บีทรูท ดีต่อหัวใจ

บีทรูท หรือผักกาดฝรั่ง ผักกาดแดง
สารสีแดง ที่มีชื่อจากผลงานวิจัยว่า บีทานิน (Betanin) ซึ่งเป็นกรดอะมิโน ตัวช่วยในการยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งได้เป็นอย่างดี อีกทั้ง ยังช่วยลดการเติบโตของเนื้องอกได้ ทำให้เลือดลม และระบบการไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดียิ่งขึ้น ผลของบีทรูทยังช่วยลดค่าความดันเลือด และภาวะหลอดเลือดแดงแข็งในคนที่มีความดันเลือดสูง
สารสีม่วง ที่มีชื่อจากผลงานวิจัยว่า แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจและอัมพาตได้อีกด้วย เมนูมื้อต่อไปลองนำบีทรูทไปต้ม ปอกเปลือก หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ และใช้เป็นส่วนผสมในสลัด หรือน้ำผลไม้ปั่นก็ได้ การดื่มน้ำคั้นบีทรูทก่อนนอนช่วยล้างสารพิษในร่างกายอีกวิธีหนึ่ง หรือดื่มน้ำบีทรูทคั้นก่อนอาหารเช้าช่วยเป็นยาระบายได้ และยังช่วยแก้ปัญหาอาการประจำเดือนมาไม่เป็นปกติ อ่านเพิ่มเติม

โรค หัวใจพิการแต่กำเนิด พ่อเเม่ต้องค่อยดูเเลเอาใจใส่ลูก

โรค หัวใจพิการแต่กำเนิด
เป็นโรคที่พบบ่อยในเด็ก ประเทศไทยพบประมาณ 5-8 คนจากเด็ก 1,000 คน โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดมีหลายชนิด แต่ละชนิดมีความแตกต่างกันทั้งด้านพยาธิสภาพ และอาการที่แสดง ดังนั้น การรักษาและดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้จึงต้องแตกต่างกันไปด้วย ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพรุนแรง หากได้รับการวินิจฉัยล่าช้า อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

โรค หัวใจพิการแต่กำเนิด ส่วนใหญ่ยังไม่ทราบสาเหตุ แต่สันนิษฐานว่าเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น ความผิดปกติของพันธุกรรมขณะตั้งครรภ์ มีการติดเชื้อ การได้รับยาบางชนิด การใช้สารเสพติด การได้รับรังสี ตั้งครรภ์เมื่อมีอายุมาก และครอบครัวมีประวัติโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ชนิดของโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด แบ่งเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่ม
ชนิดเขียว เป็นอาการที่เกิดจากเลือดดำไหลเข้าสู่เส้นเลือดแดงที่ส่งไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ทำให้เด็กมีลักษณะผิวหนัง หรือกล้ามเนื้อเขียวคล้ำ มักพบอาการเขียวที่เด่นชัดในบริเวณปลายมือ ปลายเท้า ริมฝีปาก และใบหน้า

ชนิดไม่เขียว เป็นอาการที่เกิดจากร่างกายได้รับออกซิเจนที่ส่งมากับเลือดไม่เพียงพอ และหัวใจมีการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้น้อยลง ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถทำกิจกรรมที่ต้องออกแรงมากได้เหมือนคนปกติ ในวัยทารกจะมีอาการเหนื่อยง่ายขณะดูดนม เมื่อเด็กโตขึ้นจะมีอาการเหนื่อยง่ายเมื่อทำกิจกรรมหรือออกแรงทำสิ่งใดๆ หากมีการทำกิจกรรมที่หนักอย่างต่อเนื่องอาจทำให้ร่างกาย และสมองขาดออกซิเจน เป็นลมหมดสติได้ง่าย

อาการโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด
เริ่มจากไม่มีอาการจนถึงอาการรุนแรง อาการที่ผู้ปกครองควรสงสัยว่าบุตรหลานของท่านเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด คือ

เหนื่อยง่าย เมื่อเทียบกับเด็กปกติ
เมื่ออยู่ในวัยทารก พบว่าต้องใช้เวลาดูดนมนาน ดูดนมแล้วพักบ่อย หายใจเร็ว หายใจทางจมูก หรือซี่โครงบาน
สังเกตจากลิ้น เยื่อบุตา ริมฝีปาก ปลายมือ ปลายเท้าเป็นสีคล้ำ
ติดเชื้อทางเดินหายใจ เช่น เป็นหวัด หรือปอดบวมบ่อย
เด็กขาดการเจริญเติบโต หรือโตต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
ลักษณะภายนอกผิดปกติ เช่น กลุ่มอาการดาวน์
หน้าอกผิดรูป ยุบ หรือโป่งมากผิดปกติ นิ้วปุ้ม
หัวใจเต้นเร็ว และแรงผิดปกติ

หากสังเกตว่ามีอาการดังที่กล่าวมาแล้ว ควรปรึกษากุมารแพทย์เฉพาะทางโรคหัวใจเมื่อสงสัยโรคหัวใจพิการ โดยกุมารแพทย์โรคหัวใจจะพิจารณาการตรวจทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม เช่น การตรวจคลื่นหัวใจ เอกซเรย์หัวใจ คลื่นเสียงความถี่สูงหัวใจ และการสวนหัวใจ เพื่อให้ได้การวินิจฉัยที่แน่นอน อ่านเพิ่มเติม

ภาวะการ แพ้แบบรุนแรง

ภาวะการ แพ้แบบรุนแรง (Anaphylaxis)
จากสารก่อภูมิแพ้ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง ถึงขั้นเสียชีวิตได้จริงๆ แล้วภาวะนี้พบไม่บ่อย โดยทั่วไปพบน้อยกว่า 1% ของประชากร แต่ก็พบอุบัติการณ์การเกิดโรคเพิ่มขึ้นทั่วโลกรวมทั้งในประเทศไทย โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ซึ่งยังไม่ค่อยมีผู้ป่วยหรือผู้ปกครองเข้ามาปรึกษาแพทย์มากเท่าที่ควร เพราะยังไม่ตระหนักถึงความรุนแรงของโรคนี้ และขาดการดูแล ป้องกันและรักษาที่ถูกต้อง
สาเหตุของการเกิดโรค
พบว่าในเด็กเกิดจากการแพ้อาหารมากที่สุด ส่วนในผู้ใหญ่พบว่าเกิดจากการแพ้ยา สาเหตุนอกจากนี้ได้แก่แมลงต่อย แพ้ถั่วลิสง แป้งสาลี และแพ้ยางพาราเพิ่มขึ้น อาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้แบบรุนแรงมีความหลากหลายมากขึ้นจนบางครั้งนึกไม่ถึงว่าจะเป็นสาเหตุการเกิดอาการแพ้
อาการที่ตรวจพบ
ได้แก่ ผื่นลมพิษเฉียบพลัน หน้าบวม ตาบวม แน่นในคอ แน่นหน้าอก หายใจเหนื่อยหน้าแดง ปวดท้อง อาเจียน หรือเป็นลมหมดสติหลังจากได้รับสารที่แพ้ไม่นานอาการอาจเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน หรือเกิดเพียงบางอาการก็ได้ โดยสารที่แพ้จะได้รับทางการกิน การสูดดม การฉีดยาหรือหลังจากแมลงสัตว์กัดต่อยก็ได้ นอกจากนี้ยังพบว่าถ้าผู้ป่วยได้รับการรักษาที่ไม่ถูกวิธีก็สามารถเกิดอาการแพ้รุนแรงซ้ำอีกได้ภายใน 1 – 2 วัน อ่านเพิ่มเติม

พานาคอตต้า ซอสบลูเบอร์รี่ เมนูของหวานเเต่ไม่หวานและไม่อ้วน

เพราะคนพิเศษอยากกินเลยต้องจัดเมนู พานาคอตต้า คีโต ส่วนผสมมี 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นพานาคอตต้า ชั้นซอสสตรอว์เบอร์รี่ และชั้นซอสบลูเบอร์รี่ แต่งหน้าด้วยสตรอว์เบอร์รี่

ส่วนผสม พานาคอตต้า (สำหรับ 3 แก้ว)
ส่วนที่ 1 ส่วนน้ำซอสสตรอว์เบอร์รี่
สตรอว์เบอร์รี่แช่แข็ง 60 กรัม
น้ำเปล่า 180 มิลลิลิตร
สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 40 กรัม
เจลาติน 2 แผ่น

ส่วนที่ 2 ส่วนน้ำซอสบลูเบอร์รี่
บลูเบอร์รี่ 50 กรัม
น้ำเปล่า 100 มิลลิลิตร
สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 20 กรัม
เจลาติน 1 แผ่น

ส่วนที่ 3 ส่วน พานาคอตต้า ครีม
นมอัลมอนด์ 150 มิลลิลิตร
วิปปิ้งครีม 200 มิลลิลิตร
สารให้ความหวาน (อิริทริทอล) 40 กรัม
เจลาติน 3 แผ่น อ่านเพิ่มเติม

เอแคลร์ สำหรับเมนูไร้เเป้งหอมหวานนุ่มฟูอร่อยไม่อ้วน

แอบตาลุกวาวพอเห็นเมนู เอแคลร์ คีโต สูตรนี้ตัวเปลือกทำด้วยแป้งอัลมอนด์ผสมวิปปิ้งครีมและเนย มาพร้อมไส้ครีมคัสตาร์ดไม่ใส่น้ำตาล

ส่วนผสม แป้งชูหรือเปลือกขนม (ประมาณ 24 ชิ้น)
น้ำเปล่า 35 มิลลิลิตร
วิปปิ้งครีม 35 มิลลิลิตร
เนย 30 กรัม
แป้งอัลมอนด์ 35 กรัม
แซนแทนกัม 1/2 ช้อนชา (สารให้ความหนืดใช้แทนกลูเตน)
ผงฟู 1 ช้อนชา
ไข่ 2 ฟอง

ส่วนผสม ไส้ครีมคัสตาร์ด
ไข่แดง 2 ฟอง
อิริทริทอล 30 กรัม (สารให้ความหวาน)
นมอัลมอนด์อุ่น 200 มิลลิลิตร
แซนแทนกัม 1/2 ช้อนชา
วิปครีมที่ตีแล้ว (วิปปิ้งครีม 100 มิลลิลิตร กับอิริทริทอล 10 กรัม) อ่านเพิ่มเติม

เริ่มต้นกิน อาหารคีโต ต้องรู้อะไรบ้าง อาหารควรกินเเละไม่ควรกิน

อาหารคีโต กินอะไรได้บ้าง
อาหารคีโต หรือ “Ketogenic Diet” จุดประสงค์หลักของอาหารคีโตเจนิค คือการเลี่ยงแป้งและน้ำตาลอย่างเด็ดขาด รวมไปถึงสารอาหารอื่นๆที่สามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินด้วย เพื่อต้องการกดการหลั่งสารอินซูลินให้ต่ำที่สุดเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะคีโตสิส (Ketosis) ที่ใช้ไขมันเป็นพลังงาน

ไขมันที่ชาวคีโตกินได้
สำหรับอาหารคีโตประเภทไขมันมันที่กินได้นั้น มี 3 กลุ่ม มีดังนี้
1. ไขมันอิ่มตัว เช่น ไขมันจากสัตว์ น้ำมันมะพร้าว กะทิธัญพืช ชีส วิปครีม ครีมชีส โดยกินในสัดส่วนประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์
2.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว เช่น น้ำมันมะกอก อะโวคาโด ถั่วเมล็ดเดี่ยวต่างๆ (เช่น พวก แมคาเดเมีย อัลมอนด์) โดยกินในสัดส่วนประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์
3.ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน เช่น แซลมอน ปลาที่มีไขมันมาก เนย โดยกินในสัดส่วนประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ (ไม่แนะนำให้กินน้ำมันจากพืชเพราะโอเมก้า 6 เยอะ ทำให้ร่างกายเพิ่มการอักเสบได้ และเราใช้ประโยชน์ได้ไม่คุ้มราคาที่ต้องจ่าย)

อาหารคีโต ที่กินได้
1. เนื้อสัตว์ทุกชนิดติดมันได้ เช่น เครื่องใน ไข่(กินเป็นหลักได้เลย) อาหารทะเล เบคอน เนื้อสัตว์แปรรูป หลีกเลี่ยงที่ผสมแป้งและผงชูรส
2.ผักใบเขียวทุกชนิดกินได้ไม่ต้องนับคาร์บ (หลีกเลี่ยงผักหัวใต้ดิน อย่างแครอตและมันท้ังหลาย ถั่วฝักยาว ถั่วแขก ฟักทอง
มะเขือเทศ มะเขือยาว กะหล่ำดอก และบรอกโคลี )
3.ไขมัน เช่น น้ำมันมะกอก, น้ำมันมะพร้าว, เนย, น้ำมันไฮโซ เช่น อะโวคาโด แมคาเดเมีย, กะทิ (นับคาร์บด้วย) หลีกเลี่ยงน้ำมันพืชใส่ขวด เพราะมี ไขมันทรานซ์ ถ้าจำเป็นให้ใช้ได้เล็กน้อยเท่านั้น
หมายเหตุ: น้ำมันมะพร้าวและกะทิ มีไตรกลีเซอไรด์สายสั้น–ปานกลางท่ีร่างกายจะนำไปใช้ก่อน แทนที่จะมาเอาไขมันในร่างกายไปใช้ ดงนั้นอย่ากินเป็นไขมันหลัก กินไขมันจากที่อื่นด้วย
4.ผลิตภัณฑ์นม เช่น ชีสทุกชนิด เนยแท้ (ห้ามกินมาการีน), ครีมชีส, ครีม, วิปครีม อ่านเพิ่มเติม

6 วิธียอดนิยมในการทำ IF : การอดอาหาร เป็นระยะ (Intermittent Fasting)

วิธี IF ที่ดีที่สุด เป็น การอดอาหาร เป็นระยะ ๆ หรือเป็นช่วง ที่ใครๆ อยากทำให้ได้ เพราะปัจจุบันกลายเป็นแนวโน้ม เทรนด์สุขภาพยอดฮิตเลยก็ว่าได้ เพราะเชื่อกันว่าเป็นวิธีการลดน้ำหนัก ลดความอ้วน ลดหุ่น ซึ่งมีหลายวิธี IF ในการกินแบบนี้ ทุกวิธีมีประสิทธิภาพ แต่การหาวิธีที่ดีที่สุดขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล

วิธีที่นิยม 6 วิธีในการทำการอดอาหารเป็นระยะ (IF)

วิธีที่1 16/8
การ อดอาหาร ทุกวันเป็นเวลา 14–16 ชั่วโมง และ จำกัดการกินทุกวันเป็นเวลา 8-10 ชั่วโมง วิธีนี้เป็นที่รู้จักกันว่า เป็นโปรโตคอล หรือต้นเเบบการกินที่นิยมมากที่สุด โดยผู้เชี่ยวชาญด้านการออกกำลังกาย ระบุว่า การอดอาหารด้วยวิธีนี้ถือเป็นเรื่องง่ายที่สุด โดยไม่กินอะไรหลังอาหารเย็น และงดอาหารเช้า ยกตัวอย่างเช่น หากกินอาหารมื้อสุดท้ายเสร็จในเวลา 20.00 น. แล้วให้งดอาหาร ไม่กินไปจนถึงเที่ยง ของวันถัดไป

โดยทั่วไปแล้วแนะนำให้ผู้หญิงอดอาหารเพียงเเค่ 14–15 ชั่วโมง เท่านั้น เพราะจะทำได้ดีกว่าวิธีการอดอาหารในระยะเวลาสั้น สำหรับผู้ที่กำลังหิวในตอนเช้าและชอบกินอาหารเช้าวิธีนี้อาจเป็นเรื่องยากที่จะคุ้นเคยในตอนแรก เเนะนำให้กินอาหารเช้า สามารถดื่มน้ำกาแฟและเครื่องดื่มที่ไม่มีแคลอรี่ระหว่างการอดอาหาร ซึ่งจะช่วยลดความหิวได้ เพราะการกินอาหารเช้าเพื่อสุขภาพนั้นเป็นสิ่งสำคัญ การอดอาหาร หรือ IF วิธีนี้จะไม่ได้ผล หากเลือกกินอาหารจังค์ฟู้ด (อาหารขยะ) จำนวนมาก หรือมีปริมาณแคลอรี่จำนวนมากเกินไป

วิธีที่ 2 5: 2
เป็นวิธีการกินอาหารปกติ ระยะเวลา 5 วันต่อสัปดาห์ กลับกันให้จำกัดปริมาณ 500–600 แคลอรี่ เป็นเวลา 2 วัน ต่อสัปดาห์ ในวันที่อดอาหาร ขอแนะนำให้ผู้หญิงกิน 500 แคลอรี่ และผู้ชาย 600 เเคลอรี่

ตัวอย่างเช่น กินตามปกติทุกวันในเเต่ละสัปดาห์ ยกเว้นในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี ซึ่งในจำนวน 2 วันนั้น ให้กินอาหารมื้อเล็ก ๆ 2 มื้อ ๆ ละ 250 แคลอรี่ ในผู้หญิง และ 300 แคลอรี่ต่อคน สำหรับผู้ชาย แต่อย่างไรก็ตามยังไม่มีงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นได้ชัดถึงประสิทธิภาพของการอดอาหารวิธีนี้ แต่มีการศึกษามากมายที่เกี่ยวกับประโยชน์ของการอดอาหาร หรือ IF

วิธีที่3 Eat Stop Eat (กิน-หยุด-กิน)
การอดอาหาร 24 ชั่วโมง 1 ครั้ง หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ได้รับความนิยม โดยการอดอาหารเย็น 1 วัน ไปจนถึงอาหารเย็นในวันถัดไปจำนวนนี้เป็นเวลา 24 ชั่วโมงเต็ม

ตัวอย่างเช่น ถ้ากินข้าวเย็นเวลา 19.00 น. ในวันจันทร์ และอย่ากินจนกว่าจะถึงเวลา 19.00 น. ในวันถัดไป (อังคาร) นอกจากนี้ยังสามารถอดอาหารตั้งแต่เช้าถึงเช้าหรือเที่ยงไปจนถึงมื้อเที่ยงของอีกวันก็ได้เช่นกัน ไม่จำเป็นต้องงดมื้อเย็น เเต่งดมือไหนก็ได้ จนไปถึงมื้อถัดไปของวัน (สำหรับผลลัพธ์ที่ได้ก็เหมือนกัน)

เเต่อนุญาตให้ดื่มน้ำกาแฟและเครื่องดื่ม 0 แคลอรี ในระหว่างการอดอาหารได้ แต่ไม่อนุญาตให้กินอาหารอื่น เเต่มีข้อควรระวังหากอดอาหาร หรือ IF เพื่อลดน้ำหนัก สิ่งสำคัญคือต้องกินตามปกติในช่วงเวลาการกิน พูดอีกอย่างคือ ควรกินอาหารในปริมาณเท่าเดิมราวกับว่าคุณไม่ได้อดอาหารเลย

ข้อเสียของวิธีการอดอาหารวิธีนี้ คือการอดอาหาร 24 ชั่วโมงเต็ม อาจเป็นเรื่องยากสำหรับใครหลายคน เเต่อย่างไรก็ตามไม่จำเป็นต้องเลือกวิธีนี้ หรือทำทันที อาจเริ่มต้นด้วยเวลา 14-16 ชั่วโมงแทนก็ได้เช่นกัน

วิธีที่4 เลือกกิน หรืออดอาหารบางวัน
วิธีนี้เป็นวิธีที่อาจจะเหมาะกับใครหลายคน โดยเฉพาะในช่วงเริ่มต้น โดยไม่จำเป็นต้องอดอาหารทุกวัน หรือทั้งวัน เเต่เป็นการอดอาหารวันเว้นวัน อย่างไรก็ตามบางคนกินอาหาร 500 แคลอรี่ในช่วงวันที่อดอาหารได้

มีการศึกษาหลอดทดลองจำนวนมากแสดงให้เห็นถึงประโยชน์ต่อสุขภาพของการอดอาหารหรือ IF ด้วยวิธีนี้ เพราะการอดอาหารเต็มทุกวันอาจดูค่อนข้างรุนแรงไป ดังนั้นจึงไม่แนะนำสำหรับผู้เริ่มต้น เพราะวิธีนี้อาจทำให้รู้สึกหิวมากช่วงเข้านอน ติดต่อกันหลายครั้งต่อสัปดาห์ ซึ่งไม่น่าจะดีและอาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว อ่านเพิ่มเติม

พาสาวๆ มาส่องเทรนด์ ” สกินแคร์ ” 2020 อันติดเทรนด์มาดูกัน

ในแต่ละปี มีผลิตภัณฑ์ สกินแคร์ ออกใหม่มากมายที่จะช่วยดูแลผิวพรรณของคุณสาวๆ ให้สวยเต่งตึงสู้กับกาลเวลาที่ผ่านไป เรียกได้ว่า ตามซื้อตามใช้กันแทบจะไม่ทันเลยทีเดียว และปี 2020 ก็คงเป็นอีกปีหนึ่งที่บรรดาแบรนด์ต่างๆ จะปล่อย “สกินแคร์” ใหม่ๆ มาให้ได้สวยกันอย่างต่อเนื่อง เราลองมาดูกันดีกว่าว่า “เทรนด์ของสกินแคร์” ในปีนี้ จะมีอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

1. สวยแบบ “Zero-Waste”
การตระหนักถึง “ปัญหาทางสิ่งแวดล้อม” ยังคงเป็นกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องในทุกแวดวง ทั้งจากภาครัฐและเอกชน ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจความงาม สาวๆ ต่างพากันมองหา “สกินแคร์” ที่ไม่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นจากกระบวนการผลิต ส่วนผสมต่างๆ และบรรจุภัณฑ์ที่มาจากการรีไซเคิลก็กำลังเป็นที่นิยมและพูดถึงอย่างแพร่หลาย รวมไปถึง “กระดาษทิชชูเปียก” ที่ในอดีตเคยย่อยสลายได้ยาก ก็ได้รับการพัฒนาให้สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ หรือสำลีแผ่นสำหรับเช็ดเครื่องสำอางที่กำลังจะถูกแทนที่ด้วย “ผ้าคอตตอน” แบบออร์แกนิก และ “ผ้าไมโครไฟเบอร์” ที่สามารถใช้ซ้ำได้หลายๆ ครั้ง

2. ครีมกันแดดสูตร “Mineral”
เชื่อว่าคงมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบความเหนียวเหนอะหนะของครีมกันแดด ไหนจะเนื้อครีมสีขาวที่พอทาแล้ว ไม่เพียงแค่หน้าลอย แต่ยังเป็นคราบขาวยามเหงื่อออกอีกด้วย ข่าวดีก็คือ ปัจจุบันมีครีมกันแดดสูตร Mineral หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “Physical Sunscreens” เริ่มวางจำหน่ายอย่างแพร่หลาย ด้วยสูตรที่ให้สัมผัสเบาสบาย กลมกลืนกับสีผิวได้อย่างเรียบเนียน และไม่มี “สารเคมี” ที่เป็นอันตรายต่อผิวพรรณและสิ่งแวดล้อม

3. “เรียวปาก” นุ่มชุ่มชื้น ดูสุขภาพดี
“ริมฝีปาก” เป็น “ผิวหนัง” ที่บางที่สุดบนใบหน้า และด้วยเหตุนี้ริมฝีปากจึงมี “ต่อมไขมัน” ที่จะช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้แก่ผิวได้น้อยกว่าผิวหนังส่วนอื่นๆ ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการดูแลและการบำรุงผิวของริมฝีปากเป็นพิเศษ นอกจากการทา “ลิปบาล์ม” อย่างสม่ำเสมอแล้ว ล่าสุดยังมี “เซรั่ม” และผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ในการ “มาส์ก” รวมถึงการ “สครับ” ริมฝีปากให้คุณสาวๆ ได้ปรนนิบัติเรียวปากให้นุ่มสวยน่าสัมผัสอีกด้วย

4. สกินแคร์ต้าน “มลภาวะ”
ด้วยสภาพแวดล้อมทางอากาศที่มี “มลภาวะ” เป็นพิษมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพร่างกาย รวมถึงสุขภาพของผิวหน้าและผิวกาย ผลิตภัณฑ์ประทินผิวหลายๆ แบรนด์จึงเริ่มให้ความสำคัญกับส่วนผสมหลักอย่าง “Antioxidants” ที่มีส่วนช่วยฟื้นฟูผิวที่เสื่อมสภาพจากการทำลายของสภาวะแวดล้อม

5. “โทนเนอร์” ขั้นตอนที่ (เคย) ถูกมองข้าม
“โทนเนอร์” เริ่มกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง หลังจากที่สาวๆ เคยมองข้ามขั้นตอนนี้ไปเวลาที่บำรุงผิวในแต่ละวัน เพราะคิดว่าไม่สำคัญ แต่จากการให้ข้อมูลความรู้ของสื่อและแบรนด์ต่างๆ ทำให้สาวๆ เข้าใจถึงหน้าที่ของโทนเนอร์ และหันกลับมาใช้โทนเนอร์กันเป็นประจำมากขึ้น โดยที่โทนเนอร์นั้นไม่เพียงช่วยในการปรับ “pH Balance” ให้กับผิว แต่ยังช่วยขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วได้อีกด้วย อ่านเพิ่มเติม

 

How to: 7 วิธีลด ถุงใต้ตา อย่างได้ผล

” ถุงใต้ตา ” ทำให้ใบหน้าของเราดูแก่กว่าวัย แถมยังดูอ่อนล้าไม่น่ามอง เชื่อว่าหลายๆ คนคงปวดหัวกับปัญหานี้ไม่ใช่น้อย จะแต่งหน้าก็ไม่เนียนสวย หรือจะลง Concealer ก็เหมือนจะยิ่งไม่เน้นความบวมนูนของเจ้าตัวร้ายเข้าไปอีก แต่อย่าเพิ่งหมดกำลังใจไป มีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยกำจัด “ถุงใต้ตา” ไม่ให้มากวนใจอีกเลย

1. ถุงชามีประโยชน์
ตื่นเช้ามาหลังจากจิบชาชมวิวสวยๆ แล้ว อย่าเพิ่งทิ้งถุงชา เพราะคาเฟอีนในใบชามีสาร Antioxidants ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดให้ไปเลี้ยงผิวหน้าของเราได้ดียิ่งขึ้น โดยเฉพาะ “ชาเขียว” ที่มีคุณสมบัติช่วยลดอาการบวมได้ วิธีการก็ทำไม่ยากเลย เพียงนำถุงชาที่ผ่านการแช่น้ำ 3-5 นาที ไปแช่ในตู้เย็นประมาณ 20 นาที หลังจากนั้นบีบน้ำส่วนเกินออก แล้วนำมาวางบนบริเวณใต้ดวงตา ทิ้งไว้สัก 15-30 นาที

2. ประคบเย็น
การประคบเย็นช่วยให้หลอดเลือดหดตัว ซึ่งส่งผลให้ถุงใต้ตาและความหมองคล้ำลดลงได้ชั่วขณะ อีกทั้ง ยังสามารถเลือกประคบเย็น โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้ว อาทิ เช่น ช้อนโลหะหรือแตงกวาที่นำไปแช่เย็น, ผ้าขนหนูชุบน้ำเย็นบิดหมาดๆ หรือผ้าขนหนูห่อน้ำแข็งก้อนเล็กๆ

3. ล้างหน้าก่อนนอน
คงตั้งข้อสงสัยว่า มีเหรอใครที่ไม่ล้างหน้าก่อนนอน? การล้างหน้าก่อนเข้านอนที่ กำลังพูดถึง ไม่ใช่แค่การล้างทำความสะอาดแบบทั่วๆ ไป แต่หมายถึงการทำเช็ดทำความสะอาดเจ้าเครื่องสำอางทั้งหลาย (โดยเฉพาะบริเวณรอบๆ ดวงตา) ออกให้หมดจดต่างหาก รู้หรือไม่ว่า เครื่องสำอางที่ตกค้างข้ามคืนเป็นตัวการของการเกิดปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการแพ้ หรือการติดเชื้อที่อาจทำให้เกิดรอยแดง การบวม และเมื่อนานๆ เข้าอาจก่อให้เกิดริ้วรอยได้ในที่สุด

4. หนุนหมอนสูงๆ เวลานอน
การนอนให้ศีรษะอยู่สูงช่วยป้องกันของเหลวในร่างกายไหลมาคั่งอยู่บริเวณผิวหนังใต้ดวงตา ซึ่งเป็นอีกหนึ่งสาเหตุของถุงใต้ตา ควรใช้หมอนที่หนากว่าปกติ หรือจะใช้หมอนสองใบซ้อนกัน อันนี้ก็เวิร์กเช่นกัน แต่ถ้าสาวๆ คนไหน ไม่ชินกับการนอนหนุนหมอนสูงๆ หรือกลัวจะคอเคล็ด อาจลองหาเครื่องนอนที่เรียกว่า “Wedge Pillow” มาใช้ Wedge Pillow เป็นหมอนทรงสามเหลี่ยมสำหรับหนุนเพื่อยกช่วงครึ่งตัวด้านบนให้สูงขึ้น วิธีนี้จะช่วยให้ศีรษะอยู่สูงได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องการปวดคอ และที่ลืมไม่ได้ควรพักผ่อนให้เพียงพอด้วยการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน อ่านเพิ่มเติม

 

มากับเมนูปลาที่หลายคนชอบสั่งในร้านอาหารญี่ปุ่น ปลาแซลมอนย่างซอสเทอริยากิ

ต้นเดือนแล้วจัดเมนู ปลาแซลมอนย่างซอสเทอริยากิ สักมื้อ มาพร้อมวิธีทำซอสเทอริยากิ พอย่างจนสุกก็ราดซอสเทอริยากิลงไป กินกับข้าวสวยร้อน ๆ

ส่วนผสม ปลาแซลมอนย่างซอสเทอริยากิ
เนื้อปลาแซลมอนติดหนัง (น้ำหนักประมาณ 150-200 กรัม) จำนวน 1 ชิ้น
ซีอิ๊วญี่ปุ่น 3 ช้อนโต๊ะ
เหล้าสาเก 3 ช้อนโต๊ะ
เหล้ามิริน 3 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาลทราย 1 ช้อนโต๊ะ
ผักลวกตามชอบ (เช่น แครอต บรอกโคลี หน่อไม้ฝรั่ง เป็นต้น) อ่านเพิ่มเติม