การรักษาไข้กระต่าย

โรคทูลารีเมีย หรือไข้กระต่าย เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า

(Tularemia) โรคทูลารีเมีย หรือ ไข้กระต่าย เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella Tularensis) มักส่งผลต่อผิวหนัง ตา ปอด และต่อมน้ำเหลือง โดยโรคนี้มักติดต่อกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะกระต่าย สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ นกหรือแกะ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว อีกทั้งสามารถแพร่จากสัตว์ไปสู่คนได้หลากหลายทาง เช่น สัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ถูกแมลงเห็บและเหลือบกวางกัด หรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการที่แตกต่างกันไปตามบริเวณที่มีการติดเชื้อ และแม้ว่าโรคนี้อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากตรวจพบความผิดปกติได้เร็วและรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยก็สามารถหายเป็นปกติได้

อาการของไข้กระต่าย

Tularemia มีระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักแสดงอาการออกมาภายใน 3-5 วัน ufabet24 หลังการติดเชื้อ ทั้งนี้ ลักษณะอาการที่ปรากฏอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของ Tularemia โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยนั้นติดเชื้อได้อย่างไรและเกิดการติดเชื้อที่บริเวณใด ดังนี้

Ulceroglandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดมีแผลที่ผิวหนังและต่อมน้ำเหลืองบวม

เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด มักติดเชื้อจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อหรือโดนสัตว์อย่างเห็บและเหลือบกวางกัด โดยอาจมีสัญญาณและอาการ เช่น แผลที่ผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อ อาการบวมและเจ็บที่ต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะบริเวณรักแร้และขาหนีบ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย เป็นต้น

Glandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดต่อมน้ำเหลืองบวม

มีอาการคล้ายไข้กระต่ายชนิดแผลที่ผิวหนังและต่อมน้ำเหลือง แต่ไม่มีแผลที่ผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งอาจติดเชื้อได้จากการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือตายแล้ว รวมถึงถูกเห็บหรือเหลือบกวางที่ติดเชื้อกัดอีกด้วย

Oculoglandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดตาอักเสบและต่อมน้ำเหลืองบวม

เป็นประเภทที่ส่งผลต่อดวงตา โดยอาจเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ติดเชื้อที่ตายแล้วนำมือมาเช็ดตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือให้สะอาด ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ระคายเคืองตา ตาอักเสบ ตาแดง ตาบวมและมีขี้ตา มีแผลที่ด้านในของเปลือกตา ตาไวต่อแสง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าใบหูบวม

Oropharyngeal Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดคอหอยส่วนบนอักเสบ

เป็นประเภทที่ส่งผลต่อปาก คอ และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บคอ แผลในปาก อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ ต่อมทอนซิลอักเสบ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวม

Pneumonic Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดปอดบวม

เป็นประเภทที่รุนแรงที่สุด ซึ่งเกิดจากการสูดดมฝุ่นหรือละอองที่มีเชื้อแบคทีเรียปะปนอยู่เข้าไป หรือ Tularemia ชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการรักษาแพร่กระจายไปสู่ปอด รวมถึงเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปสู่ปอด โดยอาจทำให้เกิดสัญญาณและอาการของโรคปอดบวมอย่างไอแห้ง เจ็บหน้าอก และหายใจลำบากได้

Typhoidal Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดไข้ไทฟอยด์

เป็นประเภทที่รุนแรงและพบได้ยาก โดยประเภทนี้จะรวมอาการทั่ว ๆ ไปของ Tularemia ซึ่งไม่มีตำแหน่งเฉพาะเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใดไว้ด้วยกันอย่างมีไข้ขึ้นสูง อ่อนเพลียอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องเสีย ม้ามโต ตับโต และปอดบวม

สาเหตุของไข้กระต่าย

Tularemia เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่โรคที่เกิดในคนและไม่พบการติดต่อจากคนไปสู่คนด้วยกันเอง แต่มักส่งผลต่อสัตว์อย่างกระต่าย สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ แกะ นก รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวอีกด้วย โดยโรคนี้สามารถพบได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีแนวโน้มในการติดเชื้อมากขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิสสามารถอาศัยอยู่ในดิน ในน้ำ หรือในสัตว์ที่ตายแล้วได้นานเป็นสัปดาห์ คนจึงอาจเสี่ยงต่อการรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้จากหลาย ๆ ทางดังต่อไปนี้

  • ถูกแมลงกัดโดยเฉพาะเห็บหรือเหลือบกวาง
  • สัมผัสกับผิวหนังหรือขนของสัตว์ที่ป่วยหรือตายแล้ว
  • สูดดมแบคทีเรียในอากาศที่มาจากดินในระหว่างการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างทำสวนหรือก่อสร้าง
  • รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำดื่มปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างอาหารที่ยังไม่สุกหรือน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัด

อย่างไรก็ตาม คนทุกวัยอาจป่วยเป็น Tularemia ได้ โดยคนบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แม็กซิโก ญี่ปุ่น และทวีปยุโรป ผู้ที่ชื่นชอบการล่าสัตว์หรือวางกับดัก ผู้ที่ทำสวนหรือจัดสวน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือประกอบอาชีพสัตวแพทย์ เป็นต้น

การวินิจฉัยไข้กระต่าย

Tularemia เป็นโรคที่พบได้น้อยและมีลักษณะอาการคล้ายกันกับโรคอื่น ๆ จึงทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและอาจทำให้แพทย์วินิจฉัยผิดพลาดได้ ผู้ป่วยจึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากถูกเห็บหรือเหลือบกวางกัด หรือเคยสัมผัสกับสัตว์ที่ตายแล้ว อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจซักประวัติทางการแพทย์และเก็บตัวอย่างเลือดหรือเสมหะ เพื่อนำไปกระตุ้นให้เชื้อเจริญเติบโตแล้วตรวจว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิสจริงหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้วิธีการเอกซเรย์เพิ่มเติม เพื่อตรวจดูสัญญาณของอาการปอดบวมอีกด้วย

การรักษาไข้กระต่าย

แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา Tularemia ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 10-21 วัน ขึ้นอยู่กับระยะของอาการป่วยของผู้ป่วยแต่ละคนและยาที่นำมาใช้ โดยมีรูปแบบยาทั้งยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดดำและยารับประทาน เช่น ยาสเตรปโตมัยซิน ยาเจนตามัยซิน ยาด็อกซีไซคลิน ยาไซโปรฟลอกซาซิน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างปอดบวมหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจต้องเข้ารับรักษาไปด้วย โดยทั่วไปหากผู้ป่วยเคยเป็น Tularemia มาแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรค แต่ในผู้ป่วยบางรายก็อาจกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งได้

ภาวะแทรกซ้อนของไข้กระต่าย

หากผู้ป่วย Tularemia ไม่เข้ารับการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยเฉพาะในผู้ป่วย Tularemia ชนิดปอดบวมและชนิดไข้ไทฟอยด์ อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น

เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เป็นอาการบวมและระคายเคืองบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจ โดยอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในระดับไม่รุนแรงอาจดีขึ้นโดยไม่ต้องรักษา แต่หากมีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นภาวะติดเชื้อบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังที่รุนแรงและบางครั้งก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ทำให้เกิดการอักเสบและบวมในบริเวณดังกล่าว และมีอาการอื่น ๆ ตามมาอย่างปวดศีรษะ คอแข็ง และมีไข้

ปอดบวม เป็นอาการปอดติดเชื้อและเกิดภาวะอักเสบที่อาจนำไปสู่ภาวะการหายใจล้มเหลว เนื่องจากออกซิเจนในปอดมีไม่เพียงพอ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ในปอดมีมากเกินไปหรือเกิดจากทั้ง 2 สาเหตุรวมกัน

นอกจากนี้ Tularemia ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระดูก ภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดหลังการติดเชื้อในกระแสเลือด ตับและม้ามโต ไตวาย หรืออวัยวะที่สำคัญส่วนอื่นล้มเหลวอีกด้วย

การป้องกัน ไข้กระต่าย

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่นำมาใช้ป้องกัน Tularemia อย่างเป็นทางการ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงอาจลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขอนามัยที่ดีด้วยการปรุงอาหารให้สุกก่อนการรับประทานทุกครั้ง หรือดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัยจากแหล่งน้ำที่ผ่านการบำบัดมาแล้ว
  • สวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวหนังอย่างเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว โดยอาจสอดขากางเกงเข้าไปในถุงเท้า รวมถึงสวมหมวกปีกกว้าง เพื่อป้องกันเห็บหรือยุงกัดที่ใบหน้าและคอ
  • สวมถุงมือก่อนการสัมผัสกับสัตว์โดยเฉพาะกระต่าย หนู กระรอก และสัตว์ประเภทใช้ฟันแทะอื่น ๆ หากใช้มือเปล่าสัมผัสกับสัตว์โดยตรงก็ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่น
  • สวมหน้ากากป้องกันหากต้องตัดหญ้า ขุดดินหรือถอนวัชพืช เพื่อลดความเสี่ยงในการสูดดมละอองที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่
  • กำจัดเห็บที่อาจติดอยู่ตามผิวหนังหรือเสื้อผ้าด้วยแหนบปลายแหลม
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม โดยผู้ใช้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุบนฉลากและใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ หลังการใช้ควรล้างออกตามข้อแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการตรวจตราหรือเข้าใกล้ซากสัตว์ที่ตายแล้ว อีกทั้งยังควรหมั่นตรวจดูและป้องกันเห็บหรือหมัดตามตัวสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าตนเองป่วยเป็น Tularemia รวมถึงมีไข้ แผลที่บริเวณผิวหนัง หรือต่อมน้ำเหลืองบวม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่ถูกเห็บกัดหรือสัมผัสกับสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มาก่อน

ข่าวเรื่องโรค “ไข้กระต่าย” หรือ “ทูลารีเมีย” (Tularemia) ทำให้สตรีวัย 37 ปี ซึ่งมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่อยู่แล้ว เสียชีวิต และตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย  Francisella tularensis  ในกระแสเลือดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 แต่เพิ่งจะมาเป็นข่าวออกทางสื่อต่างๆ ทั้งทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 คงจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เลี้ยงสัตว์ในตระกูลฟันแทะ เช่น กระต่าย กระรอก หนู อยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นร้อนว่าเชื้อนี้สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้โดยการพ่นให้ได้รับเชื้อทางการหายใจ แต่เนื่องจากโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะหลายชนิด จึงใคร่ทำความเข้าใจในด้านการควบคุมป้องกันโรคจากพาหะ (vector) ของโรคนี้ ซึ่งได้แก่ เห็บ หมัด ไร หรือแม้แต่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีเชื้อนี้อยู่

การติดเชื้อ Francisella tularensis มีหลายช่องทาง ที่สำคัญคือจากพาหะของโรคนี้ โดยคนหรือสัตว์ถูกพาหะที่มีเชื้อกัดเป็นอันดับแรกรองลงมาคือโดยการสัมผัสกับซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ นอกจากนั้นอาจติดเนื่องจากกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือโดยการหายใจเอาเชื้อเข้าไป

โรคทูลารีเมีย ไข้กระต่าย
โรคทูลารีเมีย

โรคใดก็ตามที่มีแมลงเป็นพาหะ การรักษาโดยการกำจัดเชื้อในคนหรือสัตว์ (host) เพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่ตัดวงจรหรือตัวการที่นำเชื้อโรคมาสู่คน / สัตว์ เนื่องจากพาหะเหล่านี้มีความทนทานอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความร้อนชื้น เช่น สภาพภูมิอากาศในประเทศเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการดูแลสัตว์เลี้ยงให้ปลอดจากพาหะ โดย

1. หมั่นตรวจว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้ มีเห็บ , หมัด ขึ้นตามตัวหรือไม่ และพยายามกำจัดออก โดยใช้หวีหรือแปรงสางออก แล้วทำลายเห็บ หมัด เหล่านั้นด้วยยากำจัดพยาธิภายนอกที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ เช่น ยาในกลุ่ม pyrethroid, permethrin ถ้าสัตว์นั้นมีขนยาวหนา ก็ตัดออกบ้างให้สั้นและบางลง
2. ในกระต่ายจะมีไรในผิวหนังซึ่งจะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบแดง ต้องตรวจโดยการขูดผิวหนังและนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และไรในหูซึ่งมองเห็นได้เมื่อมีจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นก้อนขี้หูพอกขึ้นมา และสัตว์จะเกาหูอย่างรุนแรงเนื่องจากการระคายเคือง มียาหยอดซึ่งรักษาให้หายได้ สำหรับกรณีนี้ต้องนำสัตว์ไปหาสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษา
3. หมั่นทำความสะอาดตัวสัตว์อย่างสม่ำเสมอโดยการอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำสบู่/น้ำยาฆ่าเชื้ออย่างอ่อนเช็ดตัวสัตว์
4. เจ้าของสัตว์ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งภายหลังสัมผัสตัวสัตว์ โดยเฉพาะก่อนหยิบอาหารรับประทาน
5. สวมผ้าปิดปากและจมูก ขณะที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ หรือการผ่านเข้าไปยังบริเวณที่มีการเลี้ยงสัตว์ตระกูลนี้อยู่จำนวนมาก เพื่อป้องกันการหายใจเอาเชื้อเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดใด ให้ยึดหลัก ปลอดภัยไว้ก่อน

กรณีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลฟันแทะ ทั้งหลาย หากแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูงติดต่อกัน เกิน 2 วัน ควรนำไปหาสัตวแพทย์ และเล่าประวัติ อาการโดยละเอียด เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยสัตว์อาจจะไม่ได้ป่วยด้วยโรคนี้ก็ได้ ที่สำคัญคือ สภาวะจิตใจของผู้เลี้ยงสัตว์ ควรเชื่อในข่าวสารจากแหล่งข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และอย่าตื่นตระหนกจนนึกว่าลูกมะพร้าวกำลังจะหล่นใส่ กลายเป็นกระต่ายตื่นตูม

เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”

ผู้ช่วยเยียวยาปัญหาสุขภาพจิต จิตแพทย์และนักจิตวิทยา

ความเครียดและ ความวิตกกังวล ต่อปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญ แต่บางครั้งการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ทรมานก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะรับมือโดยลำพัง การขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงเป็นทางเลือกที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอายแบบที่หลายคนเป็นกังวลแต่อย่างใด

ทำความรู้จักกับจิตแพทย์ และ นักจิตวิทยา

แม้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจะมีหน้าที่ ฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วย เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ทำงานต่างกัน โดยจิตแพทย์ คือ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวช มีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต ทำหน้าที่พิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือด การตรวจทางรังสีวิทยา เป็นต้น รวมทั้งทำการรักษา เช่น บำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม สั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้นสมอง และประเมินว่าผู้ป่วยต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลหรือไม่ เป็นต้น

ส่วนนักจิตวิทยา คือ ผู้ที่เรียนทางจิตวิทยาและได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิก มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือบำบัดผู้ป่วยด้วยการพูดคุย แต่นักจิตวิทยาจะไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้ โดยทั้งคู่มักทำงานร่วมกันเพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ นักจิตวิทยาอาจทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสามารถช่วยรับฟัง ให้คำปรึกษา และเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด ความวิตกกังวล ความสะเทือนใจจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ภาวะซึมเศร้า โรคกลัว ปัญหาในครอบครัวและปัญหาความสัมพันธ์ รวมทั้งช่วยบำบัดพฤติกรรมการใช้สารเสพติด รักษาโรคการกินผิดปกติ ปัญหาการนอนหลับ รวมไปถึงโรคทางจิตเวชทั้งหลาย เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคย้ำคิดย้ำทำ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เป็นต้น

การทำงานของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

เมื่อมีปัญหาสุขภาพกายใจใด ๆ ผู้ป่วยสามารถเริ่มต้นจากการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจในเบื้องต้น โดยจะมีแพทย์ทั่วไปเป็นผู้สอบถามอาการ ซักประวัติสุขภาพ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรค เนื่องจากอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากโรคทางจิตเสมอไป แต่อาจเป็นผลมาจากปัญหาเกี่ยวกับสมอง ระบบประสาท หรือระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้เช่นกัน หากพิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด และน่าจะเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตมากกว่า แพทย์จึงจะส่งตัวผู้ป่วยไปยังแผนกจิตเวช

เมื่อไปพบจิตแพทย์ ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพกายและสภาพจิตใจ โดยจิตแพทย์จะสอบถามอาการหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตและความคิดของผู้ป่วย และอาจสอบถามอาการจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัวของผู้ป่วยด้วย หลังประเมินและวินิจฉัยอาการแล้ว จิตแพทย์อาจให้ยาหรือแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดตามเหมาะสม เช่น การบำบัดโดยให้คำปรึกษา การพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด เป็นต้น ซึ่งจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องมาพบจิตแพทย์จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความคืบหน้าในการรักษา และความรุนแรงของอาการ หากผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคทางจิตที่รุนแรงหรือได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว จิตแพทย์อาจให้นักจิตวิทยาเป็นผู้ดูแลต่อไปจนกว่าผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพจิตที่ดีและใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยและญาติสามารถมั่นใจได้ว่าจิตแพทย์และนักจิตวิทยามีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรับมือและทำความเข้าใจผู้ป่วยแต่ละคนโดยใช้แนวคิดชีวจิตสังคม ซึ่งเป็นการนำประสบการณ์ในอดีตของผู้ป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว วัฒนธรรม สังคมรอบข้าง รวมถึงประวัติสุขภาพมาเป็นปัจจัยพิจารณาหาสาเหตุ อีกทั้งจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละด้านจะมีทักษะในการพูดคุยกับผู้ป่วยแต่ละวัยหรือแต่ละกลุ่มอาการด้วย เช่น นักจิตวิทยาเด็กจะรู้วิธีทำให้เด็กเชื่อใจหรือมีคำปรึกษาที่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนจิตแพทย์ที่รักษาผู้ใหญ่ก็จะรู้ว่าควรพูดคุยกับคนไข้ที่มีอาการประสาทหลอนหรือมีความผิดปกติทางความคิดอย่างไร เป็นต้น

เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”
เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”

สัญญาณอาการที่ควรไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

การไปพบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือน่าหวาดกลัวสำหรับผู้ป่วย เพราะสุขภาพจิตที่มีปัญหาควรได้รับการเยียวยารักษาเช่นเดียวกับสุขภาพร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิตถือเป็นอาการป่วยอย่างหนึ่งที่ควรไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล การเป็นโรคกลัว ภาวะซึมเศร้า หรือการป่วยด้วยโรคความผิดปกติทางจิตชนิดอื่น ๆ

หากมีความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง กังวลว่าตนอาจมีปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา หรือสังเกตได้ถึงอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันสุขภาพจิตย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

  • เคยมีภาวะซึมเศร้าในวัยเด็กหรือในช่วงวัยรุ่น
  • มีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ต้องเผชิญความหดหู่ ความวิตกกังวล หรือความเครียด
  • มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ เช่น กินมากหรือน้อยเกินไป ล้วงคอหลังจากกินอาหาร เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมผิดปกติอย่างรุนแรง เช่น ชอบใช้ความรุนแรง ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น
  • เป็นโรคที่เกิดจากความเครียดหรือความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ต่าง ๆ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจหรืออารมณ์ที่ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทางร่างกายทรุดลงไปด้วย
  • เป็นโรคจิตเภท

ซึ่งโรคทางจิตเวชนั้นมีหลายโรค เช่น กลุ่มโรคจิต (psychotic disorders) ได้แก่ โรคที่มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว ความคิดหลงผิด หรือพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่สมเหตุผล เป็นต้น กลุ่มโรคนี้ ผู้ป่วยไม่สามารถแยกแยะความจริงได้ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วยด้วยโรคทางจิตเวช ในขณะที่ผู้ป่วยด้วยกลุ่มโรคอื่น ๆ มักจะรู้ตัวว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม เช่น กลุ่มโรคทางอารมณ์ (mood disorders) ได้แก่ โรคซึมเศร้า (depressive disorders) คือ กลุ่มโรคที่มีอารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่ายเป็นส่วนใหญ่ของวัน อย่างต่อเนื่องเกือบทุกวันและนานติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการร่วมอื่น ๆ เช่น การกินและการนอนผิดปกติไป เหม่อลอย ท้อแท้ หมดหวัง ถ้ารุนแรงจะเสี่ยงต่อการคิดอยากตาย และโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorders) ufabet24 จะมีขั้วอารมณ์ครื้นเครง หรือหงุดหงิดมากกว่าปกติ และอาจสลับกับขั้วอารมณ์เศร้าได้ เป็นต้น และยังมีกลุ่มโรควิตกกังวล (anxiety disorders) ที่พบได้บ่อย โดยมีลักษณะของความกังวลใจหรือความกลัวมากเกินไป จนรบกวนชีวิตของตนเอง หรือกลัวจนคุมตัวเองไม่ได้ มีการคิดฟุ่งซ่านไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นและเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว ร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรืออาการทางร่างกาย เช่น ใจหวิวสั่น รู้สึกปั่นป่วน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โรคที่พบบ่อยในกลุ่มโรคนี้ เช่น โรควิตกกังวลไปทั่ว (generalized anxiety disorder) และโรคตื่นตระหนก หรือแพนิค (panic disorder)

การมีสุขภาพที่ดีเป็นหนึ่งในข้อสำคัญของชีวิตคนเรา ซึ่งไม่ได้ถึงร่างกายภายนอกเท่านั้น สุขภาพทางด้านจิตใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะหากเรามีสุขภาพจิตใจที่ดีแล้ว ย่อมส่งผลต่อภาวะอารมณ์ในการจัดการกับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างดี สำหรับวิธีการสร้างสุขภาพจิตที่ดีก็ทำได้ไม่ยาก เรามาดูกันค่ะว่ามีวิธีไหนบ้าง

  • ฝึกทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ฝึกเป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่ใจร้อน โกรธง่าย ไม่เอาจริงเอาจังกับทุกอย่างจนเกินไป ไม่หวั่นไหวง่าย ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง สังคมล้อมรอบเรา เปิดใจความรู้สึกของตนเอง และเข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่น รู้จักให้เวลาตนเอง และคนสำคัญในชีวิต ให้มีเวลา กิจกรรม ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • ดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เมื่อมีความเครียดทางจิตใจหรือมีปัญหา ควรหาโอกาสผ่อนคลาย ด้วยการทำงานอดิเรก ออกกำลังกายจะทำให้มีจิตใจที่สบายขึ้น
  • เรียนรู้วิธีเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง มุ่งเน้นจัดการความคิดในเชิงบวก ควรมีเวลาแต่ละวันในการทำสมาธิ เพื่อที่จะได้เข้าใจสภาวะจิตใจในแต่ละช่วงขณะ
หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากภาวะเจ็บป่วยที่ทำให้ระบบสั่งการของสมองสำหรับควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือการประสบอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยที่กระทบกระเทือนกับสมอง ไขสันหลัง กระดูกคอ และเส้นประสาทต่าง ๆ ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เส้นทางการส่งกระแสประสาทระหว่างสมองและกล้ามเนื้อขาดช่วง ส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตเป็นบางจุด เช่น บริเวณใบหน้า แขน ขา อาจเป็นอัมพาตครึ่งซีก หรืออาจเป็นอัมพาตทั้งร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอัมพาตมีโอกาสหายและอาการดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างถูกต้องเหมาะสม

ชนิดและอาการของอัมพาต

อัมพาตเฉพาะที่ มีอวัยวะบางส่วนที่เป็นอัมพาตและขยับเขยื้อนไม่ได้ เช่น ใบหน้า หรือมือ

อัมพาตทั่วร่างกาย เป็นอัมพาตในบริเวณกว้าง ส่งผลให้อวัยวะบางส่วนหรือหลายส่วนขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่

  • โมโนพลีเจีย (Monoplegia) เป็น แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • เฮมิพลีเจีย (Hemiplegia) เป็น แขน และขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือที่เรียกว่า อัมพาตครึ่งซีก
  • พาราพลีเจีย (Paraplegia) เป็น ขาทั้งสองข้าง หรือตั้งแต่บริเวณอุ้งเชิงกรานและช่วงล่างของลำตัวลงไปขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • ควอดริพลีเจีย เตตร้าพลีเจีย  (Tetraplegia  Quadriplegia)  เป็น แขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้

ทั้งนี้ อัมพาตยังแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตด้วย ได้แก่

  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก (Flaccid Paralysis) กล้ามเนื้อจะหดตัวและอ่อนแรง
  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้อเกร็ง (Spastic Paralysis) กล้ามเนื้อจะตึงและแข็ง ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเกิดตะคริวได้

หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแค่บางส่วน อาจควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่หากเป็นอัมพาตทั่วร่างกาย จะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นให้ขยับหรือเคลื่อนไหวได้เลย

ผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy) อัมพาต อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  ซึ่งมีใบหน้าบิดเบี้ยวจากกล้ามเนื้อบนใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกเพราะเกิดภาวะอักเสบที่ประสาทสมองเส้นที่ 7 หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะฟื้นตัวกลับมาและหายจากอาการอัมพาตบางส่วน หรือหายดีเป็นปกติได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจยากที่จะหายดีเป็นปกติ หรืออาจเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การรักษา และการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการอัมพาตด้วย

สาเหตุของอัมพาต

ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident หรือ Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก มีลักษณะการเกิด ดังนี้

  • Ischemic Stroke: เส้นเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตถูกลิ่มเลือดอุดตัน หรือเกิดจากหลอดเลือดตีบแคบลงจากไขมันเกาะฝังตัวที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้
  • เส้นเลือดในสมองแตก Hemorrhagic Stroke : ฉีกขาด หรือได้รับความเสียหาย ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว จะนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือด กระทบต่อสมรรถภาพในการควบคุมสั่งการกล้ามเนื้ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ทำให้อวัยวะไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวเป็นปกติได้

หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต
หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

อาจทำให้เกิดความเสียหายภายในสมองได้ เมื่อศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื้อเยื่อสมองอาจฉีกขาดหรือฟกช้ำจากการกระแทกระหว่างสมองกับกะโหลกศีรษะ จนสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดและเส้นประสาทในสมอง ความเสียหายมักเกิดขึ้นกับสมองซีกซ้ายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนส่งผลต่ออาการอัมพาตของร่างกายในซีกขวา และความเสียหายในสมองซีกขวาที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จะทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตบริเวณร่างกายซีกซ้าย อย่างไรก็ตาม อาการอัมพาตของร่างกายในแต่ละซีกนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับบาดเจ็บ

การได้รับบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง

ไขสันหลัง อาจเป็นส่วนหนึ่งของเส้นประสาทที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง ที่เชื่อมไปถึงกระดูกคอ มีหน้าที่ควบคุมระบบประสาทส่วนกลางซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมสัญญาณระหว่างสมองกับร่างกายในการรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้สมองสามารถสั่งการควบคุมการแสดงออก ปฏิกิริยา และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อไขสันหลังเกิดความเสียหาย เช่น กระดูกบริเวณคอ หรือกระดูกสันหลังบาดเจ็บจากแรงกระแทก อาจทำให้ไขสันหลังได้รับความเสียหายจนไม่สามารถส่งสัญญาณจากสมองไปยังกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป

มากกว่าการได้รับการกระทบกระเทือนจนสร้างความเสียหาย คือ การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังมักมีสาเหตุจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ  อุบัติเหตุรุนแรงที่อาจทำให้ไขสันหลังบาดเจ็บ ได้แก่ อุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ การหล่นจากที่สูง เป็นต้น ทั้งนี้ ลักษณะอาการอัมพาตนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บด้วย เช่น การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังส่วนกลางอาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดพาราพลีเจีย (ร่างกายส่วนล่างลำตัวลงมาเป็นอัมพาต) หรือการบาดเจ็บบริเวณกระดูกคออาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย (เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาทั้งสองข้าง)

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายซึ่งทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดการติดเชื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้สารมัยอีลิน (Myelin) ที่หุ้มอยู่รอบใยประสาทบริเวณไขสันหลังถูกทำลาย เมื่อปลอกประสาทนี้ถูกทำลาย ส่งผลรบกวนต่อการนำสัญญาณสื่อประสาทระหว่างสมองกับร่างกาย ทำให้เกิดอาการอัมพาตได้ในที่สุด

นอกจากนี้ สาเหตุของอาการอัมพาต ได้แก่

  • ส่วนโรคทางระบบประสาท ได้แก่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis)หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuron Disease) ซึ่งเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสื่อมหรือตายก่อนถึงอายุขัย อาจทำให้เกิดอัมพาตทั้งตัวได้
  • กลุ่มอาการจีบีเอส หรือ กิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome)  โรคที่ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ที่ระบบประสาทส่วนปลายเกิดการอักเสบติดเชื้อฉับพลัน
  • โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือโรคใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก (Bell’s Palsy) เส้นประสาทบริเวณใบหน้าซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเกิดการอักเสบ
  • โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) มีความผิดปกติทางสมองทำให้ร่างกายขยับหรือเคลื่อนไหวลำบากหรือผิดปกติ
  • กลุ่มอาการหลังจากโรคโปลิโอ (Post-Polio Syndrome)
  • เนื้องอกที่เส้นประสาท (Neurofibromatosis)
  • มะเร็งสมอง มะเร็งไขสันหลัง มักทำให้เกิดอาการอัมพาตครึ่งซีก
  • โรคไลม์ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อ แบคทีเรียจะไปทำลายเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการอัมพาตชั่วคราวบริเวณใบหน้า
  • พิการแต่กำเนิด เช่น สไปนา ไบฟิดา เป็นอาการพิการแต่กำเนิดบริเวณกระดูกสันหลังและระบบประสาท ทำให้ร่างกายอัมพาตบางส่วน หรืออัมพาตอย่างถาวร

การวินิจฉัยอัมพาต

หากแพทย์ตรวจร่างกายและทดสอบสมรรถภาพร่างกายแล้วพบว่าผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากแพทย์มีข้อสงสัย ต้องการวินิจฉัยหาสาเหตุ หรือตรวจหาบริเวณที่เป็นอัมพาตให้แน่ชัดขึ้น แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการ ดังนี้

  • การเอกซเรย์ (X-Ray) เป็นการฉายรังสีเอกซเรย์ผ่านร่างกาย เพื่อสร้างเป็นภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจ มีประโยชน์ในการวินิจฉัยความเสียหายบริเวณกระดูกสันหลังหรือกระดูกคอ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นวิธีการสร้างภาพถ่ายอวัยวะภายในจากการฉายรังสีเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะให้รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นจากการเอกซเรย์ธรรมดา มักใช้ตรวจหาความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณศีษะและไขสันหลังจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  • การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นวิธีการสร้างภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การใช้ MRI ช่วยให้แพทย์เห็นภาพความผิดปกติของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ประกอบการวินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณสมองและไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอกซเรย์ที่ได้จากการ X-Ray, CT Scan หรือ MRI มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจใช้ การฉีดสีเพื่อตรวจไขสันหลัง (Myelography) เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตรวจไขสันหลังด้วยการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นประสาทไขสันหลัง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography) ใช้เครื่องมือที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในกล้ามเนื้อและเส้นประสาทตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย แพทย์มักนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy)

การรักษาอัมพาต

หากมีอาการอัมพาต แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาตามสาเหตุ หรืออาการป่วยต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแบบถาวรนั้นจะไม่สามารถรักษาได้ เน้นการดูแลให้ผู้ป่วยปรับตัวใช้ชีวิตต่อไปได้

การรักษาประกอบด้วยวิธีการดังนี้

การผ่าตัด หรือการตัดอวัยวะ แพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไป ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของการป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาต

การทำกายภาพบำบัด เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยวิธีการและแบบแผนที่ถูกต้องเหมาะสมภายใต้การดูแลหรือคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูประสาทกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้ และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยต่อไปในอนาคตซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยอาจทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล หรือด้วยตนเองหลังกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด

การทำกิจกรรมบำบัด เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตนเองได้ ด้วยการฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการแต่งกาย การไปซื้อของ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ฝึกทำกิจกรรมตามขั้นตอน สอนวิธีลัดอื่น ๆ ที่ช่วยให้ทำกิจกรรมดังกล่าวได้สำเร็จ ปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้น หรือจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมต่าง ๆ

การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว ได้แก่

  • การใช้รถเข็น หรือที่เรียกว่า วีลแชร์
    • วีลแชร์ธรรมดา: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนแข็งแรง และเป็นอัมพาตตั้งแต่ส่วนล่างของลำตัวลงไป
    • วีลแชร์ไฟฟ้า: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนอ่อนแอ หรือเป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ซึ่งแขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • การใช้กายอุปกรณ์เสริม เป็นการสวมใส่อุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติกหรือโลหะ เพื่อช่วยชดเชยความอ่อนแอของกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นอัมพาต และช่วยในการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับมือ-ข้อมือ: จะทำให้ข้อมือช่วยบังคับการเคลื่อนไหวของนิ้วที่เป็นอัมพาต
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับเท้า-ข้อเท้า: อุปกรณ์จะช่วยในการเดิน ด้วยการบังคับการเคลื่อนไหวของเท้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตส่วนล่างลำตัวลงไปเพียงบางส่วน เช่น ขาข้างเดียว
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับประคองระดับข้อเข่า: อุปกรณ์จะช่วยประคองความมั่นคงของข้อเข่าและข้อเท้า แต่ท่อนขายังเคลื่อนไหวแกว่งตัวได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ที่แขนและขาทั้งสองข้างไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
  • การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นอัมพาตจากการถูกกระทบกระเทือนบริเวณไขสันหลัง ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะด้วย เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะอยู่บริเวณปลายของไขสันหลัง ผู้ป่วยไม่สามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงต้องใช้วิธีช่วยระบายของเสียออกจากร่างกาย ดังนี้
    • ฝึกควบคุมการขับถ่าย ช่วยขับของเสียออกจากลำไส้ด้วยการฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา
    • การสวนอุจจาระ เป็นการใช้ยาสวนเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อช่วยขับถ่ายอุจจาระ
    • การต่อสายท่อปัสสาวะ อาจทำได้ทั้งการต่อท่อเล็ก ๆ จากปลายท่อปัสสาวะบริเวณปลายอวัยวะเพศของผู้ป่วยเพื่อระบายปัสสาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือแพทย์อาจผ่าตัดเจาะต่ออุปกรณ์สายท่อจากกระเพาะปัสสาวะออกมาทางรูที่สร้างขึ้นบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย
    • การใส่ถุงอุจจาระ (Colostomy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณลำไส้แล้วต่อกับถุงอุจจาระโดยตรง แล้วถุงจะอยู่ติดกับผนังหน้าท้องด้านนอกของผู้ป่วย

การใช้ยารักษาอาการปวดประสาท (Neuropathic Pain) ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทในระยะยาว เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายไปก่อนหน้า ซึ่งอาการปวดประสาทที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดทั่วไปอย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่ต้องรักษาด้วยยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) และพรีกาบาลิน (Pregabalin) แต่ยาเหล่านี้ล้วนมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา ดังนั้น ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสมภายใต้คำสั่งแพทย์ เพื่อประสิทธิผลสูงสุดในการรักษา และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและเป็นอันตรายได้

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผู้ป่วยอัมพาตมักเผชิญกับปัญหากล้ามเนื้อชา เป็นตะคริว และหดเกร็ง ซึ่งรักษาได้โดยการใช้ยาเหล่านี้

  • ส่วนกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ บาโคลเฟน (Baclofen) ทิซานิดีน (Tizanidine) และแดนโทรลีน (Dantrolene) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคลายกังวลอย่างไดอะซีแปม (Diazepam) นอกจากในรายที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น
  • โบทูลินัม ท็อกซิน หรือโบท็อกซ์ จะถูกนำมาใช้หากรักษาด้วยยาคลายกล้ามเนื้อแล้วไม่ได้ผล โดยอาจฉีดเฉพาะบริเวณที่กล้ามเนื้อชา ยาจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนที่เกิดการชา และหดเกร็งตัว เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดและการฝึกยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
  • การให้ยาทางไขสันหลัง (Intrathecal Baclofen Therapy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณด้านหลังของผู้ป่วย โดยเจาะที่หลังตำแหน่งโพรงไขสันหลัง ใส่ท่อที่มียาบาโคลเฟนคลายกล้ามเนื้อจากเครื่องปั๊มยา เพื่อลดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

แก้ปัญหาอาการไอที่ลดลง

ผู้ป่วยอัมพาตอาจไอลำบาก ซึ่งการไอเป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดมูกเหนียวหรือเสมหะที่ติดค้างอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจได้สะดวก หากมีกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาต จะทำให้การไอเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนเสี่ยงต่อการสะสมของมูกเหนียวในปอด นำไปสู่การติดเชื้อในปอดได้

ดังนั้น เพื่อชดเชยความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำให้ไอได้ยากขึ้น ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ป่วยไอได้มากขึ้น เช่น

  • ขยับตัวลุกนั่งทุกวัน
  • พลิกตัวไปมาในขณะนอน
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะที่ข้นเหนียวเจือจางลง เอื้อต่อการไอได้ง่ายขึ้น
  • ไม่สูบบุหรี่ หรือไม่อยู่ใกล้คนสูบบุหรี่
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อป้องกันการป่วยที่จะทำให้เกิดมูกเสมหะสะสมในระบบทางเดินหายใจ

การใช้เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่วยบางรายที่กล้ามเนื้อบริเวณกะบังลมเป็นอัมพาต จะส่งผลให้หายใจเข้าออกลำบาก ผู้ป่วยจึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อช่วยควบคุมอากาศและแรงดันภายในปอด ซึ่งมี 2 ชนิด คือ

  • เครื่องจะสร้างภาวะสุญญากาศในปอด Negative Pressure Ventilator ทำให้ช่วงอกขยายออก แล้วให้อากาศไหลเข้าสู่ปอดเอง
  • เครื่องจะส่งออกซิเจนเข้าไปยังปอดโดยตรง Positive Pressure Ventilator เพื่อช่วยในการหายใจ โดยใช้ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมี 2 แบบ คือ ท่อที่ต้องผ่าตัดบริเวณคอ เพื่อต่อท่อเข้าไปในหลอดลม และท่อที่สอดเข้าไปทางปากหรือจมูก เพื่อส่งออกซิเจนเข้าไป

แม้อาการอัมพาตในผู้ป่วยบางรายจะรักษาให้หายขาดได้ยาก แต่ผู้ป่วยก็อยู่ร่วมกับอาการอัมพาตได้ ด้วยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อดูแลประคับประคองและอำนวยความสะดวกให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของอัมพาต

ภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Autonomic Dysreflexia) มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง (Tetraplegia หรือ Quadraplegia) เมื่อมีสิ่งเร้าไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งมีหน้าที่ควบคุมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายที่มีผลต่อการตอบสนองของร่างกาย อย่างระบบความดันโลหิต การย่อยอาหาร และการหายใจ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้า สัญญาณเตือนต่าง ๆ จะไม่สามารถส่งไปยังสมองของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตได้ เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง เมื่อสมองสั่งการไม่ได้ตามปกติ สุดท้ายระบบประสาทอัตโนมัติจะแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นช้าลง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกวิตกกังวล กระสับกระส่าย เหงื่อไหลออกมาก แน่นหน้าอก ขนลุก ความดันสูง หัวใจเต้นช้าลง (น้อยกว่า 60 ครั้ง/ นาที) ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น หากเกิดภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติแล้วผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การชักและมีเลือดออกในสมองจนถึงแก่ความตายได้

ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นตามมาหลังจากผู้ป่วยประสบเหตุให้เป็นอัมพาตกะทันหัน ทำให้เกิดความโศกเศร้าและทำใจยอมรับได้ยาก แต่หากผู้ป่วยปรับตัวปรับมุมมองได้ ก็จะผ่านพ้นขั้นความเศร้าโศกจนยอมรับความจริงและอยู่ร่วมกับอาการป่วยต่อไปได้

ทั้งนี้ ผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้ชิดควรดูแลและเฝ้าระวังสังเกตอาการของผู้ป่วย หากพบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะซึมเศร้า ควรหาวิธีให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยา และประคับประคองช่วยเหลือทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผู้ป่วยเรียนรู้และปรับตัวได้ในที่สุด

ปัญหาเพศสัมพันธ์และการเจริญพันธุ์ ufabet24 การเป็นอัมพาตอาจส่งผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่เสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจสามารถมีเพศสัมพันธ์และมีบุตรได้ ทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ และการใช้วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ในบางราย ผู้ป่วยเพศชายอาจเผชิญกับปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ไม่สามารถหลั่งอสุจิได้ หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ในขณะที่ผู้ป่วยเพศหญิง มักไม่ได้รับผลกระทบในด้านความสามารถในการเจริญพันธุ์ แม้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากประสบกับปัญหาความต้องการทางเพศที่ลดลง เพราะมีความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ผู้ป่วยหญิงบางรายก็ไม่มีสารหล่อลื่นบริเวณอวัยวะเพศหญิง แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่นที่ถูกต้องและปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ ในเพศชาย หากกระทบต่อการใช้ชีวตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว

การป้องกันการเกิดอัมพาต

อาการอัมพาตเกิดขึ้นหลังจากมีปัจจัยก่อนหน้า ฉะนั้น จึงไม่มีแนวทางการป้องกันที่แน่นอน อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตไปแล้ว ควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อไปในอนาคต ได้แก่

ผู้ป่วยอัมพาตที่ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ด้านการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับอักเสบและติดเชื้อในบริเวณนั้น เนื่องจากต้องนั่งหรือนอนในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนดังกล่าวได้ไม่สะดวก จนเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นได้รับความเสียหายหรือเนื้อเยื่อตาย ดังนั้น ผู้ป่วยควรเปลี่ยนตำแหน่งท่านั่งหรือนอนอยู่เสมอ เช่น ขยับตัวเปลี่ยนท่านอนประมาณ 20 ครั้งต่อคืน ผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นควรขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งอย่างน้อยทุก 15-30 นาที หากต้องนอนอยู่บนเตียงนาน ๆ ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

หากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลและบุคคลใกล้ชิด คนรอบข้างควรหมั่นสังเกตบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย หากผิวเกิดรอยแตก หรือมีแผลเปิดซึ่งเป็นแผลกดทับ ควรรีบรักษาหรือไปพบแพทย์

การมีสุขภาพดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ให้แขนขาอ่อนแรง และยังช่วยฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย โดยผู้ที่เป็นอัมพาตควรออกกำลังกายตามสมรรถภาพของตน เช่น การยกน้ำหนัก การขี่จักรยานมือ การเล่นกีฬาต่าง ๆ บนวีลแชร์

หากผู้ป่วยไม่ถนัดออกกำลังกาย หรือไม่ทราบวิธีการ ควรขอความช่วยเหลือจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งจะแนะนำการออกกำลังกายและการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัด (Functional Electrical Stimulation-FES) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นประสาทกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง

แก้ หน้าลอก เป็นขุย

ผิวลอก รักษาได้ถ้ารู้สาเหตุ ยังถือเป็นปัญหาผิวหนังที่ควรรักษา

ผิวลอก นอกจากจะสร้างความรำคาญใจและส่งผลต่อความสวยงามแล้ว ยังถือเป็นปัญหาผิวหนังที่ควรรักษา เพราะหากปล่อยไว้อาจเรื้อรังได้ ทั้งนี้ การรู้ถึงสาเหตุที่ทำให้ผิวลอกจะช่วยให้รักษาได้อย่างตรงจุดและหายเร็วยิ่งขึ้น

อาการผิวลอก คือภาวะที่ผิวหนังชั้นนอกสุดหรือหนังกำพร้าหลุดลอกออกมา ส่งผลให้ผิวหนังมีลักษณะแห้งแตก รวมทั้งอาจมีอาการแดงหรือคันร่วมด้วย ซึ่งอาการผิวลอกนี้เกิดขึ้นได้ทั่วร่างกาย และอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้

ผิวลอก เกิดจากอะไร ?

อาการผิวลอกเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่โดยทั่วไปมักเกิดจากผิวไหม้จากแสงแดด ผิวแห้ง การเกิดแผลตามผิวหนัง น้ำกัดเท้า หรือมีเล็บขบ นอกจากนี้ ผิวลอกอาจเกิดจากปัญหาผิวหนังต่อไปนี้

  • สาเหตุจากอาการภูมิแพ้ ได้แก่ โรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้ ปฏิกิริยาจากการแพ้หรือการใช้ยาบางชนิด
  • สาเหตุจากการอักเสบ ได้แก่ โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคเซบเดิร์ม (Seborrheic Dermatitis) โรคผื่นแพ้สัมผัส ผื่นผ้าอ้อม เป็นต้น
  • สาเหตุจากการติดเชื้อ เช่น โรคกลาก
  • สาเหตุจากภาวะภูมิคุ้มกันผิดปกติ ได้แก่ โรคสะเก็ดเงิน โรคไลเคนพลานัส  (Lichen Planus)

ทั้งนี้ โรคผิวหนังที่เกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ก็อาจทำให้ผิวลอกได้ เช่น โรคผื่นกุหลาบ ซึ่งเป็นโรคผิวหนังที่ยังไม่พบสาเหตุแน่ชัด หรือโรคแอกทินิกเคอราโทซิส (Actinic Keratosis: AK) ซึ่งเป็นภาวะที่อาจกลายไปเป็นมะเร็งผิวหนัง มีสาเหตุมาจากการถูกแดดมากเกินไป หรือโรคดักแด้ อันเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้ผิวหนังแห้งและหลุดลอกออกมา

นอกจากนี้ โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบอื่น ๆ ในร่างกายบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อระบบผิวหนังจนเกิดการหลุดลอกได้เช่นกัน เช่น ภาวะฮอร์โมนพาราไทรอยด์ตํ่า (Hypoparathyroidism) โรคผิวหนังและกล้ามเนื้ออักเสบ ภาวะผื่นผิวหนังอักเสบจากการคั่งของเลือดที่บริเวณขา ภาวะท็อกซิกช็อกซินโดรม (Toxic Shock Syndrome: TSS) และโรคคาวาซากิ (Kawasaki Disease) ซึ่งพบได้น้อยมาก เป็นต้น

แก้ หน้าลอก เป็นขุย
แก้ หน้าลอก เป็นขุย

ผิวลอกรักษาได้อย่างไร ?

การรักษาอาการผิวลอกนั้นขึ้นอยู่กับสาเหตุและความรุนแรง ซึ่งส่วนใหญ่การใช้ครีมบำรุงผิวจะช่วยแก้ปัญหาได้ในเบื้องต้น แต่หากเกิดจากอาการแพ้และไม่รุนแรงมากนัก การหลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นการแพ้จะช่วยให้อาการดีขึ้นได้ ทั้งนี้ หากไม่แน่ใจว่าแพ้สารชนิดใด ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจอย่างละเอียด

อาการผิวลอกที่เกิดจากโรคเกี่ยวกับผิวหนังชนิดอื่น ๆ แพทย์อาจให้ใช้ยาทา แต่หากมีสาเหตุมาจากโรคในระบบอื่น ๆ ของร่างกาย อาจต้องใช้ยารับประทานควบคู่กันไปด้วย ซึ่งการรักษาในระดับที่เจาะจงมากขึ้นนั้นจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านผิวหนังเท่านั้น เพื่อความปลอดภัย

ในกรณีที่มีอาการผิวลอกร่วมกับผิวแห้ง ผู้ป่วยต้องรักษาอาการผิวแห้งควบคู่กันไปด้วย เพื่อช่วยให้อาการทุเลาเร็วขึ้น โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของกรดแลคติกหรือครีมที่มีทั้งกรดแลคติกและสารยูเรีย เพื่อช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง แต่หากผิวแห้งมาก ๆ จนทำให้ผิวแตกเป็นแผล แพทย์อาจทำแผลและปิดแผลไว้ เพื่อป้องกันการติดเชื้อ

เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ ?

ส่วนใหญ่แล้วอาการผิวลอกมีสาเหตุมาจากโรคผิวหนังที่ไม่รุนแรงมากนัก และไม่จำเป็นต้องรักษาอย่างเร่งด่วน มีเพียงบางกรณีเท่านั้นที่รุนแรง ซึ่งพบได้น้อยมาก อย่างไรก็ตาม หากใช้วิธีบรรเทาอาการผิวลอกและผิวแห้งด้วยตัวเองแล้วยังไม่ดีขึ้นหรือมีอาการไม่พึงประสงค์อื่น ๆ ควรรีบไปพบแพทย์ผิวหนัง เนื่องจากอาการผิวลอกอาจเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่รุนแรงได้ ผู้ป่วยควรหมั่นสังเกตความผิดปกติของตนเอง หากมีอาการต่อไปนี้ร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

  • อาการแพ้อย่างรุนแรง เช่น ลมพิษ มีอาการบวมตามร่างกายอย่างรุนแรง หายใจลำบาก หรือคันตามผิวหนัง
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • มีไข้สูง
  • มีแผลพุพองเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลันและรุนแรง

การป้องกันอาการผิวลอก

อาการผิวลอกไม่อาจป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์ แต่สามารถลดความเสี่ยงได้โดยการหลีกเลี่ยงการสัมผัสสารเคมีหรือสารก่อภูมิแพ้ต่าง ๆ รวมทั้งเชื้อโรคที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อบริเวณผิวหนัง ที่สำคัญควรรักษาความสะอาดของร่างกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อช่วยลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อที่ผิวหนัง ทั้งนี้ หากเป็นคนที่มีผิวแห้งอยู่แล้ว ควรทาโลชั่นเพื่อคงความชุ่มชื้นของผิวหนังเป็นประจำ รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอาบน้ำและสระผมด้วยน้ำอุ่น เพราะจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและส่งผลให้ผิวลอกได้

หลาย ๆ คนประสบกับปัญหาผิวแห้งโดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่ช่วงฤดูหนาวอาจทำให้คุณและลูกน้อยมีผิวแห้งมากกว่าภาวะปกติ ผิวแห้งอาจเป็นจุดเริ่มต้นทำให้เกิดโรคผิวหนังอื่น ๆ ตามมาได้

ผิวแห้งเกิดจากอะไร?

ผิวแห้งเกิดจากการที่มีน้ำในผิวหนังชั้นหนังกำพร้าลดลง โดยปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดภาวะผิวแห้ง ได้แก่ เพศ อายุที่มากขึ้น โรคผิวหนัง พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น การอาบน้ำร้อน อากาศที่แห้งและเย็น เป็นต้น

ผิวแห้งมีอาการอย่างไร?

ผู้ที่มีผิวแห้งจะมีผิวหนังที่แห้งกร้าน มองเห็นร่องของผิว ในรายที่มีอาการมากผิวหนังอาจมีอาการแดงลอกเป็นขุย แตกลาย โดยมักพบบริเวณ แขน ขา และมือ นอกจากนี้ยังมีอาการแสบคัน การเกาอาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังได้อีกด้วย

วิธีการรักษา

วิธีรักษาเบื้องต้นคือ ควรอาบน้ำในอุณหภูมิปกติ ไม่อาบน้ำหรือแช่น้ำนาน ๆ ทาโลชั่นบำรุงผิวหลังอาบน้ำในตอนเช้าและตอนเย็น โดยควรทาโลชั่นภายหลังการอาบน้ำและเช็ดตัวหมาด ๆ  ทันที หรือถ้าระหว่างวันรู้สึกว่าผิวแห้งก็สามารถทาโลชั่นเพิ่มได้ตลอด ควรเลือกใช้โลชั่นที่มีคุณสมบัติเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวหนัง ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม สารกันเสียหรือมีสีเจือปนอยู่ เพราะอาจจะก่อให้เกิดอาการระคายเคืองกับผิวได้

ในกรณีที่มีผิวแห้งมากจนเกิดอาการแสบคัน แตก ลอกเป็นขุยหรือมีการอักเสบของผิวเกิดขึ้น ควรไปพบแพทย์เนื่องจากอาจจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาสเตียรอยด์เพื่อลดการอักเสบของผิวหนังและยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาภาวะติดเชื้อของผิวหนัง

ควรเลือกใช้สบู่อะไรเมื่อมีปัญหาผิวแห้ง?

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์ที่ผลิตขึ้นมาทดแทนสบู่เรียกว่า “syndet” สามารถทำความสะอาดผิวหนังได้เหมือนสบู่แต่เกิดอาการระคายเคืองและทำให้ผิวแห้งน้อยกว่า โดยแนะนำให้ใช้ syndet รูปแบบน้ำที่มีค่า pH น้อยกว่า 7 ไม่ใส่สีหรือสารกันเสีย และปราศจากน้ำหอม

เราสามารถป้องกันภาวะผิวแห้งได้อย่างไร?

เราสามารถป้องกันภาวะผิวแห้งได้โดยการหลีกเลี่ยงการอาบน้ำอุ่น  ufabet24 หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำหอมและสารกันเสีย และหลีกเลี่ยงการอยู่ในบริเวณที่มีอากาศแห้งและเย็น ถ้าไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ก็ควรทาโลชั่นเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวหนังอย่างสม่ำเสมอ

อาการผิวแห้งมากเป็นอย่างไร

1. เสื้อผ้าปกปิด

เพราะผิวนั้นเป็นด่านแรกที่ต้องเจอกับสภาพแวดล้อมทั้งดีและร้ายในแต่ละวัน ดังนั้น ขณะที่ผิวยังเกิดอาการแห้งแตก แดงคันอยู่ ให้ปรับเสื้อผ้ามาเป็นโล่กำบังผิว เพื่อไม่ให้อากาศโดยรอบแย่งน้ำออกจากผิว เลี่ยงการสวมใส่เสื้อผ้าที่เปิดเผยผิวมากจนเกินไปในช่วงที่มีอาการ และควรมองหาเนื้อผ้าที่ทำมาจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย หรือคอตตอนแทน เพราะผ้าเหล่านี้ไม่มีสารเคมีที่ทำให้ผิวได้รับการระคายเคืองเพิ่มเติม

2. ครีมบำรุงที่ตรงจุด

ช่วงที่ผิวแห้งมากสิ่งสำคัญที่สุดคือการทาครีมบำรุงผิว หรือมอยเจอร์ไรเซอร์เพื่อเติมน้ำให้ผิวและเคลือบกักเก็บความชุ่มชื้นเป็นประจำทุกเช้าและเย็น ควรเลือกครีมบำรุงที่มีส่วนผสมเข้มข้นและซึมซาบได้ดี เช่น เซรั่ม ที่มีเนื้อบางเบาแต่ได้สารสกัดที่เข้มข้น สามารถเข้าช่วยปลอบผิวได้อย่างตรงจุด และสำหรับผิวหน้าที่แห้งมากขอแนะนำ เซรั่มบำรุงผิวหน้า ONE สูตรมอยเจอร์ไรเซอร์ ที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น พร้อมฟื้นฟูผิวที่อ่อนล้าให้กลับมามีผิวสวย อวบอิ่ม นุ่มเด้ง ฉ่ำน้ำได้

3. กันแดดอย่าให้ขาด

อีกหนึ่งตัวช่วยอย่างผลิตภัณฑ์กันแดด ก็สามารถเปลี่ยนผิวที่แห้งให้กลับมาเป็นผิวชุ่มชื้นได้ เพราะรังสียูวีในแสงแดดเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำร้ายคอลลาเจน ซึ่งทำหน้าที่เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวเสื่อมสภาพลง ดังนั้น อย่าลืมใช้กันแดดปกป้องผิวจากอันตรายของรังสียูวี ขอแนะนำ เซรั่มกันแดด กลูตา – ออเร้นจ์ เซรั่มเนื้อน้ำนมบางเบา ปกป้องผิวและพร้อมบำรุงจากสารสกัดส้มสีแดง กลูตาไธโอนและพืชธรรมชาติ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและปรับผิวให้ดูกระจ่างใสขึ้นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

4. อาหารเสริมเติมความชุ่มชื้น

สุดท้ายอย่าลืมดูแลตัวเองจากภายใน ดื่มน้ำสะอาดให้พอดีกับร่างกายในแต่ละวัน เสริมด้วยอาหารที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ไม่ว่าจะเป็นแตงกวา มะเขือเทศ แตงโม แซลมอน หรือมองหาอาหารเสริมจำพวกวิตามินเอ วิตามินอี หรือน้ำมันปลา ก็สามารถช่วยเสริมกระบวนการทำงานของร่างกายและผิวพรรณให้กลับมามีประสิทธิภาพ ผลิตความชุ่มชื้นให้ผิวได้เหมือนเดิม

วิธีการเลือกอาหารเสริมบํารุงผิว

ในปัจจุบันอาหารเสริมบำรุงผิวเป็นที่นิยมอย่างมาก เราจึงเห็นได้ว่าในท้องตลาดนั้นมีออกมาวางขายมากมายหลายสูตร และมีประเภทที่แตกต่างกันไป ซึ่งการเลือกประเภทให้เหมาะสม เราจะต้องพิจารณาจากสิ่งเหล่านี้

โดยส่วนใหญ่แล้ว เราจะเห็นอาหารเสริมที่มาในรูปแบบผง เม็ด และแคปซูล ซึ่งเราสามารถเลือกได้ตามใจชอบ โดยคำนึงถึงความสะดวกในการรับประทานเป็นหลัก หากใครที่ไม่ต้องการความยุ่งยาก แนะนำให้เลือกแบบเม็ด เพราะสามารถพกพาได้สะดวก และรับประทานได้ง่ายเพียงแค่ดื่มน้ำตาม แถมยังไม่มีกลิ่นและรสชาติอีกด้วย แต่ถ้าหากรู้สึกลำบากในการทานยาเม็ดก็แนะนำให้มองหาแบบแคปซูลนิ่ม เพราะจะมีลักษณะที่ลื่นและไหลลงคอได้ดีกว่า

ส่วนอาหารเสริมแบบผงมักจะเจอในประเภทคอลลาเจนและวิตามิน C ซึ่งจะต้องผสมกับน้ำเปล่าหรือน้ำผลไม้ก่อนดื่ม ช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับประทานได้ดีและช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้อย่างรวดเร็ว แต่บางยี่ห้อก็อาจเจอปัญหาของกลิ่นและรสชาติที่ทำให้เรารู้สึกว่าดื่มยากไปหน่อย นอกจากนี้ อาหารเสริมแบบผงยังดูดความชื้นได้ง่าย จึงต้องเก็บรักษาในภาชนะที่ปิดมิดชิด

เลือกอาหารเสริมบํารุงผิว ตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ

ปัญหาผิวที่แต่ละคนเจอมีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาผิวหมองคล้ำ, ริ้วรอย, ผิวที่ไม่เรียบเนียนและปัญหาสิว เป็นต้น ดังนั้น เราจึงต้องเลือกอาหารเสริมที่สามารถตอบโจทย์ปัญหาผิวของเราได้อย่างตรงจุด

สรรพคุณบัวหิมะ ประโยชน์ของบัวหิมะ

บัวหิมะดีต่อสุขภาพจริงหรือ บัวหิมะที่คนไทยนิยมเรียกกันนั้นยังหมายถึงผลิตภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่บัวหิมะด้วย

โดยพืชและผลิตภัณฑ์ในประเทศไทยที่หลายคนเรียกว่า บัวหิมะ นั้น จำแนกออกเป็น 4 อย่าง ได้แก่

  • ดอกบัวหิมะ (Snow Lotus/Saussurea Involucrata) กลีบดอกมีลักษณะคล้ายกลีบบัว ขึ้นได้ดีในที่สูงประมาณ 2,500 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป มักนำมาใช้ต้านอาการอักเสบ อีกทั้งยังเชื่อว่าช่วยบำรุงหัวใจและขับสารพิษออกจากร่างกาย
  • ผลบัวหิมะ (Yacon/Smallanthus Sonchifolius) รูปร่างพืชชนิดนี้คล้ายหัวมันเทศ เมื่อกล่าวถึงบัวหิมะชนิดนี้จะหมายถึงส่วนของผล หัว หรือราก โดยหลายคนเชื่อว่าการรับประทานผลบัวหิมะช่วยลดความอ้วนได้ รวมทั้งอาจมีสรรพคุณทางยาในการรักษาปัญหาสุขภาพอื่น ๆ
  • ครีมบัวหิมะ ครีมนี้มักมีส่วนผสมของโสม ว่านหางจระเข้ การบูร หรือชะมดเช็ด ผู้คนนิยมเรียกครีมชนิดนี้ว่าครีมบัวหิมะ โดยใช้รักษาปัญหาผิวหนังต่าง ๆ เช่น ผื่นคัน แผลสด แผลน้ำร้อนลวก หรือโรคกลากเกลื้อน
  • บัวหิมะธิเบต หรือคีเฟอร์ (Kefir) แท้จริงแล้ว บัวหิมะธิเบตหรือคีเฟอร์คือผลิตภัณฑ์นมหมัก ซึ่งมีแบคทีเรียและยีสต์ มักนำมาใช้รักษาอาการย่อยยาก ระบบทางเดินอาหารไม่ดี แพ้น้ำตาลแลคโทส หรือท้องร่วง

คุณประโยชน์ของบัวหิมะ

บัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์หลากหลาย  ufabet24  บทความนี้จะเน้นเฉพาะคุณประโยชน์ของดอกบัวหิมะ และผลบัวหิมะ ที่ได้รับการกล่าวอ้างเกี่ยวกับสรรพคุณในการเสริมสร้างสุขภาพ โดยมีงานวิจัยที่ศึกษาประเด็นดังกล่าวไว้หลายมุมมอง ดังนี้

สรรพคุณของดอกบัวหิมะ

ต้านโรคมะเร็ง

ดอกบัวหิมะได้รับการกล่าวอ้างว่าอาจช่วยต้านมะเร็ง ซึ่งปรากฏงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายชิ้นที่ศึกษาประเด็นนี้ งานวิจัยหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ทางยาของดอกบัวหิมะในเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก พบว่าสารสกัดจากดอกบัวหิมะอาจช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งต่อมลูกหมากในห้องปฏิบัติการ ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยอีกชิ้นที่ทำการทดลองประสิทธิภาพของสารสกัดเอทิลจากดอกบัวหิมะ ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าดอกบัวหิมะมีสาร Hispidulin ที่อาจช่วยต้านการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งกระเพาะอาหารในห้องปฏิบัติการเช่นกัน

นอกจากนี้ ดอกบัวหิมะยังอาจมีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งตับด้วย โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้นำเซลล์มะเร็งตับมาทดสอบกับสารสกัดดอกบัวหิมะในห้องทดลอง เพื่อดูว่าสารสกัดดอกบัวหิมะจะก่อพิษต่อเซลล์มะเร็งหรือไม่ ปรากฏว่าสารสกัดเอทานอลจากดอกบัวหิมะมีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างสารพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งตับ ทำให้เซลล์มะเร็งไม่สามารถเพิ่มจำนวนได้

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องศึกษาต่อไปอีกมาก เนื่องจากงานวิจัยเหล่านั้นเป็นการศึกษาเพียงขั้นต้นในห้องทดลอง จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะจะต้านมะเร็งในผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สรรพคุณบัวหิมะ ประโยชน์ของ บัวหิมะ
สรรพคุณบัวหิมะ ประโยชน์ของ บัวหิมะ

บรรเทาอาการข้ออักเสบ

ข้ออักเสบคือภาวะอักเสบบริเวณข้อต่อ ส่งผลให้ผู้ป่วยปวดข้อหรือข้อติดแข็ง ซึ่งอาการจะแย่ลงตามอายุที่มากขึ้น โดยโรคข้อเสื่อมและข้ออักเสบรูมาตอยด์ จัดเป็นโรคข้ออักเสบที่พบได้มากที่สุด มีบางคนรับประทานดอกบัวหิมะเพื่อบรรเทาอาการข้ออักเสบ ซึ่งมีผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้ว่าดอกบัวหิมะอาจช่วยอาการข้ออักเสบได้บ้าง ดังงานวิจัยหนึ่งได้นำหนูมาทดลอง โดยฉีดสารชนิดหนึ่งเข้าชั้นผิวหนังบริเวณฝ่าเท้าซ้าย เพื่อให้เกิดอาการข้ออักเสบ และให้ดื่มสารสกัดจากดอกบัวหิมะเป็นเวลา 21 วัน ผลปรากฏว่าสารสกัดดอกบัวหิมะลดอาการข้ออักเสบได้ โดยบรรเทาระดับความรุนแรงและอาการบวมที่เท้าของหนู

เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นที่นำหนูที่เป็นข้ออักเสบชนิดหนึ่งมาศึกษา โดยให้หนูกินสารสกัดดอกบัวหิมะ 420 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 40 วัน พบว่าดอกบัวหิมะช่วยลดจำนวนเซลล์ที่ก่อให้เกิดการอักเสบ รวมทั้งชะลอการทำลายข้อ

แม้งานวิจัยทั้ง 2 ชิ้นจะชี้ให้เห็นว่าดอกบัวหิมะช่วยอาการข้ออักเสบ แต่ไม่อาจสรุปได้ชัดเจนว่าจะนำมาใช้รักษาผู้ป่วยโรคข้อได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้เป็นการทดลองกับสัตว์ จึงต้องทำการศึกษากับผู้ป่วยจริงต่อไป เพื่อรับรองความปลอดภัยในการนำมาใช้รักษากับคน ทั้งนี้ การรักษาข้ออักเสบที่ปลอดภัยและได้ผลจริงคือเข้ารับการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ได้แก่ รับประทานยาบรรเทาอาการและลดการอักเสบ ทำกายภาพบำบัด หรือเข้ารับการผ่าตัดข้อในบางกรณี

ต้านอนุมูลอิสระ

ดอกบัวหิมะถูกอ้างว่าเป็นพืชอีกชนิดที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาประเด็นนี้กับหนูทดลอง โดยให้หนูกินสารสกัดแอลกอฮอล์จากดอกบัวหิมะติดต่อกัน 4 สัปดาห์ และให้ทดลองว่ายน้ำ เพื่อดูว่าดอกบัวหิมะส่งผลต่อการเคลื่อนไหวร่างกายของหนูทดลองอย่างไร ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าหนูทดลองมีระดับกรดแลคติกในเลือดลดลงหลังได้รับสารสกัดแอลกอฮอล์มากกว่าหนูทดลองในกลุ่มควบคุม ซึ่งหมายความว่า ดอกบัวหิมะอาจช่วยต้านอาการเมื่อยล้ากล้ามเนื้อได้ อีกทั้งยังมีฤทธิ์ทำลายสารอนุมูลอิสระด้วย

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระในคน ประเด็นดังกล่าวจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม โดยทำการทดลองกับกลุ่มคนจำนวนมากในระยะยาว เพื่อดูว่าดอกบัวหิมะมีสรรพคุณทางยาในการต้านอนุมูลอิสระได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพจริงหรือไม่

บรรเทาอาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง

อาการแพ้ความดันอากาศในที่สูง (Altitude Sickness) เป็นภาวะที่ร่างกายไม่ได้รับออกซิเจนเพียงพอเมื่อขึ้นไปอยู่ที่ที่มีความกดอากาศสูง ส่งผลให้ปวดศีรษะ เบื่ออาหาร และนอนไม่หลับ ผู้ที่ไม่คุ้นเคยและต้องขึ้นไปในที่สูงประมาณ 2,438 เมตร หรือ 8,000 ฟุตขึ้นไปอย่างกะทันหันมักเกิดภาวะนี้ได้ง่าย ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่าเป็นสมุนไพรที่นำมาใช้ในภาวะขาดออกซิเจน งานวิจัยชิ้นหนึ่งจึงนำดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรที่ขึ้นในแถบชิงไห่ทิเบตมาศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณดังกล่าว โดยให้หนูทดลองได้รับสารสกัดจากดอกบัวหิมะและพืชสมุนไพรอื่น ๆ และเข้าไปอยูในแบบจำลองที่มีความกดอากาศคล้ายกับการอยู่ในที่สูง ปรากฏว่าหนูที่กินสารสกัดดอกบัวหิมะมีอัตราการตายจากภาวะความกดอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันลดลง ทั้งนี้ ดอกบัวหิมะยังเป็นพืชที่มีฤทธิ์รักษาภาวะขาดออกซิเจนได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับพืชสมุนไพรอื่น

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้จำเป็นต้องศึกษากับคนต่อไป เพื่อรับรองประสิทธิภาพและความปลอดภัยในการนำดอกบัวหิมะมาใช้ในผู้ป่วยแพ้ความดันอากาศในที่สูง

บรรเทาอาการอักเสบของผิวหนัง

ดอกบัวหิมะได้ชื่อว่ามีคุณสมบัติแก้ปวดและบรรเทาอาการอักเสบ โดยมีงานวิจัยหนึ่งให้หนูทดลองที่ผิวหนังบวมกินบัวหิมะเพาะเลี้ยงเป็นเวลา 7 วัน พบว่าช่วยลดอาการบวมได้ และยังทดลองให้หนูที่โดนความร้อนลวกผิวกินบัวหิมะเพาะเลี้ยง แล้วพบว่าหนูเหล่านั้นมีอาการปวดแผลน้อยลงเช่นกัน โดยทั่วไปแล้ว แผลไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวกจะทำให้เกิดอาการปวดและบวมแดง จึงอาจเป็นไปได้ว่าดอกบัวหิมะมีสรรพคุณบรรเทาอาการที่เกิดจากแผลเหล่านี้ด้วย

เนื่องจากงานวิจัยดังกล่าวทดลองกับสัตว์ จึงควรมีการศึกษาโดยตรงกับคน เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับสรรพคุณของดอกบัวหิมะในการนำมารักษาแผลไฟไหม้และน้ำร้อนลวก

สรรพคุณของผลบัวหิมะ

ลดความอ้วน การบริโภคบัวหิมะอาจส่งผลดีต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ประสบภาวะอ้วน ประเด็นนี้ได้มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งให้ผู้หญิงอ้วนและมีระดับไขมันในเลือดสูงเล็กน้อยบริโภคไซรัปจากบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides ในปริมาณที่ต่างกัน โดยให้รับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.29 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม หรือรับประทานไซรัปที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม พบว่าการบริโภคไซรัปบัวหิมะทุกวันเป็นเวลา 120 วัน ส่งผลให้ผู้เข้าร่วมการทดลองมีน้ำหนักตัว รอบเอว และดัชนีมวลกายลดลง อีกทั้งกระตุ้นให้ขับถ่ายสม่ำเสมอ และส่งผลเชิงบวกต่อระดับไขมันไม่ดีในเลือด โดยการบริโภคไซรัปบัวหิมะที่มีสาร Fructooligosaccharides วันละ 0.14 กรัม ต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จัดเป็นปริมาณที่ไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร ถึงอย่างนั้น ระดับไขมันในเลือดและระดับกลูโคสหลังอดอาหารของผู้รับประทานไซรัปบัวหิมะไม่เกิดความเปลี่ยนแปลง

อย่างไรก็ดี ผู้ที่ต้องการรับประทานบัวหิมะหรืออาหารเสริมที่มีส่วนผสมของบัวหิมะสำหรับลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากพืชชนิดนี้อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อภาวะสุขภาพบางอย่าง หรืออาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคบางชนิด ทั้งนี้ วิธีลดความอ้วนที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพทำได้ด้วยตนเอง โดยเลือกรับประทานอาหารให้ครบตามหลักโภชนาการ เลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันสูงเกินไป รวมทั้งออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายสม่ำเสมอ

แก้ท้องผูกและบำรุงลำไส้ ท้องผูกนับเป็นปัญหาสุขภาพที่ทำให้มีอุจจาระแข็ง โดยอาการของโรคจะรุนแรงแตกต่างกันไป มักเกิดจากปัจจัยหลายอย่างไม่ว่าจะเป็นความเครียด ผลข้างเคียงจากการใช้ยา ชีวิตประจำวันที่เปลี่ยนไป หรือดื่มน้ำและรับประทานไฟเบอร์ ไม่เพียงพอ

การบริโภคผักผลไม้ที่มีกากใยสูงจะป้องกันท้องผูกได้ บัวหิมะเองนั้นได้ชื่อว่ามีสรรพคุณในการบรรเทาอาการดังกล่าว งานวิจัยหนึ่งได้ทดสอบคุณประโยชน์ของบัวหิมะในการรักษาอาการท้องผูก พบว่าผู้ป่วยท้องผูกที่ได้รับสาร Fructooligosaccharides ของบัวหิมะวันละ 10 กรัม จากการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารบัวหิมะติดต่อกัน 30 วัน ขับถ่ายได้มากขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ท้องผูกน้อยลง รวมทั้งมีแบคทีเรียชนิดดีในลำไส้เพิ่มขึ้นและแบคทีเรียชนิดไม่ดีลดลง

นอกจากนี้ บัวหิมะอาจช่วยบำรุงลำไส้สำหรับผู้คนทั่วไป ดังปรากฏในงานวิจัยที่ผ่านมา ผู้เข้าร่วมการทดลองสุขภาพดีจำนวน 16 ราย บริโภคบัวหิมะวันละ 20 กรัม เป็นเวลา 2 สัปดาห์  พบว่าบัวหิมะช่วยให้ขับถ่ายดีขึ้น โดยขับถ่ายได้บ่อยและอุจจาระไม่แข็งตัว อีกทั้งไม่ก่อให้เกิดอาการท้องอืดอันเป็นผลข้างเคียงรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการบริโภคบัวหิมะหรือผลิตภัณฑ์อาหารที่ได้จากบัวหิมะควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้เป็นการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างบางส่วนเท่านั้น อีกทั้งต้องรับประทานบัวหิมะในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้ได้รับสรรพคุณทางยาโดยปราศจากผลข้างเคียงอื่น

รักษาเบาหวาน สรรพคุณทางยาของบัวหิมะอีกประการหนึ่งที่ได้รับการกล่าวอ้างคือช่วยควบคุมอาการโรคเบาหวาน เนื่องจากบัวหิมะมีสารโพลีแซคคาไรด์ซึ่งอาจช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ประเด็นนี้มีการนำมาศึกษา โดยงานวิจัยชิ้นหนึ่งได้สกัดสารโพลีแซคคาไรด์จากพืช 3 อย่าง ได้แก่ สมุนไพรจีนอึ้งคี้ เห็ดนางรม และบัวหิมะ เพื่อเปรียบเทียบสรรพคุณทางยาของสารโพลีแซคคาไรด์จากพืชทั้งหมดว่าช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดหรือไม่ พบว่าสารอาหารที่ได้จากสมุนไพรจีนอึ้งคี้ เห็ดนางรม และบัวหิมะ ล้วนมีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์ชนิดหนึ่ง ซึ่งส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยบัวหิมะมีสรรพคุณดังกล่าวน้อยกว่าสมุนไพรจีนอึ้งคี้และเห็ดนางรม

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจชี้ชัดว่าสารโพลีแซคคาไรด์ที่ได้จากบัวหิมะมีสรรพคุณรักษาอาการเบาหวานได้จริง เนื่องจากงานวิจัยนี้ทำการศึกษาในห้องทดลอง จำเป็นต้องศึกษาวัดผลในผู้ป่วยจริงต่อไป เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ผู้ที่ต้องการบริโภคบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยาดังกล่าว ควรปรึกษาแพทย์ก่อน เนื่องจากสารอาหารบางอย่างจากบัวหิมะอาจทำปฏิกิริยากับภาวะสุขภาพหรือยารักษาโรคบางอย่าง อีกทั้งยังไม่ปรากฏปริมาณยาของบัวหิมะสำหรับใช้ควบคุมอาการโรคเบาหวานที่นำมาใช้รักษาได้อย่างปลอดภัย

เสริมสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน โดยทั่วไปแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ปกป้องร่างกายไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาทำลายได้ โดยสิ่งแปลกปลอมที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกายมีหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส เชื้อรา แบคทีเรีย สารพิษ สารเคมี หรือยาต่าง ๆ โดยระบบภูมิคุ้มกันทำหน้าที่ปกป้องสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้เมื่อเข้ามาในร่างกาย เรียกว่าการตอบสนองของภูมิคุ้มกัน

งานวิจัยชิ้นหนึ่งได้ศึกษาคุณประโยชน์ของบัวหิมะที่ส่งผลต่อการตอบสนองภูมิคุ้มกัน โดยแบ่งเด็กที่อยู่ในช่วงอายุ 2-5 ปี เป็น 2 กลุ่ม และให้เด็กกลุ่มหนึ่งรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของบัวหิมะเป็นเวลา 18 สัปดาห์ติดต่อกันทุกวัน พร้อมเข้ารับการตรวจเลือดและตรวจอุจจาระ พบว่าเด็กกลุ่มนี้มีระดับสารภูมิคุ้มกันในร่างกายเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยชิ้นนี้วัดประสิทธิภาพการตอบสนองดังกล่าวจากการตรวจเลือดและอุจจาระ ไม่ได้พิจารณาปัจจัยอื่นที่แสดงว่าเด็กมีภูมิคุ้มกันดีขึ้นจริงและชัดเจนกว่า เช่น พิจารณาว่าเด็กป่วยเป็นไข้หวัดน้อยลงหรือไม่หลังรับประทานอาหารที่มีส่วนผสมของบัวหิมะ ผลการศึกษานี้จึงอาจชี้ให้เห็นว่าระดับสารภูมิคุ้มกันร่างกายของเด็กเพิ่มขึ้นหลังเข้ารับการทดลอง แต่ไม่อาจสรุปได้ว่าบัวหิมะมีสรรพคุณในการเสริมสร้างการตอบสนองของภูมิคุ้มกันร่างกาย

รับประทานบัวหิมะอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

มีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของดอกบัวหิมะและผลบัวหิมะอย่างหลากหลาย โดยผลการศึกษาของงานวิจัยหลายชิ้นแสดงให้เห็นสรรพคุณของบัวหิมะทั้ง 2 ชนิด อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ต้องการรับประทานดอกบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยาดังกล่าวควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญก่อน เนื่องจากยังไม่ปรากฏงานวิจัยที่ศึกษาคุณประโยชน์ของดอกบัวหิมะที่ส่งผลต่อคนโดยตรง จึงไม่อาจชี้ชัดได้ว่าดอกบัวหิมะจะรักษาโรคได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ดอกบัวหิมะอาจทำปฏิกิริยากับยารักษาโรคบางชนิด หรือก่อให้เกิดผลข้างเคียงต่อภาวะสุขภาพบางอย่าง โดยเฉพาะสตรีมีครรภ์และผู้ที่ให้นมบุตร

ส่วนผู้ที่ต้องการบริโภคผลบัวหิมะเพื่อบำรุงสุขภาพก็ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเช่นกัน โดยควรจำกัดปริมาณที่ช่วยให้ผู้บริโภคได้รับคุณประโยชน์อย่างปราศจากผลข้างเคียง เนื่องจากยังปรากฏแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับผลข้างเคียงและปริมาณบัวหิมะที่เหมาะสมไม่มากนัก

งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าผู้สูงอายุที่บริโภคแป้งบัวหิมะแช่แข็งแห้ง ซึ่งผสมสาร Fructooligosaccharides 7.4 กรัม เป็นเวลา 9 สัปดาห์ มีระดับกลูโคสลดลงโดยปราศจากผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร เช่นเดียวกับงานวิจัยอีกชิ้นที่เปรียบเทียบคุณสมบัติของโสมเปรูหรือมาคา (Maca) และผลบัวหิมะ พบว่าผู้ที่รับประทานอาหารเสริมผลบัวหิมะผสมยาไซลิมารินในอัตราส่วนวันละ 2.4 กรัม ต่อ 0.8 กรัมต่อวัน ไม่เกิดผลข้างเคียงใด ๆ ตามมา จะเห็นได้ว่าการรับประทานผลบัวหิมะเพื่อหวังสรรพคุณทางยานั้นต้องคำนึงถึงปริมาณที่ได้รับเป็นสำคัญ เนื่องจากงานวิจัยที่ยกมานี้ต่างระบุปริมาณของผลบัวหิมะที่ช่วยเสริมสร้างสุขภาพโดยไม่ก่อให้เกิดผลข้างเคียง อาจกล่าวได้ว่าอาหารเสริมผลบัวหิมะอาจเป็นสารอาหารที่มีสรรพคุณทางยาหากบริโภคในปริมาณที่เหมาะสม

มิลค์ออฟแมกนีเซีย

Milk Of Magnesia (มิลค์ออฟแมกนีเซีย) กลุ่มยาระบาย

Milk of Magnesia (มิลค์ออฟแมกนีเซีย) หรือที่เรียกว่ายาแมกนีเซียมไฮดรอกไซด์ (Magnesium Hydroxide) เป็นยาชนิดหนึ่งในกลุ่มยาระบาย ทำงานโดยการช่วยเพิ่มน้ำในลำไส้ใหญ่จากเนื้อเยื่อรอบ ๆ ช่วยให้ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น บางครั้งอาจใช้เป็นยาลดกรดในกระเพาะอาหารและบรรเทาอาการแสบร้อนกลางอก หรือใช้รักษาอาการอื่น ๆ ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

เกี่ยวกับ Milk of Magnesia

กลุ่มยา ยาระบาย
ประเภทยา ยาตามใบสั่งแพทย์ ยาหาซื้อได้เอง
สรรพคุณ ยาระบายสำหรับผู้ที่มีอาการท้องผูกและอาหารไม่ย่อย
กลุ่มผู้ป่วย ผู้ใหญ่และเด็ก
รูปแบบของยา ยารับประทานชนิดน้ำ เม็ดและเม็ดเคี้ยว

คำเตือนการใช้ยา Milk of Magnesia

ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนใช้ยา หากเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มดังต่อไปนี้

  • เคยมีอาการแพ้ยา หรือแพ้ส่วนประกอบใด ๆ ในยา Milk of Magnesia หรือ แมกนีเซียมไฮดรอกไซด์

  • ตั้งครรภ์ มีแนวโน้มจะตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร

  • มีอาการปวดท้อง เวียนศีรษะ อาเจียน ท้องเสีย หรือเลือดออกทางทวารหนักโดยไม่ทราบสาเหตุ

  • เคยผ่าตัดลำไส้

  • เป็นโรคไต ไส้ติ่งอักเสบ หรือลำไส้อุดตัน

  • ใช้ยาบางชนิดที่อาจเกิดปฏิกิริยากับ ยา Milk of Magnesia และทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลง เช่น ยาต้านเชื้อรากลุ่มเอโซล ยาต้านจุลชีพกลุ่มเซฟาโลสปอริน หรือ ยากลุ่มเตตราไซคลิน เป็นต้น

  • ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือดชนิดรับประทาน เพราะหากใช้ร่วมกับยา Milk of Magnesia อาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงสูงขึ้น

ปริมาณการใช้ยา 

อาการท้องผูก

  • ผู้ใหญ่
    • ยารับประทานชนิดน้ำปริมาณ 30-60 มิลลิลิตรต่อวัน อาจแบ่งกินเป็นวันละหลายครั้งได้
    • ยารับประทานชนิดเม็ดเคี้ยวจำนวน 8 เม็ดต่อวัน อาจแบ่งกินเป็นวันละหลายครั้งได้
  • เด็ก
    • ยารับประทานชนิดน้ำ
      • อายุ 1 ปีหรือต่ำกว่านั้น
        ปริมาณ 0.5 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม ต่อครั้ง
      • อายุ 2-5 ปี
        ปริมาณ 5-15 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละครั้ง หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง
      • อายุ 6-12 ปี
        โดยปริมาณที่ใช้ 15-30 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละครั้ง หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง
      • อายุ 13-18 ปี
        โดยปริมาณที่ใช้ ปริมาณ 30-60 มิลลิลิตรต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม วันละครั้ง หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง
    • ยารับประทานชนิดเม็ดเคี้ยว
      • อายุ 3-5 ปี
        จำนวน 2 เม็ด วันละครั้ง ufabet24  หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง
      • อายุ 6-11 ปี
        จำนวน 4 เม็ด วันละครั้ง หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง
      • อายุ 12-18 ปี
        จำนวน 8 เม็ด วันละครั้ง หรือแบ่งให้เป็นวันละหลาย ๆ ครั้ง

อาการอาหารไม่ย่อย 

  • ผู้ใหญ่
    • โดยสามารถรับ ยารับประทานชนิดน้ำปริมาณ 5-15 มิลลิลิตร วันละ 1-4 ครั้ง เมื่อมีอาการ
    • โดยสามารถรับยารับประทานชนิดเม็ดจำนวน 1-3 เม็ด วันละ 1-4 ครั้ง เมื่อมีอาการ
    • โดยสามารถรับประทานยารับประทานชนิด เม็ดเคี้ยวจำนวน 2-4 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ (ใน 1 วันสูงสุดไม่เกิน 4 ครั้ง)
  • เด็กอายุ 12-18 ปี
    • ยารับประทานชนิดเม็ดเคี้ยวจำนวน 2-4 เม็ด ทุก ๆ 4 ชั่วโมง เมื่อมีอาการ (ใน 1 วันสูงสุดไม่เกิน 4 ครั้ง)
Milk of Magnesia
Milk of Magnesia

การใช้ยา Milk of Magnesia

  • ควรดื่มน้ำ 1 แก้วเต็ม (ประมาณ 230 มิลลิลิตร) ตามทุกครั้งหลังกินยา
  • การใช้ยา Milk of Magnesia มักออกฤทธิ์ให้เกิดการขับถ่ายขึ้นภายใน 30 นาที-6 ชั่วโมง หากยังไม่ถ่าย ควรปรึกษาแพทย์
  • ไม่ควรใช้ยาถึงจำนวนสูงสุดที่กำหนดนานเกิน 1 สัปดาห์โดยไม่พบแพทย์
  • หากใช้มาเกิน 1 สัปดาห์แล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรืออาการแย่ลง ควรพบแพทย์ทันที
  • ควรเก็บยาไว้ในอุณหภูมิห้อง หรือประมาณ 20-25 องศาเซลเซียส ไม่ควรเก็บในที่ที่มีความร้อนและชื้น และไม่ควรสัมผัสแสงโดยตรง
  • ควรเก็บให้พ้นจากมือเด็กหรือสัตว์เลี้ยง และห้ามเก็บยาไว้ในห้องน้ำเด็ดขาด
  • เด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยา Milk of Magnesia
  • หากลืมกินยา ควรรีบกินยาทันทีที่รู้ตัว แต่หากใกล้จะถึงเวลากินยาครั้งต่อไปแล้ว ให้ข้ามยาที่ลืมกินนั้นไป โดยห้ามเพิ่มปริมาณยาในครั้งต่อไปเด็ดขาด
  • หากกินยาเกินขนาดจากปริมาณที่กำหนดไว้ใน 24 ชั่วโมง อาจทำให้มีอาการท้องเสียหรือปวดเกร็งท้อง ควรรีบไปพบแพทย์ทันที

ผลข้างเคียงจากการใช้ยา Milk of Magnesia

โดยส่วนมาก ผู้ใช้ไม่ค่อยปรากฏอาการที่รุนแรง จากผลข้างเคียงของยา อย่างไรก็ตาม ควรไปพบแพทย์ในทันทีหากพบว่าตนเอง มีอาการแพ้ เช่น มีอาการบวมบริเวณใบหน้า ลิ้น ลำคอ หรือมีผื่นผิวหนังและคัน หรือมีอาการอื่น ๆ เช่น

  • ระดับแมกนีเซียมสูง เช่น หัวใจเต้นผิดปกติ กล้ามเนื้ออ่อนแรง หายใจตื้น
  • ภาวะขาดน้ำ เช่น ปากแห้ง เวียนศีรษะ หิวน้ำจัด หรือ ปัสสาวะน้อยลง
  • ภาวะเกี่ยวกับทางเดินอาหารผิดปกติ เช่น ปวดท้องมากหรือถ่ายเป็นเลือด เลือดออกทางทวารหนัก
พัฒนาการเด็ก 3 เดือน

พัฒนาการเด็กเล็กตามช่วงวัยใน 5 ปีแรก

พัฒนาการเด็ก เป็นสิ่งที่พ่อแม่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะพัฒนาการวัยทารกและในช่วง 1-5 ปีแรก พ่อแม่ควรเฝ้าดูพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าเด็กเติบโตอย่างสมบูรณ์ทุกด้าน หรือหากมีปัญหาก็จะสามารถแก้ไขได้แต่เนิ่น ๆ ดังนั้น พ่อแม่ควรทราบถึงพัฒนาการที่เหมาะสมของลูกน้อยตามช่วงวัย เรียนรู้วิธีส่งเสริมพัฒนาการ และหัดสังเกตความผิดปกติที่เกิดขึ้น เพื่อคอยดูแลให้เด็กเจริญเติบโตอย่างแข็งแรงสมวัย

พัฒนาการของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป เด็กบางคนอาจมีพัฒนาการรวดเร็วหรือช้ากว่าเด็กคนอื่น ๆ เล็กน้อย อย่างไรก็ตาม เด็กส่วนใหญ่มักมีพัฒนาการด้านร่างกาย สติปัญญา ภาษา อารมณ์ และสังคมในแต่ละช่วงอายุ ดังนี้

เด็กอายุ 18 เดือน หรือ 1.5 ขวบ

เป็นช่วงวัยกำลังหัดเดิน เด็กจะเจริญเติบโตช้าลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับช่วง 0-12 เดือนแรก แต่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงทั้งด้านร่างกาย การใช้ภาษา การเรียนรู้ การทรงตัว และการประสานงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย

พัฒนาการเด็ก 3 เดือน
พัฒนาการเด็ก 3 เดือน

พัฒนาการทางร่างกาย

  • เริ่มควบคุมกล้ามเนื้อที่ใช้ปัสสาวะและขับถ่ายได้ แต่อาจยังไม่พร้อมต่อการใช้ห้องน้ำ
  • เดินได้โดยไม่ต้องคอยช่วยเหลือ และเริ่มหัดวิ่งแต่ยังไม่ค่อยคล่องตัวหรืออาจหกล้มบ่อย ๆ
  • เดินขึ้นบันไดได้โดยใช้มือข้างหนึ่งจับราวบันไดไว้
  • เริ่มถอดเสื้อผ้าชิ้นที่ถอดออกง่ายได้ด้วยตนเอง เช่น หมวก ถุงมือ ถุงเท้า รองเท้า เป็นต้น
  • ดื่มน้ำจากแก้วหรือใช้ช้อนตักอาหารกินเองได้โดยหกเลอะเพียงเล็กน้อย
  • ขึ้นนั่งบนเก้าอี้ที่ไม่สูงมากได้โดยไม่ต้องช่วยเหลือ
  • เปิดหนังสือโดยจับทีละ 2-3 หน้า

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

  • พูดออกมาเป็นคำ ๆ ได้มากขึ้นหลายคำ โดยเป็นคำใหม่ ๆ ที่มีความหมาย และไม่ใช่คำว่าพ่อแม่ ชื่อคนคุ้นเคย ชื่อของ หรือชื่อสัตว์เลี้ยงในบ้าน
  • พูดพร้อมกับส่ายหัวเพื่อบอกปฏิเสธ
  • ชี้สิ่งของเพื่อบอกว่าอยากได้หรือเพื่อให้ผู้ใหญ่สนใจ
  • เรียนรู้ชื่อและวัตถุประสงค์ของการใช้สิ่งต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน เช่น แปรงสีฟัน ช้อน โทรศัพท์ เป็นต้น
  • ชี้และระบุชื่ออวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย หรือหลาย ๆ ส่วนได้
  • แสดงความสนใจเมื่อเล่านิทานให้ฟังและมองภาพตาม
  • ทำตามคำสั่งง่าย ๆ ที่ไม่ซับซ้อนโดยไม่ต้องใช้ท่าทางประกอบ เช่น ลุกขึ้น นั่งลง เป็นต้น
  • มักเลียนแบบท่าทางของผู้ใหญ่
  • เริ่มวาดขีดเขียนบนกระดาษหรือพยายามวาดรูปตามต้นแบบ

พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์

  • ให้ความสนใจตุ๊กตาและเล่นป้อนอาหารให้ตุ๊กตา
  • ชอบเล่นโดยถือสิ่งของต่าง ๆ ไปยื่นให้คนอื่น
  • อาจแสดงอารมณ์ฉุนเฉียวหรือโกรธ
  • อาจกลัวคนแปลกหน้า และเกาะติดพ่อแม่หรือผู้ดูแลเมื่ออยู่ในสถานการณ์ที่ไม่คุ้นเคย
  • แสดงความกังวลเมื่อต้องแยกจากพ่อแม่หรือคนที่คุ้นเคย
  • แสดงความรักต่อคนที่ตนคุ้นเคย เช่น จูบแบบปากจู๋ เกาะแขน เป็นต้น
  • เดินดูสิ่งต่าง ๆ ตามลำพังได้ แต่ยังอยู่ในระยะใกล้กับผู้ดูแล

วิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ในวัยนี้

  • อ่านนิทานให้เด็กฟัง
  • จัดหาพื้นที่ว่างเพื่อให้เด็กทำกิจกรรมและได้เล่นสนุก
  • หาของเล่นที่เลียนแบบอุปกรณ์จริง เช่น พลั่วพลาสติก ช้อนหรือส้อมพลาสติก เป็นต้น
  • ให้เด็กมีส่วนช่วยในการทำกิจวัตรประจำวันเล็ก ๆ น้อย ๆ ภายในครอบครัว
  • ส่งเสริมให้เด็กเล่นสร้างสิ่งต่าง ๆ อย่างการต่อตึก และสิ่งอื่น ๆ ที่เด็กได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์
  • ให้เด็กได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน
  • ชวนเล่นเกมง่าย ๆ เช่น เกมจิ๊กซอว์ เกมเติมของเล่นให้ตรงตามรูปร่างที่หายไป เป็นต้น
  • ให้ของสำหรับปลอบโยนเมื่อเด็กต้องห่างพ่อแม่ เช่น ตุ๊กตาตัวโปรด เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโทรทัศน์หรือวิดีโอจากอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ใด ๆ จนกว่าจะถึงอายุ 2 ขวบ

ความผิดปกติทางพัฒนาการ

  • เดินไม่ได้
  • ไม่ชี้สิ่งต่าง ๆ ให้ดู
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่ใช้เป็นประจำทุกวันคืออะไร หรือใช้เพื่ออะไร
  • ไม่เลียนแบบท่าทางของคนอื่น ๆ
  • ไม่เรียนรู้คำใหม่ ๆ หรือรู้คำศัพท์น้อยกว่า 4 คำ ซึ่งไม่รวมคำเรียกพ่อแม่อย่างปาป๊า มาม้า ชื่อสัตว์เลี้ยง หรือสิ่งของ
  • ไม่แสดงความสนใจเมื่อพ่อแม่เพิ่งกลับมา หรือดูไม่กังวลเมื่อต้องห่างจากพ่อแม่
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

เด็กอายุ 2 ขวบ

ในช่วงนี้พ่อแม่อาจเริ่มฝึกให้เด็กเข้าห้องน้ำได้แล้ว เพราะเด็กจะเริ่มรู้ตัวเมื่อปวดปัสสาวะหรืออุจจาระและแสดงท่าทางว่าต้องการขับถ่าย ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าเด็กพร้อมต่อการใช้ห้องน้ำและอาจไม่ต้องใส่ผ้าอ้อมอีกต่อไป รวมทั้งยังมีพัฒนาการด้านอื่น ๆ ดังนี้

พัฒนาการทางร่างกาย

  • ยืนเขย่งเท้าได้ และยกสิ่งของขณะยืนได้โดยไม่เสียการทรงตัว
  • เตะและทุ่มลูกบอลโดยยกแขนสูง วิ่งได้คล่องตัวกว่าเดิม
  • ไต่ขึ้นลงเตียงหรือเก้าอี้ได้โดยไม่ต้องช่วยเหลือ
  • ขึ้นลงบันได้โดยยังต้องจับราว
  • เปิดลูกบิดประตูได้
  • เปิดหนังสือทีละ 1 หน้าได้
  • เริ่มใส่เสื้อผ้าชิ้นที่สวมใส่ง่าย ๆ ได้ด้วยตนเอง แต่จะถนัดถอดออกมากกว่า
  • วาดเส้นและวงกลมตามต้นแบบได้
  • ต่อบล็อกของเล่นเป็นหอสูง 4 ก้อนได้โดยไม่ล้ม
  • เริ่มมีฟันน้ำนมงอกขึ้นมา
  • มีพัฒนาการด้านการมองเห็นเพิ่มมากขึ้น
  • เด็กจะสูงประมาณครึ่งหนึ่งของความสูงเมื่อโตเต็มที่

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

  • แสดงท่าทางสื่อสารถึงสิ่งที่ตนต้องการได้ เช่น หิว กระหายน้ำ อยากเข้าห้องน้ำ เป็นต้น
  • พูดเป็นวลีสั้น ๆ ที่ไม่ใช่คำนาม 2-3 คำ หรือพูดประโยคสั้น ๆ 2-4 คำ เช่น ร้องเพลง อาบน้ำ หรือกินนม เป็นต้น และพูดซ้ำตามบทสนทนาที่ได้ยิน
  • เข้าใจคำสั่งที่ซับซ้อนกว่าเดิม เช่น หยิบบอลและใส่รองเท้า ถอดรองเท้าแล้ววางบนชั้น เป็นต้น
  • เรียนรู้คำศัพท์เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 50-300 คำ และอาจมากกว่านี้ในรายที่มีพัฒนาการเร็ว
  • รับรู้ต่อสิ่งต่าง ๆ มากขึ้น
  • อาจถนัดใช้มือข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้าง
  • เริ่มแยกแยะรูปทรงและสีต่าง ๆ ได้
  • ชี้รูปภาพได้ถูกต้องตามคำบอก หรือระบุได้ว่าเป็นรูปอะไร เช่น นก ปลา แมว หมา เป็นต้น
  • จดจำชื่อของคนที่คุ้นเคย และระบุชื่ออวัยวะต่าง ๆ บนร่างกายได้

พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์

  • เลียนแบบพฤติกรรมและท่าทางของผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ใหญ่และเด็กที่โตกว่า
  • ตื่นเต้นและกระตือรือร้นเมื่ออยู่กับเด็กคนอื่น ๆ
  • พึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น
  • แสดงความดื้อและต่อต้าน โดยทำในสิ่งที่ถูกห้ามหรือเตือน
  • ยังแยกเล่นคนเดียวแม้จะนั่งข้างเด็กคนอื่น แต่ก็เป็นช่วงที่กำลังจะเริ่มเล่นกับเด็กคนอื่น

วิธีส่งเสริมพัฒนาการเด็กในวัยนี้

  • อ่านนิทานให้เด็กฟังและชี้ชวนให้ดูรูปภาพไปด้วย
  • จัดสรรพื้นที่ให้เด็กได้วิ่งเล่นหรือทำกิจกรรมอย่างเพียงพอ
  • ให้เด็กเล่นสร้างสิ่งของและฝึกใช้ความคิดสร้างสรรค์ เช่น ต่อแท่งไม้ ต่อตัวต่อ เป็นต้น
  • ให้เด็กมีส่วนช่วยในกิจวัตรประจำวันของครอบครัว ufabet24  หรือการทำงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ
  • ให้เด็กลองใช้อุปกรณ์ที่ปลอดภัยในการเลียนแบบกิจกรรมต่าง ๆ ของผู้ใหญ่ เพราะเด็กในวัยนี้มักชอบทำกิจกรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างการกวาดพื้นหรือปัดฝุ่น
  • พยายามหลีกเลี่ยงการให้เด็กดูโทรทัศน์และวิดีโอในโทรศัพท์หรือแท็บเล็ต หากให้ดูควรจำกัดเวลาให้น้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน โดยเลือกเนื้อหาที่มีประโยชน์ ไม่รุนแรง และเบี่ยงเบนความสนใจด้วยการอ่านนิทานให้ฟังหรือชวนทำกิจกรรมอื่น ๆ ด้วย
  • หากให้เด็กเล่นเกม ควรเลือกเกมที่ไม่รุนแรงและเหมาะสมกับเด็ก

ความผิดปกติทางพัฒนาการ

  • เดินไม่มั่นคง หรือไม่คล่องตัว
  • ยังไม่เริ่มพูดเป็นวลีหรือประโยคสั้น ๆ เช่น กินข้าว กินนม อาบน้ำ เป็นต้น
  • ไม่รู้ว่าสิ่งของที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันใช้ทำอะไร เช่น จาน ชาม ช้อน แปรงสีฟัน เป็นต้น
  • ไม่เลียนแบบพฤติกรรม คำพูด หรือคำศัพท์จากผู้อื่น
  • ทำตามคำบอกง่าย ๆ ไม่ได้
  • สูญเสียทักษะบางอย่างที่เคยมี

เด็กอายุ 3 ขวบ

เด็กช่วงวัยนี้ชอบเล่นสมมติบทบาทต่าง ๆ และมีจินตนาการมาก ทำให้เด็กอาจเกิดความกลัวต่อสิ่งต่าง ๆ ได้ง่าย เช่น ความมืด หรือสัตว์ประหลาด เป็นต้น พ่อแม่จึงควรรับฟังอย่างตั้งใจเมื่อเด็กพูดถึงสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งคอยปลอบและอยู่เป็นเพื่อนให้เด็กหายวิตกกังวล

พัฒนาการทางร่างกาย

  • ทรงตัวดีขึ้นกว่าเดิม กระโดดขาเดียวได้ ทรงตัวยืนขาเดียวได้ในเวลาสั้น ๆ
  • วิ่งและปีนป่ายอย่างคล่องตัว ก้าวขึ้นลงบันไดอย่างคล่องแคล่วโดยไม่ต้องจับราวบันได
  • ใส่และถอดเสื้อผ้าได้ด้วยตนเอง
  • วางวัตถุหรือรูปทรงขนาดเล็กลงล็อกได้
  • ปั่นจักรยาน 3 ล้อได้
  • วาดรูปวงกลมโดยใช้ดินสอหรือดินสอสี
  • มีพัฒนาการทางการมองเห็นที่เพิ่มขึ้นจากเดิม
  • มีฟันน้ำนมครบ 20 ซี่
  • อาจกลั้นปัสสาวะและอุจจาระได้ในตอนกลางวัน บางรายอาจกลั้นได้ในเวลากลางคืนด้วย

พัฒนาการทางสติปัญญาและภาษา

  • ปฏิบัติตามคำบอก 2-3 ขั้นตอนได้
  • เข้าใจคำบอกตำแหน่ง เช่น ใน บน ข้างใต้ ข้างล่าง เป็นต้น
  • พูดชื่อตัวเอง อายุ และเพศ หรือบอกชื่อเพื่อนได้
  • เริ่มใช้คำสรรพนามแทนตัวเอง หรือระบุลักษณะนามสิ่งของบางอย่างได้
  • พูดสนทนาได้ยาวขึ้น โดยใช้ 2-3 ประโยค และสื่อสารให้คนแปลกหน้าเข้าใจได้
  • เล่นแสดงบทบาทสมมติเป็นเรื่องราว โดยเล่นกับตุ๊กตา สัตว์ หรือคนอื่น ๆ
  • เข้าใจและจดจำตัวเลขได้มากขึ้น
  • วาดรูปวงกลมด้วยดินสอหรือสี
  • เปิดและปิดฝาขวดได้

พัฒนาการทางสังคมและอารมณ์

  • พยายามเลียนแบบผู้ใหญ่และเพื่อน
  • แสดงความรักต่อเพื่อนโดยไม่ต้องถูกกระตุ้นหรือบอก
  • แสดงความวิตกกังวลเมื่อเห็นเพื่อนร้องไห้
  • รู้จักรอและเปลี่ยนให้เพื่อนเล่นเมื่อถึงคราวของเพื่อน
  • เรียนรู้และเข้าใจเกี่ยวกับความเป็นเจ้าของ รู้ว่าอันไหนเป็นของตนเองหรือของคนอื่น
  • แสดงอารมณ์อย่างหลากหลายมากขึ้น
  • แยกจากพ่อแม่ได้ง่ายขึ้น ไม่แสดงความวิตกกังวลเหมือนช่วงก่อน
  • อาจหงุดหงิดเมื่อกิจกรรมหลักที่ต้องทำทุกวันมีการเปลี่ยนแปลง
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

สาเหตุความขัดแย้งและแนวทางแก้ไขของปัญหาครอบครัว

จากสังคมไทยที่เจอ ปัญหาครอบครัว เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ทั่วไป เพราะทุกครอบครัวล้วนมีเหตุที่อาจก่อความขัดแย้งระหว่างสมาชิกภายในบ้านได้ ไม่ว่าจะเป็นความคิดเห็นที่แตกต่าง การเลี้ยงลูก ปัญหาสุขภาพ หรือสถานภาพทางการเงิน ซึ่งความขัดแย้งเหล่านี้อาจบานปลายจนกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว อาจทำให้ชีวิตคู่จบลงและส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของเด็กได้ด้วย

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้นภายในครอบครัว  ufabet24  ทำให้คนในบ้านควรร่วมมือกันจัดการปัญหาต่าง ๆ เพื่อให้ชีวิตคู่ราบรื่น และสมาชิกคนอื่น ๆ ก็สามารถอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขได้

สาเหตุส่วนใหญ่ของปัญหาครอบครัว

ปัจจัยต่าง ๆ ต่อไปนี้ มักเป็นสาเหตุของความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในครอบครัว

ภาวะเจ็บป่วย

หากสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะเด็กหรือหัวหน้าครอบครัวมีปัญหาสุขภาพหรือป่วยเป็นโรคต่าง ๆ ก็อาจส่งผลกระทบต่อจิตใจของคนในครอบครัวและสร้างความกังวลใจไม่น้อย เพราะอาจทำให้เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมาได้ เช่น สถานะทางการเงินของครอบครัว เป็นต้น

ปัญหาด้านการเงิน

ภาวะเศรษฐกิจและการว่างงานอาจทำให้สมาชิกภายใน ครอบครัวเกิดความเครียด วิตกกังวล และอาจเผชิญภาวะซึมเศร้าได้ ปัญหาทางการเงินอาจเป็นสาเหตุทำให้พ่อหรือแม่ต้องออกไปหางานทำ จนส่งผลให้เด็กต้องอยู่กันตามลำพังและขาดการดูแลหรืออบรมสั่งสอนอย่างที่ควรจะได้รับ

ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว

นิสัยและความเคยชินส่วนตัว

แม้จะตกลงใช้ชีวิตคู่ร่วมกันฉันสามีภรรยาแล้ว แต่นิสัยส่วนตัวที่มีมานานนั้นเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ยาก ซึ่งอาจทำให้คู่สมรสไม่พอใจนิสัยหรือการกระทำของอีกฝ่ายเมื่อต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน และอาจนำมาสู่ความขัดแย้งได้

ความบกพร่องในการรับผิดชอบหน้าที่

ในยุคปัจจุบัน ผู้หญิงมีบทบาทในการทำงานเพื่อหาเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวเช่นเดียวกับผู้ชาย หากผู้หญิงต้องรับผิดชอบงานบ้านต่าง ๆ หลังเลิกงานก็อาจทำให้รู้สึกเหนื่อย หงุดหงิด และอาจเกิดความขัดแย้งในครอบครัวขึ้นได้ เนื่องจากสามีและภรรยาควรมีความรับผิดชอบในงานบ้านและการดูแลบุตรร่วมกัน

การนอกใจ

สาเหตุของการ นอกใจ เป็นปัญหาที่อาจร้ายแรงจนถึงขั้น ทำให้ความสัมพันธ์ของคู่สมรสจบลงและเกิดการหย่าร้างได้ ซึ่งเด็กที่พ่อแม่หย่าร้างกันนั้นอาจรู้สึกขาดความอบอุ่น ขาดการดูแลอบรมที่ดี ขาดที่พึ่งและการชี้แนะให้คำปรึกษา จนอาจทำให้เด็กขาดการควบคุมตนเองและส่งผลให้มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้ เช่น ติดยาเสพติด ติดการพนัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ เป็นต้น

การใช้ความรุนแรง

การที่มีการขาดการสื่อสารที่ดีและได้รับแรงกดดันจากภายนอกครอบครัว เช่น ภาวะเศรษฐกิจ และความเครียด เป็นต้น ก็อาจทำให้เกิดความขัดแย้งและใช้ความรุนแรงภายในครอบครัวได้ โดยผู้ที่ถูกกระทำมักเป็นเด็กและสตรี ซึ่งเด็กที่เติบโตจากครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรงนั้นมีแนวโน้มที่จะมีพฤติกรรมก้าวร้าวเมื่อโตขึ้น มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ติดยาเสพติด ติดการพนัน และมีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศได้

การขาดความเอาใจใส่และไม่มีเวลาให้กัน

ด้วยภาระหน้าที่ของสมาชิกในบ้านแต่ละคน อาจทำให้ไม่มีเวลาพูดคุย สอบถามสารทุกข์สุกดิบ หรือทำกิจกรรมร่วมกันเพื่อกระชับความสัมพันธ์ภายในครอบครัว

ปัญหาครอบครัวนำไปสู่ปัญหาสุขภาพ

ต้องบอกเลยว่า ปัญหาครอบครัว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจได้ โดยผู้ที่เผชิญปัญหาครอบครัวอาจมีอาการเครียด ปวดหัว หงุดหงิดง่าย แยกตัว ทำงานอย่างไม่มีประสิทธิภาพ มีปัญหาการนอนหลับ อารมณ์แปรปรวน ซึมเศร้า สิ้นหวัง พึ่งพาสารเสพติด และอาจทะเลาะเบาะแว้งกับสมาชิกในครอบครัวอยู่บ่อย ๆ ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นอาจลุกลามใหญ่โตหรือเรื้อรังได้ และอาจทำให้สมาชิกครอบครัวเกิดอาการทางจิตเวช เช่น โรคจิตประสาท โรคซึมเศร้า โรคบุคลิกภาพแปรปรวน เป็นต้น ดังนั้น การแก้ไขปัญหาครอบครัวตั้งแต่ต้นจะช่วยป้องกันปัญหาสุขภาพกายใจของสมาชิกในครอบครัวได้

การรับมือเมื่อเกิดปัญหาครอบครัว  

แนวทางต่าง ๆ ต่อไปนี้ อาจช่วยแก้ไขสถานการณ์และความขัดแย้งภายในครอบครัวได้

  • เปิดใจและรับฟัง หากสังเกตว่าสมาชิกในครอบครัวมีท่าทีที่แปลกไป ควรสอบถามถึงความผิดปกติและพูดคุยถึงปัญหาที่เกิดขึ้น โดยการเปิดใจพูดคุยกับสมาชิกในครอบครัวจะช่วยให้เข้าใจความรู้สึกของกันและกันได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้ ควรเป็นผู้ฟังที่ดีและบอกความต้องการของตนเองด้วยความนุ่มนวล ใช้วาจาสุภาพ และไม่ควรว่ากล่าวหรือตำหนิอีกฝ่ายหนึ่งด้วยคำพูดที่รุนแรง
  • ร่วมมือกันดูแลครอบครัว คุณพ่อคุณแม่ควรร่วมมือและช่วยเหลือกันในการดูแลครอบครัว แก้ไขปัญหาต่าง ๆ และสอดส่องดูแลพฤติกรรมของลูก ๆ โดยไม่ปล่อยให้เป็นภาระหน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่งเท่านั้น
  • คนในครอบครัวอาจรับรู้ถึงความเครียดสะสม ควรทิ้งความเครียดไว้นอกบ้าน เพราะมันแสดงผ่านจากสีหน้า จากที่ทำงานผ่านการแสดงสีหน้าของสมาชิกในครอบครัวได้ ซึ่งส่งผลให้คนอื่น ๆ รู้สึกไม่ดีไปด้วย ดังนั้น อาจฟังเพลงหรือสูดหายใจเข้าลึก ๆ เพื่อปรับอารมณ์ตนเองให้ดีขึ้นก่อนเข้าบ้าน
  • แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ การแบ่งงานบ้านต่าง ๆ เช่น การกวาดบ้าน การถูบ้าน การทิ้งขยะ และการดูดฝุ่น เป็นต้น จะทำให้สมาชิกทุกคนในบ้านมีส่วนร่วมในการทำงานร่วมกัน ซึ่งอาจช่วยป้องกันความขัดแย้งและยังเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักช่วยเหลือตนเองเมื่อโตขึ้นอีกด้วย
  • รับประทานอาหารร่วมกัน การรับประทานอาหารเย็นร่วมกันทำให้สมาชิกในครอบครัวมีโอกาสพูดคุยกัน ช่วยสานสัมพันธ์ภายในครอบครัวให้ดีขึ้น เป็นโอกาสที่ดีสำหรับพ่อแม่ที่จะสังเกตอารมณ์และเรียนรู้นิสัยใจคอของลูก ๆ และยังเป็นช่วงเวลาที่เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากพ่อแม่อีกด้วย
  • การทำกิจกรรมร่วมกัน การใช้เวลาที่มีคุณภาพร่วมกันแม้เพียงเล็กน้อยก็ช่วยสร้างความสัมพันธ์ที่ดี ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาครอบครัวที่มีคุณภาพ โดยอาจทำกิจกรรม เช่น เล่นบอร์ดเกม ทำงานศิลปะ ออกไปเดินเล่นด้วยกันตอนเย็นหรือช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ เป็นต้น
  • ควรใส่ใจตัวเองมากขึ้น ภาวะเครียดจากปัญหาครอบครัวอาจทำให้เกิดพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมและทำลายสุขภาพได้ ดังนั้น ควรดูแลและใส่ใจสุขภาพตัวเองเสมอ เช่น รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ในปริมาณที่เหมาะสม ออกกำลังกายเป็นประจำ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ดี สภาพแวดล้อมอาจส่งผลต่อพฤติกรรมได้ การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมภายในบ้านหรือรอบ ๆ บ้านให้ดีขึ้นอาจช่วยลดอาการเครียดที่เกิดขึ้นได้

เมื่อไหร่ที่ควรขอคำแนะนำจากแพทย์ ?

ปัญหาครอบครัวอาจส่งผลกระทบต่ออารมณ์และสภาพจิตใจได้ ดังนั้น ผู้ที่กำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ ภายในครอบครัว ทั้งปัญหาการใช้ความรุนแรงหรือปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างคู่สมรส อาจโทรศัพท์เพื่อขอรับคำปรึกษาจากกรมสุขภาพจิตที่สายด่วนสุขภาพจิต 1323 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง นอกจากนี้ อาจไปพบจิตแพทย์เพื่อปรึกษาปัญหาและรับคำแนะนำได้ตามโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ

หลังจากที่มีความขัดแย้งกัน อยากให้แต่ละฝ่ายถอยออกมาคนละก้าว นอกจากนี้ขอนำเสนอ วิธีช่วยลดความขัดแย้งระหว่างกัน เผื่อว่าจะช่วยได้บ้างจากหนักให้เป็นเบาขึ้นดังนี้

คุยกันต่อหน้า
เมื่อคุณมีปัญหาขัดแย้งกับผู้อื่น ควรพูดคุยกันต่อหน้า ซึ่งจะช่วยหลีกเลี่ยงการเข้าใจผิดกันได้เป็นอย่างดี ไม่ควรใช้วิธีส่งข้อความผ่านทางอีเมล จดหมาย โทรศัพท์ หรือพูดผ่านบุคคลที่สาม ซึ่งอาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดกันมากยิ่งขึ้น
เนื่องจากการส่งข้อความหรือพูดคุยกัน โดยอีกฝ่ายไม่เห็นสีหน้าท่าทางของคุณ ที่บ่งบอกถึงความเห็นอกเห็นใจหรือความเข้าใจนั้น อาจยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิม

เจรจาในที่ส่วนตัว
การเจรจาข้อพิพาทในสถานที่เปิด อาจมีตัวแปรอื่นๆยั่วยุให้เกิดข้อขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น ทางที่ดีควรหาสถานที่ที่เป็นส่วนตัว ที่คู่กรณีสามารถพูดคุยกันได้อย่างเต็มที่ เพราะบ่อยครั้งที่ความคิดเห็นจากบรรดาเพื่อนร่วมงาน เพื่อนฝูง หรือคนรอบข้าง ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับความขัดแย้ง อาจทำให้บรรยากาศในการแก้ไขปัญหา แย่ลงกว่าเดิม

ปลดปล่อยอารมณ์
เปิดโอกาสให้ทั้งสองฝ่ายได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกในเรื่องที่ขัดแย้งอย่างเต็มที่ แต่ต้องเป็นไปด้วยความสงบ และหากฝ่ายหนึ่งไม่อยากพูด ขอให้เขียนจุดสำคัญๆ 2-3 เรื่อง เพื่อให้อีกฝ่ายได้อ่านและเข้าใจความรู้สึกนั้น เนื่องจากการปลดปล่อยอารมณ์ที่แท้จริงออกมา จะช่วยบรรเทาความคับข้องใจของตัวเอง อีกทั้งทำให้เข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งได้ง่ายขึ้น

รู้จักประนีประนอม
จำไว้ว่า หากคุณต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งใดๆก็ตาม อย่ายึดติดกับความคิดเห็นของตัวเองเป็นใหญ่ ควรมีความยืดหยุ่น รับฟังความคิดของผู้อื่น และยอมรับว่า บางครั้งคุณอาจต้องล้มเลิกแผนการหรือความต้องการเดิมที่วางไว้ เพื่อให้ได้ข้อยุติในการขจัดความขัดแย้งโดยสันติ

มีเป้าหมายร่วมกัน
การให้คู่พิพาทร่วมกันทำงาน เพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน ก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ใช้แก้ปัญหาความขัดแย้งอย่างได้ผล โดยเฉพาะในที่ทำงาน ซึ่งเมื่อต่างคนต่างทำตามวิธีของตัวเอง อาจเกิดข้อขัดแย้งและในที่สุดก็ไปไม่ถึงจุดหมายเพราะฉะนั้น วิธีจัดการกับเรื่องนี้คือ ระดมความคิดทั้งสองฝ่าย และเลือกวิธีที่ดีที่สุดที่เห็นตรงกัน เพื่อนำไปปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยลดความขัดแย้งในการทำงานได้

เขาคิดถูก ก็ต้องยอมรับ
ระหว่างการเจรจา หากคุณเห็นด้วยกับข้อโต้แย้งบางเรื่องของคู่กรณีที่มีเหตุผลดี คุณต้องรู้จักยอมรับ ไม่ต้องอายหรือกลัวเสียหน้าเสียศักดิ์ศรีแต่ประการใด เพราะการยอมรับความคิดเห็นของอีกฝ่ายโดยปราศจากอคติ จะช่วยให้การสนทนามีทางออก และลดทอนความรู้สึกไม่เป็นมิตรลงได้

เครียดนัก ก็พักก่อน
หากความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มีมากเกินกว่าจะคุยกันด้วยเหตุด้วยผลละก็ ขอให้หาเวลานอก แล้วออกจากสถานการณ์ที่ตึงเครียด และเมื่อจิตใจสงบลง ค่อยกลับมาเจรจากันใหม่ในภายหลังเพราะการแตะเบรก จะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีเวลาทบทวนในเรื่องที่โต้เถียงกันได้อย่างกระจ่างและมีเหตุผลยิ่งขึ้น

สอดแทรกอารมณ์ขัน
การคลี่คลายสถานการณ์ขัดแย้งที่ดูตึงเครียด ด้วยเรื่องตลกหรือขำขัน อาจเป็นวิธีง่ายๆที่ช่วยให้อีกฝ่ายเข้าใจถึงสาเหตุที่คุณไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขา อีกทั้งยังช่วยให้บรรยากาศที่มึนตึง ดูผ่อนคลายลง แต่ควรหลีกเลี่ยงเรื่องตลกที่อาจทำให้คู่กรณีไม่พอใจหรือเป็นการดูถูก ที่สำคัญ ต้องพยายามมิให้เรื่องขำขันของคุณกลายเป็นตลกฝืด ที่ดูยังไงก็ไม่สนุกไปด้วย

ขอความช่วยเหลือ
เมื่อการพยายามแก้ไขปัญหาความขัดแย้งเกิดบานปลาย มีความรุนแรง ข่มขู่ ด่าทอ หรือใช้กำลังเข้าร่วม โปรดอย่ารีรอที่จะขอความช่วยเหลือจากบุคคลภายนอก

ให้เวลาเยียวยา
หากไม่มีฝ่ายใดยอมลดราวาศอกให้กัน ควรเจรจาเพื่อหาข้อยุติที่เป็นกลาง ไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นผู้ชนะ และหยุดปัญหาพิพาทไว้ชั่วคราว เพราะบ่อยครั้งที่กาลเวลาสามารถเยียวยาความขัดแย้งได้อย่างเห็นผลแต่หากเรื่องขัดแย้งดังกล่าวยังคงค้างคาใจ แม้เวลาจะผ่านไปนานเพียงใด คุณคงต้องหวนกลับไปพูดคุยกับคู่กรณีใหม่ เพื่อไม่ให้ความสัมพันธ์แย่ลงไปกว่าเดิม

การตรวจปัสสาวะ Urinalysis

การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เป็นการตรวจดูลักษณะทางกายภาพ

การตรวจปัสสาวะ (Urinalysis) เป็นการตรวจดูลักษณะทางกายภาพ สารเคมี หรือตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เพื่อค้นหาความผิดปกติและประเมินความเสี่ยงในบางโรคเบื้องต้นจากน้ำปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะมีประโยชน์อย่างไร

การตรวจปัสสาวะเป็นการตรวจพื้นฐานทางการแพทย์ที่ใช้ในหลายกรณี สามารถใช้วินิจฉัยโรคหรือการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะในเบื้องต้น เช่น อาการปวดท้อง ปวดหลัง ปวดเอว ปัสสาวะบ่อย อาการปวดแสบขณะปัสสาวะ หรือปัสสาวะมีเลือดปน เพื่อหาสาเหตุความผิดปกติที่เกิดขึ้น อีกทั้งยังช่วยตรวจคัดกรองโรคที่มีความเกี่ยวข้องกับอวัยวะหลายส่วน เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคตับ ซึ่งสามารถตรวจพบความผิดปกติบางส่วนได้จากน้ำปัสสาวะ รวมไปถึงใช้ในการติดตามผลการรักษาของโรคว่าเป็นไปในทางที่ดีหรือแย่ลง แพทย์จึงมักส่งตรวจปัสสาวะในการตรวจสุขภาพประจำปี การตรวจสุขภาพเพื่อเตรียมตัวก่อนรับการผ่าตัด หรือการตรวจเมื่อเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

นอกจากนี้ยังสามารถตรวจวินิจฉัยในบางภาวะได้ เช่น การตรวจหาสารเสพติดบางชนิดในร่างกาย หรือตรวจการตั้งครรภ์จากฮอร์โมน ฮิวแมน คอริโอนิก โกนาโดโทรฟิน (Human Chorionic Gonadotropin: HCG) ที่พบในน้ำปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะ Urinalysis
การตรวจปัสสาวะ Urinalysis

ขั้นตอนการตรวจปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะมีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก สามารถทำได้ทุกช่วงเวลา แต่ในบางกรณีควรเก็บปัสสาวะในช่วงเช้า เนื่องจากน้ำปัสสาวะจะมีความเข้มข้นสูง โดยสามารถปฏิบัติได้ตามคำแนะนำดังนี้

  • ทางโรงพยาบาลจะให้ถ้วยพลาสติกขนาดเล็กสำหรับเก็บน้ำปัสสาวะ
  • ก่อนการเก็บตัวอย่างปัสสาวะควรล้างมือให้สะอาดและทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศ เพื่อป้องกันการปนเปื้อนที่อาจมีผลต่อการตรวจ
  • การเก็บตัวอย่างปัสสาวะ ควรเลือกเก็บเฉพาะน้ำปัสสาวะเฉพาะช่วงกลาง โดยให้ปัสสาวะในช่วงแรกและช่วงท้ายทิ้งไป ปริมาณการเก็บประมาณ 30-60 มิลลิลิตร (1-2 ออนซ์)
  • ขณะการเก็บปัสสาวะไม่ควรนำภาชนะไปสัมผัสโดนกับอวัยวะเพศหรือผิวหนังบริเวณนั้นโดยตรง เพื่อหลีกเลี่ยงเชื้อต่าง ๆ ที่อาจพบได้จากบริเวณนั้น ทำให้ผลการวิเคราะห์คลาดเคลื่อน
  • ตรวจดูความสะอาดบริเวณรอบภาชนะและปิดฝาให้เรียบร้อย นำกลับไปส่งให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ดูแล

อย่างไรก็ตามแพทย์อาจจะมีการเก็บปัสสาวะด้วยวิธีอื่น ๆ ในกรณีที่ใช้ในการตรวจวินิจฉัยโรคบางโรค เช่น

การเก็บปัสสาวะแบบ 24 ชั่วโมง (24-hour Urine Collection) เป็นการเก็บปัสสาวะสำหรับการตรวจวินิจฉัยบางโรค เช่น การตรวจในผู้ป่วยโรคไต ทางโรงพยาบาลจะให้ภาชนะเก็บปัสสาวะขนาดประมาณ 1 แกลลอน (ประมาณ 4 ลิตร) สำหรับการเก็บน้ำปัสสาวะตลอดช่วงเวลา 24 ชั่วโมง โดยจะเริ่มเก็บน้ำปัสสาวะครั้งแรกหลังจากการถ่ายปัสสาวะทิ้งไป จากนั้นจึงเริ่มบันทึกเวลาการเก็บเริ่มต้นและมีการเก็บปัสสาวะครั้งต่อไปเรื่อย ๆ จนครบระยะเวลา 24 ชั่วโมง ในช่วงระหว่างการเก็บปัสสาวะควรเก็บขวดปัสสาวะไว้ในตู้เย็นอยู่เสมอ เมื่อครบกำหนดเวลาในการเก็บปัสสาวะครั้งสุดท้ายจึงจะนำไปส่งให้แพทย์เมื่อมีการนัดครั้งต่อไป

การเก็บตัวอย่างปัสสาวะโดยใส่สายสวน (Catheter Collection) สามารถเก็บได้ 2 แบบ คือ เก็บโดยใส่สายสวนแบบชั่วคราว หรือเก็บจากสายสวนปัสสาวะเดิมที่คาอยู่ในท่อปัสสาวะผู้ป่วย ขั้นตอนการใส่สายสวนจะต้องมีการทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อน จากนั้นจึงสอดสายสวนผ่านท่อปัสสาวะเข้าไปในกระเพาะปัสสาวะ เพื่อเก็บปัสสาวะ หากเป็นการเก็บจากสายสวนปัสสาวะเดิมที่คาอยู่ในท่อปัสสาวะของผู้ป่วย จะต้องมีการทำความสะอาดบริเวณสายสวนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนเช่นกัน จากนั้นจึงใช้ไซริงค์ (Syringes) ดูดน้ำปัสสาวะออกมา การเก็บปัสสาวะโดยใส่สายสวนนี้จะช่วยให้ได้น้ำปัสสาวะที่ไม่มีปนเปื้อน เพื่อนำไปเพาะเชื้อในกรณีที่คาดว่าเกิดการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ หรืออาจใช้ในกรณีอื่น ๆ เช่น ผู้ป่วยไม่สามารถปัสสาวะได้เอง มีอาการปวดอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ

การเก็บปัสสาวะด้วยการเจาะหน้าท้อง (Suprapubic Aspiration) เป็นวิธีการเก็บปัสสาวะด้วยการเจาะบริเวณหน้าท้องและดูดเอาน้ำปัสสาวะออกมาจากกระเพาะปัสสาวะโดยตรง ซึ่งทำให้น้ำปัสสาวะเกิดการปนเปื้อนได้น้อยเมื่อเทียบกับวิธีอื่น แต่วิธีการทำอาจส่งผลรุนแรงได้ ส่วนใหญ่จะเหมาะสำหรับทารกแรกเกิด ผู้ที่ไม่สามารถปัสสาวะได้เอง หรือผู้ที่มีอาการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะไม่ออกหรือปวดอย่างรุนแรงขณะปัสสาวะ

นอกเหนือจากการตรวจในโรงพยาบาล การตรวจปัสสาวะยังสามารถตรวจได้จากที่บ้านด้วยชุดตรวจแบบสำเร็จรูป ออกแบบให้ใช้งานง่าย สามารถหาซื้อได้ทั่วไป เช่น การตรวจการตั้งครรภ์ ซึ่งใช้หลักการเก็บปัสสาวะคล้าย ๆ กับการตรวจในโรงพยาบาล แต่หลักการแปลผลจะใช้แถบจุ่มที่เคลือบสารเคมีที่จะมีการเปลี่ยนสีเมื่อผสมกับปัสสาวะ

การเตรียมตัวก่อนการตรวจปัสสาวะ

การตรวจปัสสาวะไม่ต้องมีการเตรียมตัวเป็นพิเศษ แต่มีข้อควรระวังบางประการที่ทำให้ผลการตรวจปัสสาวะคลาดเคลื่อนได้ เช่น

  • การรับประทานยาหรือวิตามินเสริมบางชนิด เช่น วิตามินบี ยาฟีนาโซไพริดีน (Phenazopyridine) ยาไรแฟมพิซิน (Rifampicin) ยาเฟนิโทอิน (Phenytoin) วิตามินซีที่มีการรับประทานคู่กับยาปฏิชีวนะ  ยิงปลาเครดิตฟรี จึงควรมีการแจ้งหรือสอบถามเบื้องต้นก่อนการตรวจ
  • ผู้ที่อยู่ในช่วงมีประจำเดือนหรือใกล้มีประจำเดือนควรหลีกเลี่ยงการตรวจปัสสาวะ แพทย์หรือพยาบาลจะแนะนำให้รอตรวจหลังจากหมดประจำเดือนจะดีที่สุด
  • การตรวจปัสสาวะไม่จำเป็นต้องมีการอดอาหารและน้ำก่อนการตรวจ แต่ในกรณีที่มีการตรวจอย่างอื่นในช่วงเวลาเดียวกับการตรวจปัสสาวะ แพทย์อาจสั่งให้งดน้ำและอาหารแล้วแต่ละบุคคล
  • ผู้ที่มีการตรวจเอกซเรย์และใช้สารทึบรังสีในช่วงระยะเวลา 3 วันก่อนการตรวจปัสสาวะควรหลีกเลี่ยง

การดูแลและติดตามผลหลังการตรวจปัสสาวะ

หลังการตรวจปัสสาวะสามารถกลับบ้านได้ตามปกติ ไม่มีความเสี่ยงและอันตรายในการตรวจ ขั้นตอนการตรวจใช้เวลาไม่นาน แต่ต้องรอผลตรวจประมาณ 1-2 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงพยาบาล ตัวอย่างปัสสาวะจะถูกส่งไปยังห้องปฏิบัติการเพื่อวิเคราะห์ตามขั้นตอน

การตรวจดูลักษณะทางกายภาพทั่วไป (Visual Examination) เป็นการสังเกตดูสี กลิ่น และความใสของน้ำปัสสาวะที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น การติดเชื้อที่อาจทำให้น้ำปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นฉุนเหม็น หรือสีปัสสาวะที่เปลี่ยนแปลงไปอาจบ่งบอกภาวะร่างกายขาดน้ำหรือการมีเลือดปนมาในปัสสาวะ อย่างไรก็ตามก็อาจมีหลายปัจจัยที่ส่งผลต่อลักษณะของน้ำปัสสาวะ ทั้งประเภทอาหารที่รับประทาน ปริมาณน้ำที่ดื่ม ยา หรือโรคประจำตัว

การตรวจสอบสารเคมีในน้ำปัสสาวะ (Chemical Examination) เป็นการตรวจดูสารเคมีที่พบในน้ำปัสสาวะ ซึ่งสารเหล่านี้จะเป็นตัวบ่งบอกถึงสุขภาพและความผิดปกติของร่างกายในขณะนั้น เช่น

  • คีโตน (Ketones) เป็นสารเคมีที่เกิดจากการเผาผลาญไขมันให้เป็นน้ำตาลในกรณีที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรตมาเป็นพลังงานได้เพียงพอ หากตรวจพบสารคีโตนในน้ำปัสสาวะเป็นปริมาณมากอาจเป็นตัวบ่งบอกสภาวะร้ายแรงบางอย่างที่เกิดขึ้นในร่างกาย เช่น โรคเบาหวาน การรับประทานอาหารในกลุ่มของน้ำตาลและคาร์โบไฮเดรตไม่เพียงพอ การอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งต้องมีการติดตามผลหรือตรวจในขั้นต่อไปเพื่อหาสาเหตุความผิดปกติ
  • กลูโคส (Glucose) กลูโคสเป็นน้ำตาลประเภทหนึ่งที่พบในเลือด โดยปกติแทบจะไม่มีน้ำตาลกลูโคสหรือมีน้อยมากในน้ำปัสสาวะ แต่หากตรวจพบน้ำตาลในน้ำปัสสาวะเป็นปริมาณมากอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือความผิดปกติเกี่ยวกับไต
  • โปรตีนหรือไข่ขาวในน้ำปัสสาวะ อาจพบโปรตีนในน้ำปัสสาวะได้ แต่โดยทั่วไปมีน้อยมาก หากผลตรวจแสดงถึงปริมาณโปรตีนในปริมาณมากอาจเป็นตัวชี้ได้ว่าเกิดปัญหาความผิดปกติเกี่ยวกับไต

การตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ (Microscopic Examination) ด้วยการหยดน้ำปัสสาวะประมาณ 1-2 หยด ก่อนนำไปส่องด้วยกล้องจุลทรรศน์ ซึ่งทำให้มองเห็นเซลล์เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง จุลชีพ แบคทีเรียต่าง ๆ ว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือมีปริมาณมากเกินไปหรือไม่ เพราะจะเป็นตัวชี้ให้เห็นถึงภาวะผิดปกติของร่างกาย เช่น

  • เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells/Leukocytes) โดยปกติแทบจะไม่พบเซลล์เม็ดเลือดในน้ำปัสสาวะ หากผลตรวจออกมาพบเซลล์เม็ดเลือดขาว อาจเป็นการบ่งบอกว่ามีการติดเชื้อเกิดขึ้น
  • เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells/Erythrocytes) อาจบอกได้ว่าพบความผิดปกติหรือการบาดเจ็บของไต ท่อปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะ หรือความผิดปกติของเลือด ซึ่งปกติแทบจะไม่พบเซลล์เม็ดเลือดแดงในน้ำปัสสาวะ
  • แบคทีเรีย เชื้อรา ปรสิต (Bacteria/Yeasts/ Parasites) แสดงถึงภาวะการติดเชื้อของระบบทางเดินปัสสาวะ
  • คาสท์ (Casts) เป็นแท่งโปรตีนชนิดหนึ่งที่แสดงถึงความผิดปกติในการทำงานของไต
  • ผลึก (Crystal) การตรวจพบผลึกต่าง ๆ ในปริมาณมากหรือผลึกบางประเภทในน้ำปัสสาวะอาจมีความเป็นไปได้ของการเกิดนิ่วในไตหรือความผิดปกติของระบบเผาผลาญในร่างกาย เพราะในคนปกติทั่วไปจะพบผลึกได้น้อยในน้ำปัสสาวะ

การตรวจสารเสพติดในน้ำปัสสาวะ เป็นการตรวจหาสารเสพติดบางประเภทที่ผิดกฎหมาย ยาบางชนิด หรือแอลกอฮอล์ที่อาจเป็นปัญหาต่อสุขภาพได้ เช่น แอมเฟตามีน เบนโซไดอะซีปีน กัญชา โคเคน หรือโอปิออยด์ที่เป็นสารจากฝิ่น ซึ่งมักตรวจเมื่อแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยอาจได้รับสารเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย ส่งตรวจในกรณีทางกฎหมาย หรือใช้ในการตรวจเบื้องต้นก่อนการเข้าทำงานตามบริษัทต่าง ๆ

การตรวจคัดกรองมะเร็งบางประเภท การตรวจปัสสาวะยังช่วยให้พบสารต่าง ๆ ที่อยู่ในเกณฑ์สูงผิดปกติหรือแทบไม่พบในน้ำปัสสาวะในคนสุขภาพดี อาจช่วยให้แพทย์วินิจฉัยโรคมะเร็งบางประเภท เช่น โรคมะเร็งกระเพาะปัสสาวะจากการตรวจพบเซลล์เม็ดเลือดปริมาณมากในน้ำปัสสาวะ จนทำให้น้ำปัสสาวะมีสีแดงหรือชมพู หรือการตรวจพบโปรตีนที่เรียกว่า เบ๊นซ์โจนส์โปรตีน (Bence Jones Protein) สูง อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่า โรคมัลติเพิล มัยอิโลมา (Multiple Myeloma: MM)

การติดตามผลหลังการตรวจปัสสาวะ

แพทย์ผู้สั่งตรวจปัสสาวะจะเป็นผู้ที่ประเมินความผิดปกติของผลตรวจที่ออกมา ซึ่งอาจเป็นแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสาขาที่แต่ละบุคคลไปพบ เช่น สูตินรีแพทย์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ที่เชี่ยวชาญระบบทางเดินปัสสาวะ โดยแพทย์จะมีการประเมินร่วมกับการตรวจร่างกายทั่วไป อาการผิดปกติ ประวัติการเจ็บป่วยของผู้เข้ารับการตรวจ ก่อนที่จะสรุปผลการตรวจ จากนั้นจึงค่อยนัดผู้เข้ารับการตรวจกลับมาฟังผลและพูดคุยกับแพทย์อีกครั้ง

หากผลตรวจเป็นปกติก็สามารถกลับบ้านได้ตามปกติ แต่ในกรณีที่ผลการตรวจออกมาผิดปกติ แพทย์อาจจะทำการตรวจในขั้นต่อไปเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติที่อาจทำให้เกิดความเจ็บป่วยของร่างกายขึ้นในอนาคตขึ้น เช่น การตรวจเลือด การถ่ายภาพทางรังสี (เช่น ซีทีสแกนหรือเอ็มอาร์ไอ) การตรวจสารเคมีในเลือด (Comprehensive Metabolic Panel: CMP) การตรวจนับความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด (Complete Blood Count: CBC) การเพาะหาเชื้อในปัสสาวะ (Urine Culture) ตรวจการทำงานของตับหรือไต ซึ่งจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย

มีลูกยาก (Infertility) จากมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 วัน

มีลูกยาก (Infertility) คือ ภาวะที่คู่สมรสไม่สามารถตั้งครรภ์ได้หลังจากมีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งมีเพศสัมพันธ์เฉลี่ยสัปดาห์ละ 2-3 วัน โดยไม่คุมกำเนิดอย่างน้อย 1 ปี ภาวะดังกล่าวถือเป็นปัญหาของคู่รักที่เกิดจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือปัจจัยอื่นรวมกันอันส่งผลต่อการตั้งครรภ์ โดยสาเหตุของภาวะมีลูกยากที่เกิดจากผู้หญิงคิดเป็นร้อยละ 33 เกิดจากผู้ชายคิดเป็นร้อยละ 33 และเกิดจากทั้งผู้ชายและผู้หญิงหรือเกิดจากปัจจัยอื่นที่ระบุไม่ได้คิดเป็นร้อยละ 33 เช่นกัน

โดยทั่วไปแล้ว ระบบสืบพันธุ์ของเพศหญิงจะปล่อยไข่ออกมาจากรังไข่ เพื่อรับการปฏิสนธิจากอสุจิของเพศชาย ไข่ที่ได้รับการผสมแล้วจะเคลื่อนตัวจากท่อนำไข่ไปฝังตัวที่มดลูก ผู้หญิงที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ อายุ 35 ปีขึ้นไป และไม่สามารถตั้งครรภ์ได้ภายใน 6 เดือนที่มีเพศสัมพันธ์กับคู่รักอย่างสม่ำเสมอ ควรเข้ารับการตรวจกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหามีลูกยาก ส่วนผู้ชายที่ประสบภาวะมีลูกยากจะได้รับการตรวจภาวะดังกล่าวด้วยวิธีการทางการแพทย์หลายอย่าง รวมทั้งตรวจอสุจิในห้องทดลองด้วย เพื่อเข้ารับการรักษาด้วยวิธีที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพที่ช่วยเพิ่มโอกาสให้สามารถมีลูกได้

ผู้หญิง ตรวจให้ดีทำไมมีลูกยาก
ผู้หญิง ตรวจให้ดีทำไมมีลูกยาก

อาการมีลูกยาก

ผู้ที่ประสบภาวะมีลูกยากจะไม่สามารถมีลูกหรือตั้งครรภ์ได้ โดยภาวะนี้อาจไม่ปรากฏอาการอื่นออกมาอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ผู้ชายและผู้หญิงที่ประสบภาวะมีลูกยากอาจปรากฏสัญญาณบางอย่างจากการทำงานของร่างกายที่แตกต่างกัน โดยผู้หญิงอาจมีประจำเดือนไม่ปกติหรือไม่มีประจำเดือนเลย ส่วนผู้ชายอาจมีปัญหาเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกาย เช่น เกิดการเปลี่ยนแปลงของขนที่งอกขึ้นมา หรือระบบร่างกายที่กระตุ้นแรงขับทางเพศเกิดความผิดปกติ ทั้งนี้ ผู้ที่ประสบภาวะมีลูกยากควรพบแพทย์ เพื่อขอคำปรึกษาได้ในกรณีต่อไปนี้

  • ผู้หญิงที่ประสบภาวะมีลูกยาก
    • อายุ 35-40 ปี โดยพยายามมีเพศสัมพันธ์กับคู่รักเพื่อตั้งครรภ์เป็นเวลา 6 เดือนหรือมากกว่านั้น
    • อายุ 40 ปีขึ้นไป
    • รอบเดือนมาไม่สม่ำเสมอหรือไม่มีรอบเดือนเลย
    • ปวดท้องประจำเดือนอย่างรุนแรง
    • มีประวัติประสบภาวะมีลูกยาก
    • ได้รับการวินิจฉัยว่าป่วยเป็นโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน (Pelvic Inflammatory Disease: PID)
    • เคยแท้งมาแล้วหลายครั้ง
    • เข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
  • ผู้ชายที่ประสบภาวะมีลูกยาก
    • มีจำนวนอสุจิน้อยหรือมีปัญหาเกี่ยวกับอสุจิ
    • มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับอัณฑะ ต่อมลูกหมาก หรือปัญหาทางเพศ
    • เข้ารับการรักษาโรคมะเร็ง
    • ป่วยเป็นโรคหลอดเลือดอัณฑะขอด (Varicocele) โดยอัณฑะจะมีขนาดเล็กหรือถุงอัณฑะบวมขึ้น
    • มีบุคคลในครอบครัวที่ประสบภาวะมีลูกยาก

สาเหตุมีลูกยาก

โดยทั่วไปแล้ว การตั้งครรภ์หรือมีลูกเกิดจากกระบวนการตกไข่และกระบวนการปฏิสนธิที่สมบูรณ์ ทั้งนี้ ภาวะมีลูกยากอาจปรากฏตั้งแต่เกิดหรือเกิดขึ้นภายหลัง สาเหตุของภาวะมีลูกยากของผู้หญิงและผู้ชายจะแตกต่างกัน ดังนี้

มีลูกยาก แต่อยากมีลูก
มีลูกยาก แต่อยากมีลูก
  • สาเหตุมีลูกยากของผู้หญิง กระบวนการสืบพันธุ์ของเพศหญิงประกอบด้วยการทำงานของรังไข่ ท่อนำไข่ และมดลูก หากอวัยวะทั้ง 3 ส่วนทำงานประสานกันอย่างสมบูรณ์ ก็จะทำให้ตั้งครรภ์ได้  อย่างไรก็ตาม หากประสบปัญหาสุขภาพหรือปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งตามที่กล่าวไป ก็จะมีลูกได้ยาก โดยปัญหาสุขภาพและปัจจัยภายนอกที่ก่อให้เกิดภาวะมีลูกยากสำหรับผู้หญิงประกอบด้วย

    • ปัญหาที่ส่งผลต่อการตกไข่ ส่วนใหญ่แล้ว ช่วงรอบเดือนของผู้หญิงมักมีช่วงเวลาประมาณ 28 วัน โดยช่วงกึ่งกลางของรอบเดือนถือเป็นวันที่ร่างกายพร้อมเจริญพันธุ์มากที่สุด ผู้ที่ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมออาจตกไข่ได้ยาก ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
      • ถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS) โรคนี้ถือเป็นสาเหตุของการมีลูกยากที่พบได้ทั่วไปมากที่สุด โดยผู้ป่วยจะมีระดับฮอร์โมนเทสโทสเทอโรนสูงขึ้น ซึ่งทำให้มีสิวและขนขึ้นตามร่างกายมากเกินไป อีกทั้งระดับฮอร์โมนยังไม่สมดุล ส่งผลต่อระบบการตกไข่ของร่างกาย
      • ปัญหาเกี่ยวกับต่อมไทรอยด์ ผู้ป่วยเป็นโรคไทรอยด์เป็นพิษ หรือประสบภาวะขาดไทรอยด์ ก็อาจมีปัญหาเกี่ยวกับการตกไข่ จนนำไปสู่ภาวะมีลูกยากได้
      • ความผิดปกติของไฮโปทาลามัส (Hypothamus) และต่อมใต้สมอง (Pituitary Glands) ผู้ที่ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมองทำงานผิดปกติ สามารถประสบภาวะมีลูกยากได้ เนื่องจากไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมองทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมการตกไข่ให้เป็นปกติ หากการทำงานของอวัยวะทั้ง 2 ส่วนผิดปกติ จะทำให้ร่างกายไม่ตกไข่ได้
      • ประจำเดือนไม่มาจากความเครียด (Functional Hypothalamic Amenorrhea: FHA) ภาวะนี้เกิดจากการที่ร่างกายออกกำลังกายหนัก เครียด หรือน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งนี้ อาจเกิดจากโรคที่เกี่ยวกับความผิดปกติในการกิน เช่น อะนอเร็กเซีย (Anorexia)
      • ภาวะตกไข่น้อยลง (Diminished Ovarian Reserve: DOR) ภาวะนี้จะก่อให้เกิดการผลิตไข่ในรังไข่น้อยกว่าปกติ ทั้งนี้ ภาวะตกไข่น้อยอาจเกิดจากระบบสืบพันธุ์ ยา การผ่าตัด หรือสาเหตุอื่นที่ระบุไม่ได้
      • รังไข่เสื่อมก่อนกำหนด (Premature Ovarian Insufficiency: POI) ภาวะนี้จะทำให้รังไข่เสื่อมก่อนอายุ 40 ปี หรือเข้าวัยทองก่อนกำหนด มักไม่ปรากฏสาเหตุที่แน่ชัด ปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับภาวะนี้อาจเกิดจากโรคที่เกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน โรคทางพันธุกรรม การได้รับคีโมหรือฉายรังสีเพื่อรักษาโรค หรือสูบบุหรี่ อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ประสบภาวะรังไข่เสื่อมก่อนกำหนดร้อยละ 5-10 สามารถตั้งครรภ์ได้เองตามปกติ
      • วัยทอง ผู้ที่อายุใกล้ 50 ปี จะเริ่มเข้าสู่วัยทอง โดยการทำงานของรังไข่เสื่อมลง ผู้ที่เป็นวัยทองมักเกิดอาการร้อนวูบวาบ อารมณ์แปรปรวน หรือนอนหลับยาก
  • ท่อนำไข่ตัน (Tubal Patency) ภาวะนี้อาจทำให้ท่อนำไข่อุดตัน หรือบวมได้ ซึ่งเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้
    • การติดเชื้อที่อุ้งเชิงกราน ผู้ที่ประสบภาวะนี้จะเกิดการติดเชื้อที่ระบบสืบพันธุ์ส่วนบน ได้แก่ มดลูก ท่อนำไข่ และรังไข่ ทำให้เกิดแผลที่ท่อนำไข่ ส่งผลให้ไม่สามารถลำเลียงไข่ไปยังมดลูกได้ตามปกติ โดยโรคนี้เกิดจากการได้รับเชื้อที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์

    • เยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ ภาวะนี้เกิดจากเยื่อบุมดลูกไปเจริญภายนอกมดลูก ส่งผลให้การทำงานของรังไข่ มดลูก และท่อนำไข่ผิดปกติ จนนำไปสู่ภาวะมีลูกยาก

    • ปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ผู้ที่เคยมีประวัติป่วยเป็นไส้ติ่งอักเสบ หนองในแท้ หนองในเทียม หรือเคยได้รับการผ่าตัดที่ท้อง โดยเกิดเนื้อเยื่อหรือพังผืดขึ้นมา ก็สามารถประสบภาวะมีลูกยากได้

  • ความผิดปกติของมดลูกหรือปากมดลูก ความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับมดลูกและปากมดลูก อันนำไปสู่ภาวะมีลูกยากนั้น อาจมาจากปากมดลูกเปิด มีติ่งเนื้อที่มดลูก หรือลักษณะมดลูกผิดปกติ ทั้งนี้ ยังมีสาเหตุอื่นทีทำให้เกิดภาวะมีลูกยาก ดังนี้
    • เนื้องอกมดลูก เนื้องอกในมดลูกที่เรียกว่าก้อนฟัยบรอยด์ส (Fibroids) ไม่ใช่เนื้อร้าย แต่จะส่งผลกระทบต่อการเจริญพันธุ์ได้ โดยเนื้องอกอาจทำให้ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิแล้วไม่สามารถฝังตัวที่มดลูก หรือปิดกั้นท่อนำไข่
    • ปัญหาเกี่ยวกับมูกที่ปากมดลูก มูกที่ปากมดลูกจะข้นน้อยลงเมื่ออยู่ในช่วงตกไข่ เพื่อให้อสุจิสามารถเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ได้ง่าย อย่างไรก็ตาม หากเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับมูกที่ปากมดลูก ก็อาจส่งผลต่อการตั้งครรภ์ได้
  • ยาและสารเสพติดอื่น ๆ การใช้ยาหรือสารเสพติดอื่น ๆ จะก่อให้เกิดผลข้างเคียงอันส่งผลต่อการตั้งครรภ์ โดยยาและสารเสพติดที่เป็นสาเหตุของการมีลูกยากประกอบด้วย
    • กลุ่มยาแก้ปวดไม่ผสมสเตียรอยด์ (Non-Steroidal Anti-Inflammatory Drugs: NSAIDs) ผู้ที่ใช้ยาในกลุ่มนี้ เช่น ไอบูโพรเฟน หรือแอสไพริน เป็นเวลานาน หรือได้รับยาดังกล่าวในปริมาณมาก จะเสี่ยงมีลูกยากได้สูง
    • เคมีบำบัด ตัวยาที่ใช้ทำเคมีบำบัดหรือคีโมนั้น จะทำให้รังไข่เสื่อมลง ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาด้วยวิธีนี้อาจได้รับผลข้างเคียง โดยรังไข่ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติและเสื่อมเร็วขึ้น
    • ยารักษาโรคจิต (Neuroleptic Medicines) ผู้ป่วยวิกลจริตจะได้รับการรักษาด้วยยาต้านโรคจิต (Neuroleptic Drugs) โดยยาดังกล่าวจะทำให้ประจำเดือนไม่มาหรือเกิดภาวะมีลูกยาก
    • สไปโรโนแลคโตน (Spironolactone) ยานี้จัดเป็นยาที่ใช้ขับอาการบวมน้ำในร่างกาย ผู้ที่ใช้ยานี้จะกลับไปตั้งครรภ์ได้ปกติ ซึ่งใช้เวลาประมาณ 2 เดือนหลังหยุดใช้ยา
    • สารเสพติดอื่น ๆ กัญชา โคเคน และสารเสพติดอื่น ๆ ล้วนส่งผลต่อการเจริญพันธุ์ของร่างกาย และทำให้ตกไข่ได้ยาก
  • การทำหมัน ผู้หญิงที่ไม่ต้องการมีลูก จะทำหมันเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ โดยวิธีนี้ทำให้ท่อนำไข่อุดตัน ส่งผลให้ไม่สามารถลำเลียงไข่ไปฝังตัวที่มดลูกได้
  • สาเหตุมีลูกยากของผู้ชาย ผู้ชายที่ประสบภาวะมีลูกยากจะต้องเข้ารับการตรวจอสุจิ ซึ่งจะพิจารณาจากค่าความเข้มข้น การเคลื่อนไหว และรูปร่างของอสุจิ ผลการตรวจอสุจิที่เกิดความผิดปกติจะปรากฏจำนวนอสุจิน้อย อสุจิเคลื่อนตัวผิดปกติอันส่งผลต่อการเข้าไปปฏิสนธิกับไข่ หรือรูปร่างไม่สมประกอบซึ่งส่งผลให้เคลื่อนที่และปฏิสนธิกับไข่ได้ยาก ผลการตรวจนี้จะช่วยวินิจฉัยปัจจัยที่ส่งผลให้เกิดภาวะมีลูกยาก โดยปัจจัยที่ทำให้ผู้ชายประสบภาวะดังกล่าวนั้นมีหลายอย่าง ดังนี้
    • ความผิดปกติเกี่ยวกับการทำงานหรือการผลิตอสุจิ ผู้ที่มีความผิดปกติแต่กำเนิด หรือมีปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เช่น ป่วยเป็นโรคเบาหวาน หรือได้รับเชื้อหนองในแท้ หนองในเทียม คางทูม หรือเชื้อเอชไอวี สามารถประสบภาวะมีลูกยากได้ ทั้งนี้ ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับอัณฑะก็จะส่งผลต่อการทำงานและการผลิตอสุจิ เนื่องจากอัณฑะทำหน้าที่ผลิตและเก็บอสุจิ หากถุงอัณฑะได้รับความเสียหาย ก็จะส่งผลต่อคุณภาพของตัวอสุจิได้ โดยปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับอัณฑะที่ส่งผลต่อการผลิตอสุจินั้น ประกอบด้วย
      • การติดเชื้อที่อัณฑะ
      • มะเร็งอัณฑะ
      • ภาวะลูกอัณฑะไม่ลงถุง (Undescended Testicles) ซึ่งลูกอัณฑะไม่ลงไปอยู่ในถุงอัณฑะ ทำให้ถุงอัณฑะหย่อน
      • หลอดเลือดดำอัณฑะขอด (Varicocele) โดยหลอดเลือดดำตรงอัณฑะจะใหญ่ และทำให้อุณหภูมิของอัณฑะสูงขึ้น ซึ่งส่งผลต่อจำนวนและรูปร่างของอสุจิ
      • ความผิดปกติเกี่ยวกับอัณฑะที่มีมาแต่กำเนิด
      • การเข้ารับผ่าตัดอัณฑะ
      • การได้รับบาดเจ็บที่อัณฑะ โดยอาจทำให้จำนวนอสุจิลดลง
    • ปัญหาเกี่ยวกับการหลั่งอสุจิ ปัญหานี้เกิดจากปัจจัยหลายอย่าง ได้แก่ โรคทางพันธุกรรม (เช่น ซีสติกไฟโบรซิส) ความผิดปกติทางร่างกาย ufabet24  (เช่น อัณฑะอุดตัน) การได้รับบาดเจ็บตรงอวัยวะสืบพันธุ์ รวมทั้งปัญหาของการมีเพศสัมพันธ์ โดยปัญหาการหลั่งอสุจิที่พบได้บ่อยประกอบด้วยหลั่งเร็ว หลั่งช้า และหลั่งย้อนทาง ซึ่งมีรายละเอียดพอสังเขป ดังนี้
      • หลั่งเร็ว (Premature Ejaculation) การหลั่งเร็วนับเป็นปัญหาการหลั่งอสุจิที่พบได้มากที่สุด โดยผู้ชายจะหลั่งอสุจิเร็วเกินไปขณะมีเพศสัมพันธ์ สาเหตุที่ทำให้หลั่งเร็วเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับต่อมลูกหมาก ต่อมไทรอยด์ การใช้สารเสพติด ภาวะซึมเศร้า ความเครียด ปัญหาความสัมพันธ์ หรือความกังวลเกี่ยวกับการร่วมเพศ ซึ่งมักเกิดขึ้นกับคู่รักใหม่ หรือผู้ที่เคยมีปัญหาในการร่วมเพศมาก่อน
      • หลั่งช้า (Delayed Ejaculation) ผู้ที่หลั่งอสุจิช้าหรือไม่สามารถหลั่งอสุจิได้เลยนั้น อาจมีสาเหตุมาจากการป่วยหรือใช้ยา โดยผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน (โดยเฉพาะเบาหวานชนิดที่ 1) โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง ได้รับบาดเจ็บที่ไขสันหลัง ได้รับการผ่าตัดที่กระเพาะปัสสาวะหรือต่อมลูกหมาก หรืออายุมาก อาจประสบปัญหานี้ได้ ส่วนผู้ที่ใช้ยาต้านซึมเศร้า ยารักษาความดันโลหิตสูง ยาต้านโรคจิต ยาคลายกล้ามเนื้อ หรือยาแก้ปวดแบบแรง ก็เสี่ยงเกิดภาวะหลั่งช้าเช่นกัน
      • หลั่งย้อนทาง (Retrograde Ejaculation) ปัญหานี้จัดเป็นปัญหาการหลั่งอสุจิที่พบได้ไม่บ่อย โดยอสุจิจะไหลย้อนกลับไปที่กระเพาะปัสสาวะ ทำให้หลั่งอสุจิออกมาน้อยมากหรือไม่มีอสุจิหลั่งออกมาเลย รวมทั้งปัสสาวะมีสีขุ่นหลังมีเพศสัมพันธ์ การหลั่งย้อนทางเกิดจากกล้ามเนื้อและเส้นประสาทรอบกระเพาะปัสสาวะส่วนต้น ซึ่งเป็นช่วงต่อระหว่างท่อปัสสาวะกับกระเพาะปัสสาวะได้รับความเสียหาย ส่งผลให้รอยต่อดังกล่าวเปิดออก และอสุจิไหลย้อนกลับไปที่กระเพาะปัสสาวะ แทนที่จะไหลออกไปยังท่อปัสสาวะตามปกติ โดยผู้ที่ได้รับการผ่าตัดต่อมลูกหมากหรือกระเพาะปัสสาวะ สามารถเกิดภาวะนี้ได้มากที่สุด ทั้งนี้ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือใช้ยารักษาความดันโลหิตสูง ก็สามารถมีปัญหาหลั่งอสุจิย้อนทางได้
    • ความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน ผู้ชายที่ประสบภาวะมีลูกยากอาจมีสาเหตุมาจากความผิดปกติเกี่ยวกับฮอร์โมน ดังนี้
      • ภาวะฮอร์โมนเพศต่ำ (Hypogonadism) เทสโทสเทอโรนคือฮอร์โมนเพศชาย มีส่วนช่วยในการผลิตอสุจิ ผู้ที่ประสบภาวะฮอร์โมนเพศต่ำจะมีระดับเทสโทสเทอโรนต่ำมาก ส่งผลให้ไม่สามารถผลิตอสุจิได้ตามปกติ และนำไปสู่ภาวะมีลูกยาก
      • ความผิดปกติของไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมอง ไฮโปทาลามัสและต่อมใต้สมองทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของอัณฑะ  หากไฮโปทาลามัสหรือต่อมใต้สมองถูกทำลาย หรือต่อมใต้สมองเกิดเนื้องอกจนผลิตโปรแลคตินออกมามากเกินไป ย่อมส่งผลให้ร่างกายผลิตอสุจิได้น้อย
      • ปัญหาสุขภาพและการใช้ยาอื่น ๆ ปัญหาสุขภาพอื่นสามารถส่งผลต่อระดับฮอร์โมนอันนำไปสู่ภาวะมีลูกยากได้ ได้แก่ เนื้องอกหรือเนื้อร้ายในต่อมใต้สมอง ภาวะ CAH (Congenital Adrenal Hyperplasia) อันเกิดจากความผิดปกติของต่อมหมวกไตฮอร์โมนเอสโตรเจนมากเกินไป กลุ่มอาการคุชชิง (Cushing Syndrome) กลุ่มอาการไคลน์เฟลเตอร์ (Klinefelter Syndrome) ซึ่งเป็นภาวะที่ผู้ชายมีโครโมโซมเพศหญิง หรือการใช้ยากลูโคคอร์ติคอยด์ (Glucocorticoids) เป็นเวลานาน
    • การทำหมัน ผู้ชายที่ไม่ต้องการมีลูกจะตัดสินใจทำหมัน โดยแพทย์จะผ่าและปิดท่อที่ลำเลียงอสุจิไปยังอัณฑะ ทำให้ไม่มีอสุจิสำหรับสืบพันธุ์
    • การใช้ยาและสารเสพติดอื่น ๆ ยารักษาโรคบางอย่างอาจก่อให้เกิดภาวะมีลูกยากได้ ดังนี้
      • ซัลฟาซาลาซีน (Sulfasalazine) ยานี้เป็นยาต้านอักเสบชนิดหนึ่ง ใช้รักษาโรคโครห์น (Cronh Disease) และโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ทั้งนี้ ซัลฟาซาลาซีนอาจลดจำนวนอสุจิได้ โดยร่างกายจะสามารถกลับมาผลิตจำนวนอสุจิได้เท่าเดิมหลังจากหยุดใช้ยาแล้ว
      • อนาโบลิคสเตียรอยด์ (Anabolic Steroids) ฮอร์โมนหรือสารกระตุ้นนี้จัดเป็นยาผิดกฎหมาย นำมาใช้สร้างกล้ามเนื้อและกระตุ้นร่างกายให้เล่นกีฬาได้ดีขึ้น ผู้ที่ใช้สารนี้ติดต่อกันเป็นเวลานานอาจทำให้จำนวนและสมรรถภาพการเคลื่อนตัวของอสุจิลดลง
    • เคมีบำบัด ผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาด้วยวิธีเคมีบำบัด อาจได้รับผลกระทบจากการใช้ยา ซึ่งส่งผลต่อการผลิตอสุจิ
    • สมุนไพรบางชนิด การใช้สมุนไพรเพื่อรักษาหรือบำรุงร่างกายสามารถก่อให้เกิดภาวะมีลูกยากได้ โดยสมุนไพรบางอย่าง เช่น เถาพระเจ้าฟ้าร้องหรือเหลย กง เถิง (Tripterygium Wilfordii) ซึ่งเป็นสมุนไพรจีนนั้น สามารถส่งผลต่อการผลิตอสุจิ รวมทั้งทำให้อัณฑะเล็กลง

นอกจากนี้ ภาวะมีลูกยากมีโอกาสเกิดขึ้นได้มากซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดภาวะนี้ได้สูงทั้งในผู้หญิงและผู้ชายนั้น ประกอบด้วย

  • อายุ ภาวะการเจริญพันธุ์ของผู้ชายและผู้หญิงจะค่อย ๆ เสื่อมลงไปตามอายุที่มากขึ้น โดยผู้หญิงที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปจะเริ่มมีลูกยาก และเมื่ออายุ 37 ปีขึ้นไป สมรรถภาพในการตั้งครรภ์จะถดถอยอย่างรวดเร็ว เนื่องจากร่างกายผลิตไข่น้อยลง รวมทั้งอาจมีปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการเจริญพันธุ์ ส่วนผู้ชายที่อายุ 40 ปีขึ้นไป อาจมีลูกได้ยากกว่าผู้ชายที่อายุน้อยกว่า รวมทั้งอาจต้องใช้ยารักษาโรคบางอย่างที่ส่งผลให้มีลูกได้ยาก เช่น ยารักษาอาการทางจิต หรือยารักษามะเร็งบางชนิด
  • การใช้สารเสพติด ผู้หญิงที่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากจะทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพครรภ์ได้ ควรงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในกรณีที่วางแผนมีบุตร ส่วนผู้ชายอาจได้รับผลกระทบจากการดื่ม โดยจำนวนและสมรรถภาพในการเคลื่อนตัวของอสุจิจะลดลง รวมทั้งเสี่ยงเกิดความผิดปกติแต่กำเนิดแก่ทารกได้สูง ส่วนผู้ที่สูบบุหรี่หรือกัญชานั้น จะทำให้ผู้หญิงแท้งบ่อย ส่วนผู้ชายจะประสบภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศและจำนวนอสุจิลดลง
  • น้ำหนักตัว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐานเสี่ยงเกิดปัญหาการมีลูกได้ โดยผู้หญิงมีโอกาสมีลูกยากมากขึ้น ส่วนผู้ชายอาจมีจำนวนอสุจิน้อยลง
  • การออกกำลังกาย ผู้ที่ไม่ค่อยออกกำลังกาย อาจทำให้เกิดภาวะอ้วน ซึ่งนำไปสู่ภาวะมีลูกยากได้ ทั้งนี้ ผู้ที่ออกกำลังกายหักโหมจนน้ำหนักตัวน้อยเกินไป จะทำให้ร่างกายไม่สามารถตกไข่ได้ตามปกติ