ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน

ไขมันส่วนเกิน ไขมันร้ายทำลายสุขภาพและรูปร่าง จัดการอย่างไรดี

เมื่อพูดถึง ไขมันส่วนเกิน หลายคนมักจะนึกถึงการมีไขมันที่หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขนที่ส่งผลต่อรูปร่างและความสวยงาม แต่ไขมันส่วนเกินส่งผลได้มากกว่านั้น เพราะนอกจากไขมันที่สะสมตามอวัยวะเหล่านั้นแล้ว ไขมันยังสามารถสะสมในหลอดเลือดและอวัยวะภายใน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงของโรคร้ายแรงได้หลายชนิด

ไขมันส่วนเกินที่สะสมในร่างกายเกิดจากการได้รับพลังงานและสารอาหารบางอย่างเกินกว่าที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน โดยเฉพาะสารอาหารกลุ่มไขมันและคาร์โบไฮเดรต แม้ว่าสารอาหารเหล่านี้จะมีความสำคัญ แต่การได้รับมากเกินไปก็ส่งผลเสียต่อร่างกายได้

ไขมันส่วนเกินมาจากไหน?

ไขมันส่วนเกินเกิดจากการที่ร่างกายได้รับพลังงานเกินกว่าที่ร่างกายควรได้รับต่อวัน ร่วมกับการได้รับสารอาหารจำพวกแป้ง น้ำตาล และไขมันมากเกินไปในแต่ละวันด้วย เพราะร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัดในการจัดการกับสารอาหาร ทำให้ไม่สามารถขับออกหรือดึงไปเป็นพลังงานได้หมด

เมื่อพลังงานและสารอาหารหลงเหลืออยู่ ร่างกายจะเปลี่ยนพลังงานและสารอาหารเหล่านั้นไปเป็นไขมันสะสมไว้ตามส่วนต่าง ๆ เพื่อเป็นพลังงานสำรอง เมื่อนานวันเข้า ไขมันที่สะสมเหล่านั้นก็จะมีปริมาณเพิ่มขึ้นจนเกินค่าของไขมันที่ควรมีภายในร่างกายและกลายเป็นไขมันส่วนเกิน

นอกจากการได้รับพลังงานและสารอาหารเกินเป็นประจำแล้ว ปัจจัยและพฤติกรรมอื่น ๆ ก็ส่งผลให้บางคนเสี่ยงต่อการมีไขมันสะสมจำนวนมากจนกลายเป็นไขมันส่วนเกินได้ เช่น ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกาย ไม่ออกกำลังกาย เพศ อายุที่เพิ่มขึ้น ระดับฮอร์โมนบางชนิด และพันธุกรรม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้ส่งผลให้เกิดไขมันส่วนเกินโดยตรง แต่อาจส่งผลต่อระบบการทำงานของร่างกายในการจัดการกับสารอาหารและพลังงาน

ผลกระทบของไขมันส่วนเกินต่อสุขภาพ

ไขมันส่วนเกินภายในร่างกายแบ่งออกได้เป็น 3 ชนิดหลัก แต่ละชนิดก็ส่งผลต่อสุขภาพและรูปร่างแตกต่างกัน ดังนี้

1. ไขมันส่วนเกินในหลอดเลือด

คอเลสเตอรอลเป็นคำที่ใช้เรียกไขมันรูปแบบหนึ่งที่พบภายในเลือด สามารถแบ่งออกได้หลายชนิด แต่ชนิดที่คนทั่วไปคุ้นเคยอาจมีด้วยกัน 2 ชนิด คือ LDH (Low-Density Lipid Protein) และ HDL (High-Density Lipid Protein) ซึ่งไขมันในหลอดเลือดชนิด LDL เป็นคอเลสเตอรอลชนิดที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ

เมื่อกินอาหารไขมันสูงเป็นประจำ ไขมันชนิดนี้จะเข้าไปสะสมภายในผนังหลอดเลือด เมื่อเวลาผ่านไปไขมันจะกลายเป็นคราบตระกรันหรือพลัค (Plaque) ซึ่งคราบนี้จะยึดเกาะผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดตีบแคบหรืออุดตัน หลอดเลือดอักเสบ และเกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) โดยภาวะหลอดเลือดแข็งจะนำไปสู่โรคอื่น ๆ เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง  โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

2. ไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง

ไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนัง (Subcutaneous Fat) เป็นตัวการที่ทำให้หน้าท้อง ต้นขา ต้นแขน แก้ม คอ และร่างกายส่วนอื่น ๆ มีสัดส่วนที่ใหญ่ขึ้น ไขมันชนิดนี้จะสะสมอยู่ลึกลงไปใต้ชั้นผิวหนังก่อนถึงชั้นกล้ามเนื้อ ยิ่งไขมันชนิดนี้มาก สัดส่วนก็จะขยายมากขึ้นไปด้วย

แน่นอนไขมันส่วนเกินชนิดนี้ย่อมส่งผลต่อรูปร่างและความมั่นใจ อีกทั้งไขมันส่วนเกินใต้ชั้นผิวหนังยังเป็นสัญญาณเตือนของความเสี่ยงเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่เพิ่มสูงขึ้น

 ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน
ข้อควรรู้เกี่ยวกับ ภาวะไขมันพอกตับ โรคร้ายที่แฝงมากับความอ้วน

3. ไขมันส่วนเกินในช่องท้อง

ไขมันส่วนเกินในช่องท้อง (Visceral Fat) ไขมันสะสมชนิดนี้อาจไม่ส่งผลต่อรูปร่างสักเท่าไหร่ แต่อันตรายต่อสุขภาพ เพราะไขมันส่วนเกินชนิดนี้จะไปเกาะอยู่ตามอวัยวะภายในช่องท้อง ทั้งกระเพาะอาหาร ลำไส้ และตับ ซึ่งอวัยวะเหล่านั้นล้วนเป็นส่วนสำคัญต่อการทำงานของร่างกาย เมื่อสะสมนานวันเข้าก็อาจทำให้ร่างกายทำงานผิดปกติและเสี่ยงต่อโรคมากขึ้น

ปริมาณไขมันส่วนเกินในช่องท้องที่มากเกินไปเป็นปัจจัยสำคัญที่เพิ่มความเสี่ยงของโรคที่เรื้อรังและร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดสมอง โรคความจำเสื่อม หรือโรคมะเร็ง ซึ่งโรคที่ได้กล่าวมานี้เป็นเพียงการเจ็บป่วยส่วนหนึ่งที่เป็นผลมาจากการมีไขมันสะสมภายในช่องท้องในปริมาณที่มากจนเกินไป

นอกจากนี้ มีการศึกษาชิ้นหนึ่งเกี่ยวกับปริมาณไขมันส่วนเกินภายในร่างกายกับการเสียชีวิตพบว่า การมีปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ทั้งไขมันใต้ชั้นผิวหนังและไขมันในช่องท้อง อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเสียชีวิตแบบฉับพลันได้สูงกว่าคนที่มีปริมาณไขมันส่วนเกินในร่างกายในระดับที่ต่ำกว่า

ด้วยเหตุนี้ การมีไขมันส่วนเกินสะสมภายในร่างกายไม่ว่าจะชนิดใดก็ล้วนส่งผลต่อสุขภาพ และแม้ว่าบางคนอาจมีไขมันสะสมใต้ชั้นผิวหนังน้อยและน้ำหนักอยู่ในระดับปกติ แต่ก็อาจมีความเสี่ยงที่ไขมันในช่องท้องและไขมันในเลือดปริมาณสูงได้เช่นกัน เพราะกลไกของร่างกายในแต่ละคนที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะคนที่ชอบกินอาหารไขมันสูงและของหวานเป็นประจำ ร่วมกับการมีพฤติกรรมไม่ค่อยออกกำลังกายหรือเคลื่อนไหวร่างกายน้อย

จัดการไขมันส่วนเกินอย่างไรดี

การลดไขมันส่วนเกินในร่างกายจะช่วยลดทั้งไขมันในเลือด ไขมันใต้ชั้นผิวหนัง และไขมันในช่องท้อง โดยวิธีลดไขมันส่วนเกินในร่างกายง่าย ๆ ที่ทำได้ เช่น

เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน

ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ประเภทอาหาร และสัดส่วนอาหารให้เหมาะสม เช่น

  • จำกัดปริมาณไขมัน แป้ง และน้ำตาลต่อวัน เพื่อป้องกันการได้รับสารอาหารและพลังงานเกิน
  • กินอาหารโปรตีนสูง ไขมันต่ำ เช่น เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน เนื้อสัตว์ลอกหนัง เนื้อปลา ถั่ว และเต้าหู้ เป็นต้น
  • กินผักและผลไม้เพิ่มมากขึ้น เพราะไฟเบอร์หรือเส้นใยในผักผลไม้มีส่วนช่วยลดไขมันในร่างกาย
  • ศึกษาวิธีอ่านฉลากโภชนาการ ซึ่งช่วยควบคุมพลังงานและสารอาหารที่ควรได้รับต่อวันได้ดีขึ้น
  • ลดอาหารและเครื่องดื่มที่ชื่นชอบ แต่ไม่ค่อยดีต่อสุขภาพ อย่างน้ำหวาน เค้ก และชาไข่มุก โดยอาจกำหนดว่าภายในหนึ่งสัปดาห์สามารถกินได้กี่ครั้ง หรือลดและจำกัดปริมาณในการกิน
  • งดการกินอาหารสำเร็จรูปหรืออาหารแปรรูป อย่างไส้กรอก แฮม และเบคอน เพราะมีโซเดียมและไขมันสูง

หันมาออกกำลังกาย

การออกกำลังกายจะให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนเกินที่มาจากการกินมากเกินไปได้ เมื่อทำอย่างต่อเนื่องและเป็นประจำอาจช่วยลดปริมาณไขมัน ลดสัดส่วน และลดน้ำหนักได้ โดยผู้เชี่ยวชาญแนะนำว่าภายในหนึ่งสัปดาห์ ควรออกกำลังกายอย่างน้อย 150 นาที

หากต้องการลดไขมันให้จริงจังมากขึ้น ควรลองออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ เช่น วิ่ง เดินเร็ว ว่ายน้ำ หรือปั่นจักรยาน ครั้งละ 20‒40 นาทีต่อวัน เพราะร่างกายจะดึงเอาไขมันสะสมมาใช้ แต่ช่วงเริ่มต้นสามารถทำน้อยกว่านี้หรือทำเท่าที่ไหว เพื่อฝึกให้ร่างกายคุ้นชินกับการออกกำลังกายมากขึ้น แล้วค่อยเพิ่มความเข้มข้นในภายหลัง

นอกจากนี้ ควรเพิ่มมวลกล้ามเนื้อควบคู่ไปด้วย อย่างบอดี้เวทเทรนนิ่ง (Bodyweight Training) และการยกน้ำหนักที่ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อ เพราะกล้ามเนื้อเป็นส่วนประกอบร่างกายที่ดึงพลังงานไปใช้ได้มาก ทั้งยังกระตุ้นการเผาผลาญ การออกกำลังกายหลายรูปแบบร่วมกันจึงอาจช่วยลดไขมันในร่างกายได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับใครที่ยังไม่อยากเริ่มออกกำลังกายในตอนนี้ ควรปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตให้แอคทีฟหรือเคลื่อนไหวมากขึ้น เช่น ทำสวน เก็บกวาดบ้าน ทำงานบ้าน เดินเล่นตอนเย็น หรือเดินขึ้นบันไดแทนการใช้ลิฟต์เพื่อให้ร่างกายใช้พลังงานมากขึ้น เป็นต้น

งดสูบบุหรี่

สารพิษในบุหรี่อาจส่งผลต่อกลไกของร่างกายในการจัดการกับไขมันและพลังงาน ซึ่งอาจทำให้เกิดไขมันสะสมได้มากขึ้น อีกทั้งบุหรี่ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งให้เกิดโรค ซึ่งหากมีไขมันส่วนเกินในปริมาณที่สูง โดยเฉพาะไขมันในช่องท้อง ร่วมกับพฤติกรรมสูบบุหรี่ แน่นอนว่าความเสี่ยงของโรคต่าง ๆ ย่อมเพิ่มสูงขึ้น นอกจากบุหรี่แล้ว สารเสพติดและแอลกอฮอล์ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงได้เช่นเดียวกัน

ปรึกษาแพทย์

คนที่มีน้ำหนักตัวมาก คนที่คิดว่าตัวเองมีไขมันส่วนเกินสูง หรือพบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น ควรปรึกษาแพทย์ โดยอาจจะมีการตรวจปริมาณไขมันในร่างกาย ตรวจหาโรคประจำตัว หรือวางแผนการรักษาที่เหมาะสมในกรณีที่ตรวจพบโรคหรือต้องการการรักษา นอกจากนี้ แพทย์จะช่วยให้คำแนะนำในการลดไขมันส่วนเกินและการลดน้ำหนักได้อย่างถูกต้องและปลอดภัยได้ด้วย

นอกจากการลดไขมันส่วนเกินแล้ว ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก มีปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ควรหันมาใส่ใจในสุขภาพมากขึ้นไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม เพื่อลดความเสี่ยงของปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้น และลดความรุนแรงของโรคเหล่านั้นเมื่อเกิดขึ้น ส่วนคนทั่วไปที่ไม่ได้มีน้ำหนักตัวมากหรือปริมาณไขมันส่วนเกินสูง ก็ควรดูแลสุขภาพของตัวเองอย่างเหมาะสมอยู่เป็นประจำเพื่อคุณภาพในการใช้ชีวิตที่ดีขึ้น

การออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุควรคำนึงถึงอะไรบ้าง

เนื่องจากผู้สูงอายุจำนวนมากไม่ค่อยออกกำลังกายหรือไม่ชอบออกกำลังกายตั้งแต่วัยหนุ่มสาวทำให้ขาดความเข้าใจในเรื่องการดูแลสุขภาพร่างกาย เมื่ออายุมากขึ้นก็ส่งผลให้ร่างกายอ่อนแอหรือมีปัญหาทางสุขภาพได้ง่าย อย่างไรก็ตามปัจจุบันผู้สูงอายุส่วนใหญ่จะได้รับคำแนะนำทั้งจากแพทย์ อาสาสมัครผู้นำชุมชน หรือเจ้าหน้าที่เกี่ยวกับสุขภาพ เกี่ยวกับการออกกำลังกาย ทำให้หลายๆ ท่านเริ่มหันมาสนใจสุขภาพของตนเองมากขึ้น อย่างในเรื่องของการออกกำลังกายสำหรับผู้สูงอายุนั้นจะมีสิ่งที่ควรคำนึงคือ

  • ควรเริ่มจากการยืดกล้ามเนื้อและอบอุ่นร่างกายก่อนออกกำลังกายทุกครั้ง เพราะเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ร่างกายจะเริ่มเสื่อมสภาพลงทำให้การออกแรงมากๆ เป็นเรื่องยากและก่อให้เกิดอาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อได้
  • เลือกสวมรองเท้าออกกำลังกายที่เหมาะสมเพื่อช่วยในการเคลื่อนไหวร่างกาย
  • เลือกกิจกรรมที่ทำติดต่อกันได้ 10-15 นาที
  • เลือกกิจกรรมที่ไม่ทำให้เกิดความเครียด
  • ควรมีเพื่อนหรือคนในครอบครัวร่วมออกกำลังกายอย่างน้อย 1 คน

ผู้สูงอายุออกกำลังกายแบบไหนได้บ้าง

รูปแบบการออกกำลังกายที่เหมาะสำหรับผู้สูงอายุได้แก่

1. การเดินหรือวิ่งช้าๆ

ผู้สูงอายุควรเริ่มออกกำลังกายจากเบาไปหนักโดยเริ่มจากการเดินช้าๆ เพื่อให้ร่างกายปรับสภาพสักระยะหนึ่ง จนร่างกายเคยชินกับการเดินแล้วค่อยเพิ่มความเร็วขึ้นเป็นการเดินเร็วหรือการวิ่ง สำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อเข่าหรือข้อเท้าก็ไม่ควรวิ่งเนื่องจากจะส่งผลให้เกิดอาการบาดเจ็บมากขึ้น

การเดินหรือวิ่งสามารถทำได้ที่สนามหรือสวนสุขภาพ ที่มีอากาศปลอดโปร่ง มีพื้นผิวที่เรียบเพื่อไม่ให้สะดุดล้ม นอกจากนี้ควรเลือกสวมรองเท้าผ้าใบที่กระชับเพื่อรักษาข้อต่อต่างๆ ไม่ให้ได้รับแรงกระแทกมากเกินไป

2. กายบริหาร

ทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการออกกำลังกายที่บ้าน โดยสามารถออกกำลังกายได้ทุกสัดส่วน พร้อมทั้งฝึกความอดทน การทรงตัว และความยืดหยุ่นของร่างกาย ซึ่งกายบริหารมีหลายท่าให้เลือกตามความเหมาะสม เช่น เหยียดน่อง เขย่งปลายเท้า ย่อเข่า โยกลำตัว เป็นต้น

3. ว่ายน้ำหรือเดินในน้ำ

การออกกำลังกายในน้ำสำหรับผู้สูงอายุ เหมาะกับผู้ที่มีข้อเข่าเสื่อมเพราะการว่ายน้ำช่วยลดแรงกระแทกโดยตรงกับพื้นแข็ง ufabet24  ช่วยในการฝึกกล้ามเนื้อในทุกส่วนของร่างกายและฝึกการหายใจอย่างเป็นระบบได้ สำหรับผู้สูงอายุที่ว่ายน้ำไม่เป็น สามารถออกกำลังกายได้โดยการเดินในน้ำไปมาเพื่อให้กล้ามเนื้อได้ออกแรงมากขึ้น

4. ขี่จักรยาน

การขี่จักรยานเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีความแข็งแรง เนื่องจากต้องควบคุมจักรยานและออกแรงมากกว่าปกติ การขี่จักรยานช่วยเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อขามากขึ้น อีกทั้งยังทำให้ได้รับความเพลิดเพลินจากการขี่ไปยังสถานที่ต่างๆ และเหมาะกับการไปเป็นหมู่คณะ

5. รำมวยจีน

รำมวยจีนเป็นการออกกำลังกายที่เหมาะกับผู้สูงอายุที่ให้ทั้งความอดทน ความแข็งแรง ความยืดหยุ่น ซึ่งนอกจากทางด้านทางกายแล้วยังช่วยในการฝึกจิตใจ และการหายใจให้เป็นไปตามธรรมชาติ

การรำมวยจีนทำให้ผู้สูงอายุได้เข้าสังคมมากขึ้น เนื่องจากจะได้มาร่วมออกกำลังกายกันเป็นกลุ่ม และช่วยสร้างสังคมผู้สูงอายุที่มีความชอบในการดูแลตัวเองอีกด้วย

6. โยคะ

โยคะเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งที่ส่งผลให้ผู้ที่ปฏิบัติมีสุขภาวะที่ดีขึ้น ทั้งด้านร่างกายและจิตใจ แต่การออกกำลังกายด้วยโยคะจะต้องมีการฝึกฝนอย่างถูกวิธีถึงจะได้ผลดีต่อร่างกาย

การส่องกล้อง

ส่องกล้อง ตรวจกระเพาะอาหารกับขั้นตอนที่ควรรู้

เป็นอุปกรณ์ลักษณะเป็นท่อยืดหยุ่นได้ มีแสงไฟและเลนส์กล้องที่บริเวณส่วนปลาย ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร คือการใช้กล้องเอนโดสโคป (Endoscope) ใส่เข้าไปทางปากของคนไข้เพื่อตรวจดูอาการหรือรักษาภาวะผิดปกติที่เกิดขึ้นภายในหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น

ทำไมต้องส่องกล้อง?

การส่องกล้องกระเพาะอาหารสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในกรณีต่อไปนี้

ตรวจดูอาการ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการบ่งบอกถึงปัญหาเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบน เช่น

  • ปวดท้อง
  • คลื่นไส้และอาเจียนเป็นประจำ
  • อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอกเรื้อรัง
  • กลืนอาหารลำบากหรือกลืนแล้วรู้สึกเจ็บ
  • มีเลือดออกอย่างรุนแรง มักทำให้เกิดอาการเจ็บแปลบในท้อง อาเจียนเป็นเลือด หรืออุจจาระเป็นเลือด อุจจาระดำเหมือนยางมะตอย และมีภาวะโลหิตจางที่อาจมีสาเหตุมาจากเลือดออกภายในไม่หยุด

ยืนยันการวินิจฉัยโรค แพทย์สามารถยืนยันอาการของผู้ป่วยหลังจากการวินิจฉัยเบื้องต้นให้แน่ใจหรือแยกโรคที่มีอาการคล้ายกันออกไปด้วยการส่องกล้อง เช่น โรคกระเพาะอาหารหรือแผลในกระเพาะอาหาร โรค Coeliac Disease ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการแพ้กลูเตนและมี ภาวะลำไส้อักเสบ ร่วมด้วย โรคกรดไหลย้อน หลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง มะเร็งหลอดอาหาร มะเร็งกระเพาะอาหาร ภาวะความดันโลหิตเส้นเลือดดำพอร์ทัลสูง (Portal Hypertension) และยังใช้ในการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจได้อีกด้วย

รักษาโรคบางชนิด ไม่เพียงแต่การวินิจฉัยหรือตรวจดูอาการ การส่องกล้องกระเพาะอาหารยังนำมาใช้เป็นอุปกรณ์ในการรักษาความผิดปกติที่เกิดขึ้นกับกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้เช่นกัน เช่น

  • ช่วยขยายหลอดอาหารที่แคบตัวลงและส่งผลให้มีอาการเจ็บหรือกลืนลำบาก ซึ่งเป็นภาวะที่อาจเกิดจากโรคกรดไหลย้อน มะเร็งหลอดอาหาร หรือการรักษาโดยการฉายรังสีไปที่หลอดอาหาร
  • ช่วยในการนำเอาเนื้อร้าย ติ่งเนื้อ หรือวัตถุแปลกปลอมออกมาจากบริเวณหลอดอาหารและช่องท้อง
  • ช่วยหยุดเลือดที่ออกในกระเพาะหรือหลอดอาหาร เช่น การมีเลือดออกเนื่องจากมีแผลในกระเพาะอาหาร
  • เป็นเครื่องมือให้สารอาหารแก่คนไข้ที่ไม่สามารถรับประทานอาหารได้เอง
ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร
ส่องกล้อง ระบบทางเดินอาหาร

การเตรียมตัวก่อนส่องกล้อง

  • อดอาหาร เพื่อให้แพทย์สามารถมองเห็นบริเวณต่าง ๆ ภายในได้อย่างชัดเจน ผู้ป่วยจำเป็นต้องงดรับประทานอาหารและน้ำเป็นเวลา 6-8 ชั่วโมงก่อนรับการส่องกล้อง
  • เนื่องจากผู้ป่วยต้องหยุดรับประทานยาบางชนิดก่อนทำการส่องกล้อง แจ้งให้แพทย์ทราบถึงโรคประจำตัวและยาที่รับประทานเป็นประจำ  เช่น ยาที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือดอย่างแอสไพริน (Aspirin) วาร์ฟาริน (Warfarin) หรือคลอพิโดเกรล (Clopidogrel) ซึ่งจะทำให้เสี่ยงต่อการมีเลือดออกระหว่างส่องกล้อง โดยหยุดยาเป็นเวลาอย่างน้อยประมาณ 7-10 วัน ยารักษาอาการอาหารไม่ย่อยอาจต้องหยุดใช้ก่อนเป็นเวลา 2 สัปดาห์ รวมถึงการฉีดอินซูลินในผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องปรับเปลี่ยนปริมาณการใช้ให้เหมาะสม ส่วนผู้ป่วยโรคเรื้อรังที่ต้องรับประทานยา เช่น โรคหัวใจ ไทรอยด์ หรือภาวะความดันโลหิตสูง แพทย์อาจให้รับประทานยาตามปกติแล้วจิบน้ำตามเพียงเล็กน้อย ทั้งนี้ผู้ป่วยไม่ควรหยุดรับประทานยาใด ๆ เอง
  •  เป็นโรคเกี่ยวกับปอด หัวใจ หรือมีประวัติแพ้ยาใด ๆ แจ้งให้แพทย์ทราบถึงภาวะผิดปกติที่เป็น โดยเฉพาะหากกำลังตั้งครรภ์
  • รวมถึงผู้ป่วยโรคติดเชื้อบริเวณลิ้นหัวใจ โรคหัวใจรูมาติก ใส่ลิ้นหัวใจเทียม และผู้ที่แพทย์บอกว่าจะต้องรับประทานยาปฏิชีวนะก่อนการรักษาทางทันตกรรมหรือการผ่าตัดใด ๆ
  • ให้ญาติมารับกลับบ้าน ผู้ป่วยไม่ควรขับรถกลับบ้านเอง เพราะยาระงับความรู้สึกที่ได้รับระหว่างการส่องกล้องจะส่งผลให้รู้สึกง่วงนอน มึนงง และบกพร่องทางการตัดสินใจได้ เพื่อความปลอดภัยจึงควรหลีกเลี่ยงการขับรถหรือการทำงานที่ต้องใช้เครื่องจักร

ขั้นตอนการส่องกล้องกระเพาะอาหาร

แพทย์จะอธิบายถึงขั้นตอนต่าง ๆ อย่างละเอียด รวมถึงภาวะแทรกซ้อนหรือผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ระหว่างนี้หากผู้ป่วยมีข้อสงสัยใด ๆ ก็สามารถซักถามได้

ก่อนรับการส่องกล้องผู้ที่สวมใส่แว่นตา คอนแทคเลนส์ หรือฟันปลอมจะต้องถอดออกทั้งหมด และไม่จำเป็นต้องถอดเสื้อผ้า แต่อาจให้สวมชุดคนไข้ทับเสื้อผ้าของตัวผู้ป่วยเองอีกที

จากนั้นแพทย์จึงเริ่มด้วยการฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะส่วนที่คอเพื่อให้เกิดความรู้สึกชา หรืออาจใช้ยาระงับความรู้สึกแบบฉีดแทน ซึ่งจะพิจารณาตามความเหมาะสม ส่วนเด็กที่ยังเล็กอาจต้องใช้ยาสลบ โดยยาระงับความรู้สึกที่ได้รับจะส่งผลให้มีอาการง่วงซึมและรู้สึกผ่อนคลายลงขณะทำการส่องกล้อง

หลังฉีดสเปรย์ยาชาเฉพาะแห่งหรือให้ยาระงับความรู้สึก แพทย์อาจใช้ฟันยางเพื่อเปิดปากและป้องกันไม่ให้ฟันผู้ป่วยกัดสายท่อ ต่อจากนั้นจึงให้ผู้ป่วยพลิกตัวนอนตะแคงซ้าย แล้วใส่กล้องเอนโดสโคปเข้าไปในลำคอพร้อมทั้งบอกให้พยายามกลืนกล้องให้ลงไปยังหลอดอาหาร ทั้งนี้ในช่วงแรก ๆ อาจรู้สึกไม่ค่อยดี มีอาการคลื่นไส้หรืออยากอาเจียน แต่ก็จะค่อย ๆ ทุเลาลงเมื่อท่อส่องกล้องเคลื่อนลงไปแล้ว โดยกระบวนการส่องกล้องนี้จะใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที

สำหรับผลการตรวจนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการส่องกล้อง เช่น การตรวจดูกระเพาะอาหารอาจทราบผลได้ทันทีหลังการตรวจ แต่หากเป็นการเก็บตัวอย่างชิ้นเนื้อเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการอาจต้องรอผลตรวจเป็นเวลา 2-3 วัน

หลังจากการส่องกล้อง

คอยเฝ้าดูอาการอยู่ประมาณ 30 นาที  หลังการส่องกล้องเรียบร้อยแล้วแพทย์จะพาผู้ป่วยไปยังห้องพักฟื้น ผู้ป่วยอาจรู้สึกเจ็บในลำคอชั่วคราวซึ่งสามารถใช้ยาอมช่วยบรรเทาอาการ จากนั้นญาติจึงพาผู้ป่วยกลับบ้านได้และให้คอยเฝ้าดูอาการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง เนื่องจากฤทธิ์ของยาระงับความรู้สึกที่ได้รับสามารถคงอยู่ถึง 24 ชั่วโมงและทำให้ง่วงซึม ในระหว่างนี้ผู้ป่วยจึงควรพักผ่อน ไม่ควรขับรถหรือทำงานใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการใช้เครื่องจักร

นอกจากความรู้สึกง่วงซึม การส่องกล้องยังอาจทำให้มีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการเจ็บคอที่คงอยู่นาน 1-2 วัน ปวดบีบที่ท้อง ท้องอืดหรือมีแก๊สในท้องที่จะค่อย ๆ ดีขึ้นเองเมื่อเวลาผ่านไป แต่หากมีสัญญาณแสดงถึงปัญหาร้ายแรง ได้แก่ เจ็บหน้าอกหรือปวดท้องอย่างรุนแรง อาจมีอาการแย่ลง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง อาเจียนเป็นเลือด มีไข้สูง หรือหายใจหอบเหนื่อย ให้รีบไปพบแพทย์โดยด่วน

ส่องกล้องกระเพาะอาหารมีความเสี่ยงหรือไม่ ?

การส่องกล้องนับเป็นกระบวนการที่มีความปลอดภัยสูง ภาวะแทรกซ้อนที่สามารถเกิดขึ้นได้ แต่มักพบได้น้อย มีดังนี้

  • บางครั้งก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียง เช่น คลื่นไส้หรืออาเจียน
  • ผลข้างเคียงจากยาระงับความรู้สึก แม้ยานี้จะค่อนข้างปลอดภัย แสบร้อนบริเวณแผลฉีดยา หายใจลำบาก หัวใจเต้นผิดจังหวะ และอาจทำให้เศษอาหารตกลงไปยังปอดจนเกิดการอักเสบตามมา ส่วนผลข้างเคียงที่พบได้น้อยมาก ๆ ได้แก่ โรคหลอดเลือดในสมอง และโรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน
  • มีเลือดออก กล้องเอนโดสโคปอาจไปทำให้หลอดเลือดเสียหายและมีเลือดออก ซึ่งสัญญาณบ่งบอกการมีเลือดออกนี้ก็คือ อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายอุจจาระเป็นสีดำคล้ายยางมะตอย โดยแผลที่เกิดขึ้นมักจะรักษาด้วยการส่องกล้องอีกครั้ง และบางรายอาจต้องมีการให้เลือดเพื่อทดแทนเลือดที่เสียไปด้วย
  • มีการติดเชื้อ การส่องกล้องเสี่ยงต่อการติดเชื้อต่ำ ufabet login แต่ความเสี่ยงจะเพิ่มสูงขึ้นหากมีการตรวจด้วยกระบวนการอื่นร่วมด้วย แต่ก็มักเป็นการติดเชื้อที่ไม่รุนแรงและรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ หรือหากผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อสูง ก็อาจได้รับยาปฏิชีวนะก่อนทำการส่องกล้อง
  • เกิดแผลทะลุ ระหว่างการส่องกล้องมีโอกาสไม่มากนักที่เอนโสโคปจะไปโดนหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กส่วนบนจนเกิดรูทะลุขึ้น ผู้ที่เกิดภาวะแทรกซ้อนชนิดนี้สามารถสังเกตอาการได้จากการปวดช่องท้อง หน้าอก หรือคอ เจ็บขณะกลืน มีไข้สูง หรือหายใจลำบาก ซึ่งหากแผลทะลุนั้นไม่รุนแรงก็มักจะดีขึ้นได้เองเมื่อเวลาผ่านไป อาจมีการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันการติดเชื้อที่แผล หรืออาจจำเป็นต้องใช้การผ่าตัดเพื่อการรักษาในกรณีที่เป็นแผลรุนแรง

การตรวจโรคระบบทางเดินอาหาร ที่สามารถตรวจโรคที่เกิดขึ้นภายในช่องท้องได้อย่างละเอียดสามารถลบภาพแนวคิดเดิมที่ว่า ปัจจุบันการแพทย์พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง เช่นเดียวกับการพัฒนาเทคโนโลยี “เป็นแผลภายนอกยังสามารถตรวจได้ แต่พอเป็นโรคทางช่องท้องไม่สามารถมองเห็นได้” เพราะปัจจุบันสามารถใช้การส่องกล้องเพื่อตรวจลักษณะระบบทางเดินอาหารในการหาความผิดปกติของหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็กส่วนต้น ตรวจดูลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนกลาง ส่วนต้น ลำไส้เล็กส่วนปลายท่อทางเดินน้ำดี และตับอ่อน การส่องกล้องทางเดินอาหารนั้น สามารถแบ่งการตรวจออกเป็น 3 แบบ คือ

การส่องกล้องเพื่อตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และสำไส้เล็กส่วนต้น (Gastroscopy, EGD)
•  การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscope)
•   การส่องกล้องตรวจท่อทางเดินน้ำดีและตับอ่อน (ERCP)
การส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น (Gastroscopy,EGD)
    เป็นเทคโนโลยีการใช้กล้องส่องเข้าไปทางปาก ผ่านหลอดอาหารลงไปภายในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น โดยการตรวจจะใช้กล้องลักษณะเป็นท่อขนาดเล็กปรับความโค้งงอได้ มีขนาดประมาณ 1 เซนติเมตร และส่วนปลายของกล้องจะมีเลนส์ขยายภาพ ส่วนอีกด้านจะส่งภาพมายังจอมอนิเตอร์ ซึ่งทำให้แพทย์เห็นภายในอวัยวะที่ตรวจได้อย่างชัดเจน โดยการส่องกล้องวิธีนี้จะทำในกรณีมีการอักเสบ เป็นแผล มีเนื้องอก หรือมีการตีบตัน ผู้ที่ปวดท้องส่วนบนเมื่อได้รับการรักษาแล้วยังไม่ดีขึ้น มีอาการกลืนลำบาก อาเจียนเป็นเลือด เพื่อตัดชิ้นเนื้อเพื่อพิสูจน์ หรือเก็บของเหลว น้ำย่อยตรวจ เพื่อการรักษาตัดติ่งเนื้อ (polyp) จี้ทำลายเนื้องอกออกทางเดินอาหารส่วนบน เพื่อการใส่เครื่องมือ หรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ผ่านทางกล้องส่องตรวจ เช่นเครื่องมือขยายหลอดอาหาร อุปกรณ์ฉีดยา หรือรัดหลอดเลือดโป่งพองของหลอดอาหาร เป็นต้น

 การส่องกล้องตรวจคนไข้จะไม่รู้สึกเจ็บมีความปลอดภัยค่อนข้างสูงใช้เวลาการตรวจประมาณ 10-15 นาที หากตรวจพบติ่งเนื้อ หรือเนื้องอก แพทย์สามารถทำการรักษาได้ทันที หรือสงสัยว่าอาจมีเนื้อร้าย สามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ในคราวเดียวกัน โดยขั้นตอนการเตรียมตัวส่องกล้องตรวจหลอดอาหาร กระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น คนไข้ต้องงดน้ำ งดอาหาร 6-8 ชม.ถ้ามีฟันปลอมชนิดถอดได้ต้องถอดออกก่อน แพทย์จะให้ยาฉีดทางกล้ามเนื้อเพื่อช่วยให้ลำไส้คลายตัวก่อนทำการส่องตรวจอย่างน้อย 10-15 นาที และจะให้คนไข้นอนตะแคงซ้าย โดยแพทย์จะใส่กล้องตรวจเข้าทางปากโดยให้คนไข้ช่วยกลืนซึ่งจะทำให้การใส่กล้องง่ายขึ้น
การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนัก (Colonoscope)
สามารถทำการตรวจดูลำไส้ใหญ่ส่วนปลาย ส่วนกลาง  ส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร ส่วนต้นและลำไส้เล็กส่วนปลาย ทำให้สามารถวินิจฉัยโรคของลำไส้ใหญ่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ การส่องกล้องวิธีนี้จะส่องกล้องผ่านเข้าไปทางทวารหนัก โดยคนไข้ไม่รู้สึกเจ็บ มีความปลอดภัย ใช้เวลาตรวจประมาณ 20-30 นาที ขึ้นอยู่กับความยาวลำไส้ใหญ่ของคนไข้ อีกทั้งสามารถตัดติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่โดยไม่ต้องผ่าตัด และสามารถตัดชิ้นเนื้อส่งตรวจทางพยาธิวิทยาได้ทันที การส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่และทวารหนักตรวจในกรณีที่คนไข้มีความผิดปกติเกี่ยวกับการขับถ่ายอุจจาระ เช่น ท้องผูก หรือท้องเสียเป็นประจำ หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน เมื่อเบ่งถ่ายอุจจาระมีติ่งเนื้อยื่นออกมาจากทวารหนักและมีเลือดออก มีการอึดอัดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้องร่วมกับมีก้อนในท้อง น้ำหนักลด อ่อนเพลีย มีประวัติว่ามีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ตรวจพบภาวะโลหิตจางโดยไม่ทราบสาเหตุ การตรวจสุขภาพในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ซึ่งควรส่องกล้องตามคำแนะนำของแพทย์

การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด01

เชื้อราในช่องคลอด เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอด (Vaginal Candidiasis) เกิดจากการติดเชื้อราภายในช่องคลอดหรือบริเวณปากช่องคลอด ทำให้เกิดการระคายเคืองและอาการคันอย่างรุนแรง

อาการของ โรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดส่วนใหญ่ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่เล็กน้อยถึงปานกลาง แต่บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใด ๆ แม้เกิดการติดเชื้อ ซึ่งอาการที่พบได้บ่อย เช่น

  • เกิดอาการคันอย่างรุนแรงและระคายเคืองที่ปากช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด
  • มีอาการแสบร้อน โดยเฉพาะในขณะมีเพศสัมพันธ์หรือการปัสสาวะ
  • ตกขาวผิดปกติ อาจมีลักษณะสีขาวข้นคล้ายนมบูด เป็นน้ำใส หรือขาวข้นจับตัวเป็นก้อน
  • บริเวณปากช่องคลอดมี อาการบวม แดง
  • เกิดผื่นแดงทั้งภายในและภายนอกช่องคลอด อาจเกิดการกระจายไปทั่วบริเวณหัวหน่าว อวัยวะเพศ หรือต้นขา

ผู้ป่วยจะมีอาการเหล่านี้ได้ตั้งแต่ไม่กี่ชั่วโมงไปจนถึงเป็นสัปดาห์ หรืออาจนานเป็นเดือนในบางราย แต่พบได้ค่อนข้างน้อย นอกจากนี้ยังพบว่าบางรายอาจมีอาการของโรคกลับเป็นซ้ำในช่วงก่อนมีประจำเดือนและอาจเป็นมากขึ้นหลังจากการมีเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ควรรีบพบแพทย์หากเป็นการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นครั้งแรก อาการที่เป็นอยู่ไม่ดีขึ้นหลังใช้ยารักษา หรือมีอาการผิดปกติอื่น ๆ ร่วมด้วย

นอกจากนี้ อาการอาจรุนแรงมากขึ้นหากไม่รีบรักษา ซึ่งสังเกตได้จากบริเวณที่เกิดการติดเชื้อมีอาการบวม แดง และคันอย่างรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดรอยแตกเป็นแผล มีอาการเจ็บหรือปวด ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดบ่อยมากกว่าปกติ หรือมากกว่า 4 ครั้งต่อปี

สาเหตุของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดเกิดจากการเพิ่มจำนวนเชื้อรามากกว่าปกติภายในช่องคลอดจนทำให้สภาพภายในช่องคลอดเสียสมดุล โดยปกติเชื้อราเหล่านี้มักอาศัยอยู่ตามช่องปาก อวัยวะเพศ ระบบทางเดินอาหาร หรือบนผิวหนังของคนเราในปริมาณน้อยและไม่ก่อให้เกิดโรค แต่เมื่อเชื้อราเหล่านี้มีปริมาณมากขึ้นจึงพัฒนาให้เกิดการติดเชื้อขึ้นได้ เชื้อราที่ทำให้เกิดการติดเชื้ออาจเกิดได้จากหลายสายพันธ์ุ แต่สายพันธ์ุที่พบว่าเป็นสาเหตุของการติดเชื้อในช่องคลอดได้มากที่สุดมีชื่อว่า แคนดิดา อัลบิแคนส์ (Candida Albicans) ซึ่งเป็นเชื้อราในกลุ่ม แคนดิดา (Candida) ส่วนเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่พบได้ไม่บ่อยอาจส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการรุนแรงได้มากขึ้น และต้องอาศัยการรักษาที่ซับซ้อนมากขึ้น

คันในช่องคลอด ยันเมือกขาว
คันในช่องคลอด ยันเมือกขาว

การเพิ่มจำนวนเชื้อราอย่างรวดเร็วมาจากหลายสาเหตุดังนี้

  • การใช้ยาปฏิชีวนะเป็นเวลานาน ซึ่งจะไปลดปริมาณแบคทีเรีย แลคโตบาซิลลัส และทำให้ค่าความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุล
  • การตั้งครรภ์
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่สามารถควบคุมอาการของโรคได้
  • สภาวะของร่างกายที่ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอลง เช่น การติดเชื้อเอชไอวี (HIV)
  • เป็นโรคทางผิวหนังอื่น ๆ นำมาก่อน เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบเรื้อรังอื่น ๆ
  • การรับประทานยาบางประเภท
  • มีภาวะโรคอ้วน
  • การรักษาด้วยวิธีฮอร์โมนบำบัดหรือการรับประทานยาคุมกำเนิดในปริมาณสูง ซึ่งจะไปเพิ่มระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจน
  • การสวนล้างช่องคลอดหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เพื่อสุขอนามัยบริเวณช่องคลอดบ่อย ๆ อาจทำให้เสียสมดุลภายในช่องคลอด

การเกิดการติดเชื้อราในช่องคลอดเป็นปัญหาที่พบมากในผู้หญิง โดยผู้หญิงทุก 3 ใน 4 คนเคยเป็นโรคเชื้อราในช่องคลอดอย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต นอกจากนี้ การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดขึ้นได้ในช่วงก่อนการมีประจำเดือน หรือบางรายอาจเกิดขึ้นหลังการมีเพศสัมพันธ์ แต่ตัวโรคยังไม่จัดว่าเป็นโรคติดติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะไม่ก่อให้เกิดการติดเชื้อไปสู่ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ด้วย รวมไปถึงผู้หญิงที่ไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ก็อาจมีโอกาสในการพัฒนาโรคให้เกิดขึ้นได้เช่นกัน

การวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคเชื้อราในช่องคลอดได้ตามขั้นตอนดังนี้

  • สอบถามข้อมูลและประวัติทางการแพทย์ ในขั้นแรกจะมีการสอบถามข้อมูลทางการแพทย์ของผู้ป่วย อาการผิดปกติที่พบ ลักษณะของตกขาว เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่
  • การตรวจภายใน แพทย์จะตรวจดูลักษณะภายนอกของอวัยวะเพศและบริเวณรอบ ๆ เพื่อหาความผิดปกติที่บ่งบอกว่าเกิดการติดเชื้อ ซึ่งบางรายสามารถตรวจพบความผิดปกติได้ตั้งแต่การสังเกตดูลักษณะภายนอก แต่ในบางรายแพทย์อาจจะต้องตรวจหาความผิดปกติจากภายในช่องคลอดอีกครั้งด้วยการสอดอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่เรียกว่าปากเป็ดเข้าไปภายในช่องคลอด เพื่อเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งหรือตกขาวออกมาตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม
  • การตรวจตัวอย่างสารคัดหลั่ง มักจะใช้ในกรณีตรวจวินิจฉัยผู้ที่เกิดการติดเชื้อบ่อย ๆ หรืออาการของโรคไม่ดีขึ้น โดยแพทย์จะนำตัวอย่างที่เก็บได้ภายในช่องคลอดออกมาตรวจหาประเภทเชื้อราที่ทำให้เกิดอาการของโรค ซึ่งจะช่วยให้แพทย์หาวิธีการรักษาผู้ป่วยที่มีการกลับมาของโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การรักษาโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราในช่องคลอดสามารถรักษาได้โดยการใช้ยาต้านเชื้อรา (Antifungal Drug) เป็นหลัก โดยรูปแบบของยาอาจจะมีทั้งแบบครีม ขี้ผึ้ง ยาเหน็บ หรือยารับประทาน เช่น ยาคลอไตรมาโซล (Clotrimazole) ยาไมโคโนโซล (Miconazole) ยาไทโอโคนาโซล (Tioconazole) ยาบูโตโคนาโซล (Butoconazole) ยาฟลูโคนาโซล (Fluconazole) หรือยากรดบอริก (Boric acid) ซึ่งการเลือกใช้ยาควรต้องมีการพิจารณาระดับความรุนแรงของโรคและประเภทของเชื้อราที่ทำให้เกิดความผิดปกติขึ้นด้วย ส่วนระยะเวลาในการใช้ยาจะแตกต่างกันไปตามความแรงของยาและการตอบสนองของผู้ป่วยต่อการรักษา

ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคไม่รุนแรงสามารถซื้อยาต้านเชื้อราที่ขายทั่วไป ควบคู่กับการดูแลตนเองได้จากที่บ้านโดย

  • ผู้ป่วยที่ใช้ยารักษาเชื้อราทาช่องคลอดในช่วงที่มีประจำเดือน ควรเลือกใช้ผ้าอนามัยแบบแผ่นแทนการใช้ผ้าอนามัยแบบสอด
  • หลีกเลี่ยงการใช้สบู่หรือผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดบริเวณช่องคลอดเป็นประจำ แต่ควรใช้น้ำสะอาดทำความสะอาดแทน
  • ไม่ควรสวนล้างช่องคลอด เพราะอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลง
  • หากมีความรู้สึกเจ็บในขณะมีเพศสัมพันธ์ ควรใช้ผลิตภัณฑ์เจลหล่อลื่นที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบหลักในขณะมีเพศสัมพันธ์ เพื่อช่วยลดการระคายเคือง
  • หากบริเวณอวัยวะเพศมีอาการบวมและเจ็บ ไม่ควรเกาหรือถูแรง ๆ แต่อาจนั่งแช่น้ำอุ่น เพื่อช่วยบรรเทาอาการ หรืออาจใช้ผ้าชุบน้ำเย็นประคบบริเวณที่มีอาการ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยที่รักษาด้วยการซื้อยามาใช้เองควรปรึกษาเภสัชกรทุกครั้ง ก่อนการใช้ยาควรศึกษาวิธีอย่างละเอียดและควรใช้ยาติดต่อกันอย่างต่อเนื่องจนครบปริมาณที่แนะนำ ไม่ควรหยุดใช้ยาอย่างกะทันหันแม้ว่ามีอาการดีขึ้น รวมไปถึงควรระมัดระวังการใช้ยาบางประเภทที่ยังไม่ได้รับการยืนยันทางการแพทย์อย่างชัดเจนว่ามีฤทธิ์ในการต่อต้านเชื้อรา เช่น การทาน้ำมันทีทรี (Tea Tree Oil) บริเวณช่องคลอด หรือการรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากกระเทียม เนื่องจากอาจส่งผลให้อาการติดเชื้อแย่ลงได้

แต่ในกรณีที่อาการมีความรุนแรงมากขึ้นจนทำให้เกิดอาการปวดบริเวณอุ้งเชิงกราน ผู้ป่วยอยู่ในช่วงตั้งครรภ์ เป็นอาการติดเชื้อครั้งแรก เกิดอาการแพ้ อาการของโรคไม่ดีขึ้น หรือมีความกังวลว่าอาการที่เกิดขึ้นอาจมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่น ๆ ควรเข้าปรึกษาแพทย์ เพื่อรับการตรวจยืนยันผล และรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้อง ซึ่งอาจต้องมีการใช้ยารักษาในปริมาณที่สูงขึ้นและรักษานานต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อช่วยป้องกันการกลับมาของโรค อย่างไรก็ตาม การติดเชื้อที่เกิดขึ้นใหม่อีกครั้งภายในระยะเวลา 2 เดือนหลังอาการหายขาดอาจเป็นสัญญาณบ่งบอกจากโรคอื่นได้

ภาวะแทรกซ้อนของโรคเชื้อราในช่องคลอด

โรคเชื้อราภายในช่องคลอดค่อนข้างพบภาวะแทรกซ้อนได้น้อย โดยทั่วไปมักเกิดการถลอกของผิวหนังจนอาจเป็นแผล เนื่องจากอาการคันและเสี่ยงต่อการเกิดการติดเชื้ออื่น ๆ ที่ผิวหนังได้โดยง่าย ผู้ป่วยบางรายอาจเกิดการติดเชื้อขึ้นใหม่อีกครั้งหลังการรักษา หรือไม่สามารถรักษาโรคให้หายขาด เนื่องจากตัวยาไม่ตอบสนองต่อโรค ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นตามมา

การป้องกันโรคเชื้อราในช่องคลอด

การติดเชื้อราในช่องคลอดอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ในบางกรณีบอกได้ยากว่าเกิดมาจากสาเหตุใด เพราะแต่ละบุคคลก็มีปัจจัยความเสี่ยงที่แตกต่างกันออกไป การป้องกันโรคจึงเป็นการปฏิบัติตามหลักสุขอนามัย เพื่อช่วยลดโอกาสการเกิดของโรคตามคำแนะนำต่อไปนี้

  • เลือกสวมใส่กระโปรง กางเกง หรือกางเกงชั้นที่ไม่รัดแน่นมากเกินไป รวมไปถึงเลือกเนื้อผ้าจากเส้นใยธรรมชาติที่มีการถ่ายเทของอากาศได้ดี ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดความอับชื้นจนเพิ่มจำนวนเชื้อราขึ้นได้โดยง่าย
  • ไม่ควรสวมใส่เสื้อผ้าที่มีความอับชื้นเป็นเวลานาน ควรรีบเปลี่ยนชุดออกทันที เช่น ชุดว่ายน้ำ ชุดออกกำลังกาย
  • หลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นหรือการสวนล้างช่องคลอดบ่อยเกินความจำเป็น
  • รับประทานอาหารประเภทโยเกิร์ตหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอื่น ๆ ที่มีส่วนผสมของแบคทีเรียแลคโตบาซิลลัส (Lactobacillus) ซึ่งจะช่วยปรับสภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอด
  • ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่มีความจำเป็น
  • ในช่วงมีประจำเดือนควรมีการเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะผ้าอนามัยแบบสอด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอับชื้นที่เป็นที่อยู่ของเชื้อรามากขึ้น

การวินิจฉัยภาวะเชื้อราในช่องคลอด

แพทย์จะทำการวินิจฉัยโดยการซักประวัติผู้ป่วย เช่น เคยมีประวัติเกิดการติดเชื้อราหรือมีโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์มาก่อนหรือไม่ ตรวจภายในและตรวจดูความผิดปกติของลักษณะภายนอก หลังจากนั้นแพทย์จะเก็บตัวอย่างสารคัดหลั่งจากช่องคลอดเพื่อนำไปตรวจในห้องปฏิบัติการ

อาการของภาวะเชื้อราในช่องคลอด

อาการของภาวะติดเชื้อราในช่องคลอดมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง บางคนอาจไม่แสดงอาการผิดปกติใดๆถึงแม้จะติดเชื้อก็ตาม อาการที่พบได้มีดังนี้

– คันและระคายเคืองบริเวณช่องคลอดหรือภายในช่องคลอด

– มีอาการบวมบริเวณอวัยวะเพศ

– รู้สึกแสบร้อนขณะมีเพศสัมพันธ์หรือปัสสาวะ

– มีผื่นแดงบริเวณอวัยวะเพศ

– มีตกขาวเป็นสีขาวครีมข้น ไม่มีกลิ่น บางครั้งอาจมีลักษณะเป็นน้ำได้เช่นกัน

– กรณีที่มีการติดเชื้อรา 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี จะจัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า “ภาวะติดเชื้อซ้ำซ้อน” ซึ่งมักมีปัจจัยเสี่ยงเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น  กำลังตั้งครรภ์, เป็นโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม, มีระบบภูมิคุ้มกันต่ำเพราะโรคบางชนิด เช่น ติดเชื้อไวรัสเอชไอวี, บ่อยครั้งมักจะเป็นเชื้อราสายพันธุ์อื่นที่ไม่ใช่ Candida Albicans

– กรณีติดเชื้อราในช่องคลอด 4 ครั้งหรือมากกว่าต่อปี แพทย์อาจต้องให้ยาต้านเชื้อรานานอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำของโรค นอกจากนี้การติดเชื้อราบ่อยครั้งอาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานหรือโรคอื่นๆ ได้

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดช่องคลอดอักเสบจากเชื้อรา

– การใช้ยาปฏิชีวนะติดต่อกันเป็นเวลานาน  ufabet24 ซึ่งทำลายเชื้อแบคทีเรียดีในช่องคลอด ทำให้เกิดการติดเชื้อราในช่องคลอด

– ระดับฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกายเพิ่มมากขึ้น จากการตั้งครรภ์ การรับประทานยาคุมกำเนิดที่มีปริมาณ ฮอร์โมนเอสโตรเจนสูงหรือการรักษาด้วยฮอร์โมนบำบัด

– โรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุม ผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ไม่ได้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดมีความเสี่ยงในการติดเชื้อราในช่องคลอดมากขึ้น

– ระบบภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวีหรือผู้รับการบำบัดด้วยยาคอร์ติโคสเตียรอยด์

เมื่อไหร่ที่ควรพบแพทย์

–  เมื่อมีอาการตกขาว,คันช่องคลอด ควรพบแพทย์ เพื่อให้แน่ใจว่าไม่ได้เป็นโรคอื่นที่ร้ายแรงกว่านั้นและต้องใช้วิธีการรักษาที่แตกต่างออกไป เช่น โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ หรือโรคติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ

– หากผู้ป่วยกำลังตั้งครรภ์ ควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้งก่อนที่จะซื้อยามารักษาเอง

ป้องกันได้อย่างไร

– การปฏิบัติตัวตามหลักสุขอนามัยช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อราในช่องคลอดได้

– รับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุล

– รับประทานโยเกิร์ตหรืออาหารเสริมที่มีแลคโตบาซิลลัส ซึ่งช่วยรักษาสมดุลของความเป็นกรดด่างในช่องคลอด

– สวมใส่เสื้อผ้าที่ผลิตจากเส้นใยธรรมชาติ เช่น ผ้าฝ้าย ผ้าลินินหรือผ้าไหม รวมถึงสวมกางเกงและกางเกงชั้นในที่ไม่รัดแน่นจนเกินไป

– หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด เพราะเป็นการนำเชื้อแบคทีเรียดีที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อออกจากร่างกาย

– ไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็น

– ไม่สวมใส่เสื้อผ้าเปียกชื้นเป็นเวลานาน เช่น ชุดว่ายน้ำหรือชุดออกกำลังกาย

– ไม่ใช้แผ่นอนามัยและเปลี่ยนผ้าอนามัยอย่างสม่ำเสมอขณะมีประจำเดือน เพื่อไม่ให้เกิดความอับชื้น

จุกแน่นลิ้นปี่

จุกแน่นลิ้นปี่ สุขภาพดีได้หากเข้าใจสาเหตุ

หลายคนอาจคิดว่าจุกแน่นลิ้นปี่เป็นเรื่องธรรมดาและ จุกแน่นลิ้นปี่ จากหลายสาเหตุก็สามารถรักษาได้อย่างง่ายดาย แต่แท้จริงแล้ว อาการดังกล่าวอาจรุนแรงมากขึ้นหรือก่อให้เกิดภาวะสุขภาพที่รุนแรงตามมาได้ ผู้ป่วยจึงไม่ควรชะล่าใจและละเลยในการรักษา โดยสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาที่เหมาะสมและตรงจุด คือการทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของอาการจุกแน่นลิ้นปี่นั่นเอง 

มักจะเกิดขึ้นพร้อมกับอาการทั่วไปอื่น ๆ ของระบบย่อยอาหาร จุกแน่นลิ้นปี่เป็นความเจ็บปวดหรือการรู้สึกไม่สบายใต้ซี่โครงบริเวณหน้าท้องส่วนบน  ซึ่งมีตั้งแต่แสบร้อนกลางอก ท้องอืด คลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก ท้องเสีย เบื่ออาหาร น้ำหนักตัวลดลง อิ่มเร็ว ไปจนถึงเกิดแก๊สในกระเพาะอาหาร อย่างไรก็ตาม สัญญาณอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุด้วย

สาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่

จุกแน่นลิ้นปี่อาจเกิดขึ้นจากหลากหลายสาเหตุ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

  1. ส่งผลให้ผู้ป่วยเจ็บหน้าอกและบริเวณลำคอ กรดไหลย้อน เป็นภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร
  2. ซึ่งปกติแล้วกรดไหลย้อนมักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก อาหารไม่ย่อย มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก เจ็บคอ เสียงแหบ รู้สึกเหมือนมีก้อนภายในคอ ไอเรื้อรัง เป็นต้น
  3. อาหารไม่ย่อย อาจเกิดจากการพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่ดี เช่น กินอาหารในปริมาณมาก กินอาหารเร็วเกินไป กินอาหารมันและอาหารที่มีรสเผ็ด เป็นต้น รวมถึงปัญหาทางสุขภาพและการใช้ยาบางชนิด โดยอาหารไม่ย่อยมักทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดท้อง ท้องอืด แสบร้อนกลางอก คลื่นไส้ และอาเจียน
  4. น้ำตาลชนิดนี้พบได้ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากนม
  5. ภาวะย่อยน้ำตาลแล็กโทสบกพร่อง คือภาวะที่ร่างกายไม่อาจย่อยน้ำตาลแล็กโทสได้หมด และมักเกิดขึ้นเมื่อร่างกายมีเอนไซม์แลคเตสที่ช่วยในการย่อยน้ำตาลแล็กโทสในปริมาณน้อย ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการ เช่น ท้องอืด ปวดท้อง มีแก๊สในกระเพาะอาหาร ท้องเสีย คลื่นไส้ อาเจียน เป็นต้น
  6. การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเกินไป หรือการดื่มจัดมาเป็นเวลานานอาจทำให้เยื่อบุกระเพาะอาหารอักเสบ ซึ่งในระยะยาวอาจนำไปสู่การมีเลือดออกในกระเพาะอาหารได้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังอาจก่อให้เกิดภาวะทางสุขภาพอันเป็นสาเหตุของจุกแน่นลิ้นปี่อย่างโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ตับอ่อนอักเสบ หรือโรคตับ
  7. การรับประทานอาหารมากเกินไป ส่งผลให้ผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่ได้เช่นกัน เนื่องจากไปทำให้กระเพาะอาหารขยายตัวจนเกิดแรงดันต่ออวัยวะโดยรอบ ก่อให้เกิดอาการปวดลำไส้ อีกทั้งกรดในกระเพาะอาหารและของเหลวต่าง ๆ อาจไหลย้อนกลับขึ้นมาที่หลอดอาหาร จนทำให้แสบร้อนกลางอกและเป็นกรดไหลย้อนได้
  8. บริเวณหน้าอกผ่านทางช่องโหว่ของกะบังลม
  9. โรคไส้เลื่อนกะบังลม เกิดขึ้นเมื่อส่วนหนึ่งของกระเพาะอาหารเคลื่อนตัวไป อาจทำให้เกิดอาการ เช่น อาหารไม่ย่อย แสบร้อนกลางอก ระคายเคืองหรือเจ็บคอ เรอเสียงดัง เป็นต้น
  10. การใช้ยา หรือกระทั่งการติดเชื้อ หากไม่เข้ารับการรักษาอาจส่งผลให้หลอดอาหารเป็นแผลได้  หลอดอาหารอักเสบ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยทั้งกรดไหลย้อน โรคภูมิแพ้ โดยทั่วไป มักทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอกหรือบริเวณลำคอ  มีน้ำรสเปรี้ยวหรือขมไหลย้อนขึ้นมาในปาก ไอ หรือมีปัญหาในการกลืน  
  11. โรคภูมิคุ้มกัน หรือกระเพาะอาหารถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง  โรคกระเพาะอาหารอักเสบ เป็นการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารจากการติดเชื้อแบคทีเรีย
  12. มักทำให้เกิดอาการ เช่น แสบร้อนกลางอก สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งแบบเฉียบพลันและแบบเรื้อรัง ปวดแสบท้อง ปวดตื้อ จุกเสียด จุกแน่นลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน  เป็นต้น
  13. แผลในกระเพาะอาหาร เนื่องจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือใช้ยาบางชนิดอย่างยาแก้ปวดในกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) มากเกินไปอาจส่งผลให้เยื่อบุกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กถูกทำลายจนเป็นแผล อาการที่พบได้บ่อยคือปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร และยังมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อิ่มง่าย ท้องอืด เรอ แสบร้อนกลางอก และสัญญาณการมีเลือดออกอย่างเหนื่อยล้า ผิวซีดหรือหายใจไม่อิ่มร่วมด้วย
  14. การตั้งครรภ์ ขนาดครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นจนไปเบียดกระเพาะอาหาร ประกอบกับการเปลี่ยนแปลงของฮอโมนส์และระบบย่อยอาหารอาจทำให้คนท้องมีอาการจุกแน่นลิ้นปี่ อีกทั้งยังมีอาการแสบร้อนกลางอกเกิดขึ้นบ่อยครั้งด้วย อย่างไรก็ตาม สตรีมีครรภ์ที่จุกแน่นล้นปี่ควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจวินิจฉัยอย่างถี่ถ้วน เพราะอาการดังกล่าวอาจเป็นสัญญาณของภาวะครรภ์เป็นพิษได้

เกี่ยวเนื่องกับระบบย่อยอาหารเช่น ภาวะหลอดอาหารอักเสบเรื้อรัง (Barrett’s Esophagus)  นอกจากนี้ อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังอาจเกิดได้จากโรคและปัญหาสุขภาพอื่น ๆ ซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อนจากโรคกรดไหลย้อน โรคถุงน้ำดีอักเสบ โรคลำไส้แปรปรวน โรคมะเร็ง ลำไส้หรือถุงน้ำดีอุดตัน อาการบาดเจ็บหรือการผ่าตัดบริเวณช่องท้อง รวมถึงระบบหัวใจและหลอดเลือดที่เป็นอันตรายร้ายแรงอย่างภาวะหัวใจขาดเลือด เป็นต้น

จุกเสียด-แน่นท้องเรื้อรัง ระวัง! มะเร็งทางเดินอาหาร
จุกเสียด-แน่นท้องเรื้อรัง ระวัง! มะเร็งทางเดินอาหาร

 

วิธีจัดการกับจุกแน่นลิ้นปี่

การรักษาอาการจุกแน่นลิ้นปี่แตกต่างกันไปตามแต่ละสาเหตุ เช่น

  • ผู้ที่รับประทานอาหารมากจนเกินไปอาจปรับเปลี่ยนการรับประทานอาหารหรือการใช้ชีวิต โดยหันมาพึ่งพาอาหารเพื่อสุขภาพอย่างขิง ดื่มน้ำให้มากขึ้นในแต่ละวัน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และคาเฟอีน หรือออกกำลังกายเป็นประจำประมาณ 30 นาทีต่อวัน
  • หากเกิดจากการใช้ยาบางชนิดอย่างยาในกลุ่มเอ็นเสด แพทย์อาจแนะนำให้ผู้ป่วยหยุดใช้ยาเหล่านั้น และเลือกใช้เป็นยาลดกรดหรือยายับยั้งการหลั่งกรด เพื่อบรรเทาอาการปวดแทน
  • หากมีปัญหาสุขภาพเกี่ยวกับระบบย่อยอาหารอย่างกรดไหลย้อน โรคกระเพาะอาหารอักเสบ หรือแผลในกระเพาะอาหารเป็นสาเหตุของอาการจุกแน่นลิ้นปี่ ผู้ป่วยอาจต้องใช้ยาปฏิชีวนะเข้าช่วย

ชวนรู้จักระบบทางเดินอาหาร

กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่ ไปจนถึงทวารหนัก ระบบทางเดินอาหาร ufabet24 คือส่วนประกอบของร่างกายที่ไล่ตั้งแต่หลอดอาหาร เป็นหนึ่งระบบในร่างกายที่มีการทำงานร่วมกันอย่างสมานสามัคคี คอยย่อยอาหารทุกสิ่งอย่างที่เราทานเข้าไปให้กลายเป็นโมเลกุลขนาดเล็กพอที่จะสามารถดูดซึมได้ผ่านหลอดเลือด ส่วนกากใยที่เหลือก็จะถูกส่งต่อไปยังระบบขับถ่ายตามลำดับ การทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบแบบนี้ ทำให้เมื่อเกิดปัญหาขึ้นที่บริเวณใดบริเวณหนึ่ง ก็ย่อมส่งผลกระทบต่อการย่อยอาหารแทบทั้งระบบ

โรคระบบทางเดินอาหาร ยอดฮิต

  • โรคกระเพาะอาหาร ส่วนใหญ่มักแสดงอาการออกมาในลักษณะการจุกแน่นลิ้นปี่ เสียดท้อง แสบท้อง หรือปวดใต้ชายโครงซ้าย มักเป็นๆ หายๆ และแสดงอาการสัมพันธ์กับมื้ออาหาร เช่น ปวดเวลาหิว หรือปวดหลังทานอิ่ม หากมีอาการแบบนี้ไม่เกิน 2 สัปดาห์ สามารถดูแลตัวเองได้โดยการทานยาลดกรดในกระเพาะอาหาร หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด การดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีกาเฟอีน และรับประทานอาหารให้ตรงเวลา แต่หากมีอาการติดต่อกันนานเกิน 1 เดือน หรือมีการอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นสีดำหรือมีเลือดปน กลืนอาหารลำบาก น้ำหนักตัวลด ควรรีบพบแพทย์เพื่อทำการวินิจฉัยโดยละเอียด
  • การขับถ่ายที่ผิดปกติ เช่น ท้องผูก ท้องเสีย โรคลำไส้แปรปรวน เกิดจากภาวะที่ลำไส้บีบตัวผิดปกติ ทำให้มีอาการปวดท้อง หรือทั้งท้องผูกและท้องเสียสลับกันไป บางรายอาจถ่ายมากผิดปกติ แต่ในขณะที่บางรายก็อาจถ่ายน้อยกว่าที่เคยเป็น โดยอาการปวดมักจะดีขึ้นหลังจากถ่ายอุจจาระ แม้เป็นโรคที่มีอาการไม่ร้ายแรง แต่หากมีการถ่ายมากจนกระทบต่อชีวิตประจำวัน ก็ควรปรึกษาแพทย์ดีกว่า
  • โรคกรดไหลย้อน อาการที่เด่นชัดคือการแสบร้อนกลางอก หรือบริเวณลิ้นปี่ เนื่องจากมีกรดจากกระเพาะอาหารไหลย้อนมาสร้างความระคายเคืองให้กับทางเดินอาหาร ในบางรายอาจรู้สึกเหมือนมีก้อนอยู่ในคอ กลืนลำบาก มีอาการเจ็บคอ หรือแสบลิ้นเรื้อรัง โดยเฉพาะในตอนเช้าอาจจะมีรสขมหรือมีรสเปรี้ยวของกรดในปาก รวมทั้งอาจมีเสมหะ มีอาการระคายเคืองคออยู่ตลอดเวลา จนเกิดอาการไอเรื้อรัง ซึ่งสามารถบรรเทาอาการได้ด้วยการทานยาลดกรด ร่วมกับการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต
  •  ปัจจุบันยังไม่ทราบถึงสาเหตุที่แน่ชัด โรคมะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ภัยร้ายที่คร่าชีวิตคนไทยมากกว่า 6,000 คนต่อปี มะเร็งในระบบทางเดินอาหารสามารถพบได้ในทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะจะเสี่ยงมากขึ้นในผู้ที่บริโภคอาหารประเภทปิ้ง ย่าง หมักดอง สูบบุหรี่ และดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ รวมทั้งผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคมะเร็ง

มะเร็งร้าย… ต้องระวัง

มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งลำไส้เล็ก มะเร็งลำไส้ใหญ่  มะเร็งในระบบทางเดินอาหาร ประกอบไปด้วย มะเร็งหลอดอาหาร  รวมไปถึงมะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน และมะเร็งถุงน้ำดี โดยอาการเบื้องต้นจะแตกต่างกันไปตามบริเวณที่เป็น แต่ส่วนใหญ่จะมีอาการคล้ายคลึงกับโรคกระเพาะอาหาร และโรคลำไส้แปรปรวน ทำให้ผู้ป่วยมักละเลยอาการเตือนเหล่านี้ ดังนั้นวิธีที่จะรู้ทันเจ้ามะเร็งได้ดีที่สุดก็คือการตรวจสุขภาพเป็นประจำ

รู้เท่าทันได้ ง่ายนิดเดียว

การตรวจคัดกรองมะเร็งทางเดินอาหาร สามารถทำได้โดยการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหาร ซึ่งมีทั้งการส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ ร่วมกับการตรวจเลือดหาสารบ่งชี้มะเร็งทางเดินอาหาร (CEA) ซึ่งจะช่วยให้สามารถทราบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ระยะเริ่มแรก

ลดเสี่ยง ด้วยพฤติกรรมเหล่านี้

  • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • ลดการทานอาหารปิ้ง ย่าง และอาหารหมักดอง
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  • ทานผัก ผลไม้ เป็นประจำ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • ควบคุมน้ำหนักไม่ให้อ้วนจนเกินไป
  • ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี

ทั้งนี้ และหากรับประทานยาหรือรักษาด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว หากผู้ป่วยจุกแน่นลิ้นปี่อย่างรุนแรง อาการดังกล่าวรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน  แต่อาการจุกแน่นลิ้นปี่ยังไม่ดีขึ้นและคงอยู่นานกว่า 2-3 วัน ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการรักษาที่เหมาะสม อย่างไรก็ดี ผู้ที่มีปัญหาในการหายใจหรือการกลืน อาเจียนเป็นเลือด ถ่ายเป็นเลือด อุจจาระมีสีดำ ไข้สูง เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก เหงื่อแตก หรือหมดสติ ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว

น้ำเกลือล้างแผล

น้ำเกลือล้างแผล ใช้อย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย

อุปกรณ์ปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่มักนำมาทำความสะอาดแผลจากอุบัติเหตุที่ไม่รุนแรงนัก น้ำเกลือล้างแผล  เช่น หกล้มเป็นแผลถลอก มีดบาดไม่ลึก แผลถูกของแหลมแทง และยังใช้ล้างแผลจากการเจาะร่างกายเพื่อสวมใส่เครื่องประดับ เช่น เจาะหู เจาะสะดือ ได้ด้วย โดยแผลเหล่านี้อาจใช้น้ำเกลือรักษาเป็นหลักเพียงอย่างเดียวและผู้ป่วยสามารถทำแผลด้วยตนเองได้ เพราะน้ำเกลือล้างแผลหาซื้อได้ง่ายตามร้านขายยาทั่วไป และไม่ทำให้ระคายเคืองหรือแสบร้อนบริเวณแผล ทั้งนี้ ควรศึกษาวิธีการทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลืออย่างถูกต้องและเหมาะสมตามชนิดของแผลที่แตกต่างกัน.

วิธีทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลือล้างแผล

อาการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นบริเวณผิวหนังและเนื้อเยื่อร่างกาย อาจมีสาเหตุมาจากการหกล้ แผล คือ การถูกของมีคมบาดหรือถูกวัตถุปลายแหลมแทง รวมถึงการเจาะร่างกาย เมื่อเกิดบาดแผลขึ้นและเป็นบาดแผลที่ไม่รุนแรงมาก ผู้ป่วยอาจรักษาแผลเองได้ด้วยการใช้น้ำเกลือล้างแผลที่บ้าน ซึ่งขั้นตอนการทำความสะอาดแผลด้วยน้ำเกลืออาจแตกต่างกันไปตามชนิดของแผล ดังนี้

บาดแผลทั่วไป

หลายคนอาจเข้าใจว่าการนำผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์มาปิดบริเวณบาดแผล จะช่วยป้องกันแผลจากสิ่งสกปรก แต่ในความเป็นจริง ควรล้างแผลให้สะอาดก่อนพันปิดบาดแผล โดยทำตามลำดับดังต่อไปนี้

  • ล้างมือให้สะอาดก่อนทำแผล และสวมถุงมือ หากมือมีแผล
  • หากทำแผลให้ผู้อื่น ให้ผู้บาดเจ็บอยู่ในท่านั่งหรือท่านอนเสมอ
  • หากแผลมีสิ่งปนเปื้อน ให้ล้างแผลก่อน โดยใช้น้ำเกลือราดล้างบาดแผลหรือให้น้ำสะอาดไหลผ่านบาดแผล อาจใช้ทิชชูเปียกที่ปราศจากแอลกอฮอล์หรือผ้าก๊อซเช็ดล้างทำความสะอาดแผล แต่ห้ามใช้สำลีเช็ดแผล เพราะเส้นใยอาจติดอยู่ในแผล และห้ามใช้น้ำยาฆ่าเชื้อล้างแผลเด็ดขาด เพราะอาจทำให้เนื้อเยื่อเกิดความเสียหาย และทำให้เกิดแผลบาดเจ็บเพิ่มเติมได้
  • หลังจากล้างสิ่งสกปรกออกจากแผลแล้ว นำผ้าก๊อซไปชุบน้ำเกลือล้างแผลให้เปียกหมาด ๆ แล้วทาหรือเช็ดบริเวณรอบ ๆ บาดแผล
  • ปิดแผลด้วยผ้าพันแผลหรือพลาสเตอร์ที่ปลอดเชื้อ

หากสังเกตเห็นเลือดซึมผ่านผ้าพันแผลออกมา ให้นำผ้าพันแผลอีกชิ้นมาปิดทับผ้าพันแผลอันเดิมแล้วกดแผลค้างไว้ และหากพบวัตถุอื่น ๆ ติดแน่นอยู่ในแผล ให้ไปรับการรักษาจากแพทย์หรือพยาบาล ไม่ควรพยายามนำวัตถุดังกล่าวออกเองโดยพลการ

แผลผ่าตัด

แผลผ่าตัดอาจมีขนาดหรือความยาวแตกต่างกันไปตามประเภทของการผ่าตัด โดยส่วนใหญ่ แพทย์จะเย็บปิดแผลไว้หลังผ่าตัด ซึ่งผู้ป่วยมักไม่ต้องทำแผลใด ๆ เพิ่มเติม แต่อาจต้องดูแลไหมเย็บแผลให้สะอาดและแห้งอยู่เสมอ ต้องไม่เกาหรือแกะบริเวณบาดแผล และงดการเล่นกีฬาต่าง ๆ  ufabet24 เพื่อป้องกันการอักเสบหรือติดเชื้อ โดยผู้ป่วยควรสอบถามวิธีการดูแลแผลผ่าตัดอย่างละเอียด และผู้ป่วยอาจต้องดูแลหรือทำความสะอาดแผลด้วยตนเองที่บ้านจนกว่าแผลจะหายดี

ขั้นตอนการทำความสะอาดแผลผ่าตัดด้วยน้ำเกลือล้างแผล มีดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาด หรืออาจล้างมือด้วยน้ำยาทำความสะอาดที่ผสมแอลกอฮอล์
  • ใช้ผ้าก๊อซเช็ดทำความสะอาดรอบ ๆ แผล
  • นำผ้าก๊อซไปชุบน้ำเกลือล้างแผลจนชุ่ม แล้วนำมาทาหรือเช็ดแผลเบา ๆ
  • เช็ดคราบเลือดแห้งและของเหลวอื่น ๆ ที่เกาะติดบริเวณแผลออกให้หมด

มาทารอบแผลหากไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ นอกจากนี้ ห้ามนำครีมทาผิวและสมุนไพรอื่น ๆ และห้ามทำความสะอาดแผลด้วยน้ำยาทำความสะอาดผิว แอลกอฮอล์ สารเปอร์ออกไซด์ ไอโอดีน หรือสบู่ขจัดแบคทีเรียเด็ดขาด เพราะผลิตภัณฑ์ดังกล่าวอาจทำลายเนื้อเยื่อบริเวณแผล และทำให้แผลสมานตัวช้าลง

แผลจากการเจาะร่างกาย

แผลที่เกิดจากการเจาะร่างกายอาจต้องรับการรักษาเช่นเดียวกับแผลชนิดอื่น ๆ และน้ำเกลือล้างแผลอาจเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและดีที่สุดในการทำความสะอาดแผล ซึ่งวิธีการทำความสะอาดแผลจากการเจาะร่างกายด้วยน้ำเกลือ มีดังนี้

  • นำผ้าพันแผลชุบน้ำเกลือล้างแผลให้ชุ่ม แล้วประคบบริเวณแผลเจาะร่างกายจนน้ำเกลือซึมเข้าไปในแผล
  • ให้นำผ้าไปชุบน้ำเกลือแล้วประคบซ้ำอีกหลาย ๆ ครั้ง หากน้ำเกลือยังไม่ซึมเข้าแผลเท่าที่ควร เพราะติดสะเก็ดน้ำเหลือง  ทำซ้ำเรื่อย ๆ จนครบ 5 นาที หรือจนกว่าน้ำเกลือจะซึมเข้าไปในแผลดีแล้ว และสะเก็ดน้ำเหลืองนุ่มลงจนหลุดออกจากผิวหนัง

วัตถุประสงค์ของการล้างแผล

  • เพื่อให้แผลมีสภาวะที่ดี เหมาะแก่การงอกของเนื้อเยื่อ
  • ดูดซึมสารคัดหลั่ง เช่น เลือด น้ำเหลือง หนอง
  • จำกัดการเคลื่อนไหว ของแผลให้อยู่นิ่ง
  • ให้ความชุ่มชื้น กับพื้นผิวของแผลอยู่เสมอ
  • ป้องกันไม่ให้ผ้าปิดแผลติด และดึงรั้งเนื้อเยื่อที่งอกใหม่
  • ป้องกันแผล หรือเนื้อเยื่อที่เกิดใหม่จากสิ่งกระทบกระเทือน
  • ป้องกันแผลปนเปื้อนเชื้อโรค จากอุจจาระ ปัสสาวะ หรือสิ่งสกปรกอื่นๆ
  • เป็นการห้ามเลือด
น้ำเกลือล้างแผล
น้ำเกลือล้างแผล

วิธีทำน้ำเกลือล้างแผลด้วยตนเอง

หากไม่สะดวกไปหาซื้อน้ำเกลือล้างแผลจากร้านขายยา ผู้ป่วยอาจทำน้ำเกลือล้างแผลด้วยตนเองได้ตามวิธีดังต่อไปนี้

  • น้ำประปาต้ม 5 นาทีประมาณ 3.8 ลิตร เตรียมน้ำกลั่นที่สะอาดปราศจากเชื้อประมาณ 3.8 ลิตร  แต่ห้ามใช้น้ำทะเลหรือน้ำบาดาลมาทำน้ำเกลือ
  • นำเกลือที่บริโภคทั่วไปปริมาณ 8 ช้อนชา มาผสมกับน้ำที่เตรียมไว้ แล้วคนให้เกลือละลายจนหมด
  • นำน้ำเกลือที่ได้เทเก็บไว้ในภาชนะที่ผ่านการทำความสะอาดและปราศจากเชื้อ เช่น ขวดแก้ว หรือขวดน้ำที่ปิดสนิท
  • เก็บน้ำเกลือที่บรรจุใส่ภาชนะแล้วไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งน้ำเกลือที่ทำขึ้นสามารถใช้งานได้นานประมาณ 1 สัปดาห์

ข้อควรระวังในการใช้น้ำเกลือล้างแผล

ผู้ใช้น้ำเกลือล้างแผลควรอ่านฉลากบนผลิตภัณฑ์ก่อนใช้ทุกครั้ง และควรบันทึกวันที่เปิดใช้ขวดน้ำเกลือล้างแผล เพราะแบคทีเรียอาจเกิดขึ้นได้ภายใน 24 ชั่วโมงหลังจากเปิดใช้ และหากใช้น้ำเกลือล้างแผลแล้วยังมีอาการเจ็บปวด บวมแดง มีหนองไหลออกมาจากแผล หรือสังเกตเห็นวัตถุติดอยู่ภายในแผล ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการตรวจรักษาเพิ่มเติม

อย่างไรก็ตาม หากบาดแผลเกิดจากอุบัติเหตุรุนแรง เป็นแผลขนาดใหญ่ แผลลึก แผลที่เป็นรอยกัดจากคนหรือสัตว์ แผลเก่าที่อาจติดเชื้อ แผลบริเวณหลอดเลือดแดงและข้อพับ หรือแผลมีเลือดออกอย่างต่อเนื่องแม้ผ่านการปฐมพยาบาลเบื้องต้นไปแล้วประมาณ 15-20 นาที ผู้ป่วยไม่ควรทำแผลด้วยตนเอง แต่ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

1. การมีเลือดออกถือเป็นการช่วยทำความสะอาดบาดแผลเบื้องต้น ดังนั้นไม่ต้องตกใจกันไป
2. ล้างแผลให้สะอาดด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ (Sodium Chloride 0.9% w/v) เพื่อขจัดสิ่งสกปรก และฝุ่นผงออกจากแผล และไม่ควรล้างแผลด้วยน้ำ แอลกอฮอล์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ เพราะจะทำให้ระคายเคือง และแสบแผลได้
3. สำหรับแผลที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อ (topical anticeptic) ให้ใช้ยาฆ่าเชื้อที่ใช้สำหรับภายนอก เช่น โพวิโดน-ไอโอดีน ใส่หลังล้างแผล
4. ปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ยาหรือผ้าพันแผล เพื่อช่วยลดโอกาสที่เชื้อโรคจะเข้าสู่แผล และช่วยป้องกันแผลเสียดสีกับเสื้อผ้า
ทำไมเราจึงไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ล้างแผล?
แอลกอฮอล์มีฤทธิ์ทำลายโปรตีนในเนื้อเยื่อ ทำให้เกิดเนื้อตาย แผลหายช้า แสบร้อน และระคายเคือง
แอลกอฮอล์เป็นยาฆ่าเชื้อเฉพาะที่ สำหรับใช้เช็ดผิวหนังรอบแผล  เพื่อไม่ให้เชื้อที่อยู่รอบปากแผลเข้าสู่แผล จึงไม่ควรนำมาใช้ล้างแผลเปิด
แล้วถ้าไม่ควรใช้แอลกอฮอล์ เราจะใช้อะไรล้างแผลกันดี?  คำตอบนี้ไม่ยากเลย เพราะวันนี้เรามีทางเลือกใหม่สำหรับการล้างแผลด้วยการใช้น้ำเกลือล้างแผลอย่าง ซาไลน์แคร์ (Saline Kare) ที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยความร้อนสูง ทำให้ล้างแผลได้สะอาด และไม่แสบแผล พร้อม “ระบบเปิด-ปิดฝา” ที่ป้องกันการปนเปื้อนระหว่างการใช้ ทำให้สะอาดและปลอดภัยสำหรับคุณ ด้วยคุณสมบัติเด่น

มีตัวยา Sodium Chloride 0.9% ซึ่งเป็นสารละลายที่มีความสมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย (Isotonic) จึงไม่ทำให้แสบแผล
เมื่อล้างแผลแล้วไม่รู้สึกแสบ จึงทำให้ล้างทำความสะอาดสิ่งสกปรก และเชื้อโรคได้สะอาด ซึ่งเป็นการช่วยลดการติดเชื้อ แผลก็จะหายเร็วขึ้น
ช่วยรักษาสภาพเซลล์เนื้อเยื่อ เพราะมีส่วนประกอบที่สมดุลกับน้ำในเซลล์ร่างกาย
เป็นน้ำยาล้างแผลที่แพทย์และพยาบาลใช้
เห็นถึงข้อดีของการใช้น้ำเกลือล้างแผลแทนการใช้แอลกอฮอล์กันแล้ว คิดว่าเราคงต้องมีน้ำเกลือล้างแผล ซาไลน์แคร์ ติดบ้านกันไว้ซักขวดแล้วล่ะ แล้วอย่าลืมหากเกิดบาดแผลเมื่อไหร่ ให้ใช้น้ำเกลือล้างทำความสะอาดแผล ใส่ยาฆ่าเชื้อ จากนั้นปิดแผลด้วยพลาสเตอร์ยา และหากยังมีอาการบวมแดง มีน้ำหนอง มีไข้ แปลว่าแผลอาจจะติดเชื้อ หรือกรณีเลือดไหลไม่หยุดภายใน 5-10 นาที มีแผลลึก ปากแผลเปิดกว้าง หรือมีสิ่งสกปรกติดแผลที่เอาไม่ออก หรือเกิดบาดแผลใกล้บริเวณดวงตา ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อหาทางรักษาต่อไป

น้ำเกลือล้างแผล ซาไลน์แคร์ หาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อ และร้านขายยาชั้นนำทั่วไป ขนาดบรรจุ 200 ml. ซึ่งเป็นขนาดที่เหมาะที่สุดสำหรับใช้ล้างแผล ทั้งนี้ก็เพราะการล้างแผลควรฉีดล้างด้วยปริมาณน้ำพอสมควร จึงจะกำจัดสิ่งสกปรกหลุดออกจากแผลให้หมด นอกจากนี้แล้วเรายังควรล้างแผล และเปลี่ยนวัสดุปิดแผลกันเป็นประจำทุกวันด้วยนะคะ เพียงเท่านี้ก็จะหมดห่วงเรื่องแผลติดเชื้อกันไปได้เลย

ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)

Burnout หรือที่ใครหลายคนเข้าใจว่าเป็นอาการหมดไฟและหมดแรงจูงใจในการทำงาน

Burnout หรือที่ใครหลายคนเข้าใจว่าเป็น อาการหมดไฟ และหมดแรงจูงใจในการทำงาน อาจเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความเครียดจากงาน ทำงานหนักเกินไป หรือทำงานที่ไม่ตรงกับแนวทางของตนเอง เป็นต้น ซึ่งอาจรับมือได้ด้วยการออกกำลังกาย จัดการกับความเครียด หรือปรับเปลี่ยนแนวทางการทำงาน แต่หากอาการ Burnout เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยอย่างโรคซึมเศร้าหรืออาการอื่น ๆ ผู้ป่วยควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตามแต่กรณี

Burnout คือ อะไร ?

Burnout เกิดจากความเหน็ดเหนื่อยที่มักเป็นผลมาจากการทำงานหนักเกินไป ซึ่งอาจส่งผลต่อทั้งสภาพร่างกายและจิตใจ โดยอาจทำให้อ่อนเพลีย เฉยชาต่อทุกสิ่ง รู้สึกล้มเหลว และขาดประสิทธิภาพในการทำงาน ผู้เชี่ยวชาญบางรายคาดว่า Burnout อาจเป็นอาการของภาวะเจ็บป่วยต่าง ๆ เช่น โรคซึมเศร้า และโรควิตกกังวล เป็นต้น หรืออาจเกิดจากการใช้ชีวิตแบบเคร่งเครียดอยู่ตลอดเวลาจนทำให้รู้สึกกดดันมาก เหนื่อยหมดแรง ว่างเปล่า และหมดไฟไปในที่สุด

อย่างไรก็ตาม อาการต่าง ๆ ที่แสดงออกมาอาจใกล้เคียงกับอาการของภาวะเจ็บป่วยอื่น ๆ อย่างภาวะซึมเศร้าได้ แต่อาจต่างกันตรงที่ภาวะซึมเศร้าอาจเกิดขึ้นได้จากสาเหตุอื่น ๆ ร่วมด้วย ไม่ใช่จากการทำงานหนักเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ไม่สามารถบอกได้อย่างแน่ชัดว่าเป็น Burnout และหากวินิจฉัยไม่รอบคอบถ้วนถี่ก็อาจทำให้รักษาผิดทางได้

สาเหตุของ Burnout 

Burnout อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น

  • มีปัญหาการจัดการ ไม่สามารถตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งสำคัญในการทำงานได้ เช่น ไม่สามารถกำหนดตารางงานของตนเองได้ หรือไม่สามารถรับผิดชอบงานของตนให้สำเร็จลุล่วงได้ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนนำไปสู่การ Burnout ได้
  • ภาระงานและสิ่งที่ถูกคาดหวังไม่ชัดเจน หากสิ่งที่ถูกคาดหวังจากเจ้านาย หัวหน้างาน หรือเพื่อนร่วมงานคนอื่น ๆ นั้นไม่ชัดเจนเพียงพอ อาจทำให้รู้สึกอึดอัดใจขณะทำงานได้
  • งานที่ทำไม่เหมาะกับตนเอง หากงานที่ทำไม่เหมาะกับความสามารถและความสนใจของตนเอง อาจทำให้รู้สึกเครียดตลอดเวลาได้
  • งานที่ทำต้องใช้ความกระตือรือร้นอย่างมาก หากการทำงานค่อนข้างวุ่นวายจนต้องใช้พลังงานที่มีทั้งหมดมุ่งไปที่งานตลอดเวลา อาจทำให้ยิ่งเหนื่อยล้าและหมดไฟได้ในที่สุด
  • ขาดแรงสนับสนุนทางสังคม หากต้องอยู่โดดเดี่ยวในที่ทำงานหรือในชีวิตจริง ufabet24 อาจส่งผลให้ยิ่งเครียดมากขึ้นได้
  • ขาดสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน หากงานที่ทำนั้นต้องอาศัยทั้งเวลาและแรงกายเป็นอย่างมาก หรืองานกินเวลาส่วนตัวไปด้วย อาจทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงเหลือพอไปเข้าสังคมหรือสังสรรค์กับเพื่อนและครอบครัว จนปรากฏ อาการหมดไฟ เร็วขึ้นได้
ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)
ภาวะหมดไฟ (Burnout Syndrome)

สังเกตตนเองอย่างไรว่ามีอาการ Burnout ?

ภาวะ Burnout อาจมีสัญญาณบอกอาการ ดังนี้

  • หมดแรง สูญสิ้นพลังงานในการทำทุกอย่าง
  • ทุกอย่างที่เกี่ยวกับงานเริ่มทำให้รู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ
  • เริ่มบ่นหรือวิจารณ์งานที่ทำ
  • รู้สึกท้อแท้กับงาน ที่ทำอยู่
  • ไม่พึงพอใจในความสำเร็จที่ทำได้
  • นึกถึงปัญหาเรื่องงานตลอดเวลา แม้ตอนกำลังรับประทานอาหารหรือตอนนอน
  • มีปัญหาในการนอนและการรับประทานอาหาร
  • เริ่มหงุดหงิดใจร้อนกับเพื่อนร่วมงานหรือลูกค้า
  • ชีวิตยุ่งเหยิง ขาดความสมดุลระหว่างการใช้ชีวิตกับการทำงาน
  • ต้องพยายามกระตุ้นให้ตัวเองมาทำงาน และมีปัญหาในการเริ่มทำงานเมื่อมาถึงที่ทำงานอีกด้วย
  • พึ่งยาแอลกอฮอล์หรืออาหารอื่น ๆ เพื่อทำให้ตนรู้สึกดีขึ้น

รับมือกับปัญหา Burnout อย่างไรดี ?

หากพบว่าตนเองมีสัญญาณของอาการ Burnout อาจเริ่มปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต เพื่อไม่ให้สุขภาพร่างกายและจิตใจทรุดโทรมไปมากกว่าเดิม โดยวิธีการรับมือกับปัญหา Burnout มีดังนี้

ดูแลสุขภาพ เมื่อทำงานหนักเกินไปหรือมีภาระงานมาก อาจทำให้ไม่มีเวลารับประทานอาหารกลางวัน ไม่ได้ออกกำลังกาย นอนน้อย หรือนอนดึก ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้สภาพร่างกายเสื่อมโทรมลงและทำให้รู้สึกหมดไฟเร็วขึ้น การดูแลสุขภาพจึงอาจช่วยให้รับมือกับปัญหา Burnout ได้ ซึ่งการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอประมาณ 7-9 ชั่วโมง/วัน อาจช่วยเสริมสุขภาพร่างกายและการใช้ชีวิตให้ดีขึ้น และควรทำกิจกรรมที่ต้องใช้แรงกายหรือออกกำลังกายเป็นเวลา 2 ชั่วโมงครึ่ง/สัปดาห์เป็นอย่างต่ำ เพราะอาจช่วยคลายความเครียด และช่วยให้สมองได้พักจากการคิดเรื่องงานไปสนใจสิ่งอื่นแทน

นอกจากนี้ การรับประทานอาหารครบทุกมื้ออย่างสม่ำเสมอ และเลือกรับประทานแต่สิ่งที่มีประโยชน์ โดยเน้นอาหารที่มีไขมันดีและโปรตีนอาจช่วยให้ร่างกายสงบลงได้ รวมทั้งควรหลีกเลี่ยงกาแฟและน้ำตาล เพราะอาจมีฤทธิ์เพิ่มความเครียดจนทำให้มีอาการแย่ลงได้

ทำงานแต่พอดี อย่าพยายามคิดว่าตนเองเป็นยอดมนุษย์ที่ทำได้ทุกอย่าง แม้ในบางครั้งหัวหน้างานอาจคิดเช่นนั้นก็ตามจึงมักเร่งให้ทำงานที่ต้องใช้เวลามากแต่กำหนดให้แล้วเสร็จในเวลาอันสั้น ซึ่งหลายคนอาจอยากรับผิดชอบให้งานสำเร็จเรียบร้อยเพื่อสร้างความประทับใจ แต่อย่าลืมว่าร่างกายของมนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ และไม่อาจแก้ปัญหาของบริษัทด้วยตัวคนเดียวได้ อีกทั้งการกระทำดังกล่าวอาจทำให้รู้สึกกดดันและเพิ่มความวิตกกังวลขึ้นได้ด้วย ดังนั้น จึงควรปรึกษากับหัวหน้างานเพื่อหาทางออกที่ดีร่วมกัน เพราะหากไม่หาทางแก้ ปัญหาอาจคงอยู่อย่างเรื้อรัง จนส่งผลเสียต่อสภาพจิตใจและร่างกายในด้านอื่น ๆ เพิ่มขึ้น

หาทางออกเพื่อจัดการกับความเครียด ความเครียดอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดภาวะ Burnout ได้ ให้ลองนึกว่าอะไรบ้างที่ทำให้รู้สึกเครียดหรือทำให้เริ่มหมดไฟ แล้วรีบจัดการและหาวิธีแก้ไขในส่วนดังกล่าว ซึ่งอาจลองปรึกษาหัวหน้างานเพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองและความคิดเห็น หาวิธีแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นร่วมกัน หรืออาจหาที่ปรึกษาและผู้ที่อาจให้ความช่วยเหลือในด้านนี้ได้ เช่น เพื่อนร่วมงาน เพื่อน หรือคนรัก เป็นต้น เพื่อให้ช่วยร่วมกันคิดและช่วยให้คำแนะนำในการตัดสินใจ

ประเมินตนเองและงานที่ทำอยู่ เพื่อให้ทราบว่าตนเองเหมาะกับงานที่ทำอยู่แล้วหรือไม่ โดยอาจเริ่มจากถามตัวเอง หรือสังเกตตัวเองเกี่ยวกับงานและองค์กรในมุมมองต่าง ๆ เช่น องค์กรมีทางเลือกหรือให้สิทธิในการเสนอแนวทางต่าง ๆ ร่วมกันหรือไม่ การปรับเวลาของตนเองกับองค์กรและการทำงานนอกออฟฟิศเป็นอย่างไร องค์กรมีทางเลือกสำหรับการศึกษาต่อหรือการพัฒนาสู่การเป็นมืออาชีพหรือไม่ แท้จริงแล้วตนถนัดด้านไหนเป็นพิเศษ หรือชอบและรักที่จะทำอะไร เป็นต้น จากนั้นจึงนำคำตอบที่ได้มาประเมินว่าตนเองเหมาะสมกับงานที่ทำอยู่หรือไม่ และควรทำอย่างไร

อย่างไรก็ตาม แม้คำแนะนำข้างต้นอาจทำให้อาการ Burnout ที่เกิดจากความเหนื่อยล้าในการทำงานดีขึ้นได้ แต่หากอาการต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับโรคซึมเศร้า หรือสังเกตเห็นได้ว่าอาการทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการรักษาทางจิตวิทยาหรือใช้ยาตามดุลยพินิจของแพทย์ต่อไป เพราะหากไม่รีบรักษา อาการ Burnout อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงต่าง ๆ ขึ้นได้ เช่น ปัญหาเครียดสะสม ภาวะนอนไม่หลับ โรคซึมเศร้า โรคหัวใจ หรือโรคหลอดเลือดในสมอง เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม หากภาวะหมดไฟไม่ได้รับการจัดการ อาจส่งผลด้านต่าง ๆ ดังนี้

1. ผลด้านร่างกาย: อาจพบอาการเหนื่อยล้าเรื้อรัง ปวดเมื่อย ปวดศีรษะ

2. ผลด้านจิตใจ: บางรายอาจสูญเสียแรงจูงใจ หมดหวัง รู้สึกหมดหนทางที่จะช่วยให้ดีขึ้น ส่งผลให้มีอาการของภาวะซึมเศร้าและอาการนอนไม่หลับได้ หากอาการรุนแรงจะนำไปสู่โรคนอนไม่หลับเรื้อรัง/ฝันร้าย อาจพบมีการใช้สารเสพติดเพื่อจัดการกับอารมณ์

3. ผลต่อการทำงาน: อาจขาดงานบ่อย ประสิทธิภาพการทำงานลดลง อาจคิดเรื่องลาออกในที่สุด

วิธีการรักษาและป้องกัน Burnout Syndrome ได้แก่

1. การขอความช่วยเหลือ การพูดคุยระบาย ความเครียด การปรึกษาหารือคนที่อาจช่วยได้ ซึ่งอาจจะเป็นเพื่อนร่วมงาน หัวหน้า ลูกน้อง หรือครอบครัว

2. การพบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมนอกงานกับเพื่อนร่วมงานบ้าง ทั้งช่วงพัก พักทานอาหารกลางวันและช่วงนอกเวลางาน ในขณะเดียวกันให้ลดการพบปะสังสรรค์พูดคุย กับคนที่ทำให้รู้สึกแย่หรือเป็นลบ

3. การเข้าร่วมกลุ่มที่อาจจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น ชีวิตมีความหมายมากขึ้น เช่น กลุ่มศาสนา กลุ่มทางสังคม จิตอาสาต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้ได้เพื่อนใหม่ด้วย ทั้งนี้ การเป็นผู้ให้หรือช่วยเหลือผู้อื่น จะมีส่วนช่วยให้เกิดความปลื้มใจและช่วยลดความเครียด แถมยังช่วยให้มีเพื่อนเพิ่มขึ้นด้วย

4. การปรับเปลี่ยนมุมมองต่องานที่ทำ มองหาคุณค่าในงานที่ทำ พยายามทำให้งานและชีวิตอื่น ๆ มีความสมดุล

5. การผูกมิตรกับเพื่อนร่วมงาน จะช่วยลดความเครียดในการทำงาน และได้ความช่วยเหลือ มีโอกาสทำงานได้ผลดีขึ้น และ ผ่านเวลาที่ยากลำบาก ในการทำงานได้ง่ายขึ้น

6. หยุดพักบ้าง พักร้อนบ้าง พาตัวออกจากสภาพแวดล้อมที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อฟื้นฟูสภาพร่างกายและจิตใจให้ดีขึ้น

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารกมีหมู่เลือด Rh (Rhesus) ไม่ตรงกัน

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารกมี หมู่เลือด Rh (Rhesus) ไม่ตรงกัน หากหมู่เลือดของมารดาเป็น Rh- (Rh-negative หรือหมู่เลือดอาร์เอชลบ) แต่หมู่เลือดของทารกในครรภ์เป็น Rh+ (Rh-positive หรือหมู่เลือดอาร์เอชบวก) จะส่งผลให้เกิดภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด (Rh Incompatibility) 

นำมาใช้ในการจำแนกระบบหมู่เลือด อีกรูปแบบหนึ่งที่ได้รับจากการถ่ายทอดจากทางพันธุกรรม อาร์เอช (Rh) คือโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง โดยแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ หมู่เลือด Rh+ เป็นหมู่เลือดที่พบในคนส่วนมาก และหมู่เลือด Rh- ที่พบได้น้อยกว่า

อาจไม่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเมื่อเทียบกับหญิงตั้งครรภ์ ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือดในคนทั่วไป เนื่องจากกรณีที่มารดามีหมู่เลือด Rh- ขณะที่ทารกในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+ ร่างกายของมารดาจะตอบสนองต่อหมู่เลือด Rh+ ในลักษณะที่เป็นสิ่งแปลกปลอมต่อร่างกาย โดยจะสร้างแอนติบอดีหรือสารภูมิต้านทานในเลือดขึ้นมาต่อต้าน ซึ่งจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารกและอาจทำให้ทารกเป็นโรคโลหิตจางหรือดีซ่าน

ในการตั้งครรภ์ครั้งแรกของมารดาอาจเกิดอันตรายเพียงเล็กน้อยเพราะบุตรที่มีหมู่เลือด Rh+ มักคลอดออกมาก่อนการสร้างแอนติบอดีในร่างกายของมารดา แต่หลังจากนั้นร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาต่อเนื่องตลอดชีวิต ทำให้ในการตั้งครรภ์ครั้งที่สองแอนติบอดีในร่างกายมารดาถูกส่งผ่านไปทางรกและเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก
Rhesus Disease เป็นภาวะที่มารดาและทารก

อาการของ Rhesus Disease

ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด Rh อาจส่งผลให้เกิดอาการผิดปกติในทารกได้ตั้งแต่ระดับปานกลางไปจนถึงระยะที่เป็นอันตรายต่อชีวิต แต่อาการเหล่านี้จะบรรเทาลงหลังได้รับการรักษาภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด

เมื่อแอนติบอดีในร่างกายมารดาทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของบุตร จะเกิดการสร้างบิลิรูบิน (Bilirubin) ขึ้นมา หากถูกสร้างมามากเกินไปอาจเป็นตัวบ่งบอกถึงการทำงานของตับที่มีปัญหา โดยทารกที่มีปริมาณบิลิรูบินสูงอาจมีอาการหลังคลอด ดังนี้

  • โรคดีซ่าน (Jaundice) ส่งผลให้ทารกมีภาวะตัวเหลือง
  • ภาวะเซื่องซึม (Lethargy)
  • ภาวะกล้ามเนื้อตึงตัวน้อย (Hypotonia)

สาเหตุของ Rhesus Disease

สาเหตุของภาวะนี้เกิดจากมารดา แต่ทารกใน ครรภ์มีหมู่เลือดเป็น Rh+ มีหมู่เลือดเป็น Rh-  เมื่อมารดามีอาการไวต่อเลือด Rh+ ทำให้ร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีเพื่อเป็นภูมิคุ้มกันต่อต้านสิ่งแปลกปลอมและการติดเชื้อของร่างกาย โดยถูกสร้างขึ้นเมื่อมารดาตั้งครรภ์ครั้งแรก ร่างกายจะจดจำและคอยทำลายเซลล์เม็ดเลือดแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายหลังจากนั้น

อาการไวต่อเลือด Rh+ ของมารดานั้นเป็นภาวะที่อาจเกิดขึ้นในระหว่างการตั้งครรภ์ด้วยปัจจัยดังนี้

  • เซลล์เม็ดเลือดของทารกถูกส่งข้ามมาสู่เลือดของมารดา
  • ร่างกายมารดาเกิดอาการไวต่อเลือดของทารกในระหว่างการคลอด
  • เกิดภาวะเลือดออกขณะตั้งครรภ์
  • การใช้วิธีการทางการแพทย์ เช่น การเจาะน้ำคร่ำหรือการตรวจโครโมโซม (CVS)
  • มารดาได้รับบาดเจ็บที่บริเวณท้อง
  • อาจเกิดหลังการแท้งหรือตั้งครรภ์นอกมดลูก
  • มารดาที่มีหมู่เลือด Rh- ได้รับเลือด Rh+ จากการเปลี่ยนถ่ายเลือดที่มีความผิดพลาด ซึ่งเป็นกรณีที่พบได้น้อยมาก

เมื่อหญิงตั้งครรภ์มีอาการไวต่อเลือด Rh+ เกิดขึ้นและได้รับเลือด Rh+ ร่างกายมารดาจะสร้างแอนติบอดีขึ้นมาทันที ดังนั้น หากตั้งครรภ์บุตรที่มีเลือด Rh+ แอนติบอดีจะถูกส่งผ่านมายังรกของมารดา และก่อให้เกิด Rhesus Disease ขึ้นกับทารกในครรภ์ ซึ่งแอนติบอดีจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของเด็กภายในช่วง 2-3 เดือนแรกหลังคลอด

ภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือดมักจะไม่ส่งผลกระทบมากนักต่อทารกในการตั้งครรภ์ครั้งแรก เนื่องจากทารกจะคลอดออกมาก่อนที่แอนติบอดีในร่างกายมารดาจะถูกสร้างในปริมาณมากเพียงพอ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นอันตรายต่อทารกหลังจากการตั้งครรภ์ครั้งถัดไปได้มากกว่า

การวินิจฉัย Rhesus Disease

การวินิจฉัย Rhesus Disease สามารถทำได้โดยวิธีการตรวจเลือดเป็นหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้

การตรวจเลือดของมารดา

หญิงตั้งครรภ์จะได้รับการตรวจสุขภาพ โดยปกติแล้วตรวจเลือดระหว่างการตั้งครรภ์ การวินิจฉัย Rhesus Disease จึงมักวินิจฉัยได้จากผลการตรวจเลือด โดยคัดกรองความผิดปกติที่อาจเกิดระหว่างตั้งครรภ์ เช่น โรคโลหิตจาง โรคหัดเยอรมัน การติดเชื้อเอชไอวี (HIV) ไวรัสตับอักเสบบี รวมถึงการระบุหมู่เลือดอาร์เอชของมารดาได้ หากพบว่ามีหมู่เลือด Rh- แพทย์อาจทำการตรวจคัดกรองและแยกหาแอนติบอดี้ในเลือด (Antibody Screen) เพิ่มเติม

ถือว่ามีความเสี่ยงสูงที่เด็กในครรภ์จะได้รับผลกระทบจาก Rhesus Disease  หากตรวจพบแอนติบอดีในเลือด ทำให้ทั้งมารดาและบุตรต้องได้รับการเฝ้าติดตามอาการเป็นพิเศษและอาจได้รับการตรวจภาวะแทรกซ้อนเพิ่มเติม อย่างโลหิตจางหรือภาวะตัวเหลือง แต่ในกรณีที่ผลตรวจไม่พบแอนติบอดีในเลือด แพทย์จะให้นัดตรวจเลือดอีกครั้งในสัปดาห์ที่ 28 ของการตั้งครรภ์ และอาจฉีดยาต้านการสร้างแอนติเจน ดี (Anti-D Immunoglobulin) เพื่อช่วยลดการสร้างภูมิต้านทานของมารดาต่อเลือดของทารกในครรภ์

การตรวจเลือดของบิดา

แพทย์อาจให้บิดาได้รับการตรวจเลือดด้วย หากผลการตรวจเลือดระบุว่ามารดามีหมู่เลือด Rh-  หากผลออกมาเป็น Rh- เหมือนกัน จะไม่มีโอกาสที่ทารกจะมีหมู่เลือด Rh+ ทำให้ไม่มีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด แต่ถ้าผลการตรวจเลือดของบิดาระบุว่าเป็น Rh+ หรือไม่สามารถทราบสถานะของหมู่เลือดอาร์เอชได้ แพทย์อาจใช้วิธีการเจาะน้ำคร่ำในมารดา โดยใช้เข็มเจาะลงไปบนผิวหนังและทำการดูดเอาน้ำคร่ำปริมาณเล็กน้อยจากถุงน้ำคร่ำเพื่อนำมาตรวจสอบหมู่เลือดอาร์เอชของทารก และอาจนำไปใช้ตรวจสอบระดับบิลิรูบินในเลือดได้อีกด้วย หากมีระดับบิลิรูบินสูง ทารกจะมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงทำลายตนเองก่อนอายุขัย (Hemolytic Anemia)

การตรวจเลือดของ เด็กในครรภ์

การตรวจเลือดของมารดาระหว่างการตั้งครรภ์ก็อาจทำให้ทราบหมู่เลือดอาร์เอชจากเด็กในครรภ์ไปด้วย เนื่องจากสามารถระบุดีเอ็นเอของเด็กได้ โดยจะตรวจได้ในช่วงหลังสัปดาห์ที่ 11-12 ของการตั้งครรภ์เนื่องจากให้ได้ผลการตรวจที่แน่ชัด และเป็นระยะเวลาเพียงพอก่อนที่ทารกในครรภ์จะได้รับความเสี่ยงจากแอนติบอดี

ต้องได้รับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หากตรวจพบว่าทารกมีหมู่เลือด Rh+ หญิงตั้งครรภ์ เพื่อทำการรักษาได้ทันในกรณีที่อาจเกิดอาการแทรกซ้อนขึ้น และแพทย์อาจทำการตรวจซ้ำอีกครั้งในช่วงเดือนที่ 6-7 ของการตั้งครรภ์ แต่หากตรวจไม่พบการเพิ่มขึ้นของแอนติบอดีในร่างกาย หญิงตั้งครรภ์อาจต้องเข้ารับการตรวจอย่างสม่ำเสมอเพื่อดูว่าบุตรในครรภ์มีหมู่เลือด Rh+ หรือ Rh-

กรณีทารกในครรภ์มีความเสี่ยงต่อการเกิด Rhesus Disease แพทย์อาจวินิจฉัยเพิ่มเติมเพื่อดูภาวะแทรกซ้อนอย่างโลหิตจางที่อาจเกิดขึ้นกับทารกด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

  • การทำ Doppler Ultrasound อาจใช้แทนการเจาะน้ำคร่ำ เพื่อตรวจดูการไหลเวียนของหลอดเลือดแดงภายในสมอง โดยใช้คลื่นเสียงตรวจหาความเร็วในการไหลเวียนเลือด หากพบว่าเลือดมีค่าความไหลเร็วสูง จะทำให้ทารกเสี่ยงต่อการเกิดภาวะเม็ดเลือดแดงทำลายตัวเองก่อนอายุขัยได้ เนื่องจากเป็นภาวะที่ทำให้หัวใจของทารกต้องสูบฉีดเลือดมากกว่าปกติ
  • การตรวจเลือด (Fetal Blood Sampling) โดยเจาะเลือดทารกผ่านสายสะดือ ซึ่งหากพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะโลหิตจาง อาจต้องได้รับการให้เลือดแก่เด็กในครรภ์ (Intrauterine Transfusion) ต่อไป

การตรวจเลือดของเด็กทารกแรกคลอด

การวินิจฉัย Rhesus Disease ผ่านทางสายสะดือเพื่อดูการส่งผ่านในเด็กแรกเกิดจะใช้การตรวจเลือดของแอนติบอดีในเลือด แพทย์อาจตรวจเลือดโดยวิธีที่เรียกว่า Coombs Test เพื่อตรวจหาแอนติบอดีที่ทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงภายในเลือด หากผลออกมาเป็นบวกอาจเป็นสัญญาณของภาวะความไม่เข้ากันของหมู่เลือด

การรักษา Rhesus Disease

แพทย์ทราบถึงระดับแอนติบอดีในร่างกายมารดาจากผลการตรวจร่างกายของมารดา การรักษา Rhesus Disease ก่อนการคลอด และรวมถึงผลการตรวจทารกในครรภ์ด้วยวิธีการต่าง ๆ แล้ว มักพบว่าจำนวนกว่าครึ่งมีอาการไม่ร้ายแรงและไม่ต้องรับการรักษามากนัก แต่ยังต้องติดตามอาการของเด็กอย่างสม่ำเสมอเพื่อเฝ้าระวังอาการที่อาจรุนแรงขึ้นในภายหลัง อย่างไรก็ตาม หากพบว่ามารดามีระดับแอนติบอดีสูง แพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีการเร่งคลอด (Induction of Labor) ก่อนที่แอนติบอดีจากแม่จะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดแดงของทารกในครรภ์และทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิต

ส่วนการรักษา หลังการคลอดจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เกิดขึ้น  Rhesus Disease หากมีอาการขั้นรุนแรงอาจต้องเริ่มการรักษาตั้งแต่ก่อนการคลอด และในกรณีที่ทารกมีอาการแทรกซ้อนหลังการคลอด อย่างภาวะตัวเหลืองหรือโลหิตจาง แพทย์อาจใช้วิธีการรักษาดังนี้

  • การรักษาด้วยการส่องไฟ (Phototheraphy)

    เป็นการใช้ไฟชนิดพิเศษที่ให้แสงสีฟ้าผ่านหลอดไฟฮาโลเจนหรือฟลูออเรสเซนต์ส่องไปที่ตัวเด็ก โดยแพทย์จะปิดตาเด็กก่อนการส่องไฟ วิธีการนี้จะทำให้ผิวหนังดูดซับแสงไฟทำให้ตับของทารกสามารถขับบิลิรูบินออกได้ง่ายขึ้น ในระหว่างการส่องไฟแพทย์จะให้ของเหลวผ่านทางเส้นเลือด เพื่อป้องกันอาการขาดน้ำที่อาจเกิดขึ้นกับทารก ซึ่งในบางกรณี วิธีการส่องไฟอาจช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายเลือดได้

  • การเปลี่ยนถ่ายเลือด (Blood Transfusion)

    ทารกจะถูกเปลี่ยนถ่ายเลือดบางส่วนกับผู้ให้เลือด ในกรณีที่ระดับบิลิรูบินในเลือดมีสูง ที่มีหมู่เลือดเดียวกันผ่านท่อที่สอดเข้าไปในหลอดเลือด ในบางครั้งอาจเปลี่ยนถ่ายเลือดเฉพาะเซลล์เม็ดเลือดแดงเพื่อเพิ่มปริมาณจากที่มีอยู่เดิม วิธีการนี้จะช่วยกำจัดบิลิรูบินที่มีสูงในเลือดของทารก และยังช่วยกำจัดแอนติบอดีที่เป็นสาเหตุของ Rhesus Disease อีกด้วย อย่างไรก็ตาม โรคอาจเกิดขึ้นตั้งแต่เด็กยังอยู่ในครรภ์ การเปลี่ยนถ่ายเลือดก่อนการคลอด (Intrauterine Foetal Blood Transfusion) จึงอาจเกิดขึ้นได้ ซึ่งต้องกระทำโดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเท่านั้น

  • การฉีดอิมมูโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือด (Intravenous Immunoglobulin)

    แพทย์จะฉีดอิมมูโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือดดำของทารก ufabet24 ในกรณีที่อัตราบิลิรูบินในเลือดของทารกเพิ่มขึ้นสม่ำเสมอทุกชั่วโมงอาจใช้วิธีการนี้ร่วมกับการรักษาด้วยวิธีส่องไฟ การฉีดอิมมิโนโกลบูลินเข้าสู่เส้นเลือดจะช่วยป้องกันไม่ให้เซลล์เม็ดเลือดแดงถูกทำลาย ระดับของบิลิรูบินในเลือดของทารกจึงไม่เพิ่มขึ้น และช่วยลดความจำเป็นในการเปลี่ยนถ่ายเลือด

ภาวะแทรกซ้อนของ Rhesus Disease

Rhesus Disease อาจก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้ทั้งทารกในครรภ์และเด็กแรกเกิด ดังนี้

ทารกในครรภ์

อาจทำให้ทารกในครรภ์หัวใจล้มเหลว  หากมีอาการของโรคโลหิตจางจาก Rhesus Disease ทารกในครรภ์บวมน้ำ (Foetal Hydrops) หรือตายคลอด (Stillbirth)

เด็กแรกเกิด

การสะสมของบิลิรูบินในสมองอาจนำไปสู่อาการทางสมองที่เรียกว่า คอร์นิกเตอรัส (Kernicterus) กรณีที่ร่างกายของเด็กสร้างบิลิรูบินมากเกินไป หากไม่ได้รับการรักษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดปัญหาด้านการเรียนรู้ สูญเสียได้ยินหรือการมองเห็น สมองถูกทำลาย และอาจถึงแก่ชีวิตได้

การป้องกัน Rhesus Disease

การตั้งครรภ์อาจจะช่วยป้องกัน Rhesus Disease ได้การตรวจเลือดก่อนการตั้งครรภ์หรือในช่วงแรก หากพบว่ามารดามีหมู่เลือด Rh- แพทย์อาจใช้วิธีการฉีดยาต้านแอนติเจน ดี (Anti-D Immunoglobulin) ที่ช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะไวต่อการได้รับเลือด Rh+ โดยยาจะจับกับแอนติเจน Rh+ ที่อาจเข้าสู่เลือดของมารดาระหว่างตั้งครรภ์ ทำให้กระบวนการกระตุ้นถูกยับยั้ง เลือดของมารดาจึงไม่ผลิตแอนติบอดีขึ้นมา

หากมารดามีหมู่เลือด Rh- และไม่มีอาการไวต่อแอนติเจน ดี ในช่วงไตรมาสที่ 3 ของการตั้งครรภ์ แพทย์จะฉีดยาต้านการสร้างแอนติบอดี หรือบางกรณีอาจมีการให้ยาต้านการสร้างแอนติบอดีภายใน 72 ชั่วโมงหลังการคลอด โดยจะเรียกวิธีดังกล่าวว่า Routine Antenatal Anti-D Prophylaxis (RAADP) ซึ่งตัวยาจะไปทำลายเซลล์เม็ดเลือด Rh+ จากบุตรที่อาจถูกส่งข้ามมาสู่ระบบเลือดของมารดาระหว่างการคลอด และลดโอกาสการสร้างแอนติบอดีขึ้นในร่างกาย รวมถึงลดความเสี่ยงที่จะเกิด Rhesus Disease ในการตั้งครรภ์ครั้งถัดไป

 

การรักษาไข้กระต่าย

โรคทูลารีเมีย หรือไข้กระต่าย เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า

(Tularemia) โรคทูลารีเมีย หรือ ไข้กระต่าย เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส (Francisella Tularensis) มักส่งผลต่อผิวหนัง ตา ปอด และต่อมน้ำเหลือง โดยโรคนี้มักติดต่อกันในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมโดยเฉพาะกระต่าย สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ นกหรือแกะ รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมว อีกทั้งสามารถแพร่จากสัตว์ไปสู่คนได้หลากหลายทาง เช่น สัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อ ถูกแมลงเห็บและเหลือบกวางกัด หรือดื่มน้ำที่มีการปนเปื้อน เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการที่แตกต่างกันไปตามบริเวณที่มีการติดเชื้อ และแม้ว่าโรคนี้อาจรุนแรงจนถึงขั้นเสียชีวิต แต่หากตรวจพบความผิดปกติได้เร็วและรับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะ ผู้ป่วยก็สามารถหายเป็นปกติได้

อาการของไข้กระต่าย

Tularemia มีระยะฟักตัวประมาณ 14 วัน โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่มักแสดงอาการออกมาภายใน 3-5 วัน ufabet24 หลังการติดเชื้อ ทั้งนี้ ลักษณะอาการที่ปรากฏอาจแตกต่างกันไปตามประเภทของ Tularemia โดยขึ้นอยู่กับว่าผู้ป่วยนั้นติดเชื้อได้อย่างไรและเกิดการติดเชื้อที่บริเวณใด ดังนี้

Ulceroglandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดมีแผลที่ผิวหนังและต่อมน้ำเหลืองบวม

เป็นประเภทที่พบบ่อยที่สุด มักติดเชื้อจากการสัมผัสสัตว์ที่ติดเชื้อหรือโดนสัตว์อย่างเห็บและเหลือบกวางกัด โดยอาจมีสัญญาณและอาการ เช่น แผลที่ผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อ อาการบวมและเจ็บที่ต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะบริเวณรักแร้และขาหนีบ มีไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ และอ่อนเพลีย เป็นต้น

Glandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดต่อมน้ำเหลืองบวม

มีอาการคล้ายไข้กระต่ายชนิดแผลที่ผิวหนังและต่อมน้ำเหลือง แต่ไม่มีแผลที่ผิวหนังบริเวณที่มีการติดเชื้อเกิดขึ้น ซึ่งอาจติดเชื้อได้จากการสัมผัสกับสัตว์ที่ป่วยหรือตายแล้ว รวมถึงถูกเห็บหรือเหลือบกวางที่ติดเชื้อกัดอีกด้วย

Oculoglandular Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดตาอักเสบและต่อมน้ำเหลืองบวม

เป็นประเภทที่ส่งผลต่อดวงตา โดยอาจเกิดจากการสัมผัสกับสัตว์ติดเชื้อที่ตายแล้วนำมือมาเช็ดตาโดยที่ไม่ได้ล้างมือให้สะอาด ส่งผลให้เกิดอาการปวดตา ระคายเคืองตา ตาอักเสบ ตาแดง ตาบวมและมีขี้ตา มีแผลที่ด้านในของเปลือกตา ตาไวต่อแสง และต่อมน้ำเหลืองบริเวณหน้าใบหูบวม

Oropharyngeal Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดคอหอยส่วนบนอักเสบ

เป็นประเภทที่ส่งผลต่อปาก คอ และระบบทางเดินอาหาร ซึ่งเกิดจากการรับประทานอาหารหรือน้ำดื่มที่มีการปนเปื้อนเชื้อแบคทีเรีย ส่งผลให้ผู้ป่วยเกิดอาการเจ็บคอ แผลในปาก อาเจียน ท้องเสีย มีไข้ ต่อมทอนซิลอักเสบ และต่อมน้ำเหลืองบริเวณคอบวม

Pneumonic Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดปอดบวม

เป็นประเภทที่รุนแรงที่สุด ซึ่งเกิดจากการสูดดมฝุ่นหรือละอองที่มีเชื้อแบคทีเรียปะปนอยู่เข้าไป หรือ Tularemia ชนิดอื่น ๆ ที่ไม่ได้รับการรักษาแพร่กระจายไปสู่ปอด รวมถึงเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปสู่ปอด โดยอาจทำให้เกิดสัญญาณและอาการของโรคปอดบวมอย่างไอแห้ง เจ็บหน้าอก และหายใจลำบากได้

Typhoidal Tularemia หรือไข้กระต่ายชนิดไข้ไทฟอยด์

เป็นประเภทที่รุนแรงและพบได้ยาก โดยประเภทนี้จะรวมอาการทั่ว ๆ ไปของ Tularemia ซึ่งไม่มีตำแหน่งเฉพาะเจาะจงว่าจะเกิดขึ้นบริเวณใดไว้ด้วยกันอย่างมีไข้ขึ้นสูง อ่อนเพลียอย่างรุนแรง อาเจียนและท้องเสีย ม้ามโต ตับโต และปอดบวม

สาเหตุของไข้กระต่าย

Tularemia เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิส ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วไม่ใช่โรคที่เกิดในคนและไม่พบการติดต่อจากคนไปสู่คนด้วยกันเอง แต่มักส่งผลต่อสัตว์อย่างกระต่าย สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ แกะ นก รวมถึงสัตว์เลี้ยงอย่างสุนัขและแมวอีกด้วย โดยโรคนี้สามารถพบได้ทั่วโลกโดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งสัตว์ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวอาจมีแนวโน้มในการติดเชื้อมากขึ้นได้ ทั้งนี้ เชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิสสามารถอาศัยอยู่ในดิน ในน้ำ หรือในสัตว์ที่ตายแล้วได้นานเป็นสัปดาห์ คนจึงอาจเสี่ยงต่อการรับเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ได้จากหลาย ๆ ทางดังต่อไปนี้

  • ถูกแมลงกัดโดยเฉพาะเห็บหรือเหลือบกวาง
  • สัมผัสกับผิวหนังหรือขนของสัตว์ที่ป่วยหรือตายแล้ว
  • สูดดมแบคทีเรียในอากาศที่มาจากดินในระหว่างการทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างทำสวนหรือก่อสร้าง
  • รับประทานอาหารหรือดื่มน้ำดื่มปนเปื้อนเชื้อโรคอย่างอาหารที่ยังไม่สุกหรือน้ำที่ยังไม่ผ่านการบำบัด

อย่างไรก็ตาม คนทุกวัยอาจป่วยเป็น Tularemia ได้ โดยคนบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อโรคชนิดนี้มากกว่าคนทั่วไป เช่น ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา แม็กซิโก ญี่ปุ่น และทวีปยุโรป ผู้ที่ชื่นชอบการล่าสัตว์หรือวางกับดัก ผู้ที่ทำสวนหรือจัดสวน ผู้ที่ทำงานเกี่ยวกับสัตว์ป่าหรือประกอบอาชีพสัตวแพทย์ เป็นต้น

การวินิจฉัยไข้กระต่าย

Tularemia เป็นโรคที่พบได้น้อยและมีลักษณะอาการคล้ายกันกับโรคอื่น ๆ จึงทำให้ยากต่อการวินิจฉัยและอาจทำให้แพทย์วินิจฉัยผิดพลาดได้ ผู้ป่วยจึงควรแจ้งให้แพทย์ทราบ หากถูกเห็บหรือเหลือบกวางกัด หรือเคยสัมผัสกับสัตว์ที่ตายแล้ว อย่างไรก็ตาม แพทย์อาจซักประวัติทางการแพทย์และเก็บตัวอย่างเลือดหรือเสมหะ เพื่อนำไปกระตุ้นให้เชื้อเจริญเติบโตแล้วตรวจว่าเป็นเชื้อแบคทีเรียฟรานซิเซลล่า ทูลารีซิสจริงหรือไม่ ทั้งนี้ แพทย์อาจใช้วิธีการเอกซเรย์เพิ่มเติม เพื่อตรวจดูสัญญาณของอาการปอดบวมอีกด้วย

การรักษาไข้กระต่าย

แพทย์อาจใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษา Tularemia ซึ่งใช้ระยะเวลาประมาณ 10-21 วัน ขึ้นอยู่กับระยะของอาการป่วยของผู้ป่วยแต่ละคนและยาที่นำมาใช้ โดยมีรูปแบบยาทั้งยาฉีดเข้ากล้ามเนื้อหรือเส้นเลือดดำและยารับประทาน เช่น ยาสเตรปโตมัยซิน ยาเจนตามัยซิน ยาด็อกซีไซคลิน ยาไซโปรฟลอกซาซิน เป็นต้น นอกจากนี้ ผู้ป่วยที่เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างปอดบวมหรือเยื่อหุ้มสมองอักเสบอาจต้องเข้ารับรักษาไปด้วย โดยทั่วไปหากผู้ป่วยเคยเป็น Tularemia มาแล้ว ร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันต่อโรค แต่ในผู้ป่วยบางรายก็อาจกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งได้

ภาวะแทรกซ้อนของไข้กระต่าย

หากผู้ป่วย Tularemia ไม่เข้ารับการรักษาเสียแต่เนิ่น ๆ ก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้โดยเฉพาะในผู้ป่วย Tularemia ชนิดปอดบวมและชนิดไข้ไทฟอยด์ อย่างไรก็ตาม โรคนี้อาจส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ เช่น

เยื่อหุ้มหัวใจอักเสบ เป็นอาการบวมและระคายเคืองบริเวณเยื่อหุ้มหัวใจ โดยอาการเยื่อหุ้มหัวใจอักเสบในระดับไม่รุนแรงอาจดีขึ้นโดยไม่ต้องรักษา แต่หากมีอาการรุนแรง แพทย์อาจให้ใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อบรรเทาอาการที่เกิดขึ้น

เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นภาวะติดเชื้อบริเวณเยื่อหุ้มที่หุ้มรอบสมองและไขสันหลังที่รุนแรงและบางครั้งก็เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ ทำให้เกิดการอักเสบและบวมในบริเวณดังกล่าว และมีอาการอื่น ๆ ตามมาอย่างปวดศีรษะ คอแข็ง และมีไข้

ปอดบวม เป็นอาการปอดติดเชื้อและเกิดภาวะอักเสบที่อาจนำไปสู่ภาวะการหายใจล้มเหลว เนื่องจากออกซิเจนในปอดมีไม่เพียงพอ หรือคาร์บอนไดออกไซด์ในปอดมีมากเกินไปหรือเกิดจากทั้ง 2 สาเหตุรวมกัน

นอกจากนี้ Tularemia ยังส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนอย่างกระดูกอักเสบ ที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียแพร่กระจายเข้าสู่กระดูก ภาวะช็อกเหตุพิษติดเชื้อ ซึ่งเป็นภาวะที่มักเกิดหลังการติดเชื้อในกระแสเลือด ตับและม้ามโต ไตวาย หรืออวัยวะที่สำคัญส่วนอื่นล้มเหลวอีกด้วย

การป้องกัน ไข้กระต่าย

ในปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนที่นำมาใช้ป้องกัน Tularemia อย่างเป็นทางการ ผู้ที่มีความเสี่ยงจึงอาจลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ด้วยการปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • รักษาสุขอนามัยที่ดีด้วยการปรุงอาหารให้สุกก่อนการรับประทานทุกครั้ง หรือดื่มน้ำที่สะอาดและปลอดภัยจากแหล่งน้ำที่ผ่านการบำบัดมาแล้ว
  • สวมเสื้อผ้าที่ปกคลุมผิวหนังอย่างเสื้อแขนยาวและกางเกงขายาว โดยอาจสอดขากางเกงเข้าไปในถุงเท้า รวมถึงสวมหมวกปีกกว้าง เพื่อป้องกันเห็บหรือยุงกัดที่ใบหน้าและคอ
  • สวมถุงมือก่อนการสัมผัสกับสัตว์โดยเฉพาะกระต่าย หนู กระรอก และสัตว์ประเภทใช้ฟันแทะอื่น ๆ หากใช้มือเปล่าสัมผัสกับสัตว์โดยตรงก็ควรล้างมือให้สะอาดด้วยสบู่และน้ำอุ่น
  • สวมหน้ากากป้องกันหากต้องตัดหญ้า ขุดดินหรือถอนวัชพืช เพื่อลดความเสี่ยงในการสูดดมละอองที่อาจมีแบคทีเรียปะปนอยู่
  • กำจัดเห็บที่อาจติดอยู่ตามผิวหนังหรือเสื้อผ้าด้วยแหนบปลายแหลม
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ไล่แมลง ซึ่งมีหลายรูปแบบให้เลือกตามความเหมาะสม โดยผู้ใช้ควรปฏิบัติตามคำแนะนำที่ระบุบนฉลากและใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ หลังการใช้ควรล้างออกตามข้อแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์ทุกครั้ง
  • หลีกเลี่ยงการพาสัตว์เลี้ยงออกไปในพื้นที่ที่ไม่ได้รับการตรวจตราหรือเข้าใกล้ซากสัตว์ที่ตายแล้ว อีกทั้งยังควรหมั่นตรวจดูและป้องกันเห็บหรือหมัดตามตัวสัตว์เลี้ยงอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตาม หากสงสัยว่าตนเองป่วยเป็น Tularemia รวมถึงมีไข้ แผลที่บริเวณผิวหนัง หรือต่อมน้ำเหลืองบวม ควรรีบไปพบแพทย์ทันที โดยเฉพาะผู้ที่ถูกเห็บกัดหรือสัมผัสกับสัตว์ป่าที่อยู่ในบริเวณที่มีเชื้อแบคทีเรียชนิดนี้มาก่อน

ข่าวเรื่องโรค “ไข้กระต่าย” หรือ “ทูลารีเมีย” (Tularemia) ทำให้สตรีวัย 37 ปี ซึ่งมีประวัติป่วยเป็นโรคมะเร็งรังไข่อยู่แล้ว เสียชีวิต และตรวจพบเชื้อแบคทีเรีย  Francisella tularensis  ในกระแสเลือดตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 แต่เพิ่งจะมาเป็นข่าวออกทางสื่อต่างๆ ทั้งทางหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2551 คงจะสร้างความตื่นตระหนกให้กับผู้เลี้ยงสัตว์ในตระกูลฟันแทะ เช่น กระต่าย กระรอก หนู อยู่พอสมควร โดยเฉพาะเมื่อมีประเด็นร้อนว่าเชื้อนี้สามารถนำมาใช้เป็นอาวุธชีวภาพได้โดยการพ่นให้ได้รับเชื้อทางการหายใจ แต่เนื่องจากโรคนี้สามารถรักษาให้หายได้ด้วยยาปฏิชีวนะหลายชนิด จึงใคร่ทำความเข้าใจในด้านการควบคุมป้องกันโรคจากพาหะ (vector) ของโรคนี้ ซึ่งได้แก่ เห็บ หมัด ไร หรือแม้แต่แมลงชนิดอื่นๆ ที่มีเชื้อนี้อยู่

การติดเชื้อ Francisella tularensis มีหลายช่องทาง ที่สำคัญคือจากพาหะของโรคนี้ โดยคนหรือสัตว์ถูกพาหะที่มีเชื้อกัดเป็นอันดับแรกรองลงมาคือโดยการสัมผัสกับซากสัตว์ที่ตายด้วยโรคนี้ นอกจากนั้นอาจติดเนื่องจากกินอาหารหรือดื่มน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อ หรือโดยการหายใจเอาเชื้อเข้าไป

โรคทูลารีเมีย ไข้กระต่าย
โรคทูลารีเมีย

โรคใดก็ตามที่มีแมลงเป็นพาหะ การรักษาโดยการกำจัดเชื้อในคนหรือสัตว์ (host) เพียงอย่างเดียว จะไม่สามารถควบคุมโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าไม่ตัดวงจรหรือตัวการที่นำเชื้อโรคมาสู่คน / สัตว์ เนื่องจากพาหะเหล่านี้มีความทนทานอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีความร้อนชื้น เช่น สภาพภูมิอากาศในประเทศเราได้เป็นอย่างดี ดังนั้นผู้ที่มีสัตว์เลี้ยงเหล่านี้ ควรระมัดระวังในการดูแลสัตว์เลี้ยงให้ปลอดจากพาหะ โดย

1. หมั่นตรวจว่าสัตว์ที่เลี้ยงไว้ มีเห็บ , หมัด ขึ้นตามตัวหรือไม่ และพยายามกำจัดออก โดยใช้หวีหรือแปรงสางออก แล้วทำลายเห็บ หมัด เหล่านั้นด้วยยากำจัดพยาธิภายนอกที่มีความเป็นพิษค่อนข้างต่ำ เช่น ยาในกลุ่ม pyrethroid, permethrin ถ้าสัตว์นั้นมีขนยาวหนา ก็ตัดออกบ้างให้สั้นและบางลง
2. ในกระต่ายจะมีไรในผิวหนังซึ่งจะทำให้เกิดผิวหนังอักเสบแดง ต้องตรวจโดยการขูดผิวหนังและนำไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์ และไรในหูซึ่งมองเห็นได้เมื่อมีจำนวนมาก ทำให้เกิดเป็นก้อนขี้หูพอกขึ้นมา และสัตว์จะเกาหูอย่างรุนแรงเนื่องจากการระคายเคือง มียาหยอดซึ่งรักษาให้หายได้ สำหรับกรณีนี้ต้องนำสัตว์ไปหาสัตวแพทย์เพื่อตรวจรักษา
3. หมั่นทำความสะอาดตัวสัตว์อย่างสม่ำเสมอโดยการอาบน้ำหรือใช้ผ้าชุบน้ำสบู่/น้ำยาฆ่าเชื้ออย่างอ่อนเช็ดตัวสัตว์
4. เจ้าของสัตว์ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้งภายหลังสัมผัสตัวสัตว์ โดยเฉพาะก่อนหยิบอาหารรับประทาน
5. สวมผ้าปิดปากและจมูก ขณะที่สัมผัสใกล้ชิดกับสัตว์ หรือการผ่านเข้าไปยังบริเวณที่มีการเลี้ยงสัตว์ตระกูลนี้อยู่จำนวนมาก เพื่อป้องกันการหายใจเอาเชื้อเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคชนิดใด ให้ยึดหลัก ปลอดภัยไว้ก่อน

กรณีสัตว์เลี้ยง โดยเฉพาะสัตว์ตระกูลฟันแทะ ทั้งหลาย หากแสดงอาการป่วย เช่น มีไข้สูงติดต่อกัน เกิน 2 วัน ควรนำไปหาสัตวแพทย์ และเล่าประวัติ อาการโดยละเอียด เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้อง โดยสัตว์อาจจะไม่ได้ป่วยด้วยโรคนี้ก็ได้ ที่สำคัญคือ สภาวะจิตใจของผู้เลี้ยงสัตว์ ควรเชื่อในข่าวสารจากแหล่งข้อมูลของหน่วยงานที่รับผิดชอบ และอย่าตื่นตระหนกจนนึกว่าลูกมะพร้าวกำลังจะหล่นใส่ กลายเป็นกระต่ายตื่นตูม

เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”

ผู้ช่วยเยียวยาปัญหาสุขภาพจิต จิตแพทย์และนักจิตวิทยา

ความเครียดและ ความวิตกกังวล ต่อปัญหาต่าง ๆ ในชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ทุกคนล้วนต้องเผชิญ แต่บางครั้งการก้าวผ่านช่วงเวลาที่ทรมานก็เป็นเรื่องยากเกินกว่าจะรับมือโดยลำพัง การขอความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาจึงเป็นทางเลือกที่ดีและเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าอายแบบที่หลายคนเป็นกังวลแต่อย่างใด

ทำความรู้จักกับจิตแพทย์ และ นักจิตวิทยา

แม้จิตแพทย์และนักจิตวิทยาจะมีหน้าที่ ฟื้นฟูสภาพจิตใจของผู้ป่วย เหมือนกัน แต่ทั้งคู่ก็ทำงานต่างกัน โดยจิตแพทย์ คือ แพทย์เฉพาะทางด้านจิตเวช มีความเชี่ยวชาญด้านการวินิจฉัยและรักษาอาการป่วยทางจิต ทำหน้าที่พิจารณาให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจต่าง ๆ เช่น การตรวจเลือด การตรวจทางรังสีวิทยา เป็นต้น รวมทั้งทำการรักษา เช่น บำบัดด้วยการพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรม สั่งจ่ายยา ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุ้นสมอง และประเมินว่าผู้ป่วยต้องพักฟื้นในโรงพยาบาลหรือไม่ เป็นต้น

ส่วนนักจิตวิทยา คือ ผู้ที่เรียนทางจิตวิทยาและได้รับการฝึกจนเป็นนักจิตวิทยาคลินิก มีหน้าที่ให้คำปรึกษาหรือบำบัดผู้ป่วยด้วยการพูดคุย แต่นักจิตวิทยาจะไม่สามารถสั่งจ่ายยาหรือวินิจฉัยอาการทางการแพทย์ได้ โดยทั้งคู่มักทำงานร่วมกันเพื่อช่วยฟื้นฟูสุขภาพจิตของผู้ป่วย นอกจากนี้ นักจิตวิทยาอาจทำงานร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งอาจช่วยเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ป่วยมะเร็งหรือผู้ป่วยระยะสุดท้ายได้

ทั้งจิตแพทย์และนักจิตวิทยาสามารถช่วยรับฟัง ให้คำปรึกษา และเยียวยาสภาพจิตใจของผู้ป่วยที่ได้รับผลกระทบจากความเครียด ความวิตกกังวล ความสะเทือนใจจากการสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก ภาวะซึมเศร้า โรคกลัว ปัญหาในครอบครัวและปัญหาความสัมพันธ์ รวมทั้งช่วยบำบัดพฤติกรรมการใช้สารเสพติด รักษาโรคการกินผิดปกติ ปัญหาการนอนหลับ รวมไปถึงโรคทางจิตเวชทั้งหลาย เช่น โรคไบโพลาร์ โรคซึมเศร้า โรคจิตเภท โรคย้ำคิดย้ำทำ ความผิดปกติทางบุคลิกภาพ เป็นต้น

การทำงานของจิตแพทย์และนักจิตวิทยา

เมื่อมีปัญหาสุขภาพกายใจใด ๆ ผู้ป่วยสามารถเริ่มต้นจากการไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเพื่อรับการตรวจในเบื้องต้น โดยจะมีแพทย์ทั่วไปเป็นผู้สอบถามอาการ ซักประวัติสุขภาพ และตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อคัดกรองโรค เนื่องจากอาการผิดปกติที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เกิดจากโรคทางจิตเสมอไป แต่อาจเป็นผลมาจากปัญหาเกี่ยวกับสมอง ระบบประสาท หรือระบบอื่น ๆ ในร่างกายได้เช่นกัน หากพิจารณาแล้วว่าผู้ป่วยไม่มีความผิดปกติทางร่างกายแต่อย่างใด และน่าจะเป็นปัญหาทางสุขภาพจิตมากกว่า แพทย์จึงจะส่งตัวผู้ป่วยไปยังแผนกจิตเวช

เมื่อไปพบจิตแพทย์ ผู้ป่วยจะได้รับการประเมินสุขภาพกายและสภาพจิตใจ โดยจิตแพทย์จะสอบถามอาการหรือปัญหาที่เกิดขึ้นอีกครั้ง ถามคำถามทั่วไปเกี่ยวกับชีวิตและความคิดของผู้ป่วย และอาจสอบถามอาการจากครอบครัวหรือคนใกล้ตัวของผู้ป่วยด้วย หลังประเมินและวินิจฉัยอาการแล้ว จิตแพทย์อาจให้ยาหรือแนะนำให้ผู้ป่วยเข้ารับการบำบัดตามเหมาะสม เช่น การบำบัดโดยให้คำปรึกษา การพูดคุยเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด เป็นต้น ซึ่งจำนวนครั้งและระยะเวลาที่ผู้ป่วยต้องมาพบจิตแพทย์จะขึ้นอยู่กับสถานการณ์ ความคืบหน้าในการรักษา และความรุนแรงของอาการ หากผู้ป่วยไม่ได้เป็นโรคทางจิตที่รุนแรงหรือได้รับการรักษาจนอาการดีขึ้นแล้ว จิตแพทย์อาจให้นักจิตวิทยาเป็นผู้ดูแลต่อไปจนกว่าผู้ป่วยจะกลับมามีสุขภาพจิตที่ดีและใช้ชีวิตในสังคมได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ผู้ป่วยและญาติสามารถมั่นใจได้ว่าจิตแพทย์และนักจิตวิทยามีความรู้ความเชี่ยวชาญในการรับมือและทำความเข้าใจผู้ป่วยแต่ละคนโดยใช้แนวคิดชีวจิตสังคม ซึ่งเป็นการนำประสบการณ์ในอดีตของผู้ป่วย ความสัมพันธ์ในครอบครัว วัฒนธรรม สังคมรอบข้าง รวมถึงประวัติสุขภาพมาเป็นปัจจัยพิจารณาหาสาเหตุ อีกทั้งจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาที่เชี่ยวชาญเฉพาะในแต่ละด้านจะมีทักษะในการพูดคุยกับผู้ป่วยแต่ละวัยหรือแต่ละกลุ่มอาการด้วย เช่น นักจิตวิทยาเด็กจะรู้วิธีทำให้เด็กเชื่อใจหรือมีคำปรึกษาที่ดีเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนจิตแพทย์ที่รักษาผู้ใหญ่ก็จะรู้ว่าควรพูดคุยกับคนไข้ที่มีอาการประสาทหลอนหรือมีความผิดปกติทางความคิดอย่างไร เป็นต้น

เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”
เช็กสัญญาณเตือน “โรควิตกกังวล”

สัญญาณอาการที่ควรไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต

การไปพบจิตแพทย์และนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอายหรือน่าหวาดกลัวสำหรับผู้ป่วย เพราะสุขภาพจิตที่มีปัญหาควรได้รับการเยียวยารักษาเช่นเดียวกับสุขภาพร่างกาย ปัญหาสุขภาพจิตถือเป็นอาการป่วยอย่างหนึ่งที่ควรไปพบแพทย์ ไม่ว่าจะเป็นความเครียด ความวิตกกังวล การเป็นโรคกลัว ภาวะซึมเศร้า หรือการป่วยด้วยโรคความผิดปกติทางจิตชนิดอื่น ๆ

หากมีความคิดหรืออารมณ์ที่ไม่สามารถจัดการได้ด้วยตนเอง กังวลว่าตนอาจมีปัญหาที่ต้องการความช่วยเหลือจากจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา หรือสังเกตได้ถึงอาการดังต่อไปนี้ ควรไปพบแพทย์เพื่อป้องกันสุขภาพจิตย่ำแย่ลงไปกว่าเดิม

  • เคยมีภาวะซึมเศร้าในวัยเด็กหรือในช่วงวัยรุ่น
  • มีช่วงชีวิตในวัยเด็กที่ต้องเผชิญความหดหู่ ความวิตกกังวล หรือความเครียด
  • มีพฤติกรรมทำร้ายตนเอง
  • มีพฤติกรรมการกินผิดปกติ เช่น กินมากหรือน้อยเกินไป ล้วงคอหลังจากกินอาหาร เป็นต้น
  • มีพฤติกรรมผิดปกติอย่างรุนแรง เช่น ชอบใช้ความรุนแรง ทำร้ายผู้อื่น ทำลายข้าวของ เป็นต้น
  • เป็นโรคที่เกิดจากความเครียดหรือความสะเทือนใจจากเหตุการณ์ต่าง ๆ
  • มีปัญหาเกี่ยวกับสภาพจิตใจหรืออารมณ์ที่ส่งผลให้อาการเจ็บป่วยทางร่างกายทรุดลงไปด้วย
  • เป็นโรคจิตเภท

ซึ่งโรคทางจิตเวชนั้นมีหลายโรค เช่น กลุ่มโรคจิต (psychotic disorders) ได้แก่ โรคที่มีอาการประสาทหลอน หูแว่ว ความคิดหลงผิด หรือพฤติกรรมแปลก ๆ ที่ไม่สมเหตุผล เป็นต้น กลุ่มโรคนี้ ผู้ป่วยไม่สามารถแยกแยะความจริงได้ ส่วนใหญ่จะไม่รู้ตัวว่าตนเองป่วยด้วยโรคทางจิตเวช ในขณะที่ผู้ป่วยด้วยกลุ่มโรคอื่น ๆ มักจะรู้ตัวว่าตนเองผิดปกติไปจากเดิม เช่น กลุ่มโรคทางอารมณ์ (mood disorders) ได้แก่ โรคซึมเศร้า (depressive disorders) คือ กลุ่มโรคที่มีอารมณ์เศร้าหรือเบื่อหน่ายเป็นส่วนใหญ่ของวัน อย่างต่อเนื่องเกือบทุกวันและนานติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ ร่วมกับอาการร่วมอื่น ๆ เช่น การกินและการนอนผิดปกติไป เหม่อลอย ท้อแท้ หมดหวัง ถ้ารุนแรงจะเสี่ยงต่อการคิดอยากตาย และโรคอารมณ์สองขั้ว (bipolar disorders) ufabet24 จะมีขั้วอารมณ์ครื้นเครง หรือหงุดหงิดมากกว่าปกติ และอาจสลับกับขั้วอารมณ์เศร้าได้ เป็นต้น และยังมีกลุ่มโรควิตกกังวล (anxiety disorders) ที่พบได้บ่อย โดยมีลักษณะของความกังวลใจหรือความกลัวมากเกินไป จนรบกวนชีวิตของตนเอง หรือกลัวจนคุมตัวเองไม่ได้ มีการคิดฟุ่งซ่านไปเรื่อย ๆ ทั้งเรื่องที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นและเรื่องต่าง ๆ ที่ผ่านไปแล้ว ร่วมกับอาการทางระบบประสาทหรืออาการทางร่างกาย เช่น ใจหวิวสั่น รู้สึกปั่นป่วน ปวดศีรษะ นอนไม่หลับ โรคที่พบบ่อยในกลุ่มโรคนี้ เช่น โรควิตกกังวลไปทั่ว (generalized anxiety disorder) และโรคตื่นตระหนก หรือแพนิค (panic disorder)

การมีสุขภาพที่ดีเป็นหนึ่งในข้อสำคัญของชีวิตคนเรา ซึ่งไม่ได้ถึงร่างกายภายนอกเท่านั้น สุขภาพทางด้านจิตใจก็เป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพราะหากเรามีสุขภาพจิตใจที่ดีแล้ว ย่อมส่งผลต่อภาวะอารมณ์ในการจัดการกับชีวิตประจำวันของเราได้อย่างดี สำหรับวิธีการสร้างสุขภาพจิตที่ดีก็ทำได้ไม่ยาก เรามาดูกันค่ะว่ามีวิธีไหนบ้าง

  • ฝึกทำจิตใจให้สดชื่นแจ่มใส มองโลกในแง่ดี ฝึกเป็นคนสุขุมรอบคอบ ไม่ใจร้อน โกรธง่าย ไม่เอาจริงเอาจังกับทุกอย่างจนเกินไป ไม่หวั่นไหวง่าย ไม่ควรหมกมุ่นกับเรื่องไร้สาระ
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว หรือเพื่อนฝูง สังคมล้อมรอบเรา เปิดใจความรู้สึกของตนเอง และเข้าใจถึงจิตใจของผู้อื่น รู้จักให้เวลาตนเอง และคนสำคัญในชีวิต ให้มีเวลา กิจกรรม ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน
  • ดูแลรักษาสุขภาพทั้งกายและจิตใจให้แข็งแรงอยู่เสมอ ออกกำลังกายเป็นประจำ รับประทานอาหาร ที่มีประโยชน์ พักผ่อนให้เพียงพอ
  • เมื่อมีความเครียดทางจิตใจหรือมีปัญหา ควรหาโอกาสผ่อนคลาย ด้วยการทำงานอดิเรก ออกกำลังกายจะทำให้มีจิตใจที่สบายขึ้น
  • เรียนรู้วิธีเข้าใจอารมณ์ของตัวเอง มุ่งเน้นจัดการความคิดในเชิงบวก ควรมีเวลาแต่ละวันในการทำสมาธิ เพื่อที่จะได้เข้าใจสภาวะจิตใจในแต่ละช่วงขณะ
หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้

อัมพาต (Paralysis) อาการที่กล้ามเนื้อของอวัยวะส่วนต่าง ๆ ในร่างกายไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้ เนื่องจากภาวะเจ็บป่วยที่ทำให้ระบบสั่งการของสมองสำหรับควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกายเกิดความผิดพลาด ซึ่งอาจมีสาเหตุจากโรคหลอดเลือดสมอง หรือการประสบอุบัติเหตุ การเจ็บป่วยที่กระทบกระเทือนกับสมอง ไขสันหลัง กระดูกคอ และเส้นประสาทต่าง ๆ ที่ควบคุมการเคลื่อนไหวร่างกาย ทำให้เส้นทางการส่งกระแสประสาทระหว่างสมองและกล้ามเนื้อขาดช่วง ส่งผลให้เกิดอาการอัมพาตเป็นบางจุด เช่น บริเวณใบหน้า แขน ขา อาจเป็นอัมพาตครึ่งซีก หรืออาจเป็นอัมพาตทั้งร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยอัมพาตมีโอกาสหายและอาการดีขึ้นได้หากได้รับการดูแลรักษาและฟื้นฟูร่างกายอย่างถูกต้องเหมาะสม

ชนิดและอาการของอัมพาต

อัมพาตเฉพาะที่ มีอวัยวะบางส่วนที่เป็นอัมพาตและขยับเขยื้อนไม่ได้ เช่น ใบหน้า หรือมือ

อัมพาตทั่วร่างกาย เป็นอัมพาตในบริเวณกว้าง ส่งผลให้อวัยวะบางส่วนหรือหลายส่วนขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ ได้แก่

  • โมโนพลีเจีย (Monoplegia) เป็น แขน หรือขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • เฮมิพลีเจีย (Hemiplegia) เป็น แขน และขาข้างใดข้างหนึ่งขยับเคลื่อนไหวไม่ได้ หรือที่เรียกว่า อัมพาตครึ่งซีก
  • พาราพลีเจีย (Paraplegia) เป็น ขาทั้งสองข้าง หรือตั้งแต่บริเวณอุ้งเชิงกรานและช่วงล่างของลำตัวลงไปขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • ควอดริพลีเจีย เตตร้าพลีเจีย  (Tetraplegia  Quadriplegia)  เป็น แขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้

ทั้งนี้ อัมพาตยังแบ่งเป็น 2 ประเภทตามลักษณะกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตด้วย ได้แก่

  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก (Flaccid Paralysis) กล้ามเนื้อจะหดตัวและอ่อนแรง
  • อัมพาตแบบกล้ามเนื้อเกร็ง (Spastic Paralysis) กล้ามเนื้อจะตึงและแข็ง ซึ่งอาจทำให้กล้ามเนื้อกระตุกหรือเกิดตะคริวได้

หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแค่บางส่วน อาจควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณที่เป็นอัมพาตให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง แต่หากเป็นอัมพาตทั่วร่างกาย จะไม่สามารถควบคุมกล้ามเนื้อในบริเวณนั้นให้ขยับหรือเคลื่อนไหวได้เลย

ผู้ป่วยโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy) อัมพาต อาจเกิดขึ้นเพียงชั่วคราว  ซึ่งมีใบหน้าบิดเบี้ยวจากกล้ามเนื้อบนใบหน้าอ่อนแรงครึ่งซีกเพราะเกิดภาวะอักเสบที่ประสาทสมองเส้นที่ 7 หากได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ผู้ป่วยจะฟื้นตัวกลับมาและหายจากอาการอัมพาตบางส่วน หรือหายดีเป็นปกติได้

อย่างไรก็ตาม ในผู้ป่วยบางรายอาจยากที่จะหายดีเป็นปกติ หรืออาจเป็นอัมพาตไปตลอดชีวิต ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย การรักษา และการเจ็บป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการอัมพาตด้วย

สาเหตุของอัมพาต

ด้านโรคหลอดเลือดสมอง (Cerebrovascular Accident หรือ Stroke) ซึ่งเป็นสาเหตุหลัก มีลักษณะการเกิด ดังนี้

  • Ischemic Stroke: เส้นเลือดในระบบไหลเวียนโลหิตถูกลิ่มเลือดอุดตัน หรือเกิดจากหลอดเลือดตีบแคบลงจากไขมันเกาะฝังตัวที่ผนังหลอดเลือด ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้
  • เส้นเลือดในสมองแตก Hemorrhagic Stroke : ฉีกขาด หรือได้รับความเสียหาย ทำให้เลือดและออกซิเจนเดินทางไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ในสมองไม่ได้

เมื่อเกิดอาการดังกล่าว จะนำไปสู่ภาวะสมองขาดเลือด กระทบต่อสมรรถภาพในการควบคุมสั่งการกล้ามเนื้ออวัยวะส่วนต่าง ๆ ทำให้อวัยวะไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวเป็นปกติได้

หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต
หลีกเลี่ยงอัมพฤกษ์ อัมพาต

การได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ

อาจทำให้เกิดความเสียหายภายในสมองได้ เมื่อศีรษะได้รับบาดเจ็บหรือการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง เนื้อเยื่อสมองอาจฉีกขาดหรือฟกช้ำจากการกระแทกระหว่างสมองกับกะโหลกศีรษะ จนสร้างความเสียหายแก่เส้นเลือดและเส้นประสาทในสมอง ความเสียหายมักเกิดขึ้นกับสมองซีกซ้ายที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จนส่งผลต่ออาการอัมพาตของร่างกายในซีกขวา และความเสียหายในสมองซีกขวาที่ควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย จะทำให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาตบริเวณร่างกายซีกซ้าย อย่างไรก็ตาม อาการอัมพาตของร่างกายในแต่ละซีกนั้นขึ้นอยู่กับตำแหน่งของสมองที่ได้รับบาดเจ็บ

การได้รับบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง

ไขสันหลัง อาจเป็นส่วนหนึ่งของเส้นประสาทที่อยู่ภายในกระดูกสันหลัง ที่เชื่อมไปถึงกระดูกคอ มีหน้าที่ควบคุมระบบประสาทส่วนกลางซึ่งเป็นตัวกลางเชื่อมสัญญาณระหว่างสมองกับร่างกายในการรับรู้ความรู้สึกต่าง ๆ ทำให้สมองสามารถสั่งการควบคุมการแสดงออก ปฏิกิริยา และการเคลื่อนไหวต่าง ๆ ของร่างกายได้ ดังนั้น เมื่อไขสันหลังเกิดความเสียหาย เช่น กระดูกบริเวณคอ หรือกระดูกสันหลังบาดเจ็บจากแรงกระแทก อาจทำให้ไขสันหลังได้รับความเสียหายจนไม่สามารถส่งสัญญาณจากสมองไปยังกล้ามเนื้อเพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวได้อีกต่อไป

มากกว่าการได้รับการกระทบกระเทือนจนสร้างความเสียหาย คือ การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังมักมีสาเหตุจากการเจ็บป่วยด้วยโรคต่าง ๆ  อุบัติเหตุรุนแรงที่อาจทำให้ไขสันหลังบาดเจ็บ ได้แก่ อุบัติเหตุทางรถยนต์ อุบัติเหตุจากการทำงาน อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นระหว่างเล่นกีฬาหรือทำกิจกรรมต่าง ๆ การหล่นจากที่สูง เป็นต้น ทั้งนี้ ลักษณะอาการอัมพาตนั้นขึ้นอยู่กับบริเวณไขสันหลังที่ได้รับบาดเจ็บด้วย เช่น การบาดเจ็บบริเวณกระดูกสันหลังส่วนกลางอาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดพาราพลีเจีย (ร่างกายส่วนล่างลำตัวลงมาเป็นอัมพาต) หรือการบาดเจ็บบริเวณกระดูกคออาจทำให้เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย (เป็นอัมพาตทั้งแขนและขาทั้งสองข้าง)

โรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง หรือเอ็มเอส (Multiple Sclerosis)

ระบบภูมิคุ้มกันร่างกายซึ่งทำหน้าที่ป้องกันและกำจัดการติดเชื้อทำงานผิดปกติ ส่งผลให้สารมัยอีลิน (Myelin) ที่หุ้มอยู่รอบใยประสาทบริเวณไขสันหลังถูกทำลาย เมื่อปลอกประสาทนี้ถูกทำลาย ส่งผลรบกวนต่อการนำสัญญาณสื่อประสาทระหว่างสมองกับร่างกาย ทำให้เกิดอาการอัมพาตได้ในที่สุด

นอกจากนี้ สาเหตุของอาการอัมพาต ได้แก่

  • ส่วนโรคทางระบบประสาท ได้แก่โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอแอลเอส (Amyotrophic Lateral Sclerosis)หรือโรคเซลล์ประสาทสั่งการเสื่อม (Motor Neuron Disease) ซึ่งเซลล์ประสาทที่ควบคุมการเคลื่อนไหวเสื่อมหรือตายก่อนถึงอายุขัย อาจทำให้เกิดอัมพาตทั้งตัวได้
  • กลุ่มอาการจีบีเอส หรือ กิลแลง-บาร์เร (Guillain-Barre Syndrome)  โรคที่ภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง ที่ระบบประสาทส่วนปลายเกิดการอักเสบติดเชื้อฉับพลัน
  • โรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก หรือโรคใบหน้าอัมพาตครึ่งซีก (Bell’s Palsy) เส้นประสาทบริเวณใบหน้าซึ่งควบคุมการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าเกิดการอักเสบ
  • โรคสมองพิการ (Cerebral Palsy) มีความผิดปกติทางสมองทำให้ร่างกายขยับหรือเคลื่อนไหวลำบากหรือผิดปกติ
  • กลุ่มอาการหลังจากโรคโปลิโอ (Post-Polio Syndrome)
  • เนื้องอกที่เส้นประสาท (Neurofibromatosis)
  • มะเร็งสมอง มะเร็งไขสันหลัง มักทำให้เกิดอาการอัมพาตครึ่งซีก
  • โรคไลม์ ซึ่งเป็นโรคติดเชื้อ แบคทีเรียจะไปทำลายเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการอัมพาตชั่วคราวบริเวณใบหน้า
  • พิการแต่กำเนิด เช่น สไปนา ไบฟิดา เป็นอาการพิการแต่กำเนิดบริเวณกระดูกสันหลังและระบบประสาท ทำให้ร่างกายอัมพาตบางส่วน หรืออัมพาตอย่างถาวร

การวินิจฉัยอัมพาต

หากแพทย์ตรวจร่างกายและทดสอบสมรรถภาพร่างกายแล้วพบว่าผู้ป่วยสูญเสียความสามารถในการควบคุมกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว แพทย์จะวินิจฉัยว่าผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากแพทย์มีข้อสงสัย ต้องการวินิจฉัยหาสาเหตุ หรือตรวจหาบริเวณที่เป็นอัมพาตให้แน่ชัดขึ้น แพทย์อาจส่งตรวจเพิ่มเติมด้วยวิธีการ ดังนี้

  • การเอกซเรย์ (X-Ray) เป็นการฉายรังสีเอกซเรย์ผ่านร่างกาย เพื่อสร้างเป็นภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจ มีประโยชน์ในการวินิจฉัยความเสียหายบริเวณกระดูกสันหลังหรือกระดูกคอ
  • การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) เป็นวิธีการสร้างภาพถ่ายอวัยวะภายในจากการฉายรังสีเอกซเรย์ด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์ จะให้รายละเอียดที่เพิ่มขึ้นจากการเอกซเรย์ธรรมดา มักใช้ตรวจหาความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณศีษะและไขสันหลังจากการบาดเจ็บอย่างรุนแรง
  • การสร้างภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) เป็นวิธีการสร้างภาพอวัยวะภายในที่ต้องการตรวจด้วยการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า การใช้ MRI ช่วยให้แพทย์เห็นภาพความผิดปกติของเนื้อเยื่อและอวัยวะต่าง ๆ ประกอบการวินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณสมองและไขสันหลังเพื่อให้ภาพเอกซเรย์ที่ได้จากการ X-Ray, CT Scan หรือ MRI มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น อาจใช้ การฉีดสีเพื่อตรวจไขสันหลัง (Myelography) เพิ่มเติม ซึ่งเป็นการตรวจไขสันหลังด้วยการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในเส้นประสาทไขสันหลัง
  • การตรวจคลื่นไฟฟ้ากล้ามเนื้อ (Electromyography) ใช้เครื่องมือที่มีเซ็นเซอร์ตรวจจับคลื่นไฟฟ้าที่อยู่ในกล้ามเนื้อและเส้นประสาทตามจุดต่าง ๆ ของร่างกาย แพทย์มักนำมาใช้ตรวจวินิจฉัยผู้ป่วยที่สงสัยว่าเป็นโรคใบหน้าเบี้ยวครึ่งซีก (Bell’s Palsy)

การรักษาอัมพาต

หากมีอาการอัมพาต แพทย์จะวินิจฉัยและรักษาตามสาเหตุ หรืออาการป่วยต่าง ๆ ที่เป็นเหตุให้ผู้ป่วยเป็นอัมพาต แต่หากผู้ป่วยเป็นอัมพาตแบบถาวรนั้นจะไม่สามารถรักษาได้ เน้นการดูแลให้ผู้ป่วยปรับตัวใช้ชีวิตต่อไปได้

การรักษาประกอบด้วยวิธีการดังนี้

การผ่าตัด หรือการตัดอวัยวะ แพทย์จะพิจารณาเป็นกรณีไป ขึ้นอยู่กับอาการป่วยและความรุนแรงของการป่วยที่เป็นสาเหตุให้เกิดอัมพาต

การทำกายภาพบำบัด เป็นการฝึกการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายด้วยวิธีการและแบบแผนที่ถูกต้องเหมาะสมภายใต้การดูแลหรือคำแนะนำของนักกายภาพบำบัด เพื่อช่วยฟื้นฟูประสาทกล้ามเนื้อให้กลับมาทำงานได้ และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยต่อไปในอนาคตซึ่งอาจเกิดจากการที่ร่างกายขาดการเคลื่อนไหว ผู้ป่วยอาจทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล หรือด้วยตนเองหลังกลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ภายใต้คำแนะนำของแพทย์และนักกายภาพบำบัด

การทำกิจกรรมบำบัด เป็นการฝึกให้ผู้ป่วยกลับมาช่วยเหลือตนเองได้ ด้วยการฝึกทำกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการแต่งกาย การไปซื้อของ โดยใช้เทคนิคต่าง ๆ เช่น ฝึกทำกิจกรรมตามขั้นตอน สอนวิธีลัดอื่น ๆ ที่ช่วยให้ทำกิจกรรมดังกล่าวได้สำเร็จ ปรับเปลี่ยนวิธีการเพื่อให้ทำกิจกรรมได้ง่ายขึ้น หรือจัดเตรียมอุปกรณ์ช่วยเหลือเพื่ออำนวยความสะดวกแก่กิจกรรมต่าง ๆ

การใช้อุปกรณ์ช่วยเหลือในการเคลื่อนไหว ได้แก่

  • การใช้รถเข็น หรือที่เรียกว่า วีลแชร์
    • วีลแชร์ธรรมดา: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีกล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนแข็งแรง และเป็นอัมพาตตั้งแต่ส่วนล่างของลำตัวลงไป
    • วีลแชร์ไฟฟ้า: เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่กล้ามเนื้อร่างกายท่อนบนอ่อนแอ หรือเป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ซึ่งแขนและขาทั้งสองข้างขยับเคลื่อนไหวไม่ได้
  • การใช้กายอุปกรณ์เสริม เป็นการสวมใส่อุปกรณ์ที่ทำจากพลาสติกหรือโลหะ เพื่อช่วยชดเชยความอ่อนแอของกล้ามเนื้อบริเวณที่เป็นอัมพาต และช่วยในการเคลื่อนไหวอวัยวะส่วนต่าง ๆ เช่น
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับมือ-ข้อมือ: จะทำให้ข้อมือช่วยบังคับการเคลื่อนไหวของนิ้วที่เป็นอัมพาต
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับเท้า-ข้อเท้า: อุปกรณ์จะช่วยในการเดิน ด้วยการบังคับการเคลื่อนไหวของเท้า เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตส่วนล่างลำตัวลงไปเพียงบางส่วน เช่น ขาข้างเดียว
    • กายอุปกรณ์เสริมสำหรับประคองระดับข้อเข่า: อุปกรณ์จะช่วยประคองความมั่นคงของข้อเข่าและข้อเท้า แต่ท่อนขายังเคลื่อนไหวแกว่งตัวได้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตชนิดเตตร้าพลีเจีย หรือควอดริพลีเจีย ที่แขนและขาทั้งสองข้างไม่สามารถขยับเคลื่อนไหวได้
  • การขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่ที่เป็นอัมพาตจากการถูกกระทบกระเทือนบริเวณไขสันหลัง ส่งผลต่อการทำงานของระบบขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะด้วย เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้และกระเพาะปัสสาวะจะอยู่บริเวณปลายของไขสันหลัง ผู้ป่วยไม่สามารถขับถ่ายของเสียออกจากร่างกายได้ตามปกติ จึงต้องใช้วิธีช่วยระบายของเสียออกจากร่างกาย ดังนี้
    • ฝึกควบคุมการขับถ่าย ช่วยขับของเสียออกจากลำไส้ด้วยการฝึกถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา
    • การสวนอุจจาระ เป็นการใช้ยาสวนเข้าไปทางทวารหนัก เพื่อช่วยขับถ่ายอุจจาระ
    • การต่อสายท่อปัสสาวะ อาจทำได้ทั้งการต่อท่อเล็ก ๆ จากปลายท่อปัสสาวะบริเวณปลายอวัยวะเพศของผู้ป่วยเพื่อระบายปัสสาวะที่ไม่สามารถควบคุมได้ หรือแพทย์อาจผ่าตัดเจาะต่ออุปกรณ์สายท่อจากกระเพาะปัสสาวะออกมาทางรูที่สร้างขึ้นบริเวณหน้าท้องของผู้ป่วย
    • การใส่ถุงอุจจาระ (Colostomy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณลำไส้แล้วต่อกับถุงอุจจาระโดยตรง แล้วถุงจะอยู่ติดกับผนังหน้าท้องด้านนอกของผู้ป่วย

การใช้ยารักษาอาการปวดประสาท (Neuropathic Pain) ผู้ป่วยอาจมีอาการปวดประสาทในระยะยาว เนื่องจากเส้นประสาทถูกทำลายไปก่อนหน้า ซึ่งอาการปวดประสาทที่เกิดขึ้นนี้ ไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาแก้ปวดทั่วไปอย่างพาราเซตามอลหรือไอบูโพรเฟน แต่ต้องรักษาด้วยยาอะมิทริปไทลีน (Amitriptyline) และพรีกาบาลิน (Pregabalin) แต่ยาเหล่านี้ล้วนมีผลข้างเคียงจากการใช้ยา ดังนั้น ผู้ป่วยต้องใช้ยาอย่างถูกต้องเหมาะสมภายใต้คำสั่งแพทย์ เพื่อประสิทธิผลสูงสุดในการรักษา และหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นและเป็นอันตรายได้

การรักษาภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง ผู้ป่วยอัมพาตมักเผชิญกับปัญหากล้ามเนื้อชา เป็นตะคริว และหดเกร็ง ซึ่งรักษาได้โดยการใช้ยาเหล่านี้

  • ส่วนกลุ่มยาคลายกล้ามเนื้อ บาโคลเฟน (Baclofen) ทิซานิดีน (Tizanidine) และแดนโทรลีน (Dantrolene) ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาคลายกังวลอย่างไดอะซีแปม (Diazepam) นอกจากในรายที่มีอาการรุนแรงเท่านั้น
  • โบทูลินัม ท็อกซิน หรือโบท็อกซ์ จะถูกนำมาใช้หากรักษาด้วยยาคลายกล้ามเนื้อแล้วไม่ได้ผล โดยอาจฉีดเฉพาะบริเวณที่กล้ามเนื้อชา ยาจะช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนที่เกิดการชา และหดเกร็งตัว เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดและการฝึกยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ
  • การให้ยาทางไขสันหลัง (Intrathecal Baclofen Therapy) แพทย์จะผ่าตัดบริเวณด้านหลังของผู้ป่วย โดยเจาะที่หลังตำแหน่งโพรงไขสันหลัง ใส่ท่อที่มียาบาโคลเฟนคลายกล้ามเนื้อจากเครื่องปั๊มยา เพื่อลดการหดเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ

แก้ปัญหาอาการไอที่ลดลง

ผู้ป่วยอัมพาตอาจไอลำบาก ซึ่งการไอเป็นกระบวนการที่ช่วยกำจัดมูกเหนียวหรือเสมหะที่ติดค้างอยู่ภายในระบบทางเดินหายใจ ทำให้หายใจได้สะดวก หากมีกล้ามเนื้อที่เป็นอัมพาต จะทำให้การไอเป็นไปด้วยความยากลำบาก จนเสี่ยงต่อการสะสมของมูกเหนียวในปอด นำไปสู่การติดเชื้อในปอดได้

ดังนั้น เพื่อชดเชยความสามารถของกล้ามเนื้อที่ทำให้ไอได้ยากขึ้น ผู้ป่วยหรือผู้ดูแลควรเรียนรู้แนวทางปฏิบัติที่ช่วยให้ผู้ป่วยไอได้มากขึ้น เช่น

  • ขยับตัวลุกนั่งทุกวัน
  • พลิกตัวไปมาในขณะนอน
  • ดื่มน้ำมาก ๆ เพื่อช่วยให้เสมหะที่ข้นเหนียวเจือจางลง เอื้อต่อการไอได้ง่ายขึ้น
  • ไม่สูบบุหรี่ หรือไม่อยู่ใกล้คนสูบบุหรี่
  • ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ และวัคซีนปอดอักเสบจากเชื้อนิวโมค็อกคัส เพื่อป้องกันการป่วยที่จะทำให้เกิดมูกเสมหะสะสมในระบบทางเดินหายใจ

การใช้เครื่องช่วยหายใจ ในผู้ป่วยบางรายที่กล้ามเนื้อบริเวณกะบังลมเป็นอัมพาต จะส่งผลให้หายใจเข้าออกลำบาก ผู้ป่วยจึงต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ เพื่อช่วยควบคุมอากาศและแรงดันภายในปอด ซึ่งมี 2 ชนิด คือ

  • เครื่องจะสร้างภาวะสุญญากาศในปอด Negative Pressure Ventilator ทำให้ช่วงอกขยายออก แล้วให้อากาศไหลเข้าสู่ปอดเอง
  • เครื่องจะส่งออกซิเจนเข้าไปยังปอดโดยตรง Positive Pressure Ventilator เพื่อช่วยในการหายใจ โดยใช้ท่อช่วยหายใจ ซึ่งมี 2 แบบ คือ ท่อที่ต้องผ่าตัดบริเวณคอ เพื่อต่อท่อเข้าไปในหลอดลม และท่อที่สอดเข้าไปทางปากหรือจมูก เพื่อส่งออกซิเจนเข้าไป

แม้อาการอัมพาตในผู้ป่วยบางรายจะรักษาให้หายขาดได้ยาก แต่ผู้ป่วยก็อยู่ร่วมกับอาการอัมพาตได้ ด้วยการใช้เครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวข้างต้น เพื่อดูแลประคับประคองและอำนวยความสะดวกให้ใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ

ภาวะแทรกซ้อนของอัมพาต

ภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ (Autonomic Dysreflexia) มักเกิดกับผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตแขนขาทั้งสองข้าง (Tetraplegia หรือ Quadraplegia) เมื่อมีสิ่งเร้าไปรบกวนการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติซึ่งมีหน้าที่ควบคุมส่วนต่าง ๆ ภายในร่างกายที่มีผลต่อการตอบสนองของร่างกาย อย่างระบบความดันโลหิต การย่อยอาหาร และการหายใจ ดังนั้น เมื่อมีสิ่งกระตุ้นเร้า สัญญาณเตือนต่าง ๆ จะไม่สามารถส่งไปยังสมองของผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตได้ เนื่องจากเกิดการบาดเจ็บบริเวณไขสันหลัง เมื่อสมองสั่งการไม่ได้ตามปกติ สุดท้ายระบบประสาทอัตโนมัติจะแสดงอาการตอบสนองต่อสิ่งเร้าอย่างผิดปกติ เช่น ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจเต้นช้าลง ซึ่งอาจทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิตได้

อาการที่เป็นสัญญาณของภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติ ได้แก่ ปวดศีรษะรุนแรง รู้สึกวิตกกังวล กระสับกระส่าย เหงื่อไหลออกมาก แน่นหน้าอก ขนลุก ความดันสูง หัวใจเต้นช้าลง (น้อยกว่า 60 ครั้ง/ นาที) ปัสสาวะลำบาก เป็นต้น หากเกิดภาวะรีเฟล็กซ์ประสาทอัตโนมัติผิดปกติแล้วผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การชักและมีเลือดออกในสมองจนถึงแก่ความตายได้

ภาวะซึมเศร้า เป็นภาวะที่มักเกิดขึ้นตามมาหลังจากผู้ป่วยประสบเหตุให้เป็นอัมพาตกะทันหัน ทำให้เกิดความโศกเศร้าและทำใจยอมรับได้ยาก แต่หากผู้ป่วยปรับตัวปรับมุมมองได้ ก็จะผ่านพ้นขั้นความเศร้าโศกจนยอมรับความจริงและอยู่ร่วมกับอาการป่วยต่อไปได้

ทั้งนี้ ผู้ป่วยหรือบุคคลใกล้ชิดควรดูแลและเฝ้าระวังสังเกตอาการของผู้ป่วย หากพบว่าผู้ป่วยอยู่ในภาวะซึมเศร้า ควรหาวิธีให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเยียวยา และประคับประคองช่วยเหลือทั้งทางร่างกายและจิตใจ ให้ผู้ป่วยเรียนรู้และปรับตัวได้ในที่สุด

ปัญหาเพศสัมพันธ์และการเจริญพันธุ์ ufabet24 การเป็นอัมพาตอาจส่งผลกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ได้ แต่ไม่เสมอไป ผู้ป่วยบางรายอาจสามารถมีเพศสัมพันธ์และมีบุตรได้ ทั้งจากการมีเพศสัมพันธ์ตามปกติ และการใช้วิธีการรักษาภาวะมีบุตรยาก

ในบางราย ผู้ป่วยเพศชายอาจเผชิญกับปัญหาอวัยวะเพศไม่แข็งตัว ไม่สามารถหลั่งอสุจิได้ หรือมีภาวะหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ในขณะที่ผู้ป่วยเพศหญิง มักไม่ได้รับผลกระทบในด้านความสามารถในการเจริญพันธุ์ แม้จะมีผู้ป่วยจำนวนมากประสบกับปัญหาความต้องการทางเพศที่ลดลง เพราะมีความวิตกกังวลในเรื่องต่าง ๆ ผู้ป่วยหญิงบางรายก็ไม่มีสารหล่อลื่นบริเวณอวัยวะเพศหญิง แต่แก้ไขได้ด้วยการใช้สารหล่อลื่นที่ถูกต้องและปลอดภัยในการมีเพศสัมพันธ์ ในเพศชาย หากกระทบต่อการใช้ชีวตประจำวัน ควรปรึกษาแพทย์เพื่อแก้ไขภาวะดังกล่าว

การป้องกันการเกิดอัมพาต

อาการอัมพาตเกิดขึ้นหลังจากมีปัจจัยก่อนหน้า ฉะนั้น จึงไม่มีแนวทางการป้องกันที่แน่นอน อย่างไรก็ดี สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นอัมพาตไปแล้ว ควรศึกษาและปฏิบัติตามแนวทางเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่อไปในอนาคต ได้แก่

ผู้ป่วยอัมพาตที่ขยับเขยื้อนร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่งไม่ได้ ด้านการดูแลป้องกันการเกิดแผลกดทับจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดแผลกดทับอักเสบและติดเชื้อในบริเวณนั้น เนื่องจากต้องนั่งหรือนอนในท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน ทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารไหลเวียนไปหล่อเลี้ยงส่วนดังกล่าวได้ไม่สะดวก จนเนื้อเยื่อในบริเวณนั้นได้รับความเสียหายหรือเนื้อเยื่อตาย ดังนั้น ผู้ป่วยควรเปลี่ยนตำแหน่งท่านั่งหรือนอนอยู่เสมอ เช่น ขยับตัวเปลี่ยนท่านอนประมาณ 20 ครั้งต่อคืน ผู้ป่วยที่นั่งรถเข็นควรขยับตัวเปลี่ยนตำแหน่งอย่างน้อยทุก 15-30 นาที หากต้องนอนอยู่บนเตียงนาน ๆ ควรเปลี่ยนท่านอนอย่างน้อยทุก 2 ชั่วโมง

หากผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ควรขอความช่วยเหลือจากผู้ดูแลและบุคคลใกล้ชิด คนรอบข้างควรหมั่นสังเกตบริเวณผิวหนังของผู้ป่วย หากผิวเกิดรอยแตก หรือมีแผลเปิดซึ่งเป็นแผลกดทับ ควรรีบรักษาหรือไปพบแพทย์

การมีสุขภาพดีจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ การออกกำลังกายที่ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไม่ให้แขนขาอ่อนแรง และยังช่วยฟื้นฟูการทำงานของอวัยวะและระบบต่าง ๆ ภายในร่างกาย โดยผู้ที่เป็นอัมพาตควรออกกำลังกายตามสมรรถภาพของตน เช่น การยกน้ำหนัก การขี่จักรยานมือ การเล่นกีฬาต่าง ๆ บนวีลแชร์

หากผู้ป่วยไม่ถนัดออกกำลังกาย หรือไม่ทราบวิธีการ ควรขอความช่วยเหลือจากนักกายภาพบำบัด ซึ่งจะแนะนำการออกกำลังกายและการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม

นอกจากนี้ ผู้ป่วยอาจใช้อุปกรณ์กายภาพบำบัด (Functional Electrical Stimulation-FES) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยส่งกระแสไฟฟ้ากระตุ้นประสาทกล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆ ให้ขยับเคลื่อนไหวได้บ้าง