การเป็นนักสืบ

แนวทางการเป็นนักสืบ ต้องมีความรู้และต้องจบการเรียนสาขาอะไรมาบ้าง

การเป็นนักสืบ ต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องอะไรบ้าง ?
การที่จะประกอบอาชีพนักสืบนั้น ในมุมมองความคิดเห็นของผู้เขียนเองคิดว่า นักสืบ ต้องมีความรู้ ความสามารถ มากพอ ๆ กับตำรวจเลยทีเดียว แต่อาจไม่ได้ลงลึก ขนาดนั้น โดยสามารถสรุปได้คร่าว ๆ ดังนี้

ความรู้ เกี่ยวกับการสืบหา ข้อเท็จจริง

โดยเมื่อได้ข้อมูล มาแล้ว ยังไม่ควรด่วนสรุป ว่าเป็นข้อมูลจริง ให้หาข้อสนับสนุนอื่น ๆ มาเพิ่มเติมด้วย
การคิดเชิงวิพากย์
หูตาไว รู้จักสังเกต
ต้องรู้จักวิธีแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะเรื่องบางเรื่อง อาจเกิดขึ้น โดยไม่ทันตั้งตัว
ต้องมีทักษะการสื่อสาร และการเจรจาค่อนข้างสูง
ส่วนมากผู้ที่จ้างวานนักสืบ มักให้สืบคดีความ หรือ เรื่องที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้, คดีที่หาผู้ต้องสงสัยเพื่อหมายจับกุม หรือแม้กระทั่ง การขอให้ตรวจสอบข้อมูล เพื่อค้นหาข้อเท็จจริง เป็นต้น ตัวอย่างการจ้างวานนักสืบ มีดังนี้

1. สืบประวัติบุคคล
2. สืบหาที่อยู่บุคคล
3. สืบทรัพย์สิน ลูกหนี้ ตามคำพิพากษา
4. สืบติดตามพฤติกรรมบุคคล ชู้สาว
5. สืบหาพยานหลักฐานในการฟ้องคดี
6. สืบบุคคลตามหมายจับ
7. สืบประวัติ ฐานะและทรัพย์สิน ก่อนสมรส
8. สืบเกี่ยวกับทะเบียนรถ ก่อนซื้อขาย หรือ ชนแล้วหนี
9. สืบฐานะ และทรัพย์สินของหุ้นส่วนทางธุรกิจ
10. สืบหาบุคคลผู้พลัดพราก

นอกจากนี้ อาชีพนักสืบ ยังสามารถ รับงานเกี่ยวกับ การตรวจสอบ สถานะทางทะเบียนราษฎร์ ของบุคคล บิดา มารดา บุตรและคู่สมรส เป็นผู้ช่วยทวงหนี้ ก็สามารถทำได้ เพราะนักสืบ ต้องสืบ ข้อมูลการติดต่อ ของคนในครอบครัว ที่เป็นหนี้ เพื่อช่วยผู้จ้างวาน ทวงหนี้ได้ หรือสามารถรับงาน ด้านเอก สารทางกฎหมาย สัญญาทางแพ่ง นิติกรรมต่าง ๆ ก็ได้

ความเสี่ยงและข้อที่ควรปฏิบัติของอาชีพนี้
จริง ๆ แล้ว อาชีพนักสืบ นี้มีความเสี่ยงที่สูงมาก เพราะต้องใช้กลยุทธ์ วิธีพูด วิธีคิด และวิธีการหาคำตอบ หาข้อเท็จจริงที่แยบยล บางกรณีอาจมีการลงพื้นจริง ไปแฝงตัวอยู่ร่วมกับคนร้าย ซึ่งถ้าประมาท ก็เสี่ยงถึงชีวิต ได้ ดังนั้น การเป็นนักสืบ ต้องตระหนักถึง สิ่งดังต่อไปนี้ ก็มาก เพื่อการดำรงอาชีพ ที่ยาวนานต่อไป

บันทึกเรื่องราว และพยายามเก็บหลักฐาน
ไม่บิดเบือนความจริง
เอาตัวรอดได้ แม้ในสถานการณ์คับขัน
ซื่อสัตย์ ต่อการทำงาน เมื่อจบงาน ก็ควรจบการเก็บข้อมูล ทุกอย่าง หรือ ไม่นำข้อมูล ของผู้จ้างวาน ไปเผยแพร่

6 สาขาวิชาสอนทักษะการเป็น ” นักสืบมืออาชีพ “
เวลาดูการ์ตูนหรือซีรีส์ น้อง ๆ เคยสงสัยกันมั้ยว่า นักสืบมืออาชีพ ที่คอยไขคดี หรือสืบหาข้อมูล มาให้นายจ้าง หรืออัยการเนี่ย เขาต้องเรียนอะไร ถึงจะมีความรู้ ด้านนี้ และมาทำอาชีพนี้ได้ วันนี้พี่ ๆ ออนดีมานด์รวม 6 สาขาวิชาสอนทักษะการเป็น “นักสืบมืออาชีพ” มาให้ มาดูกันว่าจะมีสาขาไหน คณะไหนบ้าง

นิติศาสตร์
แน่นอนว่า อาชีพนักสืบ จำเป็นต้องรู้เรื่องกฎหมาย เพื่อประกอบ การสืบสวนคดีต่าง ๆ แล้วแต่ผู้ว่าจ้าง เมื่อรู้กฎหมาย ก็จะรู้ถึงข้อบังคับต่าง ๆ ว่าสิ่งไหนสามารถทำได้ และไม่ได้ รวมไปถึงสามารถ รู้ว่าคดี ที่สืบอยู่ ผู้ที่เราตามสืบมีความผิด หรือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมายกันแน่

คณะนิติศาสตร์ ในไทยเปิดสอนในหลายมหาวิทยาลัย ถ้าน้องๆ อยากจะเป็นนักสืบ พกความรู้ด้านนี้ติดตัวเป็นพื้นฐานสู่อาชีพนักสืบได้แน่นอน

จิตวิทยา
อีกหนึ่งทักษะของนักสืบที่ควรมีคือ การเข้าใจความคิด จิตใจ และพฤติกรรมของคน ที่แตกต่างกัน เพื่อหาแรงจูงใจ และคาดการณ์ถึงพฤติกรรม ผู้ที่เรากำลังตามสืบอยู่ ว่าเขาจะไปไหน กินอะไร คิดอะไร ติดต่อใคร ถ้ามีทักษะนี้มีแต้มต่อแน่นอนน

คณะจิตวิทยา ก็เป็นอีกคณะที่เปิดสอนอย่างแพร่หลาย บางที่เป็นหนึ่งสาขาที่อยู่ภายใต้คณะมนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ หรือสังคมศาสตร์

สังคมวิทยา และ มานุษยวิทยา
ทักษะการสอดแหนม ทำตัวกลมกลืนกับกลุ่มคนหรือสังคมนั้นๆ เป็นอีกหนึ่งทักษะที่นักสืบขาดไม่ได้ สาขานี้เรียกสั้นๆ ว่า “สังวิทฯ” เน้นการศึกษา ทั้งตัวมนุษย์ และสังคมความเป็นอยู่ ด้วยวิธีการเอาตัวเองเข้าไปมีส่วนร่วมคือไปใช้ชีวิต และสังเกตการณ์ เพื่อให้เข้าใจพฤติกรรมและความคิดของคน

คณะนี้มีเปิดสอนที่ธรรมศาสตร์ และเป็นสาขาที่อยู่ในคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ รวมถึงบางที่ก็อยู่ในคณะมนุษยศาสตร์ด้วย ต้องดูดีๆ น้า
วิทยาศาสตร์ และ เทคโนโลยี

การสืบสวน บางกรณี จำเป็นต้อง ใช้ทักษะ ที่เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ทั้งความรู้ ความสามารถ ในการสังเกต และตั้งสมมติฐาน โดยการใช้หลักวิทยาศาตร์ คณะนี้ สามารถต่อยอด ไปสอบเป็นตำรวจ พิสูจน์หลักฐาน ซึ่งเป็นอาชีพ ที่ใช้ทักษะคล้ายคลึง กันได้

นักสืบชู้สาว นักสืบมืออาชีพ การเป็นนักสืบ
นักสืบชู้สาว นักสืบมืออาชีพ การเป็นนักสืบ

คนส่วนใหญ่ จะคิดว่าเรียนวิทยาศาตร์ จบมา เป็นได้แค่นักวิทยาศาสตร์ หรือเปล่า จริง ๆ แล้วการเรียนในคณะนี้ สามารถต่อยอด ไปได้หลายอาชีพมาก ๆ ทำให้มีเปิดสอน ในหลายมหาวิทยาลัย ทั่วประเทศ

นิติวิทยาศาสตร์
การสืบสวนด้วย หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เป็นอีกหนึ่งทักษะ ที่เกี่ยวข้องกับอาชีพนักสืบ นักสืบ คณะนี้เปิดสอนในระดับ ปริญญาโท เป็นการศึกษา เกี่ยวกับการพิสูจน์หลักฐาน ด้วยการนำความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ทุกสาขามาประยุกต์ใช้โดยเฉพาะ ทั้งการสืบสวนจากหลักฐาน ลายนิ้วมือ เลือด เส้นผม อสุจิ น้อง ๆ น่าจะเคยเห็นบ่อย ๆ ในซีรีส์ หรือการไขคดีดัง ๆ ที่ทำให้ตำรวจสามารถจับตัวคนร้ายได้

คณะนี้เปิดสอนอย่างแพร่หลายในหลายมหาวิทยาลัยทั้งในไทยและต่างประเทศ

อาชญาวิทยา
อาชีพนักสืบมีทั้งทำงานให้เอกชน และภาครัฐ ทำงานในหลายคดี ในส่วนของสาขานี้ จะพูดถึงการสืบสวน ในส่วนของคดีอาญา โดยเฉพาะ คือการศึกษาเกี่ยวกับ อาชญากรรมในแง่ต่าง ๆ ทั้งสาเหตุการเกิดอาชญากรรม ลักษณะ ประเภท และพฤติกรรมของอาชญากรด้วย ทำให้ต้องเรียนทั้งสังคมวิทยา จิตวิทยา มานุษยวิทยา และกฎหมาย เพื่อให้เข้าถึง “จิตใจของอาชญากร” ทำให้สามารถหาหลักฐานและไขคดีได้นั่นเอง

การจัดบ้านให้น่าอยู่

ไอเดียจัดบ้านให้น่าอยู่ในช่วงปีใหม่ ช่วยผ่อนคลายความเครียดจากปัญญาสังคม

การจัดบ้าน ก็ต้องใส่ความรู้สึกเหมือนกัน เพราะการสร้าง ผลงานศิลปะชิ้นหนึ่ง เป็น การนำความฝัน และความชอบมา ตกแต่งให้บ้านมีสไตล์ ในแบบที่เป็นตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น เฟอร์นิเจอร์ การจัดวางของ โทนสีของบ้าน เพราะว่าบ้านจะเป็นสถานที่ที่เมื่อคุณกลับมาแล้ว จะได้รับความผ่อนคลาย ลดอาการเหนื่อยล้าทั้งหมดจากการทำงาน เป็น Happy Lifeในฝันเอาไว้

เทคนิคจัดบ้านให้น่าอยู่

การจัดบ้าน ต้องใช้ศาสตร์และศิลป์ เช่น ทิศทางลม การรับแสง จับคู่โทนสีให้แมทกัน แล้วเทคนิคเหล่านี้ไม่ได้ยากอย่างที่คิด โดยขั้นแรกหากคุณยังไม่รู้ว่าจะตกแต่งบ้านโทนไหน ให้ลองไปดูโซนตกแต่งห้องโชว์ เพราะการดีไซน์บ้านต้องเข้าไปเห็นไปสัมผัสจริงๆ รับรู้ถึงความรู้สึกบ้านสไตล์นี้ ว่าจะเป็นแบบที่ฝันเอาไว้หรือเปล่า และดูลักษณะของเฟอร์นิเจอร์ที่ตกแต่งเอาไว้ เมื่อนำมาปรับกับที่บ้านจะได้ง่ายขึ้น

โดยเทคนิคต่อไปนี้จะทำให้บ้านของคุณน่าอยู่ไม่ยากอย่างที่คิด

1. เปิดหน้าต่างรับแสงและลมจากธรรมชาติ

แสง เป็นสิ่งสำคัญที่สร้างบรรยากาศในบ้านให้น่าอยู่ เพราะแสงจะช่วยถ่ายเทอากาศ เข้าสู่บ้าน ซึ่งบ้านที่มีลมพัดผ่านตลอด จะทำให้รู้สึกถึงความผ่อนคลาย เหมือนอยู่ใกล้กับธรรมชาติ ยิ่งถ้าเฟอร์นิเจอร์ไม้ หรือโทนน้ำตาล จะได้บ้านสไตล์มินิมอลเหมือนอยู่ญี่ปุ่น

พื้นที่ในบ้านควรมีหน้าต่าง หรือประตูกว้างๆ สร้างความรู้สึกปลอดโปร่ง โล่งสบาย เสมือนไม่มีอะไรมาขวางกั้น เป็นอิสระในความคิดและความรู้สึก

2. ปลูกต้นไม้ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในบ้าน

การมีต้นไม้ในบ้าน ช่วยให้รู้สึกสบาย อบอุ่น เหมือนอยู่ใกล้กับแหล่งธรรมชาติ และสีเขียวเป็นสีโทนเย็น สร้างความผ่อนคลายให้กับคนที่เห็น ซึ่งตำแหน่งของต้นไม้ มีหลายสัดส่วนยอดฮิต เช่น อยู่ตรงห้องรับแขก  หน้าต่างบันได บนโต๊ะเขียนหนังสือ หรือจะตกแต่งสวนหย่อมเล็กๆ เพิ่มเติมก็ทำให้บ้านอากาศดีขึ้น อาจจะมีอ่างเลี้ยงปลาเล็กๆ หรือน้ำพลุจิ๋ว เป็นมุมร่มรื่นของบ้านก็จะช่วยให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น

3. สะอาดและปลอดโปร่ง

ความสะอาดเป็นพื้นฐานของบ้านที่น่าอยู่ เพราะจะช่วยสร้างความสบายใจ และยังปลอดภัยต่อสิ่งสกปรกที่มากับฝุ่นให้กับสมาชิกในบ้านอีก แต่คำว่าสะอาดนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของฝุ่นละอองเท่านั้น ยังเป็นเรื่องของการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ให้เป็นระเบียบ หรือข้าวของต่างๆ ที่ควรอยู่ในตำแหน่งที่จัดไว้

ให้บ้านน่าอยู่ การจัดบ้าน
ให้บ้านน่าอยู่ การจัดบ้าน

แนะนำว่าให้เลือกเฟอร์นิเจอร์ที่มีพื้นที่เก็บเยอะ เวลาบ้านมีของจะได้มีพื้นที่เก็บ นอกจากความสวยงามแล้ว ยังช่วยให้บ้านกว้างขึ้นอีกด้วย

4. สร้างกลิ่นหอมภายในบ้าน

กลิ่น เป็นอีกสัมผัสที่ช่วยผ่อนคลายอารมณ์สมาชิกใน้บ้านได้อย่างดี เพราะกลิ่นสามารถบำบัดอารมณ์เศร้า เหงา เสียใจ ได้ ซึ่งจุดที่แนะนำคือ ห้องนอน ห้องนั่งเล่น ห้องน้ำ เพราะเป็นจุดที่อาศัยบ่อยและมีเรื่องมากมายให้คิด โดยเครื่องหอมที่ได้รับความนิยมสำหรับใช้ในบ้านจะเป็นพวกเครื่องพ่นไอน้ำอโรม่า ก้านไม้หอม ฯลฯ

5. โทนสีเพิ่มความสบายตา

โทนสีคือสิ่งสำคัญมากสำหรับการตกแต่งบ้าน เพราะสีมีผลต่อความรู้สึกทางสายตา เช่น สีดำจะทำให้บ้านดูอึดอัด แคบลง ในขณะที่สีสดใสหรือโทนอบอุ่น จะช่วยให้บ้านกว้างขึ้น น่าอยู่ขึ้น

ซึ่งการแต่งบ้านนั้น คือ การใช้เฉดสี สร้างอารมณ์ เช่น ถ้าบ้านโทนน้ำตาล การเลือกเฟอร์นิเจอร์สีเนื้อไม้ จะช่วยให้บ้านดูมีสไตล์ หรือ ถ้าทำเฟอร์นิเจอร์สีเขียวมาตกแต่ง จะทำให้ บ้านเรียบหรูขึ้น นอกจากนี้ การตกแต่งโทนสีบ้าน เป็นการบอกลักษณะตัวตน ของเจ้าบ้านอีกด้วย

6. การสร้างมุมสบาย ๆ ของคุณเองภายในบ้าน

เชื่อว่าทุกคนต่างก็มีมุมโปรดภายในบ้านจะเป็นห้องนอนหรือห้องนั่งเล่นก็ได้ ฉะนั้นคุณควรจัดโซนพื้นสบายของตัวคุณเองซักจุดที่สามารถเอนตัวลงผ่อนคลายได้อย่างเต็มที่หลังจากเหนื่อยจากการทำงานมาตลอดทั้งวัน เช่น โซฟานุ่มๆ หน้าทีวี มุมที่นั่งสำหรับอ่านหนังสือ ฯลฯ

สไตล์ตกแต่งบ้านที่กำลังได้รับความนิยม

พูดถึงการตกแต่งไปแล้ว มาดูสไตล์การตกแต่งบ้านที่ได้รับความนิยมมากในปีนี้ ซึ่งแต่ละแบบมีเอกลักษณ์โดดเด่นที่บ่งบอกถึงอารมณ์เจ้าของบ้านอย่างชัดเจน

  • Minimal Style

แนวมินิมอล ได้รับความนิยมในปีนี้มาก และเป็นสไตล์ที่มักถูก ตกแต่งที่บ้านคอนโด โทนสี คือ ครีมน้ำตาล ครีมเหลือง โทนน้ำตาลอุ่น สีส่วนใหญ่จะให้ความรู้สึกเงียบสงบ ยิ่งถ้ามีแสงเข้ามาตัดกับเฟอร์นิเจอร์ จะยิ่งมีความมินิมอล แต่ ยังมีความรู้สึกที่ ทันสมัยอยู่ เฟอร์นิเจอร์ ส่วนใหญ่จะ เป็น เนื้อไม้ หรือ โทนสีขาว เน้นดีไซน์ ที่เรียบ สะอาดตา ทำให้ บ้านมี กลิ่นความญี่ปุ่นเข้ามาผสม

  • Modern Luxury

ความโมเดิร์นหรูหรา เป็นสไตล์ ตกแต่งคอนโดที่สาว ๆ ชื่อชอบ อย่างมาก โดย ความหรูหรานี้เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีดีไซน์โดดเด่นหรือจะเป็นดีไซน์ยุโรป เพื่อสื่อถึงความโมเดิร์น หรูหรา ทันสมัย เช่น ลายหินอ่อน ผ้าขนสัตว์ หรือ ใช้เฟอร์นิเจอร์ที่ เป็นวัสดุโลหะ มีความมันวาว ช่วยให้บ้านหรูหรา มากขึ้น โทนสีเป็นได้ทั้งโทนสีเงิน สีทอง หรือสีที่คุณชอบได้เพราะสีเงินจะแมทกับสีอื่นได้ง่าย

Loft

บ้านสไตล์นี้สื่อถึงความลึกลับน่าค้นหาโทนสีจะมีความเข้มคือสีดำ เทาเข้ม กำแพงบ้านก็จะปล่อยเป็นสีปูนเปลือย ใช้โครงสร้างเหล็กในการตกแต่ง เฟอร์นิเจอร์จะไม่เยอะเท่าไหร่ เน้นดีไซน์เหลี่ยม สไตล์ลอฟต์นี้นอกจากนิยมตกแต่งบ้านและคอนโดแล้ว ยังรวมถึงบาร์หรือร้านอาหารด้วย

การจะตกแต่งบ้านให้น่าอยู่และมีดีไซน์สวยในแบบที่ต้องการ ไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดเพราะ

ร้านเฟอร์นิเจอร์ดังๆ ของประเทศจะมีพื้นที่โชว์ตกแต่งบ้านในสไตล์ต่างๆ ไว้แล้ว เพื่อเป็นไอเดีย

สำหรับคนซื้อบ้าน ทำให้มีสินค้ามากมายรอคุณไปจับจองเป็นเจ้าของหรือหากต้องการซื้อเฟอร์นิเจอร์เพิ่มเพื่อตกแต่ง แต่งบน้อย เพื่อการตกแต่งบ้านให้คุณได้ดีไซน์บ้านในฝันแบบที่ใจต้องการ

ถึงแม้ภาวะโลกร้อนเป็นภาวะที่ทุกคนได้ยินกันบ่อยจนเป็นภาวะวิกฤติที่ทำห้รู้สึกปกติกันไปแล้ว แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่ามีหน่วยงานใหญ่หลายบริษัทที่ให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนกันจริงจังมากขึ้น อย่างเซเว่นอีเลเว่นที่ได้จัดทำโครงการลดวันละถุงคุณทำได้ โดยโครงการประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก ได้รับความร่วมมือจากคนส่วนใหญ่

ในประเทศ ที่เลือกงดรับถุงเมื่อซื้อของภายในร้าน ทำให้ลดถุงพลาสติกไปแล้วเกือบ 600 ล้านถุง รวมถึงคนรุ่นใหม่เองที่เริ่มให้ความสนใจกับสิ่งใกล้ตัวให้มิตรกับธรรมชาติและที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคงไม่พ้นบ้าน Eco House รูปแบบบ้านประหยัดพลังงาน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การตกแต่งที่มากับเฟอร์นิเจอที่จำเป็นเท่านั้น เพราะเน้นที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นหลัก จนเกิดเป็นเทรนด์แต่งบ้านสไตล์ Minimal ที่เป็นเทรนด์ดังในปี 2019 นี้

ทำความรู้จัก “บ้านรักษ์โลก”

บ้านรักษ์โลก หรือเรียกว่าบ้าน Eco House ซึ่งชื่อก็บอกตรงตัวว่า Eco ย่อมาจากคำว่า Ecology แปลว่าสิ่งแวดล้อม โดยออกแบบภายใต้แนวคิด ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน ทำให้ได้รูปแบบบ้านที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและดีต่อใจผู้อยู่อาศัยด้วยเพราะราคาบ้านอยู่ที่ 1 – 2 ล้านเท่านั้น เพราะเน้นประโยชน์การใช้สอยอย่างแท้จริงโดยเลือกใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ รองรับผู้สูงอายุในอนาคต เหมาะสำหรับคนรุ่นใหม่ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมทั้งในปัจจุบันและอนาคต

เหมาะกับอากาศประเทศไทย

ถึงแม้อากาศในประเทศไทยจะร้อนเพียงไหน แต่เราสามารถปรับให้บ้านเย็นน่าอยู่ขึ้นได้ โดยใช้คอนเซปต์บ้านรักษ์โลก เพราะเป็นการเพิ่มความเย็นภายในบ้านตั้งแต่วัสดุ ของตกแต่ง ทิศทางลมของบ้าน ทำให้บ้านอากศดีขึ้นเหมือนอยู่ใกล้ชิดกับธรรมชาติ ซึ่งจุดเด่นของบ้านรักษ์โลกที่เหมาะกับอากาศไทยคือ

  • วัสดุที่ประหยัดพลังงาน

ทางโครงการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตร ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติทุกครั้งที่อาศัยอยู่ในบ้าน

  • เฟอร์นิเจอร์เป็นแบบ Eco Design 

นอกจากเฟอร์นิเจอร์จะเป็นแบบ Eco Design แล้วยังให้ความสำคัญเรื่องประโยชน์ใช้สอยเป็นหลักมากกว่าความสวยงาม เพื่อให้ของตกแต่งภายในบ้านถูกใช้งานจริงๆ

  • ทิศของบ้านรับกับทิศทางลม

หากอากาศภายในบ้านดี ก็ทำให้บ้านน่าอยู่มากขึ้น รวมถึงประหยัดค่าไฟลงได้เยอะ เพราะไม่ต้องเปิดแอร์ทั้งวัน ทำให้รู้สึกเต็มอิ่มกับอากาศธรรมชาติจริงๆ

เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ

อีกสิ่งที่เป็นจุดเด่นของบ้านรักษ์โลกคือการเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเพราะใช้วัสดุที่ย่อยสลายได้ ไม่ทำลายระบบนิเวศน์ โดยเฉพาะพื้นที่ของบ้านที่เป็นแบบ Open Air เช่น ห้องนั่งเล่น ที่ใช้สนามหญ้าเป็นจุดสร้างโอโซนดีๆ ในบ้าน หรือถ้ามาในสไตล์บาหลีเล็กน้อยที่ห้องน้ำจะเป็นแบบ Open Air ทำให้รู้สึกเหมือนอยู่ร่วมกับธรรมชาติ และวัสดุที่ใช้ก็รักษาสิ่งแวดล้อมเช่นเดียวกัน โดยบ้านรักษ์โลกจะเน้นที่ประโยชน์ใช้สอยมากที่สุด ทำให้บ้านปลอดโปร่งโล่งสบาย

ทุกส่วนในบ้านถูกออกแบบให้มีหน้าที่อย่างคุ้มค่าที่สุด ทำให้ราคาของบ้านรักษ์โลกดีต่อใจราคาไม่แพง คุ้มค่าและได้อิ่มเอมไปกับอากาศท่ามกลางธรรมชาติอีกด้วย

ประหยัดเงิน ประหยัดพลังงาน

เนื่องจากคอนเซปต์ของบ้านรักษ์โลกคือเรื่องประโยชน์ใช้สอยที่จำเป็นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้อากาศภายในบ้านก็เกิดจากลมธรรมชาติเช่นเดียวกัน ตัวบ้านจึงคำนึงถึงเรื่องทิศทางลมเพื่อให้ลมผ่านเข้ามาในตัวบ้าน รวมถึงแสงแดดที่สาดส่องในอุณหภูมิที่กำลังพอดี ไม่หันเข้าแดดมากเกินไปจนบ้านร้อน แต่สัมผัสได้ถึงความโล่งสบาย บ้านเย็นน่าอยู่อาศัย อากาศปลอดโปร่งตลอดตัวบ้าน

การออกแบบบ้านโดยคำนึงทิศทางลมแบบนี้จะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมาก ไม่กินไฟ เพราะที่บ้านมีอากาศที่ดีอยู่แล้ว เรียกว่าใช้ประโยชน์จากพลังงานทางธรรมชาติได้อย่างเต็มที่ ช่วยลดพลังงาน ลดเงินที่ต้องจ่ายลงได้อีกด้วย

เน้นประโยชน์มากกว่าความสวยงาม

จุดเด่นของดีไซน์บ้านรักษ์โลกคือทุกมุมมีหน้าที่เป็นของตัวเอง เน้นประโยชน์ใช้สอยมากกว่าความสวยงาม ทำให้ทุกจุดของบ้านถูกใช้สอยอย่างคุ้มค่ามากที่สุด ถึงจะมีขนาดเล็กแต่ก็ครอบคลุมทุกกิจกรรมภายในบ้าน ทั้งมุมอาศัย มุมพักผ่อน แต่ถึงจะไม่โฟกัสเรื่องความสวยงาม ออกแบบบ้าน  แต่กลับโดดเด่นด้วยความเรียบง่ายและมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง เช่นกลิ่นอายของเฟอร์นิเจอร์ไม้ รับกับแสงแดดที่สาดส่องเข้ามาในบ้าน เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือในช่วงบ่าย

วิธีปรับบ้านให้เป็น Eco House 

การจะมีบ้านแนวคิด Eco House ไม่จำเป็นต้องซื้อใหม่เสมอไป เพราะสามารถปรับเป็นสไตล์บ้านรักษ์โลก โดยการจัดวางและตกแต่งที่ประหยัดพลังงานและจัดเต็มเรื่องประโยชน์ใช้สอย

  • ปรับโซนนั่งเล่นในบ้านให้รับลมจากธรรมชาติ

โซนนั่งเล่นเป็นอีกจุดที่ผู้อยู่อาศัยใช้เวลาอยู่ด้วยมาก ทำให้เต็มไปด้วยข้าวของหลายอย่าง การปรับโซนนี้ให้รับลม รับแสงแดด มีพื้นที่ให้อากาศถ่ายเทไปมา ก็ช่วยให้บ้านเป็นมิตรต่อสิ่งเวดล้อมได้

  • ปลูกต้นไม้ในบ้านให้เยอะขึ้นหรือจัดสวน

บ้าน Eco House คือบ้านที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทำให้รู้สึกใกล้ชิดธรมชาติมากขึ้น การจัดสวนเล็กๆ ภายในบ้านก็ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยผ่อนคลายขึ้นกับบรรยากาศธรรมชาติที่สร้างขึ้นมา

  • จัดโซน Open air

โซน Open air ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้อยู่อาศัย ว่าอยากให้มุมไหนผ่อนคลายบ้าง เช่นมุมนั่งเล่น มุมอ่านหนังสือ หรือสร้างโซน Open air ขึ้นมาใหม่เพื่อเพิ่มพื้นที่ธรรมชาติภายในบ้าน

  • ติดฉนวนกันความร้อน

ฉนวนกันความร้อนทำให้ลดความร้อนภายในบ้านไปได้เยอะ ทำให้ลดปริมาณการใช้แอร์ต่อวันลง ซึ่งฉนวนกันความร้อนนี้ติดได้ทั้งเพดานหรือผนังเพดาน

ทำให้บ้านโล่ง

ตกแต่งด้วยผนังโปร่งแสง ทำให้มองเห็นวิวธรรมชาติจากด้านนอก

หลากหลายไอเดียมากมายทีเดียวสำหรับ การตกแต่งบ้าน ให้สวยน่าอยู่ สำหรับบ้านของใครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเดิมๆ หากคุณอยากจะปรับเปลี่ยนให้สวยน่าอยู่มากขึ้น โดยอาจปรับพื้นที่ให้โล่งโปร่งกว้างและดูหรูหราในตัวพร้อมกัน บอกเลยว่าไอเดียตกแต่งที่เรานำมาฝากกันนี้ ถือเป็นสุดยอดไอเดียเก๋ ๆ น่ารักที่เพียงหยิบจับของตกแต่งบางชิ้นมาวางตั้งหรือเพียงปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์บางอย่างใหม่ รับรองว่าคุณจะได้พื้นที่อันกว้างสบายตาและน่าอยู่ยิ่งขึ้นแล้ว

หลากหลายไอเดียมากมายทีเดียวสำหรับการตกแต่งบ้านให้สวยน่าอยู่ สำหรับบ้านของใครที่เต็มไปด้วยบรรยากาศเดิมๆ หากคุณอยากจะปรับเปลี่ยนให้สวยน่าอยู่มากขึ้น โดยอาจปรับพื้นที่ให้โล่งโปร่งกว้างและดูหรูหราในตัวพร้อมกัน บอกเลย ว่าไอเดียตกแต่งที่เรานำมาฝากกันนี้ ถือเป็นสุดยอดไอเดียเก๋ๆ น่ารักที่เพียงหยิบจับของตกแต่งบางชิ้นมาวางตั้งหรือเพียงปรับเปลี่ยนตำแหน่งของเฟอร์นิเจอร์บางอย่างใหม่ รับรองว่าคุณจะได้พื้นที่อันกว้างสบายตาและน่าอยู่ยิ่งขึ้นแล้ว

ตกแต่งด้วยกระจกและของแต่งบ้านแบบใส

หากต้องการตกแต่งบ้านให้ออกมาในสไตล์รูปหราราวกับตกแต่งด้วยสีสันของเมทัลลิก บอกเลยไม่ยากอย่างที่คิด! เพียงคุณติดตั้งกระจกสักบานตรงผนังบ้าน สำหรับบนโต๊ะของห้องรับแขกหรือห้องนั่งเล่นก็เพียงเลือกใช้โต๊ะที่เป็นแก้วใสๆ หรือโลหะที่สะท้อนความมันวาว แจกันดอกไม้ใสๆ และเทียนสวยพร้อมจุดที่อยู่ในโหลแก้วเล็กๆ เพียงหยิบเอาของแต่งบ้านที่เป็นกระจกใสแบบนี้มาตั้งวางลงไป บ้านของคุณจะสวยทันตาในบรรยากาศที่แสนหรูหราราคาแพงได้ในทันทีเลยล่ะ

การตกแต่งบ้าน ไอเดียมากมายทีเดียวสำหรับ การตกแต่งบ้าน
การตกแต่งบ้าน ไอเดียมากมายทีเดียวสำหรับ การตกแต่งบ้าน

จัดมุมโปรดให้โดดเด่นติดหน้าต่างเพื่อมองวิวธรรมชาติได้อย่างทั่วถึง

หากห้องนั่งเล่นหรือพื้นที่ห้องรับแขกของบ้าน อยู่ในโซนอับทึบไร้แสงสว่างสาดส่อง ถ้าเช่นนั้น จะมัวอุดอู้ในจุดเดิมๆ กันอยู่ทำไม จุดใดของบ้านที่มีหน้าต่างและมีแสงสว่างสาดส่องถึงแบบนี้ นั่นคือจุดที่ควรจัดวางเป็นพื้นที่รับแขกหรือห้องนั่งเล่นมุมโปรดของบ้าน เพียงเท่านี้แค่คุณได้สัมผัสกับแสงสว่างที่จะทำให้บ้านโปร่งกว้างขึ้น อีกทั้งสีสันของแมกไม้ที่มองทะลุผ่านกระจกได้ ก็จะทำให้คุณได้ดื่มด่ำกับบรรยากาศติดธรรมชาติซึ่งเป็นพื้นที่อันน่าภิรมย์ของบ้านอย่างเต็มอิ่มสุดๆ แล้ว

เลือกของตกแต่งแนวตั้งสูง จัดแต่งในสไตล์เรียบ ๆ แต่หรู

บ้านของเรา โดยเฉพาะในมุมของห้องรับแขกนั้นไม่จำเป็นที่จะต้องนำข้าวของตกแต่งมากมายมาวางกองพะเนินเยอะจนดูรกรุงรังเสมอไปก็ได้ ยิ่งหากใครต้องการบรรยากาศบ้านที่หรูหรา โปร่งโล่งกว้างแลดูสบายตาด้วยแล้ว อันดับแรกให้เก็บข้าวของกระจุกกระจิกออกไปก่อน จากนั้นนำของตกแต่งแบบสูงยาวมาตั้ง เช่น ติดตั้งผ้ายาวแบบยาวสีสันของม่านก็รองรับตัดกันกับสีผนังหรือสีภายในห้องนั้นๆ รองลงมาก็คือโคมไฟตั้งพื้นแบบสูงยาว และอย่าลืมเสริมลูกเล่นด้วยเก้าอี้ขนสัตว์แบบเฟอร์นุ่มๆ ฟรุ้งฟริ้งสีอ่อนดูบ้าง รับรองจะช่วยเนรมิตบรรยากาศของบ้านให้น่าอยู่และสวยหรูสุดๆ เลยทีเดียว

บ้านของใครที่ยังตันกับการตกแต่งบ้านอยู่ ลองใช้ไอเดียการตกแต่งแบบนี้ดูบ้านสิ ไม่ว่าจะเป็นของตกแต่งบ้าน ตำแหน่งในการจัดวางหรืออื่นๆ รับรองบ้านของคุณจะโปร่งกว้าง หรูหราและสวยน่าอยู่ขึ้นแบบทันตาแน่นอน

บ้าน คือ ถิ่นที่อยู่อาศัยที่ให้ความอบอุ่นใจแก่ผู้อยู่อาศัย โดยคำว่าบ้านนั้นอาจมีความหมายที่รวมถึงอาคาร หรือห้องพักที่ใช้พักอาศัยด้วย ซึ่งการที่มีบ้านหนึ่งหลัง หรือไม่ว่าจะกี่หลังก็ตาม การจะออกแบบบ้านของเราให้น่าอยู่นั้นก็อาจจะต้องใช้กำลังทรัพย์ที่มากพอ ในการที่จะจัดหาอุปกรณ์ต่างๆ วัสดุ เฟอร์นิเจอร์ หรือของตกแต่งภายในบ้านเช่นกัน ซึ่งหากเรามีความคิดสร้างสรรค์ในการตกแต่ง ภายใน บ้านอยู่แล้วนั้น ก็ถือว่าเหมาะต่อการสร้างสรรค์ตัวบ้านได้เลย เพราะนอกจากจะไม่จำเป็นที่จะต้องลงทุน หรือลงทรัพย์ที่มากมาย เพื่อให้ผู้อื่นมาออกแบบตัวบ้านแทนเรา ซึ่งการตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ สามารถจัดสรรได้โดยการมีไอเดียต่างๆ ดังนี้

1. ต้นไม้ใบเขียวสร้างความร่มรื่น

ซึ่งการตกแต่งบ้านได้ง่ายๆเลย นั้นก็คือการนำต้นไม้มาเป็นส่วนหนึ่งของการตกแต่งห้อง ต้นไม้สีเขียวๆ หรือปลูกต้นกระบองเพชรใส่กระถางเล็กๆไว้ตามจุดต่างๆของบ้าน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของห้องนั่งเล่น ห้องนอน หรือห้องรับแขกก็ตาม ก็จะช่วยทำให้บ้านดูสดใสขึ้น เพราะนอกจากต้นไม้จะช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์แล้ว ยังทำให้บริเวณบ้านมีบรรยากาศที่ร่มรื่น อีกทั้งส่งผลต่อเรื่องสุขภาพ ที่ทำให้สดชื่น รู้สึกดีและตัวบ้านเกิดความรู้สึกที่มีชีวิตชีวาดีได้ยิ่งขึ้น

2.เพิ่มของตกแต่งเล็กๆน้อยๆในบ้าน

ไม่เพียงแต่การมีต้นไม้ใบเขียวในบ้านแล้ว การมีของตกแต่งชิ้นเล็กชิ้นน้อยที่ดูสะดุดตา หรือของที่ไม่จำเป็นจะต้องดูแลมากเท่าไหร่ นำมาวางคู่กับชั้นไม้เล็กๆ เช่น ตะกร้าหวาย กล่องดนตรีเล็กๆ หรือตัวตุ๊กตาน่ารักๆที่ทำจากไม้ ก็เป็นของตกแต่งที่ช่วยเสริมให้บรรยากาศของบ้านมีความอบอุ่น สบายตาและดูธรรมชาติ

3. เลือกสีเฟอร์นิเจอร์ให้บ้านอบอุ่น

หากพื้นบ้านของเราเป็นสีโทนอุ่น เช่น สีน้ำตาล สีไม้ สีขาวไข่ การเลือกสีเฟอร์นิเจอร์นั้นก็เป็นส่วนสำคัญ ที่จะคอยช่วยให้เกิดความอบอุ่นภายในบ้าน โดยหากเราเลือกสีโทนเดียวกัน ก็จะมีความดึงดูดแสง ทำให้สบายตาต่อคนในบ้าน หรือหากเราเลือกใช้สีที่ตัดกับสีพื้น ก็จะทำให้เกิดความสะดุดและแปลกตา ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความชอบและความคิดสร้างสรรค์ของผู้เป็นเจ้าของบ้านได้เลย ว่าชอบสีสันแบบใด ซึ่งการที่เราจัดให้มีสีโทนดียวกับพื้น ก็จะทำให้บ้านเรามีความอบอุ่นและอยู่สบายมากขึ้น

4. การเพิ่มแสงในที่มืด

หากตัวบ้านของเรามีที่มืดค่อนข้างจะเยอะ หรือมุมที่เป็นหลืบ อับ เราควรจะจัดแสงภายในบ้านให้เกิดความสบายตา และการใช้ชีวิตที่สะดวกด้วยเช่นกัน ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องมีแสงสว่างที่เพียงพอต่อห้องทุกๆห้อง หากเป็นห้องนั่งเล่น ซึ่งอาจจะเพิ่มเติมแสงได้โดยการ มีโคมไฟยาวสักหนึ่งตัว หรือ หากเป็นห้องทำงาน ก็อาจจะเพิ่มเติมโคมไฟตรงโต๊ะทำงานเล็กๆสักหนึ่งตัว ก็จะทำให้ห้องหรือมุมต่างๆภายในบ้านเกิดความน่ารัก อบอุ่น และน่าอยู่มากยิ่งขึ้น

5. เพิ่มพื้นที่ในบ้านให้ตกแต่งได้

โดยปัญหาหนึ่งของการอยากจะตกแต่งบ้านเลยคือ พื้นที่ภายในบ้านไม่เพียงพอ ซึ่งทั้งนี้มาดูกันก่อนเลยว่า เพราะอะไรทำไมบ้านเราจึงไม่มีพื้นที่พอต่อการตกแต่ง หรือการที่มีของสะสมที่มากเกินไป ทำให้บ้านไม่เหลือพื้นที่เพียงพอ โดยการที่เราเก็บของสะสมหรือสิ่งของที่เป็นของมรดกตกทอดไว้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นเลย เพราะนอกจากที่ทำให้ตัวบ้านรกแล้ว ยังทำให้ไปจำกัดพื้นที่ในการตกแต่งบ้าน ดังนั้นหากเราลองเปลี่ยนความคิด นำเอาสิ่งเก่าๆที่ไม่จำเป็นออกไป หรือหากเสียดายของสิ่งนั้น ก็สามารถนำไปบริจาคให้กับผู้อื่นที่ต้องการได้ ดังนั้นเรามาเพิ่มพื้นที่ในการตกแต่งบ้านให้น่าอยู่ เพื่อตัวเราเองและก็เพื่อคนในบ้านของเราด้วยเช่นกัน

จากไอเดียการตกแต่งบ้านง่ายๆเหล่านี้ ก็อาจจะช่วยให้เกิดจุดประกายในการตกแต่งบ้านขึ้นมา ไม่มากก็น้อยแล้ว การตกแต่งบ้านไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ดังนั้นเพื่อเติมเต็มบรรยากาศของบ้านที่ดีแล้ว เพียงเราเริ่มลงมือเล็กๆน้อยๆ จากมุมในบ้านไปสู่นอกบ้าน เพียงเท่านี้ก็จะทำให้บ้านมีบรรยากาศผ่อนคลาย ชวนให้จิตใจเราสงบและอบอุ่นยิ่งขึ้น

5 ไอเดียการแต่งบ้านให้ดูหรูหรา แบบง่าย ๆ

1. กระจก : โดยปกติแล้ว เรามักจะใช้กระจกเงาในการตกแต่งห้องน้ำ หรือห้องต่าง ๆ อยู่แล้ว เพื่อช่วยทำให้บ้านหรือพื้นที่ดูกว้างกว่าที่เป็นจริงได้ แถมยังช่วยในการเพิ่มแสงสว่าง และเมื่อสะท้อนกับแสงไฟนุ่มๆ หรือแสงแดดอ่อน ๆ ก็จะเกิดมิติวับวับ ช่วยสร้างความหรูหราได้เป็นอย่างดี ยิ่งถ้าคุณได้เลือกติดกระจกที่มีดีไซน์เก๋ ๆ ด้วย ก็จะยิ่งทำให้บ้านดูมีรสนิยมมากขึ้น

2. เมทัลลิก : ช่วยสร้างมิติวิบวับได้เช่นเดียวกับกระจก แต่จะมีเสน่ห์เพิ่มตรงสีสัน ไม่ว่าสีทอง ทองแดง หรือสีเงิน ที่ต่างก็ช่วยให้บ้านดูมีเสน่ห์สดใสแบบหรูหรา โดยคุณอาจเลือกใช้เป็นโคมไฟเมทัลลิก โต๊ะเก้าอี้เมทัลลิก หรือเป็นของตกแต่งชิ้นเล็ก ๆ อย่างตุ๊กตาเมทัลลิกก็ได้ แต่ข้อจำกัดของการใช้เมทัลลิคคือหากนำมาตกแต่งมากเกินไปก็อาจทำให้บ้านดูเยอะมากกว่า แต่งบ้านสไตล์หรูหรา ได้ ดังนั้นเราจึงต้องดูดี ๆ อย่างให้มันมากไป

3. โคมไฟระย้าคริสตัล : อีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่ทำให้การแต่งบ้านสไตล์หรูดูสวยงามโดดเด่นขึ้น เพราะนอกจากที่จะให้ความสว่างแล้วยังเสริมให้เกิดความวิบวับภายในบ้านนั้นดูหรูหราน่าอยู่ขึ้นไปอีก โดยขนาดของโคมไฟระย้านั้นจะต้องไม่ใหญ่กว่าพื้นที่ เพื่อไม่ให้ดูเด่นเกินไป หรือหากว่าต้องให้เป็นที่สะดุดตาก็สามารถเลือกใช้ขนาดใหญ่ขึ้นมาหน่อยได้เช่นกัน

4. ของแต่งบ้านที่มีความใส : ความใสของสิ่งของต่าง ๆ  นอกจากจะเพิ่มความหรูหราให้บ้านดูโปร่งแล้วยังสามารถเข้ากันกับเมทัลลิกได้ดี เช่น การใช้แจกันดอกไม้แบบใส การใช้โต๊ะกลางห้องนั่งเล่นที่มีท็อปใส แต่ตัดขอบ และมีขาเป็นเมทัลลิก หรือแม้แต่การกั้นพื้นที่ด้วยกระจกใสก็สามารถทำได้เช่นกัน

5. พรม : อีกหนึ่งของแต่งบ้านที่จะช่วยให้บ้านดูหรูหราขึ้นได้จริง  นอกจากความสวยงามของพรมแต่งบ้านแล้วข้อดีของมันคือยังป้องกันรอยขีดข่วนสำหรับคนที่กังวลว่าพื้นอันเงาวับจะเป็นรอย พรมจะเป็นอีกหนึ่งของแต่งบ้านที่ช่วยได้ แถมยังเพิ่มสัมผัสความอ่อนนุ่มให้เท้า ป้องกันการลื่นล้ม โดยอาจะเลือกพรมเข้ากับธีมสีห้อง อย่างพรมสีอ่อน จะทำให้ห้องดูกว้างสว่างสบายตา ดูหรูหราเข้ากับเฟอร์นิเจอร์ของตกแต่งบ้านที่มีความใสอีกด้วย

แสงธรรมชาติเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่สร้างให้พื้นที่ทางสถาปัตยกรรมนั้นแลดูมีชีวิตชีวาเสมอ บ่อยครั้งที่สถาปนิกหรือนักออกแบบเลือกที่จะสร้างช่องแสงให้ตกลงมาในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ได้ทั้งบรรยากาศที่อบอุ่นผ่อนคลายเกิดเป็นมุมมองทางธรรมชาติที่น่าสนใจ

ซึ่งนอกจากแสงธรรมชาติจากภายนอกที่สามารถสาดเข้ามาทางหน้าต่างและบานกระจกแล้วนั้น ช่องแสงบนหลังคา ก็เป็นอีกองค์ประกอบที่สามารถออกแบบได้โดยใช้วัสดุโปร่งแสง อย่างพื้นที่ต่อเติมส่วนข้างอาคารหรือหลังบ้าน หลังคาที่สามารถให้แสงอาทิตย์ส่องผ่านได้ก็เป็นที่นิยมเช่นเดียวกัน ด้วยความรู้สึกที่โปร่งโล่ง ไม่ทึบตัน อึดอัด วัสดุ หลังคาโปร่งแสง นั้นมีอยู่ด้วยกันมากมายหลายประเภท ถึงข้อเด่นข้อด้อยมีอะไรบ้างไปดูกัน

หนึ่งในวัสดุ หลังคาโปร่งแสง และโปร่งใสที่คล้ายกระจก ออกแบบบริเวณบ้าน  ซึ่งในปัจจุบันมีคุณสมบัติต้านทานความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 50% เลยทีเดียว จึงเหมาะกับประเทศไทยเมืองแห่งแสงแดดอันร้อนแรงของเราเป็นอย่างยิ่ง มีข้อดีหลายประการโดยเฉพาะคุณสมบัติในการดัดโค้งให้เกิดความสวยงาม ตอบสนองต่องานออกแบบที่ต้องการแสดงถึงเส้นสายที่สบายตา แต่อาจจะมีราคาที่สูงอยู่บ้าง

ข้อเด่น

  • สามารถออกแบบให้ดูคล้ายกระจกได้ในน้ำหนักที่น้อยกว่า
  • ดัดโค้งได้ดี
  • เหลือง กรอบ แตก ช้ากว่า เมื่อเปรียบเทียบกับวัสดุพลาสติกชนิดอื่นๆ
  • ทนสภาวะอากาศได้ดี
  • มีการออกแบบให้กันความร้อนในตัววัสดุ

ข้อด้อย

  • ราคาสูง
  • เปราะกว่าโพลีคาร์บอเนต แต่ทนแรงกระแทกได้มากกว่ากระจกนิรภัย

โพลีคาร์บอเนต (แผ่นกลวง)

วัสดุยอดฮิตสำหรับงานต่อเติมกันสาด มีน้ำหนักเบาสามารถดัดโค้งได้เล็กน้อยติดตั้งได้ง่าย ถึงแม้จะเป็นแบบใสก็ยังคงมีเส้นของโครงสร้างวัสดุที่ทำให้มองขีดขวางทัศนียภาพในการมอง

ข้อเด่น

  • น้ำหนักเบา
  • ติดตั้งได้รวดเร็ว
  • ประหยัดโครงสร้าง

ข้อด้อย

  • โปร่งแสงแต่ไม่โปร่งใส
  • โอกาสน้ำเข้าซึ่งอาจก่อให้เกิดคราบและเชื้อรา
  • เสียงดังเวลาฝนตก
  • อายุการใช้งานสั้น

แผ่นโพลีคาร์บอเนต (แผ่นตัน)

วัสดุประเภทเดียวกับโพลีคาร์บอเนตแผ่นกลวง แต่มาในรูปแบบของแผ่นตันจึงทำให้เกิดแผ่นใสที่โปร่ง มองเห็นทะลุได้ มีข้อดีมากกว่าแผ่นหลังคาอะครีลิค แต่ทนทานกว่าซึ่งก็ต้องแลกมาด้วยน้ำหนักที่มากกว่าเช่นกัน

ข้อเด่น

  • ทนทาน
  • มีความยืดหยุ่นสูง
  • สามารถดัดโค้งได้
  • ไม่ลามและติดไฟ
  • เป็นฉนวนแต่ไม่เป็นสื่อไฟฟ้า

ข้อด้อย

  • ราคาสูง
  • มีน้ำหนักที่มาก
  • ถ้าใช้ความหนาที่น้อย(2-3 mm) อาจตกท้องช้างเกิดเป็นน้ำขังได้

หลังคากระจก

วัสดุดั้งเดิมสำหรับการทำหลังคาโปร่งแสง มีหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นกระจกธรรมดา กระจกสี หรือกระจกขุ่นพ่นทรายที่ให้แสงนวลตา แต่ด้วยเป็นกระจกที่แม้จะแข็งแรงแต่ก็มีความเปราะด้วยเช่นกัน จึงต้องมีการเพิ่มคุณสมบัติลดการแตกเปราะด้วยการอบ Tempered หรือสอดฟิล์มนิรภัย Laminated จึงทำให้การใช้กระจกเป็นวัสดุมุงหลังคานั้นมีราคาที่สูงตามมา
ข้อเด่น

  • สวยงานออกแบบได้หลากหลาย
  • สามารถป้องกันความร้อนได้ด้วยการติดฟิลม์กันความร้อน
  • มีคุณสมบัติให้เลือกได้หลากหลาย

ข้อด้อย

  • ราคาสูง
  • มีน้ำหนักมาก
  • เปลืองค่าโครงสร้าง
  • หากใช้เป็นหลังคาอาจจะต้องใช้กระจกประเภท Tempered, Laminated หรือ Tempered Laminated เพื่อความปลอดภัย

ตกแต่งมุมหน้าบ้านให้ร่มรื่น การจัดสวนได้รับความสนใจค่อนข้างมาก

เทคนิคจัดสวน ให้สวยได้แม้ไม่มีเวลาดูแล

อย่างที่ทราบกันดีว่า การจัดสวน ให้สวยงามนั้น ไม่เพียงแต่ต้องรู้ขั้นตอน หรือเทคนิคในการจัดสรรพื้นที่เท่านั้น แต่เรายังจะต้องใช้เวลาในการดูแลสวนของเราหลังจัดเสร็จ ให้คงรูปแบบ รูปทรงตรงตามที่เราจัดไว้อยู่เสมอ ๆ ดังนั้น หากใครที่มีปัญหาในเรื่องของเวลาการดูแล ที่มีไม่มากพอ แต่ก็อยากมีสวนสวย ๆ ไว้ประดับบ้านแล้วล่ะก็ ทางเราขอแชร์ เทคนิคจัดสวน ให้สวยได้แม้ไม่มีเวลาดูแล ดังนี้

เลือกพันธุ์ไม้อึดทึกทน

เป็นเทคนิคแรกที่จะช่วยให้คุณสามารถจัดสวนได้ แม้จะไม่ค่อยมีเวลาดูแลมากก็ตาม ด้วยการเลือกพันธุ์ไม้ที่ทนต่อสภาพอากาศในประเทศได้เป็นอย่างดี มีความอึด ทึก และทน สามารถอยู่ได้นานโดยไม่ต้องรดน้ำบ่อยครั้ง โดยเน้นเลือกต้นไม้ที่ทนแดดเป็นหลัก เพราะอากาศเมืองไทนนั้นร้อน และอดดแรงเป็นอย่างมาก อาทิเช่น ต้นวาสนา ต้นอากาเว่ หรือจะเป็นไม้ดอกอย่าง ต้นแพรเซี่ยงไฮ้ ไม้พุ่มอย่าง หญ้าออสเตรเลีย ก็งดงาม เหมาะกับการนำมาตกแต่งสวยเป็นอย่างมาก

เลือกปูพื้นด้วยหินหรือหญ้าเทียม

เป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยประหยัดเวลาการดูแลสวนของเราได้เป็นอย่างมาก โดยการเลือกวัสดุปูพื้นสวนด้วยหญ้าเทียม หรือหิวกรวด สไตล์สวนหินนั่นเอง เพราะเราจะได้ไม่ต้องมานั่งเสียเวลาในการกำจัดวัชพืชกับพื้นสวนของเรา ทั้งนี้เพื่อลดปัญหาการดูแลสวนให้มากขึ้น แนะนำให้เลือกปูพื้นด้วยผ้าคลุมวัชพืชก่อนที่จะลงหินกรวด หรือหญ้าเทียม ซึ่งจะช่วยป้องกันไม่ให้มีวัชพืชต่าง ๆ แซมขึ้นมาจากพื้นดินได้เลยนั่นเอง

ตกแต่งสวนด้วยอุปกรณ์

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เหมาะสำหรับการจัดสวนแบบไม่มีเวลาดูแล ซึ่งจะช่วยลดเวลาการดูเหล่าต้นไม้นานาพันธุ์ของสวนเราได้ แถมยังเพิ่มความสวยงาม ตระกาลตาสำหรับสวนของเราได้อีกด้วย โดยการเพิ่มอุปกรณ์ตกแต่งสวนต่าง ๆ อย่าง น้ำพุ หรือของแต่งสวนหลากหลายรูปแบบ ที่เราสามารถตั้งทิ้งไว้ได้เลย โดยไม่ต้องมาคอยรดน้ำบ่อยครั้งอย่างต้นไม้นั่นเอง

เทคนิคที่จะช่วยให้สวนของคุณอยู่ทน อยู่ยาว พร้อมมอบความงดงาม และร่มรื่น ให้กับคุณและตัวบ้านได้อย่างแท้จริง แต่ถึงแม้เทคนิคที่ว่า จะเป็นเทคนิคที่ช่วยให้คุณไม่ต้องดูแลสวนมากมายเฉกเช่นสวนอื่น ๆ แต่คุณก็จำเป็นที่จะต้องใส่ใจ และมั่นหาเวลาในการดูแลบ้างเช่นกัน ไม่ควรปล่อยปะละเลย เพราะไม่อย่างงั้นสวนสวย ก็จะกลายเป็นสวนเสียได้เช่นกัน

ไอเดียการจัดสวนหน้าบ้าน เล็ก ๆ ในงบแบบประหยัดสบายกระเป๋า

บ้านจัดสรรที่ขายในปัจจุบันถือว่ามีราคาค่อนข้างสูงจึงทำให้คนส่วนใหญ่จึงมักนิยมซื้อบ้านในแบบสไตล์คอนโดหรือบ้านแบบทาวน์เฮ้าท์กันเสียมากกว่า แต่บ้านในลักษณะแบบคอนโดและทาวน์เฮ้าส์อาจจะไม่สามารถจัดสวนได้ในแบบที่เราต้องการ แถมพอจัดออกมาแล้วก็อาจจะดูรกจนทำให้มีพื้นที่ใช้สอยที่น้อยลง วันนี้เราจึงนำไอเดีย การจัด สวนหน้าบ้านเล็ก ๆ เพื่อเอาใจคนที่มีบริเวณพื้นที่บ้านแบบจำกัดว่าแต่จะมีอะไรบ้างเรามาชมไปพร้อม ๆ กันเลย

การจัดสวนหน้าบ้าน เทคนิคจัดสวน
การจัดสวนหน้าบ้าน เทคนิคจัดสวน

1.การจัดสวนขนาดเล็ก สำหรับบ้านใครที่มีพื้นแคบ ๆ อาจจะลองหาไม้แคระแบบจิ๋วมาใส่กระถางปลูกดู จากนั้นก็จัดบริเวณโดยรอบด้วยหินกรวดขนาดต่าง ๆ ก็จะทำให้เราได้พื้นที่สีเขียวที่ดูน่ามองแถมการจัดสวรแบบนี้ยังดูเป็นระเบียบเรียบร้อยอีกด้วยล่ะ

2.การจัดโดยใช้กระถางต้นไม้แบบแขวน สำหรับการจัดสวนแบบนี้ถือว่าเป็นจัดสวนในแบบสไตล์ที่ประหยัดสุด ๆ โดยเราอาจจะนำไม้ประดับแบบไม้แขวนอย่างต้นเดฟหรือเคราฤาษีมาปลูก ก็จะช่วยทำให้บริเวณบ้านของคุณดูร่มรื่นมากขึ้นอีกด้วย

3.สวนแนวตั้งแบบ Vertical Garden เป็นการจัดสวนที่นิยมอยู่ในปัจจุบันเลยก็ว่าได้ สำหรับการจัดสวนแบบนี้เราเพียงแค่นำ ต้นไม้ขนาดเล็กมาปลูกแนวตั้งต่อ ๆ กัน ก็จะช่วยให้เรามีสวนที่สวยงามแถมใช้บริเวณพื้นที่ไม่มากอีกด้วย

4.รั้วบ้านในแบบสไตล์ร่มรื่น สำหรับใครที่คิดไอเดียในการแต่งบ้านไม่ออกล่ะก็ ให้จัดสวนในสไตล์แบบนี้ดู โดยเรานำต้นไม้แบบพุ่มที่เราชื่นชอบมาตกแต่งบริเวณรั้วบ้าน จากนั้นก็ปลูกสนามหญ้าขนาดเล็ก ๆ ก็จะทำให้เราได้สวนในแบบที่ดูดีและไม่ซ้ำใครอีกด้วยล่ะ

5.การจัดสวนสำหรับบ้านแบบทาวเฮ้าท์ สำหรับคนที่มีพื้นที่น้อยอย่างบ้านเป็นแบบทาวเฮ้าส์สามารถนำไม้ระแนงมาต่อกันให้เป็นชั้นวางต้นไม้จากนั้นก็นำไม้ประดับที่เราชื่นขอบมาวางก็จะทำให้เราได้พื้นที่สีเขียวที่เมื่อมองดูแล้วรู้สึกสดชื่นอีกด้วย

6.ใช้ประโยชน์บริเวณข้างบ้านให้มีประโยชน์ โดยเราอาจจะ ปูพื้นด้วย กระเบื้องลานหิน พร้อมกับปูสนามหญ้า บริเวณรอบ ๆ จากนั้นก็นำไม้ประดับที่เราชื่นชอบมาปลูกตามมุมข้าง ๆ ของสวน ก็จะทำให้เราได้สวนที่ดูร่มรื่นและเหมาะกับการนั่งพักผ่อนอีกด้วย

สำหรับการ จัดสวนหน้าบ้านเล็ก ๆ ถือว่าเป็นการสวนที่ใช้งบประมาณไม่มากเราก็สามารถเนรมิตสวนในฝันได้ในแบบที่เราต้องการ อย่างไรก็ตามถ้าบ้านของเพื่อน ๆ คนไหนมีพื้นที่ไม่มากก็ลองนำไอเดียที่กล่าวไปข้างต้นไปลองปรับใช้ดู ซึ่งรับรอบว่าเพื่อน ๆ จะได้สวนที่มีความสวยงามและไม่เหมือนใครแน่นอน

แบบสวน /ร่างแบบสวน

สำหรับขั้นตอนนี้เพื่อนๆ ต้องชอบกันอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการหาแบบสวน และ ร่างแบบสวนที่เพื่อนๆ ต้องการ แต่แบบสวนที่เลือกนั้น ควรคำนึงถึงพื้นที่และต้นไม้ที่จะปลูกด้วย เพราะสวนแต่ละแบบก็ย่อมมีลักษณะที่แตกต่างกันออกไป อาทิ

  • สวนแบบไทย มักจะปลูกเป็นพันธุ์ไม้ของไทย ซึ่งอาจบริโภคได้ เช่น หมากพลู มะพร้าว มะม่วง แต่หากเน้นเรื่องความสวยงามก็จะใช้เป็น ไม้ประดับแบบไทยๆ ไม้ดัด และต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม พร้อมตกแต่งด้วยภาชนะใช้สอยแบบไทยๆ อย่าง โอ่ง ตุ่มน้ำ เกวียน ล้อเกวียน เป็นต้น
  • สวนบ้าน จะเป็นแบบเรียบง่าย ที่เน้นในเรื่องความสวยงาม และความร่มรื่นเป็นหลัก เพื่อช่วยเพิ่มบรรยากาศภายในบ้านให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น
  • สวนหิน จะเน้นการประดับตกแต่งด้วยหินรูปแบบต่างๆ
  • สวนแขวนลอย สำหรับสวนประเภทนี้ ถือเป็นสวนที่ใช้พื้นที่ค่อนข้างน้อย ซึ่งเป็นสวนที่จัดสูงกว่าพื้น มักจะนำไปแขวนตกแต่งบริเวณต่างๆ ของบ้าน เช่น ขอบหน้าต่าง ศาลา ระเบียง เป็นต้น

5 เทคนิคลวงตา ให้สวนแคบ กลายเป็นสวนกว้าง

การจัดสวนในพื้นที่แคบให้ดูกว้างขึ้นไม่ใช่เรื่องยากเสมอไป โดยเฉพาะรูปแบบบ้านประเภททาวน์โฮม ที่ดูเผิน ๆ อาจทำให้รู้สึกว่าการตกแต่งสวนหน้าบ้านคงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก บอกเลยว่าคิดผิด เพราะต่อให้มีพื้นที่จำกัดแค่ไหนก็มีวิธีจัดสวนให้ดูกว้างขึ้นได้ ซึ่งการจัดสวนนอกจากช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้บ้านแล้ว ยังให้ความรู้สึกสดชื่นผ่อนคลายยามเหนื่อยล้าได้ดีอีกด้วย วันนี้เราจะพามาดูวิธีจัดสวนสำหรับบ้านที่มีพื้นที่จำกัดให้ดูกว้างขึ้นได้ง่าย ๆ ทั้งบ้านทาวน์โฮม บ้านเดี่ยวขนาดเล็ก รวมไปถึงตึกแถวก็สามารถนำไอเดียนี้ไปประยุกต์ใช้ได้

การจัดสวน ลวงตาด้วยสี

การเลือกใช้สีผนังสีอ่อน เป็นหนึ่งวิธีจัดสวนขนาดเล็ก ที่ทำให้ดูกว้างขึ้น ซึ่งการใช้สีอ่อนควรใช้สีที่ดูสว่าง อย่างสีขาว แต่หากกลัวสกปรกง่าย ลองเปลี่ยนมาใช้สีฟ้า เหลือง ม่วงหรือเทาแทน ก็ทำให้สวนดูกว้างเช่นกัน และหากปลูกต้นไม้ที่มีสีเขียวเอาไว้ด้านหน้าของสวน ก็จะยิ่งช่วยทำให้สวนดูโปร่งโล่งสบายตาและดูกว้างขึ้น นอกจากนี้ยังสามารถใช้สีเข้มบนผนังด้านใดด้านหนึ่งบนผนังก็จะให้ความรู้สึกว่าพื้นที่ลึกกว่าความเป็นจริงได้ด้วย

การจัดสวน ลวงตาด้วยการจัดวางองค์ประกอบ

วิธีจัดสวน ที่แคบให้ดูกว้างขึ้นต้องคำนึงถึงการจัดวางองค์ประกอบของสวนด้วย เพราะสวนที่มีขนาดเล็กไม่ควรที่จะมีต้นไม้มากเกินไป แต่ควรที่จะมีพื้นที่โล่งและเรียบที่สุด โดยการปลูกต้นไม้ชิดริมหรือจัดต้นไม้ให้อยู่บริเวณรอบ ๆ โดยพื้นที่ตรงกลางสามารถทำเป็นสนามหญ้า พื้นกรวด หรือปูอิฐก็ได้ เพื่อให้สะดวกต่อการใช้งานหรือพักผ่อน

เชื่อมต่อพื้นที่สวนและพื้นที่ในบ้าน

อีกหนึ่งวิธีจัดสวน ให้ดูกว้างคือการเชื่อมต่อพื้นที่ ด้วยการจัดวางมุมพักผ่อนในส่วนให้เชื่อมต่อออกมาจากบ้าน ก็สามารถทำให้พื้นที่ทั้งสองส่วนดูกว้างขึ้น โดยอาจทำเป็นลานเชื่อมออกมา ทำเป็นลานนั่งเล่น ปูด้วยไม้หรือพื้นแข็งก็ได้ มีหลังคาคลุมเพื่อป้องกันแดดหรือฝน และเพิ่มลูกเล่นด้วยการซ่อนไฟหรือปลูกต้นไม้ในจุดสำคัญ พร้อมกับนำเฟอร์นิเจอร์สนามมาวางหรือจะ built-in ขึ้นมาก็สวยไปอีกแบบ เพียงแค่นี้สวนที่ดูแคบของคุณก็จะดูกว้างขึ้นและน่าพักผ่อนขึ้นอีกด้วย

ใช้กำแพงให้มีประโยชน์

วิธีจัดสวน อีกรูปแบบที่ง่ายและสวยงาม อีกทั้งช่วยเพิ่มมิติและลูกเล่นใหม่ ๆ ออกแบบภายใน ให้กับสวนที่บ้าน คือการเปลี่ยนกำแพงในสวนให้มีความสวยงาม ด้วยการนำกระถางต้นไม้มาแขวนบริเวณกำแพง หรือสร้างบล็อกรอบกำแพงแล้วนำต้นไม้มาจัดให้เป็นระเบียบ ก็จะได้สวนที่ดูสวยงามและยังทำให้ดูกว้างขึ้นอีกด้วย ซึ่งเหมาะกับบ้านทาวน์โฮมที่มีพื้นที่จำกัดในการตกแต่งสวน นอกจากช่วยประหยัดพื้นที่แล้ว การจัดสวนโดยการนำต้นไม้ไปแขวนบริเวณกำแพง ยังสามารถช่วยกรองความร้อนและช่วยให้บ้านร่มรื่นขึ้นอีกด้วย

เลือกต้นไม้เพื่อลวงตา

การจัดสวน ให้ดูดีและสวยงาม ต้องมีการกำหนดระยะของสิ่งปลูกสร้าง รวมไปถึงพรรณไม้ที่ช่วยสร้างหลอกตา ให้พื้นที่ที่แคบดูกว้างขึ้น ดังนั้นจึงควรปลูกต้นไม้เป็นแนวยาว เพื่อนำสายตาและทำให้สวนดูลึก โดยเลือกใช้พรรณไม้ที่เป็นไม้ยืนต้นที่มีขนาดเล็กรูปทรงชะลูด ตัดแต่งกิ่งให้เป็นพุ่มเฉพาะ ด้านบนสูง 2 เมตรขึ้นไปเพื่อเปิดระยะด้านบนให้ดู โปร่งตา ช่วยให้สวนดูโล่งสบายและให้ความรู้สึกที่ดูกว้างมากขึ้น

ลวงตา ด้วยวัสดุ

การเลือกใช้วัสดุที่หลากหลายเป็นการช่วยแบ่งพื้นที่ สร้างขอบเขตและสัดส่วนให้ดูกว้างขึ้น โดยเฉพาะวัสดุมันวาว อย่างกระจกใสและกระจกเงา จะช่วยหลอกสายตาให้สวนดูกว้างขึ้น โดยอาจใช้วิธีเปลี่ยนผนังห้องที่เชื่อมต่อกับสวนให้เป็นบานกระจกใส นอกจากทำให้ห้อง ๆ นั้นดูกว้างขึ้นแล้ว ยังทำให้สวนที่ดูแคบกว้างขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้การจัดสวนโดยใช้หินเข้ามาเป็นส่วนประกอบในการจัดสวนหน้าบ้าน จะช่วยเพิ่มความเป็นธรรมชาติ รวมถึงเพิ่มมิติให้กับบ้านและสวนหน้าบ้านได้มากขึ้นด้วย

เรียกได้ว่าการจัดสวนในพื้นที่แคบให้ดูกว้างขึ้น ก็เป็นศิลปะการแต่งบ้านอีกแขนงหนึ่งที่มองข้ามไม่ได้ นอกจากจะเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้บริเวณบ้านแล้ว ยังเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับผู้อยู่อาศัยขณะพักผ่อนในสวน อีกทั้งยังช่วยให้บ้านน่าอยู่ ดูโปร่งสบายตา   มากขึ้น หวังว่าวิธีจัดสวนที่เรานำมาฝาก จะช่วยแก้ปัญหาให้สวนหน้าบ้านที่ดูแคบของคุณดูไม่น่าอึดอัดอีกต่อไป

แม้พื้นที่ข้างบ้านจะดูเล็กและมีลักษณะแคบยาว แต่เราก็สามารถจัดสรรให้เกิดพื้นที่สวนได้ง่าย โดยแบ่ง พื้นที่สำหรับพักผ่อนหรือนั่งเล่นไว้ในจุดที่เข้าออกได้ง่ายจากตัวบ้าน ซึ่งเป็นวิธีที่ทำให้เรารู้สึกว่าพื้นที่ภายในและภายนอกนั้นดูต่อเนื่องและมีมุมมองที่กว้างขึ้นด้วยการจัดวางพรรณไม้ ทั้งไม้ต้น ไม้พุ่ม รวมไปถึงไม้คลุมดิน ก็ควรไล่ระดับให้เกิดความต่อเนื่องกลมกลืน ไม่รู้สึกถูกบดบังสายตา ทำให้พื้นที่ที่มีอยู่ดูกว้างขึ้นด้วย

สวนในบ้าน

แนวคิดการออกแบบสวน ปี 2020 รับความนิยมสูง กับต้นไม้ที่สามารถฟอกอากาศได้ดี

วันนนี้มาพูดถึงกับการออกแบบ การออกแบบสวน ที่คำนึงถึงความเหมาะสม เรื่องของสภาพอากาศและปัจจัยอื่นๆ อีกมากมาย หากว่าคุณนั้นคิดที่จะมีสวน คุณเองก็ควรศึกษาให้ดี ว่าแบบสวนไหนบ้าง ที่จะเหมาะสมกับสไตล์คุณเอง อย่างเช่น หากคุณนั้นเป็นคนที่มีเวลาว่างน้อย คุณก็ควรจะเลือกการจัดสวน ที่มีต้นไม้แบบตระกลูเฟิร์น เป็นหลัก เพราะไม่จำเป็นต้องดูแล หรือรดน้ำบ่อย ก็สามารถอยู่รอดได้ แถมยังเป็นต้นไม้ ที่กำลังได้รับความนิยมสูง เพราะสามารถฟอกอากาศได้ดี

ต้นไม้ฟอกอากาศ ปลูกง่ายในบ้าน การออกแบบสวน  เพิ่มพื้นที่สีเขียว ดักจับฝุ่น PM 2.5

การปลูกต้นไม้ภายในบ้านหรือภายในคอนโดนั้น นอกจากจะเป็นการช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวภายในบ้าน หรือภายในห้องแล้ว ยังช่วยดักจับฝุ่นละอองต่าง ๆ และยังช่วยฟอกอากาศด้วย โดยเฉพาะ 9 ต้นไม้ฟอกอากาศ ที่ปลูกง่าย ภายในบ้านคุณ

ในอากาศมีอะไรบ้างที่ไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย

1. ฝุ่นละอองที่มีขนาดเล็กกว่า 2.5 ไมครอน หรือ PM 2.5

2. สารระเหยจากเครื่องถ่ายเอกสารหรือเครื่องพิมพ์ ได้แก่ เบนซิน โทลูอีน และโอโซน

3. สารฟอร์มาลดีไฮด์ จากบ้านหรืออาคาร เช่น เฟอร์นิเจอร์ใหม่ ไม้อัด บอร์ด สี พลาสติก รวมถึงปูน

4. ก๊าซพิษต่าง ๆ เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไนโตรเจนออกไซด์

ต้นไม้ฟอกอากาศมีลักษณะอย่างไร

จากข้อมูลของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข แนะนำว่า การปลูกต้นไม้เป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการดักจับสารพิษในอากาศ และสามารถป้องกันฝุ่นละออง เพราะส่วนต่าง ๆ ของต้นไม้ โดยเฉพาะใบ สามารถช่วยดักฝุ่นได้ดี ซึ่งฝุ่นละอองที่ลอยอยู่บนอากาศจะผ่านต้นไม้ติดค้างอยู่บนผิวใบ

โดยพืชตระกูลสนจะช่วยดักจับฝุ่นได้ เพราะโครงสร้างของใบมีความละเอียดซับซ้อน แต่หากเป็นไม้เลื้อยจะดักจับฝุ่นได้มากกว่าไม้อื่น เพราะมีพื้นผิวใบมากกว่าต้นไม้อื่น ด้วยลักษณะใบที่เรียวเล็ก ชื้น หยาบ มีขน หรือผิวใบที่เหนียวจะทำให้ฝุ่นเกาะติดใบได้ดี ส่วนลำต้น กิ่งก้านที่มีโครงสร้างพันกันอย่างสลับซับซ้อนมีส่วนช่วยดักจับฝุ่นได้เช่นกัน

จัดสวนด้วยตัวเอง เพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบสวน
จัดสวนด้วยตัวเอง เพิ่มพื้นที่สีเขียว การออกแบบสวน

ต้นไม้ฟอกอากาศที่ควรปลูกในบริเวณบ้าน

ต้นไม้ที่ควรปลูกบริเวณบ้าน อาทิ ไทรเกาหลี คริสตินา โมก ตะขบ การเวก พวงครามออสเตรเลีย อโศกอินเดีย และสนฉัตร แต่ไม่ควรปลูกไม้ผลัดใบเพราะบางช่วงไม่มีใบดักจับฝุ่น ก่อนปลูกจึงต้องเลือกชนิดต้นไม้ให้เหมาะสมกับสภาพหรือบริเวณที่จะปลูก

ต้นไม้ฟอกอากาศที่ควรปลูกในบ้าน
สำหรับไม้ประดับภายในอาคารหรือในบ้านที่สามารถปลูกได้ง่าย ที่ช่วยฟอกอากาศและดูสารพิษ มีดังนี้

1. พลูด่าง
ต้นพลูด่าง เป็นต้นไม้ฟอกอากาศและเสริมสิริมงคล
พลูด่าง เป็นพืชไม้เลื้อยที่ปลูกง่ายมาก และใช้เวลาในการเจริญเติบโตไม่นาน ลำต้นทนทานต่อสภาพอากาศในประเทศไทยได้เป็นอย่างดี ถือเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกในบ้านเพราะเชื่อว่าจะช่วยให้ชีวิตราบรื่นเป็นสุข มีคนมารักมีคนมาหลง
นอกจากนี้ยังสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากถึง 75% และยังสามารถคายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางวัน ได้ถึง 100% จึงเหมาะสำหรับการนำมาปลูกภายในบ้านเป็นต้นไม้ฟอกอากาศชั้นดี
วิธีการดูแลรักษาพลูด่าง เนื่องจากพลูด่างปลูกได้หลายวิธีตามสายพันธุ์ แต่โดยรวมเป็นพืชที่ไม่ต้องการแสงมากนักจึงเหมาะกับการปลูกในอาคาร หากปลูกบนดินควรรดน้ำ 3 ครั้งต่อวัน หากปลูกในน้ำควรเปลี่ยนน้ำเดือนละครั้ง

2. ลิ้นมังกร
ลิ้นมังกร อีกหนึ่งต้นไม้ฟอกอากาศที่ปลูกง่าย
ลิ้นมังกร หรืออีกชื่อหนึ่งคือหอกพระอินทร์ เป็นอีกหนึ่ง ไม้ประดับที่ปลูกและดูแลรักษาได้ง่าย รวมทั้งยังมีคุณประโยชน์หลากหลาย และมีความพิเศษกว่าต้นไม้พันธุ์อื่น เนื่องจากเป็นพืชที่คายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน แต่จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในตอนกลางวัน จึงเหมาะสำหรับการปลูกในห้องนอน นอกจากนี้ยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศให้ปราศจากฝุ่นละลองอีกด้วย
วิธีการดูแลรักษาลิ้นมังกรนั้นง่ายมาก เพราะขึ้นชื่อเรื่องความทนทายาดเป็นอย่างมาก สามารถปลูกในพื้นที่ที่แดดแรงจัดได้ แต่ห้ามรดน้ำมากเกินไป อาจจะเพียงวันเว้นวัน และไม่ให้แฉะจนเกินไป เพราะอาจทำให้ต้นไม้ตายได้

3. ว่านหางจระเข้
ว่านหางจระเข้ นอกจากช่วยฟอกอากาศยังมีสรรพคุณหลากหลาย
ว่านหางจระเข้ ต้นไม้ฟอกอากาศ ไม้ประดับมากสรรพคุณที่นอกจากจะใช้ดูแลรักษาแผลผุพองได้ดีจนถึงใช้ประโยชน์ในเรื่องความสวยความงามแล้ว ยังเป็นไม้ประดับที่สามารถปลูกในห้องนอนได้เนื่องจากเป็นพืชที่คายก๊าซออกซิเจนในเวลากลางคืน นอกจากนี้ยังช่วยฟอกอากาศในบ้านให้ปราศจากฝุ่น รวมถึงมีประสิทธิภาพในการดูดสารพิษจำพวกฟอร์มาลดีไฮด์ ซึ่งพบในสารเคลือบต่าง ๆ ทั้งยาทาเล็บ ยาเคลือบเฟอร์นิเจอร์ และสีทาบ้าน
วิธีการดูแลรักษาว่านหางจระเข้ ควรตั้งในพื้นที่ที่มีแดดอย่างน้อย 6 ชั่วโมงต่อวัน ควรระวังเรื่องการรดน้ำปริมาณมากเกินไป และทำให้น้ำขัง เพราะจะทำให้ต้นเน่าและตายได้

4. เดหลี
เดหลี นอกจากจะมีดอกสวยงามแล้ว ยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศด้วย
ต้นเดหลีเป็นไม้ล้มลุก ที่มีจุดเด่นทั้งเรื่องกลิ่นหอมและยังมีดอกสวยงาม โดยต้นเดหลีเหมาะจะเป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่นำมาปลูกในบ้านเนื่องจากมีความสามารถในการดูดซับสารพิษในบ้านได้ด้วย โดยช่วยดูดสารพิษประเภทกาว อะซิโตนซึ่งมีอยู่ในเครื่องสำอาง น้ำยาทาเล็บ น้ำยาลบคำผิด สารไตรคลอโรเอทีลีน ซึ่งมีอยู่ในเครื่องพิมพ์ เครื่องถ่ายเอกสาร เตาแก๊ส น้ำยาเคลือบเงาไม้ รวมทั้งเบนซินและฟอร์มาลดีไฮด์
วิธีการดูแลรักษาเดหลี ควรรดน้ำเป็นประจำอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ให้เพียงหน้าดินชุ่ม ควรตั้งอยู่ในพื้นที่ที่แสงรำไร และอากาศไม่ร้อนมาก

5. กล้วยไม้
กล้วยไม้ ไม้ประดับยอดนิยมที่ช่วยฟอกอากาศภายในบ้าน
กล้วยไม้นอกจากจะขึ้นชื่อเรื่องความสวยงามแล้ว ยังมีความพิเศษกว่าต้นไม้ชนิดอื่นตรงที่เป็นต้นไม้ฟอกอากาศด้วย โดยกล้วยไม้มีความสามารถในการดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและสามารถคายก๊าซออกซิเจนได้ในปริมาณมากในแต่ละวัน
โดยเฉพาะกล้วยไม้สกุลหวาย สามารถดูดไอระเหยจากสารเคมีจำพวกแอลกอฮอล์ อะซิโตน ฟอร์มาลดีไฮด์ และคลอโรฟอร์มจากอากาศได้ดีเป็นพิเศษด้วย
วิธีการดูแลรักษากล้วยไม้ ควรตั้งหรือแขวนไว้ในพื้นที่ที่มีแดดรำไร และรดน้ำเพียงวันละ 1 ครั้งก็เพียงพอ

6. เยอบีร่า
เยอบีร่า มีดอกสวยงาม และช่วยฟอกอากาศ
เยอบีร่าเป็นไม้ประดับที่มีขนาดเล็กและออกดอกสวยงาม เหมาะกับการนำมาประดับตกแต่งห้องต่าง ๆ  ออกแบบบ้าน ภายในบ้านหรือคอนโด ซึ่งนอกจากจะให้ความสวยงามแบบเฉพาะตัวแล้ว ยังเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ ช่วยดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้อากาศสดชื่นตลอดวัน
วิธีการดูแลรักษาเยอบีร่า ทำได้ง่าย ๆ เพียงตั้งทิ้งไว้ในที่ที่มีแดด และรดน้ำปานกลาง อย่าให้แฉะจนเกินไป

7. เบญจมาศ
เบญจมาศ ไม้ดอกที่นอกจากจะใช้ประดับห้องแล้ว ยังช่วยฟอกอากาศด้วย
รู้หรือไม่ว่าเบญจมาศคือ ไม้ดอกที่มีความต้องการทางเศรษฐกิจมากที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รองจากกุหลาบ เบญจมาศโดยเฉพาะส่วนของดอกจะมีรูปลักษ์ภายนอกและสีได้หลายแบบตามสายพันธุ์ จุดเด่นของเบญจมาศคือเป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่เป็นมลพิษ อย่างกลิ่นจากสีทาบ้าน กาว พลาสติก และผงซักฟอก ให้กลายเป็นอากาศบริสุทธิ์ได้
วิธีการดูแลรักษาต้นเบญจมาศ แค่วางให้โดนแสงแดด เช่น ริมหน้าต่าง และหมั่นรดน้ำเป็นประจำ เนื่องจากเบญจมาศเป็นพืชที่ต้องการน้ำมาก เพราะใบมีการคายน้ำสูง

8. เสน่ห์จันทร์แดง
เสน่ห์จันทร์แดง ไม้มงคล ที่ช่วยฟอกอากาศด้วย
เสน่ห์จันทร์แดง ไม้ประดับที่ขึ้นชื่อเรื่องความสวยงาม เนื่องจากมีใบเป็นรูปหัวใจ มีสีเขียวตัดกับสีแดงเข้มของก้านใบ มีความสามารถดีเยี่ยมในการเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ โดยช่วยดูดสารพิษจำพวกแอมโมเนีย นอกจากนี้ยังเป็นไม้มงคลที่นิยมปลูกภายในบ้านเพื่อเสริมสิริมงคลในด้านของโชคแก่ผู้อยู่อาศัย
วิธีการดูแลรักษาเสน่ห์จันทร์แดง เนื่องจากเป็นพันธุ์ไม้ที่ไม่ค่อยทนทานจึงต้องประคบประหงมกันสักหน่อย โดยต้องให้ความชุ่มชื้นอยู่เสมอ และอย่าให้โดนแสงแดดมาก ควรใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกผสมน้ำรดเดือนละครั้ง

9. เศรษฐีเรือนใน
เศรษฐีเรือนใน อีกหนึ่งไม้มงคลที่ช่วยเรื่องฟอกอากาศภายในบ้าน
เศรษฐีเรือนในเป็นไม้ประดับที่มักนิยมปลูกในบ้านเนื่องจากเชื่อว่าเป็นสิริมงคล เสริมโชคลาภและป้องกันภัยให้กับผู้อยู่อาศัย นอกจากนี้ยังขึ้นชื่อเรื่องการเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ โดยช่วยดูดสารพิษอย่างฟอร์มาลดีไฮด์ รวมถึงคาร์บอนมอนอกไซด์และไซลีน ซึ่งเป็นสารสำคัญในอุตสาหกรรมพลาสติกและใยสังเคราะห์ และพวกทินเนอร์ แลคเกอร์ กาว สีทาบ้าน ยาทาเล็บ และยาล้างเล็บ
วิธีการดูแลรักษาเศรษฐีเรือนใน ง่ายมาก เพราะเป็นพืชที่ขึ้นชื่อว่าดูแลรักษาง่าย แตกหน่อออกง่าย ขอเพียงตั้งอยู่ในพื้นที่ที่มีแสงสว่างเพียงพอ และรดน้ำพอประมาณอย่าให้น้ำขัง

ปัญหาจากต้นไม้ข้างบ้านรุกล้ำจัดการอย่างไร

ความเชื่อเดิม ๆ มักบอกกันว่าการปลูกต้นไม้ภายในห้องนอนเป็นอันตราย เนื่องจากในเวลากลางคืนต้นไม้ส่วนใหญ่จะคายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา แต่จริง ๆ แล้วปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ต้นไม้ส่วนใหญ่คายออกมานั้นมีน้อยมาก เมื่อเทียบกับปริมาณที่มนุษย์หรือสัตว์เลี้ยงปล่อยออกมา

สวนส่วนใหญ่ที่แต่ละบ้านมีกัน

1.สวนในเมือง
ต่อให้ความจริงแล้ว บ้านคุณจะไม่มีแม้แต่สนานหญ้าก็ตาม ในเมืองอยากจะมีสวน คุณก็สามารถทำได้ เพียงแค่เริ่มจากการหากระถางสวยๆ และหาซื้อพันธุ์ดอกไม้หลายสีมาปลูก เท่านี้คุณก็สวยที่มีดอกไม้ล้อมรอบแล้ว เพิ่มชุดเฟอร์นิเจอร์สักหน่อย ก็จะกลายเป็นมุม ที่ทำให้คุณเพลินดเพลินกับธรรมชาติง่ายๆ ถึงแม้ว่าบ้านจะเป็นคอนโดสูงก็ตาม

2.สวนแบบแขวน
ไอเดียสุดฮิต สำหรับใครหลายคนที่ต้องการจะมีสวน แต่ไม่มีพื้นที่ในการปลูก ไอเดียการจัดสวนแบบแขวนก็ไม่ใช้เรื่องที่เลวร้ายเสมอไป การเลือกพันธ์ไม้สำหรับการจัดสวนนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้มากกว่าปกติ เพราะว่าจะต้องเลือกที่มีน้ำหนักเบา ไม่ต้องดูแลรดน้ำบ่อยๆ หรือเป็นตระกูลต้มไม้ที่สามารถอยู่รอดได้เพียงการพรมน้ำเบาๆ เท่านั้น เพราะหากคุณมีไอเดียสวนแขวนอยู่ภายในบ้าน คงไม่มีใครอยากเช็ดพื้นที่เปียกจากการรดน้ำต้นไม้บ่อยๆแน่นอน

3.ง่ายๆแต่ดี
สำหรับใครที่กำลังมีความคิด อยากจัดสวนบนดาดฟ้า เพราะเบื่ออากาศแย่ๆในเมืองกรุง แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องเริ่มจากตรงไหน ก็ลองเริ่มจาก ออกจากบ้าน ตรงไปที่ร้านดอกไม้ เลือกกระถางรูปทรงที่เราชอบ ซื้อดินที่เหมาะกับการเพราะปลูก สอบถามพันธุ์ไม้ที่เหมาะแก่การปลูกในเมือง บนดาดฟ้า แนะนำว่าให้เลือกแบบที่ไม่ต้องปลูกเอง หากเป็นคนที่มีเวลาว่างน้อย ก่อนจะกลับมาจัดมุมสวนเล็กๆ บนดาดฟ้าตามที่เราต้องการ เพิ่มเก้าอี้สักตัว หากระจกเก่าๆสักบานมาพิงไว้ เท่านี้ก็ได้สวนเก๋ๆ สำหรับพักผ่อนแล้ว

4.สวน หลังบ้าน แบบเอาท์ดอร์ หรือข้างนอก
พื้นที่ outdoor เปรียบเสมือนพื้นที่ดินเนอร์นอกบ้านดีๆนี้เอง แต่การจะจัดสวนให้เข้ากับพื้นที่ ก็ต้องมีการจัดมุมกันสักเล็กน้อย หากว่าคุณนั้นเป็นสายปาร์ตี้ปิ้งย่าง สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็คือ พื้นนั้นเอง เราขอแนะนำว่าให้เลือกพื้นที่เป็นกรวด ดีกว่าพื้นหญ้า เพราะป้องกันการเสียหายจากความร้อนจากถ่านเตาปิ้งย่างได้ คงไม่มีใครอยากจะปลูกหญ้าบ่อยๆหรอกนะ

5.การประดิษฐ์ขึ้นมาเอง กระป๋องเก่า
ประหยัดเงินในการปลูกต้นไม้ง่ายๆ โดยเปลี่ยนกระถางต้นไม้ เป็นกระป๋องเก่าๆที่ไม่ได้ใช้แทน นอกจากจะเพิ่มเสน่งห์แล้ว ก็ยังช่วยประหยัดเงินในกระเป๋าของคุณได้อีกด้วย

6.ทางเดินในฝัน
เพิ่มความเพลิดเพิลนในสวนให้มากขึ้น ด้วยการสร้างทางเดินที่สวยงามขึ้นมา เพียงแค่มีกรวดและไม้ วางสลับการไปมา ทางเดินที่เคยดูจืดชืด ก็จะกลายเป็นทางเดินที่สวยงามทันที ตกแต่งด้านข้างทางเดิน ด้วยต้นไม้พุ่มเตี้ย หลากหลายสายพันธุ์ ก็สามารถเพิ่มเสน่งห์ของทางเดินได้

7.สวนเตี้ยยกระดับ
หากเรานึกถึงสวน ส่วนมากนั้นก็จะนึกถึงต้นไม้ที่ต้องปลูกกับพื้นดินอย่างแน่นอน แต่ครั้งนี้เราจะแวกมันออกไป เพราะว่าต้นไม้นั้นไม่จำเป็นต้องปลูกติดกับพื้นดินเสมอ เพราะว่าเราสามารถยกมันหนี้จากพื้นดินได้ แถมยังเป็นไอเดียดีๆสำหรับการจัดสวนอีกด้วย

8.แยกเป็นสัดส่วน
หลายคนนั้นชอบที่จะทานอาหารนอกบ้านมากกว่าในบ้าน แต่การจะนำชุดโต๊ะอาหารไม่ตั้งไว้กลางสวน ก็กลัวว่าพื้นหญ้าสวยๆนั้นจะพัง เราก็ขอแนะนำให้แยกโซน วิธีง่ายๆ ที่ทำให้การทานอาหารของคุณ ไม่ส่งผลกระทบต่อสวนน้อยแสนน่ารักของคุณ

9.เรียบแต่หรู
ถึงแม้ว่าจะเป็นการออกแบบสวยแบบง่ายๆ แต่พอมองแล้วมันก็ดูดี จนอยากลองไปทำตามเลยละ เพราะความจริงแล้วการจัดสวน นั้นไม่ตำเป็นต้องจ่ายเงินมากเกินความจำเป็น เพียงแค่เรารู้วิธีสวนแสนสวย ก็ไม่ได้แพงเสมอไป

10.สวนหิน
เพิ่มเสน่งห์ ของสวนต้นไม้ง่ายๆ ด้วยก้อนหิน เมหมือนการใส่ลูกเล่นเพิ่มเข้าไปในสวนด้วยก้อนหินก็ไม่เชิง เพราะการนำหินเข้ามามีส่วนร่วมในสวนด้วย ก็ทำให้สวนนั้นดูนาดึงดูดไปอีกแบบ แทนที่จะมองไปตรงจุดไหนก็เจอแต่ต้นไม้ ลองแซงหินเข้าไปในบ้างส่วน ก็จะสามารถทำให้สวนนั้นดูลื่นตามากกว่าเดิม

รั่วบ้าน

แบบรั้วบ้านสวย ๆ และ วิธีเลือกรั้ว ให้เหมาะกับบ้าน รั้วบ้านเป็นเหมือนปราการด่านแรก

นอกจากการตกแต่งและต่อเติม ตัวบ้าน ให้สวยงามแล้ว รั้วบ้าน ยังเป็นอีกจุดสำคัญที่เจ้าของบ้านไม่ควรมองข้าม เพราะรั้วบ้านเป็นเหมือนปราการด่านแรก ที่ใคร ๆ จะมองเห็น และเป็นตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของบ้านได้ก่อนส่วนอื่น ๆ ดังนั้นการเลือกแบบรั้วบ้านที่เหมาะสม จึงมีความสำคัญไม่แพ้การตกแต่งภายในเลยทีเดียว วันนี้กระปุกดอทคอมจึงขอนำเอาความรู้เกี่ยวกับรั้วบ้านและแบบรั้วบ้านสไตล์ต่าง ๆ มาฝากกัน ใครถูกใจแบบไหนก็คงต้องขึ้นอยู่กับงบประมาณและสไตล์ของคุณแล้ว

การเลือกแบบรั้วบ้าน

1. สไตล์ของบ้าน

สิ่งสำคัญของการเลือกแบบรั้วบ้าน คือควรเลือกให้เข้ากับสไตล์ของบ้าน และลักษณะของพื้นที่ เช่น บ้านสไตล์โมเดิร์น ก็ควรเลือกรั้วบ้านที่ดูทันสมัย เลือกสีสันเข้ากันได้กับตัวบ้าน รวมถึงตำแหน่งของการล้อมรั้วบ้าน และตำแหน่งของประตูเข้า-ออก เป็นต้น

2. บริเวณบ้าน

การเลือกรั้วบ้าน เรื่องพื้นที่รอบบ้านก็เป็นอีกเรื่องที่ควรให้ความสำคัญ เพราะถ้าหากเลือกรั้วบ้านโดยไม่คำนึงถึงระยะห่างของพื้นที่ และความสมดุลกับ ตัวบ้าน แล้ว อาจทำให้อึดอัดหรือดูโล่งมากเกินไป เช่น หากบ้านมีพื้นที่แคบ ก็ควรเลือกรั้วบ้านที่ไม่ปิดทึบ มีระยะห่างระหว่างลาย หากมีพื้นที่กว้างก็สามารถเลือกประตูรั้วลายทึบได้ ออกแบบบริเวณบ้าน โดยไม่ควรเลือกแบบที่มีลายห่างกันเกินไปเพราะจะทำให้ดูโล่งและไม่มีจุดเด่น นอกจากนี้ยังควรกำหนดความสูงของรั้วให้เหมาะสมกับตัวบ้านด้วย โดยขนาด รั้วบ้านปกติจะสูงประมาณ 1.2–2 เมตร

3. สีสันและวัสดุ

การเลือกสีสันของรั้วบ้านให้เข้ากับสไตล์และสีของตัวบ้าน จะช่วยทำให้บ้านดูสวยทั้งจากภายนอกและภายใน กลมกลืนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น ตัวบ้านสีขาว อาจจะเข้ากันได้ดีกับรั้วได้หลายสีสัน ไม่ว่าจะเป็นรั้วสีขาวแบบเดียวกับตัวบ้าน สีดำที่ทำให้บ้านดูขรึมมีพลัง สีฟ้าทำให้บ้านดูสดใสมีชีวิตชีวา สีเงินที่เข้าได้กับทุกยุคสมัย เป็นต้น ส่วนวัสดุที่นำมาใช้ในการทำรั้ว ก็ต้องเลือกที่เข้ากับบ้านด้วยเช่นกัน อย่างรั้วสเตนเลสจะเหมาะกับแนวโมเดิร์น รั้วอัลลอยให้ความหรูหรา หรือรั้วไม้ที่ดูคลาสสิก เป็นต้น

4. ส่วนประกอบอื่น ๆ

นอกจากประตูบ้านแล้ว รั้วบ้านส่วนที่เป็นกำแพง ก็อาจจะต้องเลือกวัสดุที่เหมาะสมเช่นกัน อาจจะสร้างรั้วกำแพงอิฐล้วน ๆ แล้วทาสีสันให้สวยงาม หรือจะผสมผสานระหว่างอิฐกับไม้ หรืออะลูมิเนียมก็ได้ เพื่อเพิ่มช่องว่างให้รั้วบ้านดูไม่ทึบอึดอัดจนเกินไป ทั้งนี้อาจจะใช้หินอ่อนมาทำเป็นรั้วบ้านด้วยก็ได้เช่นกัน ขึ้นอยู่กับรสนิยมและงบประมาณของแต่ละบ้าน

ได้รู้จักกับข้อมูลคร่าว ๆ ของรั้วบ้านกันไปแล้ว เราลองมาดูตัวอย่างแบบรั้วบ้านแต่ละชนิดที่น่าสนใจกันดีกว่า เผื่อจะปิ๊งไอเดียไปใช้กับรั้วบ้านของคุณบ้าง

1. แบบรั้วไม้
รั้วบ้าน เกาะป้องกันภัยอันตราย เป็นการป้องกันผู้ไม่หวังดีเข้าบ้านอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังเป็นตัวบ่งบอกถึงเขตดินแดน ความเป็นเจ้าของได้อย่างชัดเจนอีกด้วย หากเป็นยุคสมัยก่อน รั้วบ้านนิยมสร้างด้วยลวดโลหะ มีลักษณะเป็นลวดหนาม หรืออาจก่อเป็นกำแพงสูง แต่ปัจจุบัน รั้ว กลายเป็นของตกแต่งบ้านที่สามารถสร้างความสวยงาม สวยหรูให้กับบ้านได้อีกด้วย และ รั้วไม้ เป็นรั้วที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงเช่นกัน แต่หากจะใช้ไม้ธรรมดาทั่วไปนั้น อาจไม่เหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศ ฝนและแดด วันนี้ “บ้านไอเดีย” จึงนำไอเดียรั้วไม้ จากผลิตภัณฑ์ไม้คอนวูด ที่สามารถรองรับกับทุกสภาพอากาศ ทนแดดทนฝน ทนน้ำท่วม

รั้วต้นไม้ เป็นการตกแต่งเขตบ้านด้วยต้นไม้นานาพรรณ อาจใช้เป็นไม้พุ่ม ไม้ยืนต้น หรือไม้เลื้อย พืชผักสวนครัว เหมาะสำหรับคนที่ชอบความร่มรื่น และธรรมชาติ
ช่วยเพิ่มความสดชื่นเป็นธรรมชาติ สามารถนำผลิตผลจากต้นไม้มาใช้อุปโภคบริโภคได้ ลดค่าใช้จ่าย นับเป็นหนึ่งในรั้วบ้านแบบต่าง ๆ ราคาถูกที่คุ้มค่ามากทีเดียว
ดูแลรักษายาก และอาจช่วยในเรื่องของการป้องกันความปลอดภัยได้ไม่มากเท่าที่ควร
เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์มีพิษ และรั้วต้นไม้อาจสร้างปัญหารบกวนเพื่อนบ้าน จนเกิดการทะเลาะเยาะแว้งได้

2. แบบรั้วเหล็ก
รั้วเหล็กจะมีทั้งรูปแบบรั้วทึบ รั้วโปร่ง และรั้วเหล็กดัด วัสดุที่ใช้ คือ เหล็กที่ขึ้นรูปเป็นทรงต่าง ๆ หรือเหล็กดัดให้เป็นลวดลายต่าง ๆ ตามความต้องการ
ออกแบบได้หลากหลาย มีช่องว่าง ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพทั้งภายใน และภายนอกได้
รั้วเหล็กนั้น มักจะมีปัญหาเรื่อง มีน้ำหนักที่มากมาก อาจเกิดสนิมได้ง่าย

3. แบบรั้วอิฐ
รั้วปูน หรือกำแพงปูน เป็นรั้วที่ก่อขึ้นมาจากอิฐ หรือการใช้แผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป อาจเสริมความแข็งแรง ตกแต่งเพิ่มเติมโดยวิธีการต่าง ๆ เช่น ฉาบด้วยปูนแล้วขัดมัน หรือทาสี ตกแต่งด้วยหินรูปทรงต่าง ๆ เป็นต้น
ราคาถูก มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือ มีลักษณะทึบ ให้ความรู้สึกแข็งแรง และปลอดภัย ตกแต่งได้หลากหลายรูปแบบ ให้ความรู้สึกสวยเรียบหรู แบบมินิมอลในราคาประหยัด
ขั้นตอนการก่อสร้าง ต้องใช้ช่างผู้ชำนาญมาช่วยดูแลความเรียบร้อย อีกทั้งมีน้ำหนักมากจำเป็นต้องทำฐานรากที่มั่นคง
ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม บ้านดูทึบ และปิดกั้นลมที่จะพัดเข้ามาในบ้าน

4. แบบรั้วคอนกรีต
เติมแต่งเอกลักษณ์ให้บ้านด้วยรั้วคอนกรีตสำเร็จรูป
มีคำกล่าวว่า “คิ้วเป็นมงกุฎของใบหน้า” เพราะช่วยเติมความสมดุลให้ใบหน้าดูดี หากบนหน้าไม่มีคิ้วก็คงรู้สึกโล่งแปลก ๆ เช่นเดียวกับ “รั้วบ้าน” ที่นอกจากทำหน้าที่บอกขอบเขตส่วนตัวและเพิ่มความปลอดภัยแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นมงกุฎเติมเต็มให้บ้านลงตัวเช่นกัน ด้วยความที่รั้วอยู่ด้านหน้าใกล้ชิดสายตาคนภายนอกมากที่สุด จึงเป็นเสมือนการแนะนำตัวเองเบื้องต้น ให้ผู้คนได้รู้จักบุคลิกหรือรสนิยมของผู้อาศัย ในเนื้อหาชุดนี้ “บ้านไอเดีย” ขอหยิบไอเดียแบบรั้วบ้าน ที่เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบความเป็นธรรมชาติ และรั้วสไตล์โมเดิร์น

ลักษณะผิวเป็นหินกะเทาะ มีความคล้ายกับหินศิลาแลงแต่ก้อนเล็กกว่า และมีหลายสีให้เลือกมากกว่า รูปลักษณ์มีลักษณะเป็นก้อน ติดตั้งคล้ายการก่ออิฐ สามารถปรับได้ทุกขนาดพื้นที่ ติดตั้งง่ายและสะดวกรวดเร็วกว่าการก่ออิฐฉาบปูน พื้นผิวตัวก้อนที่ไม่สม่ำเสมอให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ เหมาะกับบ้านที่ตกแต่งในสไตล์ธรรมชาติ

ลักษณะรั้วบ้าน แบบไหนช่วยเสริมฮวงจุ้ย
รั้วบ้าน และประตูต้องโปร่ง จะดีมากถ้าโปร่งได้ 50% ของบริเวณรั้ว หากรั้วเป็นกำแพงทึบ อาจใช้เป็นเสริมช่องลมด้านบน แต่ห้ามเจาะช่องที่กำแพงเพราะเชื่อว่าจะเก็บทรัพย์ไม่อยู่ ขาดความมั่นคง อีกทั้งขโมยยังมองเห็นภายในบ้านได้ง่าย
ประตูรั้วไม่ควรตรงกับประตูบ้าน หรือเสาไฟฟ้า และไม่ควรอยู่ใกล้กันจนเกินไป หากทำประตูรั้วตรงกับประตูบ้านไปแล้ว อาจใช้วิธีเติมเฉลียงหน้าบ้านเพื่อให้บัง และกักเก็บพลังงานไว้ และหากมีเสาไฟ อาจใช้วิธีปลูกต้นไม้ในบริเวณนั้น
ไม่ควรปล่อยรั้วบ้านให้สีซีด ควรทาสีให้ใหม่อยู่เสมอ และติดไฟให้สว่างในเวลากลางคืน
ประตูรั้วต้องไม่สูงกว่ากำแพง และหากมีประตู 2 ข้าง ประตูด้านซ้ายควรใหญ่กว่าด้านขวา ขนาดของกำแพงไม่สูง หรือต่ำเกินไป ( อยู่ในช่วง 1.4-2 เมตร )
หากมีประตูใหญ่ ไม่ควรสร้างประตูเล็กไว้ 2 ข้าง แต่ให้สร้างข้างเดียว คือ ด้านหันหน้าออกซ้ายมือ
การปลูกต้นไม้เป็นรั้วในทางฮวงจุ้ย ถือว่าเป็นสิ่งดี มีมงคล เนื่องจาก เป็นรั้วจากธรรมชาตินั่นเอง

กฎหมายรั้วบ้านที่ไม่ควรมองข้าม
เมื่อเราทราบข้อมูลสำหรับเลือกรั้วบ้าน จากวัสดุที่เหมาะสม มีลักษณะที่ดี และตรงกับสไตล์กับตัวเองแล้ว อย่าลืมให้ความสำคัญกับ “กฎหมายเกี่ยวกับรั้วบ้าน” ด้วย เพื่อป้องกันข้อพิพาทกับเพื่อนบ้าน ยื่นคำร้องขออนุญาตก่อสร้างบ้านที่สำนักงานเขตในพื้นที่ที่บ้านตั้งอยู่

รั้วบ้านต้องไม่ล้ำเขตแนวที่ดินที่เป็นของตน
ในการกำหนดเขตที่ดิน หมายถึง พื้นที่ใต้ดิน และบนอากาศ ดังนั้นการสร้างฐานรั้วใต้ดิน การตั้งเสารั้ว จึงไม่ควรเอียงล้ำแนวที่ดินของตนเองออกมา เพราะหากมีการฟ้องร้องจากเพื่อนบ้านเกิดขึ้น อาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย แต่ถ้าในกรณีมีการสร้างรั้วร่วมกันกับเพื่อนบ้าน ให้แบ่งพื้นที่สำหรับสร้างรั้ว และออกค่าใช้จ่ายคนละครึ่ง
รั้วบ้านไม่ควรสูงเกิน 3 เมตร
ถ้ารั้วบ้านอยู่ติดทางสาธารณะ ต้องมีความสูงของรั้วบ้านไม่เกิน 3 เมตร หากต้องการสร้างให้สูงเกิน 3 เมตร จะต้องเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่าความสูงของรั้วที่จะสร้าง
รั้วบ้านที่อยู่มุมถนนต้องมีมุมหัก 135 องศา
หากบ้านคุณตั้งอยู่บริเวณมุมถนนที่ความกว้างถนนมากกว่า 3 เมตรขึ้นไป ต้องปาดมุมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และมีมุมหักไม่เกิน 135 องศา ทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่า ๆ กัน
การขออนุญาตสร้างรั้วบ้าน
การสร้างรั้วบ้านติดกับถนน หรือพื้นที่สาธารณะ จะต้องขออนุญาตทุกครั้ง เนื่องจากรั้วบ้าน ถือว่าเป็นสิ่งปลูกสร้างอย่างหนึ่ง แต่ในกรณีที่สร้างรั้วกันระหว่างที่ดินส่วนบุคคล หรือที่ดินของเอกชนไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

พื้นที่ภายในบ้าน

ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น จัดบ้านแคบให้น่าอยู่ พื้นที่ภายในบ้าน

สำหรับการจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านทุกวันนี้กลายเป็นศาสตร์สำคัญของคนที่มี พื้นที่ภายในบ้าน อย่างจำกัดไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเมื่อเราอาศัยอยู่บ้านไปนานวันเข้า ข้าวของภายในบ้านก็ยิ่งเยอะมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้พื้นที่ภายในบ้านยิ่งคับแคบลง แต่พื้นที่ที่คับแคบลงแบบนี้จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะวันนี้เรามี “10 ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น” มาบอกทุกคน ไปดูกันเลย ว่าแต่ละไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างนั้นมีอะไรบ้าง

1) เปิดรับแสงธรรมชาติ
เริ่มต้นที่การเปิดรับแสงธรรมชาติเข้าบ้านกันก่อนเลย จะเห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้มักจะใช้กระจกทรงสูงหรือแม้แต่หลังคาโปร่งแสงเพื่อเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้สาดเข้ามาในตัวบ้านมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าแสงสว่างที่เปิดจ้าจะทำให้บ้านดูโปร่ง ไม่อึดอัด และดูกว้างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

2) ติด “กระจก” สร้างมิติ
อีกสิ่งที่นิยมมากในการตกแต่งบ้านก็คือ “กระจก” ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงแค่ติดกระจกไว้สำหรับส่องภายในห้องน้ำหรือห้องแต่งตัวเท่านั้น ออกแบบบ้าน แต่ทุกพื้นที่ของบ้านเราสามารถติดกระจกไว้ได้ เพราะกระจกจะช่วยเพิ่มมิติและเสริมให้พื้นที่นั้นดูกว้างขึ้น ช่วยแก้ปัญหาบ้านแคบและทึบได้เป็นอย่างดี

3) เลี่ยงการกั้นพื้นที่แต่ละส่วน
หลายคนอาจจะชอบความเป็นส่วนตัวด้วยการกั้น พื้นที่ภายในบ้าน แต่ละส่วน แต่รู้หรือไม่ ว่าการแบ่งพื้นที่เช่นนี้จะยิ่งทำให้บ้านของเราดูแคบลง ดังนั้นทางออกที่ดีคือการเปิดเป็น Open Zone อย่างเช่นพื้นที่มุมนั่งเล่นที่สามารถเชื่อมต่อไปยังมุมรับประทานอาหารได้นั่นเอง

4) ขจัดสิ่งไม่จำเป็น
อีกสาเหตุของบ้านแคบก็คือสิ่งของที่ไม่จำเป็น! ดังนั้นการจัดแต่ละพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นระเบียบช่วยเสริมให้บ้านดูกว้างขึ้น หากข้าวของเยอะและยังไม่สามารถตัดใจทิ้งได้นั้น ก็สามารถ Built In ตู้เก็บเพื่อเก็บของก็ได้ นอกจากจะช่วยให้บ้านเป็นระเบียบมากขึ้น ยังช่วยให้ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

5) “สี” สำคัญมาก
การทาสีบ้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสีผนังที่จะช่วยให้บ้านดูกว้างขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกใช้สีเอิร์ธโทน เพราะนอกจากจะช่วยให้บ้านดูสว่างและกว้างแล้ว ยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่หากใครที่ชอบโทนสีเข้ม เพียงแค่ใช้แสงไฟประดับไว้ในมุมที่มืดก็จะช่วยขับให้พื้นที่ดูกว้างขึ้นได้

6) ของตกแต่ง “MINIMAL STYLE”
สำหรับพื้นที่เล็กๆ โดยเฉพาะห้องนอน การตกแต่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งของตกแต่งแบบ “Minimal Style” ที่เน้นความเรียบง่ายกลายเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มีขนาดเล็ก ไม่เปลืองพื้นที่มองแล้วสบายตา ทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างขึ้นนั่นเอง

7) เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ช่วยได้
หลายคนอาจมองว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่จะกินพื้นที่ภายในบ้าน ทำให้บ้านดูแคบ แต่รู้หรือไม่ว่าการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นจะทำให้พื้นที่แคบๆ ดูเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ หลายชิ้น เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ นั้นให้ความรู้สึกที่รุงรังกว่าปกตินั่นเอง

8) ห้องนอนจะกว้าง อย่ามองข้าม “เตียง”
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าห้องนอนของเราดูแคบและอึดอัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกเตียงนอนที่ผิด! เราควรเลือกเตียงให้เหมาะสมกับขนาดห้อง ไม่ใช้เตียงใหญ่เกินไปเพราะเปลืองพื้นที่ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเตียงก็สำคัญ ควรวางไว้ชิดมุมใดมุมหนึ่งเพื่อมีพื้นที่เหลือสามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

9) เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม
ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชันเป็นกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะเพียงชิ้นเดียวก็สามารถใช้งานได้หลากหลาย และที่สำคัญคือไม่เปลืองพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนที่มีลิ้นชักสำหรับเก็บของได้ พับขึ้นแล้วกลายเป็นโต๊ะทำงานก็ได้ หรือจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่สามารถเป็นได้ทั้งเซ็ตเครื่องแป้งในตัวก็เช่นกัน

10) ไม่จำเป็นต้องใช้ “ประตู” เสมอไป
อย่างที่บอกไปว่าการกั้นห้องจะยิ่งทำให้พื้นที่ภายในบ้านคับแคบยิ่งขึ้น ดังนั้นบางครั้งการที่แต่ละห้องมีบานประตูกั้นอยู่ก็จะทำให้พื้นที่นั้นดูแคบลง หากเราสามารถตัดบานประตูออกไปได้ก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างพื้นที่ภายในบ้านให้สามารถเชื่อมต่อกันได้แบบ Open และขับให้พื้นที่นั้นดูกว้างมากยิ่งขึ้น

เพราะว่าบ้านคือวิมานของเรา ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาจากไหน บ้านก็จะเป็นที่แรกที่คุณนึกถึงเสมอ และพร้อมที่จะเปิดต้อนรับให้คุณได้เข้ามาพักผ่อนก่อนออกไปเผชิญความยุ่งเหยิงและความวุ่นวายของโลกภายนอกในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะเติมเต็มความรู้สึกแห่งการพักผ่อนภายในบ้านให้แลดูสบายน่าอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก็ต้องการการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง โปร่งโล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่นิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือ บ้านที่มีเนื้อที่จำกัด เทคนิคการตกแต่งบ้านขนาดเล็กให้ดูกว้างขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ที่เรานำเสนอในครั้งนี้จะเป็นในส่วนของคอนโคทาวน์โฮมและบ้านขนาดเล็ก รับรองว่าจะช่วยบ้านให้หลังเล็กหรือห้องส่วนตัวของคุณที่มีพื้นที่จำกัดไม่เป็นบ้านที่ดูน่าอึดอัดอีกต่อไป อยู่แล้วมีความสุขสบายใจ ไม่ต้องออกไปเที่ยวไหนให้เสียสตางค์ด้วยนะเอ้อ

ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน
ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน

คุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาไม่รู้ว่าจะแต่งคอนโดให้ดูกว้างและขยายพื้นที่ใช้สอยให้กว้างขึ้นอย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เดี๋ยวก่อนวันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับการแต่งคอนโดให้กว้างขวางมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวันพักผ่อนสบายๆ หรือปาร์ตี้สนุกๆ ก็มีพื้นที่เพียงพอให้คุณและเพื่อนๆได้อย่างเพียงพอจ้า

1. พื้นที่มีน้อยใช้สอยให้สนุก

ก็แหมคอนโดแต่ละตารางเมตรราคาสูงลิบลิ่ว ยิ่งใกล้แหลางสาธารณูโภคก็ยิ่งแพงไปกันใหญ่ ได้เวลาปรับลุคเปลี่ยนโฉมคอนโดให้ชิคยิ่งกว่าใคร ด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างชาญฉลาด พยายามจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดผนังและเป็นสัดส่วน เพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้ดูโปร่งโล่ง ไม่เกะกะขวางทางลม

2. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ 2 IN 1 หรือเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ (Multi-tasking) แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น

เฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะเป็นการประหยัดพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น แถมยังโชว์ไอเดียกิ๊บเก๋และฟังก์ชั่นแนวๆ ให้ห้องดูมีความเป็นครีเอทีฟด้วยนะคะคุณๆ ยกตัวอย่างเช่น โซฟาเบด (Daybed) ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นโซฟานั่งเล่นดูหนัง อ่านหนังสือ หรือเป็นเตียงนอนก็ได้, โซฟาที่มีที่เก็บของข้างใต้ ในลักษณะที่เรียกว่า Hidden Storage หรือการจัดวางโต๊ะอเนกประสงค์ไว้ส่วนกลางที่สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายอย่าง ทั้งกินข้าว ทำงาน ทำอาหาร เป็นต้น

3. โปร่งโล่งไว้ก่อนก็สบายไป 108 อย่าง

คอนโดในพื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตร จำไว้นะคะว่าไม่ใช่ห้องเก็บของควรมีขอน้อยชิ้นที่ชุด หรือไม่ก็ทำมุมเก็บของ โดยเฉพาะไม่รกเกะกะแย่งซีนพื้นที่ที่ว่าน้อยอยู่แล้ว ให้พื้นที่เชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มความกว้างอย่างมีมิติ ไม่รู้สึกปิดกั้น มีความต่อเนื่องของพื้นที่ส่วนต่างๆ แต่ก็ยังคงความรู้สึกเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว ยังคง ความรู้สึกต่อเนื่องของพื้นที่อยู่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ หากจำเป็นให้กั้นด้วยวัสดุที่โปร่ง เช่นฉากบังตา หรือม่านโปร่งๆ กระจกบานเลื่อนที่เลื่อนเปิดปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการ และสามารถพับเก็บเข้าไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน

4. ใช้ชีวิตให้ชิคในแนวตั้ง

ถึงแม้ว่าพื้นที่แคบ เราก็ไม่ยอมแพ้ มองมุมกลับมุ่งสู่การใช้พื้นที่ในแนวตั้งให้เกิดประโยชน์แทนก็แล้วกัน โดยการใช้ตู้ที่ค่อนข้างมีความสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้มากขึ้น หรือไม่ว่าจะเป็นการทำชั้นแขวนราว- ห้อย ตู้เก็บจาน ตู้เก็บของติดผนัง หรือติดตะขอห้อยผ้าข้างฝาหนังที่สามารถยกข้าวของ ของคุณขึ้นจากพื้นไปลอยอยู่เหนือหัวเท่านี้ก็มีพื้นที่ใช้สอยอีกเหลือเฟือเชียวล่ะ

5. สีกำหนดไซส์

แน่นอนว่าตามทฤษฎีสีที่ว่าสีโทนร้อน (Warm Colors) เช่น แดง ดำ ส้ม เหลือง จะให้ความรู้สึกที่ แอคทีฟ มีพลัง ส่วนสีโทนเย็น (Cool Colors) เช่นสีขาว สีฟ้า สีน้ำตาลอ่อน สีเหลืออ่อน ให้ความรู้สึกสงบ เย็นสบาย เหมาะกับการทาสีห้องที่มีพื้นที่น้อยๆ เพื่อให้ดูกว้างขึ้น โปร่งโล่งขึ้น รวมทั้งสามารถนำมาประยุกต์ในการเลือกสี เฟอร์นิเจอร์ด้วยเช่นกัน

6. คิดอะไรไม่ออกบอกกระจก

กระจกยังเป็นเทคนิคยอดฮิตตลอดการของการขยายพื้นที่ได้อย่างง่ายๆ และดีที่สุดในการตกแต่งห้องให้ดูกว้างขึ้น เราสามารถนพกระจกมาติดได้ในหลายบริเวณเช่น ผนังห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นพื้นที่ๆใช้ทำกิจกรรมมากที่สุดจึงต้องทำให้ดูกว้างขวาง บริเวณหน้าตู้เก็บของในห้องครัวระหว่างเคาน์เตอร์ และตู้ลอยก็จะทำให้ครัวดูโปร่งขึ้น แต่ควรระมัดระวังในในเรื่องของความสะอาดคราบน้ำมันที่อาจจะกระเด็นมาถึงห้องน้ำที่มีสเปซจำกัดก็เพิ่ม ได้ด้วยกระจกเงาติดบริเวณผนัง แต่ไม่ควรติดกระจกไว้ปลายเตียงซึ่งอาจทำให้ตกใจเมื่อเวลานอนหลับตอนกลางคืนได้

ใครๆ ก็อยากมีบ้านกว้างๆ ใช่ไหมล่ะ การตกแต่งและจัดสรรพื้นที่บ้านให้กว้างมีข้อได้เปรียบกว่าคอนโดอยู่พอสมควร เนื่องจากมีมีการแบ่งพื้นที่ในแต่ละส่วนไว้อย่างชัดเจน เพียงแค่อาศัยเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ตกแต่งบ้านให้เป็นระเบียบ โปร่งโล่ง สบายตา มีการกำหนดพื้นที่เพื่อกำหนดขอบเขตของกิจกรรมแต่พื้นที่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้านอย่างถูกต้องเหมาะสมให้เข้ากับตัวบ้านและไฟล์สไตล์ของคุณ บ้านก็จะสวยงามน่าอยู่ และคุณก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่บ้านให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองด้วย

1. วางตำแหน่งห้องดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การวางผังกำหนดตำแหน่งของห้องของบ้านตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างไร เป็นการ เริ่มต้นที่ดี เนื่องจากจะได้ไม่ต้องเสียเวลารื้อจัดใหม่ โดยทั่วไปนั้น ห้องที่อยู่ด้านหน้าสุดของตัวบ้านมักเป็นห้องรับแขก ห้องน้ำควรอยู่ไม่ไกลจากห้งรับแขกใช้งานได้สะดวกและควรมีแสงส่องถึงตลอดวัน กระเบื้องปูผนังห้องน้ำควรใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่ และกระเบื้องที่มีสีอ่อน ๆ อย่างเช่น สีขาว หรือ สีครีม เพราะจะทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น ห้องครัวควรอยู่บริเวณด้าน หลังของตัวบ้านเพื่อป้องกันกลิ่น และควันจากการทำอาหาร ห้องนอนควรจัดอยู่ตำแหน่งทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าและเย็นในเวลากลางคืน

2. แบ่งโซนให้เป็นสัดส่วนซะก็สิ้นเรื่อง

เทคนิคง่ายๆ ในการแบ่งโซนเพื่อให้เป็นสัดส่วน โดยที่ไม่ต้องใช้ประตู หรือตู้กั้นให้ดูเกะกะ หรือเสียพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยใช้ความต่างของวัสดุสี ลวดลาย กระจกเงา ฉากหรือม่านโปร่งบาง คำแนะนำสำหรับพื้นที่เล็กไม่ควรใช้วัสดุที่มีลวดลายหรือสีสันฉูดฉาดมากจนเกินไปจะทำให้บรรยากาศยุ่งเหยิงวุ่นวาย และข้อสำคัญทำให้ขาดความต่อเนื่องของพื้นที่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก ทำให้บรรยากาศถูกบีบเป็นกรอบและนำไปสู่ความรู้สึกแคบ การใช้ลูกเล่นความต่างของระดับของพื้นก็สามารถกำหนดสัดส่วนได้ดี หรือการปูพื้นด้วยวัสดุเพื่อแยกกิจกรรมที่ทำ เช่นกระเบื้อง พื้นไม้ พื้นลามิเนต ด้วยการคุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกัน

3. เฟอร์นิเจอร์นั้นสำคัญไฉน เรียกได้ว่าการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์

รวมไปถึงการจัดวางเฟอร์นิจอร์ในพื้นที่แคบนั้นมีความสำคัญพอสมควรเพื่อให้เกิดพื้นที่ที่กว้างขึ้นด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถถอดเก็บ หรือมีล้อเลื่อนที่สะดวกสบาย พับเก็บถอดประกอบได้ง่าย หรือย่อส่วนได้ตามกิจกรรมที่ทำเมื่อไม่ใช้งาน ก็นำไปเก็บได้โดยไม่เปลืองเนื้อที่ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต่างจากคอนโดคือการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินที่เป็นการประหยัดพื้นที่ไปได้มาก และควรจะมีในบริเวณที่จำเป็นเท่านั้น และนอกจากนี้ควรมีแต่เพียงเฟอร์นิเจอร์หลักๆ เท่านั้น และมีขนาดที่สัมพันธ์กับพื้นที่เพื่อไม่ทำให้บ้านอึดอัด เลือกที่ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด

4. แสง + เงา = กว้าง

แสงเงาเป็นตัวกำหนดมิติและอารมณ์ของห้องได้เช่นกันการสร้างหน้าต่างเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านบ้างการใช้วัสดุผิวมันวาวเช่น สเตนเลส อะคริลิคสร้างเงาสะท้อนเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ทำให้ห้องดูโล่ง ไม่ทึบตัน การใช้สีอ่อนๆ หรือการจัดแสงไฟให้ห้องดูสว่างขึ้น แสงไฟเข้าช่วย หรือทาสีผนังเป็นสีสว่างเป็นตัวเสริมหลอกตา ให้บ้านดูสว่างขึ้น

5. บริเวณบ้านก็อย่าลืมจัดน

สิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวบ้านของเราก็เป็นสิ่งสำเช่นเดียวกัน เพื่อจะช่วยเสริมบรรยากาศให้ร่มรื่นน่าอยู่อาศัย สามารถจัดเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆ นั่งเล่นอ่านหนังสือดื่มกำแฟ หรือเป็นปาร์ตี้กลางแจ้งกับเพื่อฝูงก็ได้ ด้วยการแต่งสวนลงไม้ยืนต้นไว้สัก 1- 2ต้น พออาศัยเป็นร่มเงาแถมยังช่วยให้บ้านเย็น หรือป้องกันฝุ่นละอองจากถนนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกทางหนึ่ง หรืออาจจะเป็นพืชผักสวนครัวก็ช่วยสร้างความรื่นรมย์ไปอีกแบบ

น้ำหอมในบ้าน

วิธีทำบ้านให้หอมสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมบำบัดสุขภาพ

เรื่อง “กลิ่น” เป็นสิ่งที่สำคัญและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนเรา เช่นเดียวกับ กลิ่นในบ้าน สถานที่ซึ่งเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ถ้าบ้านมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราก็คงไม่อยากอยู่ มาทำบ้านให้หอมอย่างที่ต้องการกันดีกว่า เลยนำเทคนิคสร้างกลิ่นในบ้านโดยใช้ของที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาปรับ กลิ่นในบ้าน ให้หอมสดชื่นได้อย่างน่าทึ่ง

เลม่อนและโรสแมรี่ : ถ้าอยากให้บ้านมีกลิ่นสะอาดสดชื่น เราสามารถนำเลม่อน และโรสแมรี่ มาผสมลงในน้ำจากนั้นอาจจะใส่กลิ่นวนิลาเพิ่มลงไปเล็กน้อย หาภาชนะที่มีในบ้านมาใส่ เพียงแค่นี้ จะทำให้บ้านมีกลิ่นสดชื่นขึ้นได้

ไลแลค และดอกไม้กลิ่นหอม : เป็นดอกไม้กลิ่นหอมที่ใคร ๆ ก็ชอบ หากนำมาไว้ในบ้าน ด้วยการนำน้ำ ผสมวอดก้า และน้ำมันไลแลค เราสามารถทำสเปรย์กลิ่นไลแลคใช้เอง จะทำให้บรรยากาศมีความสดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ

ผงโรยพรมกลิ่นโรสแมรี่ และลาเวนเดอร์ : ช่วยให้พรมมีกลิ่นสดชื่นเป็นธรรมชาติ แค่น้ำมันลาเวนเดอร์ แล้วนำไปโรยบนพรม ทิ้งไว้สัก 15-20 นาที จากนั้นก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก กลิ่นในห้องก็จะหอมสดชื่น ผสมเบกกิ้งโซดา กับดอกโรสแมรี่แห้ง

ต้มส่วนผสมที่มีกลิ่นสดชื่น : การนำเอาผลไม้ที่มีกลิ่นสดชื่น มาต้มรวมกัน ก็ทำให้มีกลิ่นสดชื่นในบ้าน เราสามารถต้มแล้วเก็บไว้ในขวด เป็นการเพิ่มความหอมให้กับบ้านอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

น้ำหอมในบ้านแบบเสียบปลั๊กเมื่อกลิ่นหมดแล้วอย่าทิ้ง : บางคนนิยมใช้น้ำหอมแบบเสียบปลั๊กให้ความหอมระเหยออกมา แต่เมื่อน้ำหอมหมดกลิ่นแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง แค่ใส่น้ำมันหอมระเหยผสมน้ำลงไป ก็ใช้ต่อได้

ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ
ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ

ซินนามอน และส้ม : ให้นำโพลิมเมอร์ดูดน้ำมาใช้ ใส่น้ำมันหอมระเหยซินนามอน และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นส้ม ผสมน้ำ จะทำให้บ้านมีกลิ่นเหมือนกับฤดูใบไม้ร่วง

การอบแคนเบอรรี่ และส้ม กับถุงเครื่องหอม  : สามารถทำถุงเครื่องหอม ด้วยการใช้แคนเบอรี่ และส้ม มาทำการอบแห้งอาจจะเพิ่มซินนามอน วนิลา โรสแมรี่ เพื่อเพิ่มให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนช่วงคริสต์มาส และ จันทน์เทศ

ทำก้านไม้หอมปรับอากาศ : เราสามารถทำก้านไม้หอมปรับอากาศใช้เองได้ แค่นำเอาภาชนะแก้วมาเปิด ออกแบบบ้าน ผสมแอลกอฮอล์ น้ำมันอัลมอนต์ น้ำมันหอมระเหย และก้านหอมลงไป อาจจะเลือกใส่กลิ่นลาเวนเดอร์ เพื่อความสดชื่น ในห้องนอน และใส่กลิ่นสดชื่นอย่างมะนาวในห้องครัว

เปลี่ยนกลิ่นเหม็นอับในบ้าน ให้กลับมาสดชื่น

ก้อนดับกลิ่นทำมือ

ถ้าไม่อยากใช้สเปรย์ปรับอากาศทั่วไปหรือน้ำหอมปรับอากาศที่ระคายเคือง ให้นำตะไคร้สด ชิงสด และข่าสด หั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือใช้ครกตำสมุนไพรเหล่านี้แบบไม่ต้องละเอียดมาก และห่อด้วยผ้าขาวบางในลักษณะเป็นก้อนกลมแบบลูกประคบ หลังจากนั้น เราสามารถนำก้อนดับกลิ่นทำมือไปแขวนในห้องที่มีกลิ่นอับ เพื่อให้ช่วยดูดซับกลิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ของคู่ครัวสารพัดประโยชน์

น้ำส้มสายชูคู่ครัวมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยขจัดกลิ่นอับได้ เพียงแค่นำน้ำส้มสายชูใส่ในภาชนะ เช่น แก้วน้ำหรือจานชาม และตั้งทิ้งไว้ในห้อง กลิ่นอับในห้องจะค่อยๆลดลงและหมดไปได้
ผงฟูที่เป็นส่วนประกอบช่วยให้ขนมปังพองฟูเป็นก้อนนำใส่จานและวางไว้ในห้อง เพื่อให้ผงฟูช่วยดูดซับกลิ่นทำให้ห้องปราศจากกลิ่นอับได้ รวมถึงการนำขนมปังขาวเทใส่ชามและน้ำส้มสายชู เพื่อนำไปวางทิ้งไว้ในตู้

เสื้อผ้าที่มีกลิ่นประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกำจัดกลิ่นในตู้เสื้อผ้า
เบคกิ้งโซดา แก้ปัญหาเรื่องกลิ่นรองเท้าที่ทำให้ บรรยากาศบ้าน ไม่สุนทรีย์ โดยโรยในรองเท้า และนำรองเท้าใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น โดยนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1-2 คืน ก่อนจะนำรองเท้าทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องและเทผงเบคกิ้งโซดาทิ้ง โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเข้าไปในรองเท้า เพื่อให้หมึกพิมพ์ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

สำรวจหาต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ในระยะยาว

เราควรพิจารณาหาต้นเหตุของกลิ่น และกำจัดให้ถูกต้อง เช่น กลิ่นในห้องครัวที่ทำอาหาร
อันเนื่องมาจากถังขยะ แม้จะปิดฝาให้มิดชิดแล้วก็ยังไม่รอดพ้นจากกลิ่นเหม็น เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำมะนาวฝานทิ้งลงถังขยะ หรือใช้ใช้หนังสือพิมพ์รองก้นถังขยะ และปิดฝาถังให้มิดเพื่อป้องกันกลิ่นไม่ให้ฟุ้งกระจาย

ส่วนกลิ่นในห้องครัวที่มาจากอาหารไหม้ เราสามารถใช้มะนาวฝานต้มน้ำในกระทะ เพื่อให้กลิ่นหอมของมะนาวช่วยดับกลิ่นไหม้ได้ ทั้งยังสามารถช่วยดับกลิ่นอาหารที่ติดไมโครเวฟได้เช่นกัน

การนำมะนาวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆในลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้แบบปิดฝาให้ไอน้ำระเหยออกมา ทำให้กลิ่นในห้องครัวดีขึ้น
สำหรับกลิ่นที่เกิดขึ้นในตู้เย็น เราควรใช้ถ่านหุงข้าววางไว้ชั้นบนข้างในตู้เย็น โดยดึงปลั๊กตู้เย็นออกก่อนและเปิดประตูแง้มไว้ให้อากาศถ่ายเท
รวมถึงใช้ผงกาแฟเทใส่ถ้วยเป็นตัวช่วย ด้วยการตั้งทิ้งไว้ให้ดูดกลิ่นอับในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นกาแฟจะหายไป

เก็บกวาดห้องให้หมดจด
สาเหตุที่ทำให้ห้องเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น จานชามช้อนส้อมที่ยังไม่ได้ล้าง ถุงขนม อาหารหมดอายุ ซึ่งเราควรจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผ้าเปียกที่ไม่ควรไว้ในห้อง
เพราะเป็นตัวการสำคัญของกลิ่นอับชื้น รวมถึงการดูแลรักษาพื้นพรมไม่ให้โดนน้ำหรือขนม เพราะเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกและทำให้เกิดกลิ่นที่ยากต่อการกำจัด รวมถึงการทำความสะอาดที่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในบ้าน หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เตียงนอน ผ้าคลุมเตียงเป็นต้น เพื่อขจัดหนึ่งในต้นเหตุกลิ่นอับ และเพื่อสุขอนามัย และป้องกันไรฝุ่นได้

โดยควรนำชุดเครื่องนอนมาตากแดดฆ่าเชื้อโรคและหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ ทำให้ห้องสดชื่นได้ เรายังสามารถใช้เดทตอลน้ำยาขจัดเชื้อโรคถูพื้นห้องให้สะอาด
เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นและช่วยกำจัดเชื้อโรคในห้องได้เป็นอย่างดี หรือจะเลือกใช้สเปรย์ปรับอากาศเพิ่มความสดชื่นภายในห้องได้ตามความต้องการ

ใช้ธรรมชาติเข้าช่วย
ด้วยการให้สายลมแสงแดดที่อยู่ในธรรมชาติเป็นผู้ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นอับ โดยใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนให้เป็นประโยชน์ แค่เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทในห้อง เพื่อให้อากาศหมุนเวียนและให้แสงแดดช่วยขจัดกลิ่นอับ *ที ทรี ออย นั้นเป็นสารธรรมชาติที่มีฤทธิในการกำจัดแบคทีเรีย ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อราและยาฆ่าเชื้อ ดังนั้นคุณจึงสามารถที่จะใช้มันเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศง่ายๆ ได้กลิ่นหอมโดนใจ

สเปรย์ปรับอากาศเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นให้พื้นที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อความเป็นอยู่ที่สบายจากการสูดดมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสมองจากกลิ่นหอมภายในอากาศ แถมยังสามารถทำเองได้อีกต่างหาก โดยวันนี้เราก็รวบรวมวิธีทำมาให้แล้วกับสเปรย์ปรับอากาศในรถและสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน
หากพูดถึงเรื่องของกลิ่นในห้องนอน กลิ่นที่เหมาะสมควรเป็นกลิ่นหอมเบาสบายช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้นอนหลับสบายยามค่ำคืน วันนี้เราก็มีวิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนมาฝากแบบ DIY สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องซื้อให้สิ้นเปลือง

สูตรสเปรย์มะนาว
สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนกลิ่นแรกมามาพร้อมกับสูตรมะนาว ที่ช่วยลดกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องนอนได้ วิธีทำ คือ นำผงเบกกิ้งโซดาปริมาณ 1/8 ถ้วย เทลงในน้ำอุ่น 2 ถ้วย จากนั้นเติมน้ำมะนาวตามลงไปครึ่งถ้วย แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงในขวดแล้วเขย่า เท่านี้ก็จะได้ออกมาเป็น ผลิตภัณฑ์สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นมะนาว

ข้อดีของกลิ่นมะนาว ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเพราะในมะนาวมีกลิ่นซีตรัสที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น หากสูดดมเข้าไปสมองจะผ่อนคลายจากความเครียด ทั้งยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับออกมา

สูตรสเปรย์ลาเวนเดอร์
สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นยอดนิยมต้องขอยกให้กับกลิ่นลาเวนเดอร์ วิธีทำให้เตรียมน้ำกลั่นเอาไว้ 2 ถ้วยตวง วอดก้า 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ครึ่งช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันในกระบอกสเปรย์แล้วเขย่า ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ในที่สุด

ข้อดีของกลิ่นลาเวนเดอร์คือช่วยลดอาการตึงเครียด หากได้รับกลิ่นหอมจากลาเวนเดอร์ตอนนอน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาสมองจะปลอดโปร่ง ให้สมองได้รู้สึกถึงการพักผ่อน ทั้งยังช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนของโลหิต แก้ปัญหาไมเกรน อีกทั้งยังช่วยรักษาปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ด้วย

สูตรสเปรย์ส้ม
วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นส้ม คือเริ่มแรกให้เทน้ำกลั่น 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับวอดก้า 3 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกลิ่นส้มไม่เกิน 20-30 หยด แล้วเขย่าขวดเพื่อให้ส่วนผสมรวมกันในขวดสเปรย์ จากนั้นก็สามารถนำไปฉีดบนที่ต่างๆ ในห้องนอนได้เลย

ข้อดีของกลิ่นส้มคือมีสารโฟเลตอยู่ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินออกมา ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่า ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้การเผาผลาญพลังงานเป็นปกติ เมื่อสูดดมแล้วจะรู้สึกสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน อารมณ์ดี

สูตรสเปรย์จากน้ำหอมเหลือใช้
นอกจากการนำสมุนไพรหรือส่วนผสมต่างๆ จากพืชมาทำเป็นเป็นสเปรย์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสเปรย์ปรับอากาศได้ นั่นก็คือน้ำหอมเหลือใช้ โดยการนำน้ำหอมเหลือใช้ในปริมาณไม่ต้องมาก มาใส่ลงในน้ำสเปรย์ที่ผสมตามอัตราส่วนเอทานอลบริสุทธิ์ 4 ส่วน ต่อน้ำบริสุทธิ์ 6 ส่วน ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศในที่สุด

ข้อดีของสูตรนี้คือช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นแล้วยังช่วยขจัดแบคทีเรียได้อีกด้วย

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ
อีกหนึ่งที่ ๆ มักมีกลิ่นอับเกิดขึ้นก็ คือ ภายในห้องโดยสารรถยนต์ สามารถดับได้ด้วยน้ำหอมปรับอากาศชนิดต่างๆ กลิ่นที่แนะนำควรเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ เพราะเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมาะสำหรับปรับอากาศภายในรถยนต์ รวมถึงสเปรย์ปรับอากาศที่ฉีดพ่นภายในรถยนต์ อาจเอาสูตรการทำจากข้างบนมาปรับใช้ได้ แต่ภายในรถยนต์พื้นที่จะแคบกว่า ทำให้มีกลิ่นฉุนกว่า ดังนั้นการทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ จึงควรใช้สัดส่วนของสารหอมระเหยที่น้อยกว่า

สำหรับน้ำหอมปรับอากาศชนิดอื่นเพื่อใช้ในรถยนต์ ก็มีสูตรการทำมาฝาก นั่นก็คือเจลปรับอากาศจากกลิ่นธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ ตระไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีและเม็ดเจล แล้วนำตะไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีไปต้มกับน้ำเปล่า จากนั้นนำน้ำที่ต้มมาแช่กับเม็ดเจลให้ดูดซึมน้ำเข้าไป แล้วนำเจลที่ดูดซึมน้ำทั้งหมดแล้วมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ จากนั้นก็นำบรรจุภัณฑ์นั้นไปวางไว้ในรถ จะช่วยดูดกลิ่นอับกลิ่นเหม็นให้หายไปและส่งกลิ่นหอมตามชนิดของส่วนผสมที่ใช้

ที่นี้ก็จะได้สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนหรือในรถแบบ DIY ที่สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องซื้อ สำหรับวิธีการทำ สเปรย์ปรับอากาศ ด้วยตัวเอง พร้อมกับสรรพคุณของส่วนผสมในแต่ละกลิ่นที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เมื่อรู้แล้วว่าสเปรย์ปรับอากาศ กลิ่นไหนหอมโดนใจ ก็อย่าลืมนำไปทำตาม

ต้นไม้ริมรั้ว

มองมุมไหนก็สวยงามและปลอดภัยหายห่วง กับรั้วบ้าน

รั้ว ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของบ้าน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงขอบเขตกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งยังเป็นเหมือนเกราะชั้นนอกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกให้กับสมาชิกในบ้านได้อีกด้วย การจะสร้างรั้ว นอกจากจะต้องดูเรื่องของมาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งมีข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรั้ว และเจ้าของบ้านควรศึกษาไว้

เมื่อกล่าวถึงกำแพงหรือผนัง ในภาษาไทยมีความแตกต่างกันทั้งในรูป เสียง และความหมาย แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ กลับใช้คำเดียวกันคือ wall ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ประกอบเพิ่มเติมเพื่อจำกัดความว่าเป็นกำแพงหรือผนัง
ในทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า Wall ในภาษาอังกฤษนั้น มาจากภาษาละติน Vallum หมายถึง “…ผนังดินหรือปราการดินขนาดยาวเป็นแถวเป็นแนวต่อเนื่องเพื่อปักเขต หรือเนินดินที่ใช้กั้นหรือล้อมรอบเพื่อกำหนดขอบเขต หรือป้อมปราการ…” ในขณะที่คำว่า Murus ในภาษาละติน หมายถึง กำแพงหิน เช่น กำแพงเมืองจีน
จึงเป็นเรื่องแปลกที่ในภาษาอังกฤษ Wall กลับถูกใช้ทั้งในความหมายของกำแพงและผนัง ซึ่งในภาษาอื่นๆ มีคำสำหรับเรียกที่แตกต่างกัน เช่น ในภาษาเยอรมัน Wand และ Mauer หรือในภาษาสเปน Pared และ Muro

ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย
ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย

ตำแหน่งและหน้าที่ กำแพงหรือผนัง ?

กำแพงคือสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบนอกอาคาร ทำหน้าที่ล้อมรอบสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ปราสาท อาคาร ตึก และอื่นๆ เพื่อป้องกัน เช่น ความปลอดภัยจากการโจรกรรม ภัยจากธรรมชาติ ภัยจากสงคราม เพื่อกำหนดพื้นที่ เช่น กำแพงหมู่บ้านจัดสรร
ผนังก็เป็นโครงสร้างหนึ่งที่ใช้ในการกำหนดแบ่งพื้นที่ ทั้งเพื่อแบ่งหน้าที่การใช้งานและกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เช่น เพื่อความเป็นส่วนตัว หรือเพื่อความปลอดภัย ความแตกต่างระหว่างกำแพงกับผนังอย่างง่ายๆ ก็คือ กำแพงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายนอกอาคาร และผนังคือส่วนที่แบ่งกั้นพื้นที่ด้านในอาคารนั่นเอง
กำแพงสามารถแบ่งได้หลายประเภท อาทิ กำแพงป้อมปราการ กำแพงป้องกันอัคคีภัย กำแพงกั้นน้ำ กำแพงปักปันเขตแดน

เรื่องรั้วกับกฎหมาย

สิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้าน ต้องรู้ไว้คือ การก่อสร้างรั้วไม่สามารถสร้างได้ตามที่ต้องการ เพราะต้องศึกษาข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยมีข้อกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ดังนี้อาคาร หมายถึง บ้าน อาคารพาณิชย์ โรงแรม ตลาด ห้างสรรพสินค้า อุโมงค์ ท่าจอดเรือ ศาสนสถาน คลังสินค้า โรงงาน ภัตตาคาร สำนักงาน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่บุคคลสามารถเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้

● อาคารยังมีความหมายรวมถึง รั้ว กำแพง หรือประตู ที่สร้างขึ้นติดต่อหรือใกล้เคียงกับที่สาธารณะ หรือให้บุคคลทั่วไปใช้สอย

● รั้ว กำแพง หรือประตูที่มีความสูง 10 เมตรขึ้นไป ที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ก็ถือเป็นอาคารด้วยเช่นกัน

● สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถือเป็นอาคารตามรายละเอียดดังกล่าว เมื่อจะทำการก่อสร้างจะต้องมีการขออนุญาตก่อสร้างก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้

แต่หากเป็นรั้วที่ก่อสร้างเพื่อกั้นแบ่งเขตระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง และมีความสูงไม่เกิน 10 เมตร ถือว่าไม่เข้าข่ายเป็นอาคาร และไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายควบคุมอาคาร การก่อสร้างจึงไม่ต้องขออนุญาติก่อสร้าง และหากมีกรณีพิพาทกันก็ให้เป็นไปตามข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย

 

หลักการสร้างรั้ว

การสร้างรั้วบ้าน นอกจากการขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้วยังมีหลักการสร้างรั้วที่ถูกต้องเพื่อให้ให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาเช่น การสร้างรั้วล้ำเขตที่ดิน และสร้างรั้วสูงเกินไปจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

● รั้วที่อยู่มุมถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา เมื่อก่อสร้างต้องมีการปาดมุมรั้วโดยให้ส่วนที่ปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะ เป็นมุมเท่าๆ กัน

● รั้วที่สร้างขึ้นโดยมีพื้นที่ติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่หากความสูงไม่เป็นไปตามที่ผ่อนผันไว้ การสร้างรั้วจะต้องมีระยะถอยร่น จากถนนสาธารณะ โดยในเขตกรุงเทพมหานคร มีข้อกำหนดคือหากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ความสูงรั้วในด้านที่ยอมให้สร้างชิดเขตถนนสาธารณะจะถูกจำกัดให้มีความสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

● การสร้างรั้วจะต้องไม่สร้างเกินเขตที่ดินของตนเอง ซึ่งเขตที่ดินในที่นี้มีความหมายรวมถึงพื้นที่ทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นการสร้างรั้วจึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และติดตั้งตัวเสารั้วไม่ให้เอียงล้ำแนวที่ดินที่มีอยู่

● การสร้างรั้วกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน หากตกลงกันได้ก็สามารถสร้างรั้วกั้นโดยให้เส้นเขตที่ดินอยู่กึ่งกลางรั้วได้

เรื่องรั้วควรรู้

● กรณีที่รั้วบ้านที่ไม่ได้ใช้ร่วมกับผู้อื่นมีการล้ม และเป็นการล้มเอง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินหรือร่างกายผู้อื่น เจ้าของที่ดินจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย แต่หากรั้วถูกทำให้ล้มโดยบุคคลอื่น ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

● กรณีที่รั้วบ้านซึ่งถูกใช้งานร่วมกัน และมีเจ้าของร่วม หากมีการพังหรือล้มเองจะถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนทำพัง ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

1. รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน เขตที่ดินในที่นี้คือทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นทั้งโครงสร้างฐานราก และส่วนต่างๆของรั้วต้องไม่เกินเขตที่ดิน จึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และการตั้งเสารั้วไม่เอียงล้ำแนวที่ดิน หากพบเห็นรีบแจ้งและเจรจากับเจ้าของที่ดิน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่นั้นๆ  สำหรับกรณีการทำรั้วร่วมกันกับเพื่อนบ้าน จะใช้ฐานรากปกติโดยวางโครงสร้างรั้วไว้กึ่งกลางเส้นแบ่งที่ดิน โดยรับผิดชอบค่าก่อสร้างและการดูแลรักษาร่วมกัน

2. กฎหมายเรื่อง รั้วที่ดิน รั้วบ้าน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน หรือกำแพงที่สร้างติดกับถนนหรือทางสาธารณะ

รั้วนั้นจะสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่ถ้าสูงเกินกว่า 3 เมตร ต้องเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่าความสูงของรั้ว

รั้วหรือกำแพงหัวมุมถนน

รั้วหรือกำแพงที่อยู่มุมถนนสาธารณะ ซึ่งถนนกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา ต้องปาดมุมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กัน ดังนั้นหากใครจะซื้อที่ดินหัวมุมถนนลักษณะดังกล่าว จะต้องเสียที่ดินส่วนมุมนั้นไป

3. สร้างรั้วต้องขออนุญาต

รั้วถือเป็นสิ่งปลูกสร้าง กรณีสร้างรั้วติดกับถนนหรือที่ดินสาธารณะ ต้องทำการขออนุญาต แต่กรณีสร้างรั้วติดกับที่ดินเอกชนอย่างรั้วข้างบ้าน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

อ้างอิง : กฎกระทรวง ฉบับที่ 55  ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (พ.ศ.2543)

ส่วนในการถมดิน ซึ่งมีความสูงต่างจากระดับที่ข้างเคัยงมาก ก็มีกฎหมายลูกเป็นกฎกระทรวง พ.ศ. 2543 สำหรับที่ดินที่ใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป มีการถมที่ดินสูงต่างจากที่ข้างเคียงเกิน 5 เมตร ต้องมีการยื่นแบบ รายการคำนวณ วุฒิวิศวกรเซ็นต์แบบ โดยมีแนวทาง 2 แนวทางคือ

เว้นระยะร่นเข้ามาที่ดินตั้งแต่ส่วนฐานของเนินดิน ไม่น้อยกว่าระยะความสูงของเนินดินที่จะถม หรือ
มีการป้องกันการพังทลายของดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ได้รับการรับรองผู้ประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา หรือก็คือสามารถทำกำแพงกันดินที่มีความแข็งแรง และระบบระบายน้ำไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนของที่ดินข้างเคัยงได้
แต่ทั้งนี้ก็เป็นข้อกฎหมาย หากเกินความเดือดร้อนก็สามารถเจรจาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในเชิงการอยู่ร่วมกันจริงในพื้นที่

หากรั้วบ้านล้ม ใครจะรับผิดชอบ

  • กรณีเป็นรั้วของตัวเอง ถ้าล้มเองแล้วทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้าถูกทำให้ล้ม เช่น การถมดินจากอีกฝั่ง ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการซ่อมแซม
  • กรณีเป็นรั้วร่วมซึ่งสร้างกึ่งกลางเขตที่ดินและเป็นเจ้าของร่วมกัน  ถ้าพังลงมาเองก็จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้พัง ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบ

เรื่องรั้วบ้านกับเพื่อนบ้านข้างเคียงน่าจะเป็นปัญหาที่หลายๆคนอาจจะเคยปวดหัวกันมาบ้าง ยิ่งถ้ามีเรื่องกันถึงขั้นต้องฟ้องอะไรกันนี่อาจจะเสียเวลากันไปอีกเป็นปีเลยทีเดียว อย่ากระนั้นเลย Baania ขอพาคุณมารู้เรื่องเกี่ยวกฎหมายรั้วบ้านให้มากขึ้น ให้คุณกับเพื่อนบ้านของคุณเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันไปนานๆนะครับ

รั้วบ้านใครเป็นเจ้าของกันแน่ ?

ถ้าเป็น รั้วบ้าน ของบ้านจัดสรรจะมีระบุไว้ว่ารั้วบ้านถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างบ้านข้างเคียงหรือรั้วข้างบ้าน รั้วจะถูกวางไว้กึ่งกลางระหว่างเส้นแบ่งที่ดิน ส่วนถ้าเป็นรั้วบ้านที่ไม่ใช่บ้านจัดสรรแล้วเราจะเข้าไปอยู่ใหม่อาจจะต้องเช็คจากหมุดที่ดินว่ารั้วนั้นอยู่กึ่งกลางที่ดินหรือไม่ ถ้ารั้วอยู่กึ่งกลางที่ดินก็จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ออกแบบบ้าน ถ้ารั้วนั้นอยู่ในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียงทั้งหมด เราต้องสร้างรั้วขึ้นมาใหม่ในที่ดินของเราเท่านั้น จะไปใช้รั้วบ้านร่วมกับบ้านข้างเคียงไม่ได้ เพราะจะถือว่าเราไปใช้พื้นที่ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียง

และจากการที่รั้วบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ทั้งสองบ้านต้องช่วยกันสร้าง ดูแล และออกค่าใช้จ่ายหากมีการซ่อมแซมรั้วคนละครึ่ง ทั้งนี้หากเราเข้าไปอยู่อาศัยใหม่และรั้วเดิมที่อยู่กึ่งกลางที่ดินถูกสร้างโดยบ้านข้างเคียงแล้ว เราอาจจะแสดงน้ำใจด้วยการขอซ่อมแซมรั้วเดิมโดยออกค่าใช้จ่ายให้ในครั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ช่วยออกค่าสร้างรั้วให้ตั้งแต่แรกนั้นเอง

จะต่อเติมรั้วบ้านต้องต่อเติมอย่างไร?

ถ้าเป็นรั้วบ้านที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เราจะมีสิทธิ์ต่อเติมรั้วได้ไม่เกินกึ่งกลางของรั้วเดิมตามแนวเขตที่ดิน ยกเว้นแต่จะมีการยินยอมจากบ้านข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษรให้สามารถตั้งส่วนต่อเติมไว้กึ่งกลางของรั้วเดิมได้ โดยปกติก็ควรจะวางส่วนต่อเติมไว้บนทับหลังคานของรั้วเดิมหรือยึดกับผนังของรั้วฝั่งที่ดินของเรา ไม่ล้ำเกินกึ่งกลางของรั้ว หรือจะตั้งเสาใหม่หรือรั้วใหม่อีกชั้นอยู่ภายในเขตของที่ดินเราใหม่เลยก็ได้

อย่างไรก็ตามการทำรั้วบ้านที่ติดกับที่ดินข้างเคียง ควรมีการเอาแบบก่อสร้างไปพูดคุยกับบ้านข้างเคียงก่อน เพื่อลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะรั้วของเราอาจจะสร้างปัญหารั้วบ้านให้บ้านข้างเคียงและทำให้เราอาจโดนฟ้องได้หรือโดนสั่งให้รื้อส่วนต่อเติมทิ้ง เช่น การที่ไปก่อสร้างรั้วทึบสูงๆ อาจทำให้เกิดการบดบังทัศนวิสัย บดบังทิศทางลม บดบังแดดที่อาจทำให้หญ้าหรือต้นไม้บ้านเขาตายได้

เพื่อนบ้านจะต่อเติมรั้วต้องดูอะไรบ้าง?

ถ้าบ้านข้างเคียงมีการต่อเติมรั้วบ้าน ควรรีบคุยกับบ้านข้างเคียงก่อนและขอดูแบบรั้วบ้านคร่าวๆเพื่อดูรูปร่างหน้าตาของการต่อเติมและต้องตรวจสอบแบบรั้วว่าไม่มีส่วนที่ล้ำมายังเขตที่ดินของเรา ทั้งนี้ไม่ควรรอให้รั้วเสร็จแล้วค่อยบอก เพราะมักจะเกิดการทะเลาะกันจากการขอให้รื้อรั้วออก นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นหากมีการต่อเติมรั้ว เช่น เราอาจจะได้ความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องต่อเติมรั้วเอง หรือ ถ้าการต่อเติมรั้วมีการวางโครงสร้างไว้บนรั้วเดิมโดยใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมากแล้วอาจจะทำให้รั้วเดิมทรุดได้ต้องรีบแจ้งให้บ้านข้างเคียงปรับแบบก่อน

อีกกรณีหนึ่งที่มักพบเจอกันคือการที่บ้านข้างเคียงต่อเติมอาคารเดิมมาชนกับรั้วบ้านเรา เช่น การต่อเติมครัวหลังบ้าน ตรงนี้ต้องดูที่กฎมายระยะร่นอาคาร โดยดูว่าส่วนต่อเติมนั้นหากมีหน้าต่างหรือช่องแสงต้องร่นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตรจากแนวเขตที่ดิน ถ้าไม่มีช่องแสงเป็นเพียงผนังทึบสามารถร่นระยะห่างเหลือ 50 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามหากหากไม่มีช่องแสงเลยจะสามารถสร้างชิดเขตหรือรั้วได้แต่ต้องให้บ้านข้างเคียงเซ็นอนุญาตก่อน ทั้งนี้บล็อกแก้วก็จัดเป็นช่องแสงด้วยต้องร่นระยะห่าง 2 เมตร ซึ่งหากไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถร้องขอให้เทศบาลมาตรวจสอบและสั่งให้รื้อได้ ทั้งนี้หากจะอนุญาตให้เพื่อนบ้านต่อเติมมาชนรั้วบ้านเรา เราต้องดูว่าเมื่อต่อเติมเสร็จแล้วจะเกิดข้อเสียอะไรบ้าง เช่น น้ำฝนจากหลังคาจะหล่นมาที่บ้านเราหรือไม่หรือส่วนต่อเติมจะทำให้รั้วเดิมเกิดการชำรุดเสียหายหรือไม่ เป็นต้น

กฎหมายรั้วบ้านที่ควรรู้

กฎหมายรั้วบ้านมีอะไรบ้าง แล้วท่านควรจะทราบไว้ดังนี้

  • รั้วที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับที่สาธารณะ ต้องไม่มีส่วนใดล้ำออกไปในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน เหนือดิน หรือใต้ดิน ดังนั้นอาจเลือกทำฐานรากเป็นแบบตีนเป็ดเพื่อไม่ให้ฐานรากไม่ล้ำไปยังที่สาธารณะ
  • รั้วที่สร้างชิดแนวที่ดินสาธารณะให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ สำหรับเขตกรุงเทพฯ หากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น
  • รั้วกั้นระหว่างที่ดินเอกชนที่ติดกันและรั้วนั้นมีความสูงไม่ถึง 10 เมตร ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อสร้าง เพราะไม่ถือเป็น “อาคาร” แต่หากรั้วนั้นมีความสูงถึง 10 เมตร ก็จะต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างเพราะเข้าข่ายเป็น “อาคาร”

ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อาจกำลังมีปัญหารั้วบ้านและยังไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายรั้วบ้าน กันอยู่นะครับ ยังไงก็แนะนำให้พูดคุยกันดีๆ ด้วยเหตุและผล เพราะเราต้องอยู่กับเพื่อนบ้านกันไปอีกหลายๆ ปี ถ้าทะเลาะกันแล้วต้องมีปัญหาคงจะทำให้เราอยู่บ้านหลังนั้นได้อย่างไม่สบายใจเท่าไหร่

วิธีการตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์มินิมอล

ทิปส์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ใน การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล เช่นกัน

ตกแต่งไปทีละห้อง

ถ้าคุณเพิ่งย้ายเข้าที่ใหม่ การจะตกแต่งบ้านหรือห้องคอนโดทั้งหมดพร้อมๆ กันอาจจะยากเกินไป เพราะฉะนั้น ลองเริ่มจากการตกแต่งห้องเพียงหนึ่งห้องก่อน อย่างเช่น ห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่น ฃที่คุณชอบใช้เวลาอยู่ในนั้นบ่อยๆ ลองค่อยๆ ตกแต่งไปทีละเล็กละน้อยจนคุณพอใจ เสร็จแล้วใช้ห้องที่คุณเพิ่งตกแต่งเสร็จนี่แหละ  เป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งห้องต่อๆ ไป

เริ่มจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้ห้องสักห้องดูสวยงาม ออกแบบบริเวณบ้าน น่าอยู่ ก็คือเฟอร์นิเจอร์ สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล คุณควรเริ่มจากการลดทอน (simplify) ห้องสักห้อง ฃด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ให้น้อย (น้อยในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลือให้ใช้เลยนะ) ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นจริงๆ ทิ้งไป โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่คุณควรเลือก ก็คือพวกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่สวยงาม ในโทนสีเข้ม หรืออ่อนก็ได้แล้วแต่ความชอบ

เลือกเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่มีประโยชน์จริงๆ

เวลาคุณกำลังเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ให้ถามตัวเองว่าของสิ่งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมีหรือเปล่า เช่นเดียวกับเวลาจัดบ้านใหม่ ถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่คุณรู้สึกว่าก็อยู่ได้โดยที่ไม่มีมัน นั่นก็หมายความว่าคุณควรกำจัดมันออกไปซะ เพราะอย่าลืมว่าหัวใจสำคัญในการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลก็คือ การมีเฟอร์นิเจอร์ และของใช้สอยต่างๆ ที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ

พื้นที่บนชั้นวางของ และบนพื้นไม่รก ทุกอย่างดูสบายตา

บ้านสไตล์มินิมอลจะต้องไม่เกะกะไปด้วยของใช้ ไอเท็ม หรือเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นคือถูกคัดมาแล้วว่าจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ถ้าคุณมีของเก่าเก็บที่มีไว้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร จงนำของเหล่านั้นไปบริจาค หรือทิ้งซะ เพราะถ้ามันมีความสำคัญสำหรับคุณจริงๆ คุณคงไม่เก็บมันไว้ไม่เอาออกมาใช้สักทีอย่างนี้หรอกเช่นเดียวกับผนังห้อง ผนังห้องของบ้านสไตล์มินิมอลไม่ควรที่จะอัดแน่นไปด้วยกรอบรูป แต่ถ้าไม่อยากให้ห้องของคุณดูโล่งหรือดูจืดชืดจนเกินไป แนะนำว่าให้หาผลงานศิลปะเจ๋งๆ สัก 1-2 รูปมาติดพอ ส่วนตัวกรอบรูปก็ควรเป็นสีดำ หรือไม่ก็สีน้ำตาลแก่ เน้นพวกสีเรียบเป็นหลัก

หน้าต่างดีไซน์เรียบ

สำหรับหน้าต่าง ลองเลือกแบบเปลือยคู่กับผ้าม่านสีทึบ หรือจะติดม่านแบบไม้เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติก็ได้ แต่อะไรที่ดูหรูหรา ฟู่ฟ่า เกินความพอดี อย่างผ้าม่านลายดอก หรือลายแพทเทิร์นยุ่งเหยิงๆ นี่ แน่นอนว่าไม่ควรใช้

ควรเลือกใช้สีอ่อน หรือสีโมโนโทน

โทนสีที่ใช้สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล ควรเป็นสีออกโมโนโทนหรือสีอ่อนๆ อย่างเช่นสีขาวที่เป็นสีสุดคลาสสิคสำหรับอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นมินิมอล หรือพวกสีเอิร์ธโทน อย่างเช่นสีน้ำตาล สีแทน สีฟ้า และสีเขียว ก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะสีเหล่าจะทำให้บ้านของคุณมีบรรยากาศที่ดูเรียบง่าย สงบ และผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้คุณก็สามารถตกแต่งเพิ่มมิติ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีโดดเด่นได้บ้างเหมือนกัน