พื้นที่ภายในบ้าน

ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น จัดบ้านแคบให้น่าอยู่ พื้นที่ภายในบ้าน

สำหรับการจัดการพื้นที่ใช้สอยภายในบ้านทุกวันนี้กลายเป็นศาสตร์สำคัญของคนที่มี พื้นที่ภายในบ้าน อย่างจำกัดไปแล้ว แต่นี่ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด เพราะเมื่อเราอาศัยอยู่บ้านไปนานวันเข้า ข้าวของภายในบ้านก็ยิ่งเยอะมากขึ้นเป็นเรื่องปกติ ส่งผลให้พื้นที่ภายในบ้านยิ่งคับแคบลง แต่พื้นที่ที่คับแคบลงแบบนี้จะไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป เพราะวันนี้เรามี “10 ไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างขึ้น” มาบอกทุกคน ไปดูกันเลย ว่าแต่ละไอเดียเปลี่ยนบ้านให้กว้างนั้นมีอะไรบ้าง

1) เปิดรับแสงธรรมชาติ
เริ่มต้นที่การเปิดรับแสงธรรมชาติเข้าบ้านกันก่อนเลย จะเห็นได้ว่าที่อยู่อาศัยในปัจจุบันนี้มักจะใช้กระจกทรงสูงหรือแม้แต่หลังคาโปร่งแสงเพื่อเปิดรับแสงจากธรรมชาติให้สาดเข้ามาในตัวบ้านมากที่สุด ทั้งนี้ก็เพราะว่าแสงสว่างที่เปิดจ้าจะทำให้บ้านดูโปร่ง ไม่อึดอัด และดูกว้างมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

2) ติด “กระจก” สร้างมิติ
อีกสิ่งที่นิยมมากในการตกแต่งบ้านก็คือ “กระจก” ซึ่งปัจจุบันไม่เพียงแค่ติดกระจกไว้สำหรับส่องภายในห้องน้ำหรือห้องแต่งตัวเท่านั้น ออกแบบบ้าน แต่ทุกพื้นที่ของบ้านเราสามารถติดกระจกไว้ได้ เพราะกระจกจะช่วยเพิ่มมิติและเสริมให้พื้นที่นั้นดูกว้างขึ้น ช่วยแก้ปัญหาบ้านแคบและทึบได้เป็นอย่างดี

3) เลี่ยงการกั้นพื้นที่แต่ละส่วน
หลายคนอาจจะชอบความเป็นส่วนตัวด้วยการกั้น พื้นที่ภายในบ้าน แต่ละส่วน แต่รู้หรือไม่ ว่าการแบ่งพื้นที่เช่นนี้จะยิ่งทำให้บ้านของเราดูแคบลง ดังนั้นทางออกที่ดีคือการเปิดเป็น Open Zone อย่างเช่นพื้นที่มุมนั่งเล่นที่สามารถเชื่อมต่อไปยังมุมรับประทานอาหารได้นั่นเอง

4) ขจัดสิ่งไม่จำเป็น
อีกสาเหตุของบ้านแคบก็คือสิ่งของที่ไม่จำเป็น! ดังนั้นการจัดแต่ละพื้นที่ภายในบ้านให้เป็นระเบียบช่วยเสริมให้บ้านดูกว้างขึ้น หากข้าวของเยอะและยังไม่สามารถตัดใจทิ้งได้นั้น ก็สามารถ Built In ตู้เก็บเพื่อเก็บของก็ได้ นอกจากจะช่วยให้บ้านเป็นระเบียบมากขึ้น ยังช่วยให้ง่ายต่อการหยิบใช้งานด้วย

5) “สี” สำคัญมาก
การทาสีบ้านนั้นเป็นสิ่งสำคัญโดยเฉพาะสีผนังที่จะช่วยให้บ้านดูกว้างขึ้น ทั้งนี้ควรเลือกใช้สีเอิร์ธโทน เพราะนอกจากจะช่วยให้บ้านดูสว่างและกว้างแล้ว ยังช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกใกล้ชิดธรรมชาติ แต่หากใครที่ชอบโทนสีเข้ม เพียงแค่ใช้แสงไฟประดับไว้ในมุมที่มืดก็จะช่วยขับให้พื้นที่ดูกว้างขึ้นได้

6) ของตกแต่ง “MINIMAL STYLE”
สำหรับพื้นที่เล็กๆ โดยเฉพาะห้องนอน การตกแต่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งของตกแต่งแบบ “Minimal Style” ที่เน้นความเรียบง่ายกลายเป็นตัวเลือกที่ดี เพราะเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ มีขนาดเล็ก ไม่เปลืองพื้นที่มองแล้วสบายตา ทำให้พื้นที่ห้องดูกว้างขึ้นนั่นเอง

7) เฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ช่วยได้
หลายคนอาจมองว่าเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่จะกินพื้นที่ภายในบ้าน ทำให้บ้านดูแคบ แต่รู้หรือไม่ว่าการตกแต่งบ้านด้วยเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่เพียงไม่กี่ชิ้นจะทำให้พื้นที่แคบๆ ดูเป็นระเบียบมากขึ้นกว่าการใช้เฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ หลายชิ้น เนื่องจากเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเล็กๆ นั้นให้ความรู้สึกที่รุงรังกว่าปกตินั่นเอง

8) ห้องนอนจะกว้าง อย่ามองข้าม “เตียง”
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่าห้องนอนของเราดูแคบและอึดอัด ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการเลือกเตียงนอนที่ผิด! เราควรเลือกเตียงให้เหมาะสมกับขนาดห้อง ไม่ใช้เตียงใหญ่เกินไปเพราะเปลืองพื้นที่ นอกจากนี้ตำแหน่งการวางเตียงก็สำคัญ ควรวางไว้ชิดมุมใดมุมหนึ่งเพื่อมีพื้นที่เหลือสามารถใช้ประโยชน์อย่างอื่นได้

9) เฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะสม
ปัจจุบันเฟอร์นิเจอร์แบบมัลติฟังก์ชันเป็นกำลังเป็นที่นิยมมาก เพราะเพียงชิ้นเดียวก็สามารถใช้งานได้หลากหลาย และที่สำคัญคือไม่เปลืองพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็นเตียงนอนที่มีลิ้นชักสำหรับเก็บของได้ พับขึ้นแล้วกลายเป็นโต๊ะทำงานก็ได้ หรือจะเป็นตู้เสื้อผ้าที่สามารถเป็นได้ทั้งเซ็ตเครื่องแป้งในตัวก็เช่นกัน

10) ไม่จำเป็นต้องใช้ “ประตู” เสมอไป
อย่างที่บอกไปว่าการกั้นห้องจะยิ่งทำให้พื้นที่ภายในบ้านคับแคบยิ่งขึ้น ดังนั้นบางครั้งการที่แต่ละห้องมีบานประตูกั้นอยู่ก็จะทำให้พื้นที่นั้นดูแคบลง หากเราสามารถตัดบานประตูออกไปได้ก็จะเป็นตัวเลือกที่ดีในการสร้างพื้นที่ภายในบ้านให้สามารถเชื่อมต่อกันได้แบบ Open และขับให้พื้นที่นั้นดูกว้างมากยิ่งขึ้น

เพราะว่าบ้านคือวิมานของเรา ไม่ว่าจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้ามาจากไหน บ้านก็จะเป็นที่แรกที่คุณนึกถึงเสมอ และพร้อมที่จะเปิดต้อนรับให้คุณได้เข้ามาพักผ่อนก่อนออกไปเผชิญความยุ่งเหยิงและความวุ่นวายของโลกภายนอกในวันรุ่งขึ้น ดังนั้นสิ่งที่จะเติมเต็มความรู้สึกแห่งการพักผ่อนภายในบ้านให้แลดูสบายน่าอยู่อาศัยอย่างแท้จริง ก็ต้องการการตกแต่งที่ให้ความรู้สึกปลอดโปร่ง โปร่งโล่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคปัจจุบันทำให้คนรุ่นใหม่นิยมอาศัยอยู่ในคอนโดมิเนียม ทาวน์โฮม หรือ บ้านที่มีเนื้อที่จำกัด เทคนิคการตกแต่งบ้านขนาดเล็กให้ดูกว้างขึ้นด้วยตัวเองได้อย่างง่ายๆ ที่เรานำเสนอในครั้งนี้จะเป็นในส่วนของคอนโคทาวน์โฮมและบ้านขนาดเล็ก รับรองว่าจะช่วยบ้านให้หลังเล็กหรือห้องส่วนตัวของคุณที่มีพื้นที่จำกัดไม่เป็นบ้านที่ดูน่าอึดอัดอีกต่อไป อยู่แล้วมีความสุขสบายใจ ไม่ต้องออกไปเที่ยวไหนให้เสียสตางค์ด้วยนะเอ้อ

ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน
ใส่ความสนุก ลงไปในบ้านสไตล์นอร์ดิก พื้นที่ภายในบ้าน

คุณกำลังเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาไม่รู้ว่าจะแต่งคอนโดให้ดูกว้างและขยายพื้นที่ใช้สอยให้กว้างขึ้นอย่างไร ใช่หรือไม่ แต่เดี๋ยวก่อนวันนี้เรามีเคล็ดไม่ลับสำหรับการแต่งคอนโดให้กว้างขวางมากกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นวันพักผ่อนสบายๆ หรือปาร์ตี้สนุกๆ ก็มีพื้นที่เพียงพอให้คุณและเพื่อนๆได้อย่างเพียงพอจ้า

1. พื้นที่มีน้อยใช้สอยให้สนุก

ก็แหมคอนโดแต่ละตารางเมตรราคาสูงลิบลิ่ว ยิ่งใกล้แหลางสาธารณูโภคก็ยิ่งแพงไปกันใหญ่ ได้เวลาปรับลุคเปลี่ยนโฉมคอนโดให้ชิคยิ่งกว่าใคร ด้วยการจัดสรรพื้นที่ใช้สอยอย่างชาญฉลาด พยายามจัดเฟอร์นิเจอร์ให้ชิดผนังและเป็นสัดส่วน เพื่อเพิ่มพื้นที่ส่วนกลางให้ดูโปร่งโล่ง ไม่เกะกะขวางทางลม

2. เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบ 2 IN 1 หรือเฟอร์นิเจอร์อเนกประสงค์ (Multi-tasking) แทนการใช้เฟอร์นิเจอร์หลายชิ้น

เฟอร์นิเจอร์สไตล์นี้กำลังเป็นที่นิยมในปัจจุบัน เพราะเป็นการประหยัดพื้นที่อย่างเห็นได้ชัด ใช้ประโยชน์จากพื้นที่ที่มีอยู่ได้คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น แถมยังโชว์ไอเดียกิ๊บเก๋และฟังก์ชั่นแนวๆ ให้ห้องดูมีความเป็นครีเอทีฟด้วยนะคะคุณๆ ยกตัวอย่างเช่น โซฟาเบด (Daybed) ที่สามารถปรับเปลี่ยนให้เป็นโซฟานั่งเล่นดูหนัง อ่านหนังสือ หรือเป็นเตียงนอนก็ได้, โซฟาที่มีที่เก็บของข้างใต้ ในลักษณะที่เรียกว่า Hidden Storage หรือการจัดวางโต๊ะอเนกประสงค์ไว้ส่วนกลางที่สามารถทำกิจกรรมได้หลากหลายอย่าง ทั้งกินข้าว ทำงาน ทำอาหาร เป็นต้น

3. โปร่งโล่งไว้ก่อนก็สบายไป 108 อย่าง

คอนโดในพื้นที่ไม่กี่สิบตารางเมตร จำไว้นะคะว่าไม่ใช่ห้องเก็บของควรมีขอน้อยชิ้นที่ชุด หรือไม่ก็ทำมุมเก็บของ โดยเฉพาะไม่รกเกะกะแย่งซีนพื้นที่ที่ว่าน้อยอยู่แล้ว ให้พื้นที่เชื่อมต่อกันเพื่อเพิ่มความกว้างอย่างมีมิติ ไม่รู้สึกปิดกั้น มีความต่อเนื่องของพื้นที่ส่วนต่างๆ แต่ก็ยังคงความรู้สึกเป็นสัดส่วนเป็นส่วนตัว ยังคง ความรู้สึกต่อเนื่องของพื้นที่อยู่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ หากจำเป็นให้กั้นด้วยวัสดุที่โปร่ง เช่นฉากบังตา หรือม่านโปร่งๆ กระจกบานเลื่อนที่เลื่อนเปิดปิดได้ ซึ่งสามารถเปิดออกให้เกิดพื้นที่ต่อเนื่องได้สะดวกทุกเวลาที่ต้องการ และสามารถพับเก็บเข้าไปเมื่อไม่ได้ใช้งาน

4. ใช้ชีวิตให้ชิคในแนวตั้ง

ถึงแม้ว่าพื้นที่แคบ เราก็ไม่ยอมแพ้ มองมุมกลับมุ่งสู่การใช้พื้นที่ในแนวตั้งให้เกิดประโยชน์แทนก็แล้วกัน โดยการใช้ตู้ที่ค่อนข้างมีความสูงเพื่อเพิ่มพื้นที่การจัดเก็บได้มากขึ้น หรือไม่ว่าจะเป็นการทำชั้นแขวนราว- ห้อย ตู้เก็บจาน ตู้เก็บของติดผนัง หรือติดตะขอห้อยผ้าข้างฝาหนังที่สามารถยกข้าวของ ของคุณขึ้นจากพื้นไปลอยอยู่เหนือหัวเท่านี้ก็มีพื้นที่ใช้สอยอีกเหลือเฟือเชียวล่ะ

5. สีกำหนดไซส์

แน่นอนว่าตามทฤษฎีสีที่ว่าสีโทนร้อน (Warm Colors) เช่น แดง ดำ ส้ม เหลือง จะให้ความรู้สึกที่ แอคทีฟ มีพลัง ส่วนสีโทนเย็น (Cool Colors) เช่นสีขาว สีฟ้า สีน้ำตาลอ่อน สีเหลืออ่อน ให้ความรู้สึกสงบ เย็นสบาย เหมาะกับการทาสีห้องที่มีพื้นที่น้อยๆ เพื่อให้ดูกว้างขึ้น โปร่งโล่งขึ้น รวมทั้งสามารถนำมาประยุกต์ในการเลือกสี เฟอร์นิเจอร์ด้วยเช่นกัน

6. คิดอะไรไม่ออกบอกกระจก

กระจกยังเป็นเทคนิคยอดฮิตตลอดการของการขยายพื้นที่ได้อย่างง่ายๆ และดีที่สุดในการตกแต่งห้องให้ดูกว้างขึ้น เราสามารถนพกระจกมาติดได้ในหลายบริเวณเช่น ผนังห้องนั่งเล่นซึ่งเป็นพื้นที่ๆใช้ทำกิจกรรมมากที่สุดจึงต้องทำให้ดูกว้างขวาง บริเวณหน้าตู้เก็บของในห้องครัวระหว่างเคาน์เตอร์ และตู้ลอยก็จะทำให้ครัวดูโปร่งขึ้น แต่ควรระมัดระวังในในเรื่องของความสะอาดคราบน้ำมันที่อาจจะกระเด็นมาถึงห้องน้ำที่มีสเปซจำกัดก็เพิ่ม ได้ด้วยกระจกเงาติดบริเวณผนัง แต่ไม่ควรติดกระจกไว้ปลายเตียงซึ่งอาจทำให้ตกใจเมื่อเวลานอนหลับตอนกลางคืนได้

ใครๆ ก็อยากมีบ้านกว้างๆ ใช่ไหมล่ะ การตกแต่งและจัดสรรพื้นที่บ้านให้กว้างมีข้อได้เปรียบกว่าคอนโดอยู่พอสมควร เนื่องจากมีมีการแบ่งพื้นที่ในแต่ละส่วนไว้อย่างชัดเจน เพียงแค่อาศัยเทคนิคเล็กๆ น้อยๆ ตกแต่งบ้านให้เป็นระเบียบ โปร่งโล่ง สบายตา มีการกำหนดพื้นที่เพื่อกำหนดขอบเขตของกิจกรรมแต่พื้นที่จัดวางเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์ตกแต่งบ้านอย่างถูกต้องเหมาะสมให้เข้ากับตัวบ้านและไฟล์สไตล์ของคุณ บ้านก็จะสวยงามน่าอยู่ และคุณก็สามารถสร้างสรรค์พื้นที่บ้านให้กว้างขึ้น โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองด้วย

1. วางตำแหน่งห้องดีมีชัยไปกว่าครึ่ง

การวางผังกำหนดตำแหน่งของห้องของบ้านตั้งแต่เริ่มต้นว่าจะใช้ประโยชน์ของแต่ละพื้นที่ให้เหมาะสมอย่างไร เป็นการ เริ่มต้นที่ดี เนื่องจากจะได้ไม่ต้องเสียเวลารื้อจัดใหม่ โดยทั่วไปนั้น ห้องที่อยู่ด้านหน้าสุดของตัวบ้านมักเป็นห้องรับแขก ห้องน้ำควรอยู่ไม่ไกลจากห้งรับแขกใช้งานได้สะดวกและควรมีแสงส่องถึงตลอดวัน กระเบื้องปูผนังห้องน้ำควรใช้กระเบื้องแผ่นใหญ่ และกระเบื้องที่มีสีอ่อน ๆ อย่างเช่น สีขาว หรือ สีครีม เพราะจะทำให้ห้องน้ำดูกว้างขึ้น ห้องครัวควรอยู่บริเวณด้าน หลังของตัวบ้านเพื่อป้องกันกลิ่น และควันจากการทำอาหาร ห้องนอนควรจัดอยู่ตำแหน่งทิศตะวันออกเพื่อรับแสงแดดอ่อนๆ ตอนเช้าและเย็นในเวลากลางคืน

2. แบ่งโซนให้เป็นสัดส่วนซะก็สิ้นเรื่อง

เทคนิคง่ายๆ ในการแบ่งโซนเพื่อให้เป็นสัดส่วน โดยที่ไม่ต้องใช้ประตู หรือตู้กั้นให้ดูเกะกะ หรือเสียพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยของบ้านไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยใช้ความต่างของวัสดุสี ลวดลาย กระจกเงา ฉากหรือม่านโปร่งบาง คำแนะนำสำหรับพื้นที่เล็กไม่ควรใช้วัสดุที่มีลวดลายหรือสีสันฉูดฉาดมากจนเกินไปจะทำให้บรรยากาศยุ่งเหยิงวุ่นวาย และข้อสำคัญทำให้ขาดความต่อเนื่องของพื้นที่ ไม่ควรกั้นผนังทึบ เพราะจะยิ่งทำให้บ้านดูแคบลงไปอีก ทำให้บรรยากาศถูกบีบเป็นกรอบและนำไปสู่ความรู้สึกแคบ การใช้ลูกเล่นความต่างของระดับของพื้นก็สามารถกำหนดสัดส่วนได้ดี หรือการปูพื้นด้วยวัสดุเพื่อแยกกิจกรรมที่ทำ เช่นกระเบื้อง พื้นไม้ พื้นลามิเนต ด้วยการคุมโทนสีไปในทิศทางเดียวกัน

3. เฟอร์นิเจอร์นั้นสำคัญไฉน เรียกได้ว่าการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์

รวมไปถึงการจัดวางเฟอร์นิจอร์ในพื้นที่แคบนั้นมีความสำคัญพอสมควรเพื่อให้เกิดพื้นที่ที่กว้างขึ้นด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ที่สามารถถอดเก็บ หรือมีล้อเลื่อนที่สะดวกสบาย พับเก็บถอดประกอบได้ง่าย หรือย่อส่วนได้ตามกิจกรรมที่ทำเมื่อไม่ใช้งาน ก็นำไปเก็บได้โดยไม่เปลืองเนื้อที่ อีกอย่างหนึ่งที่ไม่ต่างจากคอนโดคือการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วท์อินที่เป็นการประหยัดพื้นที่ไปได้มาก และควรจะมีในบริเวณที่จำเป็นเท่านั้น และนอกจากนี้ควรมีแต่เพียงเฟอร์นิเจอร์หลักๆ เท่านั้น และมีขนาดที่สัมพันธ์กับพื้นที่เพื่อไม่ทำให้บ้านอึดอัด เลือกที่ง่ายต่อการดูแลรักษาและทำความสะอาด

4. แสง + เงา = กว้าง

แสงเงาเป็นตัวกำหนดมิติและอารมณ์ของห้องได้เช่นกันการสร้างหน้าต่างเพื่อเชื่อมต่อกับพื้นที่ภายนอกให้แสงธรรมชาติส่องเข้ามาภายในบ้านบ้างการใช้วัสดุผิวมันวาวเช่น สเตนเลส อะคริลิคสร้างเงาสะท้อนเพิ่มมิติให้กับพื้นที่ทำให้ห้องดูโล่ง ไม่ทึบตัน การใช้สีอ่อนๆ หรือการจัดแสงไฟให้ห้องดูสว่างขึ้น แสงไฟเข้าช่วย หรือทาสีผนังเป็นสีสว่างเป็นตัวเสริมหลอกตา ให้บ้านดูสว่างขึ้น

5. บริเวณบ้านก็อย่าลืมจัดน

สิ่งแวดล้อมที่อยู่รายรอบตัวบ้านของเราก็เป็นสิ่งสำเช่นเดียวกัน เพื่อจะช่วยเสริมบรรยากาศให้ร่มรื่นน่าอยู่อาศัย สามารถจัดเป็นมุมพักผ่อนเล็กๆ นั่งเล่นอ่านหนังสือดื่มกำแฟ หรือเป็นปาร์ตี้กลางแจ้งกับเพื่อฝูงก็ได้ ด้วยการแต่งสวนลงไม้ยืนต้นไว้สัก 1- 2ต้น พออาศัยเป็นร่มเงาแถมยังช่วยให้บ้านเย็น หรือป้องกันฝุ่นละอองจากถนนเข้าสู่ตัวบ้านได้อีกทางหนึ่ง หรืออาจจะเป็นพืชผักสวนครัวก็ช่วยสร้างความรื่นรมย์ไปอีกแบบ

น้ำหอมในบ้าน

วิธีทำบ้านให้หอมสดชื่นอย่างเป็นธรรมชาติ พร้อมบำบัดสุขภาพ

เรื่อง “กลิ่น” เป็นสิ่งที่สำคัญและมีผลกระทบต่อความรู้สึกของคนเรา เช่นเดียวกับ กลิ่นในบ้าน สถานที่ซึ่งเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่พักผ่อน ทำกิจกรรมต่างๆ ถ้าบ้านมีกลิ่นไม่พึงประสงค์ เราก็คงไม่อยากอยู่ มาทำบ้านให้หอมอย่างที่ต้องการกันดีกว่า เลยนำเทคนิคสร้างกลิ่นในบ้านโดยใช้ของที่มีอยู่ในธรรมชาติ มาปรับ กลิ่นในบ้าน ให้หอมสดชื่นได้อย่างน่าทึ่ง

เลม่อนและโรสแมรี่ : ถ้าอยากให้บ้านมีกลิ่นสะอาดสดชื่น เราสามารถนำเลม่อน และโรสแมรี่ มาผสมลงในน้ำจากนั้นอาจจะใส่กลิ่นวนิลาเพิ่มลงไปเล็กน้อย หาภาชนะที่มีในบ้านมาใส่ เพียงแค่นี้ จะทำให้บ้านมีกลิ่นสดชื่นขึ้นได้

ไลแลค และดอกไม้กลิ่นหอม : เป็นดอกไม้กลิ่นหอมที่ใคร ๆ ก็ชอบ หากนำมาไว้ในบ้าน ด้วยการนำน้ำ ผสมวอดก้า และน้ำมันไลแลค เราสามารถทำสเปรย์กลิ่นไลแลคใช้เอง จะทำให้บรรยากาศมีความสดชื่นเหมือนฤดูใบไม้ผลิ

ผงโรยพรมกลิ่นโรสแมรี่ และลาเวนเดอร์ : ช่วยให้พรมมีกลิ่นสดชื่นเป็นธรรมชาติ แค่น้ำมันลาเวนเดอร์ แล้วนำไปโรยบนพรม ทิ้งไว้สัก 15-20 นาที จากนั้นก็ใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดออก กลิ่นในห้องก็จะหอมสดชื่น ผสมเบกกิ้งโซดา กับดอกโรสแมรี่แห้ง

ต้มส่วนผสมที่มีกลิ่นสดชื่น : การนำเอาผลไม้ที่มีกลิ่นสดชื่น มาต้มรวมกัน ก็ทำให้มีกลิ่นสดชื่นในบ้าน เราสามารถต้มแล้วเก็บไว้ในขวด เป็นการเพิ่มความหอมให้กับบ้านอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

น้ำหอมในบ้านแบบเสียบปลั๊กเมื่อกลิ่นหมดแล้วอย่าทิ้ง : บางคนนิยมใช้น้ำหอมแบบเสียบปลั๊กให้ความหอมระเหยออกมา แต่เมื่อน้ำหอมหมดกลิ่นแล้ว อย่าเพิ่งทิ้ง แค่ใส่น้ำมันหอมระเหยผสมน้ำลงไป ก็ใช้ต่อได้

ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ
ทำบ้านให้หอมสดชื่น กลิ่นในบ้าน อย่างเป็นธรรมชาติ

ซินนามอน และส้ม : ให้นำโพลิมเมอร์ดูดน้ำมาใช้ ใส่น้ำมันหอมระเหยซินนามอน และน้ำมันหอมระเหยกลิ่นส้ม ผสมน้ำ จะทำให้บ้านมีกลิ่นเหมือนกับฤดูใบไม้ร่วง

การอบแคนเบอรรี่ และส้ม กับถุงเครื่องหอม  : สามารถทำถุงเครื่องหอม ด้วยการใช้แคนเบอรี่ และส้ม มาทำการอบแห้งอาจจะเพิ่มซินนามอน วนิลา โรสแมรี่ เพื่อเพิ่มให้บรรยากาศอบอุ่นเหมือนช่วงคริสต์มาส และ จันทน์เทศ

ทำก้านไม้หอมปรับอากาศ : เราสามารถทำก้านไม้หอมปรับอากาศใช้เองได้ แค่นำเอาภาชนะแก้วมาเปิด ออกแบบบ้าน ผสมแอลกอฮอล์ น้ำมันอัลมอนต์ น้ำมันหอมระเหย และก้านหอมลงไป อาจจะเลือกใส่กลิ่นลาเวนเดอร์ เพื่อความสดชื่น ในห้องนอน และใส่กลิ่นสดชื่นอย่างมะนาวในห้องครัว

เปลี่ยนกลิ่นเหม็นอับในบ้าน ให้กลับมาสดชื่น

ก้อนดับกลิ่นทำมือ

ถ้าไม่อยากใช้สเปรย์ปรับอากาศทั่วไปหรือน้ำหอมปรับอากาศที่ระคายเคือง ให้นำตะไคร้สด ชิงสด และข่าสด หั่นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย หรือใช้ครกตำสมุนไพรเหล่านี้แบบไม่ต้องละเอียดมาก และห่อด้วยผ้าขาวบางในลักษณะเป็นก้อนกลมแบบลูกประคบ หลังจากนั้น เราสามารถนำก้อนดับกลิ่นทำมือไปแขวนในห้องที่มีกลิ่นอับ เพื่อให้ช่วยดูดซับกลิ่นได้อย่างเป็นธรรมชาติ

ของคู่ครัวสารพัดประโยชน์

น้ำส้มสายชูคู่ครัวมีคุณสมบัติที่สามารถช่วยขจัดกลิ่นอับได้ เพียงแค่นำน้ำส้มสายชูใส่ในภาชนะ เช่น แก้วน้ำหรือจานชาม และตั้งทิ้งไว้ในห้อง กลิ่นอับในห้องจะค่อยๆลดลงและหมดไปได้
ผงฟูที่เป็นส่วนประกอบช่วยให้ขนมปังพองฟูเป็นก้อนนำใส่จานและวางไว้ในห้อง เพื่อให้ผงฟูช่วยดูดซับกลิ่นทำให้ห้องปราศจากกลิ่นอับได้ รวมถึงการนำขนมปังขาวเทใส่ชามและน้ำส้มสายชู เพื่อนำไปวางทิ้งไว้ในตู้

เสื้อผ้าที่มีกลิ่นประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยกำจัดกลิ่นในตู้เสื้อผ้า
เบคกิ้งโซดา แก้ปัญหาเรื่องกลิ่นรองเท้าที่ทำให้ บรรยากาศบ้าน ไม่สุนทรีย์ โดยโรยในรองเท้า และนำรองเท้าใส่ถุงพลาสติกผูกให้แน่น โดยนำไปแช่ช่องแข็งในตู้เย็นทิ้งไว้ประมาณ 1-2 คืน ก่อนจะนำรองเท้าทิ้งไว้ในอุณหภูมิห้องและเทผงเบคกิ้งโซดาทิ้ง โดยใช้กระดาษหนังสือพิมพ์อัดเข้าไปในรองเท้า เพื่อให้หมึกพิมพ์ช่วยดูดกลิ่นในรองเท้าได้อย่างมั่นใจยิ่งขึ้น

สำรวจหาต้นเหตุของกลิ่นไม่พึงประสงค์ในระยะยาว

เราควรพิจารณาหาต้นเหตุของกลิ่น และกำจัดให้ถูกต้อง เช่น กลิ่นในห้องครัวที่ทำอาหาร
อันเนื่องมาจากถังขยะ แม้จะปิดฝาให้มิดชิดแล้วก็ยังไม่รอดพ้นจากกลิ่นเหม็น เราสามารถแก้ไขได้ด้วยการนำมะนาวฝานทิ้งลงถังขยะ หรือใช้ใช้หนังสือพิมพ์รองก้นถังขยะ และปิดฝาถังให้มิดเพื่อป้องกันกลิ่นไม่ให้ฟุ้งกระจาย

ส่วนกลิ่นในห้องครัวที่มาจากอาหารไหม้ เราสามารถใช้มะนาวฝานต้มน้ำในกระทะ เพื่อให้กลิ่นหอมของมะนาวช่วยดับกลิ่นไหม้ได้ ทั้งยังสามารถช่วยดับกลิ่นอาหารที่ติดไมโครเวฟได้เช่นกัน

การนำมะนาวที่หั่นเป็นชิ้นบางๆในลงในน้ำเดือดและตั้งทิ้งไว้แบบปิดฝาให้ไอน้ำระเหยออกมา ทำให้กลิ่นในห้องครัวดีขึ้น
สำหรับกลิ่นที่เกิดขึ้นในตู้เย็น เราควรใช้ถ่านหุงข้าววางไว้ชั้นบนข้างในตู้เย็น โดยดึงปลั๊กตู้เย็นออกก่อนและเปิดประตูแง้มไว้ให้อากาศถ่ายเท
รวมถึงใช้ผงกาแฟเทใส่ถ้วยเป็นตัวช่วย ด้วยการตั้งทิ้งไว้ให้ดูดกลิ่นอับในตู้เย็นจนกว่ากลิ่นกาแฟจะหายไป

เก็บกวาดห้องให้หมดจด
สาเหตุที่ทำให้ห้องเกิดกลิ่นไม่พึงประสงค์ เช่น จานชามช้อนส้อมที่ยังไม่ได้ล้าง ถุงขนม อาหารหมดอายุ ซึ่งเราควรจัดการเก็บกวาดให้เรียบร้อย โดยเฉพาะผ้าเปียกที่ไม่ควรไว้ในห้อง
เพราะเป็นตัวการสำคัญของกลิ่นอับชื้น รวมถึงการดูแลรักษาพื้นพรมไม่ให้โดนน้ำหรือขนม เพราะเป็นแหล่งสะสมของสิ่งสกปรกและทำให้เกิดกลิ่นที่ยากต่อการกำจัด รวมถึงการทำความสะอาดที่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเครื่องใช้ในบ้าน หมอน ผ้าปูที่นอน ผ้าห่ม เตียงนอน ผ้าคลุมเตียงเป็นต้น เพื่อขจัดหนึ่งในต้นเหตุกลิ่นอับ และเพื่อสุขอนามัย และป้องกันไรฝุ่นได้

โดยควรนำชุดเครื่องนอนมาตากแดดฆ่าเชื้อโรคและหมั่นทำความสะอาดเป็นประจำทุก 2 สัปดาห์ ทำให้ห้องสดชื่นได้ เรายังสามารถใช้เดทตอลน้ำยาขจัดเชื้อโรคถูพื้นห้องให้สะอาด
เพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นและช่วยกำจัดเชื้อโรคในห้องได้เป็นอย่างดี หรือจะเลือกใช้สเปรย์ปรับอากาศเพิ่มความสดชื่นภายในห้องได้ตามความต้องการ

ใช้ธรรมชาติเข้าช่วย
ด้วยการให้สายลมแสงแดดที่อยู่ในธรรมชาติเป็นผู้ช่วยขจัดกลิ่นเหม็นอับ โดยใช้เวลาในวันหยุดพักผ่อนให้เป็นประโยชน์ แค่เปิดประตูหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทในห้อง เพื่อให้อากาศหมุนเวียนและให้แสงแดดช่วยขจัดกลิ่นอับ *ที ทรี ออย นั้นเป็นสารธรรมชาติที่มีฤทธิในการกำจัดแบคทีเรีย ได้ดีพอ ๆ กับยาฆ่าเชื้อราและยาฆ่าเชื้อ ดังนั้นคุณจึงสามารถที่จะใช้มันเพื่อฆ่าเชื้อโรคได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศง่ายๆ ได้กลิ่นหอมโดนใจ

สเปรย์ปรับอากาศเพื่อเพิ่มความหอมสดชื่นให้พื้นที่ก็เป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ เพื่อความเป็นอยู่ที่สบายจากการสูดดมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายสมองจากกลิ่นหอมภายในอากาศ แถมยังสามารถทำเองได้อีกต่างหาก โดยวันนี้เราก็รวบรวมวิธีทำมาให้แล้วกับสเปรย์ปรับอากาศในรถและสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอน
หากพูดถึงเรื่องของกลิ่นในห้องนอน กลิ่นที่เหมาะสมควรเป็นกลิ่นหอมเบาสบายช่วยผ่อนคลายความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพและช่วยให้นอนหลับสบายยามค่ำคืน วันนี้เราก็มีวิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนมาฝากแบบ DIY สามารถทำได้ด้วยตัวเองไม่จำเป็นต้องซื้อให้สิ้นเปลือง

สูตรสเปรย์มะนาว
สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนกลิ่นแรกมามาพร้อมกับสูตรมะนาว ที่ช่วยลดกลิ่นอับหรือกลิ่นไม่พึงประสงค์ภายในห้องนอนได้ วิธีทำ คือ นำผงเบกกิ้งโซดาปริมาณ 1/8 ถ้วย เทลงในน้ำอุ่น 2 ถ้วย จากนั้นเติมน้ำมะนาวตามลงไปครึ่งถ้วย แล้วเทส่วนผสมทั้งหมดลงในขวดแล้วเขย่า เท่านี้ก็จะได้ออกมาเป็น ผลิตภัณฑ์สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นมะนาว

ข้อดีของกลิ่นมะนาว ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายเพราะในมะนาวมีกลิ่นซีตรัสที่ช่วยให้รู้สึกสดชื่น หากสูดดมเข้าไปสมองจะผ่อนคลายจากความเครียด ทั้งยังช่วยแก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยกระตุ้นการหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนิน ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งการนอนหลับออกมา

สูตรสเปรย์ลาเวนเดอร์
สเปรย์ปรับอากาศกลิ่นยอดนิยมต้องขอยกให้กับกลิ่นลาเวนเดอร์ วิธีทำให้เตรียมน้ำกลั่นเอาไว้ 2 ถ้วยตวง วอดก้า 2 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นลาเวนเดอร์ครึ่งช้อนชา จากนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดเทรวมกันในกระบอกสเปรย์แล้วเขย่า ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นลาเวนเดอร์ในที่สุด

ข้อดีของกลิ่นลาเวนเดอร์คือช่วยลดอาการตึงเครียด หากได้รับกลิ่นหอมจากลาเวนเดอร์ตอนนอน เมื่อตื่นเช้าขึ้นมาสมองจะปลอดโปร่ง ให้สมองได้รู้สึกถึงการพักผ่อน ทั้งยังช่วยให้นอนหลับสบาย แก้ปัญหานอนไม่หลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยปรับสมดุลการไหลเวียนของโลหิต แก้ปัญหาไมเกรน อีกทั้งยังช่วยรักษาปัญหาที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจได้ด้วย

สูตรสเปรย์ส้ม
วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศกลิ่นส้ม คือเริ่มแรกให้เทน้ำกลั่น 3 ช้อนโต๊ะ ผสมกับวอดก้า 3 ช้อนโต๊ะและน้ำมันหอมระเหยกลิ่นกลิ่นส้มไม่เกิน 20-30 หยด แล้วเขย่าขวดเพื่อให้ส่วนผสมรวมกันในขวดสเปรย์ จากนั้นก็สามารถนำไปฉีดบนที่ต่างๆ ในห้องนอนได้เลย

ข้อดีของกลิ่นส้มคือมีสารโฟเลตอยู่ช่วยกระตุ้นให้สมองหลั่งฮอร์โมนเซโรโทนินออกมา ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายและกระปรี้กระเปร่า ช่วยกระตุ้นระบบประสาทและช่วยให้การเผาผลาญพลังงานเป็นปกติ เมื่อสูดดมแล้วจะรู้สึกสดชื่น แจ่มใส เบิกบาน อารมณ์ดี

สูตรสเปรย์จากน้ำหอมเหลือใช้
นอกจากการนำสมุนไพรหรือส่วนผสมต่างๆ จากพืชมาทำเป็นเป็นสเปรย์แล้ว ยังมีอีกหนึ่งอย่างที่สามารถนำมาประยุกต์ทำเป็นสเปรย์ปรับอากาศได้ นั่นก็คือน้ำหอมเหลือใช้ โดยการนำน้ำหอมเหลือใช้ในปริมาณไม่ต้องมาก มาใส่ลงในน้ำสเปรย์ที่ผสมตามอัตราส่วนเอทานอลบริสุทธิ์ 4 ส่วน ต่อน้ำบริสุทธิ์ 6 ส่วน ก็จะได้ออกมาเป็นสเปรย์ปรับอากาศในที่สุด

ข้อดีของสูตรนี้คือช่วยเพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ และช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากจะช่วยดับกลิ่นแล้วยังช่วยขจัดแบคทีเรียได้อีกด้วย

วิธีทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ
อีกหนึ่งที่ ๆ มักมีกลิ่นอับเกิดขึ้นก็ คือ ภายในห้องโดยสารรถยนต์ สามารถดับได้ด้วยน้ำหอมปรับอากาศชนิดต่างๆ กลิ่นที่แนะนำควรเป็นกลิ่นลาเวนเดอร์ เพราะเป็นกลิ่นหอมอ่อนๆ เหมาะสำหรับปรับอากาศภายในรถยนต์ รวมถึงสเปรย์ปรับอากาศที่ฉีดพ่นภายในรถยนต์ อาจเอาสูตรการทำจากข้างบนมาปรับใช้ได้ แต่ภายในรถยนต์พื้นที่จะแคบกว่า ทำให้มีกลิ่นฉุนกว่า ดังนั้นการทำสเปรย์ปรับอากาศในรถ จึงควรใช้สัดส่วนของสารหอมระเหยที่น้อยกว่า

สำหรับน้ำหอมปรับอากาศชนิดอื่นเพื่อใช้ในรถยนต์ ก็มีสูตรการทำมาฝาก นั่นก็คือเจลปรับอากาศจากกลิ่นธรรมชาติ สิ่งที่ต้องเตรียม ได้แก่ ตระไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีและเม็ดเจล แล้วนำตะไคร้หรือเปลือกมะกรูดหรือดอกจำปีไปต้มกับน้ำเปล่า จากนั้นนำน้ำที่ต้มมาแช่กับเม็ดเจลให้ดูดซึมน้ำเข้าไป แล้วนำเจลที่ดูดซึมน้ำทั้งหมดแล้วมาใส่ในบรรจุภัณฑ์ จากนั้นก็นำบรรจุภัณฑ์นั้นไปวางไว้ในรถ จะช่วยดูดกลิ่นอับกลิ่นเหม็นให้หายไปและส่งกลิ่นหอมตามชนิดของส่วนผสมที่ใช้

ที่นี้ก็จะได้สเปรย์ปรับอากาศในห้องนอนหรือในรถแบบ DIY ที่สามารถทำเองได้โดยไม่ต้องซื้อ สำหรับวิธีการทำ สเปรย์ปรับอากาศ ด้วยตัวเอง พร้อมกับสรรพคุณของส่วนผสมในแต่ละกลิ่นที่สามารถเลือกได้ตามใจชอบ เมื่อรู้แล้วว่าสเปรย์ปรับอากาศ กลิ่นไหนหอมโดนใจ ก็อย่าลืมนำไปทำตาม

ต้นไม้ริมรั้ว

มองมุมไหนก็สวยงามและปลอดภัยหายห่วง กับรั้วบ้าน

รั้ว ถือเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของบ้าน โดยเฉพาะบ้านเดี่ยว ซึ่งเป็นส่วนที่แสดงขอบเขตกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ทั้งยังเป็นเหมือนเกราะชั้นนอกที่ช่วยป้องกันอันตรายจากภายนอกให้กับสมาชิกในบ้านได้อีกด้วย การจะสร้างรั้ว นอกจากจะต้องดูเรื่องของมาตรฐานความมั่นคงแข็งแรง และปลอดภัยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงกฎหมายควบคุมอาคาร ซึ่งมีข้อกำหนดต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องรั้ว และเจ้าของบ้านควรศึกษาไว้

เมื่อกล่าวถึงกำแพงหรือผนัง ในภาษาไทยมีความแตกต่างกันทั้งในรูป เสียง และความหมาย แต่เมื่อแปลเป็นภาษาอังกฤษ กลับใช้คำเดียวกันคือ wall ทั้งนี้ ต้องพิจารณาตำแหน่งหน้าที่ประกอบเพิ่มเติมเพื่อจำกัดความว่าเป็นกำแพงหรือผนัง
ในทางนิรุกติศาสตร์ คำว่า Wall ในภาษาอังกฤษนั้น มาจากภาษาละติน Vallum หมายถึง “…ผนังดินหรือปราการดินขนาดยาวเป็นแถวเป็นแนวต่อเนื่องเพื่อปักเขต หรือเนินดินที่ใช้กั้นหรือล้อมรอบเพื่อกำหนดขอบเขต หรือป้อมปราการ…” ในขณะที่คำว่า Murus ในภาษาละติน หมายถึง กำแพงหิน เช่น กำแพงเมืองจีน
จึงเป็นเรื่องแปลกที่ในภาษาอังกฤษ Wall กลับถูกใช้ทั้งในความหมายของกำแพงและผนัง ซึ่งในภาษาอื่นๆ มีคำสำหรับเรียกที่แตกต่างกัน เช่น ในภาษาเยอรมัน Wand และ Mauer หรือในภาษาสเปน Pared และ Muro

ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย
ต้นไม้ริม รั้ว บ้าน นอกจากสวยงาม ยังปลูกไว้กันขโมยได้ด้วย

ตำแหน่งและหน้าที่ กำแพงหรือผนัง ?

กำแพงคือสิ่งก่อสร้างที่อยู่รอบนอกอาคาร ทำหน้าที่ล้อมรอบสิ่งปลูกสร้าง ไม่ว่าจะเป็น บ้าน ปราสาท อาคาร ตึก และอื่นๆ เพื่อป้องกัน เช่น ความปลอดภัยจากการโจรกรรม ภัยจากธรรมชาติ ภัยจากสงคราม เพื่อกำหนดพื้นที่ เช่น กำแพงหมู่บ้านจัดสรร
ผนังก็เป็นโครงสร้างหนึ่งที่ใช้ในการกำหนดแบ่งพื้นที่ ทั้งเพื่อแบ่งหน้าที่การใช้งานและกั้นพื้นที่ให้เป็นสัดส่วน เช่น เพื่อความเป็นส่วนตัว หรือเพื่อความปลอดภัย ความแตกต่างระหว่างกำแพงกับผนังอย่างง่ายๆ ก็คือ กำแพงเป็นสิ่งปลูกสร้างที่อยู่ภายนอกอาคาร และผนังคือส่วนที่แบ่งกั้นพื้นที่ด้านในอาคารนั่นเอง
กำแพงสามารถแบ่งได้หลายประเภท อาทิ กำแพงป้อมปราการ กำแพงป้องกันอัคคีภัย กำแพงกั้นน้ำ กำแพงปักปันเขตแดน

เรื่องรั้วกับกฎหมาย

สิ่งสำคัญที่เจ้าของบ้าน ต้องรู้ไว้คือ การก่อสร้างรั้วไม่สามารถสร้างได้ตามที่ต้องการ เพราะต้องศึกษาข้อกำหนดต่างๆ เพื่อให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักกฎหมาย โดยมีข้อกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร ดังนี้อาคาร หมายถึง บ้าน อาคารพาณิชย์ โรงแรม ตลาด ห้างสรรพสินค้า อุโมงค์ ท่าจอดเรือ ศาสนสถาน คลังสินค้า โรงงาน ภัตตาคาร สำนักงาน รวมถึงสิ่งปลูกสร้างอื่นๆ ที่บุคคลสามารถเข้าอยู่หรือเข้าใช้สอยได้

● อาคารยังมีความหมายรวมถึง รั้ว กำแพง หรือประตู ที่สร้างขึ้นติดต่อหรือใกล้เคียงกับที่สาธารณะ หรือให้บุคคลทั่วไปใช้สอย

● รั้ว กำแพง หรือประตูที่มีความสูง 10 เมตรขึ้นไป ที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกัน ก็ถือเป็นอาคารด้วยเช่นกัน

● สิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ถือเป็นอาคารตามรายละเอียดดังกล่าว เมื่อจะทำการก่อสร้างจะต้องมีการขออนุญาตก่อสร้างก่อน จึงจะสามารถดำเนินการได้

แต่หากเป็นรั้วที่ก่อสร้างเพื่อกั้นแบ่งเขตระหว่างที่ดินเอกชนกับเอกชนด้วยกันเอง และมีความสูงไม่เกิน 10 เมตร ถือว่าไม่เข้าข่ายเป็นอาคาร และไม่อยู่ในข้อบังคับของกฎหมายควบคุมอาคาร การก่อสร้างจึงไม่ต้องขออนุญาติก่อสร้าง และหากมีกรณีพิพาทกันก็ให้เป็นไปตามข้อตกลงของทั้ง 2 ฝ่าย

 

หลักการสร้างรั้ว

การสร้างรั้วบ้าน นอกจากการขออนุญาตก่อสร้างตามกฎหมายควบคุมอาคารแล้วยังมีหลักการสร้างรั้วที่ถูกต้องเพื่อให้ให้เกิดปัญหาต่างๆ ตามมาเช่น การสร้างรั้วล้ำเขตที่ดิน และสร้างรั้วสูงเกินไปจากที่กฎหมายกำหนด ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

● รั้วที่อยู่มุมถนนสาธารณะซึ่งมีความกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา เมื่อก่อสร้างต้องมีการปาดมุมรั้วโดยให้ส่วนที่ปาดมุมมีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะ เป็นมุมเท่าๆ กัน

● รั้วที่สร้างขึ้นโดยมีพื้นที่ติดต่อหรือห่างจากถนนสาธารณะน้อยกว่าความสูงของรั้ว ให้ก่อสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่หากความสูงไม่เป็นไปตามที่ผ่อนผันไว้ การสร้างรั้วจะต้องมีระยะถอยร่น จากถนนสาธารณะ โดยในเขตกรุงเทพมหานคร มีข้อกำหนดคือหากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ความสูงรั้วในด้านที่ยอมให้สร้างชิดเขตถนนสาธารณะจะถูกจำกัดให้มีความสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น

● การสร้างรั้วจะต้องไม่สร้างเกินเขตที่ดินของตนเอง ซึ่งเขตที่ดินในที่นี้มีความหมายรวมถึงพื้นที่ทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นการสร้างรั้วจึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และติดตั้งตัวเสารั้วไม่ให้เอียงล้ำแนวที่ดินที่มีอยู่

● การสร้างรั้วกั้นแนวเขตที่ดินระหว่างเอกชนกับเอกชนด้วยกัน หากตกลงกันได้ก็สามารถสร้างรั้วกั้นโดยให้เส้นเขตที่ดินอยู่กึ่งกลางรั้วได้

เรื่องรั้วควรรู้

● กรณีที่รั้วบ้านที่ไม่ได้ใช้ร่วมกับผู้อื่นมีการล้ม และเป็นการล้มเอง ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายกับทรัพย์สินหรือร่างกายผู้อื่น เจ้าของที่ดินจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย แต่หากรั้วถูกทำให้ล้มโดยบุคคลอื่น ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

● กรณีที่รั้วบ้านซึ่งถูกใช้งานร่วมกัน และมีเจ้าของร่วม หากมีการพังหรือล้มเองจะถือเป็นความรับผิดชอบร่วมกันทั้ง 2 ฝ่าย แต่ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเป็นคนทำพัง ฝ่ายนั้นต้องรับผิดชอบค่าเสียหาย

1. รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน ต้องไม่ล้ำเขตที่ดิน เขตที่ดินในที่นี้คือทั้งใต้ดินและบนอากาศ ดังนั้นทั้งโครงสร้างฐานราก และส่วนต่างๆของรั้วต้องไม่เกินเขตที่ดิน จึงนิยมทำฐานรากรั้วด้วยฐานรากตีนเป็ด และการตั้งเสารั้วไม่เอียงล้ำแนวที่ดิน หากพบเห็นรีบแจ้งและเจรจากับเจ้าของที่ดิน แต่ถ้าตกลงกันไม่ได้ให้แจ้งเจ้าหน้าที่สำนักงานที่ดินในพื้นที่นั้นๆ  สำหรับกรณีการทำรั้วร่วมกันกับเพื่อนบ้าน จะใช้ฐานรากปกติโดยวางโครงสร้างรั้วไว้กึ่งกลางเส้นแบ่งที่ดิน โดยรับผิดชอบค่าก่อสร้างและการดูแลรักษาร่วมกัน

2. กฎหมายเรื่อง รั้วที่ดิน รั้วบ้าน

รั้วที่ดิน รั้วบ้าน หรือกำแพงที่สร้างติดกับถนนหรือทางสาธารณะ

รั้วนั้นจะสร้างได้สูงไม่เกิน 3 เมตร โดยวัดจากระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ แต่ถ้าสูงเกินกว่า 3 เมตร ต้องเว้นระยะห่างจากเขตที่ดินไม่น้อยกว่าความสูงของรั้ว

รั้วหรือกำแพงหัวมุมถนน

รั้วหรือกำแพงที่อยู่มุมถนนสาธารณะ ซึ่งถนนกว้างตั้งแต่ 3 เมตรขึ้นไป และมีมุมหักน้อยกว่า 135 องศา ต้องปาดมุมให้มีระยะไม่น้อยกว่า 4 เมตร และทำมุมกับแนวถนนสาธารณะเป็นมุมเท่าๆ กัน ดังนั้นหากใครจะซื้อที่ดินหัวมุมถนนลักษณะดังกล่าว จะต้องเสียที่ดินส่วนมุมนั้นไป

3. สร้างรั้วต้องขออนุญาต

รั้วถือเป็นสิ่งปลูกสร้าง กรณีสร้างรั้วติดกับถนนหรือที่ดินสาธารณะ ต้องทำการขออนุญาต แต่กรณีสร้างรั้วติดกับที่ดินเอกชนอย่างรั้วข้างบ้าน ไม่จำเป็นต้องขออนุญาต

อ้างอิง : กฎกระทรวง ฉบับที่ 55  ออกตามความในพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ.2522 (พ.ศ.2543)

ส่วนในการถมดิน ซึ่งมีความสูงต่างจากระดับที่ข้างเคัยงมาก ก็มีกฎหมายลูกเป็นกฎกระทรวง พ.ศ. 2543 สำหรับที่ดินที่ใหญ่กว่า 2,000 ตารางเมตรขึ้นไป มีการถมที่ดินสูงต่างจากที่ข้างเคียงเกิน 5 เมตร ต้องมีการยื่นแบบ รายการคำนวณ วุฒิวิศวกรเซ็นต์แบบ โดยมีแนวทาง 2 แนวทางคือ

เว้นระยะร่นเข้ามาที่ดินตั้งแต่ส่วนฐานของเนินดิน ไม่น้อยกว่าระยะความสูงของเนินดินที่จะถม หรือ
มีการป้องกันการพังทลายของดินหรือสิ่งปลูกสร้าง โดยผู้ได้รับการรับรองผู้ประกอบอาชีพวิศวกรรมควบคุมสาขาโยธา หรือก็คือสามารถทำกำแพงกันดินที่มีความแข็งแรง และระบบระบายน้ำไม่ให้เป็นที่เดือดร้อนของที่ดินข้างเคัยงได้
แต่ทั้งนี้ก็เป็นข้อกฎหมาย หากเกินความเดือดร้อนก็สามารถเจรจาผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ในเชิงการอยู่ร่วมกันจริงในพื้นที่

หากรั้วบ้านล้ม ใครจะรับผิดชอบ

  • กรณีเป็นรั้วของตัวเอง ถ้าล้มเองแล้วทำให้ผู้อื่นบาดเจ็บหรือทรัพย์สินเสียหาย เจ้าของที่ดินจะเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ถ้าถูกทำให้ล้ม เช่น การถมดินจากอีกฝั่ง ผู้เป็นต้นเหตุจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบการซ่อมแซม
  • กรณีเป็นรั้วร่วมซึ่งสร้างกึ่งกลางเขตที่ดินและเป็นเจ้าของร่วมกัน  ถ้าพังลงมาเองก็จะเป็นความรับผิดชอบร่วมกัน แต่ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทำให้พัง ฝ่ายนั้นก็เป็นผู้รับผิดชอบ

เรื่องรั้วบ้านกับเพื่อนบ้านข้างเคียงน่าจะเป็นปัญหาที่หลายๆคนอาจจะเคยปวดหัวกันมาบ้าง ยิ่งถ้ามีเรื่องกันถึงขั้นต้องฟ้องอะไรกันนี่อาจจะเสียเวลากันไปอีกเป็นปีเลยทีเดียว อย่ากระนั้นเลย Baania ขอพาคุณมารู้เรื่องเกี่ยวกฎหมายรั้วบ้านให้มากขึ้น ให้คุณกับเพื่อนบ้านของคุณเป็นเพื่อนบ้านที่ดีต่อกันไปนานๆนะครับ

รั้วบ้านใครเป็นเจ้าของกันแน่ ?

ถ้าเป็น รั้วบ้าน ของบ้านจัดสรรจะมีระบุไว้ว่ารั้วบ้านถือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันระหว่างบ้านข้างเคียงหรือรั้วข้างบ้าน รั้วจะถูกวางไว้กึ่งกลางระหว่างเส้นแบ่งที่ดิน ส่วนถ้าเป็นรั้วบ้านที่ไม่ใช่บ้านจัดสรรแล้วเราจะเข้าไปอยู่ใหม่อาจจะต้องเช็คจากหมุดที่ดินว่ารั้วนั้นอยู่กึ่งกลางที่ดินหรือไม่ ถ้ารั้วอยู่กึ่งกลางที่ดินก็จะถือว่าเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ออกแบบบ้าน ถ้ารั้วนั้นอยู่ในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียงทั้งหมด เราต้องสร้างรั้วขึ้นมาใหม่ในที่ดินของเราเท่านั้น จะไปใช้รั้วบ้านร่วมกับบ้านข้างเคียงไม่ได้ เพราะจะถือว่าเราไปใช้พื้นที่ล้ำเข้าไปในเขตที่ดินของบ้านข้างเคียง

และจากการที่รั้วบ้านเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกัน ทั้งสองบ้านต้องช่วยกันสร้าง ดูแล และออกค่าใช้จ่ายหากมีการซ่อมแซมรั้วคนละครึ่ง ทั้งนี้หากเราเข้าไปอยู่อาศัยใหม่และรั้วเดิมที่อยู่กึ่งกลางที่ดินถูกสร้างโดยบ้านข้างเคียงแล้ว เราอาจจะแสดงน้ำใจด้วยการขอซ่อมแซมรั้วเดิมโดยออกค่าใช้จ่ายให้ในครั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ช่วยออกค่าสร้างรั้วให้ตั้งแต่แรกนั้นเอง

จะต่อเติมรั้วบ้านต้องต่อเติมอย่างไร?

ถ้าเป็นรั้วบ้านที่มีกรรมสิทธิ์ร่วมกัน เราจะมีสิทธิ์ต่อเติมรั้วได้ไม่เกินกึ่งกลางของรั้วเดิมตามแนวเขตที่ดิน ยกเว้นแต่จะมีการยินยอมจากบ้านข้างเคียงเป็นลายลักษณ์อักษรให้สามารถตั้งส่วนต่อเติมไว้กึ่งกลางของรั้วเดิมได้ โดยปกติก็ควรจะวางส่วนต่อเติมไว้บนทับหลังคานของรั้วเดิมหรือยึดกับผนังของรั้วฝั่งที่ดินของเรา ไม่ล้ำเกินกึ่งกลางของรั้ว หรือจะตั้งเสาใหม่หรือรั้วใหม่อีกชั้นอยู่ภายในเขตของที่ดินเราใหม่เลยก็ได้

อย่างไรก็ตามการทำรั้วบ้านที่ติดกับที่ดินข้างเคียง ควรมีการเอาแบบก่อสร้างไปพูดคุยกับบ้านข้างเคียงก่อน เพื่อลดปัญหาการทะเลาะเบาะแว้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพราะรั้วของเราอาจจะสร้างปัญหารั้วบ้านให้บ้านข้างเคียงและทำให้เราอาจโดนฟ้องได้หรือโดนสั่งให้รื้อส่วนต่อเติมทิ้ง เช่น การที่ไปก่อสร้างรั้วทึบสูงๆ อาจทำให้เกิดการบดบังทัศนวิสัย บดบังทิศทางลม บดบังแดดที่อาจทำให้หญ้าหรือต้นไม้บ้านเขาตายได้

เพื่อนบ้านจะต่อเติมรั้วต้องดูอะไรบ้าง?

ถ้าบ้านข้างเคียงมีการต่อเติมรั้วบ้าน ควรรีบคุยกับบ้านข้างเคียงก่อนและขอดูแบบรั้วบ้านคร่าวๆเพื่อดูรูปร่างหน้าตาของการต่อเติมและต้องตรวจสอบแบบรั้วว่าไม่มีส่วนที่ล้ำมายังเขตที่ดินของเรา ทั้งนี้ไม่ควรรอให้รั้วเสร็จแล้วค่อยบอก เพราะมักจะเกิดการทะเลาะกันจากการขอให้รื้อรั้วออก นอกจากนี้ควรเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียที่เกิดขึ้นหากมีการต่อเติมรั้ว เช่น เราอาจจะได้ความเป็นส่วนตัวที่เพิ่มมากขึ้นโดยที่เราไม่ต้องต่อเติมรั้วเอง หรือ ถ้าการต่อเติมรั้วมีการวางโครงสร้างไว้บนรั้วเดิมโดยใช้วัสดุที่มีน้ำหนักมากแล้วอาจจะทำให้รั้วเดิมทรุดได้ต้องรีบแจ้งให้บ้านข้างเคียงปรับแบบก่อน

อีกกรณีหนึ่งที่มักพบเจอกันคือการที่บ้านข้างเคียงต่อเติมอาคารเดิมมาชนกับรั้วบ้านเรา เช่น การต่อเติมครัวหลังบ้าน ตรงนี้ต้องดูที่กฎมายระยะร่นอาคาร โดยดูว่าส่วนต่อเติมนั้นหากมีหน้าต่างหรือช่องแสงต้องร่นระยะห่างอย่างน้อย 2 เมตรจากแนวเขตที่ดิน ถ้าไม่มีช่องแสงเป็นเพียงผนังทึบสามารถร่นระยะห่างเหลือ 50 เซนติเมตร อย่างไรก็ตามหากหากไม่มีช่องแสงเลยจะสามารถสร้างชิดเขตหรือรั้วได้แต่ต้องให้บ้านข้างเคียงเซ็นอนุญาตก่อน ทั้งนี้บล็อกแก้วก็จัดเป็นช่องแสงด้วยต้องร่นระยะห่าง 2 เมตร ซึ่งหากไม่เป็นไปตามกฎหมายก็สามารถร้องขอให้เทศบาลมาตรวจสอบและสั่งให้รื้อได้ ทั้งนี้หากจะอนุญาตให้เพื่อนบ้านต่อเติมมาชนรั้วบ้านเรา เราต้องดูว่าเมื่อต่อเติมเสร็จแล้วจะเกิดข้อเสียอะไรบ้าง เช่น น้ำฝนจากหลังคาจะหล่นมาที่บ้านเราหรือไม่หรือส่วนต่อเติมจะทำให้รั้วเดิมเกิดการชำรุดเสียหายหรือไม่ เป็นต้น

กฎหมายรั้วบ้านที่ควรรู้

กฎหมายรั้วบ้านมีอะไรบ้าง แล้วท่านควรจะทราบไว้ดังนี้

  • รั้วที่กั้นระหว่างที่ดินเอกชนกับที่สาธารณะ ต้องไม่มีส่วนใดล้ำออกไปในที่สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน เหนือดิน หรือใต้ดิน ดังนั้นอาจเลือกทำฐานรากเป็นแบบตีนเป็ดเพื่อไม่ให้ฐานรากไม่ล้ำไปยังที่สาธารณะ
  • รั้วที่สร้างชิดแนวที่ดินสาธารณะให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 3 เมตร เหนือระดับทางเท้าหรือถนนสาธารณะ สำหรับเขตกรุงเทพฯ หากถนนสาธารณะกว้างน้อยกว่า 6 เมตร ให้ก่อสร้างสูงได้ไม่เกิน 2 เมตรเท่านั้น
  • รั้วกั้นระหว่างที่ดินเอกชนที่ติดกันและรั้วนั้นมีความสูงไม่ถึง 10 เมตร ไม่จำเป็นต้องขออนุญาตก่อสร้าง เพราะไม่ถือเป็น “อาคาร” แต่หากรั้วนั้นมีความสูงถึง 10 เมตร ก็จะต้องยื่นขออนุญาตก่อสร้างเพราะเข้าข่ายเป็น “อาคาร”

ก็หวังว่าคงจะเป็นประโยชน์กับทุกคนที่อาจกำลังมีปัญหารั้วบ้านและยังไม่เข้าใจ เรื่องกฎหมายรั้วบ้าน กันอยู่นะครับ ยังไงก็แนะนำให้พูดคุยกันดีๆ ด้วยเหตุและผล เพราะเราต้องอยู่กับเพื่อนบ้านกันไปอีกหลายๆ ปี ถ้าทะเลาะกันแล้วต้องมีปัญหาคงจะทำให้เราอยู่บ้านหลังนั้นได้อย่างไม่สบายใจเท่าไหร่

วิธีการตกแต่งบ้านให้เป็นสไตล์มินิมอล

ทิปส์เหล่านี้ก็มีประโยชน์ใน การตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอล เช่นกัน

ตกแต่งไปทีละห้อง

ถ้าคุณเพิ่งย้ายเข้าที่ใหม่ การจะตกแต่งบ้านหรือห้องคอนโดทั้งหมดพร้อมๆ กันอาจจะยากเกินไป เพราะฉะนั้น ลองเริ่มจากการตกแต่งห้องเพียงหนึ่งห้องก่อน อย่างเช่น ห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่น ฃที่คุณชอบใช้เวลาอยู่ในนั้นบ่อยๆ ลองค่อยๆ ตกแต่งไปทีละเล็กละน้อยจนคุณพอใจ เสร็จแล้วใช้ห้องที่คุณเพิ่งตกแต่งเสร็จนี่แหละ  เป็นแรงบันดาลใจในการตกแต่งห้องต่อๆ ไป

เริ่มจากการเลือกเฟอร์นิเจอร์

แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดในการทำให้ห้องสักห้องดูสวยงาม ออกแบบบริเวณบ้าน น่าอยู่ ก็คือเฟอร์นิเจอร์ สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล คุณควรเริ่มจากการลดทอน (simplify) ห้องสักห้อง ฃด้วยการใช้เฟอร์นิเจอร์ให้น้อย (น้อยในที่นี้ ไม่ได้หมายความว่าแทบจะไม่มีเฟอร์นิเจอร์เหลือให้ใช้เลยนะ) ลองเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่ไม่จำเป็นจริงๆ ทิ้งไป โดยที่ไม่ส่งผลกระทบต่อความสะดวกสบายในการใช้ชีวิตประจำวัน สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่คุณควรเลือก ก็คือพวกเฟอร์นิเจอร์ที่ดูเรียบง่าย แต่มีดีไซน์ที่สวยงาม ในโทนสีเข้ม หรืออ่อนก็ได้แล้วแต่ความชอบ

เลือกเฉพาะเฟอร์นิเจอร์ และสิ่งของที่มีประโยชน์จริงๆ

เวลาคุณกำลังเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ให้ถามตัวเองว่าของสิ่งนี้มีความจำเป็นที่จะต้องมีหรือเปล่า เช่นเดียวกับเวลาจัดบ้านใหม่ ถ้ามีเฟอร์นิเจอร์ชิ้นไหนที่คุณรู้สึกว่าก็อยู่ได้โดยที่ไม่มีมัน นั่นก็หมายความว่าคุณควรกำจัดมันออกไปซะ เพราะอย่าลืมว่าหัวใจสำคัญในการตกแต่งบ้านสไตล์มินิมอลก็คือ การมีเฟอร์นิเจอร์ และของใช้สอยต่างๆ ที่มีประโยชน์และมีความจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ

พื้นที่บนชั้นวางของ และบนพื้นไม่รก ทุกอย่างดูสบายตา

บ้านสไตล์มินิมอลจะต้องไม่เกะกะไปด้วยของใช้ ไอเท็ม หรือเฟอร์นิเจอร์แต่ละชิ้นคือถูกคัดมาแล้วว่าจำเป็นต่อการใช้ชีวิตจริงๆ ถ้าคุณมีของเก่าเก็บที่มีไว้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไร จงนำของเหล่านั้นไปบริจาค หรือทิ้งซะ เพราะถ้ามันมีความสำคัญสำหรับคุณจริงๆ คุณคงไม่เก็บมันไว้ไม่เอาออกมาใช้สักทีอย่างนี้หรอกเช่นเดียวกับผนังห้อง ผนังห้องของบ้านสไตล์มินิมอลไม่ควรที่จะอัดแน่นไปด้วยกรอบรูป แต่ถ้าไม่อยากให้ห้องของคุณดูโล่งหรือดูจืดชืดจนเกินไป แนะนำว่าให้หาผลงานศิลปะเจ๋งๆ สัก 1-2 รูปมาติดพอ ส่วนตัวกรอบรูปก็ควรเป็นสีดำ หรือไม่ก็สีน้ำตาลแก่ เน้นพวกสีเรียบเป็นหลัก

หน้าต่างดีไซน์เรียบ

สำหรับหน้าต่าง ลองเลือกแบบเปลือยคู่กับผ้าม่านสีทึบ หรือจะติดม่านแบบไม้เพื่อสร้างบรรยากาศที่ดูเป็นธรรมชาติก็ได้ แต่อะไรที่ดูหรูหรา ฟู่ฟ่า เกินความพอดี อย่างผ้าม่านลายดอก หรือลายแพทเทิร์นยุ่งเหยิงๆ นี่ แน่นอนว่าไม่ควรใช้

ควรเลือกใช้สีอ่อน หรือสีโมโนโทน

โทนสีที่ใช้สำหรับบ้านสไตล์มินิมอล ควรเป็นสีออกโมโนโทนหรือสีอ่อนๆ อย่างเช่นสีขาวที่เป็นสีสุดคลาสสิคสำหรับอะไรก็แล้วแต่ที่เป็นมินิมอล หรือพวกสีเอิร์ธโทน อย่างเช่นสีน้ำตาล สีแทน สีฟ้า และสีเขียว ก็ใช้ได้เหมือนกัน เพราะสีเหล่าจะทำให้บ้านของคุณมีบรรยากาศที่ดูเรียบง่าย สงบ และผ่อนคลาย แต่ทั้งนี้คุณก็สามารถตกแต่งเพิ่มมิติ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ที่มีสีโดดเด่นได้บ้างเหมือนกัน

เลือกสไตล์บ้านที่ใช่ กับ 4 สไตล์บ้านที่ออกแบบมาอย่างลงตัว

“บ้าน” ไม่ใช่เพียงแค่เป็นที่อยู่อาศัย แต่ยังเป็นสถานที่พักผ่อน และเปรียบเสมือน Save Zone สำหรับใครหลาย ๆ คน เมื่อถึงเวลาสร้างบ้าน จึงต้องพิถีพิถันในการเลือกสิ่งที่ชอบ หนึ่งในนั้นก็คือการเลือกรูปแบบสไตล์บ้านที่ใช่ วันนี้พี่อิฐจึงอยากจะแนะนำ 9 สไตล์บ้านสวย ๆ ที่ผ่านการออกแบบมาอย่างลงตัว ให้คุณได้เก็บไว้เป็นตัวอย่างเผื่อการสร้างบ้านในอนาคต

บ้านสไตล์คลาสสิก
บ้านสไตล์โมเดิร์น
บ้านสไตล์ร่วมสมัย
บ้านสไตล์โคโรเนียล

บ้านสไตล์คลาสสิก (Classic Stlye)

บ้านแบบสไตล์ดั้งเดิม เน้นการตกแต่งที่หรูหรา รับออกแบบบ้าน  อลังการ และความประณีต งดงามของรูปทรง ด้วยการจำลองประติมากรรมแบบกรีกโรมัน ของสไตล์ยุโรปตะวันตก ส่วนมากมักเป็นบ้านหลังใหญ่ คล้ายปราสาทราชวัง กว้างขวาง ดูมีฐานะ จุดเด่นคือการตกแต่งด้วยเสากลมแบบโรมัน รวมถึงรูปปูนปั้น โคมไฟระย้า และเครื่องทองเหลือง วัสดุที่ใช้ก่อโครงสร้างมักเป็นคอนกรีต เสาปูน และอิฐแดง

รูปแบบหลังคาของบ้านสไตล์คลาสสิกนั้นไม่มีรูปแบบตายตัว แต่นิยมใช้หลังคาทรงปั้นหยา ทรงมะนิลา หรือทรงโดมที่ดูหรูหรา โอ่อ่า ซึ่งแน่นอนว่าข้อเสียของบ้านสไตล์คลาสสิกนั้น ก็คือการใช้งบประมาณในการก่อสร้างค่อนข้างมากนั่นเอง

บ้านสไตล์โมเดิร์น (Modern Style)

ถ้าอยากให้บ้านดูทันสมัย แต่ชอบความเรียบง่ายต้องสไตล์นี้เลย เพราะสไตล์โมเดิร์นเน้นการใช้รูปทรงที่มีเหลี่ยมมุม และสีโทนสว่างอย่างสีขาว สีเทาอ่อน สีเงินของกระจก และอาจแทรกสีดำจากโลหะ หรือสีส้มอมน้ำตาลจากผนังอิฐแดงเข้าไปโดยไมมีการปิดผิววัสดุ หรือทาสีปกปิดให้น้อยที่สุด ทำให้บ้านดูโล่ง โปร่ง สะอาดตา การตกแต่งส่วนมากจะเลือกใช้เฟอ์นิเจอร์ที่มีดีไซน์เรียบ ๆ แต่เก๋ ไม่เหมือนใคร และเน้นเรื่องประโยชน์ใช้สอยที่เหมาะสมกับพื้นที่

หลังคาของบ้านสไตล์โมเดิร์นนั้น จะมีความแตกต่างจากหลังคาของบ้านสไตล์อื่น ๆ เพราะเป็นหลังคาแบบเรียบ ก็คือไม่มีการปูกระเบื้องหลังคานั่นแหละครับ เพราะใช้เพดานของตัวบ้านแทนการมุงหลังคาเลย หรือบางครั้งก็ใช้เป็นหลังคาทรงเพิงหมาแหงน หลังคาเรียบ ๆ ที่ลาดต่ำไปด้านใด ด้านหนึ่ง บ้านสไตล์โมเดิร์นจึงค่อนข้างร้อน และฝนสาดได้ง่าย เพราะไม่มีหลังคามาช่วยบัง

บ้านสไตล์ร่วมสมัย (Contemporary Style)

แน่นอนว่าคำว่าสไตล์ร่วมสมัยนั้น หมายถึงว่าสไตล์นี้เป็นการผสมผสานกันระหว่างสไตล์ในสมัยอดีต กับสไตล์แบบสมัยใหม่ หรือเรียกง่าย ๆ ก็คือการผสมกันของ 2 สไตล์ อย่างสไตล์คลาสสิก และสไตล์โมเดิร์น ซึ่งเป็นสไตล์กลาง ๆ สอดแทรกความประณีตในการตกแต่ง แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเรียบง่าย ไม่หรูหราจนเกินไป และไม่เรียบจนเกินไป มักใช้โทนสีขาว ครีม น้ำตาล เทา และใช้การตกแต่งที่มีส่วนเว้า ส่วนโค้งมากกว่าเหลี่ยมมุม

รูปแบบของหลังคา ส่วนใหญ่เลือกใช้หลังคาทรงปั้นหยา และหลังคาทรงเรียบ เช่น บ้าน 2 ชั้น จะมีหลังคาชั้นบนเป็นทรงปั้นหยา ส่วนชั้นล่างที่ยื่นออกมาจะเป็นหลังคาทรงเรียบแบบสไตล์โมเดิร์น

บ้านสไตล์โคโรเนียล (Colonial Style)

Colonial มาจากคำว่า Colony Architecture เป็นสถาปัตยกรรมที่มาจากการเข้าไปยึดครองของตะวันตก เกิดเป็นการสร้างบ้านแบบตะวันตกผสมกับท้องถิ่นที่เป็นอาณานิคม คนไทยในสมัยอดีตมักเรียกกันว่า “ตึกฝรั่ง” นิยมก่อสร้าง และตกแต่งด้วยไม้ หรือวัสดุทดแทนไม้ฉลุลายสวยงาม ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากการตกแต่งสไตล์คลาสสิก แต่มีการลดทอนความหรูหราลง ลักษณะเด่นของสไตล์นี้คือมีระเบียงกว้าง และตีผนังไม้ซ้อนทับผนังคอนกรีต แทรกด้วยเสาปูนสลักแบบโรมัน และเน้นการใช้สีโทนสว่าง เช่น สีขาว สีครีม สีฟ้าอ่อน สีชมพูอ่อน ที่ดูอ่อนโยน

รูปแบบหลังคาในบ้านสไตล์โคโรเนียล มักเป็นหลังคาทรงหน้าจั่ว ทรงปั้นหยา ทรงมะนิลา หรือทรงอิสระที่เข้ากับรูปแบบบ้าน และสามารถกันแดด กันฝนได้ดี

บ้านนอร์ดิกหรือลอฟท์ ถ้าชอบทั้งคู่ก็ไม่จำเป็นต้องเลือก

บ้านนอร์ดิก ผสมลอฟท์

“อยากอยู่บ้านตลอด” เป็นความรู้สึกของเจ้าของบ้านหลังจากสร้างเสร็จ ซึ่งเป็นไปตามตั้งใจไว้ตั้งแต่ขั้นตอนการออกแบบว่าอยากทำบ้านหลังนี้ให้ออกมาดีที่สุด เป็นเหมือนบ้านในฝันมากที่สุด บ้านที่อยู่ได้ทุกๆ วันแบบไม่มีวันเบื่อ สำหรับสไตล์ของบ้านหลังนี้เป็นการผสมผสานจุดเด่นของบ้าน 2 สไตล์เข้าไว้ด้วยกัน  บ้านนอร์ดิก คือ สไตล์นอร์ดิกและสไตล์อินดัสเทรียลลอฟท์ที่นำมาคลุกเคล้ารวมกันได้อย่างลงตัว ทำให้บ้านมีทั้งความเฉียบคม อบอุ่น และความดิบเท่อยู่ด้วยกัน เกิดสไตล์ใหม่ ๆ ที่น่าสนใจ

บ้านหลังนี้สร้างอยู่ในประเทศไทยของเรานี่เอง เจ้าของคือคุณ พื้นที่ใช้สอยรวมทั้งหมดประมาณ 145 ตร.ม ส่วนค่าก่อสร้างรวมเฟอร์นิเจอร์น่าจะประมาณ 2.5 ล้านบาท สำหรับดีไซน์ด้านหน้าโดดเด่นด้วยเส้นสายสไตล์นอร์ดิกเห็นชัด ๆ จากรูปทรงของบ้านที่เป็นสามเหลี่ยมทรงสูง หลังคาซิงเกิ้ล (Shingle Roof) แผ่นเรียบไม่มีชายคา แต่วัสดุที่นำเสนออารมณ์ของตัวบ้านตกแต่งในสไตล์ลอฟท์ อย่างผนังปูนเปลือยขัดมันสลับอิฐโชว์แนว เน้นสีโทนดำ น้ำตาล เทา ตกแต่งบริเวณจั่วด้วยงานไม้เพิ่มมิติทางสายตาสวย ๆ และยังช่วยลดทอนความดิบแข็งของคอนกรีตลงอย่างสมดุล

โครงสร้างหลักของบ้านประกอบด้วยเหล็ก คอนกรีตขัดมัน อิฐ และไม้ ส่วนพื้นที่ใช้ชีวิตหลัก ๆ บริเวณห้องนั่งเล่นออกแบบเป็นโถงสูง Double Space ให้ความรู้สึกโปร่งโล่ง ซึ่งเป็นหนึ่งจุดเด่นของสไตล์ลอฟท์ ห้อมล้อมด้วยผนังอิฐแดงสูงสองเท่าโชว์พื้นผิวแบบสัจจะวัสดุ แทรกด้วยประตูหน้าต่างกระจกเติมความโปร่งเบาให้บ้าน และทำหน้าที่ดึงแสงธรรมชาติเข้าสู่บ้าน บนผนังจะสังเกตเห็นท่อเหล็กที่ร้อยสายไฟเอาไว้ข้างในเน้นย้ำความเท่แบบโรงงานอุตสาหกรรม สำหรับการตกแต่งห้องนี้ใส่ความคลาสสิคกับพัดลมวินเทจ ผสมตู้ไม้ยาวสไตล์โมเดิร์น เสริมความเก๋าปนหรูกับชุดโซฟาหนังแท้ที่ยิ่งใช้ยิ่งสวย

ด้วยความสูงจากพื้นถึงหลังคา ทำให้สามารถแบ่งพื้นที่เป็นชั้นสองมีแผ่นคอนกรีตและโครงสร้างเหล็กรองรับ เมื่อเงยหน้ามองหลังคาโชว์โครงสร้างเหล็กเป็นแนวเรียงกันไปและวัสดุไม้อัด OSB ซื่งจะใช้คู่กับหลังคา Shingle Roof

มุมครัวดูเข้มขรึมกับโทนสีและวัสดุที่ใช้สีดำและน้ำตาลเป็นหลัก เติมมิติทางสายตาด้วยไฟสีวอร์ม ให้บรรยากาศเหมือนคาเฟ่หรือผับในช่วงกลางคืน

โทนสีเทาของปูนขัดมัน ให้บรรยากาศสงบแต่ดิบกระด้าง หากมากเกินไปอาจจะทำให้รู้สึกถึงความแข็งกระด้างที่ชวนให้อึดอัดได้ ในห้องนอนที่ต้องการความรู้สึกนุ่มนวลและผ่อนคลายมากขึ้น จึงเลือกใช้สีขาวทาผนังโชว์แนวเหนือหัวเตียง ผ้าม่านใช้สีเทา เตียงและตู้เลือกงานไม้สีอ่อน ๆ เข้ากับชุดเครื่องนอนสีเบจ เทา และน้ำตาล ผนังกระจกขนาดใหญ่ติดผ้าม่าน 2 ชั้น ชั้นนอกโปร่ง ๆ สีขาวชั้นในสีเทาเลือกระดับความทึบตามชอบ ทั้งสีและวัสดุสร้างบรรยากาศช่วยให้การนอนหลับเต็มไปด้วยความรู้สึกละมุนและสบายในสไตล์นอร์ดิก

ห้องน้ำสองห้องก็เลือกตกแต่งโดยนำเสนอเรื่องของสี แสง และวัสดุสลับอารมณ์กันระหว่างความเข้มดุดัน ดิบ เปลือย สไตล์อินดัสเทรียล-ลอฟท์ และความสว่าง สะอาด โปร่งตา ดูอบอุ่นนุ่มนวลแบบนอร์ดิก ในบ้านหนึ่งหลังจึงมีครบทุกอารมณ์ ชอบอะไรก็ใส่ลงไปในบ้านให้หมดไม่ต้องแอบรักพี่เสียดายน้อง

บ้านไอเดียแชร์ไอเดีย shingle roof หรือวัสดุมุงหลังคาเป็นวัสดุใหม่ ๆ ที่เคลือบหน้าด้วยางมะตอยชนิดหนึ่ง ทำมาจากแผ่นไฟเบอร์ที่มีความแข็งแรงสูง ลักษณะเป็นแผ่นพื้นผิวเรียบ การติดตั้งต้องมีตัวแผ่นรองหรือซับรูฟ (Sub Roof) ทำหน้าที่ป้องกันน้ำฝนและช่วยค้ำรองรับแผ่นผืนยางมะตอย วัสดุที่นิยมใช้คือไม้อัด OSB เป็นต้น ข้อดีของ shingle roof มีหลากลาย อาทิ สามารถสร้างสรรค์ทรงหลังคาได้หลายรูปแบบ เข้ากับบ้านได้หลากสไตล์ มีราคาถูกเทียบกับหลังคาชนิดอื่นๆ แต่ในส่วนของการระบายอากาศ shingle roof มีอายุอยู่ได้ประมาณ 20 ปี และในพื้นที่ฝนตกชุกหลังคาจะดูดซับความชื้นได้ดีทำให้เกิดเชื้อราได้ง่าย

บ้านดูอบอุ่นด้วยงานระแนงไม้

SCG DCOR รุ่น Line วัสดุทดแทนไม้จริงขนาด 1×2 นิ้ว หรือพวกไม้โครงไม้จ๊อย (joint) ตัววัสดุจะเป็นสีซีเมนต์ ผู้ใช้จึงสามารถเลือกทาสีลายไม้ภายหลังตามเฉดสีที่ต้องการได้ หรือจะทาสีสันอื่น ๆ ก็จะได้อารมณ์อาคารที่แตกต่างไป เช่น สีขาวสำหรับบ้านสไตล์มินิมอล สีดำสำหรับบ้านโมเดิร์นที่เน้นความเท่

บ้านดูหรู สวยทน ด้วยระแนงอลูมิเนียม

Litewood by Fameline เป็นระแนงอลูมิเนียม (Aluminum Coil Coating) เคลือบผิวลายไม้และสีสำเร็จด้วยนวัตกรรมที่ทันสมัย ดึงงานลายไม้ธรรมชาติเข้าสู่สถาปัตยกรรม ตอบโจทย์แนวคิดในการใช้วัสดุทดแทนไม้ที่กลมกลืนกับธรรมชาติได้ดี แต่ละแผ่นมีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่ายและรวดเร็วด้วยระบบ Snap Lock หมดปัญหาปลวกหรือยืดหดตัว เหมาะสำหรับนำไปใช้ในงานฟาซาดเพื่อพรางตา กันแสง ใช้กับงานงานตกแต่งเปลือกอาคาร, ซุ้มระแนง, โรงรถ, ฉากกั้น เข้ากับบ้านได้ทุกสไตล์ โดยเฉพาะบ้านสไตล์เนเจอรัลและโมเดิร์นทรอปิคอล

งานฟาซาดระแนงไม้เหมือนกัน แล้วจะเลือกอย่างไรระหว่างเอสซีจี เดคคอร์ รุ่น ไลน์ กับ Litewood  ซึ่งไม้ตกแต่งรุ่นไลน์ จะให้ความรู้สึกของการเป็นไม้จริงมากกว่า ด้วยรูปลักษณ์และผิวสัมผัสที่มีความหยาบเล็กน้อย น้ำหนักของไฟเบอร์ซีเมนต์ที่ได้อารมณ์เหมือนกำลังจับต้องไม้จริง ต่างจาก Litewood
รับออกแบบบ้าน  อลูมิเนียม Coil Coating ที่มีน้ำหนักเบาและช่วยให้การติดตั้งทำได้ง่ายขึ้น ไม่ต้องยุ่งยากในการทาสีหน้างาน โดย Litewood มีความยาวสูงสุดถึง 6 เมตร ทำให้มีรอยต่อน้อย ความบางของวัสดุและการติดตั้งทำให้ดูโปร่งกว่า

Facade บ้านสวยใหม่ สะอาดอยู่เสมอ

หากใครเคยไปญี่ปุ่น หรือดูภาพบ้านเรือนในญี่ปุ่นย่อมต้องเคยสังเกตเห็นว่า บ้านเรือนสมัยใหม่ในญี่ปุ่น จะนิยมกรุผนังบ้านทั้งหลัง เส้นสายของบ้านจึงดูสวยเรียบเนียนตาและให้ลุคที่ทันสมัยผสมผสานความคลาสสิคอย่างลงตัว SCG D’COR นำเข้าสินค้าคุณภาพจากประเทศญี่ปุ่นภายใต้แบรนด์  วัสดุกรุผนังที่ผลิตจากไฟเบอร์ซีเมนต์ ให้ลวดลายเป็นธรรมชาติสูง ดูสวยงามสมจริง เคลือบสีถึง 4 ชั้นด้วย Technology 4 Layers Coating ช่วยให้สีสดเหมือนใหม่ยาวนานกว่า 10 ปี

นอกจากนี้ยังใช้เทคโนโลยี Photocatalytic  บ้านนอร์ดิก ซึ่งกำลังได้รับการกล่าวถึงในด้าน sustainable เป็นอย่างมาก โดยสามารถทำความสะอาดตัวเองได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องคราบต่างๆที่อาจเกิดขึ้นจากการใช้วัสดุไม้ อิฐและหินจริง

เปลี่ยนโฉมอาคาร ด้วยฟาซาดผนังฉลุลาย

SCG DCOR Fretwork ผนังตกแต่งสมาร์ทบอร์ด HD (High Density) เพิ่มความหนาแน่นและเสริมความแข็งแรงด้วยเครื่องอัดแรงดันสูง ทำให้ได้แผ่นสมาร์ทบอร์ดที่มีความแข็งแรงเหมาะสำหรับใช้ตกแต่งผนังภายนอกอาคาร  การฉลุใช้เทคโนโลยีที่มีความละเอียดสูง Water Jet Machine ลวดลายจึงสวยคม นอกจากแพทเทิร์นที่ออกแบบลวดลายโดยสถาปนิกผู้เชี่ยวชาญจากเอสซีกว่า 60 แบบแล้ว เจ้าของบ้านยังสามารถสร้างสรรค์ไอเดียเพื่อนำไปฉลุลายและเลือกฉลุบนวัสดุอื่น ๆ อย่างพลาสวูดและเหล็กได้ด้วย วัสดุฉลุลายนี้ใช้ได้กับทั้งการทำฟาซาดบ้านใหม่และงานรีโนเวทปรับปรุงบ้านเก่า เพราะเป็นวัสดุที่มีน้ำหนักเบา ติดตั้งง่าย ไม่เป็นสนิม สามารถเปลี่ยนโฉมหน้าบ้านได้โดยไม่ต้องรื้อผนังและไม่เพิ่มภาระให้กับโครงสร้างเดิม

เน้นขอบและกรอบอาคาร ด้วย C-Channel 

SCG DCOR รุ่น CChannel บ้านสไตล์โมเดิร์นหรือโมเดิร์นอินดัสเทรียลมักใช้โครงสร้างเหล็กแบบไม่ปิดทับ ทำให้มองเห็นเหล็กบีมเป็นเส้นกรอบที่ชัดเจน แต่เหล็กมีโอกาสเป็นสนิมได้เมื่อเผชิญกับสภาพอากาศชื้นหรือเคลือบสีกันสนิมไม่ดีพอ เจ้าของบ้านที่ชื่นชอบบ้านสไตล์นี้ สามารถปรับเปลี่ยนจากเหล็กมาใช้วัสดุตกแต่ง SCG D’COR C-Channel ที่ออกแบบมาใช้ทดแทนงานเหล็ก Beam หรือไวด์แฟรงก์ แต่ทนทานต่อสภาพอากาศดีกว่า ไม่เป็นสนิม มีน้ำหนักเบาและราคาถูกกว่าเหล็กโครงสร้างถึง 5-6 เท่า เหมาะสำหรับการใช้ในงานตกแต่งที่ไม่ต้องรับน้ำหนักโครงสร้าง

C-Channel มีให้เลือก 3 ขนาด เพื่อให้รองรับทุกการออกแบบและตกแต่งในส่วนต่าง ๆ ของบ้านได้มากขึ้น ทั้งส่วนเชิงชาย, กรอบอาคาร, ขอบคิ้ว, ขอบคาน, ตกแต่งเสา, ระแนง และรางน้ำฝน ล่าสุดได้ทำการออกแบบรุ่น C-Channel Plus ให้มีระยะปีกที่สูงขึ้น จึงเสมือนเหล็กจริงยิ่งกว่าเดิม

วิธีการออกแบบราวระเบียงเหล็ก

วิธีที่ 1 : ตะแกรงเหล็กฉีก Expended Metal สร้างระเบียงชั้นสอง

เหล็กที่ถูกทำนำมาสร้างระเบียงที่ยอดนิยมมากที่สุดคือ ตะแกรงเหล็กฉีก หรือ ตะแกรงลวดเหล็ก expended เป็นเหล็กแผ่นมาตรฐาน ฉีกออกเป็นรูตาข่ายหลากหลายรูปแบบ ด้วยเครื่องจักรคุณภาพที่ได้มาตรฐาน เนื่องจากฉีกจากเหล็กแผ่น จึงไม่เกิดรอยต่อระหว่างช่อง ยิ่งทำให้มีความแข็งแรง ทนต่อสภาพแวดล้อม อายุการใช้งานยาวนาน รับน้ำหนักได้ดี ไม่เกิดน้ำขัง
เหตุผลที่ช่างใช้ตะแกรงเหล็ก สร้างระเบียงชั้นสอง เพราะ ตะแกรงเหล็กฉีกมีหลากหลายแบบ หลากหลายขนาด เช่น ตะแกรงเหล็กฉีกประเภท xs เป็นตะแกรงเหล็กฉีกที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก  ออกแบบบ้าน ลักษณะของรูตะแกรงจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด , XS Series 4 มีทั้งหมด 3 ขนาด [ XS-41 / XS-42 / XS-43] ทั้ง 3 ขนาดได้รับความนิยมเหมือนกันทั้งหมด เป็นต้น
ตะแกรงเหล็กติดตั้งง่าย เมื่อซื้อแล้วใช้งานได้ทันที ตะแกรงเหล็กสามารถติดตั้งได้เอง ไม่ต้องใช้ความชำนาญมากนัก เลคกล้า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล็ก ขายตะแกรงเหล็กฉีก ทุกขนาด ทุกแบบ สั่งได้เลย ส่งฟรีถึงหน้างาน ไม่จำกัดจำนวน

วิธีที่ 2 : เหล็กแผ่น เหล็กแผ่นดำ ทำที่กั้นระเบียง

เหล็กที่ถูกนำมาใช้อีกประเภทในการทำระเบียงบ้านชั้นสอง ได้แก่ เหล็กแผ่น แผ่นเหล็ก เหล็กแผ่นดำ เหล็กแผ่นลาย เหล็กแผ่นเหล็กเต็ม Steel Plate เป็นเหล็กตัวจริงสไลต์ลอฟท์ ทำให้ระเบียงชั้นสอง มีเอกลักษณ์ โดดเด่น ที่สำคัญ แผ่นเหล็ก มาตรฐาน มีความแข็งแรง ทนทาน ยิ่งอายุการใช้งานนานก็ยิ่งมีความลอฟท์ ดิบ เท่ มากขึ้น
เหล็กแผ่นดำ แผ่นเหล็ก ถูกนำมาใช้ทำเป็นที่กั้นระเบียงชั้นสอง หรือที่ครอบระเบียง ทำให้ชั้นสองของบ้านมีความปลอดภัย เป็นส่วนตัว private สูง เพราะแผ่นเหล็กจะเป็นเหล็กที่ทึบ มืดสนิท เหมาะกับบ้านที่ไม่ต้องการให้เห็นชั้นสอง หรือมีของมีค่าในบ้านนั่นเอง

วิธีที่ 3 : เหล็กกล่องเหลี่ยม แป๊ปเหลี่ยม ทำระเบียงชั้น2

เหล็กแป๊ปเหลี่ยม เหล็กกล่องเหลี่ยม Square Tube มาตรฐาน เป็นเหล็กที่ถูกใช้ก่อสร้างบ้านทุกบ้าน เหมาะคุณสมบัติของเหล็กกล่องเหล็ก คือ แข็งแรง ทนทาน มีน้ำหนักเบา สามารถทำงานก่อสร้างได้ทุกประเภท เช่น เสา คาน นั่งร้าน และ โครงหลังคา รวมถึง ระเบียงบ้านชั้นสองก็สามารถทำได้
เนื่องจาก เหล็กกล่องเหลี่ยม มีขนาดเท่ากันทุกด้าน ด้านในโปร่ง เมื่อนำมาสร้างเป็นระเบียงบ้าน จะทำให้บ้านมีระเบียงที่เป็นระเบียบ เท่ากัน สวยงามและมีมาตรฐาน จุดเด่นของเหล็กกล่องเหลี่ยม มีหลายขนาด มีไซส์ให้เลือกจำนวนมาก ทำให้ระเบียงบ้านถูกดีไซต์ด้วยเหล็กไม่ซ้ำกันอย่างแน่นอน

วิธีที่ 4 : โครงเหล็กผสมปูน ทำระเบียงบ้าน

งานปูน ราวระเบียง ทำจากโครงสร้างเหล็กผสมปูน ยังคงถูกนิยมตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ระเบียงที่จากปูนควรใช้เหล็กเป็นโครงสร้างเสริมด้วย เพื่อให้เกิดความแข็งแรง ทนทานมากขึ้น ซึ่งเหล็กที่ใช้เป็นเหล็กเสริมโครงสร้างปูน คือ ไวร์เมช หรือตะแกรงเหล็กไวร์เมช ชื่อในภาษาอังกฤษ เรียกว่า Wire Mesh เป็นเหล็กที่ถูกรีดมาจาก เหล็กเส้นคอยล์ม้วน ให้มีขนาดตั้งแต่ 3มม.,4มม.,4.5มม.,6มม.
ส่วนใหญ่แล้วนิยมใช้ไวร์เมชที่เป็นเหล็กเส้นกลม บางหน้างานอาจพบการใช้เหล็กเส้นข้ออ้อย สานเป็นไวร์เมช เพิ่อเพิ่มแรงเสียดทาน และความแข็งแรงระหว่างเหล็กเสริมคอนกรีตและปูนยึดไว้ด้วยกัน ไวร์เมชมีความแข็งแรง และมีความสะดวก สำหรับงานก่อสร้างพื้นอย่างยิ่ง

วิธีที่ 5 : ตาข่ายเหล็ก ทำระเบียงมาตรฐาน

เหล็กสร้าง ราวระเบียง อันดับสุดท้าย คือ ตาข่ายเหล็ก เป็นเหล็กพื้นฐานที่สุดแต่ก็ถูกนำมาใช้สร้างอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะว่า ตาข่ายรั้วเหล็ก หน้าที่หลักคือ ทำรั้วบ้าน คนส่วนใหญ่มักคิดว่า ใช้ทำเป็นรั้วแค่บ้านภายนอกบ้าน แต่ในความจริง ตาข่ายสามารถใช้ทำเป็นระเบียงชั้นสอง กันตก ของบ้านเช่นกัน
จุดเด่นของ ตาข่ายเหล็ก ที่ถูกนำมาสร้างระเบียง เพราะว่า ตะข่ายเหล็ก หาซื้อง่าย มีจำหน่ายทั่วไป ตาข่ายมีน้ำหนักเบา เคลื่อนย้ายสะดวก ตาข่าย สามารถนำมา ดัด ขด ดึง เจาะ ตัด ให้โค้งเป็นระเบียงตามการออกแบบบ้านได้ตามใจชอบ ที่สำคัญแข็งแรง ทนทาน มีขนาดให้เลือกจำนวนมาก
เลคกล้า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล็ก ขายเหล็กทุกขนาด ทุกไซส์ เหล็กทุกประเภท ขายเหล็กสร้างบ้าน เหล็กสร้างระเบียงชั้นสอง สามารถปรึกษาการออกแบบสร้าง ปรึกษาเหล็กสร้างบ้าน ฟรี ส่งเหล็กฟรี ไม่จำกัดจำนวนเส้น

เฟอร์นิเจอร์จากเหล็ก+เทคโนโลยี สร้างในบ้านแล้วชีวิตปัง

เตียงนอนทำจากเหล็ก เตียงนอนอัจฉริยะ

เมื่อนึกถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกเชื่อมต่อกับมือถือ เฟอร์นิเจอร์สิ่งแรกที่ถูกใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย คือ เตียงนอน ซึ่งสมัยก่อนจะใช้เป็นมือแมนนวลในการปรับระดับ ยกตัวอย่างเช่น เตียงนอนโรงพยาบาล มีหลากหลายแบบมีทั้งแบบหมุนด้วยการใช้มือ จนปัจจุบันนี้นักเทคโนโลยีได้ออกแบบเป็นระบบออโต้
ซึ่งสามารถสั่งการผ่านรีโมทเตียง หรือ มีการเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ โดยสามารถปรับระดับ เปิดเสียงเพลง ปรับความร้อน ปรับความเย็นให้เป็นอุณหภูมิห้องก็สามาถทำได้
ข้อควรรู้หรือ ข้อแนะนำ เตียงอัจฉริยะ ควรทำจากโครงเหล็กเพราะเหล็ก แข็งแรง ทนทาน ยืดหยุ่น ไม่ว่าจะใช้มือถือปรับระดับหรือทำอะไรก็ตาม วัสดุเหล็กสามารถรองรับได้ทุกรูปแบบแน่นอน

ประตูบ้านไฟฟ้า ประตูม้วนไฟฟ้า

ประตูบ้าน เป็นอีกหนึ่งเฟอร์นิเจอร์ที่ถูกเชื่อมต่อกับเทคโนโลยีเช่นกัน โดยเฉพาะประตูบ้านแบบม้วน ที่มีน้ำหนักสูง บางครั้งอาจจะไม่เหมาะที่จะยกเปิดเองบ่อยๆ ทำให้เกิดปัญหาตามมาด้านสุขภาพได้
ดังนั้น ไม่แปลกใจที่ประตูบ้านถูกออกแบบให้เชื่อมต่อกับมือถือ ให้เป็น smart furniture สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ สั่งปิดเปิดบ้านได้ทั้งที่ไม่ต้องอยู่บ้าน สะดวก ไม่ต้องกลัวหลงลืมเรื่องกุญแจต่างๆ
และเพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประตูไฟฟ้ามีประสิทธิภาพมากขึ้น ควรเลือกแผ่นเหล็ก ในการทำประตูขึ้นมา เลคกล้า ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเหล็ก จำหน่าย ติดตั้งฟรี ประตูม้วน เหล็ก ประตูม้วนคุณภาพสูง ส่งฟรี

รั้วบ้าน อัจฉริยะ

รั้วบ้านเปรียบเสมือนเกาะป้องกันคนในบ้านให้ปลอดภัยจากสิ่งภายนอก ดังนั้น เราควรเลือกวัสดุสร้างรั้วบ้านเป็นอันดับแรกก่อนที่จะทำการติดตั้งรั้วบ้านให้เป็นแบบ สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ หรือ รั้วบ้าน ประตูบ้านอัตโนมัติ
แนะนำให้สร้างรั้วบ้านจากเหล็ก เช่น เลือก Expended ตะแกรงเหล็กฉีก ตะแกรงเหล็ก ลวดเหล็ก ทำเป็นรั้วบ้าน เพราะมีความยืดหยุ่น ทนทาน และมีลายให้เลือกจำนวนมาก ทำให้รั้วของคุณไม่ซ้ำใคร เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว
จากนั้นก็ติดตั้งรั้วบ้านให้เป็นระบบเทคโนโลยีทั้งหมด เพื่อให้ได้ รั้วบ้านอัตโนมัติ สั่งการจากมือถือ หากออกไปนอกบ้านก็สามารถสั่งปิดจากมือถือ ป้องกันโจรและอันตรายภายนอกบ้าน

โรงจอดรถ ไฟฟ้า

และสุดท้ายคือ โรงจอดรถอัจฉริยะ เมื่อรถยนต์เป็นรถที่สมาร์ทเทคโนโลยีแล้ว โรงจอดรถก็ควรเป็นแบบทันสมัยเช่นกัน โรงจอดรถที่ถูกปรับเปลี่ยนโดยใช้เทคโนโลยี ข้อดีและจุดเด่นที่สุดคือ ปลอดภัย หากมีอะไรมาทำอะไรรถของเรา จะสามารถรู้ได้ทันที
ข้อดีของโรงจอดรถไฟฟ้า คือ ชีวิตจะสะดวก สบายมากขึ้น เพราะไม่ต้องลงไปเปิดโรงจอดรถเองเพียงแค่สั่งการผ่านโทรศัพท์มือถือ ก็เป็นอันเรียบร้อย
และข้อดีที่เด่นที่สุด คือ ความปลอดภัยและทนทานแข็งแรงแบบสองต่อ เพราะโรงจอดรถเป็นโครงสร้างเหล็กทั้งหมด และยังถูกเชื่อมต่อให้เป็นแบบ สมาร์ทเฟอร์นิเจอร์ รับประกันได้ว่ารถจะปลอดภัยไร้กังวล

4 เทคนิคในการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้านทาวน์เฮาส์

ทาวน์เฮ้าส์ คืออาคารที่มีลักษณะเหมือนตึกแถว ซึ่งเป็นได้ทั้งที่พักอาศัยและพื้นที่สำหรับทำธุรกิจ รูปแบบของอาคารจะเป็นลักษณะติดต่อกันเป็นแถวตั้งแต่ 2 คูหาขึ้นไป และแต่ละหลังก็จะมีผนังร่วมกัน มีที่ว่างบริเวณด้านหน้าสำหรับใช้เป็นพื้นที่จอดรถ โดยที่ความสูงของทาวน์เฮาส์จะอยู่ที่ประมาณ 2-3 ชั้น

ทาวน์เฮาส์เป็นรูปแบบอาคารที่พบได้มากในเมือง พื้นที่ภายในจะเป็นลักษณะลึกมากกว่าหน้ากว้าง มักจะมีห้องนอนอยู่ที่ 2-3 ห้องนอน และมีห้องน้ำ 1-2 ห้องน้ำ ด้วยพื้นที่อันจำกัดมากกว่าที่พักอาศัยรูปแบบบ้านเดี่ยว วันนี้ Wazzadu.com จะอยากพาทุกท่านไปดู 4 เทคนิคในการเลือกใช้เฟอร์นิเจอร์สําหรับบ้านทาวน์เฮาส์ พร้อมแนะนำเฟอร์นิเจอร์ที่จะช่วยตอบโจทย์ที่พักอาศัยรูปแบบทาวน์เฮาส์

1. กำหนดรูปแบบการใช้งานโดยคำนึงถึงพื้นที่ที่มีอยู่จำกัด

เนื่องจากที่พักอาศัยแบบทาวน์เฮาส์ส่วนใหญ่ จะมีเรื่องข้อจำกัดของพื้นที่ ดังนั้น จุดเริ่มต้นของการเลือกเฟอร์นิเจอร์ ควรวางรูปแบบการใช้งานของแต่ละพื้นที่เอาไว้ก่อน และที่สำคัญคือต้องกำหนดระยะของการจัดวางเฟอร์นิเจอร์เพื่อให้มีพื้นที่ว่างภายในบ้านเอาไว้  และควรหามุมในการจัดวางเฟอร์นิเจอร์ชิ้นใหญ่ที่สุดในห้องเอาไว้ก่อน รับออกแบบบ้าน เช่น จัดวางโซฟาในจุดที่จะไม่ขวางทางเข้าออกประตู และเว้นระยะสำหรับการเดิน เพื่อให้ผู้อยู่อาศัยสามารถเดินเข้า-ออก ได้สะดวก หรือจัดวางชุดเฟอร์นิเจอร์เซ็ตใหญ่อย่างชุดโฮมเธียเตอร์ให้อยู่ชิดริมผนัง

2. เลือกเฟอร์นิเจอร์ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์หรือการใช้งาน

กำหนดรูปแบบการใช้งานเฟอร์นิเจอร์ก่อนการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ ว่าแบบไหนที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์การใช้งานหรือความจำเป็นของคุณ เช่น ใครที่ชอบการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เฟอร์นิเจอร์แบบลอยตัวก็อาจจะเหมาะมากกว่าแบบบิวท์อิน หรือไลฟ์สไตล์การทำงานที่บ้าน ก็อาจจะต้องให้ความสำคัญกับการเลือกเฟอร์นิเจอร์ที่เหมาะกับการนั่งทำงานเป็นเวลานาน

3. วัสดุของเฟอร์นิเจอร์ก็เป็นเรื่องสำคัญ

ก่อนการเลือกซื้อเฟอร์นิเจอร์ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับวัสดุของเฟอร์นิเจอร์แต่ละประเภท ว่ามีข้อดีหรือข้อเสียอย่างไร และตอบโจทย์การใช้งานของเราได้หรือไม่ เพราะปัจจุบันนี้มีวัสดุใหม่ๆ มากมายที่ถูกนำมาประยุกต์เป็นเฟอร์นิเจอร์ นอกจากความทนทานแล้ว การดูแลรักษาหลังจากซื้อมาแล้วก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เฟอร์นิเจอร์ที่ทำจากวัสดุที่ไม่ต้องได้รับการดูแลรักษามากนัก ก็จะช่วยทุ่นแรงและเวลาของเราลงไปได้

4. สไตล์การตกแต่งที่เน้นโทนสีสว่างเป็นทางเลือกที่ดี

กำหนดสไตล์ที่คุณชอบเอาไว้ตั้งแต่แรก จะช่วยให้การตัดสินใจเลือกเฟอร์นิเจอร์นั้นง่ายขึ้น และยังได้ภาพรวมของการตกแต่งภายในที่สวยมีสไตล์ไปในทิศทางเดียวกัน  และเนื่องจากข้อจำกัดด้านพื้นที่ของอาคารแบบทาวน์เฮาส์ การเลือกสไตล์อย่างสไตล์มินิมอล โคซี่ หรือโมเดิร์น จะช่วยให้พื้นที่แคบภายในทาวน์เฮาส์ดูโปร่งโล่งมากขึ้น คุมโทนการเลือกเฟอร์นิเจอร์โดยเน้น โทนสีขาว หรือลายไม้ ก็จะทำให้ภายในห้องนั้นๆ ดูกว้าง ลดความอึดอัดทึบตันลงไปได้

ทั้งนี้ทั้งนั้น การเลือกโทนสีใดโทนสีหนึ่งกับการใช้ตกแต่งจนเกินไป อาจทำให้ห้องนั้นๆ ดูไม่มีชีวิตชีวาหรือขาดความน่าสนใจ อีกเทคนิคหนึ่งคือการใช้ทฤษฎี 60-30-10 คือการใช้ สีหลัก 60% เช่น บริเวณผนังห้อง เพดาน สีรอง 30% อาจจะใช้กับผ้าม่าน พรม โซฟา ชั้นวางของ หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ  และ 10% คือสีไฮไลท์ เช่น ของตกแต่งบนผนัง หมอนอิง โคมไฟ ที่จะช่วยทำให้ห้องดูน่าสนใจมากขึ้น

ตอบโจทย์การตกแต่งทาวน์เฮาส์ ด้วยเฟอร์นิเจอร์จาก ECF

บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) หรือ ECF ผลิตเฟอร์นิเจอร์ทั้งประเภทไม้ยางพารา และเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเกิลบอร์ด ที่สำคัญคือ เฟอร์นิเจอร์ของทางแบรนด์มีความหลากหลายของหมวดหมู่การใช้งาน และดีไซน์ที่ดูทันสมัย ตอบโจทย์สำหรับนักออกแบบ เจ้าของบ้าน กลุ่มเจ้าของร้านค้าทั้งรายใหญ่และรายย่อย

สินค้าของทางแบรนด์เป็นเฟอร์นิเจอร์ที่เรียกได้ว่ามีสำหรับเกือบทุกห้องภายในบ้าน โดยเฉพาะทาวน์เฮาส์ซึ่งอาจจะมีข้อจำกัดด้านพื้นที่ ทางแบรนด์ก็มีเฟอร์นิเจอร์หลายเเบบให้เลือก ทาวน์เฮ้าส์ ไม่ว่าจะเป็น ชุดเฟอร์นิเจอร์สำหรับห้องนอน โต๊ะรับประทานอาหาร ชุดโฮมเธียเตอร์  โต๊ะทำงาน ชั้นวางของเอนกประสงค์ ตู้เสื้อผ้า ถือว่าครบครันในที่เดียว สำหรับผู้ที่ต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่เข้าชุดกัน

ทำไมถึงต้องเป็นเฟอร์นิเจอร์จากแบรนด์ ECF

1. สินค้ามีมาตรฐานระดับสากล จำหน่ายออกต่างประเทศมานาน

2. มีฟังก์ชันการใช้งาน ที่ออกแบบและพัฒนาใหม่ๆ อยู่เสมอ

3. ความสวยงาม ที่มาพร้อมราคาที่จับต้องได้

4. ประสบการณ์ ในการผลิตสินค้าให้กับกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น

    • กลุ่มลูกค้าต่างประเทศ ที่เป็นร้านค้าเฟอร์นิเจอร์หรือโมเดิร์นเทรด ทั้งในอาเซียน ญี่ปุ่น จีน อินเดีย ตะวันออกกลาง
    • กลุ่มลูกค้าในประเทศ ไม่ว่าจะเป็น ในกรุงเทพหรือต่างจังหวัด ร้านค้ารายใหญ่และรายย่อย 

ใครที่มีแพลนอยากตกแต่งห้องนอนให้มีบรรยากาศแบบหวานชื่นหรือมีสีสันที่ละมุน ดูอบอุ่น ฟีลแบบหนังโรแมนติกเพราะมันช่างสวยงามและชวนหลงใหลอยู่นั้น แบรนด์ ECF หรือ บริษัท อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 สไตล์ที่คนนิยมตกแต่งห้องนอน ซึ่งสามารถปรับใช้เพื่อเพิ่ม mood&tone ของความโรแมนติกได้อีกด้วย โดยสไตล์ที่คัดมานั้นมีดังนี้

1. สไตล์วินเทจ (Vintage)

2. สไตล์มินิมอล (Minimal)

3. สไตล์โมเดิร์น คอมเทมโพรารี่ (Modern Contemporary)

4. สไตล์ลักชัวรี่ (Luxury)

5. สไตล์โคซี่ (Cozy)

เพิ่ม ความละมุนที่โรแมนติก แบบคลาสสิก กับสไตล์วินเทจ (Vintage)

ใครที่ชอบห้องสี warm tone แนะนำสไตล์วินเทจที่ใช้สีโทนสว่างเป็นหลัก จากนั้นตัดด้วยเฟอร์นิเจอร์ไม้ลวดลายย้อนยุคนิดๆ หรือพร็อตตกแต่งมีที่สีสันแทรกบ้างเป็นบางจุด เสน่ห์ของสไตล์วินเทจคือสามารถตกแต่งได้ด้วยการผสมผสาน form หรือ pattern ของเฟอร์นิเจอร์ให้ออกมามีจุดเด่นได้หลายแบบ จะเลือกเตียงนอนที่มีลายแบบคลาสสิกมาแมทช์กับม่านคลุมเตียงลายลูกไม้ หรือเลือกพร็อพอื่นๆ มาแต่งก็ดูอบอุ่นกำลังพอดี

อ่อนหวาน แบบเรียบง่าย แต่สวยสะดุดตา กับ สไตล์มินิมอล (Minimal)

สำหรับห้องนอนขนาดเล็กที่ต้องการดูให้สะอาดตา แต่ยังแอบซ่อนความหวานเบาๆ ต้องสายมินิมอลถึงจะเอาอยู่ เน้นไปที่เฟอร์นิเจอร์หลัก ดีไซน์เรียบๆ ใช้สีแบบ monotone ที่ไม่ฉูดฉาดแล้วเลือกพร็อพตกแต่งเพียง 1-2 อย่าง ให้ห้องยังพอมีจุดเด่นช่วยให้บาลานซ์ขึ้น ซึ่งพร็อพจะเน้นเป็นของตกแต่งที่มีสีสดใสหรือมี texture ที่แตกต่างจากบรรยากาศของห้องก็ได้

สวยหรูแบบลงตัว ด้วยวิธี mix and match

กับสไตล์โมเดิร์น คอมเทมโพรารี่ (Modern Contemporary)

เขยิบเข้าใกล้ความหรูหรามาที่สไตล์นี้ โดยใช้ความ Modern มาจับคู่กับความ Contemporary เพื่อผสมผสานให้ห้องนอนดูร่วมสมัยและเป็นสไตล์ที่พบเจอบ่อยไม่แพ้สองสไตล์แรก ซึ่งจะพบตามโรงแรมและที่พักหรูๆ เยอะมาก มีเอกลักษณ์ตรงการใช้สีที่หลากหลายกว่าและเลือกเฟอร์นิเจอร์มีลวดลายของธรรมชาติเข้ามาตกแต่ง เช่น กระเบื้องลายหินอ่อน,ผนังห้องลายไม้หรือโต๊ะ ตู้ เตียงที่ใช้วัสดุปิดผิวที่มีลวดลายธรรมชาตินั่นเอง

แต่งห้องให้ดูสง่างามท่ามกลางบรรยากาศโรแมนติกกับสไตล์ ลักชัวรี่ (Luxury)

มากกว่าความหรูของสไตล์ก่อนหน้านี้ นี่คือความหรูหราอีกระดับที่เน้นใช้วัสดุที่มีความแวววาว สะท้อนความเลอค่า และคงคอนเซ็นป์ความโรแมนติกได้ทั้งโทนสีสว่างและสีเข้ม มีจุดเด่นอยู่ที่การมอบบรรยากาศสุดพิเศษ ด้วยเฟอร์นิเจอร์ตัวท็อป อย่าง โคมไฟที่หรูหรา, การออกแบบ lighting ที่นุ่มนวล, เตียงนอนสุดพรีเมียม ซึ่งล้วนเรียกได้ว่าเป็นการตกแต่งที่คล้ายไปฮันนีมูนยามสวีทหวาน

ชวนเพิ่มความอบอุ่น ผ่อนคลายไปกับสไตล์โคซี่ (Cozy)

ปิดท้ายด้วยความน่ารักแบบสบายๆ กับห้องนอนสไตล์ Cozy ที่นับว่าเป็นลูกครึ่งแบบ Japanese Style ผสมกับ Minimal Style ก็ว่าได้ เพราะสไตล์นี้จะชวนให้คุณอบอุ่นและคลุกอยู่แต่ในห้องที่บรรยากาศรีแลกซ์มากๆ บนเตียงนุ่มๆ มีเฟอร์นิเจอร์แค่ไม่กี่อย่างแต่ form นั้นน่ารักและดูดีทีเดียว พร็อพแต่งห้องแบบไม้ๆ สีขาว-น้ำตาล เพิ่มความผ่อนคลายและหมอนหนุนนุ่มๆ สักใบ แค่นี้ก็นอนหลับสบายแล้ว

ตรวจสอบการเตรียมโครงหลังคา

ขั้นตอนนี้ท่านเจ้าของบ้านอาจจะไม่ถึงขั้นต้องปีนขึ้นไปดูบน หลังคา แต่ให้ตรวจสอบด้วยการประมาณด้วยสายตาในเรื่องการโครงหลังคาก่อนจะปู ว่ามีการวางจันทัน แป โดยที่เว้นระยะห่างกันอย่างเรียบร้อยและมีการเอียงองศาที่ถูกต้องแบบหรือไม่ ซึ่งอาจจะขอให้ช่างลองทาบวัดองศาดูก็ได้ครับ และโครงหลังคาต้องมีระยะยื่นชายคาห่างจากผนังอาคารตามแบบ ทั้งนี้ควรมีระยะยื่นเพียงพอเพียงป้องกันฝนสาด

ออกแบบบ้าน

ตรวจเช็คโครงสร้างบ้าน โครงสร้างอาคาร

โครงสร้างอาคาร

เริ่มกันที่การตรวจเช็คข้อแรกกับโครงสร้างหลักของตัวบ้านกันก่อน หน้าที่ของโครงสร้างเองคือตัวรับน้ำหนักของตัวบ้านทั้งหลังเอาไว้ และเป็นโครงสร้างที่อยู่บน คานคอเสาดิน รับน้ำหนักในส่วนคาน พื้น, บันได้ รวมไปถึงหลังคา ซึ่งในบางกรณีจะมีการใช้ผนังรับน้ำหนักแทนการใช้เสาคานและโครงสร้างเหล่านี้

สถาปนิก