พื้นที่ภายในบ้าน

ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น จัดบ้านแคบให้น่าอยู่ พื้นที่ภายในบ้าน

สำหรับการจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านทุกวันนี้กลายเป็นศาสตร์สำคัญของคนที่มี พื้นที่ภายในบ้าน อย่างจำกัดไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเมื่อเราอาศัยอยู่บ้านไปนานวันเข้า ข้าวของภายในบ้านก็ยิ่งเยอะมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้พื้นที่ภายในบ้านยิ่งคับแคบลง แต่พื้นที่ที่คับแคบลงแบบนี้จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะวันนี้เรามี “10 ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น” มาบอกทุกคน ไปดูกันเลย ว่าแต่ละไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างนั้นมีอะไรบ้าง

1) เปิดรับแสงธรรมชาติ
เริ่มต้นที่การเปิดรับแสงธรรมชาติเข้าบ้านกันก่อนเลย จะเห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้มักจะใช้กระจกทรงสูงหรือแม้แต่หลังคาโปร่งแสงเพื่อเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้สาดเข้ามาในตัวบ้านมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าแสงสว่างที่เปิดจ้าจะทำให้บ้านดูโปร่ง ไม่อึดอัด และดูกว้างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

2) ติด “กระจก” สร้างมิติ
อีกสิ่งที่นิยมมากในการตกแต่งบ้านก็คือ “กระจก” ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงแค่ติดกระจกไว้สำหรับส่องภายในห้องน้ำหรือห้องแต่งตัวเท่านั้น ออกแบบบ้าน แต่ทุกพื้นที่ของบ้านเราสามารถติดกระจกไว้ได้ เพราะกระจกจะช่วยเพิ่มมิติและเสริมให้พื้นที่นั้นดูกว้างขึ้น ช่วยแก้ปัญหาบ้านแคบและทึบได้เป็นอย่างดี

3) เลี่ยงการกั้นพื้นที่แต่ละส่วน
หลายคนอาจจะชอบความเป็นส่วนตัวด้วยการกั้น พื้นที่ภายในบ้าน แต่ละส่วน แต่รู้หรือไม่ ว่าการแบ่งพื้นที่เช่นนี้จะยิ่งทำให้บ้านของเราดูแคบลง ดังนั้นทางออกที่ดีคือการเปิดเป็น Open Zone อย่างเช่นพื้นที่มุมนั่งเล่นที่สามารถเชื่อมต่อไปยังมุมรับประทานอาหารได้นั่นเอง

4) ขจัดสิ่งไม่จำเป็น
อีกสาเหตุของบ้านแคบก็คือสิ่งของที่ไม่จำเป็น! ดังนั้นการจัดแต่ละพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นระเบียบช่วยเสริมให้บ้านดูกว้างขึ้น หากข้าวของเยอะและยังไม่สามารถตัดใจทิ้งได้นั้น ก็สามารถ Built In ตู้เก็บเพื่อเก็บของก็ได้ นอกจากจะช่วยให้บ้านเป็นระเบียบมากขึ้น ยังช่วยให้ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

5) “สี” สำคัญมาก
การทาสีบ้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสีผนังที่จะช่วยให้บ้านดูกว้างขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกใช้สีเอิร์ธโทน เพราะนอกจากจะช่วยให้บ้านดูสว่างและกว้างแล้ว ยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่หากใครที่ชอบโทนสีเข้ม เพียงแค่ใช้แสงไฟประดับไว้ในมุมที่มืดก็จะช่วยขับให้พื้นที่ดูกว้างขึ้นได้

6) ของตกแต่ง “MINIMAL STYLE”
สำหรับพื้นที่เล็กๆ โดยเฉพาะห้องนอน การตกแต่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งของตกแต่งแบบ “Minimal Style” ที่เน้นความเรียบง่ายกลายเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มีขนาดเล็ก ไม่เปลืองพื้นที่มองแล้วสบายตา ทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างขึ้นนั่นเอง

7) เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ช่วยได้
หลายคนอาจมองว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่จะกินพื้นที่ภายในบ้าน ทำให้บ้านดูแคบ แต่รู้หรือไม่ว่าการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นจะทำให้พื้นที่แคบๆ ดูเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ หลายชิ้น เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ นั้นให้ความรู้สึกที่รุงรังกว่าปกตินั่นเอง

8) ห้องนอนจะกว้าง อย่ามองข้าม “เตียง”
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าห้องนอนของเราดูแคบและอึดอัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกเตียงนอนที่ผิด! เราควรเลือกเตียงให้เหมาะสมกับขนาดห้อง ไม่ใช้เตียงใหญ่เกินไปเพราะเปลืองพื้นที่ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเตียงก็สำคัญ ควรวางไว้ชิดมุมใดมุมหนึ่งเพื่อมีพื้นที่เหลือสามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

9) เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม
ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชันเป็นกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะเพียงชิ้นเดียวก็สามารถใช้งานได้หลากหลาย และที่สำคัญคือไม่เปลืองพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนที่มีลิ้นชักสำหรับเก็บของได้ พับขึ้นแล้วกลายเป็นโต๊ะทำงานก็ได้ หรือจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่สามารถเป็นได้ทั้งเซ็ตเครื่องแป้งในตัวก็เช่นกัน

10) ไม่จำเป็นต้องใช้ “ประตู” เสมอไป
อย่างที่บอกไปว่าการกั้นห้องจะยิ่งทำให้พื้นที่ภายในบ้านคับแคบยิ่งขึ้น ดังนั้นบางครั้งการที่แต่ละห้องมีบานประตูกั้นอยู่ก็จะทำให้พื้นที่นั้นดูแคบลง หากเราสามารถตัดบานประตูออกไปได้ก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างพื้นที่ภายในบ้านให้สามารถเชื่อมต่อกันได้แบบ Open และขับให้พื้นที่นั้นดูกว้างมากยิ่งขึ้น

เพราะว่าบ้านคือวิมานของเรา ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาจากไหน บ้านก็จะเป็นที่แรกที่คุณนึกถึงเสมอ และพร้อมที่จะเปิดต้อนรับให้คุณได้เข้ามาพักผ่อนก่อนออกไปเผชิญความยุ่งเหยิงและความวุ่นวายของโลกภายนอกในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะเติมเต็มความรู้สึกแห่งการพักผ่อนภายในบ้านให้แลดูสบายน่าอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก็ต้องการการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง โปร่งโล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่นิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือ บ้านที่มีเนื้อที่จำกัด เทคนิคการตกแต่งบ้านขนาดเล็กให้ดูกว้างขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ที่เรานำเสนอในครั้งนี้จะเป็นในส่วนของคอนโคทาวน์โฮมและบ้านขนาดเล็ก รับรองว่าจะช่วยบ้านให้หลังเล็กหรือห้องส่วนตัวของคุณที่มีพื้นที่จำกัดไม่เป็นบ้านที่ดูน่าอึดอัดอีกต่อไป อยู่แล้วมีความสุขสบายใจ ไม่ต้องออกไปเที่ยวไหนให้เสียสตางค์ด้วยนะเอ้อ

ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน
ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน

คุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาไม่รู้ว่าจะแต่งคอนโดให้ดูกว้างและขยายพื้นที่ใช้สอยให้กว้างขึ้นอย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เดี๋ยวก่อนวันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับการแต่งคอนโดให้กว้างขวางมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวันพักผ่อนสบายๆ หรือปาร์ตี้สนุกๆ ก็มีพื้นที่เพียงพอให้คุณและเพื่อนๆได้อย่างเพียงพอจ้า

1. พื้นที่มีน้อยใช้สอยให้สนุก

ก็แหมคอนโดแต่ละตารางเมตรราคาสูงลิบลิ่ว ยิ่งใกล้แหลางสาธารณูโภคก็ยิ่งแพงไปกันใหญ่ ได้เวลาปรับลุคเปลี่ยนโฉมคอนโดให้ชิคยิ่งกว่าใคร ด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างชาญฉลาด พยายามจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดผนังและเป็นสัดส่วน เพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้ดูโปร่งโล่ง ไม่เกะกะขวางทางลม

2. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ 2 IN 1 หรือเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ (Multi-tasking) แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น

เฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะเป็นการประหยัดพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น แถมยังโชว์ไอเดียกิ๊บเก๋และฟังก์ชั่นแนวๆ ให้ห้องดูมีความเป็นครีเอทีฟด้วยนะคะคุณๆ ยกตัวอย่างเช่น โซฟาเบด (Daybed) ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นโซฟานั่งเล่นดูหนัง อ่านหนังสือ หรือเป็นเตียงนอนก็ได้, โซฟาที่มีที่เก็บของข้างใต้ ในลักษณะที่เรียกว่า Hidden Storage หรือการจัดวางโต๊ะอเนกประสงค์ไว้ส่วนกลางที่สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายอย่าง ทั้งกินข้าว ทำงาน ทำอาหาร เป็นต้น

3. โปร่งโล่งไว้ก่อนก็สบายไป 108 อย่าง

คอนโดในพื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตร จำไว้นะคะว่าไม่ใช่ห้องเก็บของควรมีขอน้อยชิ้นที่ชุด หรือไม่ก็ทำมุมเก็บของ โดยเฉพาะไม่รกเกะกะแย่งซีนพื้นที่ที่ว่าน้อยอยู่แล้ว ให้พื้นที่เชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มความกว้างอย่างมีมิติ ไม่รู้สึกปิดกั้น มีความต่อเนื่องของพื้นที่ส่วนต่างๆ แต่ก็ยังคงความรู้สึกเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว ยังคง ความรู้สึกต่อเนื่องของพื้นที่อยู่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ หากจำเป็นให้กั้นด้วยวัสดุที่โปร่ง เช่นฉากบังตา หรือม่านโปร่งๆ กระจกบานเลื่อนที่เลื่อนเปิดปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการ และสามารถพับเก็บเข้าไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน

4. ใช้ชีวิตให้ชิคในแนวตั้ง

ถึงแม้ว่าพื้นที่แคบ เราก็ไม่ยอมแพ้ มองมุมกลับมุ่งสู่การใช้พื้นที่ในแนวตั้งให้เกิดประโยชน์แทนก็แล้วกัน โดยการใช้ตู้ที่ค่อนข้างมีความสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้มากขึ้น หรือไม่ว่าจะเป็นการทำชั้นแขวนราว- ห้อย ตู้เก็บจาน ตู้เก็บของติดผนัง หรือติดตะขอห้อยผ้าข้างฝาหนังที่สามารถยกข้าวของ ของคุณขึ้นจากพื้นไปลอยอยู่เหนือหัวเท่านี้ก็มีพื้นที่ใช้สอยอีกเหลือเฟือเชียวล่ะ

5. สีกำหนดไซส์

แน่นอนว่าตามทฤษฎีสีที่ว่าสีโทนร้อน (Warm Colors) เช่น แดง ดำ ส้ม เหลือง จะให้ความรู้สึกที่ แอคทีฟ มีพลัง ส่วนสีโทนเย็น (Cool Colors) เช่นสีขาว สีฟ้า สีน้ำตาลอ่อน สีเหลืออ่อน ให้ความรู้สึกสงบ เย็นสบาย เหมาะกับการทาสีห้องที่มีพื้นที่น้อยๆ เพื่อให้ดูกว้างขึ้น โปร่งโล่งขึ้น รวมทั้งสามารถนำมาประยุกต์ในการเลือกสี เฟอร์นิเจอร์ด้วยเช่นกัน

6. คิดอะไรไม่ออกบอกกระจก

กระจกยังเป็นเทคนิคยอดฮิตตลอดการของการขยายพื้นที่ได้อย่างง่ายๆ และดีที่สุดในการตกแต่งห้องให้ดูกว้างขึ้น เราสามารถนพกระจกมาติดได้ในหลายบริเวณเช่น ผนังห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นพื้นที่ๆใช้ทำกิจกรรมมากที่สุดจึงต้องทำให้ดูกว้างขวาง บริเวณหน้าตู้เก็บของในห้องครัวระหว่างเคาน์เตอร์ และตู้ลอยก็จะทำให้ครัวดูโปร่งขึ้น แต่ควรระมัดระวังในในเรื่องของความสะอาดคราบน้ำมันที่อาจจะกระเด็นมาถึงห้องน้ำที่มีสเปซจำกัดก็เพิ่ม ได้ด้วยกระจกเงาติดบริเวณผนัง แต่ไม่ควรติดกระจกไว้ปลายเตียงซึ่งอาจทำให้ตกใจเมื่อเวลานอนหลับตอนกลางคืนได้

ใครๆ ก็อยากมีบ้านกว้างๆ ใช่ไหมล่ะ การตกแต่งและจัดสรรพื้นที่บ้านให้กว้างมีข้อได้เปรียบกว่าคอนโดอยู่พอสมควร เนื่องจากมีมีการแบ่งพื้นที่ในแต่ละส่วนไว้อย่างชัดเจน เพียงแค่อาศัยเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ตกแต่งบ้านให้เป็นระเบียบ โปร่งโล่ง สบายตา มีการกำหนดพื้นที่เพื่อกำหนดขอบเขตของกิจกรรมแต่พื้นที่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้านอย่างถูกต้องเหมาะสมให้เข้ากับตัวบ้านและไฟล์สไตล์ของคุณ บ้านก็จะสวยงามน่าอยู่ และคุณก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่บ้านให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองด้วย

1. วางตำแหน่งห้องดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การวางผังกำหนดตำแหน่งของห้องของบ้านตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างไร เป็นการ เริ่มต้นที่ดี เนื่องจากจะได้ไม่ต้องเสียเวลารื้อจัดใหม่ โดยทั่วไปนั้น ห้องที่อยู่ด้านหน้าสุดของตัวบ้านมักเป็นห้องรับแขก ห้องน้ำควรอยู่ไม่ไกลจากห้งรับแขกใช้งานได้สะดวกและควรมีแสงส่องถึงตลอดวัน กระเบื้องปูผนังห้องน้ำควรใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่ และกระเบื้องที่มีสีอ่อน ๆ อย่างเช่น สีขาว หรือ สีครีม เพราะจะทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น ห้องครัวควรอยู่บริเวณด้าน หลังของตัวบ้านเพื่อป้องกันกลิ่น และควันจากการทำอาหาร ห้องนอนควรจัดอยู่ตำแหน่งทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าและเย็นในเวลากลางคืน

2. แบ่งโซนให้เป็นสัดส่วนซะก็สิ้นเรื่อง

เทคนิคง่ายๆ ในการแบ่งโซนเพื่อให้เป็นสัดส่วน โดยที่ไม่ต้องใช้ประตู หรือตู้กั้นให้ดูเกะกะ หรือเสียพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยใช้ความต่างของวัสดุสี ลวดลาย กระจกเงา ฉากหรือม่านโปร่งบาง คำแนะนำสำหรับพื้นที่เล็กไม่ควรใช้วัสดุที่มีลวดลายหรือสีสันฉูดฉาดมากจนเกินไปจะทำให้บรรยากาศยุ่งเหยิงวุ่นวาย และข้อสำคัญทำให้ขาดความต่อเนื่องของพื้นที่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก ทำให้บรรยากาศถูกบีบเป็นกรอบและนำไปสู่ความรู้สึกแคบ การใช้ลูกเล่นความต่างของระดับของพื้นก็สามารถกำหนดสัดส่วนได้ดี หรือการปูพื้นด้วยวัสดุเพื่อแยกกิจกรรมที่ทำ เช่นกระเบื้อง พื้นไม้ พื้นลามิเนต ด้วยการคุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกัน

3. เฟอร์นิเจอร์นั้นสำคัญไฉน เรียกได้ว่าการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์

รวมไปถึงการจัดวางเฟอร์นิจอร์ในพื้นที่แคบนั้นมีความสำคัญพอสมควรเพื่อให้เกิดพื้นที่ที่กว้างขึ้นด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถถอดเก็บ หรือมีล้อเลื่อนที่สะดวกสบาย พับเก็บถอดประกอบได้ง่าย หรือย่อส่วนได้ตามกิจกรรมที่ทำเมื่อไม่ใช้งาน ก็นำไปเก็บได้โดยไม่เปลืองเนื้อที่ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต่างจากคอนโดคือการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินที่เป็นการประหยัดพื้นที่ไปได้มาก และควรจะมีในบริเวณที่จำเป็นเท่านั้น และนอกจากนี้ควรมีแต่เพียงเฟอร์นิเจอร์หลักๆ เท่านั้น และมีขนาดที่สัมพันธ์กับพื้นที่เพื่อไม่ทำให้บ้านอึดอัด เลือกที่ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด

4. แสง + เงา = กว้าง

แสงเงาเป็นตัวกำหนดมิติและอารมณ์ของห้องได้เช่นกันการสร้างหน้าต่างเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านบ้างการใช้วัสดุผิวมันวาวเช่น สเตนเลส อะคริลิคสร้างเงาสะท้อนเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ทำให้ห้องดูโล่ง ไม่ทึบตัน การใช้สีอ่อนๆ หรือการจัดแสงไฟให้ห้องดูสว่างขึ้น แสงไฟเข้าช่วย หรือทาสีผนังเป็นสีสว่างเป็นตัวเสริมหลอกตา ให้บ้านดูสว่างขึ้น

5. บริเวณบ้านก็อย่าลืมจัดน

สิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวบ้านของเราก็เป็นสิ่งสำเช่นเดียวกัน เพื่อจะช่วยเสริมบรรยากาศให้ร่มรื่นน่าอยู่อาศัย สามารถจัดเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆ นั่งเล่นอ่านหนังสือดื่มกำแฟ หรือเป็นปาร์ตี้กลางแจ้งกับเพื่อฝูงก็ได้ ด้วยการแต่งสวนลงไม้ยืนต้นไว้สัก 1- 2ต้น พออาศัยเป็นร่มเงาแถมยังช่วยให้บ้านเย็น หรือป้องกันฝุ่นละอองจากถนนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกทางหนึ่ง หรืออาจจะเป็นพืชผักสวนครัวก็ช่วยสร้างความรื่นรมย์ไปอีกแบบ

น้ำหอมในบ้าน

วิธีทำบ้านให้หอมสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมบำบัดสุขภาพ

เรื่อง “กลิ่น” เป็นสิ่งที่สำคัญและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนเรา เช่นเดียวกับ กลิ่นในบ้าน สถานที่ซึ่งเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ถ้าบ้านมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราก็คงไม่อยากอยู่ มาทำบ้านให้หอมอย่างที่ต้องการกันดีกว่า เลยนำเทคนิคสร้างกลิ่นในบ้านโดยใช้ของที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาปรับ กลิ่นในบ้าน ให้หอมสดชื่นได้อย่างน่าทึ่ง

เลม่อนและโรสแมรี่ : ถ้าอยากให้บ้านมีกลิ่นสะอาดสดชื่น เราสามารถนำเลม่อน และโรสแมรี่ มาผสมลงในน้ำจากนั้นอาจจะใส่กลิ่นวนิลาเพิ่มลงไปเล็กน้อย หาภาชนะที่มีในบ้านมาใส่ เพียงแค่นี้ จะทำให้บ้านมีกลิ่นสดชื่นขึ้นได้

ไลแลค และดอกไม้กลิ่นหอม : เป็นดอกไม้กลิ่นหอมที่ใคร ๆ ก็ชอบ หากนำมาไว้ในบ้าน ด้วยการนำน้ำ ผสมวอดก้า และน้ำมันไลแลค เราสามารถทำสเปรย์กลิ่นไลแลคใช้เอง จะทำให้บรรยากาศมีความสดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ

ผงโรยพรมกลิ่นโรสแมรี่ และลาเวนเดอร์ : ช่วยให้พรมมีกลิ่นสดชื่นเป็นธรรมชาติ แค่น้ำมันลาเวนเดอร์ แล้วนำไปโรยบนพรม ทิ้งไว้สัก 15-20 นาที จากนั้นก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก กลิ่นในห้องก็จะหอมสดชื่น ผสมเบกกิ้งโซดา กับดอกโรสแมรี่แห้ง

ต้มส่วนผสมที่มีกลิ่นสดชื่น : การนำเอาผลไม้ที่มีกลิ่นสดชื่น มาต้มรวมกัน ก็ทำให้มีกลิ่นสดชื่นในบ้าน เราสามารถต้มแล้วเก็บไว้ในขวด เป็นการเพิ่มความหอมให้กับบ้านอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

น้ำหอมในบ้านแบบเสียบปลั๊กเมื่อกลิ่นหมดแล้วอย่าทิ้ง : บางคนนิยมใช้น้ำหอมแบบเสียบปลั๊กให้ความหอมระเหยออกมา แต่เมื่อน้ำหอมหมดกลิ่นแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง แค่ใส่น้ำมันหอมระเหยผสมน้ำลงไป ก็ใช้ต่อได้

ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ
ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ

ซินนามอน และส้ม : ให้นำโพลิมเมอร์ดูดน้ำมาใช้ ใส่น้ำมันหอมระเหยซินนามอน และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นส้ม ผสมน้ำ จะทำให้บ้านมีกลิ่นเหมือนกับฤดูใบไม้ร่วง

การอบแคนเบอรรี่ และส้ม กับถุงเครื่องหอม  : สามารถทำถุงเครื่องหอม ด้วยการใช้แคนเบอรี่ และส้ม มาทำการอบแห้งอาจจะเพิ่มซินนามอน วนิลา โรสแมรี่ เพื่อเพิ่มให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนช่วงคริสต์มาส และ จันทน์เทศ

ทำก้านไม้หอมปรับอากาศ : เราสามารถทำก้านไม้หอมปรับอากาศใช้เองได้ แค่นำเอาภาชนะแก้วมาเปิด ออกแบบบ้าน ผสมแอลกอฮอล์ น้ำมันอัลมอนต์ น้ำมันหอมระเหย และก้านหอมลงไป อาจจะเลือกใส่กลิ่นลาเวนเดอร์ เพื่อความสดชื่น ในห้องนอน และใส่กลิ่นสดชื่นอย่างมะนาวในห้องครัว

เปลี่ยนกลิ่นเหม็นอับในบ้าน ให้กลับมาสดชื่น

ก้อนดับกลิ่นทำมือ

ถ้าไม่อยากใช้สเปรย์ปรับอากาศทั่วไปหรือน้ำหอมปรับอากาศที่ระคายเคือง ให้นำตะไคร้สด ชิงสด และข่าสด หั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือใช้ครกตำสมุนไพรเหล่านี้แบบไม่ต้องละเอียดมาก และห่อด้วยผ้าขาวบางในลักษณะเป็นก้อนกลมแบบลูกประคบ หลังจากนั้น เราสามารถนำก้อนดับกลิ่นทำมือไปแขวนในห้องที่มีกลิ่นอับ เพื่อให้ช่วยดูดซับกลิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ของคู่ครัวสารพัดประโยชน์

น้ำส้มสายชูคู่ครัวมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยขจัดกลิ่นอับได้ เพียงแค่นำน้ำส้มสายชูใส่ในภาชนะ เช่น แก้วน้ำหรือจานชาม และตั้งทิ้งไว้ในห้อง กลิ่นอับในห้องจะค่อยๆลดลงและหมดไปได้
ผงฟูที่เป็นส่วนประกอบช่วยให้ขนมปังพองฟูเป็นก้อนนำใส่จานและวางไว้ในห้อง เพื่อให้ผงฟูช่วยดูดซับกลิ่นทำให้ห้องปราศจากกลิ่นอับได้ รวมถึงการนำขนมปังขาวเทใส่ชามและน้ำส้มสายชู เพื่อนำไปวางทิ้งไว้ในตู้

เสื้อผ้าที่มีกลิ่นประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกำจัดกลิ่นในตู้เสื้อผ้า
เบคกิ้งโซดา แก้ปัญหาเรื่องกลิ่นรองเท้าที่ทำให้ บรรยากาศบ้าน ไม่สุนทรีย์ โดยโรยในรองเท้า และนำรองเท้าใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น โดยนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1-2 คืน ก่อนจะนำรองเท้าทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องและเทผงเบคกิ้งโซดาทิ้ง โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเข้าไปในรองเท้า เพื่อให้หมึกพิมพ์ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

สำรวจหาต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ในระยะยาว

เราควรพิจารณาหาต้นเหตุของกลิ่น และกำจัดให้ถูกต้อง เช่น กลิ่นในห้องครัวที่ทำอาหาร
อันเนื่องมาจากถังขยะ แม้จะปิดฝาให้มิดชิดแล้วก็ยังไม่รอดพ้นจากกลิ่นเหม็น เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำมะนาวฝานทิ้งลงถังขยะ หรือใช้ใช้หนังสือพิมพ์รองก้นถังขยะ และปิดฝาถังให้มิดเพื่อป้องกันกลิ่นไม่ให้ฟุ้งกระจาย

ส่วนกลิ่นในห้องครัวที่มาจากอาหารไหม้ เราสามารถใช้มะนาวฝานต้มน้ำในกระทะ เพื่อให้กลิ่นหอมของมะนาวช่วยดับกลิ่นไหม้ได้ ทั้งยังสามารถช่วยดับกลิ่นอาหารที่ติดไมโครเวฟได้เช่นกัน

การนำมะนาวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆในลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้แบบปิดฝาให้ไอน้ำระเหยออกมา ทำให้กลิ่นในห้องครัวดีขึ้น
สำหรับกลิ่นที่เกิดขึ้นในตู้เย็น เราควรใช้ถ่านหุงข้าววางไว้ชั้นบนข้างในตู้เย็น โดยดึงปลั๊กตู้เย็นออกก่อนและเปิดประตูแง้มไว้ให้อากาศถ่ายเท
รวมถึงใช้ผงกาแฟเทใส่ถ้วยเป็นตัวช่วย ด้วยการตั้งทิ้งไว้ให้ดูดกลิ่นอับในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นกาแฟจะหายไป

เก็บกวาดห้องให้หมดจด
สาเหตุที่ทำให้ห้องเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น จานชามช้อนส้อมที่ยังไม่ได้ล้าง ถุงขนม อาหารหมดอายุ ซึ่งเราควรจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผ้าเปียกที่ไม่ควรไว้ในห้อง
เพราะเป็นตัวการสำคัญของกลิ่นอับชื้น รวมถึงการดูแลรักษาพื้นพรมไม่ให้โดนน้ำหรือขนม เพราะเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกและทำให้เกิดกลิ่นที่ยากต่อการกำจัด รวมถึงการทำความสะอาดที่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในบ้าน หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เตียงนอน ผ้าคลุมเตียงเป็นต้น เพื่อขจัดหนึ่งในต้นเหตุกลิ่นอับ และเพื่อสุขอนามัย และป้องกันไรฝุ่นได้

โดยควรนำชุดเครื่องนอนมาตากแดดฆ่าเชื้อโรคและหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ ทำให้ห้องสดชื่นได้ เรายังสามารถใช้เดทตอลน้ำยาขจัดเชื้อโรคถูพื้นห้องให้สะอาด
เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นและช่วยกำจัดเชื้อโรคในห้องได้เป็นอย่างดี หรือจะเลือกใช้สเปรย์ปรับอากาศเพิ่มความสดชื่นภายในห้องได้ตามความต้องการ

ใช้ธรรมชาติเข้าช่วย
ด้วยการให้สายลมแสงแดดที่อยู่ในธรรมชาติเป็นผู้ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นอับ โดยใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนให้เป็นประโยชน์ แค่เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทในห้อง เพื่อให้อากาศหมุนเวียนและให้แสงแดดช่วยขจัดกลิ่นอับ *ที ทรี ออย นั้นเป็นสารธรรมชาติที่มีฤทธิในการกำจัดแบคทีเรีย ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อราและยาฆ่าเชื้อ ดังนั้นคุณจึงสามารถที่จะใช้มันเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศง่ายๆ ได้กลิ่นหอมโดนใจ

สเปรย์ปรับอากาศเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นให้พื้นที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อความเป็นอยู่ที่สบายจากการสูดดมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสมองจากกลิ่นหอมภายในอากาศ แถมยังสามารถทำเองได้อีกต่างหาก โดยวันนี้เราก็รวบรวมวิธีทำมาให้แล้วกับสเปรย์ปรับอากาศในรถและสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน
หากพูดถึงเรื่องของกลิ่นในห้องนอน กลิ่นที่เหมาะสมควรเป็นกลิ่นหอมเบาสบายช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้นอนหลับสบายยามค่ำคืน วันนี้เราก็มีวิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนมาฝากแบบ DIY สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องซื้อให้สิ้นเปลือง

สูตรสเปรย์มะนาว
สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนกลิ่นแรกมามาพร้อมกับสูตรมะนาว ที่ช่วยลดกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องนอนได้ วิธีทำ คือ นำผงเบกกิ้งโซดาปริมาณ 1/8 ถ้วย เทลงในน้ำอุ่น 2 ถ้วย จากนั้นเติมน้ำมะนาวตามลงไปครึ่งถ้วย แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงในขวดแล้วเขย่า เท่านี้ก็จะได้ออกมาเป็น ผลิตภัณฑ์สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นมะนาว

ข้อดีของกลิ่นมะนาว ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเพราะในมะนาวมีกลิ่นซีตรัสที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น หากสูดดมเข้าไปสมองจะผ่อนคลายจากความเครียด ทั้งยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับออกมา

สูตรสเปรย์ลาเวนเดอร์
สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นยอดนิยมต้องขอยกให้กับกลิ่นลาเวนเดอร์ วิธีทำให้เตรียมน้ำกลั่นเอาไว้ 2 ถ้วยตวง วอดก้า 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ครึ่งช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันในกระบอกสเปรย์แล้วเขย่า ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ในที่สุด

ข้อดีของกลิ่นลาเวนเดอร์คือช่วยลดอาการตึงเครียด หากได้รับกลิ่นหอมจากลาเวนเดอร์ตอนนอน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาสมองจะปลอดโปร่ง ให้สมองได้รู้สึกถึงการพักผ่อน ทั้งยังช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนของโลหิต แก้ปัญหาไมเกรน อีกทั้งยังช่วยรักษาปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ด้วย

สูตรสเปรย์ส้ม
วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นส้ม คือเริ่มแรกให้เทน้ำกลั่น 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับวอดก้า 3 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกลิ่นส้มไม่เกิน 20-30 หยด แล้วเขย่าขวดเพื่อให้ส่วนผสมรวมกันในขวดสเปรย์ จากนั้นก็สามารถนำไปฉีดบนที่ต่างๆ ในห้องนอนได้เลย

ข้อดีของกลิ่นส้มคือมีสารโฟเลตอยู่ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินออกมา ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่า ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้การเผาผลาญพลังงานเป็นปกติ เมื่อสูดดมแล้วจะรู้สึกสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน อารมณ์ดี

สูตรสเปรย์จากน้ำหอมเหลือใช้
นอกจากการนำสมุนไพรหรือส่วนผสมต่างๆ จากพืชมาทำเป็นเป็นสเปรย์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสเปรย์ปรับอากาศได้ นั่นก็คือน้ำหอมเหลือใช้ โดยการนำน้ำหอมเหลือใช้ในปริมาณไม่ต้องมาก มาใส่ลงในน้ำสเปรย์ที่ผสมตามอัตราส่วนเอทานอลบริสุทธิ์ 4 ส่วน ต่อน้ำบริสุทธิ์ 6 ส่วน ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศในที่สุด

ข้อดีของสูตรนี้คือช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นแล้วยังช่วยขจัดแบคทีเรียได้อีกด้วย

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ
อีกหนึ่งที่ ๆ มักมีกลิ่นอับเกิดขึ้นก็ คือ ภายในห้องโดยสารรถยนต์ สามารถดับได้ด้วยน้ำหอมปรับอากาศชนิดต่างๆ กลิ่นที่แนะนำควรเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ เพราะเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมาะสำหรับปรับอากาศภายในรถยนต์ รวมถึงสเปรย์ปรับอากาศที่ฉีดพ่นภายในรถยนต์ อาจเอาสูตรการทำจากข้างบนมาปรับใช้ได้ แต่ภายในรถยนต์พื้นที่จะแคบกว่า ทำให้มีกลิ่นฉุนกว่า ดังนั้นการทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ จึงควรใช้สัดส่วนของสารหอมระเหยที่น้อยกว่า

สำหรับน้ำหอมปรับอากาศชนิดอื่นเพื่อใช้ในรถยนต์ ก็มีสูตรการทำมาฝาก นั่นก็คือเจลปรับอากาศจากกลิ่นธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ ตระไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีและเม็ดเจล แล้วนำตะไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีไปต้มกับน้ำเปล่า จากนั้นนำน้ำที่ต้มมาแช่กับเม็ดเจลให้ดูดซึมน้ำเข้าไป แล้วนำเจลที่ดูดซึมน้ำทั้งหมดแล้วมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ จากนั้นก็นำบรรจุภัณฑ์นั้นไปวางไว้ในรถ จะช่วยดูดกลิ่นอับกลิ่นเหม็นให้หายไปและส่งกลิ่นหอมตามชนิดของส่วนผสมที่ใช้

ที่นี้ก็จะได้สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนหรือในรถแบบ DIY ที่สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องซื้อ สำหรับวิธีการทำ สเปรย์ปรับอากาศ ด้วยตัวเอง พร้อมกับสรรพคุณของส่วนผสมในแต่ละกลิ่นที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เมื่อรู้แล้วว่าสเปรย์ปรับอากาศ กลิ่นไหนหอมโดนใจ ก็อย่าลืมนำไปทำตาม

ต้นไม้ริมรั้ว

มองมุมไหนก็สวยงามและปลอดภัยหายห่วง กับรั้วบ้าน

รั้ว ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของบ้าน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงขอบเขตกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งยังเป็นเหมือนเกราะชั้นนอกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกให้กับสมาชิกในบ้านได้อีกด้วย การจะสร้างรั้ว นอกจากจะต้องดูเรื่องของมาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งมีข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรั้ว และเจ้าของบ้านควรศึกษาไว้

เมื่อกล่าวถึงกำแพงหรือผนัง ในภาษาไทยมีความแตกต่างกันทั้งในรูป เสียง และความหมาย แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ กลับใช้คำเดียวกันคือ wall ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ประกอบเพิ่มเติมเพื่อจำกัดความว่าเป็นกำแพงหรือผนัง
ในทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า Wall ในภาษาอังกฤษนั้น มาจากภาษาละติน Vallum หมายถึง “…ผนังดินหรือปราการดินขนาดยาวเป็นแถวเป็นแนวต่อเนื่องเพื่อปักเขต หรือเนินดินที่ใช้กั้นหรือล้อมรอบเพื่อกำหนดขอบเขต หรือป้อมปราการ…” ในขณะที่คำว่า Murus ในภาษาละติน หมายถึง กำแพงหิน เช่น กำแพงเมืองจีน
จึงเป็นเรื่องแปลกที่ในภาษาอังกฤษ Wall กลับถูกใช้ทั้งในความหมายของกำแพงและผนัง ซึ่งในภาษาอื่นๆ มีคำสำหรับเรียกที่แตกต่างกัน เช่น ในภาษาเยอรมัน Wand และ Mauer หรือในภาษาสเปน Pared และ Muro

ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย
ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย

ตำแหน่งและหน้าที่ กำแพงหรือผนัง ?

กำแพงคือสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบนอกอาคาร ทำหน้าที่ล้อมรอบสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ปราสาท อาคาร ตึก และอื่นๆ เพื่อป้องกัน เช่น ความปลอดภัยจากการโจรกรรม ภัยจากธรรมชาติ ภัยจากสงคราม เพื่อกำหนดพื้นที่ เช่น กำแพงหมู่บ้านจัดสรร
ผนังก็เป็นโครงสร้างหนึ่งที่ใช้ในการกำหนดแบ่งพื้นที่ ทั้งเพื่อแบ่งหน้าที่การใช้งานและกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เช่น เพื่อความเป็นส่วนตัว หรือเพื่อความปลอดภัย ความแตกต่างระหว่างกำแพงกับผนังอย่างง่ายๆ ก็คือ กำแพงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายนอกอาคาร และผนังคือส่วนที่แบ่งกั้นพื้นที่ด้านในอาคารนั่นเอง
กำแพงสามารถแบ่งได้หลายประเภท อาทิ กำแพงป้อมปราการ กำแพงป้องกันอัคคีภัย กำแพงกั้นน้ำ กำแพงปักปันเขตแดน

เรื่องรั้วกับกฎหมาย

สิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้าน ต้องรู้ไว้คือ การก่อสร้างรั้วไม่สามารถสร้างได้ตามที่ต้องการ เพราะต้องศึกษาข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยมีข้อกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ดังนี้อาคาร หมายถึง บ้าน อาคารพาณิชย์ โรงแรม ตลาด ห้างสรรพสินค้า อุโมงค์ ท่าจอดเรือ ศาสนสถาน คลังสินค้า โรงงาน ภัตตาคาร สำนักงาน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่บุคคลสามารถเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้

● อาคารยังมีความหมายรวมถึง รั้ว กำแพง หรือประตู ที่สร้างขึ้นติดต่อหรือใกล้เคียงกับที่สาธารณะ หรือให้บุคคลทั่วไปใช้สอย

● รั้ว กำแพง หรือประตูที่มีความสูง 10 เมตรขึ้นไป ที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ก็ถือเป็นอาคารด้วยเช่นกัน

● สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถือเป็นอาคารตามรายละเอียดดังกล่าว เมื่อจะทำการก่อสร้างจะต้องมีการขออนุญาตก่อสร้างก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้

แต่หากเป็นรั้วที่ก่อสร้างเพื่อกั้นแบ่งเขตระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง และมีความสูงไม่เกิน 10 เมตร ถือว่าไม่เข้าข่ายเป็นอาคาร และไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายควบคุมอาคาร การก่อสร้างจึงไม่ต้องขออนุญาติก่อสร้าง และหากมีกรณีพิพาทกันก็ให้เป็นไปตามข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย

 

หลักการสร้างรั้ว

การสร้างรั้วบ้าน นอกจากการขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้วยังมีหลักการสร้างรั้วที่ถูกต้องเพื่อให้ให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาเช่น การสร้างรั้วล้ำเขตที่ดิน และสร้างรั้วสูงเกินไปจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

● รั้วที่อยู่มุมถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา เมื่อก่อสร้างต้องมีการปาดมุมรั้วโดยให้ส่วนที่ปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะ เป็นมุมเท่าๆ กัน

● รั้วที่สร้างขึ้นโดยมีพื้นที่ติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่หากความสูงไม่เป็นไปตามที่ผ่อนผันไว้ การสร้างรั้วจะต้องมีระยะถอยร่น จากถนนสาธารณะ โดยในเขตกรุงเทพมหานคร มีข้อกำหนดคือหากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ความสูงรั้วในด้านที่ยอมให้สร้างชิดเขตถนนสาธารณะจะถูกจำกัดให้มีความสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

● การสร้างรั้วจะต้องไม่สร้างเกินเขตที่ดินของตนเอง ซึ่งเขตที่ดินในที่นี้มีความหมายรวมถึงพื้นที่ทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นการสร้างรั้วจึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และติดตั้งตัวเสารั้วไม่ให้เอียงล้ำแนวที่ดินที่มีอยู่

● การสร้างรั้วกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน หากตกลงกันได้ก็สามารถสร้างรั้วกั้นโดยให้เส้นเขตที่ดินอยู่กึ่งกลางรั้วได้

เรื่องรั้วควรรู้

● กรณีที่รั้วบ้านที่ไม่ได้ใช้ร่วมกับผู้อื่นมีการล้ม และเป็นการล้มเอง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินหรือร่างกายผู้อื่น เจ้าของที่ดินจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย แต่หากรั้วถูกทำให้ล้มโดยบุคคลอื่น ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

● กรณีที่รั้วบ้านซึ่งถูกใช้งานร่วมกัน และมีเจ้าของร่วม หากมีการพังหรือล้มเองจะถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนทำพัง ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

1. รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน เขตที่ดินในที่นี้คือทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นทั้งโครงสร้างฐานราก และส่วนต่างๆของรั้วต้องไม่เกินเขตที่ดิน จึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และการตั้งเสารั้วไม่เอียงล้ำแนวที่ดิน หากพบเห็นรีบแจ้งและเจรจากับเจ้าของที่ดิน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่นั้นๆ  สำหรับกรณีการทำรั้วร่วมกันกับเพื่อนบ้าน จะใช้ฐานรากปกติโดยวางโครงสร้างรั้วไว้กึ่งกลางเส้นแบ่งที่ดิน โดยรับผิดชอบค่าก่อสร้างและการดูแลรักษาร่วมกัน

2. กฎหมายเรื่อง รั้วที่ดิน รั้วบ้าน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน หรือกำแพงที่สร้างติดกับถนนหรือทางสาธารณะ

รั้วนั้นจะสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่ถ้าสูงเกินกว่า 3 เมตร ต้องเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่าความสูงของรั้ว

รั้วหรือกำแพงหัวมุมถนน

รั้วหรือกำแพงที่อยู่มุมถนนสาธารณะ ซึ่งถนนกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา ต้องปาดมุมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กัน ดังนั้นหากใครจะซื้อที่ดินหัวมุมถนนลักษณะดังกล่าว จะต้องเสียที่ดินส่วนมุมนั้นไป

3. สร้างรั้วต้องขออนุญาต

รั้วถือเป็นสิ่งปลูกสร้าง กรณีสร้างรั้วติดกับถนนหรือที่ดินสาธารณะ ต้องทำการขออนุญาต แต่กรณีสร้างรั้วติดกับที่ดินเอกชนอย่างรั้วข้างบ้าน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

อ้างอิง : กฎกระทรวง ฉบับที่ 55  ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (พ.ศ.2543)

ส่วนในการถมดิน ซึ่งมีความสูงต่างจากระดับที่ข้างเคัยงมาก ก็มีกฎหมายลูกเป็นกฎกระทรวง พ.ศ. 2543 สำหรับที่ดินที่ใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป มีการถมที่ดินสูงต่างจากที่ข้างเคียงเกิน 5 เมตร ต้องมีการยื่นแบบ รายการคำนวณ วุฒิวิศวกรเซ็นต์แบบ โดยมีแนวทาง 2 แนวทางคือ

เว้นระยะร่นเข้ามาที่ดินตั้งแต่ส่วนฐานของเนินดิน ไม่น้อยกว่าระยะความสูงของเนินดินที่จะถม หรือ
มีการป้องกันการพังทลายของดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ได้รับการรับรองผู้ประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา หรือก็คือสามารถทำกำแพงกันดินที่มีความแข็งแรง และระบบระบายน้ำไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนของที่ดินข้างเคัยงได้
แต่ทั้งนี้ก็เป็นข้อกฎหมาย หากเกินความเดือดร้อนก็สามารถเจรจาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในเชิงการอยู่ร่วมกันจริงในพื้นที่

หากรั้วบ้านล้ม ใครจะรับผิดชอบ

  • กรณีเป็นรั้วของตัวเอง ถ้าล้มเองแล้วทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้าถูกทำให้ล้ม เช่น การถมดินจากอีกฝั่ง ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการซ่อมแซม
  • กรณีเป็นรั้วร่วมซึ่งสร้างกึ่งกลางเขตที่ดินและเป็นเจ้าของร่วมกัน  ถ้าพังลงมาเองก็จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้พัง ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบ

เรื่องรั้วบ้านกับเพื่อนบ้านข้างเคียงน่าจะเป็นปัญหาที่หลายๆคนอาจจะเคยปวดหัวกันมาบ้าง ยิ่งถ้ามีเรื่องกันถึงขั้นต้องฟ้องอะไรกันนี่อาจจะเสียเวลากันไปอีกเป็นปีเลยทีเดียว อย่ากระนั้นเลย Baania ขอพาคุณมารู้เรื่องเกี่ยวกฎหมายรั้วบ้านให้มากขึ้น ให้คุณกับเพื่อนบ้านของคุณเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันไปนานๆนะครับ

รั้วบ้านใครเป็นเจ้าของกันแน่ ?

ถ้าเป็น รั้วบ้าน ของบ้านจัดสรรจะมีระบุไว้ว่ารั้วบ้านถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างบ้านข้างเคียงหรือรั้วข้างบ้าน รั้วจะถูกวางไว้กึ่งกลางระหว่างเส้นแบ่งที่ดิน ส่วนถ้าเป็นรั้วบ้านที่ไม่ใช่บ้านจัดสรรแล้วเราจะเข้าไปอยู่ใหม่อาจจะต้องเช็คจากหมุดที่ดินว่ารั้วนั้นอยู่กึ่งกลางที่ดินหรือไม่ ถ้ารั้วอยู่กึ่งกลางที่ดินก็จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ออกแบบบ้าน ถ้ารั้วนั้นอยู่ในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียงทั้งหมด เราต้องสร้างรั้วขึ้นมาใหม่ในที่ดินของเราเท่านั้น จะไปใช้รั้วบ้านร่วมกับบ้านข้างเคียงไม่ได้ เพราะจะถือว่าเราไปใช้พื้นที่ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียง

และจากการที่รั้วบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ทั้งสองบ้านต้องช่วยกันสร้าง ดูแล และออกค่าใช้จ่ายหากมีการซ่อมแซมรั้วคนละครึ่ง ทั้งนี้หากเราเข้าไปอยู่อาศัยใหม่และรั้วเดิมที่อยู่กึ่งกลางที่ดินถูกสร้างโดยบ้านข้างเคียงแล้ว เราอาจจะแสดงน้ำใจด้วยการขอซ่อมแซมรั้วเดิมโดยออกค่าใช้จ่ายให้ในครั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ช่วยออกค่าสร้างรั้วให้ตั้งแต่แรกนั้นเอง

จะต่อเติมรั้วบ้านต้องต่อเติมอย่างไร?

ถ้าเป็นรั้วบ้านที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เราจะมีสิทธิ์ต่อเติมรั้วได้ไม่เกินกึ่งกลางของรั้วเดิมตามแนวเขตที่ดิน ยกเว้นแต่จะมีการยินยอมจากบ้านข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษรให้สามารถตั้งส่วนต่อเติมไว้กึ่งกลางของรั้วเดิมได้ โดยปกติก็ควรจะวางส่วนต่อเติมไว้บนทับหลังคานของรั้วเดิมหรือยึดกับผนังของรั้วฝั่งที่ดินของเรา ไม่ล้ำเกินกึ่งกลางของรั้ว หรือจะตั้งเสาใหม่หรือรั้วใหม่อีกชั้นอยู่ภายในเขตของที่ดินเราใหม่เลยก็ได้

อย่างไรก็ตามการทำรั้วบ้านที่ติดกับที่ดินข้างเคียง ควรมีการเอาแบบก่อสร้างไปพูดคุยกับบ้านข้างเคียงก่อน เพื่อลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะรั้วของเราอาจจะสร้างปัญหารั้วบ้านให้บ้านข้างเคียงและทำให้เราอาจโดนฟ้องได้หรือโดนสั่งให้รื้อส่วนต่อเติมทิ้ง เช่น การที่ไปก่อสร้างรั้วทึบสูงๆ อาจทำให้เกิดการบดบังทัศนวิสัย บดบังทิศทางลม บดบังแดดที่อาจทำให้หญ้าหรือต้นไม้บ้านเขาตายได้

เพื่อนบ้านจะต่อเติมรั้วต้องดูอะไรบ้าง?

ถ้าบ้านข้างเคียงมีการต่อเติมรั้วบ้าน ควรรีบคุยกับบ้านข้างเคียงก่อนและขอดูแบบรั้วบ้านคร่าวๆเพื่อดูรูปร่างหน้าตาของการต่อเติมและต้องตรวจสอบแบบรั้วว่าไม่มีส่วนที่ล้ำมายังเขตที่ดินของเรา ทั้งนี้ไม่ควรรอให้รั้วเสร็จแล้วค่อยบอก เพราะมักจะเกิดการทะเลาะกันจากการขอให้รื้อรั้วออก นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นหากมีการต่อเติมรั้ว เช่น เราอาจจะได้ความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องต่อเติมรั้วเอง หรือ ถ้าการต่อเติมรั้วมีการวางโครงสร้างไว้บนรั้วเดิมโดยใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมากแล้วอาจจะทำให้รั้วเดิมทรุดได้ต้องรีบแจ้งให้บ้านข้างเคียงปรับแบบก่อน

อีกกรณีหนึ่งที่มักพบเจอกันคือการที่บ้านข้างเคียงต่อเติมอาคารเดิมมาชนกับรั้วบ้านเรา เช่น การต่อเติมครัวหลังบ้าน ตรงนี้ต้องดูที่กฎมายระยะร่นอาคาร โดยดูว่าส่วนต่อเติมนั้นหากมีหน้าต่างหรือช่องแสงต้องร่นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตรจากแนวเขตที่ดิน ถ้าไม่มีช่องแสงเป็นเพียงผนังทึบสามารถร่นระยะห่างเหลือ 50 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามหากหากไม่มีช่องแสงเลยจะสามารถสร้างชิดเขตหรือรั้วได้แต่ต้องให้บ้านข้างเคียงเซ็นอนุญาตก่อน ทั้งนี้บล็อกแก้วก็จัดเป็นช่องแสงด้วยต้องร่นระยะห่าง 2 เมตร ซึ่งหากไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถร้องขอให้เทศบาลมาตรวจสอบและสั่งให้รื้อได้ ทั้งนี้หากจะอนุญาตให้เพื่อนบ้านต่อเติมมาชนรั้วบ้านเรา เราต้องดูว่าเมื่อต่อเติมเสร็จแล้วจะเกิดข้อเสียอะไรบ้าง เช่น น้ำฝนจากหลังคาจะหล่นมาที่บ้านเราหรือไม่หรือส่วนต่อเติมจะทำให้รั้วเดิมเกิดการชำรุดเสียหายหรือไม่ เป็นต้น

กฎหมายรั้วบ้านที่ควรรู้

กฎหมายรั้วบ้านมีอะไรบ้าง แล้วท่านควรจะทราบไว้ดังนี้

  • รั้วที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับที่สาธารณะ ต้องไม่มีส่วนใดล้ำออกไปในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน เหนือดิน หรือใต้ดิน ดังนั้นอาจเลือกทำฐานรากเป็นแบบตีนเป็ดเพื่อไม่ให้ฐานรากไม่ล้ำไปยังที่สาธารณะ
  • รั้วที่สร้างชิดแนวที่ดินสาธารณะให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ สำหรับเขตกรุงเทพฯ หากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น
  • รั้วกั้นระหว่างที่ดินเอกชนที่ติดกันและรั้วนั้นมีความสูงไม่ถึง 10 เมตร ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อสร้าง เพราะไม่ถือเป็น “อาคาร” แต่หากรั้วนั้นมีความสูงถึง 10 เมตร ก็จะต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างเพราะเข้าข่ายเป็น “อาคาร”

ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อาจกำลังมีปัญหารั้วบ้านและยังไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายรั้วบ้าน กันอยู่นะครับ ยังไงก็แนะนำให้พูดคุยกันดีๆ ด้วยเหตุและผล เพราะเราต้องอยู่กับเพื่อนบ้านกันไปอีกหลายๆ ปี ถ้าทะเลาะกันแล้วต้องมีปัญหาคงจะทำให้เราอยู่บ้านหลังนั้นได้อย่างไม่สบายใจเท่าไหร่

ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน

ไขมันส่วนเกิน ไขมันร้ายทำลายสุขภาพและรูปร่าง จัดการอย่างไรดี

เมื่อพูดถึง ไขมันส่วนเกิน หลายคนมักจะนึกถึงการมีไขมันที่หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขนที่ส่งผลต่อรูปร่างและความสวยงาม แต่ไขมันส่วนเกินส่งผลได้มากกว่านั้น เพราะนอกจากไขมันที่สะสมตามอวัยวะเหล่านั้นแล้ว ไขมันยังสามารถสะสมในหลอดเลือดและอวัยวะภายใน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้หลายชนิด

ไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกายเกิดจากการได้รับพลังงานและสารอาหารบางอย่างเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน โดยเฉพาะสารอาหารกลุ่มไขมันและคาร์โบไฮเดรต แม้ว่าสารอาหารเหล่านี้จะมีความสำคัญ แต่การได้รับมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ไขมันส่วนเกินมาจากไหน?

ไขมันส่วนเกินเกิดจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ร่วมกับการได้รับสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินไปในแต่ละวันด้วย เพราะร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดในการจัดการกับสารอาหาร ทำให้ไม่สามารถขับออกหรือดึงไปเป็นพลังงานได้หมด

เมื่อพลังงานและสารอาหารหลงเหลืออยู่ ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานและสารอาหารเหล่านั้นไปเป็นไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นพลังงานสำรอง เมื่อนานวันเข้า ไขมันที่สะสมเหล่านั้นก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเกินค่าของไขมันที่ควรมีภายในร่างกายและกลายเป็นไขมันส่วนเกิน

นอกจากการได้รับพลังงานและสารอาหารเกินเป็นประจำแล้ว ปัจจัยและพฤติกรรมอื่น ๆ ก็ส่งผลให้บางคนเสี่ยงต่อการมีไขมันสะสมจำนวนมากจนกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้ เช่น ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ออกกำลังกาย เพศ อายุที่เพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมนบางชนิด และพันธุกรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันส่วนเกินโดยตรง แต่อาจส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการจัดการกับสารอาหารและพลังงาน

ผลกระทบของไขมันส่วนเกินต่อสุขภาพ

ไขมันส่วนเกินภายในร่างกายแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก แต่ละชนิดก็ส่งผลต่อสุขภาพและรูปร่างแตกต่างกัน ดังนี้

1. ไขมันส่วนเกินในหลอดเลือด

คอเลสเตอรอลเป็นคำที่ใช้เรียกไขมันรูปแบบหนึ่งที่พบภายในเลือด สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด แต่ชนิดที่คนทั่วไปคุ้นเคยอาจมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ LDH (Low-Density Lipid Protein) และ HDL (High-Density Lipid Protein) ซึ่งไขมันในหลอดเลือดชนิด LDL เป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เมื่อกินอาหารไขมันสูงเป็นประจำ ไขมันชนิดนี้จะเข้าไปสะสมภายในผนังหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไปไขมันจะกลายเป็นคราบตระกรันหรือพลัค (Plaque) ซึ่งคราบนี้จะยึดเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบหรืออุดตัน หลอดเลือดอักเสบ และเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) โดยภาวะหลอดเลือดแข็งจะนำไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

2. ไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง

ไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) เป็นตัวการที่ทำให้หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน แก้ม คอ และร่างกายส่วนอื่น ๆ มีสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้น ไขมันชนิดนี้จะสะสมอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังก่อนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ยิ่งไขมันชนิดนี้มาก สัดส่วนก็จะขยายมากขึ้นไปด้วย

แน่นอนไขมันส่วนเกินชนิดนี้ย่อมส่งผลต่อรูปร่างและความมั่นใจ อีกทั้งไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนังยังเป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน

3. ไขมันส่วนเกินในช่องท้อง

ไขมันส่วนเกินในช่องท้อง (Visceral Fat) ไขมันสะสมชนิดนี้อาจไม่ส่งผลต่อรูปร่างสักเท่าไหร่ แต่อันตรายต่อสุขภาพ เพราะไขมันส่วนเกินชนิดนี้จะไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในช่องท้อง ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้ และตับ ซึ่งอวัยวะเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เมื่อสะสมนานวันเข้าก็อาจทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติและเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น

ปริมาณไขมันส่วนเกินในช่องท้องที่มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เรื้อรังและร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคความจำเสื่อม หรือโรคมะเร็ง ซึ่งโรคที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงการเจ็บป่วยส่วนหนึ่งที่เป็นผลมาจากการมีไขมันสะสมภายในช่องท้องในปริมาณที่มากจนเกินไป

นอกจากนี้ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับปริมาณไขมันส่วนเกินภายในร่างกายกับการเสียชีวิตพบว่า การมีปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ทั้งไขมันใต้ชั้นผิวหนังและไขมันในช่องท้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตแบบฉับพลันได้สูงกว่าคนที่มีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกายในระดับที่ต่ำกว่า

ด้วยเหตุนี้ การมีไขมันส่วนเกินสะสมภายในร่างกายไม่ว่าจะชนิดใดก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ และแม้ว่าบางคนอาจมีไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนังน้อยและน้ำหนักอยู่ในระดับปกติ แต่ก็อาจมีความเสี่ยงที่ไขมันในช่องท้องและไขมันในเลือดปริมาณสูงได้เช่นกัน เพราะกลไกของร่างกายในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารไขมันสูงและของหวานเป็นประจำ ร่วมกับการมีพฤติกรรมไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย

จัดการไขมันส่วนเกินอย่างไรดี

การลดไขมันส่วนเกินในร่างกายจะช่วยลดทั้งไขมันในเลือด ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง โดยวิธีลดไขมันส่วนเกินในร่างกายง่าย ๆ ที่ทำได้ เช่น

เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ประเภทอาหาร และสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เช่น

  • จำกัดปริมาณไขมัน แป้ง และน้ำตาลต่อวัน เพื่อป้องกันการได้รับสารอาหารและพลังงานเกิน
  • กินอาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อสัตว์ลอกหนัง เนื้อปลา ถั่ว และเต้าหู้ เป็นต้น
  • กินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะไฟเบอร์หรือเส้นใยในผักผลไม้มีส่วนช่วยลดไขมันในร่างกาย
  • ศึกษาวิธีอ่านฉลากโภชนาการ ซึ่งช่วยควบคุมพลังงานและสารอาหารที่ควรได้รับต่อวันได้ดีขึ้น
  • ลดอาหารและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ แต่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ อย่างน้ำหวาน เค้ก และชาไข่มุก โดยอาจกำหนดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์สามารถกินได้กี่ครั้ง หรือลดและจำกัดปริมาณในการกิน
  • งดการกินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป อย่างไส้กรอก แฮม และเบคอน เพราะมีโซเดียมและไขมันสูง

หันมาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินที่มาจากการกินมากเกินไปได้ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำอาจช่วยลดปริมาณไขมัน ลดสัดส่วน และลดน้ำหนักได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที

หากต้องการลดไขมันให้จริงจังมากขึ้น ควรลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ครั้งละ 20‒40 นาทีต่อวัน เพราะร่างกายจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้ แต่ช่วงเริ่มต้นสามารถทำน้อยกว่านี้หรือทำเท่าที่ไหว เพื่อฝึกให้ร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายมากขึ้น แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นในภายหลัง

นอกจากนี้ ควรเพิ่มมวลกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย อย่างบอดี้เวทเทรนนิ่ง (Bodyweight Training) และการยกน้ำหนักที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบร่างกายที่ดึงพลังงานไปใช้ได้มาก ทั้งยังกระตุ้นการเผาผลาญ การออกกำลังกายหลายรูปแบบร่วมกันจึงอาจช่วยลดไขมันในร่างกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่อยากเริ่มออกกำลังกายในตอนนี้ ควรปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้แอคทีฟหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น ทำสวน เก็บกวาดบ้าน ทำงานบ้าน เดินเล่นตอนเย็น หรือเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น เป็นต้น

งดสูบบุหรี่

สารพิษในบุหรี่อาจส่งผลต่อกลไกของร่างกายในการจัดการกับไขมันและพลังงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดไขมันสะสมได้มากขึ้น อีกทั้งบุหรี่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดโรค ซึ่งหากมีไขมันส่วนเกินในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ร่วมกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ แน่นอนว่าความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ย่อมเพิ่มสูงขึ้น นอกจากบุหรี่แล้ว สารเสพติดและแอลกอฮอล์ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

ปรึกษาแพทย์

คนที่มีน้ำหนักตัวมาก คนที่คิดว่าตัวเองมีไขมันส่วนเกินสูง หรือพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยอาจจะมีการตรวจปริมาณไขมันในร่างกาย ตรวจหาโรคประจำตัว หรือวางแผนการรักษาที่เหมาะสมในกรณีที่ตรวจพบโรคหรือต้องการการรักษา นอกจากนี้ แพทย์จะช่วยให้คำแนะนำในการลดไขมันส่วนเกินและการลดน้ำหนักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยได้ด้วย

นอกจากการลดไขมันส่วนเกินแล้ว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก มีปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ควรหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น และลดความรุนแรงของโรคเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้น ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้มีน้ำหนักตัวมากหรือปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างเหมาะสมอยู่เป็นประจำเพื่อคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ค่อยออกกำลังกายหรือไม่ชอบออกกำลังกายตั้งแต่วัยหนุ่มสาวทำให้ขาดความเข้าใจในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นก็ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอหรือมีปัญหาทางสุขภาพได้ง่าย อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำทั้งจากแพทย์ อาสาสมัครผู้นำชุมชน หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ทำให้หลายๆ ท่านเริ่มหันมาสนใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น อย่างในเรื่องของการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุนั้นจะมีสิ่งที่ควรคำนึงคือ

  • ควรเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อและอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เพราะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลงทำให้การออกแรงมากๆ เป็นเรื่องยากและก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
  • เลือกสวมรองเท้าออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • เลือกกิจกรรมที่ทำติดต่อกันได้ 10-15 นาที
  • เลือกกิจกรรมที่ไม่ทำให้เกิดความเครียด
  • ควรมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวร่วมออกกำลังกายอย่างน้อย 1 คน

ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบไหนได้บ้าง

รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุได้แก่

1. การเดินหรือวิ่งช้าๆ

ผู้สูงอายุควรเริ่มออกกำลังกายจากเบาไปหนักโดยเริ่มจากการเดินช้าๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพสักระยะหนึ่ง จนร่างกายเคยชินกับการเดินแล้วค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นการเดินเร็วหรือการวิ่ง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อเท้าก็ไม่ควรวิ่งเนื่องจากจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บมากขึ้น

การเดินหรือวิ่งสามารถทำได้ที่สนามหรือสวนสุขภาพ ที่มีอากาศปลอดโปร่ง มีพื้นผิวที่เรียบเพื่อไม่ให้สะดุดล้ม นอกจากนี้ควรเลือกสวมรองเท้าผ้าใบที่กระชับเพื่อรักษาข้อต่อต่างๆ ไม่ให้ได้รับแรงกระแทกมากเกินไป

2. กายบริหาร

ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายที่บ้าน โดยสามารถออกกำลังกายได้ทุกสัดส่วน พร้อมทั้งฝึกความอดทน การทรงตัว และความยืดหยุ่นของร่างกาย ซึ่งกายบริหารมีหลายท่าให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น เหยียดน่อง เขย่งปลายเท้า ย่อเข่า โยกลำตัว เป็นต้น

3. ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ

การออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ เหมาะกับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมเพราะการว่ายน้ำช่วยลดแรงกระแทกโดยตรงกับพื้นแข็ง ufabet24  ช่วยในการฝึกกล้ามเนื้อในทุกส่วนของร่างกายและฝึกการหายใจอย่างเป็นระบบได้ สำหรับผู้สูงอายุที่ว่ายน้ำไม่เป็น สามารถออกกำลังกายได้โดยการเดินในน้ำไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงมากขึ้น

4. ขี่จักรยาน

การขี่จักรยานเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีความแข็งแรง เนื่องจากต้องควบคุมจักรยานและออกแรงมากกว่าปกติ การขี่จักรยานช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ได้รับความเพลิดเพลินจากการขี่ไปยังสถานที่ต่างๆ และเหมาะกับการไปเป็นหมู่คณะ

5. รำมวยจีน

รำมวยจีนเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ให้ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ซึ่งนอกจากทางด้านทางกายแล้วยังช่วยในการฝึกจิตใจ และการหายใจให้เป็นไปตามธรรมชาติ

การรำมวยจีนทำให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคมมากขึ้น เนื่องจากจะได้มาร่วมออกกำลังกายกันเป็นกลุ่ม และช่วยสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีความชอบในการดูแลตัวเองอีกด้วย

6. โยคะ

โยคะเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ที่ปฏิบัติมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่การออกกำลังกายด้วยโยคะจะต้องมีการฝึกฝนอย่างถูกวิธีถึงจะได้ผลดีต่อร่างกาย

การส่องกล้อง

ส่องกล้อง ตรวจกระเพาะอาหารกับขั้นตอนที่ควรรู้

เป็นอุปกรณ์ลักษณะเป็นท่อยืดหยุ่นได้ มีแสงไฟและเลนส์กล้องที่บริเวณส่วนปลาย ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร คือการใช้กล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ใส่เข้าไปทางปากของคนไข้เพื่อตรวจดูอาการหรือรักษาภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

ทำไมต้องส่องกล้อง?

การส่องกล้องกระเพาะอาหารสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีต่อไปนี้

ตรวจดูอาการ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบน เช่น

  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้และอาเจียนเป็นประจำ
  • อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอกเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรง มักทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบในท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด อุจจาระดำเหมือนยางมะตอย และมีภาวะโลหิตจางที่อาจมีสาเหตุมาจากเลือดออกภายในไม่หยุด

ยืนยันการวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถยืนยันอาการของผู้ป่วยหลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้นให้แน่ใจหรือแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันออกไปด้วยการส่องกล้อง เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือแผลในกระเพาะอาหาร โรค Coeliac Disease ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้กลูเตนและมี ภาวะลำไส้อักเสบ ร่วมด้วย โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะความดันโลหิตเส้นเลือดดำพอร์ทัลสูง (Portal Hypertension) และยังใช้ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจได้อีกด้วย

รักษาโรคบางชนิด ไม่เพียงแต่การวินิจฉัยหรือตรวจดูอาการ การส่องกล้องกระเพาะอาหารยังนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน เช่น

  • ช่วยขยายหลอดอาหารที่แคบตัวลงและส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือกลืนลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน มะเร็งหลอดอาหาร หรือการรักษาโดยการฉายรังสีไปที่หลอดอาหาร
  • ช่วยในการนำเอาเนื้อร้าย ติ่งเนื้อ หรือวัตถุแปลกปลอมออกมาจากบริเวณหลอดอาหารและช่องท้อง
  • ช่วยหยุดเลือดที่ออกในกระเพาะหรือหลอดอาหาร เช่น การมีเลือดออกเนื่องจากมีแผลในกระเพาะอาหาร
  • เป็นเครื่องมือให้สารอาหารแก่คนไข้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง
ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร
ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้อง

  • อดอาหาร เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณต่าง ๆ ภายในได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดรับประทานอาหารและน้ำเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงก่อนรับการส่องกล้อง
  • เนื่องจากผู้ป่วยต้องหยุดรับประทานยาบางชนิดก่อนทำการส่องกล้อง แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและยาที่รับประทานเป็นประจำ  เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแอสไพริน (Aspirin) วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือคลอพิโดเกรล (Clopidogrel) ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการมีเลือดออกระหว่างส่องกล้อง โดยหยุดยาเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 7-10 วัน ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยอาจต้องหยุดใช้ก่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ให้เหมาะสม ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยา เช่น โรคหัวใจ ไทรอยด์ หรือภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจให้รับประทานยาตามปกติแล้วจิบน้ำตามเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรหยุดรับประทานยาใด ๆ เอง
  •  เป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ หรือมีประวัติแพ้ยาใด ๆ แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะผิดปกติที่เป็น โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์
  • รวมถึงผู้ป่วยโรคติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจ โรคหัวใจรูมาติก ใส่ลิ้นหัวใจเทียม และผู้ที่แพทย์บอกว่าจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัดใด ๆ
  • ให้ญาติมารับกลับบ้าน ผู้ป่วยไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง เพราะยาระงับความรู้สึกที่ได้รับระหว่างการส่องกล้องจะส่งผลให้รู้สึกง่วงนอน มึนงง และบกพร่องทางการตัดสินใจได้ เพื่อความปลอดภัยจึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือการทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร

ขั้นตอนการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

แพทย์จะอธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างนี้หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยใด ๆ ก็สามารถซักถามได้

ก่อนรับการส่องกล้องผู้ที่สวมใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือฟันปลอมจะต้องถอดออกทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แต่อาจให้สวมชุดคนไข้ทับเสื้อผ้าของตัวผู้ป่วยเองอีกที

จากนั้นแพทย์จึงเริ่มด้วยการฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะส่วนที่คอเพื่อให้เกิดความรู้สึกชา หรืออาจใช้ยาระงับความรู้สึกแบบฉีดแทน ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนเด็กที่ยังเล็กอาจต้องใช้ยาสลบ โดยยาระงับความรู้สึกที่ได้รับจะส่งผลให้มีอาการง่วงซึมและรู้สึกผ่อนคลายลงขณะทำการส่องกล้อง

หลังฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะแห่งหรือให้ยาระงับความรู้สึก แพทย์อาจใช้ฟันยางเพื่อเปิดปากและป้องกันไม่ให้ฟันผู้ป่วยกัดสายท่อ ต่อจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยพลิกตัวนอนตะแคงซ้าย แล้วใส่กล้องเอนโดสโคปเข้าไปในลำคอพร้อมทั้งบอกให้พยายามกลืนกล้องให้ลงไปยังหลอดอาหาร ทั้งนี้ในช่วงแรก ๆ อาจรู้สึกไม่ค่อยดี มีอาการคลื่นไส้หรืออยากอาเจียน แต่ก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อท่อส่องกล้องเคลื่อนลงไปแล้ว โดยกระบวนการส่องกล้องนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

สำหรับผลการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการส่องกล้อง เช่น การตรวจดูกระเพาะอาหารอาจทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ แต่หากเป็นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจต้องรอผลตรวจเป็นเวลา 2-3 วัน

หลังจากการส่องกล้อง

คอยเฝ้าดูอาการอยู่ประมาณ 30 นาที  หลังการส่องกล้องเรียบร้อยแล้วแพทย์จะพาผู้ป่วยไปยังห้องพักฟื้น ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บในลำคอชั่วคราวซึ่งสามารถใช้ยาอมช่วยบรรเทาอาการ จากนั้นญาติจึงพาผู้ป่วยกลับบ้านได้และให้คอยเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากฤทธิ์ของยาระงับความรู้สึกที่ได้รับสามารถคงอยู่ถึง 24 ชั่วโมงและทำให้ง่วงซึม ในระหว่างนี้ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน ไม่ควรขับรถหรือทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องจักร

นอกจากความรู้สึกง่วงซึม การส่องกล้องยังอาจทำให้มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บคอที่คงอยู่นาน 1-2 วัน ปวดบีบที่ท้อง ท้องอืดหรือมีแก๊สในท้องที่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากมีสัญญาณแสดงถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่ เจ็บหน้าอกหรือปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการแย่ลง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง อาเจียนเป็นเลือด มีไข้สูง หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ส่องกล้องกระเพาะอาหารมีความเสี่ยงหรือไม่ ?

การส่องกล้องนับเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักพบได้น้อย มีดังนี้

  • บางครั้งก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก แม้ยานี้จะค่อนข้างปลอดภัย แสบร้อนบริเวณแผลฉีดยา หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจทำให้เศษอาหารตกลงไปยังปอดจนเกิดการอักเสบตามมา ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • มีเลือดออก กล้องเอนโดสโคปอาจไปทำให้หลอดเลือดเสียหายและมีเลือดออก ซึ่งสัญญาณบ่งบอกการมีเลือดออกนี้ก็คือ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย โดยแผลที่เกิดขึ้นมักจะรักษาด้วยการส่องกล้องอีกครั้ง และบางรายอาจต้องมีการให้เลือดเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปด้วย
  • มีการติดเชื้อ การส่องกล้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ ufabet login แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีการตรวจด้วยกระบวนการอื่นร่วมด้วย แต่ก็มักเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ก็อาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อนทำการส่องกล้อง
  • เกิดแผลทะลุ ระหว่างการส่องกล้องมีโอกาสไม่มากนักที่เอนโสโคปจะไปโดนหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบนจนเกิดรูทะลุขึ้น ผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้สามารถสังเกตอาการได้จากการปวดช่องท้อง หน้าอก หรือคอ เจ็บขณะกลืน มีไข้สูง หรือหายใจลำบาก ซึ่งหากแผลทะลุนั้นไม่รุนแรงก็มักจะดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล หรืออาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาในกรณีที่เป็นแผลรุนแรง

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหาร ที่สามารถตรวจโรคที่เกิดขึ้นภายในช่องท้องได้อย่างละเอียดสามารถลบภาพแนวคิดเดิมที่ว่า ปัจจุบันการแพทย์พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยี “เป็นแผลภายนอกยังสามารถตรวจได้ แต่พอเป็นโรคทางช่องท้องไม่สามารถมองเห็นได้” เพราะปัจจุบันสามารถใช้การส่องกล้องเพื่อตรวจลักษณะระบบทางเดินอาหารในการหาความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น ตรวจดูลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนกลาง ส่วนต้น ลำไส้เล็กส่วนปลายท่อทางเดินน้ำดี และตับอ่อน การส่องกล้องทางเดินอาหารนั้น สามารถแบ่งการตรวจออกเป็น 3 แบบ คือ

การส่องกล้องเพื่อตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และสำไส้เล็กส่วนต้น (Gastroscopy, EGD)
•  การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscope)
•   การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)
การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (Gastroscopy,EGD)
    เป็นเทคโนโลยีการใช้กล้องส่องเข้าไปทางปาก ผ่านหลอดอาหารลงไปภายในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยการตรวจจะใช้กล้องลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กปรับความโค้งงอได้ มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร และส่วนปลายของกล้องจะมีเลนส์ขยายภาพ ส่วนอีกด้านจะส่งภาพมายังจอมอนิเตอร์ ซึ่งทำให้แพทย์เห็นภายในอวัยวะที่ตรวจได้อย่างชัดเจน โดยการส่องกล้องวิธีนี้จะทำในกรณีมีการอักเสบ เป็นแผล มีเนื้องอก หรือมีการตีบตัน ผู้ที่ปวดท้องส่วนบนเมื่อได้รับการรักษาแล้วยังไม่ดีขึ้น มีอาการกลืนลำบาก อาเจียนเป็นเลือด เพื่อตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ หรือเก็บของเหลว น้ำย่อยตรวจ เพื่อการรักษาตัดติ่งเนื้อ (polyp) จี้ทำลายเนื้องอกออกทางเดินอาหารส่วนบน เพื่อการใส่เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านทางกล้องส่องตรวจ เช่นเครื่องมือขยายหลอดอาหาร อุปกรณ์ฉีดยา หรือรัดหลอดเลือดโป่งพองของหลอดอาหาร เป็นต้น

 การส่องกล้องตรวจคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงใช้เวลาการตรวจประมาณ 10-15 นาที หากตรวจพบติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แพทย์สามารถทำการรักษาได้ทันที หรือสงสัยว่าอาจมีเนื้อร้าย สามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในคราวเดียวกัน โดยขั้นตอนการเตรียมตัวส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น คนไข้ต้องงดน้ำ งดอาหาร 6-8 ชม.ถ้ามีฟันปลอมชนิดถอดได้ต้องถอดออกก่อน แพทย์จะให้ยาฉีดทางกล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้ลำไส้คลายตัวก่อนทำการส่องตรวจอย่างน้อย 10-15 นาที และจะให้คนไข้นอนตะแคงซ้าย โดยแพทย์จะใส่กล้องตรวจเข้าทางปากโดยให้คนไข้ช่วยกลืนซึ่งจะทำให้การใส่กล้องง่ายขึ้น
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscope)
สามารถทำการตรวจดูลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนกลาง  ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ส่วนต้นและลำไส้เล็กส่วนปลาย ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคของลำไส้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ การส่องกล้องวิธีนี้จะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางทวารหนัก โดยคนไข้ไม่รู้สึกเจ็บ มีความปลอดภัย ใช้เวลาตรวจประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับความยาวลำไส้ใหญ่ของคนไข้ อีกทั้งสามารถตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่โดยไม่ต้องผ่าตัด และสามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักตรวจในกรณีที่คนไข้มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน เมื่อเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักและมีเลือดออก มีการอึดอัดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องร่วมกับมีก้อนในท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ตรวจพบภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ การตรวจสุขภาพในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งควรส่องกล้องตามคำแนะนำของแพทย์

การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด01

เชื้อราในช่องคลอด เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง

อาการของ โรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แม้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย เช่น

  • เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและระคายเคืองที่ปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการแสบร้อน โดยเฉพาะในขณะมีเพศสัมพันธ์หรือการปัสสาวะ
  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีลักษณะสีขาวข้นคล้ายนมบูด เป็นน้ำใส หรือขาวข้นจับตัวเป็นก้อน
  • บริเวณปากช่องคลอดมี อาการบวม แดง
  • เกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด อาจเกิดการกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศ หรือต้นขา

ผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้ได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงเป็นสัปดาห์ หรืออาจนานเป็นเดือนในบางราย แต่พบได้ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายอาจมีอาการของโรคกลับเป็นซ้ำในช่วงก่อนมีประจำเดือนและอาจเป็นมากขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ควรรีบพบแพทย์หากเป็นการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นหลังใช้ยารักษา หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ อาการอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่รีบรักษา ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณที่เกิดการติดเชื้อมีอาการบวม แดง และคันอย่างรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดรอยแตกเป็นแผล มีอาการเจ็บหรือปวด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยมากกว่าปกติ หรือมากกว่า 4 ครั้งต่อปี

สาเหตุของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเพิ่มจำนวนเชื้อรามากกว่าปกติภายในช่องคลอดจนทำให้สภาพภายในช่องคลอดเสียสมดุล โดยปกติเชื้อราเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามช่องปาก อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร หรือบนผิวหนังของคนเราในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเชื้อราเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจึงพัฒนาให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออาจเกิดได้จากหลายสายพันธ์ุ แต่สายพันธ์ุที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้มากที่สุดมีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราในกลุ่ม แคนดิดา (Candida) ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่พบได้ไม่บ่อยอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้มากขึ้น และต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น

คันในช่องคลอด ยันเมือกขาว
คันในช่องคลอด ยันเมือกขาว

การเพิ่มจำนวนเชื้อราอย่างรวดเร็วมาจากหลายสาเหตุดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปลดปริมาณแบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส และทำให้ค่าความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุล
  • การตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  • สภาวะของร่างกายที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เป็นโรคทางผิวหนังอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่น ๆ
  • การรับประทานยาบางประเภท
  • มีภาวะโรคอ้วน
  • การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือการรับประทานยาคุมกำเนิดในปริมาณสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การสวนล้างช่องคลอดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดบ่อย ๆ อาจทำให้เสียสมดุลภายในช่องคลอด

การเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นปัญหาที่พบมากในผู้หญิง โดยผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คนเคยเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนี้ การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนการมีประจำเดือน หรือบางรายอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่ตัวโรคยังไม่จัดว่าเป็นโรคติดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อไปสู่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมไปถึงผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็อาจมีโอกาสในการพัฒนาโรคให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอดได้ตามขั้นตอนดังนี้

  • สอบถามข้อมูลและประวัติทางการแพทย์ ในขั้นแรกจะมีการสอบถามข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย อาการผิดปกติที่พบ ลักษณะของตกขาว เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
  • การตรวจภายใน แพทย์จะตรวจดูลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศและบริเวณรอบ ๆ เพื่อหาความผิดปกติที่บ่งบอกว่าเกิดการติดเชื้อ ซึ่งบางรายสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่การสังเกตดูลักษณะภายนอก แต่ในบางรายแพทย์อาจจะต้องตรวจหาความผิดปกติจากภายในช่องคลอดอีกครั้งด้วยการสอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าปากเป็ดเข้าไปภายในช่องคลอด เพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือตกขาวออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
  • การตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่ง มักจะใช้ในกรณีตรวจวินิจฉัยผู้ที่เกิดการติดเชื้อบ่อย ๆ หรืออาการของโรคไม่ดีขึ้น โดยแพทย์จะนำตัวอย่างที่เก็บได้ภายในช่องคลอดออกมาตรวจหาประเภทเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการของโรค ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีการกลับมาของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาต้านเชื้อรา (Antifungal Drug) เป็นหลัก โดยรูปแบบของยาอาจจะมีทั้งแบบครีม ขี้ผึ้ง ยาเหน็บ หรือยารับประทาน เช่น ยาคลอไตรมาโซล (Clotrimazole) ยาไมโคโนโซล (Miconazole) ยาไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ยาบูโตโคนาโซล (Butoconazole) ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยากรดบอริก (Boric acid) ซึ่งการเลือกใช้ยาควรต้องมีการพิจารณาระดับความรุนแรงของโรคและประเภทของเชื้อราที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นด้วย ส่วนระยะเวลาในการใช้ยาจะแตกต่างกันไปตามความแรงของยาและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไป ควบคู่กับการดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดย

  • ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาเชื้อราทาช่องคลอดในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นแทนการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดเป็นประจำ แต่ควรใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดแทน
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลง
  • หากมีความรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง
  • หากบริเวณอวัยวะเพศมีอาการบวมและเจ็บ ไม่ควรเกาหรือถูแรง ๆ แต่อาจนั่งแช่น้ำอุ่น เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการซื้อยามาใช้เองควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนการใช้ยาควรศึกษาวิธีอย่างละเอียดและควรใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องจนครบปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันแม้ว่ามีอาการดีขึ้น รวมไปถึงควรระมัดระวังการใช้ยาบางประเภทที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อรา เช่น การทาน้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil) บริเวณช่องคลอด หรือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม เนื่องจากอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลงได้

แต่ในกรณีที่อาการมีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ เป็นอาการติดเชื้อครั้งแรก เกิดอาการแพ้ อาการของโรคไม่ดีขึ้น หรือมีความกังวลว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจยืนยันผล และรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องมีการใช้ยารักษาในปริมาณที่สูงขึ้นและรักษานานต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยป้องกันการกลับมาของโรค อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังอาการหายขาดอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกจากโรคอื่นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราภายในช่องคลอดค่อนข้างพบภาวะแทรกซ้อนได้น้อย โดยทั่วไปมักเกิดการถลอกของผิวหนังจนอาจเป็นแผล เนื่องจากอาการคันและเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ผิวหนังได้โดยง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อขึ้นใหม่อีกครั้งหลังการรักษา หรือไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาด เนื่องจากตัวยาไม่ตอบสนองต่อโรค ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นตามมา

การป้องกันโรคเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางกรณีบอกได้ยากว่าเกิดมาจากสาเหตุใด เพราะแต่ละบุคคลก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป การป้องกันโรคจึงเป็นการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดของโรคตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เลือกสวมใส่กระโปรง กางเกง หรือกางเกงชั้นที่ไม่รัดแน่นมากเกินไป รวมไปถึงเลือกเนื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความอับชื้นจนเพิ่มจำนวนเชื้อราขึ้นได้โดยง่าย
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความอับชื้นเป็นเวลานาน ควรรีบเปลี่ยนชุดออกทันที เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นหรือการสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินความจำเป็น
  • รับประทานอาหารประเภทโยเกิร์ตหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอด
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีความจำเป็น
  • ในช่วงมีประจำเดือนควรมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอับชื้นที่เป็นที่อยู่ของเชื้อรามากขึ้น

การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย เช่น เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่ ตรวจภายในและตรวจดูความผิดปกติของลักษณะภายนอก หลังจากนั้นแพทย์จะเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

อาการของภาวะเชื้อราในช่องคลอด

อาการของภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆถึงแม้จะติดเชื้อก็ตาม อาการที่พบได้มีดังนี้

– คันและระคายเคืองบริเวณช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด

– มีอาการบวมบริเวณอวัยวะเพศ

– รู้สึกแสบร้อนขณะมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ

– มีผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ

– มีตกขาวเป็นสีขาวครีมข้น ไม่มีกลิ่น บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นน้ำได้เช่นกัน

– กรณีที่มีการติดเชื้อรา 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี จะจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ภาวะติดเชื้อซ้ำซ้อน” ซึ่งมักมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น  กำลังตั้งครรภ์, เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม, มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำเพราะโรคบางชนิด เช่น ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี, บ่อยครั้งมักจะเป็นเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ Candida Albicans

– กรณีติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้การติดเชื้อราบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา

– การใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน  ufabet24 ซึ่งทำลายเชื้อแบคทีเรียดีในช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องคลอด

– ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น จากการตั้งครรภ์ การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณ ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด

– โรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อราในช่องคลอดมากขึ้น

– ระบบภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้รับการบำบัดด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

–  เมื่อมีอาการตกขาว,คันช่องคลอด ควรพบแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้นและต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ หรือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

– หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง

ป้องกันได้อย่างไร

– การปฏิบัติตัวตามหลักสุขอนามัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อราในช่องคลอดได้

– รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุล

– รับประทานโยเกิร์ตหรืออาหารเสริมที่มีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดด่างในช่องคลอด

– สวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินินหรือผ้าไหม รวมถึงสวมกางเกงและกางเกงชั้นในที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

– หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะเป็นการนำเชื้อแบคทีเรียดีที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อออกจากร่างกาย

– ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

– ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน เช่น ชุดว่ายน้ำหรือชุดออกกำลังกาย

– ไม่ใช้แผ่นอนามัยและเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอขณะมีประจำเดือน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น

จุกแน่นลิ้นปี่

จุกแน่นลิ้นปี่ สุขภาพดีได้หากเข้าใจสาเหตุ

หลายคนอาจคิดว่าจุกแน่นลิ้นปี่เป็นเรื่องธรรมดาและ จุกแน่นลิ้นปี่ จากหลายสาเหตุก็สามารถรักษาได้อย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวอาจรุนแรงมากขึ้นหรือก่อให้เกิดภาวะสุขภาพที่รุนแรงตามมาได้ ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจและละเลยในการรักษา โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด คือการทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการจุกแน่นลิ้นปี่นั่นเอง 

มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการทั่วไปอื่น ๆ ของระบบย่อยอาหาร จุกแน่นลิ้นปี่เป็นความเจ็บปวดหรือการรู้สึกไม่สบายใต้ซี่โครงบริเวณหน้าท้องส่วนบน  ซึ่งมีตั้งแต่แสบร้อนกลางอก ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อิ่มเร็ว ไปจนถึงเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม สัญญาณอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุด้วย

สาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่

จุกแน่นลิ้นปี่อาจเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกและบริเวณลำคอ กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร
  2. ซึ่งปกติแล้วกรดไหลย้อนมักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก เจ็บคอ เสียงแหบ รู้สึกเหมือนมีก้อนภายในคอ ไอเรื้อรัง เป็นต้น
  3. อาหารไม่ย่อย อาจเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี เช่น กินอาหารในปริมาณมาก กินอาหารเร็วเกินไป กินอาหารมันและอาหารที่มีรสเผ็ด เป็นต้น รวมถึงปัญหาทางสุขภาพและการใช้ยาบางชนิด โดยอาหารไม่ย่อยมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ และอาเจียน
  4. น้ำตาลชนิดนี้พบได้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
  5. ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือภาวะที่ร่างกายไม่อาจย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด และมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีเอนไซม์แลคเตสที่ช่วยในการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในปริมาณน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
  6. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป หรือการดื่มจัดมาเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การมีเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจก่อให้เกิดภาวะทางสุขภาพอันเป็นสาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่อย่างโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคตับ
  7. การรับประทานอาหารมากเกินไป ส่งผลให้ผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่ได้เช่นกัน เนื่องจากไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวจนเกิดแรงดันต่ออวัยวะโดยรอบ ก่อให้เกิดอาการปวดลำไส้ อีกทั้งกรดในกระเพาะอาหารและของเหลวต่าง ๆ อาจไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร จนทำให้แสบร้อนกลางอกและเป็นกรดไหลย้อนได้
  8. บริเวณหน้าอกผ่านทางช่องโหว่ของกะบังลม
  9. โรคไส้เลื่อนกะบังลม เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวไป อาจทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก ระคายเคืองหรือเจ็บคอ เรอเสียงดัง เป็นต้น
  10. การใช้ยา หรือกระทั่งการติดเชื้อ หากไม่เข้ารับการรักษาอาจส่งผลให้หลอดอาหารเป็นแผลได้  หลอดอาหารอักเสบ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ โดยทั่วไป มักทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือบริเวณลำคอ  มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ไอ หรือมีปัญหาในการกลืน  
  11. โรคภูมิคุ้มกัน หรือกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง  โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  12. มักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ปวดแสบท้อง ปวดตื้อ จุกเสียด จุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน  เป็นต้น
  13. แผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือใช้ยาบางชนิดอย่างยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) มากเกินไปอาจส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กถูกทำลายจนเป็นแผล อาการที่พบได้บ่อยคือปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร และยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มง่าย ท้องอืด เรอ แสบร้อนกลางอก และสัญญาณการมีเลือดออกอย่างเหนื่อยล้า ผิวซีดหรือหายใจไม่อิ่มร่วมด้วย
  14. การตั้งครรภ์ ขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกระเพาะอาหาร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอโมนส์และระบบย่อยอาหารอาจทำให้คนท้องมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ อีกทั้งยังมีอาการแสบร้อนกลางอกเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ที่จุกแน่นล้นปี่ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษได้

เกี่ยวเนื่องกับระบบย่อยอาหารเช่น ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง (Barrett’s Esophagus)  นอกจากนี้ อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังอาจเกิดได้จากโรคและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคกรดไหลย้อน โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน โรคมะเร็ง ลำไส้หรือถุงน้ำดีอุดตัน อาการบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นอันตรายร้ายแรงอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

จุกเสียด-แน่นท้องเรื้อรัง ระวัง! มะเร็งทางเดินอาหาร
จุกเสียด-แน่นท้องเรื้อรัง ระวัง! มะเร็งทางเดินอาหาร

 

วิธีจัดการกับจุกแน่นลิ้นปี่

การรักษาอาการจุกแน่นลิ้นปี่แตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ เช่น

  • ผู้ที่รับประทานอาหารมากจนเกินไปอาจปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิต โดยหันมาพึ่งพาอาหารเพื่อสุขภาพอย่างขิง ดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือออกกำลังกายเป็นประจำประมาณ 30 นาทีต่อวัน
  • หากเกิดจากการใช้ยาบางชนิดอย่างยาในกลุ่มเอ็นเสด แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาเหล่านั้น และเลือกใช้เป็นยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรด เพื่อบรรเทาอาการปวดแทน
  • หากมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือแผลในกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุของอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย

ชวนรู้จักระบบทางเดินอาหาร

กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงทวารหนัก ระบบทางเดินอาหาร ufabet24 คือส่วนประกอบของร่างกายที่ไล่ตั้งแต่หลอดอาหาร เป็นหนึ่งระบบในร่างกายที่มีการทำงานร่วมกันอย่างสมานสามัคคี คอยย่อยอาหารทุกสิ่งอย่างที่เราทานเข้าไปให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กพอที่จะสามารถดูดซึมได้ผ่านหลอดเลือด ส่วนกากใยที่เหลือก็จะถูกส่งต่อไปยังระบบขับถ่ายตามลำดับ การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบแบบนี้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการย่อยอาหารแทบทั้งระบบ

โรคระบบทางเดินอาหาร ยอดฮิต

  • โรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่มักแสดงอาการออกมาในลักษณะการจุกแน่นลิ้นปี่ เสียดท้อง แสบท้อง หรือปวดใต้ชายโครงซ้าย มักเป็นๆ หายๆ และแสดงอาการสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดเวลาหิว หรือปวดหลังทานอิ่ม หากมีอาการแบบนี้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ สามารถดูแลตัวเองได้โดยการทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และรับประทานอาหารให้ตรงเวลา แต่หากมีอาการติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน หรือมีการอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักตัวลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโดยละเอียด
  • การขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย โรคลำไส้แปรปรวน เกิดจากภาวะที่ลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้มีอาการปวดท้อง หรือทั้งท้องผูกและท้องเสียสลับกันไป บางรายอาจถ่ายมากผิดปกติ แต่ในขณะที่บางรายก็อาจถ่ายน้อยกว่าที่เคยเป็น โดยอาการปวดมักจะดีขึ้นหลังจากถ่ายอุจจาระ แม้เป็นโรคที่มีอาการไม่ร้ายแรง แต่หากมีการถ่ายมากจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน ก็ควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า
  • โรคกรดไหลย้อน อาการที่เด่นชัดคือการแสบร้อนกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากมีกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนมาสร้างความระคายเคืองให้กับทางเดินอาหาร ในบางรายอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบาก มีอาการเจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้าอาจจะมีรสขมหรือมีรสเปรี้ยวของกรดในปาก รวมทั้งอาจมีเสมหะ มีอาการระคายเคืองคออยู่ตลอดเวลา จนเกิดอาการไอเรื้อรัง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการทานยาลดกรด ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
  •  ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ภัยร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 6,000 คนต่อปี มะเร็งในระบบทางเดินอาหารสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะจะเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่บริโภคอาหารประเภทปิ้ง ย่าง หมักดอง สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมทั้งผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง

มะเร็งร้าย… ต้องระวัง

มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วย มะเร็งหลอดอาหาร  รวมไปถึงมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งถุงน้ำดี โดยอาการเบื้องต้นจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่เป็น แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกับโรคกระเพาะอาหาร และโรคลำไส้แปรปรวน ทำให้ผู้ป่วยมักละเลยอาการเตือนเหล่านี้ ดังนั้นวิธีที่จะรู้ทันเจ้ามะเร็งได้ดีที่สุดก็คือการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

รู้เท่าทันได้ ง่ายนิดเดียว

การตรวจคัดกรองมะเร็งทางเดินอาหาร สามารถทำได้โดยการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร ซึ่งมีทั้งการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ร่วมกับการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) ซึ่งจะช่วยให้สามารถทราบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

ลดเสี่ยง ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ลดการทานอาหารปิ้ง ย่าง และอาหารหมักดอง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ทานผัก ผลไม้ เป็นประจำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนจนเกินไป
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ และหากรับประทานยาหรือรักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว หากผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่อย่างรุนแรง อาการดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน  แต่อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังไม่ดีขึ้นและคงอยู่นานกว่า 2-3 วัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีปัญหาในการหายใจหรือการกลืน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

น้ำเกลือล้างแผล

น้ำเกลือล้างแผล ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย

อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่มักนำมาทำความสะอาดแผลจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงนัก น้ำเกลือล้างแผล  เช่น หกล้มเป็นแผลถลอก มีดบาดไม่ลึก แผลถูกของแหลมแทง และยังใช้ล้างแผลจากการเจาะร่างกายเพื่อสวมใส่เครื่องประดับ เช่น เจาะหู เจาะสะดือ ได้ด้วย โดยแผลเหล่านี้อาจใช้น้ำเกลือรักษาเป็นหลักเพียงอย่างเดียวและผู้ป่วยสามารถทำแผลด้วยตนเองได้ เพราะน้ำเกลือล้างแผลหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป และไม่ทำให้ระคายเคืองหรือแสบร้อนบริเวณแผล ทั้งนี้ ควรศึกษาวิธีการทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลืออย่างถูกต้องและเหมาะสมตามชนิดของแผลที่แตกต่างกัน.

วิธีทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล

อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อร่างกาย อาจมีสาเหตุมาจากการหกล้ แผล คือ การถูกของมีคมบาดหรือถูกวัตถุปลายแหลมแทง รวมถึงการเจาะร่างกาย เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นและเป็นบาดแผลที่ไม่รุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจรักษาแผลเองได้ด้วยการใช้น้ำเกลือล้างแผลที่บ้าน ซึ่งขั้นตอนการทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลืออาจแตกต่างกันไปตามชนิดของแผล ดังนี้

บาดแผลทั่วไป

หลายคนอาจเข้าใจว่าการนำผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์มาปิดบริเวณบาดแผล จะช่วยป้องกันแผลจากสิ่งสกปรก แต่ในความเป็นจริง ควรล้างแผลให้สะอาดก่อนพันปิดบาดแผล โดยทำตามลำดับดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผล และสวมถุงมือ หากมือมีแผล
  • หากทำแผลให้ผู้อื่น ให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนเสมอ
  • หากแผลมีสิ่งปนเปื้อน ให้ล้างแผลก่อน โดยใช้น้ำเกลือราดล้างบาดแผลหรือให้น้ำสะอาดไหลผ่านบาดแผล อาจใช้ทิชชูเปียกที่ปราศจากแอลกอฮอล์หรือผ้าก๊อซเช็ดล้างทำความสะอาดแผล แต่ห้ามใช้สำลีเช็ดแผล เพราะเส้นใยอาจติดอยู่ในแผล และห้ามใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างแผลเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเกิดความเสียหาย และทำให้เกิดแผลบาดเจ็บเพิ่มเติมได้
  • หลังจากล้างสิ่งสกปรกออกจากแผลแล้ว นำผ้าก๊อซไปชุบน้ำเกลือล้างแผลให้เปียกหมาด ๆ แล้วทาหรือเช็ดบริเวณรอบ ๆ บาดแผล
  • ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ที่ปลอดเชื้อ

หากสังเกตเห็นเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลออกมา ให้นำผ้าพันแผลอีกชิ้นมาปิดทับผ้าพันแผลอันเดิมแล้วกดแผลค้างไว้ และหากพบวัตถุอื่น ๆ ติดแน่นอยู่ในแผล ให้ไปรับการรักษาจากแพทย์หรือพยาบาล ไม่ควรพยายามนำวัตถุดังกล่าวออกเองโดยพลการ

แผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดอาจมีขนาดหรือความยาวแตกต่างกันไปตามประเภทของการผ่าตัด โดยส่วนใหญ่ แพทย์จะเย็บปิดแผลไว้หลังผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยมักไม่ต้องทำแผลใด ๆ เพิ่มเติม แต่อาจต้องดูแลไหมเย็บแผลให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ต้องไม่เกาหรือแกะบริเวณบาดแผล และงดการเล่นกีฬาต่าง ๆ  ufabet24 เพื่อป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อ โดยผู้ป่วยควรสอบถามวิธีการดูแลแผลผ่าตัดอย่างละเอียด และผู้ป่วยอาจต้องดูแลหรือทำความสะอาดแผลด้วยตนเองที่บ้านจนกว่าแผลจะหายดี

ขั้นตอนการทำความสะอาดแผลผ่าตัดด้วยน้ำเกลือล้างแผล มีดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด หรืออาจล้างมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ผสมแอลกอฮอล์
  • ใช้ผ้าก๊อซเช็ดทำความสะอาดรอบ ๆ แผล
  • นำผ้าก๊อซไปชุบน้ำเกลือล้างแผลจนชุ่ม แล้วนำมาทาหรือเช็ดแผลเบา ๆ
  • เช็ดคราบเลือดแห้งและของเหลวอื่น ๆ ที่เกาะติดบริเวณแผลออกให้หมด

มาทารอบแผลหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นอกจากนี้ ห้ามนำครีมทาผิวและสมุนไพรอื่น ๆ และห้ามทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาทำความสะอาดผิว แอลกอฮอล์ สารเปอร์ออกไซด์ ไอโอดีน หรือสบู่ขจัดแบคทีเรียเด็ดขาด เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจทำลายเนื้อเยื่อบริเวณแผล และทำให้แผลสมานตัวช้าลง

แผลจากการเจาะร่างกาย

แผลที่เกิดจากการเจาะร่างกายอาจต้องรับการรักษาเช่นเดียวกับแผลชนิดอื่น ๆ และน้ำเกลือล้างแผลอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีที่สุดในการทำความสะอาดแผล ซึ่งวิธีการทำความสะอาดแผลจากการเจาะร่างกายด้วยน้ำเกลือ มีดังนี้

  • นำผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือล้างแผลให้ชุ่ม แล้วประคบบริเวณแผลเจาะร่างกายจนน้ำเกลือซึมเข้าไปในแผล
  • ให้นำผ้าไปชุบน้ำเกลือแล้วประคบซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง หากน้ำเกลือยังไม่ซึมเข้าแผลเท่าที่ควร เพราะติดสะเก็ดน้ำเหลือง  ทำซ้ำเรื่อย ๆ จนครบ 5 นาที หรือจนกว่าน้ำเกลือจะซึมเข้าไปในแผลดีแล้ว และสะเก็ดน้ำเหลืองนุ่มลงจนหลุดออกจากผิวหนัง

วัตถุประสงค์ของการล้างแผล

  • เพื่อให้แผลมีสภาวะที่ดี เหมาะแก่การงอกของเนื้อเยื่อ
  • ดูดซึมสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลือง หนอง
  • จำกัดการเคลื่อนไหว ของแผลให้อยู่นิ่ง
  • ให้ความชุ่มชื้น กับพื้นผิวของแผลอยู่เสมอ
  • ป้องกันไม่ให้ผ้าปิดแผลติด และดึงรั้งเนื้อเยื่อที่งอกใหม่
  • ป้องกันแผล หรือเนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จากสิ่งกระทบกระเทือน
  • ป้องกันแผลปนเปื้อนเชื้อโรค จากอุจจาระ ปัสสาวะ หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ
  • เป็นการห้ามเลือด
น้ำเกลือล้างแผล
น้ำเกลือล้างแผล

วิธีทำน้ำเกลือล้างแผลด้วยตนเอง

หากไม่สะดวกไปหาซื้อน้ำเกลือล้างแผลจากร้านขายยา ผู้ป่วยอาจทำน้ำเกลือล้างแผลด้วยตนเองได้ตามวิธีดังต่อไปนี้

  • น้ำประปาต้ม 5 นาทีประมาณ 3.8 ลิตร เตรียมน้ำกลั่นที่สะอาดปราศจากเชื้อประมาณ 3.8 ลิตร  แต่ห้ามใช้น้ำทะเลหรือน้ำบาดาลมาทำน้ำเกลือ
  • นำเกลือที่บริโภคทั่วไปปริมาณ 8 ช้อนชา มาผสมกับน้ำที่เตรียมไว้ แล้วคนให้เกลือละลายจนหมด
  • นำน้ำเกลือที่ได้เทเก็บไว้ในภาชนะที่ผ่านการทำความสะอาดและปราศจากเชื้อ เช่น ขวดแก้ว หรือขวดน้ำที่ปิดสนิท
  • เก็บน้ำเกลือที่บรรจุใส่ภาชนะแล้วไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งน้ำเกลือที่ทำขึ้นสามารถใช้งานได้นานประมาณ 1 สัปดาห์

ข้อควรระวังในการใช้น้ำเกลือล้างแผล

ผู้ใช้น้ำเกลือล้างแผลควรอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์ก่อนใช้ทุกครั้ง และควรบันทึกวันที่เปิดใช้ขวดน้ำเกลือล้างแผล เพราะแบคทีเรียอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเปิดใช้ และหากใช้น้ำเกลือล้างแผลแล้วยังมีอาการเจ็บปวด บวมแดง มีหนองไหลออกมาจากแผล หรือสังเกตเห็นวัตถุติดอยู่ภายในแผล ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม หากบาดแผลเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เป็นแผลขนาดใหญ่ แผลลึก แผลที่เป็นรอยกัดจากคนหรือสัตว์ แผลเก่าที่อาจติดเชื้อ แผลบริเวณหลอดเลือดแดงและข้อพับ หรือแผลมีเลือดออกอย่างต่อเนื่องแม้ผ่านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปแล้วประมาณ 15-20 นาที ผู้ป่วยไม่ควรทำแผลด้วยตนเอง แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

1. การมีเลือดออกถือเป็นการช่วยทำความสะอาดบาดแผลเบื้องต้น ดังนั้นไม่ต้องตกใจกันไป
2. ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Sodium Chloride 0.9% w/v) เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และฝุ่นผงออกจากแผล และไม่ควรล้างแผลด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เพราะจะทำให้ระคายเคือง และแสบแผลได้
3. สำหรับแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ (topical anticeptic) ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อที่ใช้สำหรับภายนอก เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน ใส่หลังล้างแผล
4. ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ยาหรือผ้าพันแผล เพื่อช่วยลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่แผล และช่วยป้องกันแผลเสียดสีกับเสื้อผ้า
ทำไมเราจึงไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ล้างแผล?
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเนื้อตาย แผลหายช้า แสบร้อน และระคายเคือง
แอลกอฮอล์เป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ สำหรับใช้เช็ดผิวหนังรอบแผล  เพื่อไม่ให้เชื้อที่อยู่รอบปากแผลเข้าสู่แผล จึงไม่ควรนำมาใช้ล้างแผลเปิด
แล้วถ้าไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ เราจะใช้อะไรล้างแผลกันดี?  คำตอบนี้ไม่ยากเลย เพราะวันนี้เรามีทางเลือกใหม่สำหรับการล้างแผลด้วยการใช้น้ำเกลือล้างแผลอย่าง ซาไลน์แคร์ (Saline Kare) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง ทำให้ล้างแผลได้สะอาด และไม่แสบแผล พร้อม “ระบบเปิด-ปิดฝา” ที่ป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการใช้ ทำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับคุณ ด้วยคุณสมบัติเด่น

มีตัวยา Sodium Chloride 0.9% ซึ่งเป็นสารละลายที่มีความสมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย (Isotonic) จึงไม่ทำให้แสบแผล
เมื่อล้างแผลแล้วไม่รู้สึกแสบ จึงทำให้ล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรก และเชื้อโรคได้สะอาด ซึ่งเป็นการช่วยลดการติดเชื้อ แผลก็จะหายเร็วขึ้น
ช่วยรักษาสภาพเซลล์เนื้อเยื่อ เพราะมีส่วนประกอบที่สมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย
เป็นน้ำยาล้างแผลที่แพทย์และพยาบาลใช้
เห็นถึงข้อดีของการใช้น้ำเกลือล้างแผลแทนการใช้แอลกอฮอล์กันแล้ว คิดว่าเราคงต้องมีน้ำเกลือล้างแผล ซาไลน์แคร์ ติดบ้านกันไว้ซักขวดแล้วล่ะ แล้วอย่าลืมหากเกิดบาดแผลเมื่อไหร่ ให้ใช้น้ำเกลือล้างทำความสะอาดแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ยา และหากยังมีอาการบวมแดง มีน้ำหนอง มีไข้ แปลว่าแผลอาจจะติดเชื้อ หรือกรณีเลือดไหลไม่หยุดภายใน 5-10 นาที มีแผลลึก ปากแผลเปิดกว้าง หรือมีสิ่งสกปรกติดแผลที่เอาไม่ออก หรือเกิดบาดแผลใกล้บริเวณดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป

น้ำเกลือล้างแผล ซาไลน์แคร์ หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ และร้านขายยาชั้นนำทั่วไป ขนาดบรรจุ 200 ml. ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้ล้างแผล ทั้งนี้ก็เพราะการล้างแผลควรฉีดล้างด้วยปริมาณน้ำพอสมควร จึงจะกำจัดสิ่งสกปรกหลุดออกจากแผลให้หมด นอกจากนี้แล้วเรายังควรล้างแผล และเปลี่ยนวัสดุปิดแผลกันเป็นประจำทุกวันด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ก็จะหมดห่วงเรื่องแผลติดเชื้อกันไปได้เลย

ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)

Burnout หรือที่ใครหลายคนเข้าใจว่าเป็นอาการหมดไฟและหมดแรงจูงใจในการทำงาน

Burnout หรือที่ใครหลายคนเข้าใจว่าเป็น อาการหมดไฟ และหมดแรงจูงใจในการทำงาน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียดจากงาน ทำงานหนักเกินไป หรือทำงานที่ไม่ตรงกับแนวทางของตนเอง เป็นต้น ซึ่งอาจรับมือได้ด้วยการออกกำลังกาย จัดการกับความเครียด หรือปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน แต่หากอาการ Burnout เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยอย่างโรคซึมเศร้าหรืออาการอื่น ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตามแต่กรณี

Burnout คือ อะไร ?

Burnout เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยที่มักเป็นผลมาจากการทำงานหนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ โดยอาจทำให้อ่อนเพลีย เฉยชาต่อทุกสิ่ง รู้สึกล้มเหลว และขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่า Burnout อาจเป็นอาการของภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการใช้ชีวิตแบบเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาจนทำให้รู้สึกกดดันมาก เหนื่อยหมดแรง ว่างเปล่า และหมดไฟไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาการต่าง ๆ ที่แสดงออกมาอาจใกล้เคียงกับอาการของภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ อย่างภาวะซึมเศร้าได้ แต่อาจต่างกันตรงที่ภาวะซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ใช่จากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็น Burnout และหากวินิจฉัยไม่รอบคอบถ้วนถี่ก็อาจทำให้รักษาผิดทางได้

สาเหตุของ Burnout 

Burnout อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • มีปัญหาการจัดการ ไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งสำคัญในการทำงานได้ เช่น ไม่สามารถกำหนดตารางงานของตนเองได้ หรือไม่สามารถรับผิดชอบงานของตนให้สำเร็จลุล่วงได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การ Burnout ได้
  • ภาระงานและสิ่งที่ถูกคาดหวังไม่ชัดเจน หากสิ่งที่ถูกคาดหวังจากเจ้านาย หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ นั้นไม่ชัดเจนเพียงพอ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดใจขณะทำงานได้
  • งานที่ทำไม่เหมาะกับตนเอง หากงานที่ทำไม่เหมาะกับความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจทำให้รู้สึกเครียดตลอดเวลาได้
  • งานที่ทำต้องใช้ความกระตือรือร้นอย่างมาก หากการทำงานค่อนข้างวุ่นวายจนต้องใช้พลังงานที่มีทั้งหมดมุ่งไปที่งานตลอดเวลา อาจทำให้ยิ่งเหนื่อยล้าและหมดไฟได้ในที่สุด
  • ขาดแรงสนับสนุนทางสังคม หากต้องอยู่โดดเดี่ยวในที่ทำงานหรือในชีวิตจริง ufabet24 อาจส่งผลให้ยิ่งเครียดมากขึ้นได้
  • ขาดสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน หากงานที่ทำนั้นต้องอาศัยทั้งเวลาและแรงกายเป็นอย่างมาก หรืองานกินเวลาส่วนตัวไปด้วย อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอไปเข้าสังคมหรือสังสรรค์กับเพื่อนและครอบครัว จนปรากฏ อาการหมดไฟ เร็วขึ้นได้
ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)
ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)

สังเกตตนเองอย่างไรว่ามีอาการ Burnout ?

ภาวะ Burnout อาจมีสัญญาณบอกอาการ ดังนี้

  • หมดแรง สูญสิ้นพลังงานในการทำทุกอย่าง
  • ทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานเริ่มทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
  • เริ่มบ่นหรือวิจารณ์งานที่ทำ
  • รู้สึกท้อแท้กับงาน ที่ทำอยู่
  • ไม่พึงพอใจในความสำเร็จที่ทำได้
  • นึกถึงปัญหาเรื่องงานตลอดเวลา แม้ตอนกำลังรับประทานอาหารหรือตอนนอน
  • มีปัญหาในการนอนและการรับประทานอาหาร
  • เริ่มหงุดหงิดใจร้อนกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า
  • ชีวิตยุ่งเหยิง ขาดความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน
  • ต้องพยายามกระตุ้นให้ตัวเองมาทำงาน และมีปัญหาในการเริ่มทำงานเมื่อมาถึงที่ทำงานอีกด้วย
  • พึ่งยาแอลกอฮอล์หรืออาหารอื่น ๆ เพื่อทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น

รับมือกับปัญหา Burnout อย่างไรดี ?

หากพบว่าตนเองมีสัญญาณของอาการ Burnout อาจเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อไม่ให้สุขภาพร่างกายและจิตใจทรุดโทรมไปมากกว่าเดิม โดยวิธีการรับมือกับปัญหา Burnout มีดังนี้

ดูแลสุขภาพ เมื่อทำงานหนักเกินไปหรือมีภาระงานมาก อาจทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหารกลางวัน ไม่ได้ออกกำลังกาย นอนน้อย หรือนอนดึก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงและทำให้รู้สึกหมดไฟเร็วขึ้น การดูแลสุขภาพจึงอาจช่วยให้รับมือกับปัญหา Burnout ได้ ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-9 ชั่วโมง/วัน อาจช่วยเสริมสุขภาพร่างกายและการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น และควรทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายหรือออกกำลังกายเป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง/สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ เพราะอาจช่วยคลายความเครียด และช่วยให้สมองได้พักจากการคิดเรื่องงานไปสนใจสิ่งอื่นแทน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารครบทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอ และเลือกรับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารที่มีไขมันดีและโปรตีนอาจช่วยให้ร่างกายสงบลงได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงกาแฟและน้ำตาล เพราะอาจมีฤทธิ์เพิ่มความเครียดจนทำให้มีอาการแย่ลงได้

ทำงานแต่พอดี อย่าพยายามคิดว่าตนเองเป็นยอดมนุษย์ที่ทำได้ทุกอย่าง แม้ในบางครั้งหัวหน้างานอาจคิดเช่นนั้นก็ตามจึงมักเร่งให้ทำงานที่ต้องใช้เวลามากแต่กำหนดให้แล้วเสร็จในเวลาอันสั้น ซึ่งหลายคนอาจอยากรับผิดชอบให้งานสำเร็จเรียบร้อยเพื่อสร้างความประทับใจ แต่อย่าลืมว่าร่างกายของมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ และไม่อาจแก้ปัญหาของบริษัทด้วยตัวคนเดียวได้ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกกดดันและเพิ่มความวิตกกังวลขึ้นได้ด้วย ดังนั้น จึงควรปรึกษากับหัวหน้างานเพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน เพราะหากไม่หาทางแก้ ปัญหาอาจคงอยู่อย่างเรื้อรัง จนส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและร่างกายในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

หาทางออกเพื่อจัดการกับความเครียด ความเครียดอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะ Burnout ได้ ให้ลองนึกว่าอะไรบ้างที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือทำให้เริ่มหมดไฟ แล้วรีบจัดการและหาวิธีแก้ไขในส่วนดังกล่าว ซึ่งอาจลองปรึกษาหัวหน้างานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็น หาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรืออาจหาที่ปรึกษาและผู้ที่อาจให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ได้ เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือคนรัก เป็นต้น เพื่อให้ช่วยร่วมกันคิดและช่วยให้คำแนะนำในการตัดสินใจ

ประเมินตนเองและงานที่ทำอยู่ เพื่อให้ทราบว่าตนเองเหมาะกับงานที่ทำอยู่แล้วหรือไม่ โดยอาจเริ่มจากถามตัวเอง หรือสังเกตตัวเองเกี่ยวกับงานและองค์กรในมุมมองต่าง ๆ เช่น องค์กรมีทางเลือกหรือให้สิทธิในการเสนอแนวทางต่าง ๆ ร่วมกันหรือไม่ การปรับเวลาของตนเองกับองค์กรและการทำงานนอกออฟฟิศเป็นอย่างไร องค์กรมีทางเลือกสำหรับการศึกษาต่อหรือการพัฒนาสู่การเป็นมืออาชีพหรือไม่ แท้จริงแล้วตนถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ หรือชอบและรักที่จะทำอะไร เป็นต้น จากนั้นจึงนำคำตอบที่ได้มาประเมินว่าตนเองเหมาะสมกับงานที่ทำอยู่หรือไม่ และควรทำอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้คำแนะนำข้างต้นอาจทำให้อาการ Burnout ที่เกิดจากความเหนื่อยล้าในการทำงานดีขึ้นได้ แต่หากอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า หรือสังเกตเห็นได้ว่าอาการทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาทางจิตวิทยาหรือใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ต่อไป เพราะหากไม่รีบรักษา อาการ Burnout อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ขึ้นได้ เช่น ปัญหาเครียดสะสม ภาวะนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากภาวะหมดไฟไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลด้านร่างกาย: อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ

2. ผลด้านจิตใจ: บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้าและอาการนอนไม่หลับได้ หากอาการรุนแรงจะนำไปสู่โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง/ฝันร้าย อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์

3. ผลต่อการทำงาน: อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด

วิธีการรักษาและป้องกัน Burnout Syndrome ได้แก่

1. การขอความช่วยเหลือ การพูดคุยระบาย ความเครียด การปรึกษาหารือคนที่อาจช่วยได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง หรือครอบครัว

2. การพบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมนอกงานกับเพื่อนร่วมงานบ้าง ทั้งช่วงพัก พักทานอาหารกลางวันและช่วงนอกเวลางาน ในขณะเดียวกันให้ลดการพบปะสังสรรค์พูดคุย กับคนที่ทำให้รู้สึกแย่หรือเป็นลบ

3. การเข้าร่วมกลุ่มที่อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เช่น กลุ่มศาสนา กลุ่มทางสังคม จิตอาสาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ได้เพื่อนใหม่ด้วย ทั้งนี้ การเป็นผู้ให้หรือช่วยเหลือผู้อื่น จะมีส่วนช่วยให้เกิดความปลื้มใจและช่วยลดความเครียด แถมยังช่วยให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย

4. การปรับเปลี่ยนมุมมองต่องานที่ทำ มองหาคุณค่าในงานที่ทำ พยายามทำให้งานและชีวิตอื่น ๆ มีความสมดุล

5. การผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน และได้ความช่วยเหลือ มีโอกาสทำงานได้ผลดีขึ้น และ ผ่านเวลาที่ยากลำบาก ในการทำงานได้ง่ายขึ้น

6. หยุดพักบ้าง พักร้อนบ้าง พาตัวออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้น

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารกมีหมู่เลือด Rh (Rhesus) ไม่ตรงกัน

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารกมี หมู่เลือด Rh (Rhesus) ไม่ตรงกัน หากหมู่เลือดของมารดาเป็น Rh- (Rh-negative หรือหมู่เลือดอาร์เอชลบ) แต่หมู่เลือดของทารกในครรภ์เป็น Rh+ (Rh-positive หรือหมู่เลือดอาร์เอชบวก) จะส่งผลให้เกิดภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด (Rh Incompatibility) 

นำมาใช้ในการจำแนกระบบหมู่เลือด อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับจากการถ่ายทอดจากทางพันธุกรรม อาร์เอช (Rh) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ หมู่เลือด Rh+ เป็นหมู่เลือดที่พบในคนส่วนมาก และหมู่เลือด Rh- ที่พบได้น้อยกว่า

อาจไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือดในคนทั่วไป เนื่องจากกรณีที่มารดามีหมู่เลือด Rh- ขณะที่ทารกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+ ร่างกายของมารดาจะตอบสนองต่อหมู่เลือด Rh+ ในลักษณะที่เป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกาย โดยจะสร้างแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทานในเลือดขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารกและอาจทำให้ทารกเป็นโรคโลหิตจางหรือดีซ่าน

ในการตั้งครรภ์ครั้งแรกของมารดาอาจเกิดอันตรายเพียงเล็กน้อยเพราะบุตรที่มีหมู่เลือด Rh+ มักคลอดออกมาก่อนการสร้างแอนติบอดีในร่างกายของมารดา แต่หลังจากนั้นร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อเนื่องตลอดชีวิต ทำให้ในการตั้งครรภ์ครั้งที่สองแอนติบอดีในร่างกายมารดาถูกส่งผ่านไปทางรกและเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก
Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก

อาการของ Rhesus Disease

ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติในทารกได้ตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงระยะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่อาการเหล่านี้จะบรรเทาลงหลังได้รับการรักษาภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด

เมื่อแอนติบอดีในร่างกายมารดาทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของบุตร จะเกิดการสร้างบิลิรูบิน (Bilirubin) ขึ้นมา หากถูกสร้างมามากเกินไปอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำงานของตับที่มีปัญหา โดยทารกที่มีปริมาณบิลิรูบินสูงอาจมีอาการหลังคลอด ดังนี้

  • โรคดีซ่าน (Jaundice) ส่งผลให้ทารกมีภาวะตัวเหลือง
  • ภาวะเซื่องซึม (Lethargy)
  • ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวน้อย (Hypotonia)

สาเหตุของ Rhesus Disease

สาเหตุของภาวะนี้เกิดจากมารดา แต่ทารกใน ครรภ์มีหมู่เลือดเป็น Rh+ มีหมู่เลือดเป็น Rh-  เมื่อมารดามีอาการไวต่อเลือด Rh+ ทำให้ร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและการติดเชื้อของร่างกาย โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อมารดาตั้งครรภ์ครั้งแรก ร่างกายจะจดจำและคอยทำลายเซลล์เม็ดเลือดแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายหลังจากนั้น

อาการไวต่อเลือด Rh+ ของมารดานั้นเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ด้วยปัจจัยดังนี้

  • เซลล์เม็ดเลือดของทารกถูกส่งข้ามมาสู่เลือดของมารดา
  • ร่างกายมารดาเกิดอาการไวต่อเลือดของทารกในระหว่างการคลอด
  • เกิดภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์
  • การใช้วิธีการทางการแพทย์ เช่น การเจาะน้ำคร่ำหรือการตรวจโครโมโซม (CVS)
  • มารดาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณท้อง
  • อาจเกิดหลังการแท้งหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • มารดาที่มีหมู่เลือด Rh- ได้รับเลือด Rh+ จากการเปลี่ยนถ่ายเลือดที่มีความผิดพลาด ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก

เมื่อหญิงตั้งครรภ์มีอาการไวต่อเลือด Rh+ เกิดขึ้นและได้รับเลือด Rh+ ร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทันที ดังนั้น หากตั้งครรภ์บุตรที่มีเลือด Rh+ แอนติบอดีจะถูกส่งผ่านมายังรกของมารดา และก่อให้เกิด Rhesus Disease ขึ้นกับทารกในครรภ์ ซึ่งแอนติบอดีจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของเด็กภายในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังคลอด

ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือดมักจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อทารกในการตั้งครรภ์ครั้งแรก เนื่องจากทารกจะคลอดออกมาก่อนที่แอนติบอดีในร่างกายมารดาจะถูกสร้างในปริมาณมากเพียงพอ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอันตรายต่อทารกหลังจากการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปได้มากกว่า

การวินิจฉัย Rhesus Disease

การวินิจฉัย Rhesus Disease สามารถทำได้โดยวิธีการตรวจเลือดเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้

การตรวจเลือดของมารดา

หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการตรวจสุขภาพ โดยปกติแล้วตรวจเลือดระหว่างการตั้งครรภ์ การวินิจฉัย Rhesus Disease จึงมักวินิจฉัยได้จากผลการตรวจเลือด โดยคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคโลหิตจาง โรคหัดเยอรมัน การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงการระบุหมู่เลือดอาร์เอชของมารดาได้ หากพบว่ามีหมู่เลือด Rh- แพทย์อาจทำการตรวจคัดกรองและแยกหาแอนติบอดี้ในเลือด (Antibody Screen) เพิ่มเติม

ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่เด็กในครรภ์จะได้รับผลกระทบจาก Rhesus Disease  หากตรวจพบแอนติบอดีในเลือด ทำให้ทั้งมารดาและบุตรต้องได้รับการเฝ้าติดตามอาการเป็นพิเศษและอาจได้รับการตรวจภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม อย่างโลหิตจางหรือภาวะตัวเหลือง แต่ในกรณีที่ผลตรวจไม่พบแอนติบอดีในเลือด แพทย์จะให้นัดตรวจเลือดอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 28 ของการตั้งครรภ์ และอาจฉีดยาต้านการสร้างแอนติเจน ดี (Anti-D Immunoglobulin) เพื่อช่วยลดการสร้างภูมิต้านทานของมารดาต่อเลือดของทารกในครรภ์

การตรวจเลือดของบิดา

แพทย์อาจให้บิดาได้รับการตรวจเลือดด้วย หากผลการตรวจเลือดระบุว่ามารดามีหมู่เลือด Rh-  หากผลออกมาเป็น Rh- เหมือนกัน จะไม่มีโอกาสที่ทารกจะมีหมู่เลือด Rh+ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด แต่ถ้าผลการตรวจเลือดของบิดาระบุว่าเป็น Rh+ หรือไม่สามารถทราบสถานะของหมู่เลือดอาร์เอชได้ แพทย์อาจใช้วิธีการเจาะน้ำคร่ำในมารดา โดยใช้เข็มเจาะลงไปบนผิวหนังและทำการดูดเอาน้ำคร่ำปริมาณเล็กน้อยจากถุงน้ำคร่ำเพื่อนำมาตรวจสอบหมู่เลือดอาร์เอชของทารก และอาจนำไปใช้ตรวจสอบระดับบิลิรูบินในเลือดได้อีกด้วย หากมีระดับบิลิรูบินสูง ทารกจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงทำลายตนเองก่อนอายุขัย (Hemolytic Anemia)

การตรวจเลือดของ เด็กในครรภ์

การตรวจเลือดของมารดาระหว่างการตั้งครรภ์ก็อาจทำให้ทราบหมู่เลือดอาร์เอชจากเด็กในครรภ์ไปด้วย เนื่องจากสามารถระบุดีเอ็นเอของเด็กได้ โดยจะตรวจได้ในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 11-12 ของการตั้งครรภ์เนื่องจากให้ได้ผลการตรวจที่แน่ชัด และเป็นระยะเวลาเพียงพอก่อนที่ทารกในครรภ์จะได้รับความเสี่ยงจากแอนติบอดี

ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากตรวจพบว่าทารกมีหมู่เลือด Rh+ หญิงตั้งครรภ์ เพื่อทำการรักษาได้ทันในกรณีที่อาจเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้น และแพทย์อาจทำการตรวจซ้ำอีกครั้งในช่วงเดือนที่ 6-7 ของการตั้งครรภ์ แต่หากตรวจไม่พบการเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีในร่างกาย หญิงตั้งครรภ์อาจต้องเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอเพื่อดูว่าบุตรในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+ หรือ Rh-

กรณีทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อการเกิด Rhesus Disease แพทย์อาจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อดูภาวะแทรกซ้อนอย่างโลหิตจางที่อาจเกิดขึ้นกับทารกด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

  • การทำ Doppler Ultrasound อาจใช้แทนการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจดูการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงภายในสมอง โดยใช้คลื่นเสียงตรวจหาความเร็วในการไหลเวียนเลือด หากพบว่าเลือดมีค่าความไหลเร็วสูง จะทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงทำลายตัวเองก่อนอายุขัยได้ เนื่องจากเป็นภาวะที่ทำให้หัวใจของทารกต้องสูบฉีดเลือดมากกว่าปกติ
  • การตรวจเลือด (Fetal Blood Sampling) โดยเจาะเลือดทารกผ่านสายสะดือ ซึ่งหากพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะโลหิตจาง อาจต้องได้รับการให้เลือดแก่เด็กในครรภ์ (Intrauterine Transfusion) ต่อไป

การตรวจเลือดของเด็กทารกแรกคลอด

การวินิจฉัย Rhesus Disease ผ่านทางสายสะดือเพื่อดูการส่งผ่านในเด็กแรกเกิดจะใช้การตรวจเลือดของแอนติบอดีในเลือด แพทย์อาจตรวจเลือดโดยวิธีที่เรียกว่า Coombs Test เพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงภายในเลือด หากผลออกมาเป็นบวกอาจเป็นสัญญาณของภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด

การรักษา Rhesus Disease

แพทย์ทราบถึงระดับแอนติบอดีในร่างกายมารดาจากผลการตรวจร่างกายของมารดา การรักษา Rhesus Disease ก่อนการคลอด และรวมถึงผลการตรวจทารกในครรภ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้ว มักพบว่าจำนวนกว่าครึ่งมีอาการไม่ร้ายแรงและไม่ต้องรับการรักษามากนัก แต่ยังต้องติดตามอาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังอาการที่อาจรุนแรงขึ้นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามารดามีระดับแอนติบอดีสูง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการเร่งคลอด (Induction of Labor) ก่อนที่แอนติบอดีจากแม่จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารกในครรภ์และทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

ส่วนการรักษา หลังการคลอดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น  Rhesus Disease หากมีอาการขั้นรุนแรงอาจต้องเริ่มการรักษาตั้งแต่ก่อนการคลอด และในกรณีที่ทารกมีอาการแทรกซ้อนหลังการคลอด อย่างภาวะตัวเหลืองหรือโลหิตจาง แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาดังนี้

  • การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototheraphy)

    เป็นการใช้ไฟชนิดพิเศษที่ให้แสงสีฟ้าผ่านหลอดไฟฮาโลเจนหรือฟลูออเรสเซนต์ส่องไปที่ตัวเด็ก โดยแพทย์จะปิดตาเด็กก่อนการส่องไฟ วิธีการนี้จะทำให้ผิวหนังดูดซับแสงไฟทำให้ตับของทารกสามารถขับบิลิรูบินออกได้ง่ายขึ้น ในระหว่างการส่องไฟแพทย์จะให้ของเหลวผ่านทางเส้นเลือด เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำที่อาจเกิดขึ้นกับทารก ซึ่งในบางกรณี วิธีการส่องไฟอาจช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายเลือดได้

  • การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Blood Transfusion)

    ทารกจะถูกเปลี่ยนถ่ายเลือดบางส่วนกับผู้ให้เลือด ในกรณีที่ระดับบิลิรูบินในเลือดมีสูง ที่มีหมู่เลือดเดียวกันผ่านท่อที่สอดเข้าไปในหลอดเลือด ในบางครั้งอาจเปลี่ยนถ่ายเลือดเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อเพิ่มปริมาณจากที่มีอยู่เดิม วิธีการนี้จะช่วยกำจัดบิลิรูบินที่มีสูงในเลือดของทารก และยังช่วยกำจัดแอนติบอดีที่เป็นสาเหตุของ Rhesus Disease อีกด้วย อย่างไรก็ตาม โรคอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ การเปลี่ยนถ่ายเลือดก่อนการคลอด (Intrauterine Foetal Blood Transfusion) จึงอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

  • การฉีดอิมมูโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือด (Intravenous Immunoglobulin)

    แพทย์จะฉีดอิมมูโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือดดำของทารก ufabet24 ในกรณีที่อัตราบิลิรูบินในเลือดของทารกเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอทุกชั่วโมงอาจใช้วิธีการนี้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีส่องไฟ การฉีดอิมมิโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือดจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ระดับของบิลิรูบินในเลือดของทารกจึงไม่เพิ่มขึ้น และช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายเลือด

ภาวะแทรกซ้อนของ Rhesus Disease

Rhesus Disease อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งทารกในครรภ์และเด็กแรกเกิด ดังนี้

ทารกในครรภ์

อาจทำให้ทารกในครรภ์หัวใจล้มเหลว  หากมีอาการของโรคโลหิตจางจาก Rhesus Disease ทารกในครรภ์บวมน้ำ (Foetal Hydrops) หรือตายคลอด (Stillbirth)

เด็กแรกเกิด

การสะสมของบิลิรูบินในสมองอาจนำไปสู่อาการทางสมองที่เรียกว่า คอร์นิกเตอรัส (Kernicterus) กรณีที่ร่างกายของเด็กสร้างบิลิรูบินมากเกินไป หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้ สูญเสียได้ยินหรือการมองเห็น สมองถูกทำลาย และอาจถึงแก่ชีวิตได้

การป้องกัน Rhesus Disease

การตั้งครรภ์อาจจะช่วยป้องกัน Rhesus Disease ได้การตรวจเลือดก่อนการตั้งครรภ์หรือในช่วงแรก หากพบว่ามารดามีหมู่เลือด Rh- แพทย์อาจใช้วิธีการฉีดยาต้านแอนติเจน ดี (Anti-D Immunoglobulin) ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะไวต่อการได้รับเลือด Rh+ โดยยาจะจับกับแอนติเจน Rh+ ที่อาจเข้าสู่เลือดของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้กระบวนการกระตุ้นถูกยับยั้ง เลือดของมารดาจึงไม่ผลิตแอนติบอดีขึ้นมา

หากมารดามีหมู่เลือด Rh- และไม่มีอาการไวต่อแอนติเจน ดี ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะฉีดยาต้านการสร้างแอนติบอดี หรือบางกรณีอาจมีการให้ยาต้านการสร้างแอนติบอดีภายใน 72 ชั่วโมงหลังการคลอด โดยจะเรียกวิธีดังกล่าวว่า Routine Antenatal Anti-D Prophylaxis (RAADP) ซึ่งตัวยาจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือด Rh+ จากบุตรที่อาจถูกส่งข้ามมาสู่ระบบเลือดของมารดาระหว่างการคลอด และลดโอกาสการสร้างแอนติบอดีขึ้นในร่างกาย รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิด Rhesus Disease ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป