อาการของโรคภูมิแพ้

โรคที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา

โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นคันแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกหลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการแพ้ต่อสารแตกต่างกันไป เพราะโดยทั่วไปแล้ว สารส่วนใหญ่ที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายคนส่วนใหญ่ แต่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อผู้ที่แพ้เท่านั้น

โรคนี้เป็นโรคยอดนิยมที่พบในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ฝุ่น ควัน สารพิษ ขยะ น้ำเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการป่วยด้วยโรคภูมิแพ้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อาการของโรคภูมิแพ้

สภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละคนมีโอกาสเกิดอาการแพ้ต่อสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไปด้วย โดยอาการที่เกิดจากภูมิแพ้อาหาร แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

IgE Mediated Reaction เกิดอาการแพ้เฉียบพลันทันทีที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย
Non IgE Mediated Reaction ค่อย ๆ เกิดอาการภายหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ประมาณ 4  ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น

ส่วนอาการแพ้ต่อสารที่พบมากในปัจจุบัน ได้แก่ ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อาหาร ภูมิแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งแต่ละโรคเกิดจากสาเหตุและแสดงอาการที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ภูมิแพ้อาหาร

อาการสำคัญของผู้ที่แพ้อาหาร มักจะเกิดขึ้นกับระบบหายใจและระบบทางเดินอาหาร เช่น ไอ จาม น้ำตาไหล คัดจมูก มีอาการบวมแดงหรือคันบริเวณปาก ลิ้น ลำคอ หน้าซีด ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง หายใจลำบาก ความดันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เป็นลมพิษ มีผื่นแดงคันขึ้นทั่วตัว ปวดท้อง ท้องเสีย ขับถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน

แม้จะมีอาการแสดงบางอย่างที่ใกล้เคียงกับโรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)  แต่การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหารชนิดนั้นเท่านั้น คนทั่วไปจะไม่ปรากฏอาการดังกล่าว ในขณะที่โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากอาหารที่เจือปนเชื้อโรคหรือสารพิษ และทำปฏิกิริยาต่อร่างกายคนทั่วไปด้วย ทั้งนี้ การวินิจฉัยจะเป็นไปตามขั้นตอน เช่น การตรวจสอบประวัติการแพ้ของผู้ป่วย และตรวจสอบว่าผู้ที่รับประทานอาหารชนิดเดียวกันเกิดอาการเดียวกันหรือไม่

ภูมิแพ้อากาศหรือภูมิแพ้จมูก

ภูมิแพ้ชนิดนี้จะมีอาการที่เกิดกับจมูก บริเวณโพรงจมูก และอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก หลังผู้ป่วยหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะขับสารเพื่อทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ คือ จามบ่อย คันและมีการอักเสบบวมทั่วใบหน้า รอบดวงตา จมูก ปาก และลำคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ หายใจไม่ออก หอบหืด ไอ เจ็บคอ หูอื้อ ตาแดง ประสาทรับกลิ่นทำงานได้แย่ลง และอาจมีไข้ร่วมด้วย

ภูมิแพ้ผิวหนัง

ผู้ป่วยจะเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังบริเวณที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยจะเกิดการคัน มีผื่นแดง มีรอยนูนแดง หรือตุ่มบวมอักเสบ เป็นแผลหรือผิวลอกออกได้ง่ายเมื่อเกา อาจลุกลามอักเสบเป็นวงกว้าง

ภูมิแพ้ตา

อาการแพ้นี้จะแสดงออกทางดวงตา เช่น คันหรือระคายเคืองบริเวณดวงตา แสบตา ตาแดง ตาบวม เปลือกตาอักเสบบวม มีน้ำตาไหล รู้สึกเหมือนมีก้อนหรือสะเก็ดเม็ดทรายติดอยู่ในดวงตา ตามีความอ่อนแอ ไวต่อแสง แสงจ้าหรือแม้แต่แสงสว่างปกติก็อาจสร้างความลำบากในการมองเห็น สร้างความรำคาญใจและรบกวนทัศนวิสัยในการมองเห็น

แม้ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายกับอาการของผู้ป่วยโรคตาแดง แต่โรคภูมิแพ้ตาไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคอย่างไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่จะทำปฏิกิริยาต่อผู้ที่แพ้เท่านั้น

สาเหตุของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่รับเข้ามาด้วยการขับสารภูมิต้านทานออกมาต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น และสารภูมิต้านทานนั้นก็ก่อให้เกิดการอักเสบและอาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อบางสิ่งที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่เป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้เท่านั้น

สารที่ร่างกายรับเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่าง ๆ เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสารภูมิต้านทานซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีหน้าที่คอยป้องกัน รวมทั้งขจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิดที่ผู้ป่วยแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่ มักแพ้อาหารจำพวกไข่ นม ถั่ว ปลาและอาหารทะเล การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอาหารชนิดนั้นเท่านั้น ผู้ที่ไม่ได้ป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้

สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่น เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศและเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ

สารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลายชนิด เช่น สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน เป็นต้น

ภูมิแพ้ตา มักเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่น ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศและกระแสลม เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและมีอาการแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายรูปแบบ

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้

เพื่อตรวจหาโรคภูมิแพ้และหาแนวทางการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม แพทย์จะวินิจฉัยตามกระบวนการเหล่านี้

โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้

ซักประวัติ

ในการตรวจเบื้องต้น แพทย์จะซักประวัติและอาการแพ้ของผู้ป่วย แพทย์ต้องทราบสภาพแวดล้อมบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ที่ทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้ รวมทั้งซักประวัติการแพ้ในอดีตของผู้ป่วย หรือมีญาติใกล้ชิดที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้

ตรวจร่างกาย

แพทย์จะตรวจร่างกายภายนอกว่ามีอาการแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ตา จมูก ลำคอ ช่วงอก และผิวหนังทั่วไป ในบางรายอาจต้องตรวจการทำงานของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรืออาจต้องเอกซเรย์เพื่อดูการทำงานของปอดร่วมด้วย

ชุดทดสอบภูมิแพ้

แพทย์จะใช้ชุดทดสอบภูมิแพ้เพื่อทดสอบอาการแพ้ของผู้ป่วย ชุดทดสอบที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ คือ การสะกิดผิวหนังแล้วหยดสารก่อภูมิแพ้ (Skin Prick Test) การฉีดสารก่อภูมิแพ้ (Skin Injection Test) และ การติดแผ่นทดสอบสารก่อภูมิแพ้ (Patch Test)

Skin Prick Test เป็นชุดทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง แพทย์จะใช้ปลายเข็มสะกิดบริเวณผิวหนัง เช่น ที่ปลายแขน แล้วหยดหรือทาสารก่อภูมิแพ้ลงไปเล็กน้อย หากผู้ป่วยแพ้ต่อสารใด บริเวณที่ถูกสารนั้นจะมีตุ่มนูนแดงปรากฏขึ้นมาภายในเวลาประมาณ 15 นาที
Skin Injection Test แพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายเข้าสู่ผิวหนัง แล้วรอดูผลว่ามีอาการแพ้ต่อสารใดหรือไม่ประมาณ 15 นาที
Patch Test เป็นชุดทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเช่นกัน โดยแพทย์จะติดแผ่นทดสอบซึ่งมีสารก่อภูมิแพ้หลายชนิดหลาย ๆ แผ่นลงบนผิวหนังบริเวณผิวหนัง ผู้ป่วยต้องระมัดระวังในการทำกิจกรรม ไม่ให้มีเหงื่อไหลหรือไม่ให้มีของเหลวโดนแผ่นทดสอบเป็นเวลา 2 วัน แล้วจึงกลับมาพบแพทย์เพื่อดูผลการทดสอบ
การรักษาโรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีอาการแพ้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ส่วนผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ ควรใช้ยาภายใต้คำสั่งหรือการแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ และรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการแพ้ที่รุนแรง

ด้านการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะได้รับยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ป้องกันไม่ให้สารฮิสตามีนทำงาน ซึ่งฮิสตามีนเป็นสารที่หลั่งเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย โดยสารนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้และอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ อย่างการเกิดผื่นคัน ผื่นแดงตามผิวหนัง ยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงและมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จะช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงและหลอดลมที่เป็นเหตุทำให้หายใจติดขัด ส่วนใหญ่ใช้ในรูปแบบการฉีดตัวยาเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) ใช้ลดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก ช่วยลดอาการคัดจมูกและการหายใจติดขัด มีทั้งรูปแบบหยอดจมูกและยาเม็ดรับประทาน ยาพ่นสเตียรอยด์ลดอาการอักเสบ อาการบวมและการเกิดน้ำมูกอุดตันในโพรงจมูก และยาทาสเตียรอยด์รูปแบบครีมที่ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่มีอาการแพ้และมีผดผื่นคัน ตัวยาจะช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและช่วยไม่ให้ผดผื่นคันขยายไปเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสารและทำให้การแพ้สารนั้นทุเลาลงจนหายขาด เป็นวิธีการฉีดสารก่อภูมิแพ้อย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน ผู้ป่วยต้องเข้ารับการฉีดสารเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานตามความรุนแรงของอาการแพ้และตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจต้องเผชิญกับอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ หรือมีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคอื่นเพิ่มมากขึ้น เช่น

โรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง (Anaphylaxis)

ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ที่รุนแรงขึ้น เช่น มีผื่นขึ้นเต็มตัวและมีอาการคันตลอดเวลา เป็นลมพิษ หน้าซีดหรือหน้าแดง คอบวม แน่นหน้าอก หายใจติดขัด อาเจียน ท้องร่วง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่แพ้อาหาร แพ้แมลง และแพ้ยา

โรคหอบหืด

ผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้จะมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนทั่วไป โดยมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเสียงดัง ไอ แน่นหน้าอกหรือเจ็บที่หน้าอก มีปัญหาในการนอนเนื่องจากการหายใจที่ผิดปกติ ทำให้นอนยากหรือนอนแล้วรู้สึกตัวขึ้นกลางดึก หอบหืดเกิดจากมีสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในปอด ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลอดลมอักเสบ พบมากในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศซึ่งเป็นการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโดยตรง

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบมากในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ โดยจะมีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก รอบตา หัวคิ้ว ข้างจมูก คัดจมูก มีน้ำมูกและเสมหะสีเขียวข้น ไอ มีไข้ หายใจลำบาก

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจมีอาการป่วยและโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นอีก เช่น ผิวหนังอักเสบ กลาก การติดเชื้อในหูชั้นกลาง การติดเชื้อในปอด เป็นต้น

การป้องกันโรคภูมิแพ้

การลดความเสี่ยงในการเกิดโรค คือ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกสุขลักษณะ  ยิงปลาเครดิตฟรี  ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี

โรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อและจะเกิดกับผู้ที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น ดังนั้น การป้องกันส่วนใหญ่จึงเป็นวิธีการสำหรับผู้ป่วยที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ หรือไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบรุนแรง ดังนี้

หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

หากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเผชิญกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ เช่น ผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำมาจากสัตว์ทะเลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารสด หรืออาหารแห้ง ผู้ที่แพ้ฝุ่นควรหลีกเลี่ยงการเดินทางบนท้องถนนที่มีฝุ่นควัน ไม่ลดกระจกลงขณะโดยสารอยู่บนรถ หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเขตบริเวณที่มีการก่อสร้าง และดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านและห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดเข้าถึง เพื่อป้องกันการสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

เขียนบันทึก

ลงบันทึกประจำวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือรับประทานอะไรแล้วมีอาการอย่างไร เป็นการศึกษาอาการแพ้ รวมถึงให้ทราบสิ่งที่แพ้และสิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อวางแผนป้องกันและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

เตรียมการในภาวะฉุกเฉิน

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการป่วยของตนกับบุคคลใกล้ชิด สวมใส่สร้อยคอหรือสร้อยข้อมือแพทย์เตือนที่จะสื่อให้ผู้อื่นทราบถึงอาการแพ้กำเริบในกรณีฉุกเฉินที่มีอาการจนไม่สามารถพูดสื่อสารได้ หรือในบางราย แพทย์จะให้ผู้ป่วยพกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาด้วยตนเองหากอาการกำเริบ และเตรียมเบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็นไว้ในกรณีเร่งด่วนเสมอ

การฉายแสงรักษามะเร็ง

Radiation การฉายรังสี/ฉายแสงเพื่อการรักษาโรคมะเร็ง

รังสีรักษาหรือ การฉายรังสี /แสง (Radiation) เป็นหนึ่งใน วิธีรักษาโรคมะเร็ง ที่นำรังสีเอกซเรย์ รังสีแกมมา ลำแสงอิเล็กตรอนหรือโปรตอน มาใช้เพื่อทำลายสารพันธุกรรมภายในเซลล์มะเร็งจนหยุดเจริญเติบโตและตายไปในที่สุด ทว่าการฉายรังสีอาจส่งผลต่อเซลล์ปกติที่อยู่โดยรอบ แต่เซลล์ส่วนใหญ่จะสามารถซ่อมแซมตนเองและกลับมาทำงานได้อย่างเป็นปกติในภายหลัง

โดยทั่วไป การฉายรังสีจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่

  • รังสีรักษาระยะไกล (External Radiation) เป็นการฉายเครื่องฉายรังสีพลังงานสูงจากแหล่งกำเนิดภายนอกร่างกายทะลุผ่านทางผิวหนังเพื่อทำลายก้อนเนื้องอกที่อยู่ภายในร่างกายผู้ป่วย
  • รังสีรักษาระยะใกล้ (Brachytherapy หรือ Internal Radiation) จะใช้กับโรคมะเร็งบางชนิดเท่านั้น ufabet24 โดยแพทย์จะนำสารกัมมันตรังสีเข้าไปในตัวผู้ป่วยหรือใกล้บริเวณที่มีก้อนเนื้องอกในระยะเวลาไม่นานแล้วจึงนำออกมาจากบริเวณนั้น ๆ

แม้แพทย์จะยังใช้วิธีนี้อย่างต่อเนื่องและบางครั้งอาจนำมาใช้ร่วมกับวิธีรักษาอื่น ๆ แต่การฉายรังสีส่วนใหญ่ส่งผลเพียงอวัยวะบางจุดเท่านั้น จึงอาจใช้ไม่ได้ผลกับผู้ป่วยในระยะที่มะเร็งแพร่กระจายไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ทั้งนี้ การฉายรังสีอาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน ขึ้นอยู่กับประเภทของรังสี ปริมาณรังสีที่ได้รับ บริเวณที่โดนฉายรังสี รวมถึงสุขภาพโดยรวมของตัวผู้ป่วยเอง

การฉายรังสีมีขั้นตอนอย่างไร?

ในเบื้องต้น แพทย์จะถามประวัติทางการแพทย์ของผู้ป่วยและคนในครอบครัว ประวัติการใช้ยา รวมถึงอาการแพ้ต่าง ๆ แล้วถึงจะตรวจร่างกายเพิ่มเติมเพื่อประเมินสุขภาพของผู้ป่วย หลังจากนั้นทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาจะร่วมประชุมกับผู้ป่วย เพื่อค้นหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละคนมากที่สุด

โดยก่อนการรักษาจริง แพทย์จะจำลองการฉายรังสีด้วยการสร้างภาพถ่ายจากซีที สแกน (CT Scan) หรือเอ็มอาร์ไอ สแกน (MRI Scan) เพื่อกำหนดจุดฉายรังสีและวางขอบเขตการฉายรังสีให้ตรงกันทุกครั้ง รวมถึงเลือกชนิดและปริมาณของรังสีให้เหมาะกับโรคและสุขภาพของผู้ป่วยแต่ละคนด้วย ซึ่งผู้ป่วยจะต้องทำเหมือนอยู่ในการฉายรังสีจริงทุกขั้นตอน โดยจะมีเจ้าหน้าที่คอยช่วยเหลือในการติดลวดเพื่อกำหนดขอบเขตการฉายรังสี และยึดร่างกายของผู้ป่วยให้อยู่ในตำแหน่งเดิมด้วยอุปกรณ์อย่างที่วางศีรษะหรือที่วางแขน เพื่อให้การฉายรังสีในทุกครั้งนั้นมีความแม่นยำมากที่สุด

โดยขั้นตอนการฉายรังสีทั้ง 2 ประเภทจะมีรายละเอียด ดังนี้

การฉายรังสีระยะไกล

หลังการเตรียมพร้อมเสร็จสิ้น แพทย์จะให้ผู้ป่วยนอนนิ่ง ๆ บนเตียงโดยจะมีเจ้าหน้าที่ช่วยจัดตำแหน่งท่าทางให้เหมาะสม จากนั้นจะใช้เครื่องฉายรังสีไปยังจุดที่กำหนดไว้ประมาณ 10–30 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน ไปสักระยะหนึ่งแล้วอาจปรับจำนวนครั้งหรือจำนวนวันในแต่ละสัปดาห์ตามดุลยพินิจของแพทย์ ส่วนใหญ่มักใช้เวลารักษาต่อเนื่องนานหลายสัปดาห์ เพื่อให้เซลล์ปกติฟื้นฟูตัวเองในระหว่างการรักษา หากรู้สึกอึดอัดหรือไม่สบายตัวในระหว่างการฉายรังสีสามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ได้ทันที

การฉายรังสีระยะใกล้ 

แพทย์จะให้ผู้ป่วยดมยาสลบหรือฉีดยาชาก่อนจะฝังวัสดุกัมมันตรังสีปริมาณสูงให้อยู่ใกล้จุดที่มีก้อนมะเร็งชั่วคราวในตัวผู้ป่วย แล้วทิ้งไว้ประมาณ 10–20 นาที โดยอาจทำวันละ 1–2 ครั้ง และเว้นระยะห่าง 2–3 วัน หรือทำวันละ 1 ครั้ง และเว้นระยะห่าง 2-3 สัปดาห์ แต่บางรายอาจจำเป็นต้องฝังวัสดุกัมมันตรังสีขนาดเล็กที่มีปริมาณต่ำไว้ในร่างกายอย่างถาวร ซึ่งผู้ป่วยอาจต้องพักที่โรงพยาบาลจนกว่าจะนำวัสดุดังกล่าวออกจากร่างกายเพราะอาจเป็นอันตรายต่อคนรอบข้างได้

ปกติแล้ว การฉายรังสีประเภทต่าง ๆ มักไม่ก่อให้เกิดอาการเจ็บปวด หากรู้สึกเจ็บหรือมีความผิดปกติอื่นใดควรแจ้งให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที และการตอบสนองต่อการรักษาในผู้ป่วยแต่ละคนจะแตกต่างกัน บางรายอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แต่บางรายอาจรักษาด้วยวิธีนี้ไม่ได้ผลเลย

การฉายแสงรักษามะเร็ง
การฉายแสงรักษามะเร็ง

การดูแลตัวเองในระหว่างการฉายรังสี 

ในระหว่างการรักษา ผู้ป่วยควรดูแลร่างกายของตนเองให้แข็งแรงสมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอาจปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • แจ้งให้แพทย์ทราบถึงยา ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร วิตามิน หรือสมุนไพรที่ผู้ป่วยกำลังใช้อยู่ทั้งหมด
  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออยู่เสมอ หรืองีบหลับระหว่างวันหากรู้สึกอ่อนเพลีย ซึ่งอาจเป็นผลมาจากการฉายรังสี
  • ดื่มน้ำให้มาก ๆ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และให้พลังงานในปริมาณที่พอเหมาะ เช่น ไข่ขาว เนื้อสัตว์ ปลา เป็นต้น
  • ออกกำลังกายเบา ๆ เช่น การเดินในระยะทางสั้น ๆ การทำกิจกรรมที่ไม่ต้องออกแรงมากนัก เป็นต้น
  • ไม่ขัด ถูหรือเกาผิวหนังที่ผ่านการฉายรังสี หรือสวมเสื้อผ้าคับแน่นในบริเวณดังกล่าว
  • ทำความสะอาดผิวหนังบริเวณที่ได้รับรังสีด้วยน้ำอุ่นและสบู่ที่มีฤทธิ์อ่อน และไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือบำรุงผิวหนังโดยปราศจากคำแนะนำจากแพทย์
  • ปกป้องผิวหนังบริเวณที่ถูกฉายรังสีจากแสงแดดด้วยการสวมเสื้อผ้าหรือหมวกเป็นประจำ

ผลข้างเคียงจากการฉายรังสี

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เข้ารับ การฉายรังสี มักเกิดอาการอ่อนเพลีย ผมร่วง และมีปัญหาผิวหนัง อย่างการระคายเคือง อาการบวมแดง หรือสีผิวคล้ำขึ้น แต่ในบางรายอาจไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นเลย ส่วนผลข้างเคียงอื่น ๆ มักจะควบคุมอาการได้และหายไปเมื่อสิ้นสุดการรักษา โดยผลข้างเคียงนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณที่ถูกฉายรังสีและปริมาณของรังสีที่นำมาใช้ เช่น

  • บริเวณช่องปากและลำคออาจแสดงอาการ เช่น ปากแห้ง น้ำลายเหนียว มีปัญหาในการกลืน เจ็บปากหรือคอ แผลในปาก ปากเหม็น ฟันผุ การรับรู้รสชาติของอาหารเปลี่ยนไป คลื่นไส้ เป็นต้น
  • บริเวณหน้าอกอาจแสดงอาการ เช่น หลอดอาหารเกิดการระคายเคือง มีปัญหาในการกลืน ไอ หายใจลำบาก เป็นต้น
  • บริเวณท้องอาจแสดงอาการ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย เป็นต้น
  • บริเวณกระดูกเชิงกรานอาจแสดงอาการ เช่น ท้องเสีย กระเพาะปัสสาวะเกิดการระคายเคือง ปัสสาวะบ่อย มีความต้องการทางเพศลดลง มีบุตรยาก ในเพศชายอาจมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศหรือเจ็บขณะหลั่งน้ำอสุจิ ส่วนในเพศหญิงอาจมีอาการช่องคลอดแห้ง ช่องคลอดแคบ หรือขาดประจำเดือน เป็นต้น

นอกจากนี้ การฉายรังสียังส่งผลให้จำนวนเซลล์เม็ดเลือดขาวในร่างกายลดน้อยลงแต่มักพบได้น้อย ซึ่งอาจจำเป็นหยุดการรักษาจนกว่าจำนวนของเซลล์เม็ดเลือดขาวจะกลับสู่ระดับปกติ และระบบน้ำเหลืองถูกทำลายจนอาจก่อให้เกิดภาวะบวมน้ำเหลือง

อย่างไรก็ตาม รังสีรักษาอาจจะไปเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งชนิดอื่น ๆ หลังการรักษาได้ แต่ในปัจจุบันก็ยังนิยมนำมาใช้รักษาโรคมะเร็งอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากพิจารณาแล้วว่ามีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ดังนั้น หากผู้ป่วยเป็นกังวลด้านความปลอดภัยของตนเอง รวมถึงข้อดี ข้อเสีย และข้อควรระวังของการฉายรังสีสามารถปรึกษาแพทย์ผู้ดูแลได้โดยตรง

COVID-19 เชื้อโควิด-19 เชื้อโคโรนาไวรัส

เปิดข้อเท็จจริง ชุดตรวจโควิด-19 แบบ Rapid Test

แม้ว่าสถานการณ์ เชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นตามลำดับ แต่หลายคนอาจยังกังวลเมื่อจู่ ๆ ก็เกิดอาการป่วยในช่วงนี้ จึงต้องการหาวิธีตรวจสอบว่าตนเองติดเชื้อโควิดหรือไม่ บางคนอาจเคยได้ยินเกี่ยวกับชุดตรวจโควิด-19 หรือ Rapid Test ในต่างประเทศ ที่สามารถตรวจด้วยตนเอง ซึ่งการตรวจด้วยวิธีนี้แม้ว่าจะสะดวก แต่อาจไม่สามารถยืนยันถึงการติดเชื้อชนิดนี้ได้

Rapid Test เป็นการตรวจหาสารแอนติบอดี (Antibody) ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเมื่อร่างกายเกิดการติดเชื้อ โดย Rapid Test อาจใช้เวลาในการแสดงผลเพียงไม่กี่นาทีไปถึงหลักชั่วโมง แต่การตรวจด้วยวิธีนี้ไม่ใช่ขั้นตอนหลักในการวินิจฉัยโรคโควิด-19 อีกทั้งการจำหน่ายชุดตรวจรูปแบบนี้ในประเทศไทยยังขัดต่อกฎหมายอีกด้วย เพราะการตรวจจำเป็นต้องดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำที่สุด

COVID-19 เชื้อโควิด-19 เชื้อโคโรนาไวรัส
COVID-19 เชื้อโควิด-19 เชื้อโคโรนาไวรัส

ชุดตรวจโควิด-19 แบบ Rapid Test ยืนยันการติดเชื้อได้จริงไหม ?

สิ่งแรกที่ควรทราบ คือ ความสัมพันธ์ของการติดเชื้อและระบบภูมิคุ้มกัน ระบบภูมิคุ้มกันนั้นมีหน้าที่ปกป้องร่างกายจากสิ่งแปลกปลอม อย่างเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย สารก่อภูมิแพ้ หรือสารเคมี ในกรณีที่ร่างกายติดเชื้อ ไม่ว่าจะจากเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย หรือเชื้อชนิดอื่น ระบบภูมิคุ้มกันจะหลั่งสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีออกมาเพื่อดักจับและทำลายเชื้อเหล่านั้น

ชุดตรวจในรูปแบบ Rapid Test นั้นจะใช้สำหรับหาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดีที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเกิดการติดเชื้อ โดยเครื่องมือการตรวจนี้อาจใช้ตรวจหลังจากที่ผู้ป่วยมีอาการอย่างน้อย 5 วัน เพื่อหาสารภูมิต้านทานชนิด M (Immunoglobulin M: IgM) หรือหลังมีอาการป่วย 10 วัน เพื่อหาสารภูมิต้านทานชนิด G (Immunoglobulin G: IgG)

แม้ว่าการตรวจด้วยวิธี Rapid Test จะช่วยบอกถึงการติดเชื้อภายในร่างกาย แต่การตรวจนี้ไม่สามารถระบุถึงเชื้อที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วยได้ เชื้อที่เป็นต้นตอของโรคอาจเป็นเชื้อหวัด เชื้อไข้หวัดใหญ่ หรือเชื้อชนิดอื่นก็ได้ ดังนั้น การตรวจด้วยวิธี Rapid Test จึงไม่สามารถยืนยันถึงการติดเชื้อโควิด-19 ได้  ufabet24 แม้จะมีผลการตรวจออกมาเป็นบวก (Positive) ก็ตาม นอกจากนี้ การตรวจด้วยชุดตรวจโควิด-19 หรือ Rapid Test จำเป็นต้องดำเนินการและแปลผลโดยบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อให้ผลตรวจออกมาคลาดเคลื่อนน้อยที่สุดและลดความเสี่ยงของผลข้างเคียงจากการตรวจ

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าชุดตรวจนี้จะไม่สามารถระบุเชื้อที่ติดได้ แต่อย่างน้อยก็อาจบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในร่างกาย จึงเหมาะสำหรับการใช้คัดกรองผู้ป่วยเบื้องต้น ซึ่งหากผลการตรวจออกมาเป็นบวกที่แสดงถึงการติดเชื้อ แพทย์ก็อาจตรวจด้วยวิธีที่ละเอียดมากขึ้น อย่างการตรวจเลือดแบบอีไลซา (ELISA) และการตรวจของเหลวภายในลำคอหรือจมูกเพื่อหาเชื้อ (Swab Test) ที่ถูกออกแบบมาสำหรับการตรวจหาการติดเชื้อโดยเฉพาะ ซึ่งมีความไวและให้ผลแม่นยำกว่า ร่วมกับการซักประวัติการเจ็บป่วย พฤติกรรมหรือประวัติอื่น ๆ ที่อาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ข้อควรรู้เกี่ยวกับชุดตรวจโควิด-19 

ชุดตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี Rapid Test มีข้อจำกัดในการตรวจหาเชื้อ ดังนี้

  1. ชุดตรวจ Rapid Test ไม่สามารถยืนยันการติดเชื้อโควิด-19 ได้ และไม่ใช่วิธีหลักในการวินิจฉัยโรคโควิด-19  รวมทั้งโรคอื่น ๆ โดยแพทย์อาจใช้ในบางกรณีเท่านั้น ส่วนใหญ่มักใช้ในการศึกษาทดลองหรือใช้เพื่อคัดกรองผู้ป่วยในประเทศที่ไม่สามารถตรวจด้วยวิธีมาตรฐานได้
  2. การจำหน่ายหรือครอบครองชุดตรวจโควิด-19 ด้วยวิธี Rapid Test โดยไม่ใช่สถานพยาบาลเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย
  3. ผลการตรวจอาจคลาดเคลื่อนได้ การศึกษาชิ้นหนึ่งชี้ว่าผลลัพธ์จาก Rapid Test อาจคลาดเคลื่อนโดยให้ผลเป็นลบ (Negative) ในภาวะที่มีการติดเชื้อหรือทำให้เกิดผลลบลวง (False Negative) ได้ จึงอาจเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อการตรวจไม่ได้ดำเนินการโดยบุคลากรทางการแพทย์
  4. การตรวจด้วยวิธี Rapid Test เป็นการตรวจเบื้องต้นเท่านั้น และจำเป็นต้องตรวจด้วยวิธีการอื่นเพิ่มเติมเพื่อยืนยันการติดเชื้อและระบุเชื้อที่เป็นสาเหตุของโรค
  5. การตรวจหาเชื้อด้วยวิธี Rapid Test จำเป็นต้องทำในระยะเวลาที่กำหนด คือ 5-14 วัน หลังจากการได้รับเชื้อ

เพื่อป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 และโรคติดเชื้ออื่น ๆ ควรหลีกเลี่ยงสถานที่ที่คนเยอะ เว้นระยะห่างทางสังคม สวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน ล้างมือเป็นประจำอย่างน้อยครั้งละ 20 วินาที หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ที่มีอาการป่วย และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม หากมีอาการเป็นไข้ ไอ หายใจลำบากติดต่อกันหลายวัน ควรสวมหน้ากากอนามัยและไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยอย่างเหมาะสม

เลิกเหล้า โรคพิษสุราเรื้อรัง

การดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานาน

โรคพิษสุราเรื้อรัง เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากติดต่อกันเป็นเวลานานจนไม่สามารถเลิกดื่มได้ แม้รู้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพหรือกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันก็ตาม ซึ่งหากหยุดดื่มอาจก่อให้เกิดอาการขาดสุรา เช่น มือสั่น หงุดหงิด อาเจียน สันสน หรือประสาทหลอน เป็นต้น โดยผู้ที่ประสบปัญหานี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการบำบัดอย่างถูกต้อง

อาการของโรคพิษสุราเรื้อรัง

ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังอาจมีอาการแตกต่างกันไป แต่โดยทั่วไป อาการบ่งชี้ของโรคนี้มี 3 ระยะ ได้แก่

ระยะแรก

  • หันไปพึ่งแอลกอฮอล์เมื่อต้องเผชิญกับปัญหา
  • ต้องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อให้ตัวเองรู้สึกมึนเมา
  • จำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะดื่มแอลกอฮอล์ไม่ได้
  • ไม่ต้องการแบ่งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์กับผู้อื่น
  • รู้สึกอยากดื่มแอลกอฮอล์ตลอดเวลา
  • รู้สึกผิดหลังจากดื่มแอลกอฮอล์

ระยะกลาง

  • ไม่สามารถควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ได้ แม้รู้ว่าการดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครอบครัว
  • ต้องใช้ความพยายามอย่างมากเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของตัวเองออกจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปและมีอารมณ์แปรปรวน

ระยะรุนแรง

  • มีอาการขาดสุราเมื่อหยุดดื่มแอลกอฮอล์ เช่น เหงื่อออก ตัวสั่น มือสั่น หงุดหงิด คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย สับสน หัวใจเต้นเร็ว หรือประสาทหลอน เป็นต้น

สาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรัง

ปัจจุบันในทางการแพทย์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรังได้อย่างแน่ชัด แต่คาดว่าการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากส่งผลให้สารเคมีในสมองเปลี่ยนแปลงและทำให้เกิดความรู้สึกสุขสมตามมา จนอาจทำให้ความรู้สึกดังกล่าวส่งผลต่อผู้บริโภคให้ต้องการดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากขึ้นเรื่อย ๆ และเกิดการเสพติดในที่สุด ซึ่งหากหยุดดื่มอาจมีอาการขาดสุราตามมาจึงทำให้เลิกดื่มได้ยากไปด้วย

โดยผู้ที่อยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ อาจเสี่ยงต่อโรคพิษสุราเรื้อรังมากกว่าคนทั่วไป

  • ดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นประจำ
  • มีปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า หรือโรคจิตเภท เป็นต้น
  • เผชิญกับแรงกดดัน หรือ รู้สึกเครียดเป็นประจำ
  • มีความรู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองต่ำ
  • มีคนในครอบครัวป่วยเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • อยู่ในชุมชนที่คนส่วนใหญ่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

การวินิจฉัยโรคพิษสุราเรื้อรัง

หากพบว่าตัวเองหรือคนใกล้ชิดมีอาการบ่งชี้ของโรคพิษสุราเรื้อรัง ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและเข้ารับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง โดยวิธีวินิจฉัยโรคพิษสุราเรื้อรัง มีดังนี้

  • แพทย์จะสอบถามพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของผู้ป่วย ทั้งจากตัวผู้ป่วยเองและคนใกล้ชิด รวมถึงสอบถามประวัติทางการแพทย์และตรวจร่างกายเบื้องต้น
  • ตรวจทางห้องปฏิบัติการหรือใช้การสร้างภาพทางรังสีวิทยา เพื่อตรวจหาความผิดปกติของร่างกายที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคพิษสุราเรื้อรัง
  • ใช้แบบทดสอบทางจิตวิทยา เช่น แบบสอบถามเกี่ยวกับความคิด พฤติกรรม ความรู้สึก และอาการผิดปกติของผู้ป่วย หรือหลักเกณฑ์สำหรับวินิจฉัยความผิดปกติทางจิตฉบับที่ 5 (Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders 5: DSM 5) เป็นต้น เพื่อประเมินสุขภาพจิตของผู้ป่วย

การรักษาโรคพิษสุราเรื้อรัง

การรักษาโรคพิษสุราเรื้อรังมีจุดประสงค์เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยหยุดดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้

การถอนพิษสุรา

อาจเรียกว่าช่วงล้างพิษ จัดเป็นขั้นตอนแรกของการรักษาโรคนี้ โดยแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดดื่มหรือลดการดื่มแอลกอฮอล์ร่วมกับให้ยาบรรเทาอาการขาดสุราควบคู่ไปด้วย

การฟื้นฟูสมรรถภาพ

เป็นการเข้ารับคำแนะนำจากแพทย์ เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรู้จักควบคุมพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ของตัวเอง

การให้คำปรึกษาทางจิต

เพื่อบำบัดความผิดปกติทางจิตที่เป็นสาเหตุของโรคพิษสุราเรื้อรัง ซึ่งอาจเป็นการบำบัดแบบกลุ่มหรือการบำบัดรายบุคคล โดยขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์

การรับประทานยา

แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยบางรายรับประทานยาที่มีฤทธิ์ช่วยให้ไม่อยากดื่มแอลกอฮอล์ ได้แก่

  • ยานาลเทรกโซน ช่วยลดความรู้สึกสุขสมจากการดื่มแอลกอฮอล์
  • ยาแอคแคมโพรเซส ช่วยปรับสารเคมีในสมองให้อยู่ในระดับปกติ จึงมีความรู้สึกอยากดื่มแอลกอฮอล์น้อยลง
  • ยาไดซัลฟิแรม ช่วยทำให้ผู้ป่วยรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเมื่อดื่มแอลกอฮอล์ เช่น คลื่นไส้ อาเจียน และเวียนศีรษะ เป็นต้น

ส่วนผู้ป่วยที่เป็นโรคพิษสุราเรื้อรังขั้นรุนแรง แพทย์จะเฝ้าดูอาการขาดสุราตลอด 24 ชั่วโมง โดยให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดในโรงพยาบาลด้วย เมื่อผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นแพทย์จึงจะอนุญาตให้กลับบ้านได้ แต่หลังจากนั้นผู้ป่วยจำเป็นต้องเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องจนหายดี

เลิกเหล้า โรคพิษสุราเรื้อรัง
เลิกเหล้า โรคพิษสุราเรื้อรัง

ภาวะแทรกซ้อนของโรคพิษสุราเรื้อรัง

การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตในด้านต่าง ๆ ดังนี้

  • ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ เช่น โรคกระเพาะอาหารอักเสบ โรคตับอ่อนอักเสบ เกิดแผลในหลอดอาหารหรือกระเพาะอาหาร การดูดซึมวิตามินและแร่ธาตุต่าง ๆ ลดลง เป็นต้น
  • โรคตับ อาจเกิดโรคหรือความผิดปกติใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับตับ อย่างไขมันพอกตับหรือตับอักเสบจากแอลกอฮอล์ รวมถึงโรคตับแข็งที่อาจส่งผลให้เกิดการสะสมของเสียจำพวกยูเรียจนเกิดพิษต่อสมองได้
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น ความดันโลหิตสูง หัวใจโต หัวใจล้มเหลว ภาวะหัวใจห้องบนเต้นสั่นพลิ้ว และโรคหลอดเลือดสมอง เป็นต้น
  • ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำแอลกอฮอล์มีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกลูโคสของตับ และอาจก่อให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำตามมา ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่กำลังใช้ยาอินซูลินเพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือดจึงควรหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะอาจทำให้ระดับน้ำตาลยิ่งลดต่ำลงจนเป็นอันตราย
  • พัฒนาการทางเพศผิดปกติ ผู้ป่วยชายอาจเสี่ยงต่อภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ส่วนผู้ป่วยหญิงอาจเสี่ยงต่อภาวะประจำเดือนมาไม่ปกติ
  • ความพิการแต่กำเนิด หญิงตั้งครรภ์ที่ดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำอาจเสี่ยงต่อการแท้งบุตร หรือเผชิญกับกลุ่มอาการทารกในครรภ์ได้รับแอลกอฮอล์ จนส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตและพัฒนาการที่ผิดปกติ
  • กระดูกเกิดความเสียหาย อาจเกิดโรคกระดูกพรุน หรือไขกระดูกซึ่งมีหน้าที่ผลิตเซลล์เม็ดเลือดถูกทำลาย จนส่งผลให้เกล็ดเลือดมีปริมาณลดลง ผู้ป่วยจึงเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกมากกว่าปกติ
  • ความผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มือเท้าชา กระบวนการคิดผิดปกติ ภาวะสูญเสียความทรงจำชั่วคราว หรือโรคสมองเสื่อม เป็นต้น
  • ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ผู้ป่วยโรคพิษสุราเรื้อรังอาจเสี่ยงต่อโรคติดเชื้อต่าง ๆ มากกว่าปกติ เช่น โรคปอดบวม เป็นต้น
  • มะเร็ง ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมากอาจเสี่ยงต่อมะเร็งชนิดต่าง ๆ มากกว่าคนทั่วไป เช่น มะเร็งช่องปาก มะเร็งลำคอ มะเร็งตับ มะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านม เป็นต้น
  • การเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับแอลกอฮอล์ การดื่มแอลกอฮอล์อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของยารักษาที่ผู้ป่วยกำลังรับประทานอยู่ โดยฤทธิ์ของยาอาจลดลง มากขึ้น หรือกลายเป็นพิษต่อร่างกายได้
  • ปัญหาในการดำเนินชีวิต การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากอาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน การเรียน การทำงาน และความสัมพันธ์กับผู้อื่น ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุประเภทต่าง ๆ เช่น รถชน ตกจากที่สูง เป็นต้น ไพ่เสือมังกร  นอกจากนี้ อาจเสี่ยงต่อการก่ออาชญากรรม การข้องเกี่ยวกับอาชญากรรม หรือการตกเป็นเหยื่อของอาชญากร เช่น การถูกล่วงละเมิดทางเพศ เป็นต้น ตลอดจนเสี่ยงควบคุมตัวเองไม่ได้และนำไปสู่การฆ่าตัวตาย

การป้องกันโรคพิษสุราเรื้อรัง

โรคพิษสุราเรื้อรังสามารถป้องกันได้ เพียงจำกัดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ของตัวเอง โดยทั่วไปเครื่องดื่มแอลกอฮอล์แต่ละชนิดมักมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เท่ากัน โดย 1 ดื่มมาตรฐานของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จะเท่ากับเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ 10 กรัม เฉลี่ยแล้ว 1 ดื่มอาจเท่ากับเบียร์ 360 มิลลิลิตร ไวน์ 150 มิลลิลิตร และสุรา 45 มิลลิลิตร จากคำแนะนำของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขประเทศไทย ผู้ชายไม่ควรดื่มเกิน 4 ดื่มมาตรฐาน/วัน ส่วนผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 2 ดื่มมาตรฐาน/วัน

นอกจากนั้น วัยรุ่นอาจเป็นวัยที่เสี่ยงต่อโรคพิษสุราเรื้อรังค่อนข้างสูง พ่อแม่จึงควรสังเกตสัญญาณผิดปกติที่เกิดขึ้นกับลูก และปฏิบัติตามคำแนะนำต่อไปนี้ เพื่อป้องกันพฤติกรรมการดื่มแอลกอฮอล์ที่ไม่เหมาะสมของลูก

  • พูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับลูกเป็นประจำ เช่น ออกกำลังกาย เล่นกีฬา เป็นต้น
  • เป็นตัวอย่างที่ดีแก่ลูกในเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์
  • สร้างบรรทัดฐานที่เหมาะสม เพื่อให้ลูกปฏิบัติตามและเรียนรู้ว่าสิ่งใดควรทำหรือไม่ควรทำ
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)

ภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมอง Stroke

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) ภาวะที่เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้ ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีจะทำให้เซลล์สมองค่อย ๆ ตายลง โรคหลอดเลือดสมองแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดของหลอดเลือดสมองที่พบได้กว่า 85% ของโรคหลอดเลือดสมองทั้งหมด เกิดจากอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองไปเพียงพอ ส่วนใหญ่แล้วมักเกิดร่วมกับภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง ซึ่งมีสาเหตุมาจากไขมันที่เกาะตามผนังหลอดเลือดจนทำให้เกิดเส้นเลือดตีบแข็ง โรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ยังแบ่งออกได้อีก 2 ชนิดย่อย ได้แก่

  • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากภาวะหลอดเลือดสมองตีบ (Thrombotic Stroke) เป็นผลมาจากหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) เกิดจากภาวะไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปยังสมองได้
  • โรคหลอดเลือดขาดเลือดจากการอุดตัน (Embolic Stroke) เกิดจากการอุดตันของหลอดเลือดจนทำให้เลือดไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมองได้อย่างเพียงพอ

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) เกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองแตก หรือฉีกขาด ทำให้เลือดรั่วไหลเข้าไปในเนื้อเยื่อสมอง แบ่งได้อีก 2 ชนิดย่อย ๆ ได้แก่

โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
โรคหลอดเลือดสมอง (Stroke)
  • โรคหลอดเลือดสมองโป่งพอง (Aneurysm) เกิดจากความอ่อนแอของหลอดเลือด
  • โรคหลอดเลือดสมองผิดปกติ (Arteriovenous Malformation) ที่เกิดจากความผิดปกติของหลอดเลือดสมองตั้งแต่กำเนิด

ทั้งนี้ก่อนที่จะเกิด โรคหลอดเลือดสมองขึ้นผู้ป่วยอาจพบอาการที่เรียกว่า ภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (Transient Ischemic Attack: TIA) ซึ่งเป็นภาวะที่สมองขาดเลือดไปหล่อเลี้ยงชั่วระยะหนึ่ง จากภาวะลิ่มเลือดอุดตัน แต่จะเกิดขึ้นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนที่ลิ่มเลือดจะสลายตัวไป และกลับเข้าสู่ภาวะปกติ โดยอาการนี้ถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นของโรคหลอดเลือดสมอง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด

โรคหลอดเลือดสมองรักษาหายได้ โดยวิธีการรักษาขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง ๆ แต่หลังจากรักษาหายแล้ว ผู้ป่วยจะกลับมาเป็นปกติได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และการทำกายภาพบำบัด

อาการของโรคหลอดเลือดสมอง

อาการที่เกิดขึ้นจะอยู่กับความเสียหายของสมอง โดยอาการของโรคหลอดเลือดสมองทั้ง 2 ชนิดจะค่อนข้างคล้ายกัน แต่ชนิดเลือดออกในสมองจะมีอาการปวดศีรษะและอาเจียนร่วมด้วย ทั้งนี้ผู้ป่วยแต่ละคนอาจมีหลายอาการร่วมกัน เช่น

  • ร่างกายอ่อนแรง หรือมีอาการอัมพฤกษ์ที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย และมีอาการเหน็บชาร่วมด้วย
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการพูด หรือการเข้าใจคำพูดผิดเพี้ยน
  • มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว และมีอาการบ้านหมุน
  • สูญเสียการมองเห็นบางส่วน หรือเห็นภาพซ้อน
  • มีอาการมึนงงอย่างรุนแรง

นอกจากนี้ ก่อนเกิดโรคหลอดเลือดสมอง ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) ซึ่งมักจะกินเวลานาน หลังจากนั้นอาการจะหายไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนบอกถึงอันตราย เพราะภาวะดังกล่าวนั้นเป็นการแสดงให้ผู้ป่วยเห็นว่าเริ่มมีความผิดปกติที่หลอดเลือด ควรรีบไปพบแพทย์อย่างเร่งด่วน โดยอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะนี้มีอาการที่สังเกตได้ ดังนี้

  • สูญเสียการมองเห็นชั่วขณะ เนื่องจากหลอดเลือดที่ไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงดวงตามีลิ่มเลือดอุดตัน
  • สูญเสียความสามารถในการเคลื่อนไหวและความรู้สึกของร่างกายซีกใดซีกหนึ่งชั่วขณะ เนื่องจากเกิดการอุดตันที่หลอดเลือดแดงแคโรติด อาเทอรี (Carotid Arteries) ซึ่งเป็นหลอดเลือดที่มีความสำคัญต่อการระบบไหลเวียนเลือดที่สมอง

อีกทั้งขณะที่เกิดอาการดังกล่าว อาจมีปัญหาในการเห็นภาพซ้อน บ้านหมุน สูญเสียการทรงตัว และอาจไม่สามารถพูดสื่อสารหรือเข้าใจคำสั่งของผู้อื่นได้ชั่วขณะ หากอาการเริ่มกินเวลานานขึ้น หรือไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน

สาเหตุของโรคหลอดเลือดสมอง

โรคดังกล่าวเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคหลอดเลือดสมองดังนี้

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด มีสาเหตุเกิดจากการอุดตันของหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนไม่สามารถไหลเวียนไปที่สมอง โดยการอุดตันเกิดขึ้นจากคราบพลัคไปเกาะสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดจนตีบตัน และขัดขวางการไหลเวียนของเลือดจนทำให้เกิดโรคหลอดเลือดแดงแข็ง นอกจากนี้ ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ก็ทำให้เกิดลิ่มเลือดและเป็นสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดอุดตันได้ ปัจจัยที่ทำให้หลอดเลือดสมองตีบ คือ ภาวะคอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคอ้วน การสูบบุหรี่ และการดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (hemorrhagic Stroke) หรือที่รู้จักอีกชื่อหนึ่งว่าภาวะเส้นเลือดในสมองแตก เกิดขึ้นได้น้อยกว่าชนิดแรก แต่ความรุนแรงนั้นไม่แพ้กัน สาเหตุมักเกิดจากความดันโลหิตสูง อันมีปัจจัยมาจากความเครียด โรคความดันโลหิตสูง การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์อย่างหนัก โรคอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย นอกจากนี้ ยังอาจเกิดจากภาวะหลอดเลือดสมองโป่งพอง และความผิดปกติของหลอดเลือดสมองได้อีกด้วย

ทั้งนี้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองยิ่งจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีปัจจัยอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น

  • อายุ ผู้ที่มีอายุมากกว่า 65 ปี จะเสี่ยงเป็นโรคหลอดเลือดสมองมากกว่าคนในวัยอื่น ๆ แต่ก็อาจพบได้ในคนวัยอื่นได้ด้วยเช่นกัน
  • ประวัติครอบครัว ผู้ที่มีญาติพี่น้องใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งมีความเสี่ยงมากขึ้น
  • สีผิว ผู้ที่มีสีผิวเข้มเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง เนื่องจากคนที่มีผิวสีเข้มนั้นมีแนวโน้มป่วยด้วยโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงเมื่อเทียบกับคนที่มีสีผิวที่อ่อนกว่า
  • ประวัติการรักษา ผู้ที่เคยมีอาการของภาวะสมองขาดเลือดชั่วขณะ (TIA) และหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน จะมีความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดสมองมากขึ้น เนื่องจากผู้ป่วยเคยมีภาวะหลอดเลือดอุดตันมาก่อนแล้ว

หากพบว่าตัวเองมีความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมอง ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจและติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอ อีกทั้งยังควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดแดงแข็ง และโรคความดันโลหิตสูงด้วย หากพบว่าตัวเองมีอาการใจสั่น หรือหัวใจเต้นผิดปกติ ควรรีบติดต่อแพทย์โดยเร็ว เพราะยิ่งปล่อยไว้ ความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมองจะยิ่งเพิ่มขึ้น

การวินิจฉัยโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองมักเกิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน และต้องได้รับการรักษาโดยเร็วที่สุด แต่ก่อนที่แพทย์จะตัดสินใจเลือกวิธีการรักษา ผู้ป่วยจะต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด วิธีที่แพทย์ใช้ในการตรวจเพื่อยืนยันโรคหลอดเลือดสมอง มีดังนี้

  • การซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์จะซักประวัติการรักษา อาการเจ็บป่วยต่าง ๆ และประวัติครอบครัวว่ามีญาติใกล้ชิดป่วยด้วยโรคหลอดเลือดสมองหรือไม่ จากนั้นแพทย์จะสอบถามอาการที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วย วัดความดันโลหิต ฟังเสียงหัวใจและการทำงานของหลอดเลือด นอกจากนี้ แพทย์ยังอาจใช้กล้องชนิดพิเศษเพื่อตรวจดูสัญญาณของคอเลสเตอรอลซึ่งมีลักษณะเป็นผลึกขนาดเล็กอยู่ที่หลังดวงตาด้วย
  • การตรวจเลือด แพทย์อาจสั่งให้มีการเก็บตัวอย่างเลือดเพื่อนำไปทดสอบดูการก่อตัวของลิ่มเลือด ซึ่งหากระดับน้ำตาลในเลือดและสารเคมีต่าง ๆ ในเลือดเสียสมดุล การแข็งตัวของเลือดก็จะผิดปกติ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) จะช่วยให้แพทย์เห็นภาพโดยรวมของสมอง และหากมีภาวะเลือดออกในสมอง ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจน ซึ่งก่อนเอกซเรย์ แพทย์อาจฉีดสารย้อมสีเข้าไปในระบบไหลเวียนเลือด เพื่อให้เห็นรายละเอียดของการไหลเวียนเลือดและสมองได้ดียิ่งขึ้น
  • การเอกซเรย์ด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Magnetic Resonance Imaging: MRI) มีจุดประสงค์คล้ายการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ แต่จะช่วยให้แพทย์เห็นรายละเอียดของสมองได้อย่างชัดเจนมากกว่า ช่วยให้แพทย์วินิจฉัยได้ง่ายขึ้น
  • การตรวจอัลตราซาวด์หลอดเลือดแดงที่คอ (Carotid Ultrasound) เป็นการตรวจที่ช่วยให้แพทย์เห็นการก่อตัวของคราบพลัคจากไขมัน อันเป็นสาเหตุให้ผู้ป่วยเกิดภาวะหลอดเลือดอุดตันและเกิดโรคหลอดเลือดสมอง
  • การฉีดสีที่หลอดเลือดสมอง (Cerebral Angiogram) แพทย์จะสอดท่อไปยังหลอดเลือดสมองผ่านทางแผลเล็ก ๆ ที่ขาหนีบ จากนั้นจะฉีดสารย้อมสีเข้าไป และเอกซเรย์ วิธีนี้จะช่วยให้แพทย์เห็นระบบการไหลเวียนของเลือดไปยังคอและสมองได้มากขึ้น
  • การตรวจคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง (Echocardiogram) วิธีนี้มักใช้ตรวจการทำงานของหัวใจ แต่ในหลายกรณีก็ช่วยระบุการการทำงานของหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมองได้ด้วยเช่นกัน หากพบว่ามีการอุดตันของหลอดเลือด หรือพบลิ่มเลือดก็สามารถวินิจฉัยหาสาเหตุของโรคหลอดเลือดสมองได้

การรักษาโรคหลอดเลือดสมอง

ความรวดเร็วในการรักษาถือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะยิ่งปล่อยไว้จะทำให้สมองเกิดความเสียหายมากขึ้น โดยการรักษาโรคหลอดเลือดสมองจะแตกต่างกันไปตามชนิดของโรคดังนี้

โรคหลอดเลือดสมองชนิดสมองขาดเลือด (Ischemic Stroke) การรักษาจะเน้นไปที่การใช้ยาเพื่อบรรเทาอาการ และป้องกันอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง ยาบางชนิดจะต้องรีบใช้ทันทีเมื่อเกิดอาการ และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ จนกว่าอาการจะเริ่มดีขึ้น แต่ยาบางชนิดอาจต้องใช้ต่อเนื่องในระยะยาว ยาที่แพทย์มักใช้ในการรักษาได้แก่

  • ยาละลายลิ่มเลือด ในการรักษามักจะใช้ยาละลายลิ่มเลือดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดที่อุดตันอยู่ ซึ่งจะทำให้เลือดไหลเวียนได้สะดวกมากขึ้น หากผู้ป่วยถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลภายใน 4.5 ชั่วโมง และไม่มีความเสี่ยงเลือดออกในสมอง แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาละลายลิ่มเลือดชนิดฉีด ยาชนิดนี้หากยิ่งได้รับเร็วประสิทธิภาพในการรักษาก็จะยิ่งดีขึ้น ทว่าก่อนใช้ผู้ป่วยจะต้องเข้ารับการตรวจวินิจฉัยให้แน่ชัดว่ามีภาวะสมองขาดเลือด เพราะหากวินิจฉัยผิด การใช้ยาจะยิ่งทำให้อาการร้ายแรงมากขึ้น นอกจากนี้ ยาดังกล่าวยังมีผลข้างเคียงที่อันตราย โดยอาจทำให้เกิดเลือดออกในสมอง จึงทำให้ยาชนิดนี้ยังคงอยู่ในระหว่างการศึกษาเพื่อเปรียบเทียบระหว่างข้อดีและข้อเสีย และระยะเวลาที่ยาชนิดนี้สามารถใช้เพื่อรักษาอาการของโรคหลอดเลือดสมอง หรือประสิทธิภาพของยาที่จะเกิดขึ้นหลังจากใช้ยา 4.5 ชั่วโมง
  • ยาต้านเกล็ดเลือด เป็นยาที่ช่วยป้องกันการก่อตัวของเกล็ดเลือด ทำให้การอุดตันลดลง ยาในกลุ่มนี้ที่นิยมใช้ ได้แก่ ยาแอสไพริน
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด ผู้ป่วยบางราย โดยเฉพาะผู้ที่มีอัตราการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ มีอาการใจสั่น และผู้ที่มีลิ่มเลือดที่ขา หรือผู้ที่เคยมีประวัติการเกิดลิ่มเลือด อาจต้องใช้ยาชนิดนี้ร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ เพื่อป้องกันการก่อตัวของลิ่มเลือดในอนาคต ยาที่นิยมใช้ได้แก่ ยาวาฟาริน ยาอะพิซาแบน ยาดาบิกาทราน ยาเอโดซาแบน และยาริวาโรซาแบน
  • ยาลดความดันโลหิต ผู้ป่วยบางรายต้องใช้ยาลดความดันโลหิตร่วมด้วยเพื่อป้องภาวะเลือดออกในสมองในระยะยาว
  • ยาลดไขมันในเลือด หากระดับไขมันในเลือดสูง ผู้ป่วยจะต้องใช้ยาลดไขมันในเลือดเพื่อป้องกันไขมันสะสมกลายเป็นคราบพลัคเกาะที่ผนังหลอดเลือด จนกลายเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

นอกจากการใช้ยาเพื่อรักษาภาวะสมองขาดเลือดแล้ว ก็ยังมีวิธีการรักษาอื่น ๆ ได้แก่

  • การผ่าตัดเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอ (Carotid endarterectomy) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะหลอดเลือดตีบอย่างรุนแรง อาจต้องใช้การผ่าตัดเพื่อเปิดหลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอเพื่อกำจัดสิ่งที่ขัดขวางหลอดเลือดออก
  • การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือด (Thrombectomy) ในกรณีที่มีลิ่มเลือดขัดขวางการไหลเวียนของหลอดเลือดอย่างรุนแรง การผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และไหลเวียนไปเลี้ยงสมองได้อย่างเต็มที่

โรคหลอดเลือดสมองชนิดเลือดออกในสมอง (Hemorrhagic Stroke) – ผู้ป่วยที่มีภาวะสมองขาดเลือดจำนวนไม่น้อยที่อาจมีอาการเลือดออกในสมองด้วย และต้องได้รับยาเพื่อลดความดันโลหิต และยาที่ช่วยป้องกันอาการรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อกำจัดลิ่มเลือดออกจากสมอง และซ่อมแซมหลอดเลือดในสมองที่แตก หรือฉีกขาด นอกจากนี้ หากเกิดภาวะแทรกซ้อน อย่าง ภาวะโพรงสมองคั่งน้ำ (Hydrocephalus) ผู้ป่วยต้องเข้ารับการผ่าตัดเพื่อระบายของเหลวออกจากสมอง ซึ่งแพทย์อาจต้องต่อท่อพลาสติกเล็ก ๆ เพื่อระบายของเหลวออกจากสมองด้วย

โดยการรักษาหลัก ๆ ที่ใช้ในโรคหลอดเลือดสมองชนิดนี้ ได้แก่

  • การผ่าตัดหยุดเลือด (Surgical Clippingแพทย์จะนำคลิปขนาดเล็ก ๆ หนีบที่บริเวณฐานของหลอดเลือดที่โป่งพองและมีเลือดออก วิธีนี้จะช่วยหยุดการไหลของเลือดและทำให้บริเวณหลอดเลือดที่โป่งพอไม่มีเลือดไหลออกมาอีก
  • การใส่ขดลวด (Endovascular Embolization) เป็นวิธีการรักษาด้วยการสวนท่อขนาดเล็กเข้าไปที่หลอดเลือดสมองผ่านทางขาหนีบ จากนั้น แพทย์จะใส่ขดลวดเข้าไปยังหลอดเลือดที่โป่งพอง โดยขดเลือดนี้จะเข้าไปขัดขวางการไหลเวียนเลือดที่เข้าไปในหลอดเลือดที่โป่งพอและป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือด
  • การผ่าตัดกำจัดเส้นเลือดที่มีปัญหา (Surgical AVM Removal) ในกรณีที่ผู้ป่วยมีหลอดเลือดสมองที่ผิดปกติ แพทย์จะผ่าตัดเพื่อนำส่วนที่ผิดปกติออก โดยจะคำนึงถึงภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น หากการนำหลอดเลือดที่ผิดปกติออกนั้นจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง แพทย์อาจใช้วิธีอื่นรักษาแทน
  • การผ่าตัดบายพาสหลอดเลือดสมอง (Intracranial Bypass) ในบางกรณีการผ่าตัดวิธีนี้ก็มีความจำเป็นเพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนไปที่สมองได้ดีขึ้น
  • การผ่าตัดด้วยรังสี (Stereotactic Radiosurgery) เป็นการผ่าตัดโดยใช้รังสีเพื่อซ่อมแซมหลอดเลือดที่มีความผิดปกติ

นอกจากนี้ในระหว่างการรักษาข้างต้น ผู้ป่วยอาจต้องได้รับการรักษาอื่น ๆ เพิ่มเติมเพื่อช่วยบรรเทาอาการ และช่วยให้การรักษาหลักเป็นไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ

  • การให้อาหารทางสายยาง ในกรณีที่ผู้ป่วยมีปัญหาเกี่ยวกับการหายใจและไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง การสอดสายยางเข้าไปที่ช่องท้องผ่านทางจมูกจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับอาหารเหลวได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
  • การให้สารอาหารเสริม ผู้ป่วยที่ได้รับอาหารทางสายยาง อาจเกิดภาวะขาดสารอาหาร จึงต้องได้รับสารอาหารเสริม เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารอย่างครบถ้วน
  • การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงภาวะขาดน้ำ แพทย์จะสั่งให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำเพิ่มเพื่อลดความเสี่ยง
  • การให้ออกซิเจน ในกรณีที่ออกซิเจนในเลือดลดลง แพทย์จะให้ผู้ป่วยได้รับออกซิเจนผ่านทางหน้ากาก เพื่อป้องกันภาวะสมองขาดออกซิเจนซึ่งจะยิ่งทำให้อาการรุนแรง

ในผู้ป่วยบางรายอาจต้องใช้ถุงน่องป้องกันเส้นเลือดขอด (Compression Stockings) ร่วมด้วยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดลิ่มเลือดที่บริเวณขา ซึ่งจะไปอุดตันหลอดเลือดที่เชื่อมต่อกับหัวใจและสมอง จนทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

หากผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างรวดเร็ว อาการของผู้ป่วยจะเริ่มดีขึ้นตามลำดับ และอาจกลับมาเป็นปกติได้ภายใน 6 เดือน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมอง และในระหว่างการพักฟื้นผู้ป่วยจะต้องได้รับการกายภาพบำบัดเพื่อฟื้นฟูความสามารถในการสื่อสาร และการเคลื่อนไหวเพื่อให้กลับมาใกล้เคียงปกติมากที่สุด

ภาวะแทรกซ้อนของโรคหลอดเลือดสมอง

ในบางกรณีโรคหลอดเลือดสมองก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดความพิการชั่วคราว หรือถาวร ซึ่งจะขึ้นอยู่กับความเสี่ยงของสมองที่เกิดจากการขาดเลือด ภาวะแทรกซ้อนที่มักพบได้แก่

  • อาการอัมพฤกษ์ ผู้ป่วยอาจมีอาการอัมพฤกษ์ที่ซีกใดซีกหนึ่งของร่างกาย หรือเกิดกล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะที่บริเวณใบหน้า และแขน การรักษาด้วยการกายภาพบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตใกล้เคียงปกติได้
  • พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาในการกลืนอาหาร โรคหลอดเลือดสมองอาจส่งผลให้ผู้ป่วยเสียการควบคุมกล้ามเนื้อภายในปากและลำคอ เป็นผลให้เกิดอาการลิ้นแข็ง และกลืนลำบาก รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการพูดและการเข้าใจคำพูด การบำบัดด้วยการอ่านหรือเขียนหนังสือจะช่วยให้อาการของผู้ป่วยดีขึ้นในระดับหนึ่ง
  • สูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ ในหลายกรณีผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจะสูญเสียความทรงจำ และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ  รวมทั้งสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้และเข้าใจได้
  • ปัญหาทางด้านอารมณ์ ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ทำให้ผู้ป่วยอาจมีอารมณ์รุนแรง หรือเกิดภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด
  • อาการเหน็บชา โดยส่วนใหญ่ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองมักมีอาการอาการเหน็บชาหรือสูญเสียความรู้สึกที่บริเวณอวัยวะซึ่งได้รับผลกระทบของโรคหลอดเลือดสมองได้
  • ไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิ การเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิจะส่งผลกับผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองอย่างมาก อาจทำให้เกิดความรู้สึกร้อนหรือหนาวอย่างเฉียบพลัน อาการนี้มีสาเหตุจากการบาดเจ็บภายในสมอง ที่เรียกว่าอาการปวดเนื่องจากระบบประสาทส่วนกลาง
  • มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองจำนวนไม่น้อยที่มีปัญหาในเรื่องพฤติกรรมการใช้ชีวิต และความสามารถในการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ดังนั้นอาจต้องจัดหาผู้ช่วยเพื่อคอยดูแลผู้ป่วยตลอดเวลา

ภาวะแทรกซ้อนเหล่านี้อาจสามารถรักษาให้หายได้ หากได้รับการผ่าตัดสมอง และการผ่าตัดประสบความสำเร็จ แต่จะกลับสมบูรณ์เต็มร้อยหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับความเสียหายของสมองและการฟื้นฟูของผู้ป่วยแต่ละคนด้วยเช่นกัน

การป้องกันโรคหลอดเลือดสมอง

โรคหลอดเลือดสมองสามารถป้องกันได้ด้วยการลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือด ซึ่งการลดความเสี่ยงทำได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต การรับประทานอาหาร และการออกกำลังกาย ดังนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์จะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้ โดยเฉพาะผัก ผลไม้ที่มีไฟเบอร์สูง และควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง เพราะจะส่งผลให้เกิดภาวะคอเลสเตอรอลในเลือดสูง รวมถึงอาหารที่มีรสเค็มจัด ที่เป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง
  • ควบคุมน้ำหนัก โรคอ้วนเป็นสาเหตุของโรคร้ายแรงต่าง ๆ รวมทั้งโรคหลอดเลือดสมอง การควบคุมน้ำหนักจะช่วยลดความเสี่ยงลงได้
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ การออกกำลังกายสามารถช่วยควบคุมน้ำหนัก และช่วยลดระดับคอเลสเตอลรอล รวมถึงความดันโลหิตสูงได้ โดยระยะเวลาในการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ 2.5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ สำหรับการออกกำลังกายแบบแอโรบิก ส่วนเด็กและวัยรุ่น ควรออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง
  • งดสูบบุหรี่ การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยหลักที่เสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดสมอง การเลิกสูบบุหรี่จะช่วยลดความเสี่ยงลงได้ แต่หากไม่สามารถเลิกได้ด้วยตนเองควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาวิธีเลิกบุหรี่อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ควบคุมปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณที่พอเหมาะจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจได้ แต่ถ้าหากไม่ดื่มเลยจะดีที่สุด หากหลีกเลี่ยงไม่ได้ ก็สามารถดื่มได้ แต่ควรดื่มในปริมาณที่แนะนำ คือ ผู้ชายไม่ควรเกินวันละ 2 แก้ว และผู้หญิงไม่ควรเกินวันละ 1 แก้ว

นอกจากนี้ยังควรควบคุมปัจจัยเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับโรคหลอดเลือดสมองโดยตรง ดังต่อไปนี้

  • ควบคุมระดับคอเลสเตอรอล ควรตรวจวัดระดับไขมันในเลือดอย่างน้อยทุก 6-12 เดือน หากเป็นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือมีภาวะคอเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว ควรไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอเพื่อติดตามอาการ
  • ควบคุมระดับความดันโลหิต การตรวจวัดความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอจะช่วยควบคุมระดับความดันโลหิตอันเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดสมอง
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด หากแพทย์สงสัยว่าผู้ป่วยมีอาการของโรคเบาหวาน แพทย์จะตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด ถ้าผลออกมาแล้วพบว่าเป็นโรคเบาหวาน ผู้ป่วยจำเป็นต้องควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ufabet24  ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิต นอกจากนี้ ควรรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยควบคุมอาการได้ และทำให้ความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองลดลง
  • รักษาโรคหัวใจอย่างต่อเนื่อง หากผู้ป่วยมีอาการของโรคหัวใจอยู่ก่อนแล้ว ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับประทานยา และการผ่าตัด เพราะการรักษาที่ดีจะช่วยลดความเสี่ยงโรคหลอดเลือดสมองได้
  • พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันความผิดปกติที่อาจนำไปสู่โรคหลอดเลือดสมอง ควรพบแพทย์และตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ
ตาเหล่ขึ้นบน (Hypertropia)

ตาเหล่ (Strabimus) ปัญหาเกี่ยวกับมองเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งตาทั้ง 2 ข้างไม่มองไป

ตาเหล่ (Strabimus) ปัญหาเกี่ยวกับมองเห็นอย่างหนึ่ง ซึ่งตาทั้ง 2 ข้างไม่มองไปในทิศทางเดียวกัน เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ช่วงแรกเกิดและเป็นเด็กเล็ก หากเกิดในผู้ใหญ่จะทำให้เห็นภาพซ้อน (Diplopia) และถ้าเกิดกับเด็กจะนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ (Amblyopia) ซึ่งการทำงานของสมองจะไม่รับและแปรผลข้อมูลจากภาพของตาข้างที่อ่อนแอกว่ามองเห็น

โดยปกติแล้ว กล้ามเนื้อที่ติดกับดวงตาแต่ละข้างนั้นจะทำงานประสานกันเพื่อให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน หากกล้ามเนื้อของดวงตาแต่ละข้างไม่สามารถทำงานเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวให้ไปในทิศทางเดียวกันได้ ก็จะส่งผลให้เกิดการตาเหล่ รวมทั้งสมองอาจไม่สามารถรวมภาพที่ตาแต่ละข้างมองเห็นเข้าด้วยกันได้ ตาเหล่สามารถแบ่งประเภทได้ตามลักษณะหรือทิศทางการมองของดวงตา ดังนี้

  • ตาเขเข้าด้านใน (Esotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนเข้ามาด้านในบริเวณสันจมูก บางครั้งอาจเรียกตาเหล่ลักษณะนี้ว่าตาขี้เกียจ (Amblyopia) ซึ่งพบได้ในเด็ก นอกจากนี้ ผู้ที่มีสายตายาวมากและใช้สายตาเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มักเกิดภาวะตาเขเข้าด้านในจากการเพ่ง (Accommodative Esotropia) ซึ่งเป็นลักษณะของดวงตาเคลื่อนเข้ามาหากัน เกิดจากการเพ่งมองสิ่งต่าง ๆ มากจนดวงตาเคลื่อนมาชนกัน ส่งผลให้สูญเสียการควบคุมการมองภาพแบบปกติด้วยตา 2 ข้าง (Binocular) และอาจนำไปสู่การเกิดตาเขเข้าด้านใน
  • ตาเขออกนอก (Exotropia) คือภาวะที่ดวงตาเคลื่อนมองออกด้านข้าง มักเกิดขึ้นตอนนอนหลับฝันกลางวันหรือเหนื่อยล้า โดยจะเกิดเป็นระยะ ๆ และเกิดถี่ขึ้นไปเรื่อย ๆ นอกจากนี้ หากดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถทำงานประสานกันได้เมื่อต้องมองสิ่งที่อยู่ใกล้ ๆ โดยตาข้างใดข้างหนึ่งเบนออกนอกก่อน เรียกว่าภาวะกล้ามเนื้อตาอ่อนกำลัง (Convergence Insufficiency)
  • ตาเหล่ขึ้นบน (Hypertropia) และตาเหล่ลงล่าง (Hypotropia) ลักษณะตาเหล่ทั้ง 2 อย่างนี้เกิดจากการที่แกนสายตามองขึ้นบนหรือลงล่างอยู่ตลอดเวลา โดยเรียกลักษณะของตาเหล่ตามทิศทางที่ดวงตาถูกตรึงให้มอง จัดเป็นอาการตาเหล่ที่พบได้น้อยกว่าตาเหล่แบบมองออกข้างหรือเคลื่อนมาชนกัน มักเกิดกับเด็กโตหรือผู้ใหญ่แล้ว อาการตาเหล่ลักษณะนี้ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงของตำแหน่งของศีรษะ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักเกิดจากอาการอัมพาตของกล้ามเนื้อตา Superior Oblique
ตาเหล่
ตาเหล่ ขึ้นบน (Hypertropia) และตาเหล่ลงล่าง (Hypotropia)

อาการของตาเหล่

อาการตาเหล่ที่เกิดในเด็กกับผู้ใหญ่อาจปรากฏอาการบางอย่างที่ต่างกัน โดยดวงตาของเด็กแรกเกิดมักมองไปในทิศทางเดียวกันไม่ได้ แต่เมื่ออายุได้ 3-4 เดือน เด็กก็จะกลับมามีดวงตาปกติ หากเด็กอายุครบ 4 เดือนแล้วดวงตายังไม่สามารถกลับมามองในทิศทางเดียวกันได้ ควรพาไปพบแพทย์

โดยส่วนใหญ่แล้ว เด็กเล็กที่เกิดตาเหล่มักไม่แสดงว่ามีปัญหาเกี่ยวกับการมองเห็น พ่อแม่หรือผู้ปกครองเด็กจะสังเกตเห็นเองว่าดวงตาของเด็กมองไม่ตรง ทั้งนี้ เด็กที่ยังพูดไม่ได้อาจเอียงหรือหันหัวไปยังสิ่งของที่จ้อง เพื่อพยายามมองสิ่งนั้นให้ชัดเจน ส่วนเด็กโตหรือผู้ใหญ่ที่เกิดตาเหล่จะเห็นภาพเบลอ ตาล้า แสบตาง่ายเมื่อเจอแสง หรือเห็นภาพซ้อน อย่างไรก็ตาม อาการหรือสัญญาณของตาเหล่ที่พบได้บ่อยที่สุด ได้แก่

  • ดวงตาทั้ง 2 ข้างไม่สามารถมองไปในทิศทางเดียวกันได้
  • ดวงตา ไม่เคลื่อนไหวไปพร้อมกัน
  • ต้องหลับตาข้างใดข้างหนึ่งเมื่อเจอแสงจ้า
  • ชนสิ่งของ (เกิดจากการถูกจำกัดการมองเห็นความลึกของสิ่งต่าง ๆ)

สาเหตุของตาเหล่

กล้ามเนื้อที่อยู่รอบดวงตาแต่ละข้างทำงานร่วมกัน เพื่อช่วยให้ดวงตาทั้ง 2 ข้างสามารถมองสิ่งของสิ่งเดียวกันหรือมองไปในทิศทางเดียวกันได้ ผู้ที่ตาเหล่นั้นเกิดจากการที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาไม่สามารถทำงานร่วมกันได้ ส่งผลให้ดวงตาข้างหนึ่งมองของสิ่งหนึ่งอยู่ ส่วนตาอีกข้างมองไปที่ของอีกสิ่งหนึ่ง เมื่อภาพที่รับรู้ผ่านดวงตาแต่ละข้างถูกส่งไปยังสมอง จะทำให้สมองสับสน และสำหรับเด็กเล็ก สมองอาจไม่รับรู้หรือไม่แปรผลของภาพที่ส่งมาจากดวงตาที่อ่อนแอกว่า สาเหตุของการเกิดตาเหล่สามารถแบ่งได้ ดังนี้

สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดในเด็ก ส่วนใหญ่แล้ว สาเหตุของตาเหล่ที่เกิดกับเด็กยังไม่ปรากฏชัดเจน เด็กที่ตาเหล่เกินครึ่งหลายรายมักเกิดภาวะดังกล่าวหลังจากเกิด โดยจะเป็นแค่ช่วงหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเรียกว่าภาวะตาเขแต่กำเนิด (Congenital Strabismus) และภาวะนี้จะส่งผลต่อการควบคุมกล้ามเนื้อดวงตา ไม่กระทบต่อการมองเห็น

อย่างไรก็ตาม ยังปรากฏโรคอันตรายอื่น ๆ ที่เด็กมีอาการตาเหล่ได้ ดังนี้

  • โรคเอเพิร์ท (Apert Syndrome)
  • โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy: CP)
  • โรคหัดเยอรมันแต่กำเนิด (Congenital Rubella)
  • เนื้องอกหลอดเลือดชนิดฮีแมงจิโอมา (Hemangioma) หรือปานแดง หากเกิดเนื้องอกชนิดนี้ใกล้บริเวณดวงตาขณะที่เป็นทารก
  • โรคอินคอนติเนนเทีย พิกเมนไท ซินโดรม (Incontinentia Pigmenti Syndrome) ซึ่งเป็นโรคทางพันธุกรรมโรคหนึ่งที่ส่งผลต่อผิวหนัง เส้นผม ฟัน เล็บ และระบบประสาท
  • กลุ่มอาการนูแนน (Noonan Syndrome)
  • โรคพราเดอร์-วิลลี่ ซินโดรม (Prader-Willi Syndrome)
  • โรคจอประสาทตาผิดปกติในทารกคลอดก่อนกำหนด (Retinopathy of Prematurity: ROP) หรือภาวะอาร์โอพี
  • โรคมะเร็งจอตาในเด็ก (Retinoblastoma)
  • โรคสมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ (Traumatic Brain Injury)
  • โครโมโซมคู่ที่ 18 เกินมา 1 โครโมโซม (Trisomy 18)

สาเหตุตาเหล่ที่เกิดในผู้ใหญ่ ผู่ใหญ่ที่ตาเหล่อาจเกิดจากสาเหตุต่อไปนี้

  • ภาวะสมองขาดเลือดไปเลี้ยง (Stroke) จัดเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดตาเหล่ในผู้ใหญ่
  • สมองได้รับบาดเจ็บจากการกระแทกหรืออุบัติเหตุ ทำให้เส้นประสาทออคิวโลมอเตอร์ (Oculomotor) ได้รับความเสียหาย หรือได้รับการกระทบกระเทือนที่กล้ามเนื้อบริเวณเบ้าตาโดยตรง
  • ภาวะสูญเสียการมองเห็นจากโรคเกี่ยวกับตาหรือได้รับบาดเจ็บที่ดวงตา
  • เนื้องอกที่ตาหรือในสมอง
  • โรคคอพอกตาโปนหรือโรคเกรฟส์ (Graves’ Disease) ที่อาจพบได้ทั่วไป
  • โรคเกี่ยวกับกล้ามเนื้อและระบบประสาท จัดเป็นสาเหตุที่พบได้ทั่วไป
  • โรคโบทูลิซึม (Botulism)
  • กลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barré Syndrome: GBS)
  • ได้รับสารพิษบางประเภท
  • เบาหวาน

การวินิจฉัยตาเหล่

เด็กเล็กที่เกิดอาการตาเหล่จะได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัย โดยแพทย์จะตรวจดวงตาของเด็กว่ามองไปยังสิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งในทิศทางเดียวกันหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์อาจปิดตาเด็กทีละข้างและให้มองของสิ่งหนึ่ง เพื่อดูว่าดวงตาข้างใดที่เบนเข้าหรือเบนออกและเบนมากน้อยเพียงใด โดยการตรวจนี้ยังช่วยวินิจฉัยอาการตาขี้เกียจซึ่งอาจเกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ด้วย โดยทั่วไปแล้ว การตรวจตาเด็กเล็กมักทำตอนที่เด็กอายุ 3-5 ปี หรืออาจเร็วกว่านั้นสำหรับเด็กบางราย อย่างไรก็ตาม หากพบว่าเด็กมีความผิดปกติเกี่ยวกับการมองเห็น ไม่ว่าอายุเท่าไหร่ ก็สามารถพาไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจได้

นอกจากนี้ การตรวจตาเพื่อวินิจฉัยตาเหล่ยังประกอบด้วยการตรวจต่าง ๆ ดังนี้

  • การตรวจรีเฟลกซ์กระจกตาโดยฉายไฟ (Corneal Light Reflex) วิธีนี้จะช่วยตรวจลักษณะตาเข
  • การวัดสายตา (Visual Acuity) แพทย์จะตรวจวัดสายตาเพื่อดูว่าผู้ป่วยสามารถมองเห็นหรืออ่านข้อความในระยะใดได้ดีกว่า
  • การปิดและเปิดตาทีละข้าง (Cover/Uncover Test) แพทย์จะปิดตาผู้ป่วยทีละข้างแล้วให้มองสิ่งต่าง ๆ วิธีนี้จะตรวจดูการเคลื่อนไหวและการเบนออกของดวงตาแต่ละข้าง
  • การตรวจจอประสาทตา วิธีนี้จะช่วยตรวจจอประสาทตาของผู้ป่วย

หากผู้ป่วยมีอาการเจ็บป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ เกิดขึ้นร่วมกับตาเหล่ แพทย์อาจทำการตรวจสมองและระบบประสาทเพื่อวินิจฉัยโรคอื่นด้วย เช่น ผู้ป่วยได้รับการตรวจเพื่อวินิจฉัยโรคสมองพิการหรือกลุ่มอาการกิลแลง-บาร์เร

การรักษาตาเหล่

ผู้ที่ตาเหล่หากได้รับการรักษาเร็วเท่าไหร่ยิ่งได้ผลมากเท่านั้น โดยวิธีรักษาขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงและสาเหตุที่ทำให้เกิดตาเหล่ วิธีรักษาตาเหล่ประกอบด้วย

  • ใส่แว่นตา แว่นตานับเป็นวิธีรักษาขั้นแรกที่แพทย์แนะนำให้กับผู้ป่วย โดยการใส่แว่นตาจะช่วยรักษาอาการตาเหล่ระดับอ่อน ๆ ช่วยให้ดวงตาผู้ป่วยกลับมามองได้ตรงตามปกติ
  • ใช้วิธีปิดตา แพทย์จะใช้วิธีปิดตาในการรักษาอาการตาขี้เกียจของเด็ก โดยปิดตาข้างที่ปกติ และให้ดวงตาข้างที่อ่อนแอกว่าพยายามใช้กล้ามเนื้อรอบดวงตาในการมองมากขึ้นเพื่อมองภาพให้ชัด การปิดตาจะช่วยให้ดวงตาอีกข้างแข็งแรงและปรับสายตาเด็กให้กลับมามองไปในทิศทางเดียวกันได้ โดยปรับกล้ามเนื้อและการมองเห็นของดวงตาที่อ่อนแอให้แข็งแรง
  • หยอดตา หากเด็กไม่ชอบใช้วิธีปิดตา  แพทย์จะแนะนำให้รักษาตาเหล่ด้วยการหยอดตาแทน โดยแพทย์จะหยอดสารอะโทรปีน (Atropine) ให้ สารนี้จะทำให้ดวงตาเห็นภาพเบลอ ส่งผลให้ดวงตาที่อ่อนแอต้องทำงานมากขึ้นจนกล้ามเนื้อดวงตากลับมาแข็งแรงและมองเห็นภาพได้ปกติ
  • ผ่าตัดกล้ามเนื้อตา หากการรักษาตาเหล่ด้วยวิธีที่กล่าวมาไม่ได้ผล แพทย์จะผ่าตัดกล้ามเนื้อดวงตา โดยวิธีนี้จะช่วยปรับสายตาให้มองได้ปกติขึ้น ผู้ที่ตาเหล่อันเนื่องมาจากภาวะสูญเสียการมองเห็น ควรได้รับการรักษาภาวะดังกล่าวก่อน จึงจะรับการผ่าตัดได้ นอกจากนี้ เด็กตาเหล่ที่ป่วยเป็นตาขี้เกียจต้องได้รับการรักษาอาการตาขี้เกียจด้วย เพราะการผ่าตัดจะไม่ได้ผลหากเด็กยังเกิดอาการดังกล่าวอยู่ อย่างไรก็ตาม หลังรับการผ่าตัดรักษาตาเหล่แล้ว ผู้ป่วยก็ต้องใส่แว่นตาเช่นกัน และอาจต้องรับการผ่าตัดเพิ่ม

ทั้งนี้ หากสาเหตุตาเหล่เกิดจากอาการป่วยหรือปัญหาสุขภาพอื่น ๆ แพทย์อาจจ่ายยาหรือแนะนำให้รับการรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย

ภาวะแทรกซ้อนของตาเหล่

อาการตาเหล่ที่เกิดกับเด็กก่อนวัยเข้าเรียนนั้น ย่อมส่งผลให้คุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของเด็กนั้นแย่ลง งานวิจัยชิ้นหนึ่งพบว่าเด็กที่เสี่ยงเป็นตาเหล่จะเกิดปัญหากับสภาวะทางจิตใจเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ อีกทั้งส่งผลต่อสัมพันธภาพกับผู้คนในสังคมและโอกาสประสบความสำเร็จในชีวิต นอกจากนี้ ผู้ที่เกิดอาการตาเหล่แล้วไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี หรือได้รับการรักษาด้วยการผ่าตัดนั้น สามารถเกิดภาวะแทรกซ้อนขึ้นได้ ดังนี้

  • ตาขี้เกียจ เด็กที่เกิดตาเหล่และไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีอาจนำไปสู่อาการตาขี้เกียจได้ เนื่องจากดวงตาทั้ง 2 ข้างทำงานไม่ประสานกัน ส่งผลให้ภาพที่ปรากฏบนจอตาทั้ง 2 ข้างไม่สอดคล้องกัน สมองจะไม่รับและแปรผลข้อมูลจากภาพของตาข้างที่อ่อนแอกว่า จนนำไปสู่ภาวะตาขี้เกียจ
  • ค่าสายตาน้อยหรือมากเกินปกติ การผ่าตัดรักษาตาเหล่ช่วงแรกอาจทำให้เกิดการปรับแก้ค่าสายตาที่น้อยกว่าหรือมากกว่าค่าสายตาปกติได้  ยิงปลาเครดิตฟรี  ซึ่งผู้ป่วยจำเป็นต้องมารับการผ่าตัดอีกครั้ง
  • กล้ามเนื้อดวงตาทำงานหนักเกินไป กล้ามเนื้ออินฟีเรียร์ ออบลีก (Inferior Oblique) ซึ่งอยู่บริเวณขอบหน้าของเบ้าตาอาจทำงานหนักเกินไปหลังผ่าตัด มักเกิดขึ้นเมื่ออายุประมาณ 2 ปี ผู้ป่วยอาจจำเป็นต้องรับการผ่าตัดอีกแม้ว่าการผ่าตัดครั้งแรกจะได้ผลดีแล้วก็ตาม
  • ภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุน (Dissociated Vertical Deviation: DVD) หลังจากผู้ป่วยได้รับการผ่าตัดรักษาตาเหล่ครั้งแรกเป็นเวลาหลายปี สามารถเกิดภาวะตาเขออกร่วมกับตาหมุนหรือภาวะ DVD ได้ โดยตาจะเหล่ขึ้นบนและเขออกเมื่อเหม่อลอย หรือไม่ได้ตั้งใจมองสิ่งใดสิ่งหนึ่ง และอาจต้องผ่าตัดหากต้องการความสวยงาม

การป้องกันตาเหล่

ตาเหล่ถือเป็นปัญหาสุขภาพที่ป้องกันได้ยาก ซึ่งขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้เกิดตาเหล่ของผู้ป่วยแต่ละรายว่าเกิดจากอะไร การป้องกันตาเหล่จึงต้องเริ่มจากการป้องกันที่สาเหตุนั้น ๆ อย่างไรก็ตาม เด็กหรือผู้ใหญ่ที่ตาเหล่สามารถรักษาให้หายได้หากได้รับการตรวจวินิจฉัยสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที หากได้รับการรักษาเร็ว ผู้ป่วยก็มีโอกาสกลับมามีดวงตาที่มองเห็นได้ปกติ รวมทั้งการมองเห็นความลึกของสิ่งต่าง ๆ ก็จะดีขึ้น

ตาเหล่สามารถรักษาได้ด้วยการใส่แว่นตา ใช้วิธีปิดตา หรือผ่าตัด ซึ่งการรักษาด้วยวิธีที่เหมาะสมกับลักษณะของอาการจะช่วยลดความเสี่ยงในการสูญเสียการมองเห็น หลังได้รับการรักษา ผู้ป่วยต้องคอยสังเกตความเปลี่ยนแปลงของดวงตาตัวเอง เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจกลับมาตาเหล่อีก

นอกจากนี้ สำหรับตาเหล่ที่เกิดจากปัญหาสุขภาพอื่น ๆ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษาทัน อาจช่วยให้หายได้เร็วขึ้น ซึ่งผู้ป่วยอาจปรึกษาแพทย์เพื่อขอข้อมูลและทางเลือกในการรักษาอื่น ๆ ที่เหมาะกับการอาการป่วยของตนเอง

แผลในกระเพาะอาหาร

แผลในกระเพาะอาหาร อาการที่พบได้บ่อย คือ ปวดท้อง 

แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer) คือ แผลที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น อาการที่พบได้บ่อยคือปวดท้อง มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร หรือการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดเป็นเวลานาน เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน เป็นต้น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แผลในกระเพาะอาหารพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

แผลในกระเพาะอาหาร

อาการของแผลในกระเพาะอาหาร

อาการสำคัญของโรคแผลในกระเพาะอาหารคือ ปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร มักมีอาการตอนท้องว่างหรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร อาจตื่นกลางดึกจากอาการปวดหรือแสบท้อง อาการจะดีขึ้นเมื่อรับประทานอาหารหรือยาลดกรด และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้

  • แสบร้อนกลางอก
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • หายใจลำบาก
  • รู้สึกจะเป็นลม
  • น้ำหนักลดลง
  • เบื่ออาหาร
  • อาหารไม่ย่อย
  • เรอ แน่นท้อง หรือท้องอืด หลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

ควรไปพบแพทย์หากพบอาการข้างต้นหรือมีอาการปวดอีกครั้งหลังรับประทานยาลดกรด และควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วนหากอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้อง หรือมีอาการแย่ลง

สาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร

ในระบบทางเดินอาหารจะมีชั้นเมือก (Mucous) เคลือบอยู่ หากปริมาณของน้ำเมือกและกรดไม่สมดุลกัน จะทำให้เกิดแผลที่เยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้ โรคแผลในกระเพาะอาหารมีหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

  • เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H. Pylori) จะอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดการระคายเคืองและเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายจากกรดในกระเพาะอาหาร ติดเชื้อได้กับทุกวัย แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดผู้ป่วยบางรายจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรได้มากกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ
  • การใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) นาโปรเซน (Naproxen) รวมถึงยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAIDs) อื่น ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม รวมถึงการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ ได้แก่
  • ยาสเตียรอยด์ (Steroids)
  • ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฮพาริน (Heparin) วอร์ฟาริน (Warfarin)
  • ยารักษาโรคซึมเศร้า (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRIs) เช่น ไซตาโลแพรม (Citalopram) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline)
  • ยารักษาโรคกระดูกพรุน เช่น อะเลนโดรเนท (Alendronate) ไรซีโรเนต (Risedronate)

ปัจจัยอื่น ๆ และพฤติกรรมบางอย่าง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น

  • การสูบบุหรี่
  • การดื่มแอลกอฮอล์
  • การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด
  • ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป
  • พบได้มากขึ้นในผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร
  • ผู้ที่มีระดับแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia)

การวินิจฉัยแผลในกระเพาะอาหาร

แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย ประวัติการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดและยาอื่น ๆ รวมถึงตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค หรือทำการทดสอบต่าง ๆ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

  • การทดสอบการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร ทำได้หลายแบบ เช่น ทางลมหายใจ ทางอุจจาระ หรือทางเลือด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้
  • การทดสอบเอนไซม์ยูรีเอส (Urease Test) เป็นวิธีที่ใช้ทดสอบมากที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่จะเข้ารับการทดสอบควรหยุดยา Proton Pump Inhibitor: PPI ก่อนการทดสอบอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้
  • การตรวจหาแบคทีเรียจากอุจจาระ (Stool Antigen Test) โดยใช้ตัวอย่างอุจจาระในผู้ป่วยไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในห้องปฏิบัติการ
  • การตรวจหาแบคทีเรียจากเลือด (Blood Test) เพื่อหาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ต่อเชื้อแบคทีเรีย
  • การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy) โดยการใส่ท่อขนาดเล็กติดกล้องที่ส่วนปลาย (Endoscope) ผ่านทางปากลงไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น หรืออาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปทดสอบการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรร่วมด้วย
  • การตรวจกระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้ง (Upper GI Series) เป็นการจำลองภาพของระบบทางเดินอาหารด้วยการเอกซเรย์ร่วมกับการกลืนของเหลวสีขาวที่มีส่วนผสมของแบเรียม ทำให้เห็นภาพของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นชัดเจนขึ้น

การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

การรักษาทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น การใช้ยา หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง วิธีการรักษามีรายละเอียดแตกต่างกันดังต่อไปนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) คลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ทินิดาโซล (Tinidazole) เตตราไซคลีน (Tetracycline) ลีโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) เป็นต้น ในการรักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียเอชไพโลไรอาจต้องใช้ยาหลายชนิดเช่น สูตรยา Triple Therapy รับประทานต่อเนื่องนานประมาน 10-14 หลังสิ้ดสุดการใช้ยาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ควรกลับมาทำการทดสอบยืนยัน (Confirmation Test) ว่ากำจัดเชื้อแบคทีเรียได้สำเร็จหรือไม่ ด้วยการทดสอบแบบ Non-Invasive: UBT หรือการตรวจอุจจาระ เป็นการตรวจที่ราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารที่มีเชื้อเอชไพโลไร ผู้ป่วยที่มีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นประจำ (Persistent Dyspepsia) ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT และผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้นที่ได้รับการตัดรอยโรคหรือตำแหน่งที่มีความผิดปกติออกแล้ว
  • การใช้ยา Proton pump inhibitors: PPIs เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) แลนโซพราโซล (Lansoprazole) ราบีพราโซล (Rabeprazole) อีโซเมปราโซล (Esomeprazole) แพนโทพราโซล (Pantoprazole) เป็นต้น เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หากใช้ยาในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ เช่น วิงเวียน ปวดศีรษะ ท้องเสียหรือท้องผูก ปวดท้อง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ หรือกระดูกสะโพกหักได้
  • การใช้ยา H2-Receptor Antagonists เช่น แรนิทิดีน (Ranitidine) ฟาโมทิดีน (Famotidine) ไซเมทิดีน (Cimetidine) เป็นต้น เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
  • การใช้ยาเคลือบกระเพาะอาหาร เช่น ซูคราลเฟต (Sucralfate) ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) เป็นต้น เพื่อปกป้องเยื่อบุในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจากการทำลายของกรด
  • การผ่าตัด มักใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารแล้วไม่เข้ารับการรักษา มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กฉีกขาด เป็นต้น
  • การปรับการใช้ยาในผู้ป่วยแผลในกระเพาะอาหารที่มีสาเหตุมาจากการใช้ยาเอ็ดเสด (NSAIDs) โดยเปลี่ยนเป็นพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดอื่น ๆ ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้น้อยกว่า เช่น เซเลโคซิบ (Celecoxib) ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม COX-2 Inhibitor เป็นต้น

ในผู้ป่วยบางรายอาจเป็นแผลในกระเพาะอาหารชนิดที่รักษาไม่หาย (Refractory Ulcers) โดยเฉพาะบุคคลดังต่อไปนี้

  • ผู้ที่ไม่รับประทานยาตามคำสั่งแพทย์อย่างเคร่งครัด
  • ผู้ที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารที่มีสาเหตุมาจากเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรบางชนิดดื้อต่อการใช้ยาปฏิชีวนะ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมการสูบบุหรี่
  • ผู้ที่ใช้ยาบรรเทาอาการปวดที่เพิ่มความต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน นาโปรเซน เป็นต้น
  • ผู้ที่ร่างกายผลิตกรดในกระเพาะอาหารมากเกินไป เช่น ผู้ป่วยกลุ่มอาการโซลลิงเจอร์-เอลลิสัน (Zollinger-Ellison Syndrome)
  • ผู้ที่มีการติดเชื้อนอกเหนือจากเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร
  • ผู้ที่เป็นโรคมะเร็งกระเพาะอาหาร
  • ผู้ที่เป็นโรคซึ่งอาจเป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็ก เช่น ผู้ป่วยโรคโครห์น (Crohn’s Disease)

ภาวะแทรกซ้อนของแผลในกระเพาะอาหาร

แผลในกระเพาะอาหาร หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ  ufabet24  ตามมาได้ดังต่อไปนี้

  • เลือดออกภายในช่องท้อง เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้มาก อาจเกิดขึ้นได้ 2 กรณี ในกรณีที่เลือดออกช้าและเป็นเวลานาน ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย หายใจหอบ ผิวซีด หัวใจเต้นแรงจนสังเกตได้ วิงเวียนศีรษะ อุจจาระเป็นเลือดหรือมีสีดำ อาเจียนเป็นเลือด เป็นต้น
  • อวัยวะภายในช่องท้องทะลุ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่พบได้ยาก แบคทีเรียที่อาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหารเล็ดลอดออกไป ทำให้เกิดภาวะเยื่อบุช่องท้องอักเสบ (Peritonitis) ติดเชื้อในกระแสเลือด การทำงานของอวัยวะภายในร่างกายล้มเหลว หากไม่ได้รับการรักษาจะทำให้เป็นอันตรายต่อชีวิต
  • ทางเดินอาหารอุดตัน จากอาการบวมหรือแผลที่เป็นผลมาจากแผลในกระเพาะอาหารทำให้อาหารเคลื่อนตัวผ่านได้ยากขึ้น ผู้ป่วยจะอาเจียนเป็นอาหารที่ยังไม่ผ่านการย่อยในปริมาณมาก ท้องอืด รู้สึกอิ่มมากหลังการรับประทานอาหารมื้อเล็ก หรือน้ำหนักลดลง

การป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิถีชีวิตบางอย่างอาจป้องกันหรือบรรเทาอาการของแผลในกระเพาะอาหาร โดยปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี รวมถึงอาหารที่อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (Probiotics) เช่น โยเกิร์ต ชีส
  • หลีกเลี่ยงการดื่มนม เพราะอาจช่วยลดอาการปวดท้องในเบื้องต้น แต่จะเพิ่มปริมาณของกรดในกระเพาะอาหารและทำให้มีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นในภายหลัง
  • หากใช้ยาบรรเทาอาการปวดเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาบรรเทาอาการปวดอื่น ๆ เช่น เลือกใช้พาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร
  • จัดการหรือรับมือกับความเครียดด้วยการออกกำลังกาย ใช้เวลากับเพื่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชื่นชอบ เพราะความเครียดอาจทำให้อาการของแผลในกระเพาะอาหารแย่ลงได้
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำปริมาณกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร
  • ลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจะไปกัดชั้นเมือกในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง เป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ และไม่ควรรับประทานยาพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์
  • ล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในช่วงก่อนนอน
โรคกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์ สาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย

กรดไหลย้อนเป็นอีกอาการหนึ่งที่ ผู้หญิงตั้งครรภ์ มักต้องเผชิญ โดยมีสาเหตุมาจากความเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย ซึ่งแม้จะไม่เป็นอันตราย แต่ก็อาจส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ ดังนั้น ว่าที่คุณแม่จึงควรศึกษาวิธีรับมือและบรรเทาอาการกรดไหลย้อน เพื่อช่วยให้รู้สึกสบายตัวและใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น

กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์เกิดจากอะไร ?

กรดไหลย้อน เป็นอาการแสบร้อนกลางอกที่เกิดจากกล้ามเนื้อบริเวณหลอดอาหารคลายตัวผิดปกติ หากเกิดภาวะนี้ในหญิงตั้งครรภ์มักมีสาเหตุมาจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ซึ่งส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานช้าลงและทำให้กล้ามเนื้อหูรูดบริเวณปลายหลอดอาหารที่อยู่ติดกับกระเพาะคลายตัวบ่อยกว่าปกติ ประกอบกับทารกในครรภ์เจริญเติบโตขึ้นจนมดลูกขยายขนาดใหญ่ขึ้นและเบียดกระเพาะอาหารให้ไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น เมื่อรับประทานอาหารมาก ๆ หรือเอนตัวลงนอนหลังรับประทานอาหารเสร็จไม่นาน น้ำย่อยจากกระเพาะอาหารที่มีฤทธิ์เป็นกรดจึงไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหาร ทำให้รู้สึกเจ็บและแสบร้อนบริเวณหน้าอกตามมา

ผู้หญิงตั้งครรภ์ กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์
ผู้หญิงตั้งครรภ์ กรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์


สัญญาณของโรคกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคกรดไหลย้อนจะมีอาการเช่นเดียวกับคนทั่วไป โดยอาการที่พบได้ มีดังนี้

  • แสบร้อนบริเวณคอหรือหน้าอกส่วนบน
  • เรอบ่อย เรอเปรี้ยว หรือรู้สึกขมคอหลังจากตื่นนอน
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ระคายเคืองคอ หรือเสียงแหบ

ทั้งนี้ ภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์นั้นไม่เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่อย่างใด เพียงแต่อาจเป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวันของตัวคุณแม่เอง และในรายที่มีอาการรุนแรงอาจทำให้เกิดภาวะหลอดอาหารอักเสบได้ ซึ่งอาการเหล่านี้จะค่อย ๆ หายไปเองหลังจากคลอดบุตรแล้ว

วิธีรับมือภาวะกรดไหลย้อนขณะตั้งครรภ์

ผู้หญิงตั้งครรภ์ สามารถบรรเทาอาการกรดไหลย้อนได้ โดยปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการใช้ชีวิตประจำวันตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • รับประทานอาหารเป็นมื้อย่อย ๆ ควรแบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้นและลดปริมาณการรับประทานอาหารในแต่ละมื้อให้น้อยลง รวมทั้งเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืน
  • ไม่นอนหลังจากเพิ่งรับประทานอาหารเสร็จ ควรนั่ง ยืน หรือลุกเดินอย่างน้อย 1 ชั่วโมงหลังรับประทานอาหารแล้วค่อยเอนตัวนอน
  • หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำระหว่างรับประทานอาหาร ควรเปลี่ยนมาดื่มน้ำหลังรับประทานอาหารเสร็จและในช่วงระหว่างมื้ออาหารแต่ละมื้อแทน
  • หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่อาจกระตุ้นให้เกิดอาการกรดไหลย้อน เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว อาหารรสจัด อาหารไขมันสูง อาหารที่มีกรดเป็นส่วนประกอบ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เป็นต้น
  • หลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของมินท์ เพราะจะยิ่งส่งผลให้อาการกรดไหลย้อนรุนแรงขึ้นได้
  • เคี้ยวหมากฝรั่งหลังรับประทานอาหาร มีการศึกษาพบว่าการเคี้ยวหมากฝรั่งที่ไม่มีน้ำตาลและไม่ใช่รสมินท์จะช่วยเพิ่มน้ำลาย ซึ่งน้ำลายจะช่วยชะล้างกรดในกระเพาะอาหารซึ่งไหลย้อนขึ้นมาที่หลอดอาหารได้ ทว่ายังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไปเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่แน่ชัดในด้านนี้
  • รับประทานโยเกิร์ตหรือดื่มนมเมื่อเกิดอาการ ufabet24  เนื่องจากเป็นเครื่องดื่มที่ช่วยบรรเทาอาการแสบร้อนจากกรดไหลย้อนได้
  • ใช้หมอนหนุนบริเวณลำตัวส่วนบนระหว่างนอนหลับ เพื่อให้หลอดอาหารอยู่สูงกว่ากระเพาะอาหาร ป้องกันกรดไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร และควรนอนตะแคงซ้าย เพราะการนอนตะแคงขวาจะทำให้ตำแหน่งของกระเพาะอยู่เหนือหลอดอาหาร
  • สวมใส่เสื้อผ้าที่สบายตัว เพราะการสวมใส่เสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไปอาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดกรดไหลย้อนได้เช่นกัน
  • ควบคุมน้ำหนัก การรักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดกรดไหลย้อนในคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ได้
  • ใช้ยาลดกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งเป็นยาที่หาซื้อได้ตามร้านขายยาทั่วไป มีฤทธิ์ช่วยลดกรดในกระเพาะอาหาร ช่วยให้มีกรดเกินไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหารน้อยลง แต่ควรปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มใช้ยาด้วย เพื่อความปลอดภัยต่อคุณแม่และทารกในครรภ์

อาการแบบใดที่ควรไปพบแพทย์ ?

แม้โดยปกติกรดไหลย้อนจะไม่เป็นอันตรายต่อคุณแม่และทารกในครรภ์ แต่หากอาการของโรคเริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ทำให้คุณแม่ที่ตั้งครรภ์ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก มีอาการกลืนลำบาก ไอ น้ำหนักลด หรืออุจจาระเป็นเลือด เป็นต้น ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษา เพราะหากปล่อยไว้อาจส่งผลให้หลอดอาหารเกิดความเสียหายรุนแรงได้

ขั้นตอนการฝังเข็ม 

ฝังเข็ม (Acupuncture) เป็นศาสตร์การรักษาโรคชนิดหนึ่งของจีนโบราณ

ฝังเข็ม (Acupuncture) คือการนำเข็มที่มีขนาดบางมากฝังลงไปตามจุดฝังเข็มจุดต่าง ๆ บนร่างกาย เป็นศาสตร์การรักษาโรคชนิดหนึ่งของจีนโบราณ มีพื้นฐานมาจากความเชื่อเรื่องพลังชีวิตหรือพลังชี่ ที่อยู่ในเส้นลมปราณ (Meridian Line) เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกาย ช่วยบรรเทาอาการป่วยจากโรคต่าง ๆ เช่น อาการปวด ความเครียด ปวดศีรษะ ไมเกรน  ข้ออักเสบ ภูมิแพ้ รวมไปถึงภาวะการมีบุตรยาก ยิงปลาเครดิตฟรี  ถึงแม้ในปัจจุบันวงการแพทย์จะพยายามศึกษาและพิสูจน์เกี่ยวกับการฝังเข็ม แต่ด้วยรูปแบบของการศึกษาที่ยังไม่ได้มาตรฐานการวิจัยของประเทศฝั่งตะวันตก ทำให้ประสิทธิภาพที่แท้จริงของการรักษาด้วยวิธีฝังเข็มจึงยังไม่สามารถสรุปได้ในปัจจุบันนี้

การเตรียมตัวและขั้นตอนการฝังเข็ม

การเตรียมตัวก่อนการฝังเข็ม ควรปรึกษาแพทย์ก่อนตัดสินใจเลือกเข้ารับการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการเรื้อรังหรือผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง การฝังเข็มเป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก การตอบสนองต่อการรักษาด้วยวิธีนี้อาจไม่สามารถรับรองได้ว่าจะเห็นผลกับผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นอาจเลือกรักษาด้วยวิธีการฝังเข็มควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบันรูปแบบอื่น

การเลือกแพทย์ฝังเข็ม แพทย์แต่ละคนจะมีลักษณะและวิธีการรักษาที่ค่อนข้างเฉพาะตัวและแตกต่างกันออกไป ดังนั้นควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับสถานพยาบาลหรือแพทย์ที่ต้องการเข้ารับการรักษา โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

  • สอบถามข้อมูลหรือคำแนะนำจากคนรู้จักหรือผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับการฝังเข็มมาก่อน
  • สอบถามเกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์ของแพทย์ฝังเข็มที่ต้องการเข้ารับการรักษา
  • สอบถามเกี่ยวกับวิธีการรักษา รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการรักษาแต่ละครั้ง

ขั้นตอนการฝังเข็ม แต่ละคนจะมีวิธีการ ความถี่ และระยะเวลาในการรักษาไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรง ของผู้ป่วยแต่ละราย สำหรับโรคทั่วไปจะทำการรักษาประมาณ 6-8 ครั้ง แบ่งเป็น 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ในครั้งแรกใช้เวลาประมาณ 60 นาที และจะใช้เวลาประมาณ 30 นาทีในครั้งต่อ ๆ ไป ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย แพทย์จะทำการวินิจฉัยอาการของผู้ป่วย ซักประวัติและตรวจร่างกาย จากนั้นจะส่งต่อไปยังแพทย์ฝังเข็ม (Acupuncturist) อาจมีการตรวจจังหวะชีพจรที่บริเวณข้อมือเพิ่มเติม และมีขั้นตอนการฝังเข็มและแนวทางในการฝังเข็มดังต่อไปนี้

  • แพทย์จะบอกรายละเอียดเกี่ยวกับจุดฝังเข็ม อาจต้องมีการถอดเสื้อหรือเปลี่ยนชุดที่แพทย์เตรียมให้ในกรณีที่ชุดของผู้ป่วยไม่เอื้ออำนวยต่อการฝังเข็ม จากนั้นแพทย์จะให้ผู้ป่วยนั่งในท่าที่เหมาะสมหรือนอนลงบนเตียง
  • แพทย์จะนำเข็มที่มีลักษณะบางมากและยาวประมาณ 2-3 เซนติเมตรสอดลงไปที่กล้ามเนื้อ ในจุดฝังเข็มต่าง ๆ จำนวนตั้งแต่ 5-20 เล่ม ในระหว่างที่แพทย์กำลังสอดเข็มลงไปที่กล้ามเนื้อ อาจทำให้รู้สึกชาหรือปวดอ่อน ๆ ถ้ารู้สึกเจ็บมาก ควรรีบบอกแพทย์ทันที
  • แพทย์อาจทำการหมุนเข็ม ให้ความร้อน หรือกระตุ้นด้วยกระแสไฟฟ้า (Electroacupuncture) ลงไปที่เข็มร่วมด้วย
  • แพทย์จะใช้เวลาประมาณ 10-20 นาที ก่อนดึงเข็มออก ในขณะที่ผู้ป่วยนอนผ่อนคลายอยู่บนเตียง จะไม่รู้สึกเจ็บหรือปวดในระหว่างที่แพทย์กำลังดึงเข็มออก

การฝังเข็ม ครอบแก้ว

หลังการฝังเข็ม ผู้ป่วยอาจรู้สึกผ่อนคลายหรือกระชุ่มกระชวย บางรายอาจไม่พบอาการที่ดีขึ้นหรือไม่ตอบสนองต่อการรักษา หลังจากเข้ารับการรักษาภายในช่วง 2-3 สัปดาห์ หากไม่พบอาการที่ดีขึ้น อาจหมายความว่าผู้ป่วยไม่เหมาะกับการรักษาด้วยวิธีฝังเข็ม ควรปรึกษาแพทย์เพื่อทำการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

อาการที่เชื่อว่าสามารถบรรเทาได้ด้วยการฝังเข็ม

ถึงแม้บางครั้งอาจจะบอกได้ยากว่าวิธีการรักษาในรูปแบบนี้ช่วยรักษาหรือบรรเทาอาการของโรคได้อย่างไร แต่ผู้ป่วยหลายรายพบว่าความเจ็บปวดจากอาการต่าง ๆ ได้ทุเลาลงหลังเข้ารับการรักษา แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการฝังเข็มร่วมกับการรักษาแบบปกติ ในผู้ป่วยที่เป็นโรคหรือมีอาการดังต่อไปนี้

  • อาการปวดเรื้องรัง เช่น ปวดหัว ไมเกรน ปวดฟัน ปวดคอ ปวดไหล่ ปวดหลัง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ โรคข้อเข่าเสื่อม รวมไปถึงอาการปวดจากการผ่าตัด
  • โรคมะเร็ง สามารถใช้การฝังเข็มเข้าร่วมกับการรักษาแบบปกติ เช่น การทำเคมีบำบัดหรือการทำคีโม การฉายรังสี การผ่าตัด โดยอาจช่วยลดอาการคลื่นไส้และอาเจียนในระหว่างการรักษา
  • ผู้หญิงบางคนอาจมีอาการปวดประจำเดือนแบบรุนแรง อาจใช้การฝังเข็มเป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการปวด
  • ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการตั้งครรภ์ในเพศหญิง โดยมีกรณีศึกษาหนึ่งได้บอกว่า การฝังเข็มจะช่วยให้ผ่อนคลายความเครียดและเสริมการไหลเวียนของเลือดไปยังบริเวณมดลูก สามารถเพิ่มอัตราความเป็นไปได้ในการตั้งครรภ์
  • ฟื้นฟูสมรรถภาพของสมองจากโรคหลอดเลือดสมอง
  • โรคการกดทับของเส้นประสาทบริเวณข้อมือ ส่งผลให้เกิดอาการชา เสียวแปล๊บ หรืออ่อนแรงที่บริเวณนิ้วและมือ
  • หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี๊ด  เจ็บหน้าอก และไอ ที่เป็นผลมาจากโรคหอบหืดหรือการติดเชื้อทางเดินหายใจ

วิทยาศาสตร์กับการฝังเข็ม

การฝังเข็มเป็นศาสตร์การรักษาโรคและอาการต่าง ๆ ของจีนโบราณ ในทางกายภาพหรือทางสรีระวิทยาแล้ว เส้นลมปราณ (Meridian Line) ที่กล่าวอ้างในวิธีการรักษา รวมไปถึงกลไกลหรือวิธีการรักษายังไม่สามารถพิสูจน์ได้ด้วยการแพทย์หรือวิทยาศาตร์สมัยใหม่ ประสิทธิภาพในการรักษาอาจไม่ได้อยู่ที่การฝังเข็มอย่างเดียว แต่อาจเป็นผลมาจากการกระตุ้นไฟฟ้าที่นำมาใช้ร่วมกับการฝังเข็ม หรือในทางวิทยาศาตร์เรียกว่า TENS (Transcutaneous Electrical Nerve Stimulation) เป็นเครื่องที่ใช้ในการลดอาการปวดโดยการกระตุ้นเส้นประสาทผ่านทางผิวหนัง ซึ่งเป็นสิ่งที่มีการศึกษาที่ชัดเจนในปัจจุบัน

ประมาณปี 2014 ได้มีการอภิปรายเป็นลายลักษณ์อักษรในหัวข้อ การฝังเข็มสามารถรักษาโรคได้จริงหรือเป็นเพียงอุปทานหมู่ โดยนักวิจัยเกี่ยวกับการฝังเข็มคือ Shu-Ming Wang (MD), Richard E. Harris (PhD), Yuan-Chi Lin (MPH), Tong-Joo Gan (MD), Steven Novella (MD) และ David Colquhoun (PhD) มีการทำวิจัยทางคลินิคเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการฝังเข็ม ได้ผลสรุปของการวิจัยในครั้งนั้นว่า ประสิทธิภาพในการรักษาด้วยการฝังเข็มดูเหมือนว่าจะมีเพียงน้อยนิดหรืออาจไม่สามารถรักษาโรคได้เลย อาจเป็นเพียงอุปทานหมู่

แพทย์และนักวิทยาศาตร์หลายต่อหลายคนทำการศึกษาและอภิปรายเกี่ยวกับการฝังเข็ม แต่ยังไม่มีใคร

ที่สามารถเข้าใจเกี่ยวกับการฝังเข็มได้ทั้งหมด ว่าอะไรคือกลไกลการทำงานของการฝังเข็ม ส่งผลต่อการไหลเวียนเลือดได้อย่างไร สามารถบรรเทาความเจ็บปวดจากอาการของโรคต่าง ๆ ได้จริงหรือไม่ ในปัจจุบันประสิทธิภาพของการฝังเข็มยังไม่สามารถอธิบายได้ในทางวิทยาศาสตร์ระดับโมเลกุล แต่ดูเหมือนว่าอาการที่ดีขึ้นจะเป็นสิ่งที่ผู้ป่วยคิดไปเอง

ความเสี่ยงของการฝังเข็ม

การฝังเข็มเป็นการรักษาแบบแพทย์ทางเลือก แม้จะมีความเสี่ยงที่ต่ำ แต่ก็ไม่ควรเลือกใช้แทนการรักษาพยาบาลทั่วไป และควรปรึกษาแพทย์ก่อนการฝังเข็ม โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว ผู้ที่มีอาการเจ็บป่วยอย่างรุนแรง หรือผู้ที่เคยเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการฝังเข้มแล้วอาการไม่ดีขึ้น โดยปกติการรักษาจะทำโดยแพทย์ที่จบทางด้านนี้โดยตรง ต้องมีใบอนุญาตประกอบโรคศิลป์และเป็นแพทย์ที่มีประสบการณ์ ควรรีบไปพบแพทย์หากพบอาการเจ็บ เลือดออกหรือมีอาการช้ำในบริเวณจุดฝังเข็ม วิงเวียนศีรษะ จะเป็นลม และอาจเกิดความเสี่ยงหรือภาวะแทรกซ้อนจากการ ฝังเข็ม ได้ในผู้ป่วยบางราย เช่น

  • การติดเชื้อ เช่น ตับอักเสบ หรือเอชไอวี ในกรณีที่มีการใช้เข็มที่ไม่ผ่านการฆ่าเชื้อ หรือใช้เข็มซ้ำ
  • อาการเจ็บหรืออาจทำให้เลือดออกหรือมีอาการช้ำในบริเวณจุดฝังเข็ม โดยเฉพาะในผู้ที่มีภาวะเลือดออกผิดปกติ และผู้ที่รับประทานยาเจือจางเลือด เช่น วาร์ฟาริน (Warfarin) จะมีความเสี่ยงสูงกว่า
  • อวัยวะภายในได้รับบาดเจ็บ โดยเฉพาะปอด ในกรณีที่มีการฝังเข็มลึกเกินไป แต่มักพบได้น้อยมากในแพทย์ที่มีประสบการณ์
  • ผู้ที่ใช้เครื่องกระตุ้นหัวใจ เพราะในการฝังเข็มอาจมีการกระตุ้นไฟฟ้าร่วมด้วย จะไปแทรกการทำงานของเครื่องกระตุ้นหัวใจ
  • หญิงตั้งครรภ์ การฝังเข็มบางรูปแบบ อาจไปกระตุ้นครรภ์มารดา และส่งผลต่อการคลอดบุตร
สาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis) กล้ามเนื้อลายส่วนที่เสียหายสลายตัวแล้วปล่อยสาร

Rhabdomyolysis หรือ ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อลายส่วนที่เสียหายสลายตัวแล้วปล่อยสารที่อยู่ภายในเซลล์เข้าสู่กระแสเลือดจนอาจทำให้ไตวายได้ หากผู้ป่วยมีอาการเพียงเล็กน้อยควรพักผ่อนและดื่มน้ำมาก ๆ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงอาจต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล

อาการของภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

Rhabdomyolysis อาจส่งผลให้ผู้ป่วยแต่ละรายแสดงอาการแตกต่างกัน ซึ่งอาจมีอาการทางกล้ามเนื้อร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้ โดยอาการที่สำคัญ มีดังนี้

  • กล้ามเนื้ออ่อนแรง โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่บริเวณแขนขา และเคลื่อนไหวลำบาก
  • ปวดกล้ามเนื้อบริเวณหัวไหล่ หลังส่วนล่าง หรือต้นขา
  • ปัสสาวะเป็นสีน้ำตาลแดงหรือสีเหมือนน้ำโคล่า

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจพบได้ มีดังนี้

  • กระหายน้ำ ปัสสาวะน้อย
  • รู้สึกไม่สบาย อ่อนเพลีย มีไข้
  • น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นโดยไม่มีสาเหตุ
  • มีรอยฟกช้ำตามตัว
  • ปวดตามข้อ
  • ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน
  • หัวใจเต้นเร็ว
  • สับสน กระวนกระวาย
  • ชัก หมดสติ

ภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย (Rhabdomyolysis)

สาเหตุของภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

Rhabdomyolysis เกิดจากกล้ามเนื้อลายส่วนที่เสียหายสลายตัวแล้วปล่อยสารไมโอโกลบินเข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งหากมีสารนี้ในปริมาณมากเกินไปจะส่งผลให้ไตเกิดความเสียหายได้

โดยปัจจัยที่อาจทำให้เกิดภาวะนี้ ได้แก่

  • ความผิดปกติทางพันธุกรรมของกล้ามเนื้อ
  • ความผิดปกติเกี่ยวกับระบบการเผาผลาญอาหาร  ufabet24  เช่น ร่างกายเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตและไขมันผิดปกติ ขาดความสมดุลของเกลือแร่ในร่างกาย ภาวะเลือดเป็นกรดจากเบาหวาน หรือไฮโปไทรอยด์
  • ภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง
  • อุณหภูมิร่างกายสูงหรือต่ำผิดปกติ ซึ่งอาจเกิดจากภาวะมีไข้สูง โรคลมแดด ไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก
  • กล้ามเนื้อขาดเลือดหรือตาย กล้ามเนื้อสั่นอย่างรุนแรง กล้ามเนื้ออักเสบ อาการชักเกร็ง
  • การออกกำลังกายที่ต้องออกแรงมาก หรือการออกกำลังกายต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานอย่างวิ่งมาราธอน
  • อุบัติเหตุ เช่น รถชน ไฟช็อต หรือฟ้าผ่า เป็นต้น
  • การติดเชื้อแบคทีเรีย หรือการติดเชื้อไวรัส เช่น ไข้หวัดใหญ่ เริม และเอชไอวี เป็นต้น
  • การได้รับสารพิษ เช่น พิษงูกัด เป็นต้น
  • การใช้ยาบางชนิดอย่างยากลุ่มสแตติน เช่น อะทอร์วาสแตติน โรสวาสแตติน และปราวาสแตติน เป็นต้น หรือยาอื่น ๆ เช่น ยาสลบแบบสูดดม เซฟาโลสปอริน โคลชิซิน หรืออิริโทรมัยซิน เป็นต้น
  • การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมาก
  • การใช้สารเสพติด เช่น ยาบ้าหรือแอมเฟตามีน โคเคน เฮโรอีน ยาอีหรือเอ็คซ์ตาซี เป็นต้น

การวินิจฉัยภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

แพทย์จะตรวจร่างกายผู้ป่วยโดยตรวจดูอาการกดเจ็บของกล้ามเนื้อลายมัดใหญ่โดยเฉพาะบริเวณที่มีอาการปวด อีกทั้งอาจต้องตรวจหาสารต่าง ๆ ในเลือดและปัสสาวะ ดังนี้

  • โพแทสเซียม ซึ่งจะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเมื่อกล้ามเนื้อเกิดความเสียหาย
  • แคลเซียม การบาดเจ็บของกล้ามเนื้อส่งผลให้ปริมาณแคลเซียมในเลือดลดน้อยลง
  • ครีอะตินีน เป็นสารที่เกิดจากการสลายตัวของกล้ามเนื้อ โดยถูกกำจัดออกจากร่างกายผ่านทางไต
  • ครีเอทีนไคเนส เป็นเอนไซม์ที่พบในกล้ามเนื้อลาย สมอง และหัวใจ โดยจะตรวจพบสารนี้ในปริมาณสูงหากกล้ามเนื้อเกิดการสลายตัว
  • ไมโอโกลบิน เป็นโปรตีนที่เกิดจากกระบวนการสลายตัวของกล้ามเนื้อเช่นกัน

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

ผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงสามารถดูแลอาการและรักษาตัวเองได้ที่บ้านด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น ลดการออกแรง พักผ่อนมาก ๆ เพื่อให้กล้ามเนื้อฟื้นตัว ดื่มน้ำหรือรับประทานอาหารเหลวในปริมาณมากเพื่อป้องกันไตเสียหาย เป็นต้น

ส่วนผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ซึ่งอาจต้องรักษาตัวในหน่วยไอซียูหรือห้องดูแลผู้ป่วยหนัก เพื่อให้ได้รับการดูแลและรักษาอาการต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ดังนี้

  • การให้สารน้ำทดแทน เป็นการรักษาที่สำคัญที่สุด โดยแพทย์อาจให้น้ำเกลือหรือสารน้ำที่ผสมยาไบคาร์บอเนตแก่ผู้ป่วยทางหลอดเลือดดำ เพื่อทดแทนของเหลวในร่างกายและช่วยกำจัดสารไมโอโกลบินออกจากไต ซึ่งช่วยรักษาการทำงานของหัวใจและอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกาย
  • การใช้ยา แพทย์อาจให้ยาไบคาร์บอเนตหรือยาขับปัสสาวะบางชนิดเพื่อช่วยให้ไตทำงานเป็นปกติร่วมกับรักษาภาวะขาดสมดุลของเกลือแร่ เช่น โพแทสเซียมในเลือดสูง หรือแคลเซียมในเลือดต่ำ เป็นต้น
  • การฟอกไต ใช้ทดแทนการทำงานของไตเพื่อช่วยกำจัดของเสียออกจากร่างกายในกรณีที่เนื้อไตเสียหายหรือเกิดไตวายเฉียบพลัน
  • การผ่าตัด ใช้รักษาความตึงหรือแรงกดที่ทำให้เกิดภาวะขาดการไหลเวียนของเลือดในกล้ามเนื้อ ในกรณีที่ผู้ป่วยมีเส้นประสาทเสียหายหรือกล้ามเนื้อตายจากภาวะความดันในกล้ามเนื้อสูงผิดปกติ
  • การรักษาอื่น ๆ แพทย์อาจพิจารณาวิธีการรักษาอื่น ๆ หากผู้ป่วย Rhabdomyolysis กำลังใช้ยารักษาโรคหรือมีโรคประจำตัวอื่น ๆ เช่น โรคเบาหวาน หรือภาวะไทรอยด์ชนิดต่าง ๆ เป็นต้น ซึ่งผู้ป่วยต้องปรึกษาแพทย์เพื่อหยุดใช้ยาหรือปรับยาให้เหมาะสม

ส่วนใหญ่แล้วผู้ป่วยสามารถหายเป็นปกติได้ โดยผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับอาหารหรือกิจกรรมที่ควรหลีกเลี่ยงภายหลังการรักษา รวมทั้งปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัดเพื่อป้องกันการกลับมาป่วยซ้ำอีกครั้ง

 

ภาวะแทรกซ้อนของภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

ภาวะแทรกซ้อนของ Rhabdomyolysis ที่พบได้บ่อย มีดังนี้

  • ความดันในกล้ามเนื้อสูงผิดปกติ ซึ่งอาจส่งผลให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก และอาจทำให้เนื้อเยื่อในบริเวณนั้นเสียหาย
  • ขาดสมดุลของสารต่าง ๆ ในเลือดจนอาจเป็นอันตรายได้ เช่น ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูงที่อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะหรือหัวใจหยุดเต้นได้ เป็นต้น
  • ตับทำงานผิดปกติ
  • ไตเสียหายถาวรหากเนื้อไตเสียหายมาก หรือไตวายเฉียบพลัน
  • ช็อกจากภาวะความดันโลหิตต่ำ
  • เสียชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม

การป้องกันภาวะกล้ามเนื้อลายสลาย

โดยทั่วไป Rhabdomyolysis สามารถป้องกันได้ ดังนี้

  • ดื่มน้ำทันทีเมื่อรู้สึกกระหาย พกน้ำดื่มติดตัวไว้เสมอเพื่อไม่ให้ร่างกายขาดน้ำ
  • ดื่มน้ำมาก ๆ ทั้งในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังออกกำลังกาย เพื่อให้ปัสสาวะเจือจางและช่วยให้ไตขับสารไมโอโกลบินออกจากร่างกาย
  • ดื่มน้ำในปริมาณมากขึ้นหากออกแรงมากจนกล้ามเนื้อเสียหายหรือได้รับบาดเจ็บ โดยผู้ที่มีภาวะกล้ามเนื้อเสื่อมอาจดื่มน้ำมากกว่าคนทั่วไปหลังทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมาก ๆ
  • ไปพบแพทย์หากมีอาการป่วยหรือสงสัยว่าตนเองอาจป่วยเป็น Rhabdomyolysis