปคอร์น อาจเป็นสาเหตุของปัญหาระบบทางเดินหายใจและปอด

ประเภทของบุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบันมีหลากหลายรูปแบบ แต่แบ่งได้ 3 รูปแบบคือ แบบที่ 1 (Cigalike) แบบที่ 2 (eGos) และแบบที่ 3 (Mods) โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบที่ 1 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Cigalike มีรูปลักษณ์ภายนอก ทั้งรูปทรงและขนาดที่คล้ายกับบุหรี่ปกติทั่วไป แต่จะมีตัวที่ทำให้เกิดไอและความร้อนเพิ่มเข้ามา
  • บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบที่ 2 หรือที่รู้จักกันในชื่อ eGos มีลักษณะคล้ายบุหรี่ปกติทั่วไปเช่นกัน แต่มีขนาดใหญ่กว่า หรือมีรูปทรงที่แตกต่างกันออกไป และมีตัวถังที่สามารถถอดออก และเติม E-Liquid หรือ E-Juice ที่มีระดับนิโคติน หรือรสและกลิ่นต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง
  • บุหรี่ไฟฟ้ารูปแบบที่ 3 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Mods มีลักษณะคล้ายบุหรี่ไฟฟ้าแบบ eGos แต่มีขนาดใหญ่กว่า และสามารถปรับแรงดันไฟฟ้า ขนาดของตัวที่ทำให้เกิดไอและความร้อน รวมถึงขนาดและปริมาณของ E-Liquid หรือ E-Juice ได้ตามความต้องการของผู้ใช้แต่ละคน

ข้อดีของการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

บุหรี่ไฟฟ้ามีข้อดีที่แตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไป เช่น บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีควันจากการเผาไหม้เหมือนในบุหรี่ปกติทั่วไป ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของน้ำมันดินหรือทาร์ (Tar) และคาร์บอนมอนอกไซด์ (Carbon Monoxide) หรือสารพิษอื่น ๆ ที่เป็นสาเหตุให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด โรคหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตก และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ นอกจากนี้ ยังตรวจพบสารเคมีที่เป็นอันตรายต่อร่างกายในระดับที่ต่ำกว่าบุหรี่ปกติทั่วไปอีกด้วย

กระทรวงสาธารณสุข ประเทศอังกฤษได้เปิดเผยหลักฐานเกี่ยวกับการใช้บุหรี่ไฟฟ้าว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปสูงถึง 95%  ufabet24  และมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกพฤติกรรมการสูบบุหรี่ได้ สาเหตุสำคัญคือในบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีส่วนประกอบของใบยาสูบ มีเพียงนิโคตินที่เป็นสารเสพติดแต่ให้โทษน้อยกว่าใบยาสูบ ทำให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นทางเลือกหนึ่งของผู้ที่เสพติดนิโคติน

องค์การอาหารและยาพบร่องรอยของสารพิษ 0.1% ในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice เช่น สารไนโตรซามีน (Nitrosamines) และสารฟอร์มาลดีไฮด์ (Formaldehyde) ที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็ง และก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อร่างกาย เช่น ปากแห้ง ระคายเคืองในลำคอ ไอแห้ง เป็นต้น

แต่ยังไม่มีหลักฐานทางการวิจัยที่สรุปอย่างชัดเจนว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง และในหลายประเทศการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าถือว่าผิดกฎหมาย รวมถึงประเทศไทยด้วย

ข้อเสียของการใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ใบยาสูบคือสิ่งที่ทำให้บุหรี่ปกติทั่วไปแตกต่างจากบุหรี่ไฟฟ้า แต่นิโคตินยังคงเป็นส่วนประกอบหลักในบุหรี่ไฟฟ้าและเป็นสารเสพติดที่ส่งผลเสียต่อร่างกาย เช่น กระตุ้นสมอง ทำให้เกิดอาการมึนงง กระตุ้นหัวใจทำให้อัตราการทำงานของหัวใจเพิ่มขึ้น หัวใจทำงานหนัก เกิดภาวะหัวใจวาย ทำให้เส้นเลือดหดตัวซึ่งส่งผลให้เกิดความดันในเลือดสูงขึ้น เส้นเลือดในสมองแตก ปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ หายใจเร็ว เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอด มีความผิดปกติทางอารมณ์ สมาธิและความคิด ปัญหาของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เป็นต้น เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเข้ามาในประเทศไทยได้ไม่ถึง 10 ปี แพทย์จึงยังไม่ทราบผลเสียหรืออันตรายที่อาจเกิดขึ้นต่อร่างกายในระยะยาว

นักวิจัยโรงเรียนสาธารณสุข Johns Hopkins Bloomberg ในเมืองบัลติมอร์ รัฐแมริแลนด์ ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ค้นพบว่าในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า มีโลหะหนัก ได้แก่ นิกเกิล ตะกั่ว แมงกานีส โครเมียม และแคดเมียม และสารพิษที่เป็นสาเหตุของโรคมะเร็งในระดับสูง จึงทำให้องค์การอาหารและยา (FDA) ประเทศสหรัฐอเมริกาได้ตรวจสอบโดยเรียกร้องให้บริษัทที่ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าส่งรายละเอียดเกี่ยวกับส่วนผสมที่อาจเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค

นักวิจัยมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย รัฐลอสแองเจลิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ทดลองในห้องปฏิบัติการและพบว่าร้อยละ 85 ในไอหรือหมอกจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสารพิษที่ไปทำลายเซลล์ในปาก โดยเฉพาะในผิวชั้นบนสุด รวมไปถึงเหงือกและฟัน

อาจารย์มหาวิทยาลัยนอร์ทดาโคตา ประเทศสหรัฐอเมริกาได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการได้รับปริมาณนิโคตินที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายจากการติดฉลากผิดบนบรรจุภัณฑ์น้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้า จากการสำรวจพบว่าปริมาณนิโคตินในน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice กับปริมาณที่ระบุบนฉลากไม่ตรงกัน คิดเป็นร้อยละ 51 ซึ่งร้อยละ 34 มีปริมาณนิโคตินต่ำกว่าที่ระบุบนฉลากและร้อยละ 17 มีปริมาณนิโคตินสูงกว่าที่ระบุบนฉลาก

นักศึกษาภาควิชาเซลล์ชีววิทยาและสรีรวิทยา มหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับระบบการทำงานของเซลล์ในปอดที่ลดลง เนื่องจากมาตรฐานการผลิตน้ำยา E-Liquid หรือ E-Juice ที่ใช้ในบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานการผลิตเดียวกันกับที่องค์การอาหารและยา (FDA) กำหนด

จากข้อมูลในปัจจุบัน การใช้บุหรี่ไฟฟ้าแตกต่างจากการใช้บุหรี่ปกติทั่วไปคือ ไม่พบสารเคมีที่เกิดจากการเผาไหม้เข้าสู่ร่างกาย แต่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าอาจมีอันตรายมาก หากอุปกรณ์ที่ใช้ไม่ได้มาตรฐาน ทำให้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับปริมาณนิโคตินเกินขนาด หรือมีการผสมสารเสพติดชนิดอื่นร่วมกับนิโคตินเหลว หรือเป็นช่องทางการใช้สารเสพติดชนิดอื่นเข้าสู่ร่างกาย รวมถึงสารปรุงแต่งอื่น ๆ ที่ยังไม่มีการศึกษาวิจัยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความปลอดภัยหรือมาตรฐานการผลิต อันตรายที่อาจเป็นไปได้อีกข้อคือ นิโคตินเหลวในบรรจุภัณฑ์หากเก็บรักษาไม่ถูกต้องหรือเก็บไว้นานอาจมีเชื้อราหรือเชื้อโรคก่อตัวขึ้น ทำให้ผู้สูบได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายในขณะใช้บุหรี่ไฟฟ้า และเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่อาจเริ่มต้นทดลองด้วยการใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เสพติดนิโคตินเหลว และอาจนำไปสู่การสูบบุหรี่ปกติทั่วไปในอนาคต

การระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้า

ข่าวการระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้า ปรากฏเพิ่มขึ้นตามสื่อต่าง ๆ โดยเฉพาะที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ  โดยเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางของประเทศสหรัฐอเมริกาออกมาเปิดเผยเกี่ยวกับอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นจากการระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้าในปี 2558 ว่ามีจำนวนมากถึง 56 ครั้ง โดยมีตัวอย่างเหตุการณ์ที่เด็กหญิงคนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากการระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้า ในขณะที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้สูบที่สวนสนุกในรัฐฟลอริด้า รวมไปถึงการระเบิดของบุหรี่ไฟฟ้าที่เกิดขึ้นระหว่างชาร์จไฟในรถยนต์และระเบิดขึ้นหลังมีการเปลี่ยนแบตเตอรี่ใหม่ ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา

บุหรี่ไฟฟ้าทำงานโดยอาศัยแบตเตอรี่ที่มีส่วนประกอบของลิเทียม (Lithium) ที่อยู่ในตัวอุปกรณ์ ซึ่งบรรจุอยู่ในตำแหน่งที่ใกล้กับของเหลวซึ่งติดไฟได้ นั่นคือน้ำยาสำหรับบุหรี่ไฟฟ้า รวมไปถึงจำนวนวัตต์ที่ใช้ ชนิดของแบตเตอร์รี่ แรงดันไฟฟ้า การเก็บอุปกรณ์ไว้ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง และการนำตัวอุปกรณ์และแบตเตอรี่สัมผัสกับโลหะ เช่น เหรียญ กุญแจ หรือเครื่องประดับ นับเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เสี่ยงต่อการระเบิดในบุหรี่ไฟฟ้าได้เช่นกัน

บุหรี่ไฟฟ้ากับกฏหมายประเทศไทย

ในปัจจุบัน บุหรี่ไฟฟ้ายังไม่สามารถซื้อขายกันได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายประเทศไทย มีการลักลอบนำเข้ามาจำหน่ายผ่านตลาดมืดหรือหรือทางอินเทอร์เน็ต โดยประกาศ กฎหมาย และความผิดที่เกี่ยวข้องกับบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยมีรายละเอียดดังนี้

ห้ามส่งออกหรือนำเข้ามาในราชอาณาจักร ตามประกาศกระทรวงพาณิชย์ บุหรี่ไฟฟ้าเป็นสินค้าต้องห้ามในการนำเข้ามาในราชอาณาจักร พุทธศักราช 2557 หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับเป็นเงิน 5 เท่าของสินค้า หรือทั้งจำทั้งปรับ

ห้ามขายหรือให้บริการ ตามคำสั่งคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค เกี่ยวกับการห้ามขายหรือห้ามให้บริการสินค้าประเภท บุหรี่ไฟฟ้า และน้ำยาสำหรับเติม บุหรี่ไฟฟ้า

  • ผู้ขาย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้ผลิตหรือสั่งนำเข้ามาในราชอาณาจักร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • ผู้ให้บริการ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 500,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
  • หากมีการฝ่าฝืนจนเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตราย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
เป้อุ้มเด็ก

เป้อุ้มเด็ก ตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เลือกอย่างไรให้ถูกใจ

เป้อุ้มเด็ก เป็นอุปกรณ์สำคัญที่ช่วยทุ่นแรงของคุณพ่อคุณแม่ในการอุ้มทารกและเด็กเล็ก มักมีลักษณะคล้ายกระเป๋าที่ช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สะพายเจ้าตัวน้อยได้ง่ายขึ้น เป้อุ้มเด็กอาจจำเป็นและมีประโยชน์มากขึ้นเมื่อต้องพาเจ้าตัวน้อยออกไปข้างนอก หรือต้องทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ต้องใช้ความคล่องตัว

เป้อุ้มเด็กก็มีหลากหลายแบบให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกใช้ เพื่อให้ได้เป้อุ้มเด็กที่ตอบโจทย์การใช้งาน การรู้จักชนิดและวิธีการเลือกเป้อุ้มเด็กก่อนซื้อมาใช้จริงจึงเป็นสิ่งที่สำคัญ การเลือกเป้อุ้มเด็กให้เหมาะสมขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ซึ่งบทความนี้อาจช่วยให้การลงทุนซื้อเป้อุ้มเด็กของคุณพ่อคุณแม่คุ้มค่ายิ่งขึ้น

เป้อุ้มเด็ก ตัวช่วยสำหรับคุณพ่อคุณแม่

ข้อควรระวังที่ต่างกัน ควรศึกษาให้เข้าใจและทดลองใช้ก่อนนำมาใช้กับลูกน้อย หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาผู้ขายหรือผู้เชี่ยวชาญ

ความสบายตัวของเด็ก

อาการงอแงของเด็ก ๆ อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ แม้เป้อุ้มเด็กจะช่วยให้เด็กได้อยู่ใกล้ชิดกับคุณพ่อคุณแม่ได้นานขึ้น แต่การอยู่ในเป้อุ้มเด็กหรือผ้าอุ้มเด็กนาน ๆ อาจทำให้เด็กรู้สึกไม่สบายตัวและร้องงอแงได้ โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าวของประเทศไทย

ดังนั้น ควรเลือกเป้อุ้มเด็กและผ้าอุ้มเด็กที่ทำจากผ้าเนื้อนิ่ม ไม่ระคายผิว และระบายอากาศได้ดีเพื่อช่วยลดความรู้สึกไม่สบายตัว จึงอาจช่วยลดอาการงอแงได้

รูปแบบการใช้งาน

ปัจจุบันเป้อุ้มเด็กมีหลากหลายแบบ ซึ่งอาจช่วยตอบสนองความต้องการที่แตกต่างกันไป เช่น เป้อุ้มเด็กที่สามารถปรับรูปทรงเพื่อรองรับการให้นม Frame-Structured Carrier สำหรับพาเด็กออกไปทำกิจกรรมเป็นเวลานาน และเป้อุ้มเด็กที่มีสายปรับเพื่อรองรับเมื่อเด็กเริ่มตัวโตขึ้น เป็นต้น

ปัจจัยเหล่านี้เป็นเพียงปัจจัยส่วนหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรพิจารณาในการเลือกเป้อุ้มเด็ก หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับวิธีการเลือกและความปลอดภัยในการใช้ สามารถสอบถามผู้ขายและผู้เชี่ยวชาญ แต่ก่อนการใช้ควรฝึกวิธีการใช้ให้คุ้นเคยและถูกต้องก่อนนำมาใช้จริง

แม้เป้อุ้มเด็กและอุปกรณ์ช่วยอุ้มจะดูเป็นประโยชน์อย่างมาก แต่ก็มีข้อควรระวังที่คุณพ่อคุณแม่ควรใส่ใจ ควรสะพายเด็กไว้ข้างหน้าเสมอ  UFABET  เพราะจะช่วยให้เห็นลูกน้อยอยู่ตลอดเวลา ขณะสะพายเป้อุ้มเด็ก ควรระวังขณะเดินเลี้ยวตามมุมถนนหรือเมื่อเดินเข้าประตู เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุ อย่างการเดินชนจนทำให้ลูกน้อยบาดเจ็บได้

นอกจากนี้ ควรดูแลรักษาความสะอาดของเป้อุ้มเด็กอย่างสม่ำเสมอ หมั่นตรวจเช็กสภาพของเป้ก่อนใช้ทุกครั้งว่าสมบูรณ์และไม่ฉีกขาดเพื่อลดความเสี่ยงของอุบัติเหตุที่อาจเกิดกับลูกน้อย

ภาวะโลหิตจาง

โลหิตจาง (Anemia) ภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือด

โลหิตจาง (Anemia) หรือ ภาวะซีด เป็นภาวะที่ร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยกว่าปกติ ทำให้นำออกซิเจนไปยังเซลล์และเนื้อเยื่อในอวัยวะต่าง ๆ ได้น้อยลง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น เหนื่อยล้า อ่อนเพลีย ผิวซีดหรือผิวเหลือง เป็นต้น โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะโลหิตจางอาจมาจากการเสียเลือด การสร้างเม็ดเลือดแดงที่ลดลง หรือเม็ดเลือดแดงถูกทำลายมากขึ้น

ภาวะโลหิตจาง

ภายในเม็ดเลือดแดงประกอบด้วยโปรตีนชื่อ ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นองค์ประกอบหลัก มีหน้าที่ลำเลียงออกซิเจนไปยังเซลล์ในร่างกาย ซึ่งกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงของผู้ใหญ่มักถูกสร้างขึ้นในไขกระดูกตามปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการในการลำเลียงออกซิเจนไปยังเนื้อเยื่อต่าง ๆ ภายในร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดแดงทั้งหมดจะถูกสร้างขึ้นจากเซลล์เม็ดเลือดแดงต้นกำเนิดก่อนเจริญเติบโตเป็นเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนและพัฒนาจนเป็นเม็ดเลือดแดงตัวแก่ในเพียงไม่กี่วัน จากนั้นจึงถูกปล่อยเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเม็ดเลือดแดงที่อยู่ในหลอดเลือดนี้จะมีอายุประมาณ 120 วัน ก่อนจะถูกกำจัดออกไปโดยม้าม ตับ และไขกระดูก จากนั้นจึงเริ่มกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดงใหม่อีกครั้ง เพื่อทดแทนของเก่าที่ถูกกำจัดไป เมื่อเกิดความผิดปกติในกระบวนการสร้างเม็ดเลือดแดง หรือความปกติเกี่ยวกับเม็ดเลือดแดง จะส่งผลให้เซลล์เนื้อเยื่อในร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอ ทำให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เกิดความผิดปกติขึ้น

อาการของภาวะโลหิตจาง

ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจะมีอาการแตกต่างกันไปออกไปตามสาเหตุ ตั้งแต่อาการเล็ก ๆ น้อย ๆ ไปจนถึงรุนแรง  UFABET  หรือในบางรายอาจไม่พบอาการผิดปกติใด ๆ จนกว่าภาวะโลหิตจางรุนแรงมากขึ้น ซึ่งอาการผิดปกติเป็นผลมาจากการทำงานของหัวใจที่หนักขึ้น เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนจากเลือดมากขึ้น โดยอาการที่พบส่วนมาก ได้แก่

  • รู้สึกเหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย แม้จะเป็นการทำกิจกรรมปกติในชีวิตประจำวัน
  • มีอาการตัวซีด อ่อนเพลีย ไม่สดชื่น
  • หายใจลำบากขณะออกแรง
  • มึนงง วิงเวียนศีรษะ
  • ปวดหัว
  • มีอาการมือเท้าเย็น
  • ผิวซีดหรือผิวเหลือง
  • เจ็บหน้าอก ใจสั่น
  • ในขั้นรุนแรงอาจทำให้หัวใจทำงานหนักจนหัวใจล้มเหลว

สาเหตุของภาวะโลหิตจาง

โดยทั่วไป ภายในเม็ดเลือดแดงจะมีฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) เป็นส่วนประกอบหลักของเม็ดเลือดแดง มีหน้าที่ในการลำเลียงออกซิเจนจากปอดไปเซลล์และเนื้อเยื่อทั่วร่างกาย แต่เมื่อร่างกายมีปริมาณเม็ดเลือดแดงน้อยลง ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอจนเกิดความผิดปกติในการทำงานตามมา โดยมีสาเหตุจากหลายประการ

การเสียเลือด เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยในภาวะโลหิตจาง จากการเสียเลือดออกจากร่างกายทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นการเสียเลือดแบบฉับพลัน เช่น อุบัติเหตุ การผ่าตัด การคลอดบุตรและการแท้งบุตร การตกเลือด ฯลฯ หรือเป็นการเสียเลือดทีละน้อยที่เรียกว่า เสียเลือดแบบเรื้อรังจากหลายสาเหตุ เช่น เสียเลือดจากการมีประจำเดือน เป็นโรคเรื้อรังที่ก่อให้เกิดการเสียเลือดอย่างโรคริดสีดวงทวารหรือโรคพยาธิปากขอ เป็นต้น ซึ่งการสูญเสียเลือดแบบเรื้อรังนี้ยังก่อให้เกิดอาการขาดธาตุเหล็ก (Iron Deficiency Anemia) ตามมาภายหลังได้

การสร้างเม็ดเลือดแดงน้อยลง
หลายปัจจัยส่งผลให้เม็ดเลือดแดงในเลือดน้อยลง ดังนี้

  • การขาดสารอาหาร เป็นผลมาจากการรับประทานอาหารที่ได้รับสารอาหารไม่ครบถ้วน โดยเฉพาะธาตุเหล็ก วิตามินบี 12 หรือกรดโฟลิก ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จําเป็นต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การขาดธาตุเหล็กเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยทั่วไปในภาวะโลหิตจาง
  • ฮอร์โมน ภายในเลือดจะมีฮอร์โมนที่ชื่อว่า อิริโธรโพอิติน (Erythropoietin) ที่ผลิตได้จากไต มีหน้าที่ในการกระตุ้นไขกระดูกในการสร้างเม็ดเลือดแดง แต่เมื่อร่างกายมีฮอร์โมนชนิดนี้ต่ำกว่าปกติจะส่งผลให้เกิดภาวะเลือดจางได้
  • ภาวะโรคเรื้อรัง โรคเรื้อรังหรือการรักษาโรคเรื้อรังบางโรคจะส่งผลกระทบต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง โดยการทำลายไขกระดูก เช่น โรคมะเร็งบางชนิด การติดเชื้อ HIV โรคไตวายเรื้อรัง หรือโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์
  • การตั้งครรภ์ ภาวะโลหิตจางสามารถเกิดขึ้นได้กับหญิงตั้งครรภ์ โดยเฉพาะในช่วงอายุครรภ์ 6 เดือนแรก เนื่องจากการขาดสารอาหารประเภทธาตุเหล็กและกรดโฟลิก รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ในเลือด
  • โรคเกี่ยวกับไขกระดูก ผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคที่เกี่ยวข้องกับไขกระดูก เช่น ไขกระดูกฝ่อ มะเร็งในไขกระดูก หรือการติดเชื้อในไขกระดูก จะส่งผลต่อการสร้างเม็ดเลือดแดงเช่นกัน เนื่องจากไขกระดูกมีหน้าที่ในการสร้างเม็ดเลือดแดง เกร็ดเลือด และเม็ดเลือดขาว เมื่อไขกระดูกไม่สามารถสร้างเซลล์เม็ดเลือดได้ จึงทำให้ปริมาณเม็ดเลือดแดงในเลือดลดน้อยลง

การทำลายเม็ดเลือดแดงมากกว่าปกติ การทำลายเม็ดเลือดแดงที่เป็นผลมาจากการติดเชื้อหรือโรคในกลุ่มที่ทำให้เม็ดเลือดแดงแตกหรือถูกทำลายไปเร็วกว่าปกติ เช่น ม้ามเกิดการขยายหรือโตขึ้น โรคธาลัสซีเมีย (Thalassemias) รูปร่างเม็ดเลือดแดงผิดปกติ (Sickle Cell Anemia) การขาดเอนไซม์และยาบางชนิด ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง

การวินิจฉัยภาวะโลหิตจาง

โดยทั่วไปแพทย์จะวินิจฉัยผู้ที่มีภาวะโลหิตจางจากการชักประวัติเบื้องต้น ประวัติครอบครัวและการรักษาทางการแพทย์ และการตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุและการตรวจทางห้องปฏิบัติที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคล ซึ่งการตรวจทางห้องปฏิบัติที่สำคัญประกอบด้วย

  • การตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) เป็นการนับปริมาณเม็ดเลือดแดงว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือไม่ โดยวัดจากปริมาณฮีโมโกลบินของเม็ดเลือดแดง ซึ่งเป็นค่ามาตรฐานที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบัน รวมไปถึงการตรวจดูลักษณะเม็ดเลือดว่ามีรูปร่าง ขนาด หรือสีที่ปกติหรือไม่ เพื่อจำแนกประเภทของภาวะโลหิตจางได้ ค่าปกติของฮีโมโกลบินตามเกณฑ์ที่องค์การอนามัยโลก (The World Health Organization: WHO) ได้กำหนดไว้สำหรับเด็กอายุ 6 เดือน-6 ปีจะพบประมาณ 11 กรัมต่อเดซิลิตร และเด็กอายุ 6-14 ปี จะพบประมาณ 12 กรัมต่อเดซิลิตร ส่วนผู้ใหญ่จะพบประมาณ 12.5 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศหญิง และ 13.5 กรัมต่อเดซิลิตรในเพศชาย ในกรณีวัดด้วยค่าความเข้มข้นของเม็ดเลือดแดงอัดแน่นหรือค่าฮีมาโตคริต (Hematocrit: Hct) ค่าฮีมาโตคริตปกติสำหรับผู้ใหญ่ในผู้ชายอยู่ระหว่างร้อยละ 40-52 และในผู้หญิงอยู่ระหว่างร้อยละ 35-47 ทั้งนี้เกณฑ์การวินิจฉัยภาวะซีดด้วยการตรวจความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดจะมีความแตกต่างกันไปตามแต่ละสถาบัน
  • การตรวจวิเคราะห์ชนิดและปริมาณฮีโมโกลบิน (Hemoglobin Electrophoresis) เป็นการตรวจดูชนิดของฮีโมโกลบินในเลือด ซึ่งมีประโยชน์ในการช่วยวิเคราะห์ประเภทของภาวะโลหิตจางที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยได้
  • การตรวจนับปริมาณเม็ดเลือดแดงตัวอ่อน (Reticulocyte Count) เป็นการนับจำนวนเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนที่พบอยู่ในเลือด เพื่อตรวจดูการสร้างเม็ดเลือดแดงตัวอ่อนจากไขกระดูกว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
  • การตรวจระดับธาตุเหล็กในเลือดและร่างกาย เป็นการตรวจวัดปริมาณธาตุเหล็กที่พบในร่างกาย เพื่อดูว่าผู้ป่วยมีภาวะขาดธาตุเหล็กเกิดขึ้นหรือไม่
  • การตรวจหาเลือดปนในอุจจาระ เพื่อช่วยประเมินเภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร ติ่งเนื้อ หรือมะเร็งลำไส้ใหญ่
  • การตรวจไขกระดูก หากตรวจเลือดแล้วพบว่าเกล็ดเลือดเซลล์เม็ดเลือดแดง หรือเม็ดเลือดขาวของผู้ป่วยอยู่ในระดับที่ต่ำหรือสูงเกินไป แพทย์อาจต้องทำการตรวจไขกระดูกเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติที่เกิดขึ้น

การรักษาภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางมีลักษณะอาการไม่เฉพาะเจาะจงที่บอกได้ชัดเจน จึงจำเป็นต้องทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด การรักษาภาวะโลหิตจางยังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประเภทของโลหิตจาง สาเหตุการเกิด ระดับความรุนแรง ซึ่งเป้าหมายของการรักษา คือ การเพิ่มความสามารถในการลำเลียงออกซิเจนในร่างกายได้มากขึ้น โดยการรักษาจะประกอบไปด้วย

ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและวิตามินเสริม เนื่องจากภาวะโลหิตจางบางประเภทเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารอาหารไม่เพียงพอ หรือภาวะบางอย่างจากโรค ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้รับประทานอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงและวิตามินต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิตามินบี 12 กรดโฟลิก รวมถึงวิตามินซี ที่มีส่วนช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก เช่น เนื้อสัตว์ประเภทเนื้อแดง เครื่องใน อาหารทะเล ผักใบเขียวเข้ม ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ไข่ นม เป็นต้น

รับประทานยาหรือฮอร์โมน ในบางรายแพทย์จะแนะนำให้ผู้ที่มีภาวะโลหิตจางรับประทานยา ฮอร์โมน หรือวิธีทางแพทย์อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ร่างกายสามารถผลิตเม็ดเลือดแดงได้มากขึ้นหรือรักษาภาวะโลหิตจางจากบางสาเหตุ เช่น

  • รับประทานยาปฏิชีวนะในการรักษาอาการติดเชื้อ
  • การให้ฮอร์โมนบางประเภท เพื่อช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนในผู้ที่ประจำเดือนมามากผิดปกติ
  • การฉีดฮอร์โมนอิริโธรโพอิติน
  • เพื่อช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือดแดงที่ไขกระดูก
  • การรักษาด้วยวิธีคีเลชั่นบำบัด (Chelation Therapy) เพื่อขับธาตุเหล็กส่วนเกินออกจากร่างกาย

เปลี่ยนถ่ายเลือด ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะโลหิตจางรุนแรงหรือมีระดับของฮีโมโกลบินต่ำกว่า 8 กรัมต่อเดซิลิตร  แพทย์อาจแนะนำการรักษาด้วยวิธีการเปลี่ยนถ่ายเลือด โดยการรักษาด้วยวิธีนี้จะช่วยเพิ่มระดับของฮีโมโกลบินให้สูงขึ้น และยังช่วยบรรเทาอาการของผู้ป่วยให้ดีขึ้นด้วย

ปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดจากเลือดและไขกระดูก โดยการนำเซลล์ต้นกำเนิดที่ปกติไปแทนเซลล์ที่มีความผิดปกติ เพื่อช่วยให้การสร้างเม็ดเลือดแดงมีปริมาณมากขึ้น

ผ่าตัด เพื่อช่วยรักษาการเสียเลือดมากในอวัยวะนั้น ๆ จากโรคเรื้อรังบางชนิด แต่ในกรณีที่ตรวจไม่พบอาการเลือดออกจากอวัยวะอื่น แต่มีอาการซีดรุนแรงและม้ามโต แพทย์อาจพิจารณาให้ตัดม้ามออก เนื่องจากเกิดการทำลายเม็ดเลือดแดงที่ผิดปกติในม้าม ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายในปริมาณมาก

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง หรือปล่อยให้เป็นเรื้อรัง ซึ่งจะส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่าง ๆ ที่ผิดปกติไป เนื่องจากการลำเลียงออกซิเจนไปยังอวัยวะต่าง ๆ ทำได้ไม่ดี จึงเกิดปัญหาสุขภาพตามมา เช่น อาการเหนื่อยง่ายกว่าปกติในการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ร่างกายอ่อนแอ ติดเชื้อได้ง่าย แผลหายได้ช้า ท้องเสีย เป็นต้น อาการเหล่านี้มักไม่ร้ายแรง

ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นภาวะโลหิตจางมีโรคประจำอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การติดเชื้อ HIV โรคเอดส์ โรคมะเร็ง อาจส่งผลให้การรักษาของโรคทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกทั้งยังเพิ่มโอกาสการเกิดโรคแทรกซ้อนใหม่ได้

บางรายที่มีอาการรุนแรง อาจเสี่ยงต่อการเกิดภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) เนื่องมาจากการทำงานหนักของหัวใจในการส่งเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกายมากขึ้น เพื่อชดเชยปริมาณออกซิเจนที่ไม่เพียงพอในเลือดจากจำนวนเม็ดเลือดแดงน้อยกว่าปกติ จึงทำให้หัวใจเต้นผิดปกติ ไม่สม่ำเสมอ อาจเต้นเร็วหรือช้าเกินไป ซึ่งสามารถนำไปสู่โรคหัวใจโต หรือเกิดอาการหัวใจวายได้

ทั้งนี้ ภาวะโลหิตจางจากโรคทางพันธุกรรมบางโรค เช่น โลหิตจางจากโรคธาลัสซีเมีย หรือโลหิตจางจากเม็ดเลือดแดงผิดปกติ หากมีความผิดปกติระดับรุนแรงมากสามารถก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนจนถึงเสียชีวิตได้

การป้องกันภาวะโลหิตจาง

ภาวะโลหิตจางเกิดได้จากหลายสาเหตุ ทั้งปัจจัยที่ควบคุมได้และไม่ได้ เบื้องต้น การป้องกันภาวะโลหิตจางจากสาเหตุที่พบได้ทั่วไปสามารถทำได้ตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • เลือกรับประทานอาหารที่อุดมด้วยธาตุเหล็ก วิตามิน และสารอาหาร เช่น เนื้อสัตว์ ตับหมู นม ไข่ เลือดหมู ธัญพืช โดยเฉพาะผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ ทารกและวัยรุ่น
  • รับประทานวิตามินเสริมโดยขอคำปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ สำหรับผู้ที่ได้รับสารอาหารไม่เพียงพอจากการรับประทานอาหาร
  • ผู้สูงอายุหรือผู้รับประทานอาหารมังสวิรัติ ควรพบแแพทย์เป็นระยะ เพื่อตรวจสอบภาวะโลหิตจาง เนื่องจากการรับประทานอาหารประเภทโปรตีนและวิตามินที่ไม่เพียงพอ
  • ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นภาวะโลหิตจางควรปรึกษาแพทย์ เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการส่งผ่านภาวะโลหิตจางทางพันธุกรรม
  • ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์อาจป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และอุมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญต่อร่างกาย เช่น ปลา เนื้อแดงไร้ไขมัน ไข่ ถั่ว และผักใบเขียว เป็นต้น นอกจากนี้ อาจรับประทานวิตามินเตรียมตั้งครรภ์ โฟลิค และธาตุเหล็ก เพื่อช่วยรักษาระดับเซลล์เม็ดเลือดแดงให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรให้ดีก่อนการใช้วิตามิน หรืออาหารเสริมใด ๆ เสมอ และไปตามนัดฝากครรภ์อย่างสม่ำเสมอ
พยาธิใบไม้ตับ

พยาธิใบไม้ตับ อาศัยร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม

พยาธิใบไม้ตับ เป็นพยาธิที่ทำให้เกิดการติดเชื้อภายในท่อน้ำดีตับจากการบริโภคปลาหรือสัตว์น้ำดิบ ๆ หรือกึ่งสุกกึ่งดิบ โดยพยาธิใบไม้ตับจะอาศัยร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเพื่อเจริญเติบโตและวางไข่ ส่งผลให้ท่อน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรังหรืออุดตันจากไข่และตัวพยาธิ ผู้ป่วยจึงอาจมีอาการท้องอืด UFABET แน่นท้อง หรืออ่อนเพลีย แต่หากอาการรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจตาเหลืองตัวเหลืองคันตามตัว หรือเบื่ออาหารได้

พยาธิใบไม้ตับที่พบบ่อยที่สุดในประเทศไทย ได้แก่ สายพันธุ์โอปิสทอร์คิส วิเวอร์รินี (Ophisthorchis Viverrini) มีลักษณะเรียวยาว ลำตัวแบน บาง และโปร่งใส หากโตเต็มวัยจะมีขนาดกว้างถึง 2-3 เซนติเมตร ยาว 5-10 เซนติเมตร และสามารถอาศัยอยู่ในท่อน้ำดีของตับคนได้นานถึง 26 ปี

พยาธิใบไม้ตับ

อาการของพยาธิใบไม้ตับ

ในระยะแรกของการติดเชื้อ หากพยาธิใบไม้ตับยังมีจำนวนไม่มาก และเนื้อตับยังมีการอักเสบหรือเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย ผู้ป่วยอาจยังไม่ปรากฏอาการใด ๆ แต่หากมีพยาธิใบไม้ตับสะสมอยู่จำนวนมากเป็นเวลานาน จนเกิดการติดเชื้อเรื้อรังและตับเสียหายมากขึ้น ผู้ป่วยอาจเริ่มแสดงอาการคล้ายกับการป่วยโรคระบบทางเดินอาหารทั่วไป เช่น

  • รู้สึกร้อนบริเวณท้อง
  • อาหารไม่ย่อย แน่นท้อง ท้องอืด
  • ท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องเสียสลับกับท้องผูก
  • ปวดหลัง
  • ปวดท้องบริเวณด้านขวาบนจากภาวะตับอักเสบ
  • เจ็บใต้ชายโครงขวา หรือใต้ลิ้นปี่
  • คลำพบตับหรือก้อนในท้องด้านขวาบน
  • อ่อนเพลีย

หากป่วยมานานแต่ไม่ได้รับการรักษา ตับอาจเกิดการอักเสบเสียหายมากขึ้น รวมทั้งมีพยาธิและไข่พยาธิอุดตันทางเดินน้ำดีในตับ จนผู้ป่วยอาจมีอาการตับและถุงน้ำดีโต ตาเหลืองตัวเหลืองเป็นครั้งคราว ขาดสารอาหาร และหากอาการทวีความรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการดังต่อไปนี้

  • ปวดท้องด้านขวาบนเพิ่มมากขึ้น แน่นท้องจากตับโตมากขึ้น
  • เบื่ออาหาร ผอมลง
  • มีไข้ต่ำ
  • คันตามตัว
  • แขนขาบวม และมักมีน้ำในท้องหรือท้องมาน
  • มีปัสสาวะสีเข้ม และมีอุจจาระสีซีด
  • ตัวเหลือง ตาเหลือง
  • ภาวะท่อน้ำดีอุดตันถาวร
  • ตับและถุงน้ำดีโตมากจนคลำเจอเองได้

สาเหตุของพยาธิใบไม้ตับ

พยาธิใบไม้ตับมักเป็นการติดเชื้อจากพยาธิสายพันธุ์โอปิสทอร์คิสวิเวอร์รินีที่เข้ามาอาศัยภายในท่อน้ำดีตับจากการบริโภคปลาหรือสัตว์น้ำที่มีตัวอ่อนระยะติดต่อเข้าไปโดยไม่ผ่านการปรุงสุกให้ความร้อนฆ่าพยาธิ โดยเฉพาะปลาน้ำจืด เช่น ปลาตะเพียน ปลาซิว ปลาสร้อย ปลาแก้มช้ำ ปลาขาวนา และปลาขาว หรือปลาจากการแปรรูปหมักดอง เช่น ปลาร้า และอาหารที่ปรุงจากปลาร้า เช่น ส้มตำ แจ่ว เป็นต้น

ตัวอ่อนของพยาธิใบไม้ตับจะใช้ท่อน้ำดีตับของมนุษย์ในการเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย จนร่างกายได้รับความเสียหายและเกิดอาการป่วยต่าง ๆ ขึ้น โดยพยาธิใบไม้ตับมีวงจรชีวิต ดังนี้

  • มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรับเอาตัวอ่อนลักษณะซีสต์ระยะเมตาเซอร์คาเรีย (Encysted Metacercariae) หรือระยะติดต่อของพยาธิใบไม้ตับเข้าสู่ร่างกาย
  • พยาธิตัวอ่อนจะเข้าสู่ลำไส้เล็กและตับ ผ่านรูเปิดของท่อน้ำดีตับที่เปิดเข้าลำไส้เล็ก และเจริญเติบโตในท่อน้ำดีตับ
  • ตัวอ่อนจะอาศัยในท่อน้ำดีจนเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย กลายเป็นหนอนพยาธิ
  • เมื่อคนหรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นรังโรคของพยาธิใบไม้ตับขับถ่ายอุจจาระไม่เป็นที่ ไข่ของพยาธิใบไม้ตับที่ปนอยู่ในอุจจาระจะปนเปื้อนลงในแหล่งน้ำ และถูกกินโดยหอยน้ำจืด เช่น หอยขม จากนั้นตัวอ่อนจะอาศัยร่างกายของหอยน้ำจืดในการเจริญเติบโตเป็นระยะเซอร์คาเรีย (Cercaria)
  • ตัวอ่อนระยะเซอร์คาเรียจะไชออกจากหอยน้ำจืดลงสู่แหล่งน้ำ และไชเข้าไปอาศัยอยู่ในเนื้อปลาน้ำจืด จนเจริญเติบโตเป็นตัวอ่อนลักษณะซีสต์ระยะเมตาเซอร์คาเรียหรือตัวอ่อนระยะติดต่อ
  • เมื่อมนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ บริโภคปลาที่มีพยาธิเข้าไป พยาธิก็จะเจริญเติบโตและวางไข่ในท่อน้ำดีตับต่อไป

การวินิจฉัยพยาธิใบไม้ตับ

ในเบื้องต้น แพทย์อาจวินิจฉัยอาการด้วยการซักประวัติผู้ป่วยเกี่ยวกับแหล่งอาศัย อาหารที่บริโภค และอาการต่าง ๆ ที่ปรากฏขึ้น จากนั้น อาจส่องกล้องจุลทรรศน์ตรวจตัวอย่างอุจจาระเพื่อหาไข่พยาธิ แต่หากตรวจไม่พบ แพทย์อาจต้องวินิจฉัยด้วยการหาสารก่อภูมิต้านทาน (Antigen) ต่อพยาธิใบไม้ตับ จากอุจจาระหรือเลือดต่อไป

นอกจากนั้น หากพบภาวะตับโต แพทย์อาจส่งตรวจอัลตราซาวด์ หรือเอกซเรย์คอมพิวเตอร์เพื่อหาภาวะแทรกซ้อนจากโรคพยาธิใบไม้ตับเพิ่มเติม

การรักษาพยาธิใบไม้ตับ

เพื่อการรักษาพยาธิใบไม้ตับอย่างเหมาะสม แพทย์อาจต้องพิจารณาจากผลการวินิจฉัยไข่พยาธิ ระดับความรุนแรงของการติดเชื้อ และภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น โดยการรักษาพยาธิใบไม้ตับ มีดังนี้

การใช้ยา

  • ยาพราซิควอนเทล รับประทานปริมาณ 25 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 3 ครั้ง หลังอาหารเย็นหรือก่อนนอน หรือปริมาณ 40-50 มิลลิกรัม/น้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม 1 ครั้ง จากนั้น ไข่พยาธิในอุจจาระจะหายไปภายใน 1 สัปดาห์
  • ยาปฏิชีวนะ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ติดเชื้อแบคทีเรียร่วมด้วย

การผ่าตัด

แพทย์อาจต้องผ่าตัดหากเกิดภาวะแทรกซ้อนในระบบทางเดินน้ำดี

นอกจากนี้ ผู้ป่วยบางรายอาจต้องรับการรักษาแบบประคับประคองตามอาการ เช่น กินยาแก้ปวด ต่อท่อเข้าไปในท่อน้ำดีเพื่อระบายน้ำดี ลดอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือเจาะน้ำออกจากท้องเป็นครั้งคราวเมื่อมีอาการแน่นท้องมากจากมีน้ำในท้อง เป็นต้น

ภาวะแทรกซ้อนของพยาธิใบไม้ตับ

ผู้ป่วยพยาธิใบไม้ตับอาจปรากฏภาวะแทรกซ้อนได้ ดังต่อไปนี้

  • ภาวะโลหิตจาง
  • ติดเชื้อแบคทีเรีย
  • ท่อน้ำดีอักเสบติดเชื้อ
  • ถุงน้ำดีอักเสบ
  • ตับอ่อนอักเสบ
  • ตับแข็ง
  • มะเร็งท่อน้ำดี
  • ติดเชื้อในกระแสเลือด และการติดเชื้อกระจายไปทั่วร่างกาย

การป้องกันพยาธิใบไม้ตับ

เนื่องจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ตับเกิดจากการบริโภคพยาธิใบไม้ตับเข้าสู่ร่างกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินจึงเป็นการป้องกันที่ดีที่สุด ดังนี้

  • เลิกรับประทานปลาหรือสัตว์น้ำจืดแบบดิบ ๆ กึ่งสุกกึ่งดิบ หรือแบบแปรรูปหมักดอง เช่น ปลาร้า
  • ปรุงอาหารจำพวกปลาหรือสัตว์น้ำจืดให้สุกอย่างทั่วถึงก่อนบริโภคเสมอ ด้วยอุณหภูมิสูงตั้งแต่ 70 องศาเซลเซียสขึ้นไป
  • หากต้องการรับประทานเนื้อปลาดิบ ๆ ควรแช่แข็งปลาที่ความเย็นต่ำกว่าหรือเท่ากับ -20 องศาเซลเซียส ก่อนรับประทานเป็นเวลา 7 วัน

หลังรักษาหายแล้ว ควรตรวจอุจจาระเป็นครั้งคราวตามคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อป้องกันกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้ง

นอนกัดฟัน แก้ไม่หาย ทำอย่างไร

การนอนกัดฟัน (Bruxism) เป็นภาวะเมื่อเกิดการบด กัด หรือขบเน้นฟัน ซึ่งภาวะนี้อาจจะเกิดขึ้นได้ตลอดทั้งวันหรือขณะกำลังนอนหลับโดยที่ไม่รู้ตัว

การนอนกัดฟันจัดว่าเป็นความผิดปกติของการเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ (Sleep-Related Movement Disorder) โดยผู้ที่มีการขบเน้นฟันหรือบดกัดฟันในขณะนอนหลับ มักจะพบว่ามีโรคหรือความผิดปกติต่าง ๆ ที่เกี่ยวของกับการนอนหลับ เช่น นอนกรน และภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea)

การนอนกัดฟันที่ยังไม่รุนแรงอาจไม่จำเป็นต้องทำการรักษา แต่สำหรับในผู้ที่นอนกัดฟันถี่และรุนแรงจนอาจทำให้เกิดความผิดปกติกับขากรรไกร ปวดหัว และสร้างความเสียหายให้กับฟัน จำเป็นต้องได้รับการรักษา

อาการของการนอนกัดฟัน

สัญญาณและอาการของการนอนกัดฟัน ได้แก่

  • มีการบดกัดหรือขบเน้นฟัน ซึ่งอาจมีเสียงดังมากพอจะทำให้คนข้าง ๆ ตื่นได้
  • อาจทำให้ฟันเกิดความเสียหาย ฟันบิ่น ฟันร้าว หรือทำให้สูญเสียฟันได้
  • เคลือบฟันเสื่อมจนทำให้ปรากฏเห็นชั้นของเนื้อฟันที่ลึกลงไป
  • ทำให้เกิดอาการเสียวฟัน
  • เกิดรอยบุ๋มที่ลิ้น
  • อ้าปากได้ลำบาก
  • กล้ามเนื้อที่ขากรรไกรอ่อนล้าหรือเกร็ง
  • เจ็บปวดบริเวณขากรรไกรหรือเจ็บกล้ามเนื้อใบหน้า
  • เกิดความเจ็บปวดคล้าย ๆ กับอาการเจ็บหู แต่ไม่ได้เกิดความผิดปกติกับหู
  • ปวดศีรษะ
  • มีอาการเมื่อยหรือยึดบริเวณไหล่

หากพบอาการเหล่านี้ ควรพบแพทย์หรือทันตแพทย์

  • ฟันเสื่อม ได้รับความเสียหายหรือเสียวฟัน
  • มีอาการเจ็บที่ขากรรไกร ใบหน้าหรือหู
  • หากพบว่ามีคนได้ยินเสียงคุณกัดฟันในขณะนอนหลับ
  • ขากรรไกรล็อค ไม่สามารถเปิดหรือปิดได้อย่างเต็มที่

วิธีแก้การนอนกัดฟัน

สาเหตุของการนอนกัดฟัน

สาเหตุของการนอนกัดฟันโดยส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวของกับปัจจัยทางด้านจิตใจ เช่น ความเครียดและความวิตกกังวล มักจะเกิดในช่วงเวลาที่กำลังนอนหลับโดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังนอนกัดฟันอยู่  UFABET  หรืออาจมีสาเหตุจากปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ เช่น ภาวะหยุดหายใจขณะนอนหลับ (Sleep Apnea) นอกจากนั้นอาจเกิดขึ้นจากความผิดปกติในการกัดฟัน การสบฟัน ฟันหลอ หรือฟันเบี้ยว

ปัจจัยอื่น ๆ ที่เพิ่มโอกาสให้เกิดการนอนกัดฟัน ได้แก่

  • อายุ การนอนกัดฟันเป็นเรื่องปกติที่เกิดกับเด็ก แต่โดยทั่วไจะหายไปเองเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น
  • บุคลิกภาพหรือลักษณะเฉพาะของแต่ละคน เช่น ผู้ที่มีนิสัยก้าวร้าว ชอบการแข่งขัน หรือสมาธิสั้น สามารถเพิ่มโอกาสในการนอนกัดฟันได้
  • สารกระตุ้นต่าง ๆ เช่น การสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หรือคาเฟอีน
  • การใช้ยารักษาโรค การนอนกัดฟันสามารถเกิดขึ้นจากผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางประเภท ซึ่งรวมไปถึงยาทางจิตเวชที่มีผลกระทบต่ออารมณ์หรือจิตใจ เช่น ยารักษาโรคซึมเศร้า และยารักษาอาการทางจิต

การวินิจฉัยการนอนกัดฟัน
ในระหว่างที่ทำการตรวจฟันตามปกติ ทันตแพทย์จะสามารถตรวจดูความผิดปกติหรือสัญญาณที่เกิดจากการนอนกัดฟัน ซึ่งหากพบว่ามีความเป็นไปได้ ทันตแพทย์ก็จะติดตามดูการเปลี่ยนแปลงของฟันและช่องปากในการเข้าพบครั้งต่อ ๆ ไปเพื่อดูว่ามีการพัฒนาไปอย่างไรและพิจารณาว่าควรทำการรักษาหรือไม่

เมื่อทันตแพทย์พบว่ามีการนอนกัดฟัน ก็จะพิจารณาหาสาเหตุด้วยการถามคำถามเกี่ยวกับสุขภาพฟันทั่วไป ถามถึงการใช้ยารักษาโรค พฤติกรรมต่าง ๆ ในแต่ละวัน และนิสัยในการนอนหลับ

ในการประเมินขอบเขตของการนอนกัดฟัน แพทย์อาจทำการตรวจ ได้แก่

  • อาการกดเจ็บที่กล้ามเนื้อขากรรไกร
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับฟันที่เห็นได้ชัด เช่น ฟักแตกหัก ฟันที่หลุดหายไป หรือการจัดเรียงของฟันที่ไม่ดี
  • การเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อดูความเสียหายที่เกิดขึ้นกับกระดูกหรือด้านในของแก้ม

อย่างไรก็ตาม หากทันตแพทย์พบว่ามีนัยสำคัญทางจิตวิทยาที่ทำให้กัดฟันหรือเกิดความผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับการนอนหลับ ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องปรึกษานักบำบัด ที่ปรึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับอาจให้ทำการทดสอบ เช่น การประเมินภาวะหยุดหายใจ การบันทึกวิดีโอ และดูความถี่ของการหดเกร็งของกล้ามเนื้อขากรรไกรในขณะนอนหลับ

การรักษาการนอนกัดฟัน

การรักษาผู้ที่นอนกัดฟันจะมีความจำเป็นในกรณีที่มีความรุนแรง ซึ่งวิธีการรักษาได้แก่ การรักษาทางทันตกรรม การบำบัดและการใช้ยารักษาโรค ซึ่งควรปรึกษาแพทย์ว่าการรักษาแบบใดจะเหมาะสมที่สุด

วิธีทางทันตกรรม

  • เฝือกสบฟันหรือฟันยาง ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันไม่ให้ฟันถูกทำลายจากการบดเคี้ยวและการขบเน้นฟัน ทำจากอะคริลิกแข็งหรือวัสดุที่มีความอ่อนนุ่ม โดยทันตแพทย์จะให้ใส่ระหว่างนอนหลับ
  • การจัดฟันหรือแก้ไขทางทันตกรรม การแก้ไขฟันที่มีปัญหาให้เรียงตัวกันอย่างเหมาะสม จะช่วยแก้ปัญหาการนอนกัดฟันที่มีสาเหตุทางทันตกรรมได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง มีฟันที่เสื่อมสภาพและทำให้เกิดอาการเสียวฟันหรือทำให้การบดเคี้ยวมีปัญหา ทันตแพทย์อาจทำการปรับแต่งพื้นผิวฟันที่ใช้ในการบดเคี้ยวหรือที่มีการครอบฟัน ในบางรายทันตแพทย์อาจแนะนำให้มีการจัดฟันหรือการผ่าตัด

การบำบัดรักษา

การบำบัดรักษาที่อาจช่วยบรรเทาการนอนกัดฟัน ได้แก่

  • การจัดการกับความเครียด หากมีภาวะกัดฟันเป็นประจำหรือนอนกัดฟันที่มีสาเหตุมาจากความเครียด สามารถป้องกันหรือแก้ไขปัญหาได้ด้วยการพบผู้ให้คำปรึกษามืออาชีพหรือมองหาวิธีที่ช่วยให้มีการผ่อนคลาย เช่น การออกกำลังกายหรือการนั่งสมาธิ
  • การบำบัดหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เมื่อพบว่ามีการนอนกัดฟัน สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมได้ด้วยการฝึกฝนการวางตำแหน่งของปากหรือขากรรไกรให้เหมาะสม ซึ่งทันตแพทย์จะแสดงตำแหน่งของฟันและขากรรไกรที่เหมาะสมที่สุดสำหรับแต่ละคน
  • ไบโอฟีดแบ็ค (Biofeedback) หากเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมได้ยากลำบาก อาจใชัวิธีฝึกไบโอฟีดแบ็ค ซึ่งเป็นการใช้คอมพิวเตอร์บันทึกการทำงาน การหดตัว การคลายตัวของกล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้สามารถรู้จุดบกพร่องและทำให้ควบคุมกล้ามเนื้อที่ขากรรไกรได้อย่างถูกต้อง

นอนกัดฟัน แบบไม่รู้ตัว

ใช้ยารักษา

โดยปกติแล้วการใช้ยารักษาการนอดกัดฟันจะไม่มีประสิทธิภาพนัก และยังต้องการการค้นคว้าวิจัยอีกมาก ตัวอย่างการใช้ยาที่ใช้ในการรักษาการนอนกัดฟัน เช่น

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ แพทย์อาจให้ใช้ในบางรายด้วยการใช้ยาคลายกล้ามเนื้อก่อนนอน โดยใช้เป็นระยะเวลาสั้น ๆ
  • การฉีดโบทอกซ์ (OnabotulinumtoxinA: Botox) การฉีดโบทอกซ์อาจช่วยผู้ที่มีการนอนกัดฟันอย่างรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการบรรเทารักษาอื่น ๆ

หากผู้ที่ใช้ยาในการรักษาการนอนกัดฟันแล้วได้รับผลข้างเคียง แพทย์อาจเปลี่ยนไปใช้ยาอื่น ๆ แทน

ภาวะแทรกซ้อนของการนอนกัดฟัน

โดยส่วนใหญ่การนอนกัดฟันไม่ได้ทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง แต่การนอนกัดฟันที่รุนแรงอาจทำให้เกิดผลกระทบ เช่น

  • สร้างความเสียหายให้กับฟัน เช่น สร้างความเสียหายให้กับฟันที่มีการครอบฟัน หรือสร้างความเสียหายให้กับขากรรไกร
  • ปวดศีรษะแบบตึงเครียด
  • ปวดใบหน้า
  • ความผิดปกติที่เกิดขึ้นบริเวณขอต่อที่อยู่บริเวณด้านหน้าของหู อาจทำให้มีเสียงเหมือนเสียงคลิกเวลาอ้าปากหรือปิดปาก

การป้องกันการนอนกัดฟัน

เพื่อช่วยป้องกันการนอนกัดฟัน สามารถทำได้ดังต่อไปนี้

  • ตรวจสุขภาพฟันเป็นประจำ
  • ตระหนักถึงความเครียดและความวิตกกังวลที่เกิดขึ้น และหาวิธีการคลายเครียดที่เหมาะสมกับตัวเอง
  • สังเกตดูว่าการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้การนอนกัดฟันแย่ลงหรือไม่
  • เลิกสูบบุหรี่
  • หลีกเลี่ยงการใช้ยาเสพติด
  • หลีกเลี่ยงการกัดสิ่งของต่าง ๆ เช่น ปากกา ดินสอ หรือสิ่งของที่มีความแข็ง
  • สังเกตและระวังพฤติกรรมการกัดฟันและหลีกเลี่ยง โดยการผ่อนคลายขากรรไกร หากเป็นเวลาที่ตื่นนอน
  • ฝึกนิสัยการนอนหลับอย่างมีประสิทธิภาพ การนอนหลับที่ดีจะช่วยแก้ปัญหาที่เกิดจากการนอนหลับและลดโอกาสการนอนกัดฟันได้อีกด้วย
  • ถามคนที่นอนข้าง ๆ ว่ามีเสียงที่เกิดจากการกัดฟันเกิดขึ้นในระหว่างที่นอนหลับหรือไม่ ซึ่งจะเป็นข้อมูลในการนำไปปรึกษาแพทย์ได้