วันนี้มาเเนะนำเมนู ปลา ปลากะพงย่างซอสมิโซะ อร่อยอย่างมีคุณค่า

ใครชอบกินเมนูปลาอยากให้ลองทำเมนู ปลากะพงย่างซอสมิโซะ จับปลากะพงไปย่างแล้วทาซอสมิโซะ เสิร์ฟกับข้าวสวยญี่ปุ่น เพิ่มเติมผักลวก

ส่วนผสม ปลากะพงย่างซอสมิโซะ
เนื้อปลากะพง (แล่เป็นชิ้น) 300 กรัม
มิโซะ 80 กรัม
มิริน (เหล้าหวานญี่ปุ่น) 1 ช้อนโต๊ะ
ไข่ไก่ (เฉพาะไข่แดง) 1 ฟอง
น้ำมันพืช (สำหรับทาตะแกรง)
หัวไช้เท้าขูด
ข้าวสวยญี่ปุ่น

วิธีทำปลากะพงย่างซอสมิโซะ
1. นำมิโซะและมิริน เทใส่กระทะ ตั้งไฟอ่อน กวนผสมจนเข้ากัน ใส่ไข่แดงลงไป คนจนเป็นเนื้อเดียวกัน พักไว้
อ่านเพิ่มเติม

หลายคนคงไม่รู้ว่า น้ำเอนไซม์ คือ เครื่องดื่มบำรุงสุขภาพแบบชีวจิต

ขอต้อนรับลมร้อนด้วยเครื่องดื่มดับกระหายได้สุขภาพอย่าง น้ำเอนไซม์ หลายคนอาจยังไม่รู้ว่านอกจากน้ำอาร์ซีแล้ว น้ำเอนไซม์ ยังเป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพของชาวชีวจิตอีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน อาจารย์สาทิส อินทรกำแหง กูรูต้นตำรับชีวจิต เคยบอกไว้ว่า

“เอนไซม์ มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตในโลก ถ้าไม่มีเอนไซม์ก็ไม่มีชีวิตโดยมีหน้าที่กระตุ้นหรือเริ่มต้นให้วงจรหรือระบบต่างๆ ของชีวิตทำงาน”
อาจารย์สาทิสจึงคิดวิธีนำเอนไซม์จากผักผลไม้มาใช้ให้เป็นประโยชน์กับตัวเรา เช่น ช่วยย่อยอาหาร ช่วยทำความสะอาดระบบของร่างกายบางส่วน

แต่ข้อแม้ของน้ำเอนไซม์ คือ จะต้องคั้นเอาน้ำสดๆ ด้วยวิธีที่ถูกต้องเท่านั้น อ่านเพิ่มเติม

ความสำคัญของการ ตรวจสุขภาพประจำปี ที่วัยทำงานไม่ควรละเลย

ตรวจสุขภาพประจำปี ที่คุณไม่ควรมองข้าม
การ ตรวจสุขภาพประจำปี เป็นสิ่งสำคัญที่ใครหลายคนไม่ควรมองข้าม เพราะนอกจากเราจะสามารถสร้างความอุ่นใจให้กับตนเองได้แล้ว
การรับมือเพื่อค้นหาความเสี่ยงกับโรคร้ายต่างๆ ตั้งแต่เนิ่นๆ ยังช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาเพื่อยับยั้งการเกิดภาวะแทรกซ้อนหรือความรุนแรงของโรคได้ง่ายมากยิ่งขึ้น แถมยังช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายการรักษาพยาบาลในระยะยาวได้อีกเช่นกัน เพราะฉะนั้นแล้วคำนิยามที่ว่า “กันไว้ดีกว่าแก้” จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับทุกคนในการดูแลเอาใจใส่สุขภาพของคุณ วันนี้เราเลยอยากมาบอกต่อถึงความสำคัญของการตรวจสุขภาพประจำปี และโรคร้ายแรงที่อาจเกิดขึ้นในคนที่มีช่วงอายุตั้งแต่ 25 -35 ปี เนื่องจากเป็นกลุ่มวัยทำงานที่ร่างกายอาจไม่ได้รับการพักผ่อนที่มากพอ และเกิดการละเลยในการดูแลสุขภาพ เพราะบางคนอาจรู้สึกว่าอาการเจ็บเล็กเจ็บน้อยไม่ใช่เรื่องใหญ่ที่ต้องได้รับการรักษาทันทีแต่อย่างใด

การตรวจสุขภาพประจำปีมีความสำคัญอย่างไร?

การตรวจสุขภาพประจำปี เป็นการค้นหาปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายต่างๆ และช่วยในการคัดกรองโรคเบื้องต้นเมื่อเรายังมีสุขภาพที่ดี เพื่อให้เราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ชีวิตประจำวันให้ดีมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน การออกกำลังกาย หรือการพักผ่อนให้เพียงพอ โดยคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในด้านการรักษาและการดูแลสุขภาพอย่างถูกวิธี

เลือกตรวจสุขภาพประจำปีอย่างไรถึงจะเหมาะสม?

เมื่อพูดถึงความเหมาะสมของการตรวจสุขภาพประจำปีใครหลายคนอาจมีคำถามว่าเราควรเลือกตรวจสุขภาพแบบไหนถึงจะได้รับประโยชน์สูงสุด ซึ่งจริงๆ แล้วการตรวจสุขภาพให้เหมาะสมควรเริ่มพิจารณาจากเพศ อายุ พันธุกรรม พฤติกรรมในการใช้ชีวิตและโรคสุ่มเสี่ยงที่สามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงอายุนั้นๆ เพื่อให้เราสามารถเลือกโปรแกรมตรวจสุขภาพที่ตอบโจทย์และทราบผลได้อย่างแม่นยำ เช่น หากคนในครอบครัวเป็นโรคเบาหวาน การตรวจคัดกรองโรคตั้งแต่เนิ่นๆ
ก็มีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อสามารถรักษาและป้องกันความร้ายแรงของโรคได้อย่างท้วงที

กลุ่มโรคเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 25 -35 ปี?

วัยทำงาน ถือเป็นกลุ่มคนที่ได้รับการพักผ่อนน้อย เนื่องจากงานที่ถาโถมเข้ามาในแต่ละวันเป็นจำนวนมากทำให้การดูแลเอาใจใส่ในเรื่องของสุขภาพทำได้น้อยลง ซึ่งความเสี่ยงที่จะเกิดโรคร้ายต่างๆ นั้นมีอยู่มากการตรวจสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ใครหลายๆ คนไม่ควรมองข้าม เพราะมิฉะนั้นแล้วโรคต่างๆ อาจลุกลามจนถึงขั้นเสียชีวิตได้อย่างไม่รู้ตัว ซึ่งโรคที่คนวัยทำงานควรเฝ้าระวัง ได้แก่ ออฟฟิศซินโดรม, โรคความดันโลหิตสูง, มะเร็ง, โรคหัวใจ, ไขมันอุดตันในเส้นเลือด,
โรคกรดไหลย้อน หรือ โรคเครียดลงกระเพาะ นั่นเอง

และหากตอนนี้คุณกำลังมองหาโปรแกรม ตรวจสุขภาพประจำปี อยู่ละก็ ทางโรงพยาบาลเวชธานีก็มีโปรแกรมทั้งสำหรับสุภาพบุรุษและสุภาพสตรีในช่วงอายุ 25 ปี ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 30 ปี และตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป แต่ไม่เกิน 35 ปี ที่มาพร้อมกับการบริการตรวจสุขภาพด้วยเครื่องมือสมัยใหม่ อย่างครบวงจร โดยมีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญและเจ้าหน้าที่พยาบาลที่คอยให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพของคุณได้อย่างถูกวิธี ซึ่งในแต่ละโปรแกรมตรวจสุขภาพจะมีจุดเด่นอะไรบ้าง ตามเราไปดูได้เลย อ่านเพิ่มเติม

5 เหตุผลที่ “นอนหลับ” ช่วยลดน้ำหนัก ได้

อยากผอม มีน้ำหนักตัวที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานกันทั้งนั้น แต่การจะออกกำลังกาย หรือควบคุมอาหาร ก็เป็นเรื่องที่ทำยากเสียเหลือเกิน แต่ไม่ต้องเสียใจไป มีข่าวดีจะมาบอกว่า จริงๆ แล้ว การนอนหลับ ช่วยลดน้ำหนัก ได้

การนอนหลับช่วยลดน้ำหนักได้อย่างไร?

1. เพราะการนอนไม่พอ คือปัจจัยหลักที่ทำให้เป็นโรคอ้วน
มีงานวิจัยที่พบว่า การนอนหลับไม่เพียงพออาจส่งผลให้ค่าดัชนีมวลกายและ ช่วยลดน้ำหนัก ตัวสูงมากกว่า เทียบกับผู้ที่นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอ

งานวิจัยนั้นได้ทำการสำรวจดูความเปลี่ยนแปลงของน้ำหนักตัว ในผู้ที่นอนน้อยกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน พบว่าการนอนหลับไม่เพียงพอนั้น อาจเพิ่มโอกาสในการเป็นโรคอ้วนได้มากถึง 89% ในเด็ก และ 55% ในผู้ใหญ่

อีกหนึ่งงานวิจัยนั้นได้ทำสำรวจติดตามผลในพยาบาลที่ไม่ได้เป็นโรคอ้วนกว่า 60,000 ราย เป็นเวลา 16 ปี พบว่า พยาบาลที่ได้นอนน้อยกว่าคืนละ 5 ชั่วโมง จะมีโอกาสมากกว่า 15% ที่จะเป็นโรคอ้วน เทียบกับผู้ที่นอนหลับมากกว่า 7 ชั่วโมงต่อคืน ยิ่งโดยเฉพาะผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ เช่น เป็นโรคหยุดหายใจขณะหลับ (Sleep apnea) ก็จะยิ่งมีโอกาสที่จะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไปอีกหากนอนไม่พอ

ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า การนอนหลับไม่เพียงพอ เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่อาจจะทำให้มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น และกลายเป็นศัตรูตัวสำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการจะลดน้ำหนัก

2. เพราะเมื่อเรานอน เราจะหยุดกิน
หลักการคิดง่ายๆ ก็คือ เราไม่สามารถกินอาหารขณะที่กำลังนอนหลับอยู่ได้ ฉะนั้น ยิ่งเรานอนเยอะ ก็จะยิ่งลดโอกาสในการกินมากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะมื้อดึกตัวร้าย ที่เป็นอันตรายต่อน้ำหนักตัวทั้งหลาย

นอกจากนี้ การนอนไม่พอนั้น ยังส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมอง ทำให้เรามีโอกาสที่จะตัดสินใจเลือกหนทางที่ไม่ดีต่อสุขภาพ เช่น การทานมื้อดึก หรือการเลือกรับประทานอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ อย่าง ของหวาน ช็อกโกแลต และอาหารต่าง ๆ ที่มีน้ำตาลหรือไขมันมากขึ้น เพราะสมองส่วนหน้าที่ควบคุมการตัดสินใจนั้นทำงานได้ช้าลงเนื่องจากการที่เรานอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ สมองจึงพยายามหาตัวกระตุ้นสมอง ซึ่งก็คือน้ำตาลนั่นเอง

3. เพราะการนอนไม่พอ จะทำให้เราหิวบ่อยขึ้น
มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่า ผู้ที่นอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ มักจะมีความอยากอาหารมากขึ้น และหิวได้บ่อยขึ้น เนื่องจากเมื่อเราขาดการนอนหลับ ร่างกายของเราก็จะผลิตฮอร์โมนเกรลิน (Ghrelin) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งสัญญาณความหิวไปยังสมองเพิ่มมากขึ้น ในขณะเดียวกัน ฮอร์โมนเลปติน (Leptin) ฮอร์โมนที่ช่วยกดความรู้สึกหิวและทำให้เรารู้สึกอิ่มจะผลิตออกมาน้อยลง จึงส่งผลให้เรารู้สึกหิวมากขึ้นและหิวบ่อยขึ้น อ่านเพิ่มเติม

นอนไม่หลับ นอนไม่พอ การนอน กี่ชั่วโมง ถึงจะ “พอดี” กับ “อายุ”

เป็นเหมือนกันไหมคะ ยิ่งอายุมาก ก็ยิ่งนอนน้อย แต่วันไหนที่นอนมาก ก็อาจจะไม่ได้รู้สึกสดชื่นแจ่มใสร้อยเปอร์เซ็นต์เสมอไป เป็นเพราะเมื่อเราโตขึ้น ระยะเวลาใน การนอน หลับของเราก็เปลี่ยนไปตามอายุของเราด้วย อายุเท่าไร ควรนอนกี่ชั่วโมงถึงจะเรียกได้ว่า การนอน อย่างเพียงพอ มาดูกัน

มูลนิธิการนอนหลับแห่งชาติ ในสหรัฐอเมริกา ระบุระยะเวลาในการนอนหลับที่เหมาะสม โดยแบ่งตามอายุ ดังนี้

– เด็กแรกเกิด (อายุ 0-3 เดือน) ควรนอน 14-17 ชั่วโมงต่อวัน

– เด็กทารก (อายุ 4-11เดือน) ควรนอน 12-15 ชั่วโมง

– เด็ก (อายุ 1-2 ปปี) ควรนอน 11-14 ชั่วโมง

– วัยอนุบาล (3-5 ปี) ควรนอน 10-13 ชั่วโมง

– วัยประถม (6-13 ปี) ควรนอน 9-11 ชั่วโมง

– วัยมัธยม (14-17 ปี) ควรนอน 8-10 ชั่วโมง

– วัยรุ่น (18-25 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง

– วัยทำงาน (26-64 ปี): ควรนอน 7-9 ชั่วโมง เท่ากับตอนวัยรุ่น

– วัยชรา (65 ปีขึ้นไป) ควรนอน 7-8 ชั่วโมง อ่านเพิ่มเติม

ด้วยวัคซีนโรต้า ! ปกป้องลูกน้อยจาก ไวรัสโรต้า ได้

ไวรัสโรต้า เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำและอาเจียนอย่างรุนแรง ซึ่งมักพบในทารกและเด็กเล็ก โดยอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาล บางรายอาจมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่สิ่งเหล่านี้คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้ด้วยการพาลูกน้อยไปรับวัคซีนโรต้า

ไวรัสโรต้า คืออะไร
ไวรัสโรต้า เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ที่สามารถทำให้เกิดอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำและอาเจียนรุนแรงในทารกและเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสนี้สามารถทำให้เด็กโตและผู้ใหญ่เกิดอาการป่วยได้เช่นกัน โดยอาการในผู้ใหญ่จะมีความรุนแรงน้อยกว่าในเด็ก

การติดเชื้อไวรัสโรต้า มีอาการอย่างไร
อาการของการติดเชื้อไวรัสโรต้า มักแสดงหลังจากสัมผัสเชื้อไปแล้วประมาณ 2 วัน โดยอาการที่พบบ่อยที่สุด คือ ถ่ายเหลวเป็นน้ำ อาเจียน มีไข้ และ/หรือปวดท้อง ซึ่งอาการถ่ายเหลวเป็นน้ำและอาเจียนนั้นอาจนานถึง 3-8 วัน นอกจากนี้อาการอื่นๆ เช่น เบื่ออาหาร และภาวะขาดน้ำ ก็สามารถทำให้เกิดอันตรายได้ โดยเฉพาะในทารกและเด็กเล็ก

ไวรัสโรต้า ติดต่อได้อย่างไร
การติดต่อของเชื้อไวรัสโรต้าสามารถเกิดขึ้นได้หากได้รับเชื้อทางปากด้วยวิธีการต่างๆ เช่น ผู้ป่วยไม่ได้ล้างมือหลังจากสัมผัสอุจจาระที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำมือนั้นเข้าปาก หรือสัมผัสวัตถุหรือพื้นผิวที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสแล้วนำมือเข้าปาก รวมถึงการรับประทานอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัสด้วย

ผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโรต้าสามารถแพร่กระจายเชื้อสู่สิ่งแวดล้อมผ่านทางอุจจาระและทำให้ผู้อื่นติดเชื้อได้ โดยผู้ป่วยสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสสู่ผู้อื่นได้มากที่สุดระหว่างที่แสดงอาการและในช่วง 3 วันแรกหลังจากหายป่วย นอกจากนี้ผู้ป่วยยังสามารถแพร่กระจายเชื้อไวรัสก่อนที่จะแสดงอาการได้อีกด้วย

การรักษาการติดเชื้อไวรัสโรต้า ทำได้อย่างไร
ปัจจุบันไม่มียารักษาจำเพาะสำหรับการติดเชื้อไวรัสโรต้า การรักษาจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ หากอาการไม่รุนแรง ให้ดื่มเกลือแร่เพื่อชดเชยการสูญเสียสารน้ำและเกลือแร่ และให้ยาอื่นๆ รักษาตามอาการ หากมีภาวะพร่องเอนไซม์แลคเตส พิจารณาให้กินนมที่ไม่มีน้ำตาลแลคโตส ในกรณีที่มีไข้สูง อาเจียนรุนแรง ทานอาหารไม่ได้ อ่อนเพลีย ซึมลง ให้รีบพาผู้ป่วยมาพบแพทย์ อ่านเพิ่มเติม

เส้นผม หาย…อยากได้คืน! ทำไงดี อ่านก่อนมีคำตอบ

เส้นผม บนหนังศีรษะเป็นส่วนหนึ่งของความงามและความมั่นใจ ปกติแล้วผมอาจร่วงได้ถึงประมาณ 100 เส้นต่อวัน แต่ถ้าผมร่วงมากเกินไปจนรบกวนความมั่นใจล่ะ เราควรจะทำอย่างไร มาวิเคราะห์ปัญหาของเส้นผมและหาทางออกไปด้วยกัน

ผมร่วง ผมบาง เกิดจากอะไร?
สาเหตุของการเกิดผมร่วง อาจเกิดจากปัจจัยเดี่ยวหรือหลายๆ ปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน ได้แก่
พันธุกรรม: การถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อย มักจะพบเมื่อมีอายุมากขึ้น ทั้งในเพศชายและเพศหญิง
การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนและสภาวะเจ็บป่วย: การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเนื่องจากตั้งครรภ์ คลอดบุตร ภาวะประจำเดือนหมด หรือภาวะที่เกี่ยวข้องกับต่อมไทรอยด์ (Thyroid problems) เป็นสาเหตุของผมร่วงถาวรและชั่วคราวได้ นอกจากนี้สภาวะเจ็บป่วย เช่น การติดเชื้อบนหนังศีรษะ (เชื้อรา แบคทีเรีย และเชื้อไวรัส) มีการอักเสบที่รบกวนการเติบโตของเส้นผม หรือเป็นโรคดึงผมที่เรียกว่า Trichotillomania ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้หนังศีรษะบางได้เช่นกัน
ยาและอาหารเสริม: การรับประทานยาหรืออาหารเสริมบางชนิด อาจมีอาการข้างเคียงทำให้ผมขาดหลุดร่วงได้ เช่น ยารักษาโรคมะเร็ง ยากดภูมิคุ้มกัน ยารักษาโรคไขข้อเสื่อม ยาลดความเครียด ยาโรคหัวใจและยาความดันบางชนิด เป็นต้น
การฉายรังสีที่ศีรษะ: อาจเป็นสาเหตุของการเกิด เส้นผม ร่วงถาวร
ความเครียดสะสม: การงอกของเส้นผมคนเรานั้นอ่อนไหวและไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์และสภาวะกายใจ ความเครียดทางกายหรือทางใจ จึงอาจเป็นสาเหตุของอาการผมร่วงได้
การใช้ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผม: การย้อม ดัด ยืดด้วยสารเคมี หรือการจัดแต่งทรงผมที่ดึงรั้ง เช่น การมัดผมรวบตึง การถักผมเปียถาวร ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมร่วงได้

ผมร่วง วินิจฉัยได้อย่างไร?
แพทย์จะทำการตรวจร่างกาย สอบถามเกี่ยวกับประวัติการใช้ยาและประวัติการเจ็บป่วยของครอบครัว รวมทั้งอาจวินิจฉัยเพิ่มเติมได้ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้
ตรวจเลือด (Blood test) เพื่อช่วยในการหาสาเหตุอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเกิดผมร่วง
การดึงผม (Pull test) แพทย์จะทำการดึงผมเพื่อดูจำนวนผมที่หลุดติดมือมา
ตรวจชิ้นเนื้อหนังศีรษะ (Scalp biopsy) โดยนำตัวอย่างผิวหนังบริเวณที่เกิดอาการไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ เพื่อหาสาเหตุของอาการผมร่วง อ่านเพิ่มเติม

ไทรอยด์ ผิดปกติหรือไม่ เช็คสุขภาพประจำปีหน่อย อาจเจอการผิดปกติ?

‘โรค ไทรอยด์ ’ คือ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ซึ่งทำหน้าที่ในการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย โดยมักพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายในสัดส่วนประมาณ 5 ต่อ 1 ที่เป็นโรคนี้ และมีอาการทางร่างกายที่แตกต่างกันไป นั่นเป็นเพราะโรคไทรอยด์มีหลายชนิด โดยสามารถแบ่งได้ดังนี้

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน หรือไทรอยด์เป็นพิษ
ไทรอยด์ ชนิดนี้สามารถพบเจอได้ทุกช่วงวัย คนไข้จะมีอาการ มือสั่น ใจสั่น ขี้ร้อน ขี้หงุดหงิด เหงื่อออกง่าย นอนไม่หลับ กินจุแต่น้ำหนักลด เหมือนมีการเผาผลาญอยู่ตลอดเวลา น้ำหนักตัวอาจลดลง 5-10 กิโลกรัมภายในระยะเวลา 1 เดือน แม้จะไม่ได้ออกกำลังกาย อย่างไรก็ตาม มีผู้ป่วยประมาณ 10% ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มเนื่องจากกินอาหารในปริมาณที่มากกว่าพลังงานที่ร่างกายเผาผลาญไป ทั้งนี้การรักษาทำได้ด้วยการกินยาต้านไทรอยด์ประมาณ 2 ปี ส่วนในระยะยาวหลังจากหยุดยาต้องมาตรวจอีกครั้ง เพราะหลายคนเมื่อหยุดยาก็มีความเสี่ยงที่จะกลับมาเป็นใหม่ถึง 70%

ไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ
ผู้ป่วยโรคไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนต่ำ มักจะมีอาการตรงกันข้ามกับไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนเกิน คือ ไม่ค่อยเผาผลาญ น้ำหนักขึ้นง่าย อ้วนขึ้นอย่างรวดเร็ว เฉื่อยชา ขี้หนาว ท้องผูก ง่วงบ่อย นอนเยอะ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า คนอ้วนจะต้องเป็นไทรอยด์เสมอไป เบื้องต้นสามารถสังเกตตัวเองได้จากพฤติกรรมในอดีตกับปัจจุบันว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน หากพบว่ามีความเสี่ยงควรไปตรวจเช็กเพื่อความแน่ใจ สำหรับการรักษาไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนต่ำนั้นจะง่ายกว่าไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนเกิน เพราะสามารถรักษาได้ด้วยการกินฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไป เพื่อให้ฮอร์โมนกลับมาอยู่ในระดับที่สมดุล ร่างกายสามารถเผาผลาญได้ตามปกติ โดยส่วนใหญ่มักจะต้องกินไปตลอดชีวิต อ่านเพิ่มเติม

6 มะเร็ง สุดฮิตที่เจอบ่อย ใช้ชีวิตไม่ได้ง่ายอย่างที่คุณคิด

หลายคนอาจจะทราบกันดีว่า สาเหตุที่ทำให้เกิดโรค มะเร็ง นั้นมีอยู่หลายอย่างด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นโรค มะเร็ง ที่เกิดจากพันธุกรรมหรือโรคมะเร็งที่เกิดจากพฤติกรรมการใช้ชีวิต ก็ล้วนแต่เป็นสิ่งที่หลายคนกลัวและพยายามหลีกเลี่ยง
แต่รู้หรือไม่ว่า ? โรคมะเร็งที่เกิดจากการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนั้น แท้จริงแล้วมีเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น นั่นแสดงว่าสาเหตุที่คนในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นโรคมะเร็ง มาจากสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการใช้ชีวิตทั้งสิ้น ซึ่ง 3 อันดับแรกของโรคมะเร็งที่พบมากที่สุดในเพศชาย-เพศหญิงนั้น ได้แก่

เพศชาย
อันดับ 1 มะเร็งปอด
แม้ตัวเลขของผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งปอดในประเทศไทยนั้น ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีกว่าประเทศอื่น ๆ แต่จำนวนของผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้ก็ยังถือว่าน่าเป็นห่วง เนื่องจากคนไทยจำนวนไม่น้อยมีพฤติกรรมการสูบบุหรี่เป็นประจำ ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ในทุกช่วงวัย อย่างไรก็ตาม หากลดพฤติกรรมการสูบบุหรี่ลงได้ อีกทั้งระมัดระวังอาหารประเภท ปิ้ง ย่าง ที่โดนความร้อนสูง ก็จะช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งปอดได้ค่อนข้างมาก

อันดับ 2 มะเร็งตับ
สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุดมาจากโรคไวรัสตับอักเสบ ซึ่งคนส่วนใหญ่จะไม่รู้ว่าตัวเองเป็น เพราะโรคนี้จะไม่ค่อยแสดงอาการอะไร ทำให้คนที่เป็นไวรัสตับอักเสบนั้น มีโอกาสที่จะเป็นตับแข็งได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด เพราะฉะนั้นใครที่รู้ตัวว่ามีประวัติครอบครัวเคยเป็นไวรัสตับอักเสบ ก็ควรไปตรวจตั้งแต่เนิ่น ๆ

อันดับ 3 มะเร็งท่อน้ำดี
ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากพญาธิใบไม้ ซึ่งพญาธิใบไม้จะพบได้ในเฉพาะคนที่มีพฤติกรรมชอบรับประทานของดิบ เช่น ปลาร้า ปลาดิบที่เป็นปลาน้ำจืด วิธีป้องกันนั้นง่ายกว่ามะเร็งชนิดอื่น คือแค่เปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ให้ปรุงสุกก่อนทุกครั้ง ก็สามารถห่างไกลจากมะเร็งท่อน้ำดีได้ อ่านเพิ่มเติม

รวม 2 คลิป เวทเทรนนิ่ง Weight Traning ช่วยลดน้ำหนัก ลดไขมันได้มากขึ้น

เวทเทรนนิ่ง ( weight training) จัดเป็นการออกกำลังกายประเภทหนึ่ง ที่ช่วย ลดน้ำหนัก และกระตุ้นการเผาผลาญไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดี การออกกำลังประเภทนี้จะเน้นให้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ร่างกายได้ออกแรงต้านน้ำหนัก กล้ามเนื้อแต่ละมัดนั้นๆ จะใช้พลังงานในการยืดและหดตัว โดยพลังงานที่กล้ามเนื้อนำมาใช้เพื่อออกกำลังนั้น มาจากการเผาผลาญไขมันในร่างกาย ทำให้การออกกำลังด้วยเวทเทรนนิ่งนั้นสามารถช่วยลดน้ำหนักและลดไขมันที่สะสมไว้ตามส่วนต่างๆ ได้
ซึ่งนอกจากเวทเทรนนิ่งจะช่วย ลดน้ำหนัก และสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อได้แล้ว ยังสามารถเพิ่มอัตราการเผาผลาญของเราได้อีกด้วย และยังสามารถกระตุ้นให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานต่อเนื่องไปได้แม้ในช่วงที่เรานอนหลับหรือในช่วงที่เราไม่ได้ออกกำลังกายอีกด้วยค่ะ และด้วยประโยชน์ดีๆ แบบนี้ เราจึงขอแนะนำ 2 คลิปออกกำลังกายแบบ เวทเทรนนิ่ง ที่สามารถช่วยลดน้ำหนักได้และยังสามารถทำได้ที่บ้านอีกด้วย

ลดน้ำหนักด้วยเวทเทรนนิ่ง 20 นาที
เริ่มกันที่คลิปแรกที่จะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายของสาวๆ ได้เผาผลาญพลังงานกันมากขึ้น ใช้เวลาแค่ 20 นาทีแถมยังไม่ต้องใช้อุปกรณ์ใดๆ ในการออกกำลังกายก็ช่วยให้สาวๆ มีหุ่นดีได้ต้องคลิปนี้

อ่านเพิ่มเติม