ภาพยนต์สร้างแรงบันดาลใจ Roma จดหมายรักถึงสาวใช้ผู้ยิ่งใหญ่

จากบทสัมภาษณ์ของผู้กำกับ อัลฟองโซ กัวรอง เขาเล่าถึงสาวใช้นามว่าลิโบที่นับเป็นแม่อุ้มบุญที่เขาแสนจะผูกพัน และ ‘คลีโอ’ ตัวละครสาวใช้ในหนังก็คือตัวแทนของลิโบ
Roma ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่มีคลีโอเป็นหนึ่งในสาวใช้ เธอมีชีวิตอีกด้านของตัวเองที่เฉกเช่นคนธรรมดา มีความรักและถูกทิ้งหลังจากตั้งครรภ์
ขณะที่คลีโอเผชิญปัญหา พ่อผู้เป็นนายจ้างก็มีผู้หญิงอื่น แม่จึงต้องยืนหยัดดูแลลูกๆ และรับฟังปัญหาของคลีโอ ไม่ใช่เพียงในฐานะนายจ้าง แต่เป็นในฐานะผู้หญิงด้วยกัน
แม้หนังจะย้อนไปเล่าถึงความผูกพันในวัยเด็กของกัวรอง เมื่อตอนที่เขายังไม่เดียงสากับประเด็นความเหลื่อมล้ำอันรุนแรงในสังคมเม็กซิกัน แต่หนังก็ไม่ได้ละทิ้งภาพเหล่านี้ไป เพียงแต่แสดงมันออกมาอย่างแนบเนียนและบางเบา

ในบทสัมภาษณ์หนึ่งของอัลฟองโซ กัวรอง (Alfonso Cuaron) กับนิตยสาร Variety เขาพูดถึง Roma ภาพยนตร์เรื่องล่าสุดเอาไว้ว่า “มันคงเป็นความรู้สึกผิดของผมที่มีต่อพลวัตทางสังคม ชนชั้น และเชื้อชาติ ตอนนั้นผมเป็นเด็กเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวที่ไม่เคยได้ตระหนักรู้อะไร ผมรู้แค่สิ่งที่พ่อแม่บอก นั่นคือผมควรจะทำดีต่อคนที่ด้อยโอกาสกว่า แต่ผมก็ยังอยู่แค่ในโลกเล็ก ๆ อันอ่อนวัยของผม”

รีวิว ROMA

ถ้าดูจากประโยคนี้คงเห็นได้ว่า สำหรับกัวรองแล้ว Roma เป็นเสมือนการย้อนเวลากลับไปสู่วันวานที่ตัวเขายังคงไร้เดียงสาต่อประเด็นทางสังคมใดๆ และแม้ว่าความพยายามนี้จะเกิดจากกัวรองที่เติบโตขึ้น และรับรู้ได้ถึงความไม่เท่าเทียมในโลกมากขึ้นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น Roma ก็ไม่ใช่หนังที่มุ่งมั่นจะกลับไปวิพากษ์การกดขี่ทางสังคม ชนชั้น และเชื้อชาติอย่างถอนรากถอนโคนแต่อย่างใด หากเป็นเสมือนจดหมายรักต่อสตรีคนหนึ่งที่กัวรองผูกพันเรื่อยมาตั้งแต่จำความได้ สตรีนางนี้ไม่ใช่แม่ของเขา และทั้งคู่ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องทางเลือดเนื้อใดๆ ด้วย หล่อนคือสาวใช้คนหนึ่งในบ้าน ผู้คอยเก็บกวาดบ้าน ล้างจาน และปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมาในทุกเช้าก่อนไปโรงเรียน ชื่อของหล่อนคือลิโบเรีย ‘ลิโบ’ รอดริเกซ (Liboria ‘Libo’ Rodríguez)

จากคำบอกเล่าของเขา ลิโบเป็นหญิงสาวชาวเผ่า Mixtec จากรัฐวาฮากาทางตอนใต้ของประเทศเม็กซิโก ดูหนังออนไลน์ฟรี หล่อนเริ่มทำงานในครอบครัวกัวรองขณะที่เขายังอายุเพียง 9 เดือนเท่านั้น และแม้กัวรองจะบอกว่าลิโบมักจะเล่าเรื่องความยากลำบากให้เขาฟังอยู่บ่อยๆ เล่าว่าบางครั้งหล่อนเองก็อดอยาก หรือจำใจต้องทิ้งบ้านเกิดมาเพื่อจะหางานในเมือง แต่เพราะยังอ่อนเยาว์อยู่กัวรองจึงรับรู้เรื่องราวของลิโบในฐานะการผจญภัยอันน่าตื่นเต้นเท่านั้น

นี่เองอาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ว่า ทำไม Roma จึงเป็นภาพยนตร์ที่ไม่พูดถึงประเด็นของชนชั้น และความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างตรงไปตรงมา หากใช้วิธีการที่แนบเนียน และบางเบากว่า เพื่อจะแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างนายจ้างกับสาวใช้

Roma ฉายภาพของครอบครัวชาวเม็กซิกันชนชั้นกลางผิวขาวในช่วงปี 1970-1971 ที่อาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน หนึ่งในนั้นคือคลีโอ (ตัวแทนของลิโบในภาพยนตร์) ผู้เป็นที่รักของสมาชิกทุกคนในบ้าน หน้าที่ของหล่อนก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเลี้ยงดูเด็กๆ ทั้งสี่คนเท่านั้น แต่ยังรวมถึงซักผ้า เตรียมอาหาร และคอยเก็บกวาดขี้หมาซ้ำๆ ทุกวัน ซึ่งคลีโอก็ตั้งใจทำงานของหล่อนอย่างเต็มที่

จากชีวิตที่ต้องวิ่งวุ่นอยู่ในบ้าน คลีโอเอง ก็มีชีวิตส่วนตัวที่นายจ้างไม่ค่อยจะรับรู้นัก อย่างหล่อนเองก็มีแฟนหนุ่มเช่นสาววัยรุ่นทั่วไป หรือหล่อนเองก็หลงไหลในการร้องเพลงเงียบๆ เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครฟัง ยามว่าง คลีโอก็ไปดูหนังกับคนรัก และร่วมรักกับเขาเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป แต่ละวันของหล่อนคล้ายจะผันผ่านไปอย่างเรียบง่าย จนกระทั่งวันหนึ่งคลีโอพบว่าประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หล่อนคิดว่าตัวเองตั้งท้องจึงบอกเรื่องนี้กับแฟนหนุ่มที่พอได้รู้ก็หนีหายไปจากชีวิตคลีโอในทันที ในช่วงเวลาเดียวกับที่สาวใช้เผชิญมรสุม ภาพชีวิตอันเคยปกติธรรมดาของครอบครัวนายจ้างเองก็เริ่มที่จะถูกสั่นคลอน เมื่อ ‘พ่อ’ ผู้เป็นประหนึ่งเสาหลักของบ้านได้อ้างว่าจะต้องไปประชุมที่แคนาดา เพื่อที่ว่าในความเป็นจริงเขาจะได้หนีหายไปเสวยสุขร่วมกับหญิงสาวอีกคนหนึ่งแทน

เมื่อได้รู้ว่าพ่อได้ทิ้งครอบครัวไปแล้ว ‘แม่’ ที่ต่อแต่นี้ไปจะต้องเลี้ยงดูลูก ๆ ทั้ง 4 คน รวมถึงรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดของบ้านเพียงลำพังก็ถึงแก่การแตกสลาย ซ้ำร้าย ยิ่งเมื่อความพังทลายนี้มาเกิดขึ้นพร้อมๆ กับที่ คลีโอมาสารภาพว่าหล่อนกำลังท้องอยู่ แต่กลับถูกพ่อของลูกทิ้งไปแล้ว ก็ดูจะเป็นไปได้เสียเหลือเกินว่าครอบครัวนี้จะยิ่งพังพินาศไปกันใหญ่ ทว่ากัวรองเลือกที่จะไม่ชักพาหนังไปสู่เส้นทางอันล่มสลายนั้น เขากลับเลือกจะแสดงให้เห็นความหวังเล็กๆ ที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นท่ามกลางพายุร้าย ด้วยไม่เพียงแต่แม่จะไม่ไล่สาวใช้ออกจากบ้านแค่เพราะหล่อนตั้งครรภ์ หากยังยินดีจะพาคลีโอไปตรวจครรภ์ด้วยซ้ำ แม่ไม่มีทีท่าจะกล่าวโทษ หรือตัดสินว่าการตั้งท้องของคลีโอเป็นเรื่องผิดอะไรเลย ราวว่าในชั่วขณะที่ได้ยินคำสารภาพจากสาวใช้อย่างซื่อๆ สั้นๆ แม่ไม่ได้มองหญิงสาวตรงหน้าด้วยสายตาของนายจ้าง หากมองด้วยสายตาที่ผู้หญิงมองผู้หญิงด้วยกัน เป็นสายตาของผู้หญิงที่เข้าใจกันและกันว่าอีกฝั่งกำลังเจ็บปวด

อีกฉากหนึ่ง เราเห็นแม่เดินเข้าบ้านมาอย่างเมามาย และซึ่งพอเห็นคลีโอที่ยืนรอรับอยู่เงียบ ๆ แม่ก็ได้พูดกับสาวใช้พร้อมเสียงหัวเราะว่า “เราอยู่กันอย่างโดดเดี่ยว ไม่ว่าพวกนั้นจะบอกเธอว่ายังไง พวกผู้หญิงเราก็ต้องอยู่อย่างโดดเดี่ยวตลอด” แน่นอนว่าประโยคนี้แม่กำลังหมายถึงผู้ชายในชีวิตของทั้งคู่ ทั้งพ่อ และแฟนหนุ่มของคลีโอที่สุดท้ายแล้วก็ปล่อยให้ผู้หญิงซึ่งเคยเกี่ยวพันต้องมาแบกรับในสิ่งที่พวกเขาต่างก็มีส่วนสร้างขึ้นโดยลำพัง และไม่คิดจะแยแสสนใจ
ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือท่าทีการพูดเรื่องชนชั้นของกัวรองในหนังเรื่องนี้ อย่างที่ได้เกริ่นไปว่า Roma ไม่ได้วิพากษ์เรื่องชนชั้นอย่างตรงไปตรงมา หากแสดงให้เห็นผ่านปฏิสัมพันธ์อันเรียบง่ายระหว่างสมาชิกในครอบครัว และสาวใช้ เช่นในฉากหนึ่งที่ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งดูโทรทัศน์กันอย่างสนุกสนาน ซึ่งคลีโอเองก็นั่งดูอยู่พร้อมๆ กัน หล่อนหัวเราะร่วนไปกับทุกคน พร้อมๆ กับที่ลูกชายคนหนึ่งโอบไหล่หล่อนอย่างรักใคร่ แต่แล้ว – ด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย – แม่บอกคลีโอให้ไปยกน้ำชามาเสิร์ฟซึ่งหล่อนก็ลุกไปปฏิบัติงานของตนตามปกติแต่โดยดี

ผ่านฉากเล็ก ๆ นี้ที่กัวรองแสดงให้เห็นลักษณะความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัวกับคลีโอที่ซ้อนทับกันอยู่ระหว่างความสัมพันธ์แบบนายจ้าง–ลูกจ้าง กับความรู้สึกประหนึ่งว่าหล่อนเป็นคนสำคัญในครอบครัว ในบทสัมภาษณ์หนึ่ง กัวรองเล่าถึงความผูกพันของเขากับลิโบไว้ว่า

“ลิโบคือผู้หญิงที่เลี้ยงดูผม มันประหลาดอยู่สักหน่อยหากจะพูดว่าเธอเป็นแม่อุ้มบุญของผม แต่ผมรู้สึกว่านี่เป็นกรณีที่เกิดขึ้นกับสาวใช้และพี่เลี้ยงหลายๆ คน นั่นคือพวกเธอมักจะมีตัวตนในชีวิตคุณมากกว่าแม่แท้ๆ เสียอีก“

อาจเป็นเพราะเหตุนี้ ความสัมพันธ์เชิงอำนาจของนายจ้างและลูกจ้างใน Roma จึงปรากฏให้เห็นอย่างแนบเนียน และเรียบง่าย เช่นกันที่ก็อาจกล่าวได้ว่า กัวรองเองก็ไม่ได้ต้องการให้ภาพยนตร์เรื่องนี้วิพากษ์ประเด็นชนชั้นระหว่าง นายจ้าง–สาวใช้ในบ้าน อย่างรุนแรงแต่อย่างใด ด้วยเพราะเขาเองก็เติบโตขึ้นมาในบ้านที่ความเหลื่อมล้ำแปรเปลี่ยนเป็นรูปแบบหนึ่งของความรัก ความผูกพัน และแม้เมื่อเขาเติบโตขึ้นกัวรองจะได้เห็นว่าโลกใบนี้ช่างเต็มไปด้วยความกดขี่ที่น่าเกลียดชัง แต่เมื่อเขาในวัยเด็กไม่ได้รับรู้ถึงสิ่งนั้น และเมื่อ Roma คือ ภาพยนตร์ที่ต้องการจะเชิดชูความรัก ที่เขามีต่อสาวใช้ในบ้าน มันจึงเป็นเรื่องเข้าใจได้ว่าทำไมประเด็นชนชั้นจึงไม่ถูกนำเสนอออกมาอย่างชัดเจน หรือตรงไปตรงมานัก ซึ่งนั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเรื่องนี้จะสูญหาย หรือไม่ถูกแสดงให้เห็นในหนังแต่อย่างใด

ประเด็นทางประวัติศาสตร์และการเมืองของประเทศเม็กซิโกในช่วงปี  1970-1971 ที่แม้เราจะเห็นว่า เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ถูกนำเสนอให้เห็นเพียงฉากหลัง หากนั่นก็ไม่ได้แปลว่าหนังจะทำตัวไร้เดียงสา หรือแยกขาดตัวเองออกจากความเป็นการเมืองไปเลย เพราะกัวรองได้แสดงให้เห็นว่าเขาเอง ‘ตระหนัก’ ถึงบรรยากาศและความเป็นไปของการเมืองเม็กซิโกในช่วงนั้นเป็นอย่างดี ผ่านฉากเล็กๆ ที่ฉายภาพตัวละครในเรื่องซึ่งได้รับผลกระทบจากการกดขี่ของรัฐบาล เช่น การที่เพื่อนสาวใช้ถามคลีโอว่า รู้หรือยังว่ารัฐบาลยึดที่ดินของแม่หล่อนที่บ้านไปหมดแล้ว หรือฉากการปะทะกันในช่วงท้ายระหว่างนักศึกษาและกองกำลังทหาร ซึ่งส่งผลให้รถติดสาหัสจนคลีโอเกือบจะไปคลอดที่โรงพยาบาลไม่ทัน

อีกหนึ่งเรื่อง ที่น่าสนใจซึ่งสะท้อนว่า กัวรองตระหนักในประเด็นชนชั้นเป็นอย่างดี คือการออกแบบสายตาของกล้องให้เคลื่อนที่ในระนาบแนวนอนเกือบทั้งเรื่อง จะยกเว้นแค่เพียงฉากเปิด – ปิดเรื่องเท่านั้นที่กล้องจะค่อยๆ เคลื่อนจากล่างสู่บน การเคลื่อนกล้องในระนาบนี้อธิบายมุมมองที่กัวรองมีต่อสาวใช้ในเรื่องเป็นอย่างดี ว่าเขาไม่ได้ต้องการจะจัดลำดับชั้นของตัวละครในเรื่องว่าใครอยู่เหนือใคร และใครอยู่ล่างใคร เพราะผ่านสายตาของกล้อง ทุกคนต่างเป็นมนุษย์ที่เคลื่อนที่อยู่ในระดับเดียวกัน แม้ว่าในทางหนึ่งจะมีความเป็นนายจ้าง–ลูกจ้าง กำกับพฤติกรรมของตัวละครในเรื่องอยู่จริง ทว่าความผูกพันอันลึกซึ้งที่กัวรองมีต่อลิโบนั้นก็ได้พร่าเลือนเส้นแบ่งทางชนชั้นลงไป ดังที่เราจะเห็นได้จากฉากสุดท้ายที่กล้องค่อยๆ เคลื่อนสูงติดตาม คลีโอที่กำลังเดินขึ้นชั้นดาดฟ้าบ้านไปอย่างช้าๆ ว่านั่นอาจสะท้อนถึงความซาบซึ้งและสถานะอันสูงส่งในหัวใจที่กัวรองมีต่อลิโบของเขาก็เป็นได้

Roma ชีวิตต้องก้าวต่อ ไม่ว่าคุณจะพร้อมหรือไม่ก็ตาม

ภาพยนตร์เรื่องนี้คือจดหมายรักสู่อดีตและหญิงสาวผู้เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ เขาอนุญาตให้คนนอกอย่างเราได้มองลอดเข้าไปในช่วงชีวิตหนึ่ง ที่ถึงแม้ว่าจะดูธรรมดา และแสนจะเรียบง่าย แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นฉากชีวิตอันบริสุทธิ์ และไร้เดียงสา แม้ถึงที่สุดแล้ว เราอาจไม่เข้าใจถึงความรักที่กัวรองมีต่อลิโบได้ทั้งหมด กระนั้นอย่างน้อยๆ Roma ก็มอบโอกาสที่จะให้เราได้ลองจับจ้องเสี้ยวชีวิตหนึ่งของใครอื่นอย่างเงียบเชียบ พลางเรียนรู้ว่า นั่นแหละคือชีวิตของมนุษย์คนหนึ่ง ที่แม้จะเห็นเป็นเพียงสาวใช้ หากทว่าก็ซับซ้อน ลึกซึ้งและเต็มเปี่ยมไปด้วยหัวจิตหัวใจไม่ต่างอะไรจากใครอื่นเลย

เกร็ดเล็ก ๆ อยากให้ฟัง

Roma ที่ไม่ได้จะสื่อความถึงกรุงโรม อ่านกลับกันได้คำว่า Amor ภาษาสเปน แปลว่า ความรัก, นี่คงเป็นสิ่งที่ Alfonso Cuarón ต้องการพูดบอกกับมารดาที่สอง แม่นม คนรับใช้ โดยไม่รู้ตัวเธอกลายเป็นสมาชิกครอบครัว สนิทสนม รักมาก ขาดไม่ได้ ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่ที่บ้าน Mexico มีโอกาสรับชมภาพยนตร์เรื่องนี้แล้วร้องไห้รำพัน

“It was like this. It was like this”.

เห็นว่าสองแม่ของผู้กำกับ Cuarón มาเยี่ยมเยือนกองถ่ายด้วยวันหนึ่งแบบจงใจไม่ให้รู้ตัว พอดิบพอดีขณะถ่ายทำฉากแม่บอกกับลูกๆว่าพ่อยังไม่กลับบ้านให้เขียนจดหมายถึง และ Cleo บอกกับเธอว่าตั้งครรภ์ ซึ่งเขาก็ได้กางเต้นท์ ลากสายตั้งจอโทรทัศน์ เสียบหูฟัง ให้เห็นระหว่างการทำงาน ชั่วขณะหนึ่งแวะเข้าไปเยี่ยมดูพบเห็นน้ำตาซึม

Cuarón: “Are you OK?”
Libo: “No, it’s just… poor little kids”.

Cuarón เป็นผู้กำกับที่มีวิวัฒนาการสร้างภาพยนตร์โดดเด่นชัดมากๆ สะสมเก็บเกี่ยวประสบการณ์ พัฒนาความคิดอ่าน แถมยังโอบรับเทคโนโลยีใหม่ๆ ตั้งแต่เรื่องแรกมาจนถึง Roma (2018) ก็ไม่รู้ว่ายังจะสามารถก้าวไปไกลได้กว่านี้อีกไหม ซึ่งทุกผลงานล้วนมีความ’เป็นส่วนตัว’ (Personal Film) และมากกว่าแค่พบเห็นเรื่องราวจากหน้าหนัง วิเคราะห์ทำความเข้าใจได้ก็จักพบเห็นจิตวิญญาณตัวตนแท้จริงของ Cuarón

บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) หนังดีของค่าย GTH

บ้านของฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) เกริ่น เรื่อง ในวันที่แสนธรรมดาทั่วไป  เพราะอากาศร้อนทั้งอารมณ์ และคน คงไม่มีอะไรที่ดีกว่าการตามหา อากาศเย็น และรอยยิ้มจากภาพยนตร์ดี ๆ สักเรื่อง และเมื่อตัดสินใจอยู่นานว่าจะดูดีหรือไม่ดู การตัดสินใจนั้น ก็ไม่ทำผิดพลาดอีกเรื่อย เพราะเมื่อชม ภาพยนตร์จากค่าย GTH เรื่อง บ้านของฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) จบก็รู้สึกของคำว่า Feel Good อีกครั้ง และบางทีครั้งนี้อาจะเรียกว่า Feel Best ของ GTH เลยก็ว่าได้ นอกจากรอยยิ้ม เสียงหัวเราะ จากมุขตลก ที่อาจจะไม่เรียกว่าฮา แต่ก็ออกมาจากมุมปากได้ตลอดทั้งเรื่อง และแม้กระทั่งบางรอยยิ้มก็เรียกน้ำตาให้ไหล และซึมได้ ที่สำคัญยังเป็นพล็อตของเรื่องหนึ่งที่ไม่ธรรมดาเลย ที่สร้างความสมดุลให้กับเรื่องที่ธรรมดากลายมาเป็นเรื่องให้คนเฝ้าติดตามได้จนจบ และที่สุดก็เป็นดารานำของเรื่องที่ ยกระดับให้เรื่องนี้โดดเด่นเกินกว่าเรื่องใดๆของ GTH ในแนว Feel Good โดยเฉพาะการแสดงของดาราเด็กเลยก็ว่าได้

บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)

เรื่องราว ของครอบครัวตลกที่ตกทอดกันมาเป็นรุ่นสู่รุ่น จนมาถึงต๊อกเด็กชายทายาทอันดับ 1 ของตระกูลที่จะรับมรดกการเล่นตลกจากพ่อ (จตรงค์) ทีมีคณะตลกพาเพลินที่รับจ้างเล่นตลกอยู่ในจังหวัดลพบุรี และมีน้องสาวชื่อม่อนหรือที่คณะตลกตั้งชื่อว่าแซลม่อน พาเพลิน แต่ด้วยความที่ต๊อกมีมุขฝืดและไม่เคยทำให้ใครตลกได้ทำให้ต๊อกรู้สึกผิดหวังในตัวเองและมองว่าพ่อรักน้องสาวคือม่อนมากกว่าเนื่องจากม่อนจะแสดงไหวพริบในการพูดตลกได้ดีกว่า โดยเฉพาะการที่ไม่ให้เขาขึ้นแสดง แต่น้องสาวตัวน้อยกลับกลายเป็นหนึ่งที่สร้่างความฮาและที่คว้าทายาทอันดับ 1 ของครอบครัวตลกแทนตัวเขา ในวันที่หงอยเหงาของต๊อกกลับมาพร้อมกับความสว่างไสวในเรื่องหัวใจ เมื่อได้พบกับหมอน้ำแข็ง (พอลล่า) หมอสาวรักษาสิวที่ทำให้เห็นเขาเห็นว่ามุขของเขายังมีคนขำอยู่ และเรื่องปกติของเด็กชายที่กำลังก้าวผ่านวัยและได้เรียนรู้กับความรัก ต๊อกพยามออกเดทกับคุณหมอที่มีอายุห่างจากเขามากมาย ในขณะเดียวกันเขาก็ต้องพยายามรักษาความหวังที่จะเอาใจพ่อในการเป็นทายาทตลกอันดับ 1 ของตระกูลให้ได้

ต๊อก ที่รับบท โดยด.ช.ชวิน ลิขิตเจริญพงษ์ น่าจะเป็นบทเด็กที่ดีที่สุดในรอบหลายปี ซึ่งรวมถึงน้องสาวที่รับบท โดยด.ญ.ณิชาพัชร์ จารุรัตนาวารี ต้องถือว่าการคัดเลือกดาราของค่ายนับว่าพิถีพิถันเป็นอย่างมาก และดาราอื่น ๆ ที่ควรจะได้รับคำชมไม่ว่าจะเป็นจตุรงค์และอรอนงค์ แม้แต่พอลล่าก็กลายเป็นองค์ประกอบที่ดูน่าเชื่อถือ ในบทคุณหมอรักษาสิว และนี่ก็เป็นอีกก้าวที่ GTH ยกระดับที่หาดารามาเติมให้เหมาะกับบทแทนที่จะเขียนบทให้เป็นไปตามดาราที่เหมือนกับภาพยนตร์ไทยทั่วไป ภาพยนตร์น่าจะยาวพอสมควรแต่เนื่องจากบทตลกที่มีหยอดอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว และเมื่อถึงซึ้งก็ยังรับรู้ได้ ผู้ชมจึงน่าจะอารมณ์ที่เป็นสุขพอสมควรหลังจากชมเสร็จด้วยองค์ประกอบที่ลงตัว เพราะแม้แต่เพลงเชย ๆ เสียงเหน่อของสามารถ พยัคฆ์อรุณ ที่นำมาใส่ในจังหวะที่สมดุลก็กลายเป็นเสียงที่เพราะอย่างน่าฟัง

อารมณ์ดี เพราะมีความสุข ไม่มีทุกข์ จะให้ไม่สุขได้อย่างไร
ความรัก นั้นเหมือนต้นไทร แตกกิ่งใบ คลุมใจร่มเย็น

GTH มีชื่อเสียงอย่างมากในภาพยนตร์แนวความรัก ไม่ว่าจะเป็นความรักของคนรุ่นไหน แต่ในเรื่อง บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ไม่ได้กล่าวเกินเลยไปที่ว่าค่ายนี้ได้ยกระดับตัวเองจากหนังรักกุ๊กกิ๊กผสมตลกให้ความหมายของความเป็นอารมณ์ดีให้มากลายเป็นภาพยนตร์ที่มุมมองความหมายของครอบครัวที่แทบจะหาภาพยนตร์ไทยได้ยากในปัจจุบันที่จะถ่ายทอดความสัมพันธ์ของครอบครัวได้อย่างลึกซึ้ง ในบ้านฉันฯแม้จะยังคงเป็นภาพยนตร์ที่เปิดหน้าว่ามุ่งตลกด้วยการชูภาพคุณจาตุรงค์ และเรื่องราวของคณะตลกหรือมุมหนึ่งก็เป็นเรื่องรักข้ามรุ่น แต่เนื้อในจริงๆแล้วกลับเป็นความสัมพันธ์ของพ่อกับลูก ที่ไม่ว่าจะครอบครัวไหนที่มีลูกมากกว่าหนึ่งคนมักประสบพบเจอเสมอนั่นก็คือการรักลูกไม่เท่ากันในความรู้สึกของลูกแต่ละคน ความเป็นคนที่ (คิดว่า) ไม่สำคัญของลูกแต่ละคน จนกลายมาเป็นปัญหาครอบครัวที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นเพียงเพราะมุมมองของผู้ใหญ่ที่เป็นพ่อกับแม่และมุมมองของเด็กที่เป็นลูกไม่ตรงกัน ภาพยนตร์สะท้อนออกมาได้ค่อนข้างประณีต  ดูหนังไทย ภาพยนตร์มีโทนของตลกขบขันอยู่ตลอดเวลาแต่เมื่อถึงเวลาก็ใส่บทชีวิตให้ซึ้งได้อย่างลืมตัวเช่นกัน ฉากที่พ่อตีต๊อกหลังจากที่หายไปทั้งคืนโดยไม่บอกกล่าวคงไม่ต่างจากพ่อแม่ทั่วไปที่ลูกกลับบ้านคงเจอกับไม้เรียวแต่ฉากนี้ก็ทำให้คนชมหัวเราะไปพร้อมกับน้ำตาซึมในความรักลูกที่เกินคาด และท้ายสุดก็ให้บทจบที่กินใจพอสมควรโดยเฉพาะกับคำที่ว่า ไม่มีทางรู้หรอกว่าพ่อเรารักเราแค่ไหนถ้าไม่ได้เป็นพ่อคนเสียก่อน” แต่ถึงกระนั้นถ้ารอถึงวันนั้นอาจจะไม่มีพ่อหรือแม่รอคอยให้เราเข้าใจได้ถ่องแท้ แล้วจะรออะไรอีกล่ะภาพยนตร์เรื่องนี้คงบอกอย่างนั้น และถ้าภาพยนตร์มีหน้าที่เพื่อสร้างความบันเทิง รอยยิ้ม อิ่มเอม ในขณะเดียวกันก็ให้แง่คิด มุมมองที่น่าสนใจในด้านครอบครัว บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน

ข้อคิด ดีจาก เรื่อง บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)

เอาละ มาถึงจุดเด่นของภาพยนตร์ตลกไทยเรื่องนี้กัน จะมีหนังตลกสักกี่เรื่องที่ได้ข้อคิด ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์ไทย แต่รวมไปถึงอังกฤษด้วย นี่ก็ได้ข้อคิดแบบ Family เลยทีเดียว
โดยเฉพาะคุณพ่อกับคุณลูกทั้งหลาย และคุณลูกทั้งหลาย คุณรู้หรือไม่ว่าพ่อรักคุณมากเพียงใด แล้วคุณพ่อทั้งหลาย คุณรู้หรือไม่ว่าลูกพยายามทำให้คุณรักเขามากเท่าไร
คุณอาจจะยังไม่รู้ว่าลูกคุณเจ็บ ด้วยคำพูดเล็กๆคำหนึ่ง แต่มันสะท้อนก้องเข้าไปในจิตใจ

คุณจะไม่รู้ว่าพ่อรักลูกมากแค่ไหน จนกว่าคุณจะได้เป็นพ่อคน

ชอบคำพูดนี้มากเลย คุณพ่อทั้งหลายไม่ควรพลาดเรื่องนี้ และก็ปัญหาคู่รัก กัดปัญหาสังคมได้ดี หากคุณท้อง การทำแท้งไม่ใช่ทางออกของปัญหานี่ ยังมีอีกหลายทางออกที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้

ภาพรวม เรื่อง บ้านฉัน ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้)

เนื้อเรื่องตอนแรกไม่ค่อยมีอะไรเลย เป็นการเกริ่นแบบหลวมๆไม่ค่อยรัดกุมอะไรแน่นมาก พอเข้าสู่พล็อตเรื่องหลักก็เริ่มเครียดโผล่มาเล็กน้อย ทั้งปัญหาของหมอ และก็ปัญหาของต็อกเอง ก่อนไคลแม็กซ์ เนื้อเรื่องค่อนข้างรัดกุมมาก แล้วจะเป็นตัดบทสรุปทุกอย่างที่ผ่านมา ไคลแมกซ์ ประโยคสุดท้ายอินใจผมมาก
ภาพรวมของหนังเรื่องนี้ดีมากๆถึงมากที่สุด สำหรับหนังตลกไทย แบบหายากมาก ๆ หนังแบบนี้ แล้วมันเจาะเข้าไปกลุ่มประชากรโดยรวม สำหรับครอบครัวที่พ่อขัดแย้งกับลูก

คราวนี้ถึงเวลาของท่านแล้วที่ต้องเปลี่ยนอคติกับหนังตลก หากคุณเป็นคนชอบสาระ เชื่อผมสิ หนังตลกเรื่องนี้ทำได้ดีกว่าหนังรักที่เกลื่อนตลาดอยู่อีก หากคุณชอบตลก ผมว่าก็ดี แต่ยังไม่ถึงดีมาก แต่ดีกว่าหนังตลกหลายเรื่องที่เกลื่อนตลาดเลย หากคุณชอบทั้งคู่ มันจะเป็นหนึ่งในหนังที่คุณประทับใจเลยทีเดียว

คงต้องขอปรบมือให้กับ 2 ผู้กำกับหนุ่มไฟแรง บอล-วิทยา และ เมษ-ธราธร กับผลงานการกำกับ ภาพยนตร์แนว แฟมมิลี่ คอมเมดี้ บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่บอกเล่าเนื้อหา ของหนังได้แบบลงตัว และเป็นภาพยนตร์ที่ดีที่สุดอีกเรื่องของ จีทีเอช ที่เขาตั้งใจนำเสนอ

ครอบครัว ความรัก ความผูกพัน ทั้งสามสิ่งนี้ที่บอลและเมษ 2 ผู้กำกับหนุ่ม ดึงเอามาใช้และถ่ายทอดได้ดี หนังเรื่องนี้ถ้าเปรียบกับก๋วยเตี๋ยวสักชาม ก็คงเป็นก๋วยเตี๋ยวที่มีความอร่อยครอบรส ทั้ง เปรี้ยว เค็ม หวาน เผ็ด แถมลูกชิ้นและหมูในชามยังผ่านการหมักปรุงรสอย่างดี เสิร์ฟด้วยสารอาหารที่ครบถ้วน มันจึงทำให้หนังเรื่องนี้เป็นหนังที่ใครก็อยากชิม

บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) ได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสั้น เรื่อง ทำไมต้องตลก ที่ บอล-วิทยา เคยกำกับไว้ จนพัฒนามาเป็นหนังจอใหญ่ ได้ผู้กำกับน้องใหม่ เมษ-ธราธร มานั่งกำกับคู่ โดยชื่อของ บอล-วิทยา หลายคนคงจะคุ้นเคยกันดีกับผลงานการกำกับ แฟนฉัน (2546) เก๋า…เก๋า (2549) และหนังสั้นอีก 2-3 เรื่อง การผนึกกำลังของ 2 ผู้กำกับหนุ่ม ถือว่าเป็นข้อดีหรือข้อได้เปรียบ กว่าการที่ต้องมานั่งกำกับคนเดี่ยว กลายเป็นผู้มีประสบการณ์กับการกำกับหนังที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว ก็เลยรู้แนวทาง ในการทำหนังดีพอสมควร และ เป็นคนที่ไม่มีประสบการณ์ แต่มีไฟ ที่จะได้ไอเดียใหม่ ๆ มาใช้ในหนัง จึงกลายเป็นสมการสมบูรณ์แบบลงตัว

บ้านฉัน…ตลกไว้ก่อน (พ่อสอนไว้) กล่าวถึง ล้อต๊อก เด็กหนุ่มที่เกิดมาในครอบครัวที่สืบทอดเสียงหัวเราะ มาตั้งแต่บรรพบุรุษ ครอบครัวของ ต๊อก ตลกกันทั้งบ้าน อาจจะได้สายเลือดความเป็นตลกจากรุ่นปู่ย่า ตายายมา แต่ ต๊อก กลับเป็นคนเดียวในตระกูลที่ ตลกฝืด พ่อเคยพาเขาขึ้นแสดงโชว์บนเวที แต่เขากลับสะกดคนดูให้เงียบสนิท ต๊อก พยายามทำทุกอย่างเพื่อเป็นตลกแบบพ่อ เขายอมอดตาหลับขับตานอน เพื่อคิดมุขตลก เพราะกลัวว่า ถ้าไม่ตลก พ่อจะไม่รัก แต่มุขที่เขาคิดมามันก็ช่างแป๊กสิ้นดี

จนวันหนึ่งเมื่อเขาได้พบกับ หมอน้ำแข็ง หมอรักษาสิว สุดสวยที่หัวเราะกับมุขตลกของ ต๊อก จน ต๊อก แอบตกหลุมรัก แต่ด้วยอายุที่ห่างกันเกือบรอบ จึงทำให้รักครั้งนี้ของ ต๊อก ดูเหมือนจะเป็นไปได้หรือเปล่าหนอ ต้องไปตามดูกันเอาเอง

ด้านการแสดงก็ขอปรบมือให้กับการแสดงของนักแสดงทุกคน ที่แสดงได้ดีมากเข้าถึงบทบาทที่เล่น โดยเฉพาะ น้องเฟม พระเอกของเรื่องที่สื่อถึงอารมณ์ความรักในวัยเด็กได้ดี อย่างฉากเลิฟซีนที่ดูแล้วก็อดหัวเราะไปกับพ่อหนุ่มน้อยคนนี้ว่า ช่างกล้ามาก ทำไปได้ แต่ก็น่ารักดี

เรื่องของมุกตลกในเรื่อง ก็ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ไม่เป็นหนังที่บังคับขำ แต่เป็นหนังที่ชวนขำมากกว่า ส่วนซีนดาม่าก็ประทับใจมากๆ ดูแล้วก็ซึ้งไปกับเรื่องราวที่ตัวละครถ่ายทอดออกมา และประทับใจในความรักอันบริสุทธิ์ที่พระเอกมีต่อนางเอก

ครบรอบ 7 ปี ATM เออรัก..เออเร่อ สงครามระหว่างคู่รัก ที่มีศักดิ์ศรีเป็นเดิมพัน

ย้อนกลับไปในวันนี้เมื่อ 7 ปีที่แล้ว (19 กุมภาพันธ์ 2555) ภาพยนตร์ โรแมนติกคอเมดี้ ATM เออรัก..เออเร่อ ฝีมือการกำกับ ของ เมษ ธราธร เข้าฉาย เป็นวันแรก และทันทีที่เข้าฉายหนังก็สร้างกระแสเสียงฮาจนโกยรายได้ในระดับปรากฏการณ์ไปกว่า 152.5 ล้านบาท ส่งให้ ATM เออรัก..เออเร่อ เคยขึ้นแท่นในทำเนียบภาพยนตร์ไทยที่ทำรายได้ตลอดกาล ในอันดับที่ 6 (ปัจจุบันตกไปอยู่ในอันดับที่ 11)

นอกจากนี้หนังเคยครองตำแหน่งภาพยนตร์ที่ทำรายได้มากที่สุดของ GTH (ก่อนหน้าที่ค่ายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงและเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น GDH 559 ในปี 2559) ก่อนจะถูกโค่นแชมป์ลงโดยภาพยนตร์ พี่มาก..พระโขนง (2556)     

เรื่องราวใน ATM เออรัก..เออเร่อ เริ่มต้นขึ้นจากศึกแห่งศักดิ์ศรีภายในธนาคารสัญชาติญี่ปุ่น JNBC ซึ่งมีกฎบังคับข้อสำคัญว่า ‘พนักงานจะมีความสัมพันธ์เกินเลยมากกว่าเพื่อนร่วมงานไม่ได้’ เพราะอาจจะเอื้อให้เกิดโอกาสในการทุจริตในองค์กร

แต่กฎย่อมมีไว้แหก เพราะสุดท้ายไม่อาจหักห้ามความรักของ จิ๊บ (รับบทโดย ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร) และเสือ (รับบทโดย เต๋อ-ฉันทวิชช์ ธนะเสวี) ซึ่งแอบคบกันลับ ๆ มาเป็นระยะเวลา 5 ปีแล้ว โดยที่ไม่มีใครระแคะระคาย

แต่แล้วก็เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อตู้ ATM ของบริษัทเกิด ‘เออเร่อ’ ง่ายเงินผิดออกไป 130,000 บาท และจากจุดเริ่มต้นนั้นเองที่นำพามาซึ่งภารกิจพ่วงกติกาการแข่งขันระหว่างคู่รักแบบสุดป่วน นั่นคือ ‘ถ้าใครแพ้จะต้องลาออกจากบริษัท!’ แล้วยอมให้อีกฝ่ายกลายเป็นช้างเท้าหน้าของครอบครัวหลังจากแต่งงาน…เจอถ้ากติกาแบบนี้แล้วใครกันจะยอมได้! 

ATM เออรัก..เออเร่อ เต็มไปด้วยมุกโรแมนติกและสถานการณ์เรียกเสียงฮา โดยเฉพาะคาแรกเตอร์ของ ‘นางเอก’ ที่ทั้งสวย ฉลาด และแสบสัน จนส่งให้นางเอกหน้าใหม่อย่าง ไอซ์-ปรีชญา พงษ์ธนานิกร แจ้งเกิดแบบเต็มตัว

ATM เออรัก..เออเร่อ

นอกจากบทภาพยนตร์และฝีมือกำกับมุกของ เมษ ธราธร ที่ยอดเยี่ยม แต่อีกกุญแจแห่งความสำเร็จที่ถือเป็นเสน่ห์สำคัญของหนังคือ ‘เคมี’ ของนักแสดงนำและนักแสดงสมทบ อย่าง โจ๊ก โซคูล, เผือก-พงศธร จงวิลาส, ป๊อบ-ปองกูล สืบซึ้ง, แจ๊ค แฟนฉัน, เอิร์ธ-ธวัช พรรัตนประเสริฐ, ฝน-ศนันธฉัตร ธนพัฒน์พิศาล, พุทธชาด พงศ์สุชาติ และแอนนา ชวนชื่น ที่ทำให้ความโรแมนติกและมุกสร้างเสียงหัวเราะนั้นเขย่าออกมาลงตัว

และจากความสำเร็จของภาพยนตร์ ยังส่งให้เกิดเวอร์ชันซีรีส์ในชื่อ ATM 2 คู่เวอร์..เออเร่อ..เออรัก โดยออกอากาศทางช่องจีทีเอชออนแอร์ ในปี 2556 พร้อมด้วยทีมนักแสดงนำที่เคยเรียกเสียงฮามาแล้วจากเวอร์ชันภาพยนตร์ อย่าง เต๋อ ฉันทวิชช์, ไอซ์ ปรีชญา, เผือก พงศธร และ โจ๊ก กรภพ ฯลฯ

ภาพยนตร์ ATM เออรักเออเร่อ หนังไทยอารมณ์ดีจากการกำกับของ เมษ ธราธร เรื่องราวความรักลับ ๆ ของหนุ่มสาวธนาคารคู่หนึ่งกับภารกิจวุ่น ๆ ตามล่าหาเงินที่หายไปจากตู้เอทีเอ็ม

ธนาคาร JNBC มีกฎเหล็กในการทำงานว่าห้ามให้พนักงานในบริษัทเป็นแฟนกันเนื่องจากผลสำรวจเห็นว่าพนักงานในบริษัทหากมีความสัมพันธ์กันลึกซึ้งอาจจะทำให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงเพราะไม่สามารถที่จะแยกแยะเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวได้และอีกนัยหนึ่งคืออาจมีการทุจริตหรือเอื้ออำนวยประโยชน์ให้กันในทางอ้อม จนกระทั่งวันหนึ่ง จิ๊บ ( ไอซ์ ปรีชญา ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นหัวหน้าแผนกได้จับได้ว่ามีพนักงานในบริษัทแอบคบหากันจึงได้เรียกมาคุยแล้วจัดการเรื่องราวในทันที พอเรื่องนี้แดงขึ้นมาก็เดือดร้อนถึง เสือ (เต๋อ ฉันทวิทย์) หนึ่งในพนักงานธนาคาร ที่ได้แอบคบกันแบบลับ ๆ อยู่แล้วกับจิ๊บ ทำให้ทั้งคู่ต่างตัดสินใจที่จะจัดการกับปัญหานี้อย่างต่าง ๆ นา ๆ ทางออกที่ดีที่สุดคือต้องมีคนใดคนหนึ่งลาออกแต่ต่างฝ่ายต่างก็ไม่ยอม
ปัญหาเรื่องหัวใจยังไม่จบดีปัญหาใหญ่ก็ตามมาทันทีเมื่อมีการแจ้งว่าธนาคารที่สาขา ชลบุรี มีการจ่ายเงินเกินจากเครื่องไปเป็นจำนวนกว่า 130,000 บาท ดูหนังออนไลน์ฟรี เนื่องจากพนักงานตั้งค่าเครื่องผิดเรื่องนี้ก็เดือดร้อนมาถึงจิ๊บที่ต้องจัดการแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยจิ๊บได้รับคำสั่งจากหัวหน้าให้ตามเงินกลับมาให้ได้ภายใน 2 อาทิตย์ หากทำไม่ได้ก็จะได้รับโบนัส แต่จิ๊บก็พลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยหลอกเสือว่าจะต้องไปทำเรื่องนี้ที่ต่างจังหวัด 2 คนกับลูกหัวหน้าของเธอเสือเลยรีบรับอาสาทำเรื่องนี้ให้โดยทำสัญญากันว่าหากเสือสามารถที่จะนำเงินกลับมาได้จิ๊บต้องเป็นฝ่ายลาออกจากธนาคาร จิ๊บยินดีรับข้อเสนอนั้นและก็ดีใจอยู่ภายใน เมื่อเสือได้รับภารกิจนั้นมาซึ่งมันกลายเป็นงานหนักของเขาเข้าแล้วเพราะข้อมูลใด ๆ ก็ไม่มี ภาพจากกล้องก็ใช่ไม่ได้แถมโปรแกรมของตู้ เอทีเอ็มก็เออเร่อไม่สามารถแสดงเวลาของคนที่มากดเงินได้เลย

จิ๊บผู้ทีรู้เรื่องราวทั้งหมดนี้อยู่แล้วได้แต่ซะใจและก็ยังคอยติดตามการทำงานของแฟนหนุ่มตลอดเวลาแถมยังคอยที่จะขัดขวางเสือไม่ให้งานนี้สำเร็จเพื่อที่ตนจะได้ไม่ต้องเป็นคนลาออก จากคู่รักกลับต้องมากลายเป็นคู่แข่งเพื่อที่จะตามหาตัวผู้โชคดีจากตู้เอทีเอ็มแห่งนี้

มือมืดที่ได้เงินไปก็ไม่ธรรมดา แป๊ด (แจ็ค เฉลิมพล) คนขับสองแถวจอมกะล่อนพาเสือไปปล่อยทิ้งไว้ถนนเปลี่ยวกลางทุ่งนา ในขณะที่ ปื๊ด (เอิร์ท ธวัช) คู่ซี้ไอ้แป๊ดถึงขั้นวางแผนฆ่าปิดปาก !!! เจ๊อั้ม (ตุ๊ยตุ่ย พุทธชาด) เจ้าของซักรีดฝีปากกล้านำเงินที่ได้มาถอยเครื่องซักผ้าจดหมดเกลี้ยง ก็อบ (น้ำฝน ศนันธฉัตร) ลูกสาวของเจ๊อั้มได้ตกหลุมรักเสือเข้าให้จึงร่วมมือเพื่อช่วยเสือ อีกทั้งจ่าแซม (แอนนา ชวนชื่น) ที่เลี้ยงจระเข้ไว้ในบ้านอีก ทันทีที่แต่ละคนรู้ชะตาชีวิตของตนเองในการถูกตามล่าของธนาคารต่างคนต่างก็งัดสารพักวิธีเพื่อหลีกเลี่ยงการทวงเงิน นั้นก็ยิ่งทำให้ภารกิจครั้งนี้วุ่นวายและสนุกสนานยิ่งขึ้น…

จากเนื้อหาของภาพยนตร์เรื่องนี้จะสังเกตได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่สามารถรับชมได้ทุกเพศทุกวัยเป็นเรื่องเบาสมองหากนำหลักในการวิจารณ์มาใช้ประกอบการพิจารณาก็สามารถจัดภาพยนตร์เรื่องนี้ให้อยู่ใน

แนวคิดของรูปแบบนิยม (Formal Criticism)

แนวคิดรูปแบบนี้จะวิเคราะห์เทคนิคใดเทคนิคหนึ่งเป็นพิเศษหรืออาจวิเคราะห์หลาย ๆ องค์ประกอบเทคนิคเชื่อมโยงกันโดยจะให้ความสำคัญในด้านการนำเสนอมากกว่าเนื้อหาของเรื่อง

เริ่มจาก สื่อที่นำมาวิจารณ์นี้เป็นในด้านของภาพยนตร์ เนื้อหาโดยรวมกล่าวถึงคู่รักในธนาคารกับภารกิจการตามล่าหาเงินที่หายไปแต่จะเป็นการนำเสนอเนื้อเรื่องแบบไม่เครียดเป็นการปฎิบัติภารกิจที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มมากกว่าและยังสอดแทรกแง่คิดในเรื่องของการทำงาน การใช้ชีวิตในสังคมพร้อมทั้งกับความซื่อสัตย์สุจริตในตนเอง ภาพยนตร์นี้ถูกถ่ายทอดเนื้อเรื่องจากตัวละครหลักไม่เพียงกี่ตัวเท่านั้นซึ่งง่ายต่อการจดจำของคนดูไม่ได้เป็นการเล่าเรื่องจากตัวละครใดตัวหนึ่งแต่เป็นการแสดงการดำเนินเรื่องไปโดยพร้อมๆกัน ลำดับเหตุการณ์ของเนื้อหาจะเป็นการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมาและเล่าสลับอดีตกับปัจจุบันซึ่งการนำเสนอแบบนี้คนดูก็จะเข้าใจได้ง่ายว่าเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นนั้นมีจุดเริ่มต้นมาอย่างไรและทำไมถึงมาเป็นแบบนี้ได้ ก็จะทำให้คนดูมีอารมณ์ร่วมไปกับภาพยนตร์ด้วย
เทคนิคต่าง ๆ ที่ใช้ในการนำเสนอ เรื่องของขนาดภาพ (The Shots) มีการใช้ขนาดของภาพครบทุกองค์ประกอบ ภาพในระยะไกล ตัวอย่างเช่นภาพถ่ายของธนาคารนำเสนอออกมาเพื่อที่คนดูจะได้เห็นรายละเอียดในด้านกว้าง ๆ แต่คนดูก็ยังไม่รู้สึกผูกพันเท่าไหร่นัก ต่างจากภาพระยะใกล้ ตัวอย่างเช่นตอนที่เสือกับจิ๊บอยู่ด้วยกันสองต่อสองมองหน้ากันบนเตียงจะใช้ภาพถ่ายระยะใกล้ให้คนดูมีอารมณ์คล้อยตาม อาจจะจินตนาการไปได้เลยว่าตนเองเป็นตัวละครนั้นอยู่จะทำให้คนดูให้ความสำคัญกับสิ่งเหล่านั้นมากกว่าการถ่ายภาพระยะไกล แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของเรื่องราวในแต่ละตอนด้วย

มุมกล้อง (The Angles) มีการใช้มุมกล้องระดับสายตาเป็นส่วนใหญ่ และมีการใช้มุมกล้องในรูปแบบSubjective ในตอนที่แฟนบอลต่างก็ที่จะแย่งกันไปกดเงินที่ตู้เอทีเอ็มซึ่งใบหน้าของแต่ละคนแสดงความรู้สึกออกมาได้ชัดเจนทำให้ภาพที่ถ่ายทอดออกมานั้นสามารถดึงคนดูเหมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์นั้นได้

การเคลื่อนไหวของกล้อง (Camera Movements) หลัก ๆ ของเรื่องจะมีการใช้กล้องแบบ Pan เพื่อรักษาการเคลื่อนไหวที่คงที่ของตัวละคร ใช้ Hand-held การใช้กล้องแบกบ่าอย่างอิสระจะไม่มีการจัดวางของกล้องมากนักซึ่งทำให้คนดูชิดใกล้กับตัวละครมากขึ้น แต่ก็มีการตั้งกล้องเป็นกล้องหลักอยู่กับที่เพื่อใช้การถ่ายทำภาพที่เป็นการนำเสนอเรื่องราวแบบนิ่งไม่มีการเคลื่อนไหวอะไรมากมาย

องค์ประกอบภาพเพื่อสื่อความหมาย (Mise-en-Scence) จะนำเสนอในด้านของจุดเด่นเช่นตอนที่จิ๊บไปตามหาเจ๊อั้มที่ร้านซักรีดองค์ประกอบภาพแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าเจ๊อั้มมีเครื่องซักผ้าใหม่เอี่ยมจำนวนหลายตัวมากซึ่งทำให้รู้ได้ทันทีว่าพึ่งซื้อมาทั้งที่ไม่อะไรเป็นตัวนำให้เห็นเลยว่าเจ๊อั้มมีฐานะที่สามารถจะซื้อเครื่องซักผ้าใหม่ได้พร้อมกันทีเดียว จุดรองในการเชื่อมเรื่องคือจำนวนผ้าที่มีมาให้ซักไม่ค่อยมากเท่าไหร่นัก จังหวะยังไม่ค่อยมีความสัมพันธ์ที่ทำให้เกิดการเคลื่อนไหวที่งดงามเท่าไหร่นัก มีการใช้ความกลมกลืนและการตัดกันทางศิลป์อย่างเหมาะสม

การตัดต่อ การใช้เสียง การใช้แสงสี มีการตัดต่อที่ราบเรียบเกินไปในบางตอนยังไม่ค่อยเนียนเท่าไหร่นัก แสงและสีก็มีความเหมาะสมในระดับหนึ่งมีทั้งความนุ่มนวล สว่างเป็นส่วนใหญ่ให้ความสดใสมากกว่าการนำเสนอออกมาในรูปแบบของภาพแสงน้อยซึ่งจะให้อารมณ์เศร้าซึ่งในเรื่องนี้จะไม่มีเรื่องเศร้าเท่าไหร่นัก การใช้เสียงก็มีเสียงที่โดดเด่นอย่างชัดเจน เช่นตอนที่คนต่างก็แย่งแห่กันมากดเงินเสียงทุกคนตะโกนโหวกแหวกโวยวายต่างรีบวิ่งเข้ามาเพื่อที่จะแย่งกันกดเงินภาพยนตร์ใช้เสียงที่สื่อออกมาอย่างดังแสดงให้เห็นถึงความต้องการอย่างชัดเจน
ฉาก ส่วนใหญ่ก็มีไม่กี่ฉากคนดูจำได้หมดหลัก ๆ คือธนาคาร บ้านเรือนของคนที่ได้เงินไป บนรถเป็นต้นเป็นจะไม่ค่อยใช้ฉากที่ใช้เทคนิคพิเศษสร้างเท่าไหร่ ซึ่งข้อดีคือทำให้เห็นถึงความรู้สึกเป็นธรรมชาติ
ตัวแสดงแต่ละครของภาพยนตร์เรื่องนี้โดยพื้นฐานหลักเลยคือเป็นกลุ่มคนที่มีคาแรคเตอร์เป็นของตัวเองสูงเป็นคนที่อารมณ์ดีสนุกสนาน เมื่อมาเล่นภาพยนตร์ที่ไม่ต้องใช้อารมณ์มาก็ทำให้การทำงานง่ายขึ้นอีกทั้งเป็นภาพยนตร์ตลกเฮฮาอีกยิ่งทำให้การแสดงออกมาของอารมณ์ของนักแสดงแต่ละคนทำออกมาได้อย่างดีมาก แสดงได้สมจริงและชัดเจนสามารถทำให้คนดูเชื่อได้ว่าตัวตนเขาเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เกิดการจับผิดน้อย

ภาพรวมหลัก ๆ ของการวิจารณ์ภาพยนตร์เรื่องนี้แบบรูปแบบนิยมก็เป็นไปในทิศทางบวกเพราะนักแสดงและทีมงานทุกคนล้วนเป็นมืออาชีพและมีประสบการณ์สูงทั้งนั้น

การวิจารณ์แนวคิดการสร้างอารมณ์ขัน

ภาพยนตร์เรื่อง ATM เออรักเออเร่อ สามารถจัดอยู่ได้ในกลุ่มของตลกโปกฮา (Farce) ใช้สถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อสร้างความตลกขำขันให้เกิดขึ้น มีการใช้ไหวพริบคำคมของตัวละครบางตัว เช่นการใช้คำคมภาษาของปี๊ดในการจีบก็อบที่ออกแนวเลี่ยน ๆ แต่ทำให้คนดูอมยิ้มได้ หรือการสวนกันทันควันของมุขของตัวละครแต่ละตัว

ความตลกก็มีความาสมจริงเพราะดังที่กล่าวแล้วว่าตัวละครแต่ละตัวในชิวิตจริงนั้นก็เป็นคนที่อารมณ์ดีเพราะฉะนั้นเมื่อเขาได้มาเล่นบทเรื่องราวที่ตลกเข้ากับตนเองจะไม่ทำให้เขาเกิดความรู้สึกฝืนหรือไม่ถนัด จังหวะในการแสดงเรื่องราวที่ตลกนั้นก็ปล่อยออกมาได้อย่างดีเยี่ยม เป็นภาพยนตร์ทีทำให้คนดูแทบไม่ได้มีจังหวะหยุดขำเลย ซึ่งนั้นก็แสดงให้เห็นว่าการนำเสนออารมณ์และเรื่องราวเหล่านั้นประสบความสำเร็จอย่างมาก จังหวะในการปล่อยมุขแต่ละมุขก็เหมาะสมกับสถานการณ์ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วแต่คนดูก็สามารถที่จะเข้าใจได้เพราะมุขที่แสดงออกมานั้นเป็นมุขเป็นภาษาที่เข้าได้ถึงคนในวงกว้าง สามารถตอบสนองคนดูได้ทุกเพศทุกช่วงอายุ

เรื่องราวความนำเสนอความคิดแบบมุขตลกนี้ก็ไม่มีอะไรที่ตายตัวมากนักส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นเพราะประสบการณ์และความสามารถเฉพาะตัวของนักแสดง แต่ต้องระวังไว้ว่าการปล่อยมุขหรือเรื่องราวที่ตลกนั้นควรจะอยู่ในขอบเขตที่เหมาะสมไม่ออกนอกเรื่องจนเกินไปต้องจับจุดของคนดูให้ถูกว่าคนดูต้องการสิ่งไหนและเราจะสื่อออกมาได้ชัดเจนแค่ไหนหรือไม่อย่างไรแต่จุดประสงค์ของคนดูที่ชอบดูหนังตลกจะไม่มีอะไรมากมายจะไม่ค่อยคาดหวังกับเนื้อหาเท่าไหร่เพียงแค่ต้องการชมภาพยนตร์ที่สาระอาจจะมีไม่มากแต่สามารถให้อารมณ์ขันกับคนดูได้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว นับว่าภาพยนตร์ที่มีเนื้อเรื่องที่ตลก อารมณ์ดี ส่วนใหญ่ก็มักจะเป็นที่นิยมของคนไทยอยู่แล้วส่วนใหญ่ผู้ที่ผลิตภาพยนตร์แนวนี้ก็มักประสบผลสำเร็จเป็นส่วนใหญ่ อย่างเช่นเรื่อง ATM เออรักเออเร่อ เป็นต้น

เก็บความประทับใจจากภาพยนตร์ เรื่อง “ความจำสั้น แต่รักฉันยาว” (Best in time) ไว้ในบันทึก

ภาพยนตร์ไทย เรื่อง “ความจำสั้น แต่รักฉันยาว” ใช้ชื่อภาษาอังกฤษว่า Best in time ซึ่งหมายถึง เวลาที่ดีที่สุด (ที่ฉันเคยมี) ออกฉายเมื่อวันที่ 5 มีนาคม 2552

เมื่อ เก่ง สัตวแพทย์หนุ่มปากมอม (เป้ อารักษ์) กลับมาพบเพื่อนรัก โอม (เจมส์ อเล็กซานเดอร์ แม็กกี้) อีกครั้งในงานเลี้ยงรุ่น หลังจากจบปาร์ตี้ เก่งกับโอม เจอเข้ากับคุณตำรวจที่กำลังตั้งด่านตำรวจแอลกอฮอล์ ด้วยฤทธิ์สุราที่พุ่งปรี๊ดเกินกฏหมายกำหนด เก่งกับโอมเลยโดนรวบเข้าคุก

งานนี้ทั้งคู่เลยกอดคอเดินเข้าคุกไปตามระเบียบ และในคืนนั้นเอง ฝ้าย (ญารินดา บุนนาค) แฟนเก่าของโอม รุดมาหาถึงที่ พร้อมกับหาเงินมาประกันตัวทั้งคู่เป็นอิสระ ระหว่างทางกลับบ้าน ฝ้ายสวมวิญญาณแม่พระ กระโดดลงไปจากเพื่อช่วยหมาที่ถูกรถชนตกไปในคลอง หลังจากที่ได้ช่วยมาก็ได้พาไปรักษาที่คลินิกหมอเก่ง หลังจากนั้น เจ้าหมาน้อย นามว่า “สะพานลอย” (ชื่อสุดกวนที่ฝ้ายเพิ่งตั้งให้) ก็กลายเป็นสะพานที่เชื่อมโยงให้เก่งและฝ้ายได้พบปะพูดคุยกันมากกว่าเดิม

และเพราะเหตุการณ์เมาแล้วขับ ทำให้เก่งต้องมาบำเพ็ญประโยชน์ ดูหนังออนไลน์ฟรี สอนวิชาคอมพิวเตอร์ให้กับลูกศิษย์จากชมรมคอมพิวเตอร์เพื่อผู้สูงอายุที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 60 อัพ และที่นี่เองที่เก่งได้เจอกับสองลูกศิษย์ ลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์) และป้าสมพิศ (ศันทนีย์ วัฒนานุกูล) คู่รักที่พบกันในชมรมแห่งนี้ และเป็นคนที่ทำให้ชีวิตของเก่ง ได้รู้จักอีกแง่มุมของความรักที่ต่างออกไป

ความจำสั้นแต่รักฉันยาว

หลังจากที่เก่งได้ใกล้ชิดฝ้ายมากขึ้น ทำให้เก่งเริ่มลังเลในความรู้ดี ๆ ที่มีต่อฝ้าย เพราะสมัยเด็ก เก่งเคยแอบชอบฝ้ายอยู่ข้างเดียว ซึ่งเป็นความรักครั้งแรกที่เก่งผิดหวังสุด ๆ เพราะโอมเพื่อนรักดันจีบฝ้ายตัดหน้า แถมยังคว้าไปเป็นแฟน โดยที่ฝ้ายยังไม่รู้ตัวด้วยว่า เก่งแอบรักมานาน ในขณะที่เก่งกำลังเกิดหลงรักอยู่นั้น ลุงจำรัสกลับมาอาการป่วยและกำลังจะกลายเป็นคนหลงลืมตลอดชีวิต

เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่าย ๆ  และแม้จะรู้ว่ายิ่งจำยิ่งเจ็บ เราก็จะเลือกที่จะต่อสู้ที่จะมีรักอันยาวนาน

บางคนใช้เวลาทุกวินาที เพื่อลืม “รักครั้งแรก” แต่บางคนใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อจำ “รักครั้งสุดท้าย”

ความประทับใจที่มีต่อภาพยนตร์เรื่องนี้เกิดขึ้นในหลาย ๆ ประเด็น หลาย ๆ ตอน

ภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้ผมมอง “ความรัก” ว่า สวยงาม และไม่มีขีดจำกัด แม้กระทั่งวัยสูงอายุก็สามารถที่จะมีความรักซึ่งกันและกันได้อย่างไม่ได้ทำผิดประเพณีแต่อย่างใด

ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็น Romantic Comedy ความรักปนความฮา เป้ กับ ญารินดา ก็แสดงได้เป็นธรรมชาติมาก เป็นตัวของตัวเองที่สุด ความฮาจึงเหมือนกับได้นั่งคุยเพื่อนสนิทแล้วหัวเราะออกมาดัง ๆ

แต่จุดหนึ่งที่การดำเนินเรื่องเดินไป ผมว่า เขาใช้คำหยาบคายมากเกินความจำเป็น หากเด็กวัยรุ่นดูท่าจะรู้สึกว่า พูดจาไม่เพราะ หยาบคายเป็นเรื่องปกติไป

คุณลุงจำรัส กับ คุณป้าสมพิศ ก็แสดงสมได้รางวัลดารานำหลาย ๆ รางวัล น่ารัก สมวัย และแอบทันสมัย แถมสวนของลุงจำรัสที่ชุมพร ก็น่าอยู่มาก ๆ

ในฐานะที่อยู่ในวัยของผู้ถนัดใช้ไอที ภาพยนตร์เรื่องนี้สอดแทรก Social Networking ดัง ๆ แบบน่ารัก ตอนที่หมอเก่งต้องไปสอนคอมพิวเตอร์เพื่อบำเพ็ญประโยชน์

เกร็ด

  • ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจากภาพยนตร์สั้นเรื่อง เวลา…รัก โดย ขนิษฐา ขวัญอยู่
  • กฤษณ์ เศรษฐธำรงค์ ที่รับบทลุงจำรัส เคยรับราชการเป็นทหารอากาศ อดีตนักฟุตบอลทอ. ด้านอาหารและเครื่องดื่ม เข้าวงการครั้งแรกเมื่ออายุ 41 ตอนนั้นมีคนมองเห็นแววให้มาถ่ายรูปแล้วก็เรียกไปแคสติ้ง เริ่มจากตัวประกอบธรรมดาๆจนได้รับโอกาสรับบทนักแสดงนำในเรื่องนี้
  • ผู้กำกับต้องการให้ฉากที่ ฝ้าย ซึ่งรับบทโดย นินา – ญารินดา บุนนาค ก้มลงดู เก่ง ซึ่งรับบทโดย เป้ – อารักษ์ อมรศุภศิริ ที่นอนอยู่กับ สะพานลอย สุนัขในเรื่อง มีหยดน้ำไหลจากผมของ นินา ไปเปื้อนแก้ม เป้ นิดเดียวพอให้ใจสั่น แต่กลับกลายเป็น เป้ ที่อดขำไม่ได้ เพราะน้ำจากผมไหลลงมาจนเปื้อนแก้มไปหมด กว่าจะซึ้งได้ก็ต้องเอากระดาษมาซับหน้ากันหลายรอบ
  • เพลง จะได้ไม่ลืมกัน เพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ ขับร้องโดยธงไชย แมคอินไตย์ ประพันธ์เนื้อร้องโดยกัลยารัตน์ วารณะวัฒน์ (นิ่ม สีฟ้า) ทำนองและเรียบเรียงโดย วัฒนกร ศรีวัง ได้อันดับสูงสุด 4 จากการจัดอันดับของอีเอฟเอ็ม ในชาร์ตของ 94.0 อีเอฟเอ็ม ท็อป 20 ชาร์ต ประจำวันที่ 29 มีนาคม 2552

เรื่องย่อ
ว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ที่มีความจำสั้นเพียง 3 วินาทีว่ากันว่า ปลาทอง เป็นสัตว์ไม่มีความรัก เพราะเพียงแค่มันว่ายจากขอบโถด้านหนึ่ง ถึงขอบโถอีกด้านหนึ่ง มันก็จำหน้าปลาสาวที่มันเพิ่งบอกรักไม่ได้ซะแล้ว แต่เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ!
ความจำสั้น…แต่รักฉันยาว (Best of Times) ภาพยนตร์ไทยแนวโรแมนติก/ดราม่า จะพาทุกท่านไปพบเรื่องราวความรัก ความทรงจำที่อยากลืมมันกลับจำ บางสิ่งที่อยากจำมันกลับลืม เพราะคนไม่ใช่ปลาทอง เราจึงลืมความรักกันไม่ได้ง่ายๆ และแม้จะรู้ว่ายิ่งจำยิ่งเจ็บ เราก็ยังเลือกที่จะต่อสู้เพื่อมีรักอันยาวนานพบกับภาพยนตร์หนึ่งในผลงานที่หลายท่านประทับใจ กับนักแสดงคุณภาพ เป้ อารักษ์ อมรศุภศิริ, ญารินดา บุนนาค, ศันสนีย์ วัฒนานุกูล, กฤษณ เศรษฐธำรงค์ กำกับโดย ยงยุทธ ทองกองทุน พร้อมเพลงประกอบภาพยนตร์ ‘จะได้ไม่ลืมกัน’ โดยพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์

ความจำสั้น แต่รักฉันยาว
“บางสิ่งที่อยากจำมันกลับลืม บางสิ่งที่อยากลืมมันกลับจำ คนเรานี้คิดให้ดีก็น่าขำ อยากจำกลับลืม อยากลืมกลับจำ” ประโยคเด็ดๆ ในหนังเรื่องนี้ ที่เอาความจำและลืมของคนเรามาเป็นประเด็นหลัก ผมติดตามผลงานของ คุณสิน (ยงยุทธ ทองกองทุน) มาตั้งแต่เรื่อง “สตรีเหล็ก” ทั้งภาค 1 และภาค 2 รวมถึงเรื่อง “แจ๋ว” และเรื่อง “แก๊งชะนีกับอีแอบ” ด้วย เคยมีโอกาสพูดคุยกับคุณสินบ้างก็หลายครั้งตามงานเปิดตัวหนังเรื่องต่างๆ ของทาง GTH จึงทำให้รู้ว่าคุณสินเป็นผู้กำกับหนังที่อารมณ์ดีมาก ผู้ร่วมงานทุกคนบอกเป็นเสียงเดียวกันเลยว่า ทำงานด้วยแล้วสนุก จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่า คุณสินจะเป็นผู้กำกับในดวงใจของใครต่อใครอีกหลายคน รวมทั้งตัวผมด้วย ตอนได้ข่าวครั้งแรกว่าคุณสินจะมากำกับหนังสั้นเรื่อง “กลัว” (เป็น 1 ใน 4 หนังสั้นของภาพยนตร์เรื่อง 4 แพร่ง) ซึ่งเป็น “หนังผี” ผมก็คิดเหมือนกันว่า
คุณสินจะกำกับได้ดีเท่าหนังตลกเท่าที่เคยทำหรือเปล่า เพราะคุณสินติดภาพ “ผู้กำกับหนังตลก” ไปแล้วเต็มตัว และหนังทั้ง 4 เรื่องที่คุณสินกำกับมาก็ประสบผลสำเร็จ 4 เรื่อง พอหนังเรื่อง “4 แพร่ง” เข้าฉาย ผู้ชมก็ได้เข้าไปพิสูจน์ฝีมือการกำกับหนังผีของคุณสิน และผลออกมาก็แสดงให้เห็นว่า คุณสินนั้นนอกจากจะทำหนังตลกได้ดีแล้ว ยังทำหนังผีได้ดีไม่แพ้กันอีกด้วย สมแล้วที่เป็นผู้กำกับอันดับมือต้นๆ ของเมืองไทย และผมต้องแปลกใจอีกครั้ง เมื่อโปรเจคท์เรื่อง “ความจำสั้น แต่รักฉันยาว” ของคุณสินออกมา เพราะว่าก่อนหน้านั้น คุณสินเคยประกาศไว้ว่า จะทำหนังเรื่อง “เมื่อสวรรค์ให้รางวัลผม” ซึ่งเป็นเรื่องแปลมาจากวรรณกรรมเยาวชนของประเทศญี่ปุ่น และเป็นวรรณกรรมที่ได้รับรางวัลซังเค จากประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว (เป็นรางวัลเกี่ยวกับหนังสือของวัยรุ่นญี่ปุ่นยอดเยี่ยม) ความจำสั้น แต่รักฉันยาว จึงเป็น หนังรัก เรื่องแรกที่คุณสินกำกับ และจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่ถูกส่งมาพิสูจน์ว่า ผู้กำกับคนนี้ไม่ธรรมดา นอกจากจะกำกับหนังตลกได้โดนใจ กำกับหนังผีได้น่ากลัวแล้ว ยังสามารถกำกับหนังรักที่ทำให้ทุกคนซึ้งกินใจได้ไม่ลืมอีก
ความจำสั้น แต่รักฉันยาว เป็นการชูประเด็นความรักที่เกี่ยวกับความจำ เป็นเรื่องราวของความรักของคน 2 คู่ คือคู่ของหนุ่มสาว (เป็นรักที่อยากลืมกลับจำ) และคู่ของคนสูงอายุ (รักที่อยากจำกลับลืม) ความรักของทั้ง 2 คู่ที่บางครั้งเจอในสิ่งที่ไม่สมหวังในรักก็อยากจะลืมช่วงนั้นไป แต่กลับจำ แต่บางสิ่งที่ดีๆ ในชีวิตที่เราอยากจำ กลับลืม โดยเอาปลาเงินปลาทองมาเป็นสัญลักษณ์ของหนังเรื่องนี้ (เพราะเชื่อว่า ปลาทอง เป็นปลาที่มีความจำสั้นที่สุด จำได้แค่ 3 วินาที) “รักที่อยากลืมกลับจำ” สำหรับการแสดงของคู่นี้ เก่ง (อารักษ์ อมรศุภศิริ – เป้ วงสเลอ) และ ฝ้าย (ญารินดา บุนนาค) แม้ว่าในด้านการแสดงของทั้งคู่จะผ่านงานมาต่างกัน แต่เมื่อเล่นเข้าคู่กันแล้วก็สามารถไหลลื่นไปได้ด้วยดี ฉากที่แสดงฝีมือล้วนๆ ของคุณญารินดา ก็น่าจะเป็นฉากตอนที่อยู่ในเรือประมง เธอแสดงถึงอาการของคนเก็บกดได้ดีมาก แม้จะมีสัตว์เลื้อยคลานออกมาจากปากของเธอเต็ม 2 รูหูของผมบ้าง
แต่ก็เข้าใจว่ามันเป็นอาการของคนเก็บกดที่อยากจะระบายออกมาอย่างแรง ผมเคยนึกเสมอว่า ทำไมหนังไทยถึงทำไม่ได้นะที่ เอาคนๆ เดียวกันมาเล่นต่างเรื่องกัน แล้วให้คาแร็คเตอร์นักแสดงคนๆ นั้นแตกต่างกันไปอย่างสิ้นเชิงเลย (ตัวอย่างเช่น คุณเป้จากเรื่อง บอร์ดี้ศพ19 กับคุณเป้จากเรื่อง รักสามเศร้า ดูยังไงก็ยังเป็นคุณเป้คนเดียวกัน) พอมาถึงเรื่องนี้คุณเป้ก็ทำได้จริงๆ (ไม่สิ ผู้กำกับสามารถสั่งให้ทำได้) คุณเป้สามารถเปลี่ยนลุคไปได้ถนัดตา
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ยังขัดหูขัดตาอยู่บ้างเล็กๆ ก็คงเป็นเรื่องของทรงผมที่เปลี่ยนไปของเป้ (เข้าใจว่าน่าจะเป็นวิกผม) หัวมันสูงๆ ยังไงไม่รู้ เส้นผมก็แข็งกระด้าง ดูแล้วไม่เหมือนผมธรรมชาติเลย เดี๋ยวหัวสูง เดี๋ยวหัวแฟบ ยังมีนักแสดงอีกตัวหนึ่งที่ต้องขอชม ก็ “น้องสะพานลอย” นั้นแหละ ชอบมุขหมาพันปลั๊กมาก คิดได้ไง “รักที่อยากจำกลับลืม” สำหรับอีกคู่หนึ่ง น่าจะเป็นคู่ที่ดูแล้วดีที่สุดก็ว่าได้คือ คู่ของ ป้าสมพิศ (ศันสนีย์ วัฒนานุกูล) กับ ลุงจำรัส (กฤษณ เศรษฐธำรงค์) คู่นี้เรียกว่าการแสดงระดับขั้นเทพแล้ว ลุงและป้าเล่นกันแบบเนียนมาก
คู่นี้มีอะไรกุ๊กกิ๊กกันมากว่าคู่ของหนุ่มสาวด้วยซ้ำ รัก ซึ้ง กินใจ ก็อยู่ที่คู่นี้แหละ ผู้กำกับเข้าใจที่จะเอาเรื่องแบบวัยรุ่นมาใส่ในตัวผู้สูงอายุ อย่างเช่น โดดเรียน หนีเที่ยว ขออนุญาตผู้ปกครอง ฯลฯ ดูแล้วให้ความรู้สึกที่ดี และไม่น่าแปลกใจที่จะมีประโยคเด็ดๆ ออกมาจากคู่นี้เยอะมาก เหมือนจะย้ำให้เรารู้ว่า “เป็นผู้ใหญ่ที่อาบน้ำร้อนมาก่อน” เรียกว่ารู้หมดว่า ความรักคืออะไร และคุณค่าของความรักคืออะไร ดูความรักของคู่นี้แล้วอบอุ่นและอิจฉายังไงบอกไม่ถูก ทั้งคู่แสดงให้เห็นว่า พร้อมที่จะร่วมทุกข์และร่วมสุขกันตลอดเวลา เป็นความรักที่น่าอิจฉามาก ใครที่มีความรักเช่นคุณลุงและคุณป้าคู่นี้จริงๆ ผมบอกได้คำเดียวเลยว่า อิจฉาๆ แต่กาลเวลาและสังขารก็เป็นตัวแปรที่จะทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้เปลี่ยนแปลงไปทั้งในทางที่ดีและไม่ดีที่ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ ” ไม่ลืม ไม่มีหรอก มีแต่ลืมช้า หรือลืมเร็วเท่านั้น” เมื่อดูคู่นี้จบแล้วทำให้เรารู้อะไรต่างๆ มากมายในเรื่องของความรัก อิจฉาชมพู่มะเหมี่ยวลูกนั้น ที่ป้าสมพิศบอกว่า “เป็นชมพู่ที่อร่อยที่สุดในโลก” (ฉากนี้ซึ้งมาก) ผมว่าความรักในคู่ของป้าสมพิศและลุงจำรัสนั้นให้อะไรดีๆ กับคู่หนุ่มสาวและคู่รักอื่นๆ ที่ต้องอยู่ร่วมกันตลอดชีวิตได้ดีเลยทีเดียว ส่วนเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่องนี้ จะได้ไม่ลืมกัน ก็ได้เสียงร้องของ พี่เบิร์ด (ธงไชย แมคอินไตย์) โหมโรงให้เราฟังกันตั้งแต่หนังยังไม่เข้าฉายด้วยซ้ำ ก็ถือว่าเป็นเพลงที่ไพเราะอีกเพลงหนึ่งครับ (แต่งโดย คุณสีฟ้า)
มีอีกเพลงหนึ่งที่เข้ากับเนื้อเรื่องได้ดี คือเพลงของคุณสวีทนุช สุดยอด! การถ่ายภาพเรื่องนี้ก็ดูแบบธรรมดาที่ไม่ธรรมดา ฉากต่างๆดูเหมือนถ่ายดิบๆ แบบไม่ต้องใช้ CG ช่วย เหมือนหนังบางเรื่อง แต่มุมกล้องออกมาดูดี สวยบ้างธรรมดาบ้างแต่ก็ไม่สะดุดอะไรมาก ก็ถือว่าใช้ได้เลย แล้วก็เป็นเรื่องธรรมดาของค่ายหนัง GTH ที่มักเอาดาราในสังกัดข้ามาเป็นตัวแสดงรับเชิญในแต่ละฉาก คนละฉากสองฉากที่เห็นๆ ก็หลายคนอยู่ มีใครกันบ้างนั้นคงต้องให้ไปดูกันเอาเอง แต่ที่ผมเห็นหน้าแล้วก็ฮาคือ นายแจ๊ค แฟนฉัน นั่นเอง สรุปแล้ว หนังเรื่องนี้เป็นหนังรักที่น่าดูอีกเรื่องหนึ่ง แม้ว่าจะเป็นหนังรักที่ดูได้เรื่อยๆ
ไม่ถึงกับทำให้น่าเบื่อ ไม่มีฉากที่ต้องเสียน้ำตาฟูมฟาย แต่มีฉากที่ดูแล้วให้จดจำในเรื่องของความรักมากมายเลยทีเดียว ดูไปยิ้มไป เป็นหนังที่ดูดีตั้งแต่ต้นเรื่อง และจบลงอย่างสมเหตุสมผลที่ดี คุณลูกที่กำลังมีความรัก ก็สามารถชวนคุณพ่อคุณแม่เข้าไปดูด้วยกันได้ และทั้งหมดก็คงต้องยกความดีให้ผู้กำกับเรื่องนี้ที่สามารถดึงเอา ความจำ ของคนมาเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ 9 เต็ม 10

The Pursuit of Happyness ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006

The Pursuit of Happyness ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006 และนำแสดงโดยหนึ่งในดาราชายยอดนิยมตลอดกาล Will Smith  โดยพ่วงมาด้วยลูกชายตัวน้อยสุดน่ารัก Jaden Smith  ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของนายหน้าค้าหลักทรัพย์หรือ Broker คนหนึ่งที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ การ์ดเนอร์ (Christopher Garder) ว่า กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกข์ทน และขมขื่นอย่างไรบ้าง  ดูหนังออนไลน์ฟรี ซึ่งขอบอก ว่าคุณการ์ดเนอร์คนนี้เป็นบุคคลที่มีอยู่จริง และยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้  แม้บทภาพยนตร์จะมีการดัดแปลงไปบ้างบางส่วนเพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรสเพิ่มขึ้น แต่แกนหลักจริง ๆ ก็ based on true story

สำหรับเนื้อเรื่องคร่าว ๆ ของ The Pursuit of Happyness เริ่มต้นที่ชีวิตของคริส พระเอกของเราซึ่งมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีภรรยาและลูกชายที่น่ารัก 1 คน โดยภรรยาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดที่โรงแรม ส่วนพระเอกได้นำเงินเก็บทั้งหมดที่เขามีไปลงทุนซื้อเครื่องสแกนกระดูก (Bone Scanner) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งจากบริษัท เพื่อนำมาขายต่อให้กับคุณหมอในโรงพยาลและคลินิกต่าง ๆ โดยในช่วงแรกการลงทุนของเขาทำผลตอบแทนให้ดีมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เครื่องสแกนกระดูกที่ซื้อมานั้นแทบขายไม่ได้ และเงินทุนทั้งหมดที่เขามีก็จมไปกับมันเรียบร้อยแล้ว ทำให้ครอบครัวเริ่มจะเกิดปัญหาทางการเงินขึ้นมา ฝ่ายพระเอกออกจากบ้านทุกวันเพื่อนำเจ้าเครื่องนี้ไปเสนอขายตามที่ต่าง ๆ แต่ก็กลับบ้านมาพร้อมกับเจ้าเครื่องเดิมนี้ ซึ่งก็คือ ขายไม่ออกนั่นเอง ฝ่ายภรรยาเริ่มทนไม่ไหวเนื่องจากเห็นสามีล้มเหลว ประกอบกับตัวเองต้องทำงานหนักขึ้น บางวันต้องทำ 2 กะ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นจุดแตกหักให้ทั้งคู่แยกทางกันในที่สุด 

คริสนำลูกชายมาอยู่ด้วย โดยเริ่มจากการออกมาเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ และพยายามขายเครื่องสแกนกระดูก แต่สุดท้ายสถานการณ์ทางการเงินกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ วันหนึ่งคริสบังเอิญไปเจอชายแต่งตัวดีคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถสปอร์ตคันหรูในย่านวอลสตรีท ซึ่งเป็นแหล่งการเงินที่สำคัญของอเมริกา คริสจึงเดินเข้าไปถามชายคนนั้นว่าเขาทำงานอะไรและซื้อรถคันนี้ได้อย่างไร (ประมาณว่า ทำมาหากินอะไรถึงรวยจนซื้อรถสปอร์ตสุดหรูแบบนี้ได้ ) ซึ่งชายคนนั้นก็ตอบว่า เขาทำงานเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Stock Broker)

The Pursuit of Happyness

หลังจากนั้น คริสจึงได้พยายามเข้าไปสมัครโครง การฝึกงาน กับบริษัท broker ใหญ่ แห่ง หนึ่ง ซึ่ง เป็น โครง การ ที่ ให้ ผู้ สมัคร ทุก คน ได้ มา ลอง ฝึกงาน และเรียนรู้สัมผัสชีวิต broker ในช่วงระยะเวลาหนึ่งและจะมีสอบวัดผลในตอนท้าย ซึ่งการฝึกงานนี้ไม่มีค่าตอบแทนให้นะ ใครที่ได้ แนนสูงสุดก็จะได้ทำงานที่บริษัทนี้ ซึ่งหมายถึง งานที่ค่าตอบแทนสูงและโอกาสได้รถสปอร์ตในฝัน

คริสเริ่มเข้าไปฝึกงานที่นี่ ซึ่งหน้าที่หลักคือโทรหาลูกค้าและชักชวนให้ลงทุนซื้อหุ้น ยิ่งใครโทรหาลูกค้าได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสมากเท่านั้น ซึ่งเขาเสียเปรียบผู้สมัครคนอื่นมากมาย เนื่องจากทุก ๆ วันเขาจะมีเวลาทำงานน้อยกว่าคนอื่น เพราะต้องรีบไปรับลูกชายจากศูนย์ดูแลและมาต่อคิวแย่งกันเพื่อให้ได้โควต้าที่พักในศูนย์พักพิงฟรี (ในช่วงนี้พระเอกของเราถังแตกสุด ๆ แล้ว ไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลคนไร้บ้าน และตระเวนเปลี่ยนที่พักไปทุกคืน ) โดยตั้งแต่กลางเรื่องเป็นต้นไป หนังจะฉายให้เห็นถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตของพระเอก ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องรีบมาต่อคิวแย่งที่พัก และในตอนกลางคืนก็ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบของ broker ไปด้วย บางคืนก็ต้องออกมาอ่านตามทางเดินในศูนย์พักพิงที่มีแสงไฟสว่างเพียงน้อยนิด เรียกได้ว่าสู้ชีวิตสุด ๆ ไปเลยบางวันพระเอกของเราไม่มีเงินจริง ๆ ก็ต้องไปบริจาคเลือดเพื่อแลกกับเงินก็มี และหนึ่งในฉากที่แทบจะถูกยกให้เป็นจุดสะเทือนใจที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือตอนที่พระเอกไม่สามารถหาที่พักในคืนหนึ่งได้ จึงต้องหอบพาลูกชายไปนอนอยู่ในห้องน้ำสาธารณะ นอนกอดลูกชายไปพร้อมกับน้ำตาไหลสะท้อนความทุกข์ทนของชีวิตที่ต้องพบเจอ เรียกได้ว่ากระชากใจสุด ๆ เลย

สุดท้ายด้วยความพยายามและไม่ยอมแพ้ คริสก็สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง และได้ทำงานเป็น broker ที่นี่สมใจนับเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เค้ากลายมาเป็น broker มือฉมังอย่างวันนี้เลย ฉากประทับใจในตอนท้ายของเรื่อง เป็นฉากที่ผู้บริหารเรียกคริสเข้าไปในห้องเพื่อจะบอกประมาณว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาฝึกงานแล้วนะ” พระเอกเราก็นิ่งช็อกไป และทางนั้นก็พูดต่อว่า “แต่พรุ่งนี้ให้เข้ามาทำงานได้เลย” คราวนี้ฮีนิ่งไปเลย ประโยคหนึ่งที่ชอบมากคือตอนผู้บริหารบอกกับคริสว่า “Life isn’t easy?” ประมาณว่า ชีวิตไม่ง่ายเลยเนอะ ซึ่งพระเอกก็ตอบ “Yes” พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา เหมือนกับจะถ่ายทอดว่า กว่าเขาจะมายืนถึงจุดนี้ได้ มีงาน มีเงิน มีที่อยู่แล้ว  ชีวิตเขาต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง และจากนี้เส้นทางชีวิตของเขาและลูกก็เริ่มมีแสงสว่างสดใสสาดทอลงมาแล้ว

The Pursuit of Happyness “ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้

หนังบอกเล่าเรื่องราวของชายที่ชื่อ Chris Gardner ชายที่ลงทุนในธุรกิจขายเครื่องสแกนกระดูก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะขายมันไม่ได้สักที ทำให้ชีวิตของเขาต้องมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุด ตั้งแต่ แยกทางกับเมีย ต้องดูแลลูกชายของเขา Christopher อีกทั้งยังต้องดิ้นรนหาเงินมาให้ได้ในแต่ละวัน

ตลอดทั้งเรื่องเราได้เห็น Chris ดิ้นรนอดทนและพยายามที่จะขายเครื่องสแกนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อที่จะมีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของเขา ทำให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่น และรักครอบครัวของเขา เกือบทุกฉากเราจะเห็น Chris วิ่งไม่ว่าจะเป็น วิ่งตามคนที่ขโมยเครื่องสแกนของเขา หรือ วิ่งไปขึ้นรถเมล์ในทุกๆเช้า ซึ่งตัวหนังนั้นได้ให้คำคมกับเราที่ตรงกับความหมายของชื่อเรื่องพอดีว่า

“ Maybe happiness is something that we can only pursue and maybe we can actually never have it. No matter what ”

“ ความสุขคือสิ่งที่เราต้องไขว่คว้าและไม่ว่ายังไงก็ตามเราก็ไม่อาจจะครอบครอง ”

มันทำให้เราคิดได้ว่าจริงๆแล้ว ความสุข มันอยู่กับเราไม่นานและ ความสุข ก็เป็นสิ่งที่เรามนุษย์เรานั้นต้องใฝ่หา

Happyness(Happiness) สะกดด้วย “ I ” ไม่ใช่ “ Y ”

The Pursuit of Happyness

Light of hope

เป็นฉากเล็กๆอีกหนึ่งฉาก ที่ Chris นั้นหลังจากพบ เจอ กับ ปัญหา ต่าง ๆ มาก มาย ถูก ไล่ ออก จาก ห้อง พัก ต้อง หา ลูก ค้า มา ทำธุรกิจ กับ บริษัท ดูแลทรัพย์สิน ทุกอย่างดูสิ้นหวังมากแต่เขาก็พยายามดิ้นรนใช้ชีวิตไปพักอาศัยที่บ้านพักคนไร้บ้าน พร้อมกับความหวังที่จะซ่อมเครื่องสแกนเครื่องสุดท้าย ที่ในที่สุดก็ทำได้และขายได้ ทำให้เป็นการต่อชีวิตของเขาและลูก

Hardwork always payoff

ฉากที่ทำให้เราซาบซึ้งและมีความสุขไปกับ Chris ที่ผ่านเข้ารับเลือกได้ทำงานหลังจากฝึกอบรมมา 6 เดือน เขาทั้งทุ่มเท ฝ่าฟัน กับปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต สุดท้ายเขาก็สามารถหางานทำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ “ ความสุขในชีวิต ”

“ This part of my life… this part right here? This is called happyness.”

“ ช่วงชีวิตของผมตอนนี้ นี่แหละที่มันเรียกว่า ความสุข ”

สุดท้ายนี้หนังเรื่องนี้ได้สอนอะไรเราหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น

  • การพยายามคือสิ่งสำคัญ
  • ความอดทนคือสิ่งจำเป็น
  • ควรศึกษาข้อมูลต่างๆก่อนที่จะลงทุนในสิ่งๆนั้น
  • การที่เราจะมีความสุขได้นั้น เราจะต้องทำมันด้วยตัวเอง

The Shawshank Redemption ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังดีที่สุดในโลก

รีวิว The Shawshank ReDEMPTION

จากเรื่องสั้นชื่อ Rita Hayworth and Shawshank Redemption เมื่อปี 1982 ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด Different Season ของสตีเฟน คิง ที่มีชื่อรองว่า Hope Springs Eternal ซึ่งเคยถูกนำมาตีพิมพ์เป็นเล่มเดี่ยวๆ กลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption ในปี 1994 งานกำกับเรื่องที่สองของมือเขียนบทแฟรงก์ ดาราบอนต์ ที่หันมาเอาทางการกำกับภาพยนตร์
หนังเปิดตัวเดือนกันยายน 1994 ได้เสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์กระหึ่ม แต่รายได้กลับสวนทาง กลายเป็นงานที่ล้มเหลวในบ็อกซ์ ออฟฟิศ แม้จะทำเงินถึง 58 ล้านเหรียญเมื่อดูจากปัจจุบันแล้วเทียบกับทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ แต่รายได้ส่วนหนึ่งคือรายได้จากต่างประเทศและการนำมาฉายซ้ำ
สาเหตุที่ทำให้หนังคว่ำสนิท ถูกมองไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมีคู่แข่งซึ่งมีสีสันมากกว่า อย่าง Pulp Fiction และ Forrest Gump แถมหนังนักโทษในเรือนจำก็ไม่ใช่งานที่ผู้ชมนิยมอยู่แล้ว บางคนอ้างว่า หนังมีแต่ตัวละครผู้ชาย รวมไปถึงชื่อหนังไม่ชัดเจนถึงเรื่องที่สื่อออกมา

ถึงเทศกาลประกาศรางวัล The Shawshank Redemption เข้าชิงออสการ์ถึง 7 สาขา หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , นักแสดงนำชาย จาก มอร์แกน ฟรีแมน, บทดัดแปลง จาก ดาราบอนต์ หากในคืนที่ Forrest Gump กลับบ้านพร้อมรางวัลหนังยอดเยี่ยม The Shawshank Redemption กลับบ้านมือเปล่า

แต่เมื่อเวลาผ่าน… The Shawshank Redemption ได้รับการประเมินคุณค่าใหม่ ตอนออกเป็นวิดีโอเทป หนังทำยอดขายได้ถึง 320,000 ก็อปปี และเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกเช่ามากที่สุดของปี 1995 พอไปออกอากาศทางสถานีทีเอ็นที เน็ตเวิร์ก ความนิยมที่มีต่อหนังก็เพิ่มมากขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา The Shawshank Redemption  ดูหนังออนไลน์ฟรี ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหนังดีที่สุดที่เคยสร้างกันมาของหลายสถาบัน หลายสื่อ โดยเฉพาะ imdb.com เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ The Shawshank Redemption ครองอันดับ 1 ของ 250 หนังยอดเยี่ยมของเว็บไซต์มายาวนาน ซึ่งเป็นการได้รับการยกย่องในระดับ ‘มหาชน’ ผิดจากการปรากฏตัวครั้งแรก

ในแง่คุณภาพ เรื่องราวของอดีตนายแบงค์ – แอนดี้ ดูเฟรนส์ (ทิม ร็อบบิ้นส์) ที่ถูกจำคุกตลอดชีวิตข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้ แล้วได้พบและเป็นเพื่อนกับเรด (มอร์แกน ฟรีแมน) ที่กลายเป็นคนนำทางให้กับชีวิตของกันและกัน ในเรือนจำชอว์แชงก์ ที่เมน ช่วงปี 1947 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้รับการยกย่องตั้งแต่เปิดตัว จากบทความของเครก เอลวี บนเว็บไซต์ screenrant.com มองว่าหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นคุณค่าทางศิลปะในหลายๆ ระดับ งานแสดงก็ไม่ได้มีแค่ความเยี่ยมยอดของฟรีแมนและร็อบบิ้นส์ ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งการแสดงที่ดีที่สุดตลอดกาล แต่ยังมีตัวละครสมทบที่เต็มไปด้วยสีสัน ที่สร้างความน่าประหลาดใจและประทับใจได้ในระดับเดียวกัน แม้เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในหนังจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่น่าหดหู่

The Shawshank Redemption

งานด้านภาพของหนังที่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้กำกับดาราบอนต์และโรเจอร์ ดีกินส์ – ผู้กำกับภาพระดับตำนานก็มหัศจรรย์ เรื่องราวที่ขับเคลื่อนโดยตัวละคร ก็เต็มไปด้วยพลัง ความเคลื่อนไหว พาผู้ชมล่องลอยไปกับเรื่องราวที่ปลุกเร้าความรู้สึกของแอนดี้และเรด รวมถึงตึงเครียด หม่นมืดในบางช่วงเวลา
     นอกเหนือจากการเป็นงานคุณภาพซึ่งได้รับการยอมรับตั้งแต่ต้น ความไม่ชัดเจนของหนัง ที่ครั้งแรกทำให้ตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ จะเป็นหนังอาชญากรรมก็ไม่ใช่ ดรามาก็ไม่เชิง งานระทึกขวัญก็มีส่วน เป็นหนังแหกคุกก็เป็น เช่นเดียวกับเป็นหนังซ่อนเงื่อน กลับกลายเป็นข้อดีในเวลาต่อมา เอลวีบอกว่า The Shawshank Redemption ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเป็นหนังในแนวทางไหน อาจจะตีวงได้ว่าเป็นหนังอาชญากรรม แล้วก็มีอารมณ์ขันมากกว่าบรรดาหนังระทึกขวัญตามปกติทั่วไป ธีมของหนังก็มีความเป็นสากล ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย และเพลิดเพลินไปด้วยได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังคู่แข่งสำคัญๆ ในฐานะ ‘หนังที่ดีที่สุด’ ไม่มี
     อย่าง The Godfather I และ II ของฟรานซิส ฟอร์ด ค็อปโพลา ที่มักได้รับการยกย่องเป็นหนังที่ดีที่สุดที่สร้างกันมาเหมือนๆ กัน แต่หากไม่ใช่คอหนังที่สนใจงานแก๊งสเตอร์ก็อาจไม่รู้สึกอะไรก็ได้ ขณะที่ Citizen Kane กับ 12 Angry Men ก็ไม่ได้ดึงดูดใครก็ตามที่ไม่สนใจภาพยนตร์ที่ไม่ใช่หนังสี ส่วน Pulp Fiction ที่เล่าเรื่องแบบสลับเวลาไปมา ก็ถูกกันออกไปจากผู้ชมที่สนใจงานในกระแส, The Dark Knight ก็ต้องเป็นคนที่สนใจบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโรเป็นอย่างน้อย ซึ่งคล้ายๆ กับ The Lord of the Rings ก็คืองานสำหรับแฟนหนังฟันดาบ-เวทย์มนต์-แฟนตาซี, Schindler’s List ที่เป็นงานแสนมหัศจรรย์มากๆ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ดูง่าย และเข้าถึงง่าย

The Shawshank Redemption เป็นเรื่องเล่าถึง ความยุติธรรม, ความหวัง, มิตรภาพ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาแล้วก็แนวทางภาพยนตร์ใดๆ และสามารถเชื่อมคอหนังทั่วๆ ไปกับพวกแฟนเดนตาย ยืนยงผ่านยุคสมัยได้ดีกว่าหนังคู่แข่ง ซึ่งในท็อปเทนหนังหลายๆ

เรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง หรือเป็นหนังขายสเปเชียล เอ็ฟเฟ็กต์ บางเรื่องก็ถูกทำให้ด้อยค่าลงเพราะงานภาคต่อ หรือเป็นแนวหนังที่อิ่มตัวไปแล้ว แต่ The Shawshank Redemption ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่หนังที่มีประเด็นเฉพาะ ทำให้มีแง่มุมที่คนส่วนใหญ่สนุกด้วยได้ เอลวีสรุป

 แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำ ว่าด้วยนักโทษที่พยายามแหกคุก The Shawshank Redemption จะเลี่ยงถูกมองว่าเป็นหนังนักโทษไม่พ้น ถึงกระนั้นจากบทความของมาจู มากัลแฮส จาก gradestalon.com บอกเอาไว้ หนังนำเสนอประเด็นทางสังคมที่ว่าด้วยเรือนจำได้อย่างแยบยลและคมคาย จนไม่ใช่หนังนักโทษทั่วๆ ไป โดยเฉพาะการพูดถึงเป้าหมายของเรือนจำ ที่ต้องการริดรอนอิสรภาพของอาชญากร เพื่อจ่ายคืนให้กับสังคมจากอาชญากรรมที่เขาทำ

     หนึ่งในคำบรรยายเรื่องของเรด ตัวละครสำคัญที่เกี่ยวกับเรือนจำก็คือ “กำแพงคุกเป็นเรื่องสนุก เพราะตอนแรกคุณเกลียดมัน แล้วก็เริ่มคุ้นเคยกับมัน เมื่อเวลาผ่านไปมากพอ ชีวิตคุณจะขึ้นอยู่กับมัน” ซึ่งเป็นการนำเสนอประเด็นที่สตีเฟน คิงวางเอาไว้ในหนังสือ และถูกตอกย้ำซ้ำในหนัง ‘ความเป็นไปของเรือนจำขัดแย้งกับเป้าหมายที่แท้จริงของเรือนจำอย่างไร’

ซึ่งเสริมด้วยชีวิตของตัวละครอย่างบรูกส์ ที่ติดคุกมานานถึง 50 ปี จนผูกพันกับผู้คนในคุก รวมถึงมี ‘ความเชื่อ’ บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในโลกภายนอกไม่ได้หลังถูกปล่อยตัว เพราะทุกอย่างที่เขารู้จักล้วนอยู่ภายในกำแพงเรือนจำ จนการพ้นจากเรือนจำเป็นการเอาอิสรภาพไปจากตัวเขา

มากัลแฮสขยายความถึงคำว่า ‘อิสรภาพ’ ด้วยว่า แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในมุมมองของคนผิวขาวฐานะร่ำรวย ก็แตกต่างไปจากที่คนอย่างเรดหรือบรูกส์คิดโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเราหล่อหลอมมันขึ้นมา
อิสรภาพของนักโทษที่ถูกจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำชอว์แชงก์ อาจเป็น การสามารถเลี้ยงนกได้ขณะอยู่ในคุก, ได้สลักหิน, ได้ออกไปเดินในสนามระหว่างได้พัก หรือได้พนันขันต่อเล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการปั้นแต่งจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวละคร แล้วที่บรูกส์, เรด หรือแอนดี้แสดงให้เห็น ความสามารถในการปรับตัวเป็นได้ทั้งความแข็งแกร่ง, ความอ่อนแอ และแทนที่จะเป็นประตูเปิดไปสู่โลกภายนอก มันอาจเป็นการปิดประตู เมื่อทำให้คุณต้องติดอยู่หลังกำแพงไปทั้งชีวิต
     นอกเหนือจากประเด็นทางสังคมที่ซุกซ่อนเอาไว้อย่างคมคาย การทำงานนอกเหนือไปจากความเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าของดาราบอนต์ ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เมื่อเขาสามารถสร้างสิ่งต่างๆ
อย่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนจำที่การคุมขังแน่นหนา แต่กลับเปิดประตูความคิดทางสังคมได้ไม่รู้กี่บานต่อกี่บานสำเร็จ อย่างที่มากัลแฮสว่าเอาไว้ ถึงตัวนิยายจะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1982 แล้วกว่าจะเป็นหนังก็ปี 1994 แต่แง่มุมทางสังคมภายในเรือนจำ ยังถูกนำเสนออย่างแม่นยำถึงระบบที่เป็นไปในสังคม จากแนวโน้มของคนที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ไปถึงความรุนแรงทางจิตที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทุกๆ วัน
     หนังยังท้าทายผู้ชม (อย่างน้อยก็ตัวมากัลแฮส) ในหลายๆ แง่มุมซึ่งภาพยนตร์เรื่องอื่นไม่สามารถทำได้ และทำให้หนังอายุเกือบสามทศวรรษเรื่องนี้ ผ่านยุคสมัยและมีผู้ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี

ภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติ หรือ หนัง 3D เรื่องแรกของไทย ‘ก้านกล้วย’ 

ก้านกล้วย (Khan Kluay)

ประเทศไทย ของเรานั้น มีสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเอกราชและอิสระคือช้าง และช้างนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่เป็นของพรีเมี่ยมของไทยเลยทีเดียว เพราะว่าช้างเป็น สัตว์คู่บ้านคู่เมือง ของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งในการทำศึกสงครามต่าง ๆ หรือแม้แต่การเดินทาง ซึ่งหากพูดถึงช้างแล้ว เด็กไทยหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อช้างที่อยู่ในภาพยนต์อนิเมชั่นชื่อดังอย่าง “ก้านกล้วย” มาบ้างแล้ว ซึ่งเนื้อเรื่องในภาพยนต์นั้นบอกเล่าถึงความเป็นมาของช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งที่ทำสงครามยุทธหัตถี และหลาย ๆ คนก็มีความเข้าใจผิดว่าช้างพระที่นั่งนั้นมีชื่อว่าก้านกล้วยจริง ๆ

แท้จริงแล้วนั้น ชื่อก้านกล้วย เป็นเพียงแค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เนื้อเรื่องในภาพยนตร์นั้นมีความน่ารักและสดใสมากขึ้น  ดูหนังไทย แต่ในประวัติศาสตร์แท้จริงนั้น ช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรมีชื่อว่า พลายภูเขาทอง (หรือในชาวกรุงเก่าเรียกขานว่า พลายพุทรากระแทก) ซึ่งหลังจากพลายภูเขาทองได้ขึ้นระวางเป็นช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรจึงได้แต่งตั้งให้มือชื่อว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ และหลังจากการทำสงครามยุทธหัตถีและได้รับชัยชนะจึงได้รับพระราชทานนามว่า เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ในปีพ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง เป็นพระราชาของชาวพม่า ได้รับสั่งให้ทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาเพื่อหวังจะให้กรุงศรีนั้นตกเป็นเมืองขึ้น แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงได้เตรียมไพร่พลไปตั้งค่ายรอทัพอยู่ที่สุพรรณบุรี และเมื่อถึงคราวรบนั้น พระนเรศวรทรงทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้าง อยู่ใต้ร่มไม้

ซึ่งขณะนั้นฝั่งพระนเรศวรเองก็กำลังเสียเปรียบกองทัพของฝั่งหงสา จึงได้ตรัสถามกับทางพระมหาอุปราชาไปว่า “พระเจ้า พี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”

เมื่อพระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสยช้างมาเพื่อทำยุทธหัตถีร่วมกันกับพระนเรศวร ซึ่ง ณ ตอนนั้นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้างนามว่า พลายพันธกอ ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงกว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพอย่างมาก และเมื่อพลายพันธกอได้วิ่งเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพ จึงทำให้เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาจึงได้สบโอกาสโดยใช้พระแสงของ้าวฟันพระนเรศวร แต่พระองค์ทรงเบี่ยงหลบทันจึงทำให้พระมหาอุปราชาฟันไปโดนพระมาลาหนัง(หมวก)ของพระองค์แทน

จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพจึงได้พุ่งเข้าชนพลายพันธกอกลับจนเสียหลักเช่นกัน สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้แสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชา และฟันโดนที่พระอังสะขวา(บ่า) ทำให้พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้างในทันที

หลังจากการทำสงครามสิ้นสุดลง เจ้าพระยาปราบหงสวาดีก็ได้ล้มลงในปี พ.ศ.2139 หลังจากการทำศึกยุทธหัตถี 4 ปี สมเด็จพระนเรศวรก็ได้โปรดให้มีการสร้างเมรุและพระราชมทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติเจ้าพระยา โดยได้โปรดให้มีงานมหรสพถึง 7 วัน 7 คืน และหลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ได้ทรงช้างเชือกไหนอีกเลย

จากประวัติศาสตร์นั้นจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องบางส่วนของ ก้านกล้วย ก็ยังคงมีการดำเนินเรื่องตามประวัติศาสตร์อยู่บ้างในการทำศึกสงคราม เพียงแต่เนื้อหาบางส่วนของตัวละครหลักอย่าง เจ้าพระยาปราบหงสาวดี อาจจะไม่ได้มีการใช้ชื่อจริง ๆ เท่านั้นเอง ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ประวัติศาสตร์ของไทยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้กอบกู้เอกราชของไทยเพื่อให้เราสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อนิเมชั่นจากฝีมือคนไทยเรื่องที่ชอบที่สุดจนขอยกให้เป็นอนิเมชั่นไทยที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดูมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ดูก้านกล้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เวลาก็ผ่านมานานจนหลงๆ ลืมๆ เนื้อเรื่องไปบ้างจนมาตอนนี้ netflix เอามาลงก็เลยลองกลับมาดูอีกสักที

ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์โดยใช้ช้างชื่อ “ก้านกล้วย” เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง เรื่องราวว่าด้วยการที่ก้านกล้วยลูกช้างกำพร้าต้องการตามหาพ่อที่ตัวเองไม่เคยได้พบ จนนำพาไปสู่การพานพบมิตรภาพ ความรัก ความกล้าหาญ ความเสียสละมากมาย
ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นที่ฉายความเป็นไทยออกมาชัดเจนมาก ทั้งฉากภูมิทัศน์ต่างๆ แม้แต่ก่อนเมฆบนฟ้าถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าเป็นลายไทย ตัวละครมีความชัดเจนมีเอกลักษณ์จดจำได้ง่าย และด้วยเพราะเป็นการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์จึงมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง “พระนเรศวร” อยู่ในเรื่องด้วย 
นี่เป็นอีกจุดที่ประทับใจทุกครั้งที่ดูก้านกล้วย เพราะเหตุผลในการเลือกช้างทรงของพระนเรศวรนั้นมีมากกว่าเลือกตามตำราคชลักษณ์ อนิเมชั่นมีการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ก้านกล้วยวัยเด็กและพระนเรศวรวัยเด็กว่าเคยได้พบกันมาก่อน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีการใส่ฉากที่ก้านกล้วยละทิ้งการแข่งขันเพื่อวิ่งออกมาหาแม่ ซึ่งทำออกมาได้ดีมากเพราะมีการไต่ระดับอารมณ์มาตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้วว่าความต้องการของก้านกล้วยคือพ่อแม่ 
แต่แม้จุดหมายคือการได้อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า แต่สิ่งได้มาระหว่างการเดินทางก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลย ตั้งแต่การพลัดพรากจนได้พบมิตรภาพ ได้เติบโต ได้เรียนรู้ชีวิต ตรงนี้แอบให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดู Lion king ผสม Mulan คือดูมีความเป็นไทยแต่เข้าใจง่ายแบบสากลที่ชาติไหนดูก็รู้เรื่องรู้บริบท 
ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นไทยเรื่องเดียวละสายตาตอนดูไม่ได้ ด้วยเสน่ห์ของเรื่องราว ภาพ เพลง การดำเนินเรื่อง เราชอบและประทับใจถึงขนาดตั้งคำถามอยู่ในใจตลอดเวลาที่ดูว่าใครเป็นคนเขียนบท ใครกำกับ ใครวาด เป็นอนิเมชั่นไทยที่ยกขึ้นหิ้งไปแล้วจริงๆ สำหรับตัวเรา 

ภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติ หรือ หนัง 3D เรื่องแรกของไทย ‘ก้านกล้วย’ ปรากฏแก่สายตาผู้ชม เมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจและเป็นที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วประเทศ เสียงตอบรับที่ผู้ชมมีต่อ ‘ก้านกล้วย’ การันตีได้อย่างดีว่า แอนิเมชันแนวแฟนตาซีดราม่า อิงประวัติศาสตร์ ฝีมือคนไทยที่สร้างสรรค์โดยทีมกันตนา ภายใต้การดูแล ของ ‘อัจฉรา กิจกัญจนาสน์’ โปรดิวเซอร์ ได้กลายเป็นขวัญใจของคนไทยหลายล้านคนไปแล้ว
จากเหตุการณ์จริงของ ‘พระนเรศวรมหาราช’ กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่และช้างศึกคู่พระทัย ซึ่งถูกบันทึกในพระราชพงศาวดาร ก่อแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้
เรื่องราวของลูกช้างตัวกลมป้อมสีฟ้าน่ารักน่าชังที่ชื่อ ก้านกล้วย นี้ มีเส้นทางชีวิตน่าสนใจไม่น้อย นับแต่วันถือกำเนิดลืมตาขึ้นดูโลก ด้วยลักษณะอันงดงาม หลังโค้งแป ดังก้านกล้วยนี่เอง ผู้เป็นย่า จึง ตั้งชื่อว่า ‘ก้านกล้วย’ เป็นที่มาของชื่อเสียงเรียงนามเจ้าลูกคชสารตัวน้อย ก้านกล้วยเกิดมาในสมัยราชอาณาจักรอโยธยาอันรุ่งเรือง ซึ่งปกครองด้วยกองทัพอันยิ่งใหญ่ห้าวหาญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบผู้เกรียงไกร แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า วันหนึ่ง เส้นทางของมหาบุรุษ และคชสารรูปงามจะมาบรรจบกัน ด้วยชะตาลิขิต

ก้านกล้วยเป็นลูกช้างกำพร้าพ่อ มีแม่ช้างชื่อแสงดา คอยดูแลด้วยความรักความเอาใจใส่ กระนั้นด้วยสายใยแห่งสายเลือด ก้านกล้วยก็มักจะคอยถามแม่ถึงเรื่องราวของผู้เป็นพ่อเสมอ แต่แม่มักจะ ปิดบัง ไม่ให้ก้านกล้วยรู้อะไรเกี่ยวกับพ่อ ลูกช้างจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ การดำเนินเรื่องในภาพยนตร์ชุดนี้ นอกจากชีวิตของก้านกล้วยและครอบครัวในป่าดงพงไพรแล้ว หนังยังแสดงให้เห็นถึงยุคสมัยของราชอาณาจักรอโยธยา ที่ถูกพม่าเข้ารุกรานมากขึ้นเรื่อยๆด้วย ทหารพม่าได้ใช้กำลังเข้าข่มเหงรุกรานผู้คนในราชอาณาจักร ไม่เว้นแม้กระทั่งสิงสาราสัตว์ สร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวบ้าน และเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ยิ่งนัก จึงเกิดการตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อฝึกฝนวิชาการสู้รบ เอาไว้คอยป้องกันภัยจากการรุกรานของข้าศึกเรื่อยมา
เวลาหมุนผ่านไป กระทั่งถึงวันที่เจ้าช้างน้อยก้านกล้วย เติบใหญ่เป็นช้างสารรูปงาม ด้วยความสามารถและความร่วมแรงร่วมใจ เหล่าสัตว์แห่งพงไพรและชาวบ้านก็สามารถขับไล่ทหารพม่าที่เข้ารุกรานออกไปจากหมู่บ้านได้ เมื่อมีพลกำลังเป็นที่เกรงขาม กอปรกับลักษณะดีมีความงดงาม ไม่นาน จากนั้น ก้านกล้วยจึงถูกนำเข้าวัง และเมื่อเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาด้วยคุณสมบัติอันครบถ้วน ก้านกล้วยจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นช้างศึกคู่พระบารมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้รับพระราชทานนามว่า ‘พระยาปราบหงสาวดี’ เป็นช้างทรงของจักรพรรดิผู้เกรียงไกร ในการทำศึกยุทธหัตถีครั้งสำคัญ กับพระมหาอุปราชาของพม่า
นอกจากความสนุกสนานที่ได้รับแล้ว จิตใจอันห้าวหาญมุ่งปกป้องชาติบ้านเมืองให้พ้นภัยข้าศึก ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรมอีกมากมาย ก็เป็นอีกสาระสำคัญหนึ่งที่หนังต้องการถ่ายทอดแก่ผู้ชม
‘ก้านกล้วย’ จึงเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ที่ต้องการร่วมซึมซับและประทับใจกับความดีงามของเจ้าช้างน้อยคู่บารมี
หากพอมีเวลาก็น่าจะแวะเวียนไปชมได้ที่โรงภาพยนต์ทุกแห่งทั่วประเทศ

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.อภินันท์ บุญเรืองพะเนา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

        ไม่ว่าเรื่องเล่าข่าวลือเกี่ยวกับว่า สตูดิโอยักษ์ใหญ่หลายๆ แห่งของฮอลลีวูดจะติดต่อขอซื้อหนังเรื่องนี้ไปฉายในตลาดต่างประเทศ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ผมคล้อยตามเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับกับความเห็นของหลายๆ คนที่มองว่านี่คือหนังไทยที่จะทำรายได้ทะลุร้อยล้านเป็นเรื่องแรกของปีนี้ ถามว่าเพราะอะไร ตอบได้เลยครับว่า เดา แต่เป็นการเดาโดยสังเกตจากจำนวนคนดูผู้ชมที่คุณและผมก็คงเห็นคล้ายๆ กันว่า อะไรมันจะมากมายขนาดนั้น

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกครับที่เราจะเห็นคนไทยพร้อมใจกันเดินออกจากบ้านไปเสียตังค์ซื้อตั๋วดูหนังไทยมากมายถึงเพียงนี้ อย่างในรอบที่ผมดู (ซึ่งไม่ใช่วันหยุดด้วยซ้ำ) เก้าอี้โรงหนังยังมีคนนั่งเต็มแทบจะทุกแถว (ยกเว้น 2-3 แถวใกล้ๆ จอ) แล้วแบบนี้ เราจะไม่ให้เจ้าของผลงานอย่างกันตนา แอนนิเมชั่น เขาฝันหวานถึงเงินร้อยล้านได้ไงล่ะ จริงไหม?

หลังจากฝากความประทับใจไว้อย่างล้นเหลือเมื่อปี 2549 เรื่องราวของหัตถี (ก็คือ “ช้าง” นั่นแหละท่าน) ที่มีชื่อไทยๆ ว่า “ก้านกล้วย” กลับมาสู่สายตาคนดูอีกครั้งในภาคที่ 2 โดยการกำกับของ “ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์” พร้อมภาระที่หนักหนากว่าเดิม เพราะอย่าลืมนะครับว่า ในภาคแรกนั้น หนังทำไว้ได้ดีน่าชื่นชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CG) ที่ดูเหมือนจะถูกผู้ชมหลายๆ คนคาดหวังว่ามันคงจะออกมายอดเยี่ยมกว่าภาคแรกแน่ๆ

แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงที่สุดแล้วนะครับ ผมคิดว่า เสน่ห์ของการ์ตูนแอนนิเมชั่นอย่าง “ก้านกล้วย” จริงๆ นั้น อาจไม่ใช่เทคนิคงานสร้าง อาจไม่ใช่ CG ตระการตา หากแต่อยู่ที่เนื้อหาอันเรียบง่าย แต่งดงาม และสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้ดู ดูแล้วมีความสุข สนุกไปกับเรื่องราว และรู้สึกดีกับสาระที่หนังต้องการสื่อ

พูดแบบนี้ ไม่ได้จะบอกว่า CG ของหนังเรื่องนี้ดูด้อยนะครับ ตรงกันข้ามเลย หนังทำภาพออกมาได้สวยงามมากถึงขนาดที่คุณอาจจะแปลกใจว่า นี่หรือ ฝีมือคนไทย? แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมอาจจะแตกต่างจากหลายๆ คนอยู่บ้างก็ตรงที่เชื่อว่า เนื้อหาเรื่องราวของหนังนั้นคือ “กระดูกสันหลัง” ที่จะชี้วัดในขั้นสุดท้ายว่าหนังเรื่องไหน ดีและน่าจดจำ เพราะอะไรน่ะหรือ? ผมเคยพูดไว้ในที่นี้หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ต่อให้เทคนิคงานสร้างของคุณเลิศหรูอลังการแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อหาไม่ได้บอกอะไรกับคนดูเลย มันก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง (ถามจริงๆ เถอะครับว่า คุณจะชื่นชมคนที่สวมสร้อยเพชรเต็มคอแต่ไร้สมอง ได้นานแค่ไหน? อย่างมากก็อาจจะแค่ตื่นตาตื่นใจนิดๆ หน่อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวกับความรวยหรูของพระคุณท่าน)

รีวิวซีรีส์ Lovers of the Red Sky ผลงานแฟนตาซีย้อนยุคสุดตระการตาของ อันฮโยซอบ & คิมยูจอง

Lovers of the Red Sky

Lovers of the Red Sky ซีรีส์โรแมนติกแฟนตาซี ย้อนยุคจากบ้าน Viu เล่นเอาลงแดงไม่มีแรงเดินกันเลยทีเดียว เรื่องนี้ได้รับการดัดแปลงมาจากนิยายเรื่อง Hong Chun Gi (홍천기) จากปลายปากกาของคุณ จองอึนกวอล ซึ่งเป็นการกลับมาเล่นซีรีส์แนวย้อนยุคอีกครั้งหลังจากห่างหายไปนานในรอบห้าปีของ คิมยูจอง ประกบคู่กับพระเอกหนุ่ม อันฮโยซอบ ซึ่งทาง Viu เขาก็การันตีมาว่าผลงานเรื่องนี้นั้น CG ยิ่งใหญ่อลังการ จะเล่นใหญ่เล่นโตสมคำเคลมหรือไม่? เราไปอ่าน แนะนำตัวละคร เรื่องย่อ ดูหนังออนไลน์ไทย  และรีวิวกันเลยจ้า

– ชื่อเรื่อง: Lovers of the Red Sky

– ปีที่ออนแอร์: 2021

– ประเภท: โรแมนติก ดราม่า แฟนตาซี ย้อนยุค

– ผู้กำกับ: จางแทยู (ผลงานเด่น Tree With Deep RootsMy Love From The Star และ MBA Partners)

– สถานะการออกอากาศ: 2/16

– วันเวลาอัปเดต: จันทร์-อังคาร เวลา 21:30 น. วันละ 1 ตอน (ออนแอร์พร้อมเกาหลี)

– พิกัดซับไทย: Viu

– ภาษา: เกาหลี

– คะแนนจากผู้เขียน: 9/10

คิมยูจอง รับบท ฮงชอนกี จิตรกรหญิงแห่งโชซอนผู้เคยตามืดบอดมาก่อน เธอได้รับแต่งตั้งให้เป็นช่างศิลป์ที่เป็นสตรีคนแรกในหน้าประวัติศาสตร์ของศูนย์ศิลปะแห่งวังหลวงโดฮวาซอ แม่ของนางจากไปตั้งแต่นางลืมตาออกมาดูโลกส่วนพ่อของนางก็ต้องสาปจนกลายเป็นคนสติไม่อยู่กับร่องกับรอยนางจึงผ่านพ้นวัยเด็กมาด้วยความลำบากแร้นแค้น คาแรกเตอร์ จอมโวยวาย ใจเด็ด กตัญญู เอาตัวรอดเก่ง

อันฮโยซอบ รับบท ฮารัม/อิลวอลซอง เขาเป็นหนุ่มที่สูญเสียการมองเห็นตั้งแต่ยัง เด็กเฉลียวฉลาด มี ความสามารถ ทั้ง ด้านโหราศาสตร์ ดาราศาตร์ ภูมิศาสตร์ และ การทำนาย จนทำให้ เขาถูก ขนานนาม ว่า เป็นเทพวารีใน วัยเด็ก พอเติบใหญ่ ก็กลายเป็น คน โปรด ของ กษัตริย์ ฮารัม เป็นผู้อยู่ เบื้องหลังหอ ศิลป์ ที่ ขายภาพ วาดราคา แพงอย่าง “วอลซองดัง” คาแรกเตอร์ เฉลียวฉลาด จอมวางแผน เยือกเย็น สุขุม วิทยายุทธ์เก่งกาจ

กงมยอง รับบท องค์ชายยังมยอง อียุล ฮันกอน/อียัง ผู้ทรงสิริโฉมงดงามเขาโปรดปรานวรรณกรรมและงานศิลปะเป็นชีวิตจิตใจ เลยกลายเป็นองค์ชายเจ้าสำราญเมาหัวราน้ำและชอบท่องราตรีคบค้าสมาคมกับสหายจากตระกูลสูงศักดิ์ไม่เว้นแต่ละวัน  คาแรกเตอร์ ขี้เมา เจ้าสำราญ รักสนุก มั่นใจในตัวเอง น้ำนิ่งไหลลึก

เรื่องย่อ: ในอดีตมนุษย์และสิ่งที่มองไม่เห็นต่างอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข โดยมีเทพสามองค์ที่สถิตอยู่ในร่างเดียวกันอันมีนามว่า “ซัมชิน” องค์แรกเป็นเทพแห่งการให้กำเนิด, องค์รองเป็นเทพแห่งความตาย และองค์ที่สามคือเทพแห่งการรักษาสมดุลเป็นผู้ถ่วงดุลทั้งสองฝั่ง แต่แล้ว ความกระหาย เลือด ของ เทพ แห่ง ความตาย ยิ่งนับ วันยิ่ง ทวีความ รุนแรง ขึ้นเรื่อย ๆ เขา จึง กลืน กิน เทพ ผู้ รักษา สมดุล ทั่ว ทั้ง แผ่นดิน เกิด ความ โกลา หลสมดุล แห่งความ เป็นตาย ถูกทำ ลาย โลก ใบนี้ ถูก ความกลัว และ กิเลส ครอบ งำจน สิ้น พญา มาร จึง ทำ การ แยก ร่าง ออก จาก ที่ สถิต เดิม และ อาศัย อยู่ ใน โลก มนุษย์ ด้วย การ กลืน กิน ความ โลภ อัน ชั่วร้าย ของเหล่า มนุษย์ โดย มีคำ ทำนาย ว่า หลัง จาก ผ่าน การ สูญ เสียอย่าง ใหญ่ หลวง จะ มี สตรี นาง หนึ่ง เป็น ผู้ ผนึก พญา มาร ใน ภาพ วาด ของ นาง

ฮงชอนกี เป็น บุตร สาว ของ ช่าง ศิลป์ ประจำวัง หลวง นาม ว่า ฮงอึนโฮ นางเกิดมาพร้อมกับคำสาปชั่วลูกชั่วหลานของพญามารให้ไม่สามารถวาดภาพได้อีกจึงทำให้นางมีดวงตาที่มืดบอดตั้งแต่เกิด วันหนึ่งนางได้พบกับเด็กหนุ่มนามว่า ฮารัม บุตร ชาย ของ ผู้ ทำ พิธี ผนึก พญามาร ใน อดีต จนทำ ให้พญา มาร สาป แผ่นดิน นี้ให้พบ เจอ กับ ความทุกข์ทน ลำบาก ยากจน แห้ง แล้ง ฮารัม เกิด มาพร้อม ความเฉลียด ฉลาด จึงถูกขนานนามว่าเป็นเทพวารีจนถูกพาตัวเข้าวังหลวงเพื่อทำพิธีขอฝนแต่แล้วคำสาปของพญามารก็ได้เริ่มต้นขึ้นเขาถูกพรากดวงตาทั้งสองข้างไปทำให้เขาต้องอยู่ในความมืดมิดอย่างไร้ที่สิ้นสุดดั่งคำสาปที่พญามารกล่าวไว้แต่กลับกัน ชอนกี นางกลับมองเห็นได้อีกครั้ง เมื่อเติบใหญ่เด็กทั้งสองหวนกลับมาพบกันอีกคราจนเกิดความรู้สึกที่ดีต่อกันโดยหารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วทั้งสองมีชะตากรรมผูกพันกันมาตั้งแต่กำเนิด ท้ายที่สุดแล้วพญามารจะถูกผนึกได้สำเร็จหรือไม่? และเรื่องราวความรักของทั้งสองจะลงเอยกันอย่างไร? สามารถติดตามกันต่อได้ที่ Viu

รีวิว: เนื้อเรื่องน่าติดตามมากถูกใจคอซีรีส์แฟนตาซีย้อนยุคแบบเจย์เป็นอย่างยิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง แค่ตอนแรกก็คือมีสารพัดปมให้ติดตามแล้วอ่ะแถมตัดจบแต่ละตอนคือเหมือนจับเรามาฉีดสารเสพติดเข้าเส้นมันไม่ไหวนะมาเย้ายวนให้ต้องดูต่อให้ได้!!แบบนี้ปล่อยมาทีเดียว 16 ตอนเลยจะดีกว่าไหมคะเรียนทีมผู้สร้างคุณจะมาหลอกให้เจย์ลงแดงแบบนี้ไม่ได้นะนิสัยไม่ดีเลย เนื้อหาของเรื่องค่อนข้างซับซ้อนรายละเอียดเยอะแต่จะมีคำโปรยสปอยให้ดูเลยในช่วงเปิดทว่าจะจบแบบในคำโปรยหรือจะจบแบบไหนปักหมุดลุ้นกันไปยาว ๆ เลยฉะนั้นจับตาอ่านซับคำโปรยช่วงเปิดให้ดี ๆ มันเป็นการเล่าเหตุการณ์ในอนาคตเหมือนคำทำนายดังนั้นไทม์ไลน์การผนึกมารจึงมีสองครั้งเหตุการณ์ช่วงนี้เล่นเอาเจย์งงจนต้องวนกลับไปดูรอบสองกันเลยค่ะ

ด้านนักแสดงเจย์ชอบนักแสดงพาร์ทเด็กมาก ๆ โดยเฉพาะซีนน้องทารกกระตุกยิ้มมุมปากโอ้ยลูก!!หนูเจ้าบทบาทตั้งแต่เล็กเลยนะส่วนคู่เด็กโตน่ารักทั้งคู่เลยเล่นดีเล่นเป็นธรรมชาติอาการเขิน อาการเลิ่กลั่ก ซีนอารมร์สั่งได้หมดฝีมือร้ายกาจมากอนาคตจะกลายเป็นศิลปินผู้ขับเคลื่อนวงการบันเทิงแน่นอน ในส่วนของคู่พระนางเท่าที่ปล่อยมายังไม่มีซีนคู่ออกมาให้ชมมากนักแต่ถึงจะมาน้อยแต่ก็ร้อยคะเต็มอยู่นะคะชวนเขินเอาเรื่องเลย อันฮโยซอบ ในชุดย้อนยุคแบบนี้สง่างามน่าเกรงขามเป็นภาพลักษณ์ใหม่ที่ไม่คุ้นตาแต่ออกมาดูดีและแน่นมาก ในส่วนของโปรดักชั่น CG ดีเลยทีมโลเลือกโลเคชั่นเหมาะสมเจย์ค่อนข้างชอบโลเคชั่นป้าท้อและป่าต้นอะไรสักอย่างที่พระนางในวัยเด็กไปนั่งหลังจากพากันไปขโมยลูกท้อสวยดีค่ะเจริญหูเจริญตา นอกจากนี้โทนแสงสีของเรื่องก็ถือว่าผู้สร้างค่อนข้างใส่ใจรายละเอียดเท่าที่ดูยังไม่มีซีนไหนจัดแสงบ้งให้กวนใจ โดยรวมของเรื่องถูกใจและไปต่อแน่นอนค่ะเพราะ ณ ตอนนี้ลงแดงกู่ไม่กลับแล้ว

เรื่องนี้ได้หนุ่ม แบคฮยอน EXO มาร้องเพลงประกอบให้ ซีรีส์ดีแถมเพลงเพราะท่านใดคิวซีรีส์ว่างมามะมาทุ่มเวลาติดตามเรื่องนี้กันค่ะถึงจะพึ่งปล่อยออกมาแค่ 2 ตอนแต่รับรองมีอาการลงแดงหลังการขายแน่นอนจ้า สุดท้ายนี้ขอบคุณที่ร่วมเดินทางท่องไปในเรื่องราวของ Lovers of the Red Sky มาด้วยกันจนสุดซอยบทความหน้าเจย์จะนำเรื่องราวของซีรีส์เรื่องใดมาเสิร์ฟอีกนั้นปลดล็อกสมาร์ทโฟนของท่านแล้วไถหน้าจอไปกดติดตามคอนเทนต์ใหม่ ๆ

เรื่องย่อ Birds of Prey (And the Fantabulous Emancipation of One Harley Quinn)

แม้ว่าจะได้รับคะแนนวิจารณ์จาก นักวิจารณ์ตามเว็บไซต์ต่าง ๆ อยู่ในระดับที่สูง ( Rotten Tomatoes นักวิจารณ์ให้คะแนนไว้ถึง 80% ส่วนฝั่งคนดูทั่วไปให้ไว้ 81%) แต่ Birds of Prey ที่นำแสดงโดย Margot Robbie และมีชื่อเต็มต่อท้ายยาว ๆ อีกว่า And the Fantabulous Emancipation of One Harley Quinn กลับทำรายได้เปิดตัว 3 วันแรกในสหรัฐฯ ต่ำที่สุดในบรรดาหนังจากดีซีคอมิก โดยทำรายได้ไปเพียง 33 ล้านเหรียญฯ จนค่ายหนังอย่าง Warner ขอเปลี่ยนกลยุทธ์โดยด่วน  ดูหนังออนไลน์ไทย ด้วยการเปลี่ยนชื่อหนังเป็น Harley Quinn: Birds of Prey แทน แต่ก็ไม่รู้ว่า จะดึงรายได้หนังทุนสร้าง 84 ล้านเหรียญฯ ให้เพิ่มขึ้นมาได้ทันเวลาหรือไม่

Birds of Prey

แอปพลิเคชันจองตั๋วหนังในสหรัฐฯ พร้อมใจกันเปลี่ยนชื่อหนังเป็นชื่อใหม่ Harley Quinn: Birds of Prey หลังการเข้าฉาย 3 วันแรกส่อเค้าจะสร้างปัญหาความไม่เข้าใจชื่อกับตัวหนังว่า “นกผู้ล่าเหยื่อ” เป็นเรื่องเกี่ยวกับตัวละครดังจากดีซีคอมิกอย่างฮาร์ลีย์ ควินน์ โดยมีรายงานว่า ค่ายหนังอยากให้ผู้ชมสนใจโฟกัสมาที่ตัวละครของเธอมากกว่าที่เป็นอยู่ และกับเรต R ที่หนังได้รับ หลังจากความสำเร็จของ Joker (2019) ที่ทำให้ Warner ยอมจะทำหนังจากคอมิกให้ดาร์กขึ้น ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้หนังถูกจำกัดกลุ่มคนดูให้น้อยลงไปอีก เพราะเด็กและวัยรุ่นผู้หญิงที่ไม่สามารถเข้าชมได้เองโดยไม่มีผู้ปกครอง เหมือนเรตที่อ่อนกว่าอย่าง PG-13

ก่อนหน้าเปิดตัวฉาย Birds of Prey ได้รับการคาดหมายจากนักวิเคราะห์ทางการเงินว่าจะเปิดตัวสูงถึง 50-55 ล้านเหรียญฯ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังเป็นรายได้เปิดตัวที่ต่ำกว่าหนังซูเปอร์ฮีโรหญิงร่วมจักรวาลดีซีด้วยกันอย่าง Wonder Woman (2017) ที่เปิดตัว 3 วันไป 103 ล้านเหรียญฯ หรือหากเทียบกับหนังภาคก่อนที่ตัวละคร “ฮาร์ลีย์ ควินน์” เคยปรากฎตัวอย่าง Suicide Squad (2016) ก็ยังเปิดตัว 3 วันไปได้ถึง 133 ล้านเหรียญฯ รวมถึงหากเทียบกับหนังฮีโรจากคอมิกดีซี แต่ไม่อยู่ในจักรวาลเดียวกัน และเปิดตัวช่วงต้นปีเหมือนกันอย่าง Shazam! (2019) ที่ทำรายได้ไประดับที่น่าพอใจแต่ไม่สูงนัก ก็ยังเปิดตัว 3 วันไป 53.5 ล้านเหรียญฯ โดยหนังที่ชูโรงว่ามีตัวละครหลักเป็นกลุ่มคาแรกเตอร์วายร้ายหญิงและโชว์จุดขายความเป็นหนังเฟมินิสต์เพื่อนหญิงพลังหญิงเรื่องนี้ ไม่ได้รับการตอบรับจากผู้หญิงอย่างที่คาด เพราะ 54% ของผู้ชมในสัปดาห์แรกนั้นเป็นผู้ชาย

เหตุการณ์เปลี่ยนชื่อหนังหลังออกฉายเคยมีเกิดขึ้นมาก่อนแล้วกับหนังของ Tom Cruise เรื่อง Edge of Tomorrow (2014) ที่ใช้ชื่อที่ออกฉายตอนแรกในสหรัฐฯ ว่า Live Die Repeat แต่หลังจากเปิดตัวฉาย 3 วันแล้วรายได้ไม่เปรี้ยง นักวิเคราะห์มองว่า เป็นเพราะคติความเชื่อทางศาสนาคริสต์ไม่เชื่อเรื่องการตายแล้วเกิดใหม่ แต่เชื่อเรื่องการไปอยู่ในอาณาจักรพระเจ้าหลังความตายมากกว่า (ต้นฉบับของหนังเป็นมังงะหรือการ์ตูนญี่ปุ่น) ทำให้คนมีอคติต่อชื่อหนังกลาย ๆ หนังจึงเปลี่ยนชื่อเป็น Edge of Tomorrow เหมือนกันกับตลาดนอกสหรัฐฯ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ทันเวลาเพราะหนังไม่ประสบความสำเร็จระดับทำกำไร แต่ค่ายหนังอย่าง Warner ก็ยังมีแผนจะให้ Cruise นักแสดงสาว Emily Blunt และผู้กำกับ Doug Liman กลับมาทำภาคต่อ ติดที่กว่าคิวจะว่างตรงกันก็เมื่อไรไม่รู้

ฮาร์ลีย์ ควินน์ ยังจะกลับมาใน The Suicide Squad ภาคต่อกึ่งรีเมกที่มีตัวละครของเธอกลับมาเล่นด้วย สมทบกับ Joel Kinnaman, Jai Courtney, Viola Davis ที่กลับมารับบทเดิม และนักแสดงใหม่ Idris Elba, John Cena, ผู้กำกับ Taika Waititi ที่มาเป็นนักแสดงในเรื่องนี้ และ Michael Rooker กำกับโดย James Gunn จาก Guardians of the Galaxy เตรียมเข้าฉายในสหรัฐฯ

10 เกร็ดหนังสุดจี๊ด เตรียมพร้อมเปิดตัวทีมนกผู้ล่าสุดจ๊าบใน Birds of Prey 6

          พร้อมที่จะรู้จักกับทีมพลังหญิงที่แข็งแกร่งที่สุดในจักรวาล DC แล้วรึยัง ?! เพราะอีกไม่กี่วันนี้ตัวแม่ ฮาร์ลีย์ ควินน์ จะกลับมาพร้อมเปิดตัวสมาชิกใหม่สู่จักรวาลตัวจี๊ดใน “Birds of Prey: And the Fantabulous Emancipation of One Harley Quinn – ทีมนกผู้ล่า กับ ฮาร์ลีย์ ควินน์ ผู้เริดเชิด” กับเรื่องราวที่ ควินน์
ต้องยืดหยัดด้วยตัวเองให้ได้ หลังเลิกรากับแฟนหนุ่ม โจ๊กเกอร์ แต่ก่อนจะไปพบกับการรวมตัวครั้งยิ่งใหญ่ ขอชวนมาส่องเกร็ดหนังเล็ก ๆ น้อย ๆ เตรียมพร้อมก่อนรับชมภาพยนตร์ 6 กุมภาพันธ์ นี้กัน
  1.  Birds of Prey ได้แรงบันดาลใจมาจากจักรวาลคอมมิค The New 52 โดยเลือกสมาชิกร่วมทีมนกผู้ล่าในแบบฉบับที่คิดว่าพวกเธอจะเข้าขาลงตัวกันมากที่สุด
  2. สมาชิกทีมนกผู้ล่าคนแรกคือ แบล็ค แคนารี่ ในฉบับของ ดีนาห์ แลนซ์ สมาชิกคนที่สอง เรเน มอนโทย่า ในฉบับของสายลับสาวสุดเท่ และสมาชิกคนสุดท้าย ฮันเทรส ในแบบฉบับ เฮเลน่า เบอร์ติเนลลี ผู้มีความหลังที่น่าเศร้า
  3. สำหรับ ฮาร์ลีย์ ควินน์ ในเรื่องนี้ มาร์โก้ ร็อบบี้ ผู้รับบทควบตำแหน่งผู้อำนวยการสร้าง ต้องการนำเสนอชีวิตของเธอเมื่อไม่มีโจ๊กเกอร์ดูแล ซึ่งเธอจะผ่านพ้นวิถีคนอกหักไปได้จากการร่วมแก๊งกับเพื่อนสาวทีมนกผู้ล่า
  4. เสียงร้องตอนปล่อยพลังแคนารี่ คราย และเสียงร้องเพลงในคลับคือเสียงจริงของ เจอร์นี่ สมอลเล็ตต์-เบลล์ ผู้รับบท แบล็ค แคนารี่
  5. โรซี่ เปเรซ ได้รับเลือกให้มารับบท เรเน มอนโทย่า เพราะดูเป็นคนที่มีความเป็นผู้ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็ดูหัวรั้น และมีความน่าเกรงขามแบบที่หลายคนไม่กล้าหือด้วย
     6. แมรี่ เอลิซาเบธ วินสเตด ต้องฝึกศิลปะการต่อสู้จริง ทั้งยูโด ยูจิซุ และคาราเต้ เพื่อให้ท่าทางคล่องแคล่วสมบทบาทนักฆ่า

7. เอลลา เจย์ บาสโค ผู้รับบท แคสซานดร้า เคน เป็นนักแสดงหน้าใหม่ที่ประเดิมผลงานภาพยนตร์ครั้งแรกในภาพยนตร์เรื่องนี้

8. ยวน แม็คเกรเกอร์ ได้รับคำชมจากผู้กำกับเคธี่ ยาน ว่าเขาสามารถพลิกบทบาทของ โรมัน ไซโอนิส จากผู้ชายโหดเหี้ยมเป็นคนหลงตัวเองได้อย่างน่าทึ่ง ซึ่งเป็นตัวละครที่เธอชอบมากที่สุด

9. คริส เมสซิน่า ลงทุนโกนผม ย้อมผม และฝึกการใช้มีดจริง เพื่อรับบท วิคเตอร์ แซซ มือขวาคนสนิทผู้มีความสัมพันธ์สุดซับซ้อนของ โรมัน ไซโอนิส

10. ไฮยีน่าเพื่อนรักของ ฮาร์ลีย์ ควินน์ ในฉบับคอมมิคจะมีสองตัวคือ บัดและลู แต่ในภาพยนตร์จะมีตัวเดียวชื่อว่า บรู๊ซ (มาจาก บรู๊ซ เวย์น) ซึ่งใช้วิชวลเอฟเฟกต์สร้างขึ้นมา เพราะการใช้ไฮยีน่าจริงในการถ่ายทำนั้นอันตรายเกินไป

รีวิว You Are My Spring เธอคือรักที่ผลิบาน

You Are My Spring

ในช่วงที่หันไปทางไหนก็เจอแต่เรื่องยากลำบาก You Are My Spring การได้เจอซีรีส์ที่ช่วยเยียวยาคุณได้ นับเป็นของขวัญจากที่ไม่มีเหตุผลใดให้ปฏิเสธ และเราคิดว่าเราได้เจอสิ่งนั้นแล้ว นั่นคือ ‘You Are My Spring’ (2021) ซีรีส์น้ำดีจากช่อง tvN ที่ทุกบทสนทนา ทุกความสัมพันธ์ ไปจนถึง Mood & Tone ของเรื่อง ล้วนแสดงออกถึงความอบอุ่นอ่อนโยน เสมือนมีเพื่อนคนหนึ่งกำลังตบไหล่ให้กำลังใจเราอยู่ และการันตีว่าภาพสวยแฝงด้วยความหมายจากผลงานการกำกับโดย ดูหนังออนไลน์ไทย จองจีฮยอน ที่เคยฝากฝีมือไว้ใน The King: Eternal Monarch (2020), Search: WWW (2019) และร่วมกำกับซีรีส์​ Mr.Sunshine (2018) ด้วย รีวิว You Are My Spring

เรื่องย่อ

“แม่เหล็กดึงดูดขยะ” จูยองโดกล่าวอย่างไม่สะทกสะท้านในขณะที่คังดาจองกำลังจ้องมองเขาด้วยแววตากรุ่นเชื้อเพลิง จูยองโด จิตแพทย์หนุ่มที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรมบุคคลในอดีตเขาผ่านประสบการเฉียดตาย

และได้รับบริจาคหัวใจจากเจ้าหน้าที่ตำรวจท่านหนึ่ง ภายหลังเขาได้แต่งงานอยู่กินกับนักแสดงสาวชื่อดัง อันกายอง แต่ท้ายที่สุดก็ต้องหย่าขาดจากกันไป ต่อมาคุณหมอจูยองโดได้ย้ายคลินิกของเขามายังตึกใหม่ย่านพุงจีสถานที่เกิดเหตุฆาตกรรม

เคสที่เขากำลังสืบหาเบาะแสคนร้ายอยู่และได้พบเจอกับ คังดาจอง พนักงานต้อนรับในโรงแรมสาวสวยที่มีประสบการณ์ฝังใจเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีตอีกทั้งยังผิดหวังกับความรักซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ซีรีส์ใหม่ออนแอร์กันไม่พักเลย รอบนี้เราข้ามฝั่งมาแดนกิมจิกันบ้างกับผลงานเรื่อง You Are My Springในชื่อไทย เธอคือรักที่ผลิบาน ซีรีส์แนวโรแมนติกดราม่าจากค่าย tvN ซึ่งปล่อยลงจอออนแอร์ซับไทยที่ Netflix

เนื้อเรื่อง

ซีรีส์เรื่องนี้เป็นส่วนผสมของแนวยอดฮิตเกาหลีรักผสมฆาตกรรม ซึ่งเป็นการเขียนบทแบบตั้งใจรวมส่วนผสมสองอย่างนี้ให้เข้ากันลงตัวให้ได้ ซึ่งจริงๆ แล้วแนวรวมแบบนี้ก็ไม่แปลกใหม่อะไร เพราะมีหลายเรื่องทำมาก่อน

อย่างที่ดังๆ ก็ Oh My Ghost แต่โดยทั่วไปคือตัวเรื่องมักจะมาหักมุมกลางเรื่องเพื่อเข้าสู่อีกแนวที่วางไว้ แต่เรื่องนี้คือจุดเริ่มต้นฉากแรกก็เปิดมาให้เห็นคดีที่ดูเหมือนฆ่าตัวตายปริศนา แล้วไล่ย้อนกลับไปเล่าเรื่องว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนๆ นี้

โดยเรื่องราวถูกโฟกัสไว้ที่นางเอก คังดาจอง (รับบทโดย Seo Hyun-Jin) ผู้ซึ่งมีบาดแผลในวัยเด็กพ่อทำร้ายแม่จนต้องพาหนีออกมากับน้องชายเมื่อตอนยังเด็ก และเมื่อโตขึ้นมาเธอกลับมีปัญหาการคบหาเป็นแฟนกับใครก็มักจะเจอแต่ผู้ชายสร้างปัญหา

จนเมื่อเธอพบกับ จูยองโด (รับบทโดย Kim Dong-Wook) จิตแพทย์ร่วมตึกที่พักอาศัยเดียวกัน และทำนายทายทักปัญหาของชีวิตเธอได้อย่างแม่นยำราวกับตาเห็น และเริ่มแอบชอบเธอขึ้นมา แต่ในขณะเดียวกันเธอก็พบกับหนุ่มหล่อขี้ตื้อที่แวะเวียนมาจีบตลอดเวลาอย่าง ชเวจองมิน (รับบทโดย Yoon Park)

ซึ่งเอาความใจใส่ของเขาก็ทำให้เธอเริ่มตกหลุมรักครั้งใหม่อีกครั้ง ในขณะที่จูยองโดกลับรู้สึกว่าหนุ่มคนนี้ผิดปกติทางจิต และพยายามสืบหาว่าเขาคือใคร และเข้ามาสนิทสนมกับคังดาจองด้วยเหตุผลอะไรกันแน่

นักแสดง

ซอฮยอนจิน รับบทเป็น คังดาจอง

ตอนที่เธอยังเด็ก เธอพักอยู่ในโรงแรมเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในคังนึงแต่เธอไม่ได้คิดแค่ว่ามันคือโรงแรม เธอคิดว่าที่นั่นคือบ้านสำหรับหัวใจของเธอ ในปัจจุบันเธอทำงานเป็นผู้จัดการแผนกต้อนรับในโรงแรม เธอย้ายไปพักในตึกกูกูจนได้ไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมพร้อมกับจิตแพทย์หนุ่มที่อาศัยห้องด้านล่างของห้องเธอ

คิมดงอุค รับบทเป็น จูยองโด

จิตแพทย์หนุ่มมากความสามารถที่เชี่ยวชาญด้านการวิเคราะห์พฤติกรรม ยองโด ผ่านประสบการณ์เสี่ยงตายมาและได้รับบริจาคหัวใจจากเจ้าหน้าที่ อีจองบอม ตำรวจน้ำดีที่ถูกฆาตกรรมในปี 2018

จูยองโด จึงมุ่งมั่นให้ความช่วยเหลือเหล่าเจ้าหน้าที่ในวิเคราะห์พฤติกรรมคนร้ายจากเหตุการณ์ฆาตกรรมและกลายเป็นที่ปรึกษาให้กับทีมสืบสวนอาชญากรรมรุนแรง 3 แห่งโกจินบกอีกด้วย คาแรกเตอร์ ตรงไปตรงมา เฉลียวฉลาด สุขุมภูมิฐาน

ยุนพัค รับบท แชจุน

หัวหน้าในบริษัทด้านการลงทุนที่จับพลัดจับผลูไปปรากฏตัวต่อหน้า คังดาจอง ในวันหนึ่งและดูเหมือนว่าเขาจะเข้าใจเธอเป็นอย่างดีในเวลาไม่นาน เขามีใจให้ คังดาจอง และพยายามเปิดเผยให้เธอได้รู้

เขาตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบและศรัธทาในความรู้สึกแว๊บแรกของตัวเองจึงได้เทียวไล้เทียวขื่อหยอด ดาจอง อย่างไม่ลดละ คาแรกเตอร์ สองบุคลิกอยู่กับดาจองจะแสดงด้านที่อบอุ่น ภูมิฐาน อารมณ์ขัน โรแมนติก แต่ลึก ๆ แล้วเขามีตัวตนที่คลุมเครือ แววตาก้าวร้าว แสดงออกรุนแรง

นัมกยูริ รับบท อันกายอง

อดีตภรรยาสาวสุดไฮโซของคุณหมอจูยองโด เธอเป็นนักแสดงมีชื่อเสียงโด่งดังโดยได้พบเจอกับหมอยองโดที่ให้ปรึกษาด้านบทละครแนวหมออาชญากรรมจนในที่สุดก็ตกลงแต่งงานกันแต่ 1 ปีให้หลังเขาทั้งสองก็หย่าขาดกันไป คาแรกเตอร์ สาวมั่น ปากแจ๋ว

การดำเนินเรื่อง

ตัวเรื่องตอน 1-2 เป็นส่วนผสมของแนวปริศนากับความรักได้อย่างลงตัว เรื่องราวพยายามปูอดีตของนางเอกที่มีปมบางอย่างกับตัวละครหลักในปัจจุบัน และก็มีความชอบอะไรที่เป็นเรื่องปริศนาแปลกๆ อย่างแมวดำ

กับความเจ็บช้ำรักที่ผ่านมารวมกันจนไม่กล้าเปิดใจให้ใครอีกต่อไป แต่เธอก็ยังมีแรงดึงดูดผู้ชายแย่ๆ เข้ามาไว้ที่ตัว ซึ่งตัวเรื่องเล่นกับพฤติกรรมจิตๆ ของ ชเวจองมิน ที่หน้าฉากกับนางเอกเขาคือผู้ชายที่มีเสน่ห์พร้อมทำอะไรก็ได้ให้เธอรัก

แต่พออยู่กับคังดาจองที่เป็นพระเอกของเรื่องนี้กลับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน จนพระเอกวินิจฉัยว่าเขาเป็น โรคโซซิโอพาธ (Sociopath) ไม่แคร์ผู้อื่น ต่อต้านสังคม และอาจจะเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมปริศนาที่ปิดไม่ได้ที่ตึกแห่งนี้ที่เป็นที่พักกับที่ทำงานของพระเอกนางเอก

ซึ่งตัวเรื่องหลอกล่อและเล่นกับความรู้สึกนางเอกที่เริ่มมีใจให้เขาได้เป็นอย่างดี จนคนดูคงรู้สึกว่าซีรีส์เรื่องนี้น่าจะเดินเรื่องไปในทิศทางนี้ซึ่งเอาจริงๆ ก็สนุกและน่าติดตามมากด้วย แต่เมื่อจบ EP2 เรื่องราวทั้งหมดจึงหักมุมเฉลยฉากเปิดเรื่องในตอนแรก ซึ่งหลังจากนี้ไปคือเมนหลักจริงๆ ของเรื่องนี้

แนวรักผสมสืบสวนจิตวิทยา?

ต้องบอกว่าการหักมุมแบบสุดๆ ในตอนจบของ EP2 ทำให้เรื่องดูน่าติดตามมาขึ้นมาก แต่มันกลับน่าผิดหวังเมื่อเรื่องกลับมาเดินหน้าในแนวที่แตกต่างจากสองตอนแรกเหมือนหนังคนละม้วน จากตอนแรกที่เป็นแนวรักผสมสืบสวนไซโคจิตวิทยาที่ค่อนข้างให้น้ำหนักพอๆ กัน

แต่หลังจากนี้ไปแทบจะเป็นรักเต็มตัว กินเวลาไป 70-80% ในแต่ละตอน โดยตัวเรื่องเปิดทางให้พระเอกอย่างจูยองโดเริ่มเข้ามามีบทบาทปกป้องและแอบจีบนางเอกแบบเนียนๆ จนกลายเป็นแนวโรแมนติกกุ๊กกิ๊กักนตลอดเรื่อง

เมื่อนางเอกกลายเป็นคนที่ฝังใจกับความสัมพันธ์แย่ๆ มากกว่าเดิมจนไม่อาจจะเปิดใจได้อีกแล้ว ก็เลยเอาจุดนี้มาเดินเรื่องให้พระเอกเข้ามาเทคแคร์เยียวยาจิตใจของเธอ จนกลายเป็นการปลูกต้นรักใหม่อีกครั้งสมกับชื่อเรื่องนี้เลย

ซึ่งถ้ามองในมุมของแนวรักโรแมนติกเรื่องนี้ทำได้ดีเลย แม้พระเอกนางเอกอาจจะไม่ได้สวยหล่อมาก แต่ก็ดูได้สนุกเพลินๆ อยู่ เพียงแต่ว่าปัญหามันคือส่วนคดีฆาตกรรมที่เรื่องเปิดทิ้งไว้ในสองตอนแรกนี่แหละที่มันแทบหายไปจากเรื่องหลักเลย

คดีฆาตกรรม

เนื้อเรื่องส่วนคดีฆาตกรรมที่เปิดไว้แบบโคตรปริศนา ทั้งในอดีตที่นางเอกอาจจะรู้จักกับคนร้าย หรือตัวละครอย่าง ชเวจองมิน จริงๆ แล้วคือใครกันแน่ ตัวเรื่องเปิดตัวละครใหม่ เอียน เชส หมอจากอเมริกาที่กลับมาเกาหลี

แถมมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกับ ชเวจองมิน อย่างกะแฝด ตัวเรื่องพยายามใส่ปริศนาเข้ามาต้นเรื่องของทุกตอน แต่ก็ไม่ได้ช่วยคลายปมอะไร กลับกลายเป็นการสะสมปริศนาให้งงขึ้นเรื่อยๆ ว่าตัวละครเหล่านี้มาเกี่ยวข้องกันอย่างไรกับนางเอกของเรื่อง

ในระหว่างตอนจะมีฉากสั้นๆ ที่เกี่ยวกับการสืบสวนทั้งของตัวพระเอกกับตำรวจที่พยายามปิดคดีฆาตกรรมปริศนาหลายคดีต่อเนื่องกันในอดีต แต่ยังจับคนร้ายไม่ได้ (พระเอกช่วยงานเป็นที่ปรึกษาตำรวจ) ซึ่งมันสั้นมากจริงๆ เหมือนเรื่องพยายามขยักปกปิดไว้เต็มที่ ในระหว่างเดินเรื่องรักเต็มสูบไปด้วย

แล้วตอนท้ายของทุกตอนก็จบลงด้วยการวกกลับมาเรื่องฆาตกรรมต่ออีกนิดหน่อย วนไปวนมาแบบนี้จนถึงตอน 6 ล่าสุดของรีวิวที่เขียนนี้ตัวเรื่องส่วนนี้ก็ยังไปไม่ถึงไหน จนกลายเป็นความยืดยาดของเรื่อง เหมือนเรื่องจริงๆ มีนิดเดียวแค่นั้น

แผลในใจ?

สิ่งที่ซีรีส์ You Are My Springเน้นย้ำและสื่อสารมาถึงคนอยู่อย่างชัดเจนคือประเด็นเรื่อง ‘แผลในใจ’ เราทุกคนล้วนมีปมเล็ก-ใหญ่ซุกซ่อนอยู่ภายใต้ความคิด ชีวิต หรือจิตใจ รอวันที่จะเปิดเผยตัวและท้าทายให้เราก้าวข้ามไป

อย่างจูยองโดเอง แม้ว่าเขาจะเป็นจิตแพทย์ผู้เข้าใจก้นบึ้งความคิดของคนไข้มากมาย แต่กว่าจะผ่านมาถึงจุดนี้ได้ เขาก็เคยเป็นเด็กชายผู้พ่ายแพ้ที่ต้องเผชิญกับคำโกหกมากกว่าความจริง และเข้ารับการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจมาแล้ว

ซึ่งแม้จะบอกวิธีและจ่ายยาให้ใครต่อใครก้าวพ้นช่วงเวลายากลำบากไปได้ ตัวเขาเองก็ยังต้องการกำลังใจ คำปลอบโยน และอ้อมกอดอุ่น ๆ เพื่อปลอบโยนไม่ต่างกัน

เรื่องราวความรักของตัวละครรอง

ตัวเรื่องนอกจากตัวละครหลักที่กล่าวมาแล้ว ก็พยายามเสริมให้มีเรื่องราวความรักของตัวละครรอง อย่างเมียเก่าพระเอกที่หย่าไปเป็นดาราดังก็มาคบกับไอดอลดังที่รักเธอสุดๆ แต่เธอกลับยังมีเยื่อใยกับพระเอก ตัวเรื่องพยายามให้เป็นเหมือนรัก 4 เส้ากลายๆ

แต่ก็ไม่ได้เป็นเนื้อหาเข้มข้นอะไร ออกแนวตลกๆ แบบแอบเข้าใจกันผิดกันเป็นทอดๆ แค่นั้น ซึ่งก็เลยทำให้ตัวเรื่องรักๆ ยิ่งยืดเข้าไปอีก (จากที่แค่ฉากกุ๊กกิ๊กพระเอกนางเอก็ว่าเยอะแล้ว)

โดยรวม

ในโดยรวมแล้ว ส่วนของโปรดักชั่นและนักแสดงเรื่องนี้จัดแสงดีสมจริงมืดก็มืดจริง สถานที่เลือกได้เยี่ยมส่วนตัวเจย์ถูกใจโลเคชั่นดาดฟ้าของคังดาจองมากน่าอยู่ดูผ่อนคลายส่วนฝีมือการแสดงของนักแสดงนำทั้ง 4 รวมไปถึงนักแสดงสมทบเยี่ยมยุทธ์ทุกท่าน

แต่มีหนึ่งท่านที่ปลื้มเขามากคือคุณพี่ ยุนพัค แสดงแบบ Real เวอร์แววตาตอนอยู่กับดาจองละมุนมากไม่ไหวแต่พอเทิร์นออนโหมดฟาด ๆ ร้าย ๆ คือดูจิตแบบรังสีอำมหิตแผ่ซ่านออกมาจากนัยน์ตา ซึ่งเจย์มองว่าตัวละครตัวนี้มันต้องมีซัมติงไปคาบเกี่ยวกับเหตุฆาตกรรมหรืออาจจะมีการหักมุมหักเลี้ยวแหกโค้งในตอนถัด ๆ ไปกันบ้างแหล่ะ

สรุป

สำหรับเรา You Are My Spring เป็นซีรีส์ที่ตอนแรกอาจไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่เมื่อได้เริ่มดูแล้ว ความเรียบง่ายของหลาย ๆ องค์ประกอบโดยเฉพาะบทสนทนาในเรื่อง กลับส่งพลังและกระทบใจได้อย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกัน

ประเด็นเรื่องคดีฆาตกรรมก็สร้างทั้งความสับสนและสงสัย ส่งให้เรื่องน่าติดตามมากขึ้น เรียกว่าเป็นเส้นเรื่องรองที่เสริมเข้ามาให้คอซีรีส์แนวสืบสวน-สอบสวน รับชมไปพร้อมกับรับพลังจากข้อคิดดี ๆ ในเรื่องได้อย่างแน่นอน