การตรวจ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (ULTRASOUND 4D)

การตรวจ อัลตราซาวด์ ระหว่างตั้งครรภ์มีประโยชน์ในการตรวจความผิดปกติของโครงสร้างของร่างกายทารกในครรภ์ (Fetal Structural Abnormality) โดยเฉพาะโครงสร้างหลัก (Major Structures) ได้แก่ กระโหลกศีรษะ เนื้อสมอง โครงกระดูก แขนขา ช่องอก เนื้อปอด หัวใจ ผนังหน้าท้อง อวัยวะหลักภายในช่องท้อง เช่น ตับ ไต ความผิดปกติของลำไส้บางชนิด กระเพาะปัสสาวะ เป็นต้น
ประเภทของการตรวจอัลตราซาวด์
อัลตราซาวด์2 มิติ (2D)
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D)
อัลตราซาวด์4 มิติ (4D)

อัลตราซาวด์2 มิติ (2D) เป็นการส่งคลื่นเสียงและรับภาพในแนวระนาบ หรือมี 2 มิติ คือ เหมือนภาพหน้าตัดตามขวางหรือยาวของวัตถุ ทำให้ภาพที่ปรากฏไม่มีความลึกที่เสมือนวัตถุจริง มีความละเอียดน้อยกว่าอัลตราซาวด์ 3 มิติ หรือ 4 มิติ รวมทั้งไม่สามารถเก็บภาพต่อเนื่องและวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวแบบอัลตราซาวด์ 4 มิติ
อัลตราซาวด์3 มิติ (3D) เป็นการสแกนภาพหรือวาดตามองบริเวณผิวนอกเหมือนเราดูวัตถุ หรือดูคนก็จะเห็นผิวนอกของคนนั้นเป็นภาพ 3 มิติ คือมีความกว้าง ความยาว และความลึก หัวตรวจ และอุปกรณ์ประมวลผลจะมีความซับซ้อนมากขึ้น โดยหัวตรวจจะส่งคลื่นเสียงในลักษณะหลายระนาบ จะเห็นลักษณะของพื้นผิว แสดงภาพเสมือนวัตถุจริง คือ แสดงลักษณะพื้นผิวเป็น 3 มิติ แต่เป็นภาพนิ่ง
การตรวจอัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) เป็นคลื่นเสียงความถี่สูง ถูกส่งผ่านวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหว มีการเก็บข้อมูลต่อเนื่องตามระยะเวลาที่ตรวจ จึงสามารถเห็นทารกเคลื่อนไหวอยู่ในครรภ์มารดาเสมือนจริงแบบ Real-time สามารถเห็นกริยา อาการ และอิริยาบถที่กำลังกระทำอยู่ในขณะตรวจครรภ์ เช่น การหาว การขยับนิ้ว การหันหน้า การได้ยินเสียงหัวใจลูกน้อยเต้น เป็นต้น ที่ดูต่อเนื่องกันไปเป็นภาพเคลื่อนไหวเหมือนดูภาพยนตร์ซึ่งต่างจากอัลตราซาวด์ 3 มิติ ช่วยให้สามารถศึกษาพฤติกรรมต่างๆ ของทารกในครรภ์ได้อย่างชัดเจน นอกจากนี้ อัลตราซาวด์ 4 มิติ (4D) จะเป็นภาพที่ดูง่ายสำหรับบุคคลทั่วไป และเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวินิจฉัยความผิดปกติของอวัยวะภายนอก เช่น ปากแหว่ง นิ้วมือ เท้าเกิน เป็นต้น การที่คุณพ่อคุณแม่สามารถมองเห็นลูกน้อยได้ อ่านเพิ่มเติม

แนวทางการดูแลตนเองหลังให้คีโม (เคมีบำบัด) ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโต

เคมีบำบัด คือ การนำสารเคมีหรือยามาใช้ในการรักษามะเร็ง ยาเหล่านี้ถือว่าเป็นยาต่อต้านมะเร็ง ยาเคมีบำบัดจะเข้าไปขัดขวางขบวนการเจริญเติบโตของวงจรชีวิตเซลล์ทำให้เซลล์ตาย ยาแต่ละตัวออกฤทธิ์แตกต่างกัน ในการรักษาผู้ป่วยมะเร็งอาจให้การรักษาด้วยยาเคมีบำบัดอย่างเดียว บางแผนการรักษาประกอบด้วยยาหลายชนิดที่ให้ร่วมกัน หรือให้ร่วมกับการรักษาวิธีอื่นเมื่อให้ยา เคมีบำบัด เข้าสู่ร่างกายจะไปทำลายเซลล์มะเร็ง เเละทำลายเซลล์ปกติบางส่วนทำให้มีผลกระทบต่อเซลล์ปกติด้วย โดยเฉพาะเซลล์ที่มีการเจริญและแบ่งตัวอย่างรวดเร็ว เช่นเซลล์เยื่อบุทางเดินอาหาร, เม็ดเลือด, เส้นผม และระบบสืบพันธุ์ (รังไข่, ลูกอัณฑะ) ดังนั้น จึงเป็นสาเหตุของอาการข้างเคียงหรืออาการไม่พึงประสงค์ระยะหนึ่งในระหว่างการให้ยาแต่ละชุด
อาการข้างเคียงที่พบบ่อย เช่น คลื่นไส้อาเจียน, ผมร่วง, แผลในปาก, ปริมาณเม็ดเลือดลดลง เป็นต้น อาการข้างเคียงที่ต้องปรึกษาแพทย์ เช่น มีเลือดออกหรือเป็นแผลในปากมาก, มีผื่นหรืออาการแพ้, มีไข้ หนาวสั่น, ปวดมากบริเวณที่ฉีด, หายใจลำบาก, ท้องเดินหรือท้องผูกอย่างรุนแรง, ปัสสาวะหรืออุจจาระมีเลือดปน
วิธีปฏิบัติตนเมื่อมีอาการข้างเคียง
• รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย
• รับประทานครั้งละน้อยๆ แต่บ่อยครั้ง
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด มีไขมัน และของทอดทุกชนิด
• ทำความสะอาดปากและฟันหลังอาหารทุกมื้อ
• ถ้ารู้สึกคลื่นไส้ ให้พักผ่อนและสูดหายใจยาวๆ ลึกๆ ช้าๆ
• ควรรีบปรึกษาแพทย์ หากมีอาการคลื่นไส้และอาเจียนมากตลอดวัน และรับประทานอาหารได้น้อยมาก

รับมือ 8 อาการข้างเคียงจากการให้เคมีบำบัด
1. ผมร่วง
• ควรตัดผมสั้นเพื่อสะดวกในการดูแล
• ใช้แชมพูสระผมชนิดอ่อนๆ เช่น แชมพูเด็ก และไม่ควรสระผมบ่อย
• ใช้แปรงที่มีขนนิ่มๆแปรงผม หรือหวีที่มีซี่ฟันห่างๆ และอย่าหวีผมบ่อย
• ห้ามไดร์ผม ดัดผม หรือย้อมผม
• ควรปรึกษากับแพทย์ก่อนว่าควรต้องใช้วิกผมหรือไม่
• ควรเตรียมวิกผมไว้ล่วงหน้าก่อนผมร่วงหมด เพราะวิกผมที่เตรียมไว้จะเข้ากับรูปหน้าที่มีผมตาม ธรรมชาติมากกว่าซื้อวิกผมเมื่อผมร่วงมากแล้ว

2. แผลในปาก
• ใช้แปรงฟันที่มีขนอ่อนนุ่ม และบ้วนปากทุกครั้งหลังรับประทานอาหารทุกมื้อ
• รับประทานอาหารอ่อนๆ
• อมน้ำแข็งบด จะช่วยให้รู้สึกสบายขึ้น
3. ท้องเสีย
• รับประทานอาหารที่สะอาดและปรุงสุกแล้ว
• ควรรับประทานอาหารที่มีกากใยน้อย เช่น กล้วย
• รับประทานอาหารอ่อนๆ ย่อยง่าย ครั้งละน้อยๆ
• หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เกิดแก๊ส เช่น ถั่ว โซดา
• ควรงดดื่มนม ชา และกาแฟ ตลอดจนน้ำผลไม้ทุกชนิด
• ดื่มน้ำมากๆ เช่น น้ำอุ่นๆ น้ำชาอุ่นๆ เป็นต้น
• รับประทานยาแก้ท้องเสียตามคำสั่งแพทย์
4. ท้องผูก
• รับประทานอาหารที่มีกากใยมาก เช่น ผัก และผลไม้ ข้าวกล้อง หรือข้าวซ้อมมือ
• ดื่มน้ำมากๆ วันละไม่ต่ำกว่า 3 ลิตร อาจจะเป็นน้ำผลไม้ก็ได้
• ออกกำลังกายให้เพียงพอและสม่ำเสมอ
• ใช้ยาถ่าย หรือ ยาระบาย ตามคำสั่งแพทย์
5. ผิวหนังและเล็บ
• ยาบางชนิดทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง และเล็บ ผิวหน้าอาจมีฝ้าขึ้น หรือสีคล้ำ ผิวหนังแห้งเล็บมีรอยดำคล้ำ อาการเหล่านี้จะเกิดขึ้นชั่วคราว
• หลีกเลี่ยงการถูกแสงแดดจ้า ด้วยการสวมเสื้อแขนยาว ใช้ร่ม หรือสวมหมวก
• ทายากันแดดที่หน้า เพื่อป้องกันฝ้า
• ทาครีมหรือน้ำมันที่ผิวหนังเพื่อช่วยให้ชุ่มชื่น อ่านเพิ่มเติม

ใช้ ทิชชู่เปียก ให้ปลอดภัยให้สอดคล้องสถานะการณ์ปัจจุบัน

ชื่อว่าสาวๆ รักสะอาดนิยมพก ทิชชู่เปียก ติดตัว ใช้ทั้งเช็ดทำความสะอาดร่างกายในเวลาเข้าห้องน้ำ หรือแม้แต่เช็ดหน้า ล้างเครื่องสำอางหรือใช้แทนผ้าเย็น ผลิตภัณฑ์ทิชชูเปียก จะมีส่วนผสมของสารกันบูดและยีสต์ เพื่อช่วยป้องกันการเติบโตของแบคทีเรีย และเพื่อให้เก็บไว้ได้นาน ตามที่เราเห็น
ในปัจจุบัน ทิชชูเปียกมีวางขายทั้งในร้านขายเครื่องสำอาง ร้านสะดวกซื้อ หรือแม้แต่ร้านขายของจิปาถะตามตลาดนัด ถึงการสำรวจจะไม่พบการปนเปื้อนเชื้อจุลินทรีย์ แบคทีเรีย และเชื้อรา แต่กลับพบว่ามีจำนวนรวมของแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อราเกินกว่าค่ามาตรฐาน โดยคาดว่ามาจากกระบวนการผลิต
ดังนั้น เราควรเลือกซื้อทิชชู่เปียกที่มีบรรจุภัณฑ์ได้มาตรฐาน มีฉลากภาษาไทย จดแจ้ง อย.บอกส่วนผสม วัน เดือน ปีที่ผลิตอย่างครบถ้วนด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้ผู้ที่เป็นภูมิแพ้ผิวหนัง มีโอกาสแพ้สารกันบูดในทิชชูเปียกได้มากกว่าคนอื่นๆ อ่านเพิ่มเติม

ANTIOXIDANT สารต้านอนุมูลอิสระ จำเป็นต่อเรามากแค่ไหน?

สารต้าน อนุมูลอิสระ (antioxidant) คือ สารที่สามารถยับยั้ง หรือชะลอการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชัน (oxidation) ซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดอนุมูลอิสระ (free radical) เช่น การเกิดออกซิเดชันของลิพิด (lipid oxidation)
“antioxidant” สามารถแบ่งตามกลไกการยับยั้งได้เป็น 3 ชนิด คือ
Preventive antioxidant ป้องกันการเกิดอนุมูลอิสระ
Scavenging antioxidant ทำลายหรือยับยั้งอนุมูลอิสระที่เกิดขึ้น
Chain breaking antioxidant ทำให้ลูกโซ่ของการเกิดอนุมูลอิสระสิ้นสุดลง หรือการช่วยชะลอการเกิด “ออกซิเดชั่น” ซึ่งเป็นตัวทำให้เราแก่เร็ว ริ้วรอยมากขึ้น และเจ็บป่วยได้ง่าย
ทั้งนี้ “อนุมูลอิสระ” คือ สารที่เกิดจากกระบวนการเผาผลาญอาหารในร่างกาย รวมถึงจากมลพิษต่างๆ จากสภาพแวดล้อมรอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ ควันรถยนต์ โอโซน โลหะหนัก ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะเข้ามาทำลายโครงสร้าง และหน้าที่ของผนังเซลล์ ก่อเกิดความผิดปกติ เซลล์ถูกทำลายและเสื่อมได้เร็ว เกิดเป็นโรคชรา หรือแก่ก่อนวัย โรคภัยต่างๆ สามารถเกิดได้ง่ายขึ้น อาทิ โรคหลอดเลือด และ หัวใจขาดเลือด ร่วมถึงโรคที่เกิดจากความเสื่อมของระบบต่างๆ ในร่างกาย อีกทั้งยังสามารถ เกิดการกลายพันธุ์ของเซลล์ที่ ที่พัฒนาไปสู่เซลล์มะเร็งได้
ที่สำคัญ คือ ร่างกายของเราสร้าง อนุมูลอิสระนี้ตลอดเวลา เซลล์ต่างๆ จะเสื่อมลงเรื่อยๆแบบไม่มีวันหยุด เราจึงแก่ลงทุกวัน ร่างกายก็จะเสื่อมสภาพถดถอยลง ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีกลไกในการควบคุมสารนี้ เพื่อให้ลุกลามได้ช้าลง ทำร้ายร่างกายของเราช้าลง
7 ประโยชน์สำคัญของสารต้านอนุมูลอิสระ

1.ชะลอกระบวนการแก่ชรา
2.ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็ง
3.ลดภาวะอาการอัลไซเมอร์
4.ลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย อ่านเพิ่มเติม

พฤติกรรม “ติดเค็ม” เสี่ยงมะเร็งกระเพาะอาหาร

นอกจากสารเคมี อาหารไขมันสูง อาหารหมักดอง ทำให้เราเสี่ยงเป็นมะเร็งแล้ว รู้มั้ยว่าแค่อาการ “ ติดเค็ม ”ก็ทำให้เรามีโอกาสเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารโดยไม่ทันตั้งตัวได้เช่นกัน
แค่ “ ติดเค็ม ” ก็เป็นเรื่องใหญ่
ลองสังเกตตัวเองสิว่า เราเคยเป็นแบบนี้บ้างไหม
เติมน้ำปลา หรือซีอิ๊วทุกครั้งก่อนชิมอาหาร
กินข้าวไป เหยาะพริกน้ำปลาไปแทบทุกคำ
ชอบกินขนมกรุบกรอบที่มีรสเค็ม
ชอบกินอาหารสำเร็จรูป (ซึ่งส่วนใหญ่จะมีรสเค็ม)
ชอบกินอาหารหมักดองเป็นพิเศษถ้าใช่แม้เพียงข้อเดียว ก็อาจทำให้คุณมีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งเพราะ “ติดเค็ม” ได้แล้ว

ทำไม “ติดเค็ม” ถึงอันตราย
นอกจากพฤติกรรมการชอบปรุงอาหารให้มีรสเค็ม ร่วมกับการชอบรับประทานอาหารที่มีรสเค็มอย่างอาหารสำเร็จรูป อาหารหมักดอง ขนมกรุบกรอบ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารที่มีโซเดียมสูง ยิ่งรับประทานเป็นประจำอย่างต่อเนื่อง ก็เท่ากับว่าร่างกายมีการสะสมของโซเดียมเหล่านี้เป็นจำนวนมาก ผลที่ได้นั้นเกินกว่าที่หลายคนคาดไว้มาก คือจะทำให้มีโอกาสเสี่ยงเป็นมะเร็งกระเพาะอาหาร รวมไปถึงหลอดอาหารได้ง่ายๆ เพราะเมื่อไหร่ที่ร่างกายเราได้รับปริมาณโซเดียมที่มากจนเกินไป จะส่งผลให้ปริมาณเกลือโพแทสเซียมลดลง และนั่นจึงเป็นสาเหตุทำให้ภูมิต้านทานในร่างกายลดลง ยิ่งถ้าคนที่มีอาการติดเค็มแบบนี้นานๆ ก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารและหลอดอาหารได้มากกว่าคนอื่นหลายเท่านั่นเอง นี่ยังไม่รวมกับอาหารอื่นๆ ที่มีปริมาณโซเดียมปนอยู่แล้วด้วยนะ อ่านเพิ่มเติม

ALMOND ต้านโรคหัวใจ

อัลมอนด์
มีคุณประโยชน์ต้าน โรคหัวใจ เนื่องจากมีส่วนประกอบสำคัญอย่างกรดไขมันที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ทั้งกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวและเชิงซ้อน ซึ่งจะช่วยเพิ่มระดับ HDL หรือไขมันดี และลดระดับ LDL ไขมันเลวในร่างกายลง ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอล และจำเป็นต่อกระบวนการทำงานของร่างกาย สามารถรับประทานได้ทุกวัน เพื่อช่วยป้องกันการเกิดโรคหัวใจ
จากผลการวิจัยระบุว่า การรับประทานอัลมอนด์เพียงวันละ 1 หยิบมือ ช่วยลด LDLได้ถึง 4.4% และถ้ารับประทาน 2 หยิบมือต่อวัน ช่วยลด LDL ได้ถึง 9.4% อ่านเพิ่มเติม

อาการเวียนหัว พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน เกิดอาการเหล่านี้มีหลากหลาย

อาการเวียนหัว มึนงง นับว่าเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน ปัจจัยที่ก่อให้เกิดอาการเหล่านี้มีหลากหลาย และมีสาเหตุมาจากหลายโรคที่ซับซ้อน อาการเวียนหัวมี 2 ลักษณะ คือ
อาการมึนเวียนศีรษะ (Dizziness) มีความหมายรวมตั้งแต่อาการมึนศีรษะไปจนถึงอาการวิงเวียนศีรษะ เวียนหัว ซึ่งเป็นอาการไม่เฉพาะเจาะจง เกิดได้จากโรคต่างๆ เช่น โรคทางระบบไหลเวียนเลือด โรคทางระบบประสาท ภาวะโลหิตจาง เป็นต้น
อาการเวียนหัว ศีรษะบ้านหมุน (Vertigo) หมายถึง เฉพาะอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุน หรือโคลงเคลงเท่านั้น
หากผู้ป่วยมาด้วยอาการเวียนศีรษะ ต้องถามประวัติให้ชัดเจนว่าอาการที่ผู้ป่วยหมายถึงนั้น คืออะไร เพราะในผู้ป่วยบางรายอาจหมายถึงอาการมึนศีรษะ (Dizziness) หรืออาจหมายถึงอาการหน้ามืดคล้ายจะเป็นลม แม้กระทั่งอาการปวดที่เกิดจากความเครียด ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการปวดรัดหนักรอบศีรษะก็อาจใช้คำว่าเวียนศีรษะได้เช่นกัน ในผู้ป่วยที่มีอาการมึนศีรษะมักจะมีอาการเวียนหัวเบาๆ หรือหนัก จะไม่มีความรู้สึกหมุน อาการมึนศีรษะนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น มีความดันตกในท่ายืน (Postural Hypotension) ผู้ที่มีอาการคล้ายจะเป็นลม (Near Syncope) ผู้ที่มีภาวะหายใจเร็วกว่าปกติ (Hyperventilation) ส่วนผู้สูงอายุที่มาด้วยอาการมึนศีรษะมักจะเกิดจากความผิดปกติของประสาทสัมผัสที่เกี่ยวข้องกับการทรงตัวหลายอย่างร่วมกัน ที่เรียกว่า (Multiple Sensory Deficits) ได้แก่ การมองเห็นลดลง ประสาทหูไม่ดี และความผิดปกติของการรับรู้อากัปกิริยา (Proprioception) ผู้ป่วยเหล่านี้มักจะมีอาการมึนศีรษะโดยเฉพาะเวลาเดิน หรือทรงตัว อาการเวียนหัวบ้านหมุน หรือวิงเวียนศีรษะ (Vertigo) เป็นอาการที่เกิดขึ้นเนื่องจากกระบวนการรับรู้เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกายผิดปกติไป อาจเป็นความรู้สึกว่าตัวเองมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไป หรือรู้สึกว่าสิ่งแวดล้อมผิดปกติก็ได้ โดยทั่วไปผู้ป่วยมักจะบรรยายว่ามีการเห็นสิ่งรอบตัวเอียง หมุน หรือตัวเองหมุนไปรอบๆ ในบางครั้งจะมีความรู้สึกโคลงเคลงเหมือนอยู่ในเรือ มีอาการวิงเวียน และเห็นพื้น หรือเพดานหมุน ที่เราเรียกกันติดปากว่า อาการบ้านหมุนมักเป็นเพียงชั่ววูบ เวลามีการเคลื่อนไหวศีรษะ (ก้ม-เงย หันซ้าย-ขวา) อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วย เมื่อตั้งคอตรง หรือนอนนิ่งๆ จะรู้สึกดีขึ้น
สาเหตุ ของอาการเวียนหัว
สาเหตุของความผิดปกตินี้ เกิดได้ตั้งแต่ความผิดปกติของระบบการทรงตัวส่วนปลาย (หูชั้นใน และเส้นประสาทการทรงตัว) หรือระบบการทรงตัวในระบบประสาทส่วนกลาง
หินปูนในหูชั้นในเคลื่อน หรือเวียนศีรษะขณะเปลี่ยนท่า (Benign Paroxysmal Positioning Vertigo: BPPV) เป็นโรคที่ทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของหูชั้นใน พบมากในผู้สูงอายุ อาการเฉพาะของโรคนี้ คือ เวียนศีรษะบ้านหมุนที่เกิดขึ้นทันทีทันใดในขณะเปลี่ยนท่าทางของศีรษะ เช่น ระหว่างกำลังล้มตัวลงนอน หรือลุกจากที่นอน เงยหน้า ก้มหยิบของ เป็นต้น อาการมักจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ เป็นแค่ช่วงวินาทีที่ขยับศีรษะ และจะค่อยๆ หายไป ผู้ป่วยโรคนี้จะไม่มีอาการหูอื้อ ไม่พบการสูญเสียการได้ยิน หรือเสียงผิดปกติในหู (ยกเว้นในรายที่เป็นโรคหูอยู่ก่อนแล้ว) รวมถึงไม่มีอาการทางระบบประสาท เช่น แขน ขาชา หรืออ่อนแรง
น้ำในหูชั้นในผิดปกติ หรือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s Disease) เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นในโดยยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบว่ามาจากความผิดปกติของน้ำที่อยู่ภายในหูชั้นใน ซึ่งทำให้ผู้ป่วยเกิดอาการเวียนศีรษะแบบรู้สึกหมุนอย่างรุนแรง ร่วมกับมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนและาการเดินเซ ตากระตุก ร่วมด้วย หรืออาการวิงเวียนมากจนลุกนั่ง และเดินไม่ไหวสูญเสียสมดุลของร่างกาย ทำให้เซ หรือล้มได้ง่าย อาการเวียนศีรษะที่เกิดจากโรคนี้อาจนานเป็นนาทีจนถึงหลายชั่วโมง ซึ่งในระหว่างที่เกิดอาการผู้ป่วยควรอยู่นิ่งๆ ไม่ขยับศีรษะ เพราะอาจทำให้มีอาการเวียนศีรษะเพิ่มขึ้นได้ นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจมีการได้ยินลดลง และมีเสียงดังในหู บางครั้งพบอาการหูอื้อได้ด้วย อ่านเพิ่มเติม

คนอ้วนนอน กรน เสี่ยงหยุดหายใจขณะหลับอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ที่มาของเสียงกรนเกิดได้จากหลายปัจจัย แต่สาเหตุสำคัญที่นำไปสู่การ กรน คือ โรคความดันโลหิต เบาหวาน โรคหัวใจ โรคนอนกรน รวมถึงโรคอ้วน เสียงกรนเกิดจากการที่อากาศเคลื่อนตัวผ่านทางเดินหายใจที่แคบลง โดยเฉพาะคนอ้วน หรือ มีโครงสร้างของใบหน้าในลักษณะคางสั้น ส่งผลให้ทางเดินหายใจส่วนต้นบริเวณโคนลิ้นและเพดานปากหย่อนลง และตกลงไปปิดกั้นทางเดินหายใจ ดังนั้น จึงเกิดเสียงกรน จากการพยายามให้แรงดันอากาศผ่านช่องทางเดินหายใจที่แคบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในท่านอนหงาย ลักษณะของโคนลิ้นจะตกไปกั้นทางเดินของอากาศที่อยู่ด้านหลังมากยิ่งขึ้น ส่งผลสู่ภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น และหยุดหายใจขณะหลับ ซึ่งหมายถึงการไม่มีอากาศไหลผ่านทางเดินหายใจส่วนบน หรือหยุดหายใจได้

คนอ้วนกับอาการนอนกรนมักเป็นของคู่กัน จริงๆ แล้วเสียงกรนมิใช่แค่เสียงที่ชวนรำคาญ แต่ยังกระทบกับคุณภาพการนอนเสี่ยงทางเดินหายใจอุดกั้น หรือ ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive Sleep Apnea) สิ่งที่สังเกตได้ว่าภาวะการนอนในคืนนั้นๆ ของตัวเองเกิดภาวะทางเดินหายใจอุดกั้น และหยุดหายใจขณะหลับไปชั่วขณะหรือไม่ อ่านเพิ่มเติม

แบบไหนที่ใช่ สำหรับคุณ ปวดศีรษะ

อาการ ปวดศีรษะ ทั้ง ปวดศีรษะ จี๊ดๆ ปวดตุบๆ และอีกสารพัดปวด ซึ่งรูปแบบและอาการที่เกิดขึ้นนี้มีสาเหตุหลากหลายออกไป ทั้งจากความเครียด กิจวัตรประจำวัน อาหาร ระยะเวลาการพักผ่อน รวมถึงโรคภัยต่างๆ มาดูกันว่าอาการปวดศีรษะที่คุณเผชิญอยู่มาจากปัจจัยใดบ้าง? และอันตรายมากน้อยแค่ไหน?

อันตรายถึงชีวิต หากมีอาการปวดศีรษะแบบนี้
ตื่นเช้ามาแล้วปวดศีรษะเลย
ปวดในช่วงเวลาที่เบ่ง หรือถ่ายอุจจาระ
ปวดศีรษะที่มาพร้อมอาการมองไกลๆ อาจเห็นเป็นภาพเบลอ ซ้อนจาก1คน เห็นเป็น 2 คน
มีไข้ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียน พร้อมกับอาการปวดศีรษะ
ลักษณะนี้เข้าข่าย อาการปวดศีรษะกลุ่มร้ายแรง (Organic Headache) ที่ต้องรีบพบแพทย์เพื่อค้นหาสาเหตุ แนะนำให้คุณสังเกตตัวเองหากมีอาการปวดศีรษะอยู่บ่อยครั้ง ปวดเวลาไหน ปวดแบบใดถ้าการปวดนั้นต่างจากอาการปวดที่เคยเป็นแล้วหาย กลายเป็นอาการปวดศีรษะที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีช่วงเวลาหายปวด หรือมีความถี่และความรุนแรงมากขึ้นอาจบ่งชี้ถึงโรคที่อาจจะเกิดได้ เช่น เลือดออกในสมอง เนื้องอกในสมอง เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ต้อหิน หรือ ภาวะน้ำในโพรงสมองอุดตัน เป็นต้น

อาการปวดศีรษะแบบธรรมดา ไม่ร้ายแรง (Functional headache) สามารถเกิดขึ้นได้หลายสาเหตุ ระดับความปวดมากน้อยลดหลั่นกันไป เช่น
ปวดศีรษะจากภาวะกล้ามเนื้อบีบเกร็ง อาจมีอาการปวดศีรษะอยู่นานเป็นชั่วโมงหรือเป็นวันก็ได้ บางรายอาจรู้สึกคลื่นไส้ พะอืดพะอม ตาพร่านิดๆ อาการปวดศีรษะนี้ถือว่าเป็นการปวดศีรษะทั่วไป มักสัมพันธ์กับช่วงอากาศร้อน นอนไม่หลับ เครียด ทำงานอยู่ในท่าเดิมนานๆ ใช้ตามากๆ มีความวิตกกังวล ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ หรือดื่มชา กาแฟมากเกินไป
ปวดไมเกรน เป็นอาการปวดหัวที่พบบ่อย ลักษณะการปวดจะมาในรูปแบบของการปวดศีรษะข้างเดียว ปวดตุบๆ ข้างเดียวคล้ายจังหวะการเต้นของหัวใจ หรือปวดหนักๆ ข้างเดียวบริเวณเบ้าตา ขมับ ในแต่ละรอบจะมีการปวดย้ายข้าง ขวาบ้าง ซ้ายบ้าง เวลาปวดไมเกรนมักจะปวดค่อนข้างแรง บางครั้งปวดจนทำอะไรไม่ได้เลย อาจมีคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ส่วนใหญ่รับประทานยาพาราเซตามอลแล้วเอาไม่อยู่ ต้องปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาและใช้ยาให้ตรงกับอาการ อ่านเพิ่มเติม

น้ำหนักลดเร็ว หุ่นผอมเร็วเกิน หรืออาจเป็น มะเร็งตับ

ผอมเร็วหรือเป็น มะเร็งตับ
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ใช้ชีวิตแบบเต็มที่ในทุก ๆ วัน ไม่ว่าจะเรื่องงาน เรื่องเที่ยว กินดื่ม นอนดึกตื่นเช้า แต่ยังรู้สึกแข็งแรงปกติดี แล้วอยู่ ๆ วันหนึ่งตื่นขึ้นมากลับรู้สึกอ่อนเพลียเหนื่อยล้า แบบที่แค่ลาป่วยนอนพักอยู่บ้าน หลายวันแล้วก็ยังไม่หาย หรือแม้จะรู้สึกปกติดี แต่ความอยากอาหารกลับลดลง คุณอาจจะคิดว่า เพราะเครียด จนกระทั่งน้ำหนักลดลงเรื่อย ๆ
เกิดอะไรขึ้นนะ?
หลาย ๆ คนคงคิดว่าการน้ำหนักลดลง โดยไม่ต้องออกกำลังกายนั่น น่าจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ความจริงแล้ว อาการไม่อยากอาหารแบบนี้ เป็นสัญญาณเตือนของโรคมะเร็งตับได้ด้วยนะ!
มะเร็งตับเป็นโรคยอดฮิตอันดับหนึ่งของเพศชาย เกิดได้หลายปัจจัย แต่เราสามารถลดเสี่ยงจากเป็นมะเร็งตับได้ ควบคุมปัจจัยภายนอกต่าง ๆ เช่น การดื่มแอลกอฮอล์ ไม่ทานผักและผลไม้ให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย การกลั้นอุจจาระ การนอนดึกเป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้เซลล์เปลี่ยนเป็นเซลล์มะเร็งได้ ที่ไม่แสดงอาการชัดเจนในระยะแรก มีเพียงแค่อาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ระแคะระคายในร่างกายของตัวเอง

น้ำหนักลดลงอย่างต่อเนื่อง คือ หนึ่งในอาการของมะเร็งตับ
อาการไม่อยากอาหาร ท้องอืด รู้สึกเหมือนอาหารไม่ย่อย คลื่นไส้ อาเจียน ดูผิวเผินก็เหมือนกับว่า โรคกะเพาะธรรมดาเท่านั้น แต่สิ่งเหล่านี้เป็นอาการในระยะแรก เป็นแค่อาการป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ทำให้ผู้ป่วยนั้นไม่ได้ระแคะระคายในร่างกายของตัวเอง อ่านเพิ่มเติม