รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญ สามชุก ทุกชีวิตมีรายละเอียด

รีวิวกึ่งวิจารณ์ ไม่สปอยล์เนื้อหาสำคัญของเรื่อง สามชุก

ชื่อเต็ม ๆ ของหนังเรื่องนี้ คือ “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง”

ผมว่าหนังไทยหลายเรื่องประสบปัญหากับการตั้งชื่อหนัง ไม่ใช่ว่าตั้งได้ไม่ดีนะครับ แต่คนดูหนังบ้านเรามีวัฒนธรรมที่การเลือกดูหนังจาก “หน้าหนัง” และ “ชื่อหนัง”

ซึ่งชื่อหนังเนี่ย ต้องถือว่าได้รับอิทธิพลมาจากการที่เวลาหนังฝรั่งและหนังฮ่องกงเข้าไทย ต้องคิดชื่อหนังในเวอร์ั่ชั่นไทยให้อลังการหรือตลก ๆ เข้าว่า

พวกคำประเภท ดูหนังออนไลน์ฟรี  มหันตภัยล้างโลก อภิมหาอึดทะลวงโลก โคตรคนมหากาฬ ฯลฯ ประมาณนี้ ทั้ง ๆ ที่ชื่อหนังฝรั่งอาจมีแค่คำสองคำก็ได้

ดังนั้นถ้าหนังเรื่องนี้จะตั้งชื่อว่า “สามชุก” ส่วนประโยคหลังนั้นแทบไม่มีใครรู้จัก แล้วจะไม่มีคนเข้าไปดูก็คงไม่แปลก เพราะ “โหมโรง” ก็เคยโดนมาแล้ว

ทั้ง ๆ ที่ดู ๆ กันแล้วชื่อหนังต่างประเทศเชย ๆ ก็มีเยอะแยะ เช่น “Notting Hill” นี่ชื่อถนน “Wall Street” ชื่อตลาดหุ้น “Titanic” นี่ก็เรือ “Up” ขึ้น “Cars” รถหลายคัน “Ghost” ผี “300” …….แต่หนังพวกนี้ก็ประสบความสำเร็จทางรายได้ได้ไม่ยาก

แต่ต้องยอมรับด้วยว่าหน้าหนังของ “สามชุก” เป็นของแสลงที่คนดูหนังไทยเพื่อความบันเทิงมักหลีกเลี่ยง และปฏิเสธ หนังประเภทที่ทำเหมือนกับว่าสร้างมาเพื่อสั่งสอน แล้วยิ่งได้กระทรวงอะไรต่อมิอะไรออกมารับรองด้วยแล้ว ยิ่งกลายเป็นข้อเสียที่ทำให้คนไม่ไปดูหนังเรื่องนี้เ้ข้าไปใหญ่

หลายคนไม่อยากเสียเวลาเข้าไปนั่งดูหนัง 2 ช.ม. เพื่อจะรับสาส์นที่หนังตั้งธงไว้มาสอนเราว่า ไอ้นั่นไม่ดี ไอ้โน่นไม่ดีนะ คนส่วนใหญ่อยากไปดูหนังเพื่อความบันเทิง

นี่แหละัหนังเรื่องนี้จึงถูกมองข้ามไป

แต่ผมอยากบอกว่า “สามชุก ขอเพียงโอกาสอีกสักครั้ง” เป็นหนังที่ไม่ใช่้แค่ให้ข้อคิดดี ๆ แ่ต่หนังก็ดูสนุกด้วย และที่สำคัญหนังสร้างมาแบบเข้าใจคน

หนังเปิดเรื่องด้วยการบอกให้เราทราบว่า “ภาพยนตร์เรื่องนี้สร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง”

สามชุก ฯ เป็นเรื่องราวของนักเรียนม.ปลาย 7 คน ในชุมชนเล็ก ๆ ของอำเภอสามชุก จังหวัดสุพรรณบุรี ที่อยู่ในช่วงเวลาหัวเลี้่ยวหัวต่อของชีวิต พวกเขาต่างมีปัญหาชีิวิตที่แตกต่างกันไป บางคนก็มีปัญหาทางบ้าน พ่อติดเหล้า หรือพ่อไม่เข้าใจ คาดหวังในตัวเขาสูงเกินไป บางคนก็ขาดความรักไม่มีพ่อแม่คอยดูแล บางคนมีปัญหาส่วนตัว ถูกเพื่อนแกล้ง บางคนต้องทำงานหนักตื่นแต่เช้าเข้านอนดึก เพื่อหาเงินช่วยที่บ้าน แต่พวกเขาก็มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน มีชีวิตที่สนุกสนานตามวัย และมีคนรักที่ดี

แต่ยาเสพติด หรือถ้าเจาะจงให้แคบลงก็คือ “ยาบ้า” ก็เข้ามาสู่ชุมชนแห่งนี้ และพวกเขาเหล่านี้ก็ตกเป็นเหยื่อของมัน ด้วยเหตุผลของแต่ละคนแตกต่างกันไป แต่สิ่งที่เหมือนกัน คือพวกเขากำลังได้รับผลจากการเข้าไปยุ่งกับมันด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อถลำลึกลงไป ชีวิตเขาก็เหมือนตกนรกทั้งเป็น จะพยายามกลับตัว ที่ยืนในสังคมก็หาได้ยาก เพราะคนมากมายต่างรุมประนาม

ครูพินิจเป็นอาจารย์ฝ่ายปกครองของโรงเรียนสามชุก เขาเป็นครูธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่สิ่งที่ต่างออกไป คือ ครูพินิจ มีจิตวิญญาณความเป็น “ครู” ซึ่งปัจจุบันหาได้ยากในครูทั่ว ๆ ไป

เขาลุกขึ้นช่วยเหลือ และออกหน้ารับ ขอโอกาสให้เด็กเหล่านี้อีกสักครั้ง เพราะเขาเชื่อว่า เด็กเหล่านี้เป็นเพียงแค่เหยื่อไม่ใช่เนื้อร้ายของสังคม คนรอบข้างต้องช่วยกันรับผิดชอบ เพราะสังคมอ่อนแอ ยาบ้าถึงเข้ามาถึงเด็กเหล่านี้ได้ เด็กเหล่านี้เพียงแค่โชคร้ายกว่าเด็กคนอื่น ๆ เท่านั้นที่เจอกับมันก่อน

ผลงานการกำกับของ ธนิตย์ จิตนุกูล หรือ คุณปื๊ด ผู้กำกับที่มีประสบการณ์การทำงานยาวนาน เรื่องนี้ สร้างจากเหตุการณ์จริงของครูกับลูกศิษย์อีก 7 คน ที่ช่วยปลุกกระแสของชุมชนให้ลุกขึ้นมาต่อสู้ทำสงครามกับยาเสพติด

ชีวิตของเด็ก 7 คนนี้รอดพ้นกับจุดจบอันน่าเศร้าได้ เพราะมีครูคนหนึ่งที่เขาไม่หมดหวังกับชีวิตของลูกศิษย์ และได้ลงมือทำอย่างเต็มกำลังเท่าที่เขาจะทำได้ สุดท้ายผลลัพธ์ที่ได้กลับมาเป็นสิ่งยิ่งใหญ่และมีคุณค่าสำหรับชีวิตของคนที่เป็นครูอย่างแท้จริง

ส่ิงที่เป็นข้อดีของหนังเรื่องนี้ คือ เป็นหนังที่สร้างแบบจริงใจดี แม้อาจจะดูเชยไปบ้าง งานเทคนิคการสร้างไม่ได้อลังการ และดูแล้วไม่ใช่ว่าฝีมือของผกก.ไม่ถึง เพราะขึ้นชื่อ ปื๊ด ธนิตย์ จิตนุกูล แล้ว ฝีมือน่ะมีแน่นอน แต่คุณปื๊ดเลือกที่จะนำเสนอออกมาแบบเรียบ ๆ เหมือนหนังชนบทมากกว่า หนังให้อารมณ์หนังไทยแบบเดิม ไม่มีกล้องดอลลี่ หรือแพนภาพมุมกล้องจากบนเครน ซึ่งทำให้ผมดูหนังเรื่องนี้ได้เข้าถึงบรรยากาศชนบทได้มากกว่า

นักแสดงของเรื่องส่วนใหญ่เป็นมือใหม่ทั้งนั้น ยกเว้นคุณปรเมศร์ น้อยอ่ำ ที่รับบทครูพินิจ ตัวเอกของเรื่องที่เคยมีผลงานจากบอดี้ ศพ 19 มาก่อน กับคุณศิริวิมล เรขา ที่รับบทอ.สมฤดี อาจารย์แนะแนวของโรงเรียน

ที่เหลือเป็นนักแสดงมือสมัครเล่นทั้งนั้น โดยเฉพาะนักแสดงเด็กหลัก ๆ ทั้ง 10 คน คือกลุ่มเด็กผู้ชาย 7 คน และเด็กผู้หญิง 3 คน ต่างเป็นเด็กในพื้นที่ทั้งนั้น

ซึ่งนี่ทำให้ผมประัทับใจหนังเรื่องนี้เพิ่มมากขึ้น เพราะความเป็นคนเชื้อสายสุพรรณ (พ่อแม่เป็นคนบางปลาม้า) ของผม ทำให้ผมฟังสำเนียงสุพรรณในเรื่องนี้ได้อย่างรื่นหู

เพราะบอกได้เลยว่าหนังที่มีตัวละครคนสุพรรณแทบทุกเรื่อง ไม่เคยพูดสำเนียงสุพรรณตรงตามสำเนียงจริง ๆ เลย เป็นสำเนียงที่พยายามดัดให้เหน่อ ดูเทียบได้จากบุญชูทุกภาคที่ผ่าน

และที่สำคัญทุก ๆ คนก็เล่นได้อย่างดีและเป็นธรรมชาิติ แม้บางจังหวะที่ยังไม่สามารถปล่อยบทพูดบางประโยคให้ไหลรื่นได้ แต่โดยรวมแล้วทุกคนต่างรับผิดชอบบทของตัวเองได้เป็นอย่างดี และทำให้คนดูอย่างเราเชื่อได้ว่าพวกเขาเป็นเพื่อนรักกัน

จังหวะล้อเล่น แกล้งกัน หรือจังหวะแสดงออกทางอารมณ์ก็ทำได้ดี

น้อง ๆ ผู้หญิงก็เล่นได้น่ารัก จนบางทีผมยังแอบคิดว่าอุตส่าห์มีแฟนดี และน่ารักอย่างนี้ ยังจะไปติดยาอีก อันนี้แค่คิดเล่น ๆ นะครับ เพราะชีวิตจริง ๆ มันเ้ป็นไปได้ทั้งนั้น เพราะคำว่า “ยาเสพติด” แปลว่า ยาที่เสพแล้วติด นั่นเอง

ตัวแสดงที่แสดงเป็นพ่อแม่ของเด็ก ๆ ทุกคนก็สอบผ่านกันทุกคน ต่างรับผิดชอบแคแรกเตอร์ของตัวเองได้เป็นอย่างดี ในบรรดาทั้งหมดนี้มีคุณแม่เล็ก ซึ่งเ้ป็นแม่ของคุณตั๊ก บงกชแสดงอยู่ด้วย เนื่องจากเธอเป็นคนสุพรรณบุรีแต่กำเนิดด้วย ก็ลองสังเกตุกันเอาเองนะครับ

สรุปแล้วการแสดงของตัวละครทุกตัวในเรื่อง ซึ่งถือว่ามีจำนวนมาก รวม ๆ แล้วที่มีบทบาทกัน อย่างน้อย ๆ ก็ร่วม 20 คนเข้าไปแล้ว ถือว่าทำได้ดีกันแทบทุกคน ซึ่งสำหรับผมต้องบอกว่าเทียบกับประสบการณ์การแสดงและจำนวนคนที่มาก ต้องถือว่าทำได้ดีจนน่าประทับใจ และบทก็ถูกกระจายอย่างทั่วถึง แม้ว่าบางตอนจะมีการเจาะไปที่แต่ละคนแต่ละครอบครัว แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังน่าเบื่อแต่อย่างใด

ตรงนี้ต้องยกความดีความชอบให้ ผู้กำกับ ผู้เขียนบท และคนที่แคสติ้งนักแสดงมา

ข้อด้อยของหนังเรื่องคือ หนังอาจจะมีการเล่าเรื่องที่เชยไปซักหน่อย หนังมีช่วงเวลาที่ต้องการจะบอกเล่าให้เราทราบว่าแต่ละคนมายุ่งเกี่ยวกับ “ยาบ้า” ได้อย่างไร ก็เลยหาทางออกให้โดยการให้ครูพินิจจับเด็กมานั่งล้อมวงกัน แล้วไล่ถามทีละคนว่า “แล้วนายล่ะมาติดยากได้ยัีงไง” แล้วหนังก็แฟลชแบ็คให้เราเห็น แล้วก็กลับมาเปลี่ยนคนไปทีละลำดับ

ตรงนั้นเราอาจจะดูไปแล้วก็อาจจะรู้สึกได้ว่า “เชยจังว่ะ” แต่หนังก็ไม่ได้น่าเบื่อแต่อย่างใด

บางฉากของหนังอาจจะมีช่วงเวลาบังคับของหนังประเภทนี้ คือต้องมีตอนที่ตัวละครต้องพูดบางสิ่งที่เป็นสารสำคัญที่หนังต้องการจะบอกกับผู้ชมออกมา ซึ่งอาจจะทำให้เรารู้สึกว่าจงใจอยู่บ้าง แต่สำหรับผมก็ถือว่าเป็นสัดส่วนที่น้อยเมื่อเทียบกับภาพรวม

แต่ในทั้งหมดเหล่านี้ข้อดีที่สุดของหนังเรื่องนี้คือ เข้าใจคน

หนังนำเสนอให้เห็นว่าชีวิตคนเราทุกคนต่างมีรายละเอียดปลีกย่อยที่แตกต่างกันไป เราไม่สามารถช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้คนคนหนึ่งด้วยวิธีหนึ่งแล้วเอารูปแบบวิธีนั้นไปใช้กับอีกคนหนึ่งได้

ในเรื่องเราจะเห็นว่าทุก ๆ คนที่ติดยา ต่างมีเหตุผลที่แตกต่างกันไป และถ้าจะช่วยเขาได้ก็ต้องเข้าใจและให้โอกาส

เห็นได้ชัดว่าทีมงานทำรีเสิร์จมาอย่างดี และพยายามนำเสนอเนื้อหาหนังที่เกี่ยวกับผลเสียของยาเสพติดอย่างครบถ้วนรอบด้าน หนังไม่ได้ทำให้เห็นแค่ว่าติดยาไม่ดีอย่างไร แล้วต้องเลิกนะ คนที่จะช่วยต้องเข้าใจและทุ่มเทนะ แต่หนังได้บอกด้วยว่าเมื่อคุณดำิเนินชีวิตผิดพลาด คุณก็ต้องรับผลของมัน ถ้าคุณจะกลับมาก็ต้องอดทนและต่อสู้กับมัน และเตรียมตัวรับผลจากการถูกคนรอบข้างไม่ยอมรับด้วย

หนังเกี่ยวกับครูที่ผ่านมา ส่วนใหญ่มักสร้างจากเรื่องจริง หรือไม่ก็ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องจริง อย่าง Dead Poet Society , Dangerious Mind , The Chorus , Mr.Holland’s Opus หรือหนังไทยอย่างเรื่อง ครูบ้่านนอก ครูไหวใจร้าย เหล่านี้ส่วนใหญ่แล้วสร้างออกมามักสร้างความประทับใจให้กับผู้ชมได้ไม่ยาก

เพราะทุกคนเคยเป็นนักเรียนมาก่อน ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราเคยถูกสั่งสอนจากคนเป็นครูทั้งนั้น

สมัยก่อนอาชีิพครูเป็นอาชีพมีเกียรติ เป็นอาชีพที่คนมาเป็นมักเป็นคนที่มีความตั้งใจอยากเป็นเรือจ้างที่พานักเรียนข้ามไปถึงฝั่งฝัน เป็นอาชีิพที่น่าภาคภูมิใจ

ไปถามคนรุ่น 30-50 ปี ดูได้ว่าครูที่เขาจดจำได้เป็นครูคนไหน ส่วนใหญ่ทุกคนจะจำครูที่เข้มงวดและใส่ใจสั่งสอนชีวิตเรามากกว่าครูที่เพียงแค่สอนวิชาความรู็เท่านั้น

สำหรับผม ผมรู้สึกว่าครูพินิจเป็นครูธรรมดา ๆ ที่มีหัวใจความเป็นครูเท่านั้นเอง ผมชอบที่เขาไม่ได้เ้ป็นครูที่เต็มไปด้วยปรัชญา หลายครั้งเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าจะทำยังไง จะพูด จะสั่งสอนเด็กเหล่านี้ยังไงให้เข้าใจได้จริง ๆ แต่เขาไม่ยอมไม่แพ้กับมัน ไม่หมดหวัง ตอนที่เขาช่วยเหลือลูกศิษย์ที่พ่อติดเหล้า ด้วยการไปขอร้องให้ร้านเหล้าที่รู้จักกันไม่ขายเหล้าให้ แล้วร้านเหล้าบอกว่าทำอย่างนี้จะได้่ผลเหรอ เขาบอก “ก็ไม่รู้จะทำยังไงเหมือนกัน ก็ทำได้เท่าที่ทำ”

เป็นคนประเภทที่แม้ทำได้แค่นิดเดียว แต่ขอให้ได้ทำมากกว่าไม่ทำอะไรเลย แค่นี้ก็พอแล้ว

แม้คนรอบข้างจะบอกว่าสิ่งที่เขาทำไม่มีประโยชน์หรอก แม้กระทั่งคนที่มีอาชีพครูด้วยกันยังพูดอย่างนั้น แต่ครูพินิจก็ไม่ล้มเลิกความตั้งใจ

สุดท้ายหนังก็จบด้วยการที่มีตัวละครหนึ่งถามว่าอาจารย์ทำอย่างนี้ได้ยังไง ครูพินิจตอบว่า ” ก็เพราะชั้นเป็นครูพวกมันน่ะสิ

เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 จาก Disney

Moana 3,000 ปีที่แล้ว เหล่า นักเดินเรือผู้ยิ่งใหญ่ ของโลก ได้เดินทางข้ามหมาสมุทรแปซิฟิกอันกว้างใหญ่ กับการค้นพบหมู่เกาะแห่งโอเชียเนียมากมาย แต่อีก 1,000ปีให้หลัง การเดินทางของพวกเขาก็ยุติลง และไม่มีใครรู้ว่าเพราะอะไร “Moana โมอาน่า – ผจญภัยตำนานหมู่เกาะทะเลใต้” ภาพยนตร์แอนิเมชั่นสุดตระการตาเกี่ยวกับการผจญภัยของหญิงสาววัยรุ่นเชื้อสายฮาวาย วัย 16 ปี ผู้เดินเรือออกไปสู่ภารกิจอันท้าทายเพื่อปกป้องผู้คนของเธอ ระหว่างการเดินทาง โมอาน่าได้พบกับมนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ดูหนังออนไลน์ฟรี วีรบุรุษแห่งมวลมนุษย์ ผู้คอยให้คำแนะนำเธอในภารกิจของเธอเพื่อการเป็นเจ้าแห่งการเดินเรือ พวกเขาเดินเรือข้ามมหาสมุทรไปด้วยกันในการผจญภัยแอ็คชั่นสุดตื่นเต้น ที่ต้องเผชิญหน้ากับเหล่าสัตว์ประหลาดและเรื่องน่าเหลือเชื่อต่างๆ ระหว่างเส้นทางการผจญภัยนั้นโมอาน่าได้บรรลุภารกิจอันเก่าแก่ของบรรพบุรุษของเธอและได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอค้นหามาตลอด

ถึงแม้จะมีภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นหลายเรื่องจาก Walt Disney Animation Studiosจะมีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์

Walt Disney Animation Studios เริ่มต้นทำภาพยนตร์การ์ตูนเรื่องยาวตั้งแต่ปี 1937 โดยเริ่มจากการรวบรวมการ์ตูนสั้นที่สตูดิโอของตนเองเป็นคนทำเอามาไว้ด้วยกัน แล้วนำมาฉายในงานประกาศรางวัลออสการ์ในปีนั้น ก่อนที่จะเริ่มต้นการ์ตูนเรื่องยาวอย่างเป็นทางการเป็นเรื่องแรกในปีเดียวกันนั่นก็คือ Snow White and the Seven Dwarfs หลังจากนั้นทาง Walt Disney Animation Studios ก็ได้ผลิตภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องยาวออกมาเรื่อยๆ โดยเฉลี่ยแล้วประมาณ 2 ปีต่อ 1 เรื่อง รวมแล้วทั้งสิ้น 56 เรื่อง เมื่อมาถึงปี 2016 ซึ่งเรื่องล่าสุดก็คือเรื่อง Moanaนั่นเอง

แม้ว่า Walt Disney Animation Studios จะผลิตภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นออกมามากมาย แล้วก็มีหลายเรื่องที่มีตัวละครหลักเป็นผู้หญิง แต่ก็ใช่ว่าตัวละครผู้หญิงทุกตัวจะเป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ จริงๆ การที่ตัวละครนั้นๆ จะเป็น “เจ้าหญิงดิสนีย์” ได้นั้น จะต้องเกิดมาในราชวงศ์โดยตรง เช่น Snow White,  Aurora, Jasmine, Rapunzel, Merida และ Pocahontas (ลูกสาวหัวหน้าเผ่า) หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องแต่งงานกับเจ้าชาย อย่างเช่น Cinderella, Belle และ Tiana ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ยังมีข้อยกเว้นอยู่ 1 คน นั่นก็คือ Mulan ที่แม้ว่าจะไม่ใช่เจ้าหญิงที่เกิดในราชวงศ์หรือแต่งงานกับเชื้อพระวงศ์ใดๆ นั้น แต่ Mulan ก็ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์จากองค์สมเด็จพระจักรพรรดิ จนได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งใน “เจ้าหญิงดิสนีย์” กับเขาด้วยเหมือนกัน

คราวนี้เมื่อมาถึง Moanaตัวละครหลักที่เป็นผู้หญิงในภาพยนตร์อนิเมชั่นเรื่องล่าสุดของ Walt Disney ที่มีศักดิ์เป็นลูกสาวหัวหน้าชนเผ่าแห่ง “โมโทนุย” ซึ่งเป็นหนึ่งในชนเผ่าที่อาศัยอยู่ในภูมิภาคโพลีนีเซีย ภายในเขตโอเชียเนีย ที่เป็นกลุ่มหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งได้แก่ประเทศ นิวซีแลนด์ ซามัว ตองงา ตูวาลู และหมู่เกาะฮาวาย กับพวกหมู่เกาะทั้งหลายในแถบนั้นที่มีการถือกรรมสิทธิ์ครอบครองโดยหลากหลายประเทศ ซึ่งก็ถือว่าแปลกมากที่ทาง Walt Disney ได้หยิบเรื่องราวจากหมู่เกาะแถบนี้มาเป็นเรื่องเล่า เพราะว่าก่อนหน้านี้ Walt Disney เองก็เคยใช้หมู่เกาะฮาวาย ในการเล่าเรื่องของ Lilo & Stitch มาแล้ว แต่ว่าเรื่องราวของ Moanaนี้ ช่างแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

Moana เป็น เจ้าหญิงดิสนีย์ คนที่ 12 อย่างเป็นทางการ แล้วยังเป็นเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีเชื้อชาติเป็นโพลีนีเซียนเป็นคนแรกอีกด้วย จากผลงานการกำกับและเขียนบทของ Ron Clements และ John Musker ที่เคยกำกับภาพยนตร์อนิเมชั่นที่มีเจ้าหญิงดิสนีย์อยู่ในนั้นมาแล้วถึง 3 เรื่องอย่าง The Little Mermaid , Aladdin และ The Princess and the frog แต่มาในครั้งนี้ พวกเขาทั้ง 2 คน ก็ได้เขียนบทและวางตัวละครของ Moana ให้แตกต่างออกไป

“ฉันคือ โมอาน่า แห่ง โมทูนุย”

นั่นคือประโยคที่ Moana บอกกับ Maui (มาวอิ) ตัวละครหลักของเรื่องที่เป็นกึ่งคนกึ่งเทพ และเป็นตำนานเล่าขานของชาวโพลีนีเซีย ที่ความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่ได้มีการโยงถึงความรักหรือความโรแมนติกใดๆ หากแต่ว่าเป็นการผจญภัยสนุกสนาน และเป็นการค้นพบการเติบโตของตัวละครเองเมื่อได้ผ่านวิกฤติเหตุการณ์สำคัญ (Coming of Age) ทำให้ Moana เป็นอีกหนึ่งเจ้าหญิงดิสนีย์ที่แตกต่าง ที่มุ่งเน้นความมุ่งมั่นไปที่ ความรักที่มีต่อครอบครัว พวกพ้อง และหมู่เกาะที่เป็นถิ่นกำเนิดของตน

Moana ให้เสียงพากย์โดย Auli’i Cravalho (อาวลีอี คราวาโล) สาวน้อยอายุ 16 ปี ที่เกิดและโตในฮาวาย ที่ผ่านการออดิชั่นและได้รับคัดเลือกจากผู้คนที่มาสมัครนับร้อยคน ซึ่งในตอนนั้นเธอยังอายุแค่เพียง 14 ปี แล้วก็มีส่วนร่วมกับขั้นตอนการสร้างของภาพยนตร์อนิเมชั่นมาตลอด 2 ปี ทำให้เธอเป็นผู้ให้เสียงเจ้าหญิงดิสนีย์ที่มีอายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์ เคียงคู่กับ Maui ที่ให้เสียงโดย The Rock หรือ Dwayne Johnson ที่เป็นคนมีเชื้อสายโพลีนีเซียนอยู่แล้วด้วยเช่นกัน จึงทำให้ถ่ายทอดตัวละครตัวนี้ออกมาได้เป็นอย่างดี และถือว่าได้ถ่ายทอดเอกลักษณ์ของเชื้อชาติบรรพบุรุษของทั้งคู่ได้ดีมากๆ

นอกเหนือไปจากเนื้อเรื่องที่มีความแตกต่างแล้ว การที่ Ron Clements และ John Musker ที่เริ่มทำงานกำกับภาพยนตร์การ์ตูนอนิเมชั่นให้กับ Walt Disney Animation Studios มาตั้งแต่ปี 1986 นั้น ก็ทำให้เขาทั้ง 2 คน เข้าใจถึงธรรมชาติของการ์ตูนดิสนีย์และพัฒนาการของเนื้อเรื่องที่เปลี่ยนไปตามกาลและเวลา

ดังนั้นการที่เขาทั้ง 2 คนได้มาทำ Moana แล้วมีโอกาสได้เขียนบทในรูปแบบใหม่ๆ จึงเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นและน่าสนใจสำหรับภาพยนตร์อนิเมชั่นของดิสนีย์มากๆ บวกกับเทคโนโลยีของภาพ ที่ก้าวไปอีกขั้น ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดต่างๆ ของน้ำทะเล ตัวละคร หรือแม้แต่เม็ดทรายที่ติดอยู่บนเส้นผม Moana ก็เป็นสิ่งยินยันว่านี่คือขีดจำกัดใหม่ของความงดงามในภาพยนตร์อนิเมชั่น และเชื่อว่าผลงานชิ้นนี้คงจะพาพวกเขา เข้าชิงรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์อเนชั่นในปีหน้านี้ได้ไม่ยาก

“Moana” จากวอลท์ ดิสนีย์ แอนิเมชั่น สตูดิโอส์ เป็นภาพยนตร์ CG แอนิเมชั่นยิ่งใหญ่เกี่ยวกับเด็กสาวนักผจญภัย ผู้ออกปฏิบัติภารกิจเสี่ยงตายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนร่วมเผ่าพันธุ์ของเธอ “โมอาน่าเป็นลูกสาววัย 16 ปีของหัวหน้าเผ่าโมทูนุยครับ” ผู้กำกับรอน เคลเมนท์สกล่าว “เธอเป็นคนกล้าหาญ มุ่งมั่น เอื้ออารีและฉลาดอย่างเหลือเชื่อ เธอมีทัศนคติที่ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคใดๆ และมีความผูกพันกับมหาสมุทรอย่างลึกซึ้งครับ”

 “ดังนั้น เธอก็เลยรู้สึกไม่สบายใจที่คนในเผ่าของเธอไม่เคยเดินทางไปพ้นจากเขตแนวปะการังที่ล้อมรอบเกาะของพวกเขา” ผู้กำกับจอห์น มัสเคอร์กล่าวเสริม “พวกเขาอยู่ภายในอาณาเขตของแนวปะการังนั้น และโมอาน่าก็ไม่เข้าใจว่าทำไม ด้วยความที่เธอรู้สึกหลงใหลในมหาสมุทรมาตลอดชีวิตครับ”

วัฒนธรรมการเล่าเรื่องราวของหมู่เกาะแปซิฟิคได้รับการนำเสนอตั้งแต่ตอนเริ่มต้นเรื่อง แกรมม่า ทาล่า แม่ของหัวหน้าทูอิ และผู้ที่โมอาน่าไว้วางใจที่สุด ได้เล่าเรื่องราวของเท ฟิติ เกาะมารดา ออกมา “หัวใจของเธอมีพลังที่ยิ่งใหญ่ที่สุด เพราะมันสามารถเนรมิตชีวิตได้” เธอเล่า “และเท ฟิติก็ได้แบ่งปันมันให้กับโลกใบนี้”

    เรื่องราวของแกรมม่า ทาล่าจบลงด้วยรายละเอียดของมาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพแห่งสายลมและท้องทะเล ผู้ขโมยหัวใจของเท ฟิติ ปลดปล่อยความมืดอนธกาลที่คุกคามชีวิตและถิ่นที่อยู่ของชาวเกาะทั่วทั้งบริเวณนั้น มาวอิได้เผชิญหน้ากับเท คา อสุรกายแห่งผืนดินและเปลวเพลิง และท้ายที่สุด เขาก็สูญเสียหัวในของเท ฟิติให้กับท้องทะเล

    ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้แนะนำสิ่งที่พิเศษสุดมากๆ ในชีวิตของโมอาน่า นั่นคือมหาสมุทร ตัวแทนที่มีชีวิตแห่งท้องทะเล ผู้เลือกโมอาน่าให้ออกตามหามาวอิเพื่อนำหัวใจของเท ฟิติกลับคืนมา

ช่วยกอบกู้เกาะของเธอและคนในเผ่าของเธอให้รอดพ้นจากความมืดมนอนธกาลที่เริ่มครอบงำพวกเขา ปัญหาเดียวก็คือหัวหน้าทูอิ พ่อของโมอาน่า ห้ามทุกคนไม่ให้เดินทางไปพ้นจากเขตปลอดภัยซึ่งก็คือแนวปะการังที่พ้นจากชายฝั่งของพวกเขาไปไม่เท่าไหร่

ทูอิเคยเห็นการเดินทางข้ามแนวปะการังมาแล้วมากมาย แต่ไม่เคยเห็นใครที่รอดกลับมาได้เลย ด้วยความรักที่มีต่อคนในเผ่า เขาจึงห้ามการเดินทางไปพ้นอาณาเขต โมอาน่าจึงต้องขัดขืนความต้องการของพ่อเธอ เพื่อทำตามโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้โดยมหาสมุทร

    มาวอิ มนุษย์ครึ่งเทพผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ ตัวละครที่มีเสน่ห์ในภาพยนตร์เรื่องนี้ ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่าและตำนานที่หลากหลายเกี่ยวกับตัวเขาทั่วทั้งมหาสมุทรแปซิฟิค มัสเคอร์กล่าวว่า “เราหลงใหลในเรื่องราวที่เราได้อ่าน เรื่องราวที่คนในดินแดนนี้เล่าให้เราฟัง ในเกาะส่วนมาก มาวอิเป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นจอมต้มตุ๋นและแปลงร่างได้ เขาสามารถใช้ตะขอเบ็ดเกี่ยวเอาเกาะทั้งเกาะขึ้นมาจากท้องทะเลได้ เขามีอำนาจที่จะทำให้พระอาทิตย์เคลื่อนตัวช้าลง เขาเป็นตัวละครที่เหลือเชื่อครับ”

    มาวอิ ผู้อยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อค้นหาตัวเอง จำใจต้องนำทางโมอาน่าในการเดินทางเพื่อกลายเป็นผู้ค้นหาเส้นทางและช่วยเหลือคนในเผ่า พวกเขาร่วมกันแล่นเรือออกสู่มหาสมุทรเปิดในการเดินทางที่เต็มไปด้วยแอ็กชัน พวกเขาได้พบเจอกับอสุรกายยักษ์และอุปสรรคนานัปการ และระหว่างนั้นเอง โมอาน่าก็ได้ค้นพบสิ่งหนึ่งที่เธอตามหามาโดยตลอด นั่นคือชะตากรรมของตัวเธอเอง

เนื่องด้วยกระแส “ฮอร์โมน เดอะซีรีย์” ที่กำลังฟีเวอร์อยู่หมู่วัยรุ่น ฝากไว้ในกายเธอ

ส่วนตัวแล้วกลับมองว่าหนังอย่าง ฝากไว้ในกายเธอ นั้น มีวัตถุดิบอย่าง นักแสดง นำที่เป็นกระแสที่พอจะเป็นตัวชูโรงเรียกแขกให้มาตีตั๋วดูหนังได้ประมาณหนึ่ง เนื่องด้วยกระแส “ฮอร์โมน เดอะซีรีย์” ที่กำลังฟีเวอร์อยู่หมู่วัยรุ่นนั้นยิ่งทำให้กระแสของ “ฝากไว้ในกายเธอ” มีความน่าสนใจอย่างเพิ่มเท่าตัว ดูหนังออนไลน์ฟรี แต่อย่างไรก็ตามด้วยพล็อตหลักของตัวหนังที่เล่าถึงความสัมพันธ์เชิงชิงรักหักสวาทและเกี่ยวพันกับความตายนั้นกลับถูกเล่าออกมาด้วยท่าทีแบบเดิมๆ ซึ่งคนที่ดูหนังมาเยอะประมาณหนึ่ง คงจะพบว่าในหนังไม่มีอะไรที่อยู่เหนือความคาดหมาย มิหนำซ้ำหลายองค์ประกอบในเรื่องก็ค่อนข้างอยู่ในเกณฑ์น่าผิดหวัง (สิ่งที่น่ารำคาญที่สุดในเรื่องก็คือการใช้เสียงตุ้งแช่ที่เกินความจำเป็น)

ถ้าหากจะให้ลองเปรียบเทียบกับผลงานก่อนหน้าของผู้กำกับ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์ อย่าง ลัดดาแลนด์ และ โปรแกรมหน้าวิญญาณอาฆาต แล้ว ฝากไว้ในกายเธอ คุณภาพของหนังค่อนข้างมีความใกล้เคียงกับเรื่องหลังซะมากกว่า นั้นคือค่อนข้างโฉ่งฉ่าง ตีหัวเข้าบ้านและไม่มีอะไรในกอไผ่

 

เมื่อลองวิเคราะห์ให้ดีแล้วหนังอย่างลัดดาแลนด์ที่ประสบความสำเร็จทั้งรายได้และคำวิจารณ์นั้นปัจจัยสำคัญที่แท้จริงของมันที่ทำให้หนังมีอะไรที่ติดค้างในความทรงจำนั้น สืบเนื่องมาจากองค์ประกอบหลายๆอย่างในเรื่องได้เกื้อหนุนกัน ไม่ว่าจะเป็นบทภาพยนตร์ที่เป็นมากกว่าหนังผี แต่ผีในเรื่องยังสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของชนชั้นกลางได้อย่างล้ำลึก ในขณะที่นักแสดงนำของเรื่องก็ยังใช้ทักษะทางการแสดงที่ขับเน้นความเป็น “ดราม่า” ของหนังออกมาได้สะเทือนใจ และความลงตัวของงานโปรดักชั่นที่ทำให้บรรยากาศหลอกหลอนในเรื่องทรงพลัง น่าหวาดผวาอยู่ตลอดเวลา และแน่นอนว่างานการกำกับของจิม ก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่ช่วยให้ลัดดาแลนด์ เป็นมากกว่าหนังผีดาษดื่นทั่วไปในท้องตลาด

ทว่า ฝากไว้ในกายเธอ เมื่อลองบริบทขององค์ประกอบแล้ว บทหนังค่อนข้างจะเล่าเรื่องราวแบบรวบรัดตัดตอน และนำเสนอเรื่องราว “ความตายของ ไอซ์” (เก้า สุภัสสรา ธนชาต) ในตอนที่เธอเป็นผี ได้ค่อนข้างธรรมดา ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วหนังเรื่องนี้มาพร้อมวัตถุดิบชั้นดีหลายอย่างที่จะทำให้ตัวหนังก้าวไปไกลกว่าการเป็นแค่หนังผีที่ผีตามทวงความยุติธรรมคืนมา แต่มันสามารถเป็นหนังทริลเลอร์ที่ผู้ชมอยากจะเอาใจช่วยผู้ร้ายของเรื่องอย่าง เพิร์ท (มาร์ช จุฑาวุฒิ ภัทรกำพล) ให้อำพรางความผิดของเขาให้มิดชิดจนกระทั่งหนังจบ


แต่ด้วยเหตุผลกลใดไม่ทราบ ทั้งบทภาพยนตร์และวิธีการนำเสนอตัวละครออกมากลับไม่ทำให้ผู้ชมรู้สึก “แคร์” หรืออยากจะทำให้เราเอาใจช่วยเพิร์ทให้เอาตัวรอดสักเท่าไหร่ ผู้ชมก็ได้แต่นั่งสังเกตการณ์ว่าเพิร์ทจะหาทางออกให้กับตัวเองอย่างไร ในสถานการณ์บีบบังคับเหล่านั้น ซึ่งการแสดงของมาร์ชเองก็ไม่ได้แม่นยำเพียงพอ และเห็นได้ชัดว่าตัวละครนี้ควรจะเก็บงำ “พิรุธ” ให้เนียนกว่านี้ เพราะแค่ฉากแรกที่ แทน (ต่อ ธนภพ ลีรัตนขจร) แฟนหนุ่มของไอซ์พยายามจะ “ลองใจ” เพิร์ท ความจริงทุกอย่างก็เกือบจะแดงออกมาเพราะความเลิกลั่กของเพิร์ทเอง ซึ่งไม่แน่ใจว่านี่เป็นความบกพร่องของบทหรือการกำกับนักแสดงกันแน่

สิ่งหนึ่งที่น่าเสียดายมากเข้าไปใหญ่ก็คือ ในเมื่อตัวหนังทำให้พระเอกของเรื่องอย่างเพิร์ทเป็นตัวละครที่กระทำความผิดบางอย่างไว้ การปรากฏตัวของ “ผี” อย่างไอซ์จึงเป็นเสมือน “ความผิด” ที่ตามหลอกหลอนเพิร์ทโดยที่หนังสามารถหยิบประเด็นทางจิตวิทยาเอามาเล่นกับสภาวะจิตใจที่สั่นคลอนของตัวละครนี้ก็ได้ แต่สุดท้ายหนังก็เลือกจะให้ “ผีไอซ์” นั้นมีตัวตนอยู่จริงและแสดงอิทธิการหลอกหลอนผ่านฉากขย่มเตียง ผีหน้าเละที่ขอบแท่นกระโดดน้ำ ฯลฯ


ในส่วนเรื่องของความสมจริงสมจังในแง่ของกระบวนการทางการแพทย์ที่ใส่เข้ามาในเรื่องที่เป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่นั้น ในแง่ของความบกพร่องดังกล่าวก็ไม่ได้ทำลายตรรกะของตัวหนังเท่าไหร่นัก (แต่สำหรับคนที่มีความรู้ด้านนี้มาพอสมควรอาจจะรู้สึกว่ามันคือช่องโหว่ประการใหญ่) ซึ่งเอาเข้าจริงๆแล้วเหตุเภทภัยประหลาดที่เกิดขึ้นกับตัวเพิร์ทหนัง ผู้สร้างเองก็คงตั้งใจจะให้หนังมอบบทเรียนสั่งสอนความผิดพลาดของตัวละครด้วยการลงโทษให้เพิร์ทได้รับกรรมจากสิ่งที่เขาทำเอาไว้


จะว่ากันไปแล้วในส่วนของฉากจบของเรื่องที่ตัวเอกของเรื่องไม่ได้รับผลกรรมที่เขาได้กระทำไว้อย่างเป็นรูปธรรมก็ตาม (ไม่มีใครจับได้ว่าเขากระทำความผิด) แต่สิ่งที่ทรงพลังกว่าก็คือการที่ตัวละครนี้ต้อง “รู้สึกผิด” ไปกับการกระทำของตัวเองอยู่คนเดียว ประหนึ่งการตามหลอกหลอนไปชั่วชีวิตของผีไอซ์ ซึ่งไม่ว่าเพิร์ทจะมีชีวิตดีหรือร้ายเช่นไรก็ตามสิ่งที่เขาได้เคย “กระทำเอาไว้” มันก็จะติดตัวเขาไปตลอดกาล

“แทนไท” เป็นนักว่ายน้ำมีฝีมือแข่งกี่ครั้งก็สามารถคว้าเหรียญทองได้ แต่ดำน้ำไม่อึดเท่า “เพิร์ท” เพื่อนสนิทที่อยู่ชมรมเดียวกัน อยู่มาวันนึงแทนได้แนะนำ “ไอซ์” แฟนของแทนให้รู้จักกับเพิร์ท ไอซ์ดูจะสนใจเพิร์ทไม่น้อย เช่นเดียวกันกับเพิร์ทที่ชอบไอซ์ตั้งแต่แรกเห็น

แทนไม่ค่อยมีเวลาให้ไอซ์จนวันหนึ่งที่แทนนัดจะสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ที่สระ ไอซ์ก็มารอนานแล้วแต่แทนไม่มาซักที พอได้คุยโทรศัพท์ถึงรู้ว่าแทนติดธุระมาไม่ได้ขอยกเลิกนัด ไอซ์ทั้งโกรธทั้งงอน เนื่องจากเป็นวันเกิดของไอซ์ด้วย เพิร์ทเดินเข้ามาหาไอซ์พร้อมยื่นของขวัญที่แทนฝากไว้ให้เป็นของตั้งโชว์(ที่เป็นลูกแก้วใหญ่ๆมีต้นไม้เล็กๆข้างในแล้วเขย่าให้หิมะข้างล่างฟุ้งๆขึ้นไป นึกภาพออกมั้ยเนี่ย?) ส่วนเพิร์ทเองให้ของขวัญเป็นเชือกถักแบบ handmade ซึ่งสลักตัวอักษรไว้ด้วย เพิร์ทอาสาสอนว่ายน้ำให้ไอซ์ (สอนกันตอนกลางคืนมืดๆละแบบ…โอบแขนสอนไรงี้ ไอซ์แรดม๊ากค่ะ) ทั้ง 2 แอบคบกันไม่ให้แทนรู้ มีอะไรกันโดยไม่ป้องกันจนไอซ์ท้อง แล้วอยู่มาวันหนึ่งก็มีคนพบศพไอซ์ที่ด้านล่างสระว่ายน้ำคาดว่าไอซ์กระโดดจากแท่นกระโดดเพื่อฆ่าตัวตาย

3 เดือนผ่านไป …เพิร์ทใช้ชีวิตต่อไปตามปกติ เค้าได้เป็นแชมป์เพราะแทนไม่ลงแข่งและไม่ได้มาฝึกซ้อมเลย เนื่องจากยังทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทคบกับ “มิ้น” ผู้หญิงคนใหม่และพาเธอมาที่บ้าน มิ้นแอบเปิดดู Facebook ของเพิร์ทระหว่างที่เพิร์ทไม่อยู่ที่ห้องแล้วก็ได้พบกับแชทของเพิร์ทกับไอซ์ ที่มีการส่งคลิปวีดีโอให้กัน แต่มิ้นยังไม่ทันได้เปิดดูคลิป เพิร์ทก็เข้าห้องมาซะก่อน เมื่อเพิร์ทเข้ามาเห็นมิ้นดูโน๊ตบุคอยู่ก็โกรธมากและตะคอกใส่จนมิ้นออกจากห้องไป

ในคืนนั้นอยู่ๆคอมก็เปิดขึ้นเองและคลิปนั้นก็เปิดขึ้นมา เป็นคลิปที่เพิร์ทได้ถ่ายไว้ตอนไปเที่ยวกับเพื่อนๆทุกคนรวมถึงแทนและไอซ์ด้วย ระหว่างที่เพื่อนๆเล่นน้ำกันอยู่เพิร์ทได้ถ่ายคลิปตนเองพูดบอกรักไอซ์ในคลิป และถามไอซ์ว่ารักเพิร์ทมั้ย แต่ไอซ์ยังม่ทันตอบก็โดนแทนซึ่งเพิ่งเดินมาดึงตัวไปเล่นน้ำซะก่อน…แล้วคลิปก็รันซ้ำๆตรงคำว่า “เพิร์ทรักไอซ์ๆๆ” แถมยังซูมหน้าเพิร์ทเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อยๆด้วย เพิร์ทรีบปิดเครื่องแล้วนั่งงงว่าเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้น (หลอนสุดในเรื่องละ แต่มุกนี้เฝอมากมีในแทบทุกเรื่อง)

มาวันนึงมิ้นก็บอกเพิร์ทว่าเธอท้อง เพิร์ทตกใจมากที่เหตุการณ์ซ้ำรอยอีกแล้ว (ไม่รู้จักจำเลยนะแกร) มิ้นเลยเฉลยว่าล้อเล่น แต่เพิร์ทไม่ขำด้วย เพิร์ทเลยเลิกคบกับเธอไป

วันนึงเพิร์ทกลับมาบ้านและได้พบโค้ชว่ายน้ำพาแม่มาส่งที่บ้านหลังจากไปจ่ายตลาดมา ทั้งคู่คบกันอยู่แต่เพิร์ทไม่ค่อยชอบใจนัก เมื่อมองการแสดงความรักที่ทั้งสองแสดงออกมาเลยรู้สึกกระอักกระอ่วน โค้ชเคยบอกเพิร์ทให้กินไข่ดิบวันละฟองเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อเตรียมตัวไปแข่งขันครั้งใหญ่ที่มีผลต่อการได้เป็นนักกีฬาโควต้าของเพิร์ทแต่เพิร์ทไม่ชอบกิน แม่เพิร์ทเล่าให้ฟังว่าตอนที่แม่ท้อง แม่ชอบกินไข่ดิบมากๆ กินเข้าไปเยอะเลย เลยแข็งแรงคลอดเพิร์ทออกมาได้อย่างปลอดภัย

แทนกลับมาซ้อมว่ายน้ำอีกครั้ง แทนบอกเพิร์ทว่าไอซ์ตายเพราะไอซ์ท้อง แทนจะตามหาผู้ชายที่ทำให้ไอซ์ท้องและล้างแค้นให้ได้ ในวันเผาศพไอซ์ เพิร์ทไปที่วัด แต่แอบดูอยู่ห่างๆไม่ได้เข้าไปร่วมงาน ระหว่างนั้นแทนก็โทรเข้ามาขอให้เพิร์ทช่วยดูให้ว่าญาติไอซ์กำลังจะกลับบ้านหรือยัง เพราะแทนแอบเข้าไปในบ้านไอซ์ พอญาติไอซ์จะกลับบ้าน เพิร์ทรีบโทรบอกแทน แต่โทรไม่ติด เพิร์ทจึงตัดสินใจขี่มอเตอร์ไซค์ไปที่บ้านไอซ์และลอบเข้าไปเพื่อเตือนแทนให้ออกจากบ้านมา

แต่ปรากฏว่าไม่เจอแทน ระหว่างที่เพิร์ทอยู่ในห้องของไอซ์ แม่ของไอซ์ก็กลับมาถึง เพิร์ทจึงเข้าไปซ่อนใต้เตียง และได้เห็นแม่ไอซ์เดินถือกระถางธูปเข้ามา นั่งคร่ำครวญถึงไอซ์ ที่บนเตียงทำเหมือนคุยกับคนบนเตียง พอแม่ไอซ์เดินออกจากห้องไป เพิร์ทรีบมุดออกมาเตรียมรอจังหวะจะออกจากห้อง โดยยืนหันหลังให้เตียง แต่แล้วเพิร์ทก็รู้สึกว่ามีบางสิ่งอยู่บนเตียง… เพิร์ททำใจกล้าหันไปดู!!! พบบนเตียงมีเสื้อผ้าไอซ์วางอยู่เป็นรูปทรงคนนอน ซึ่งแม่ของไอซ์มาวางเรียงไว้แทนตัวไอซ์ เพิร์ทโล่งใจได้ไม่ทันไร ก็มีเสียงกุกกักเหมือนคนกำลังมาทางประตู เพิร์ทจึงหนีเข้าไปใต้เตียงอีกครั้ง แต่กลับเห็นว่าเท้าที่เดินเข้ามาไม่ใช่แม่ไอซ์ แต่เป็นไอซ์เอง ที่เพิร์ทจำได้เพราะไอซ์สักที่ข้อเท้าเป็นตัวอักษรจีนคำว่า “ไอ” ที่แปลว่า “รัก” (ตอนแรกที่เห็นรอยสักเป็นตอนที่ทั้ง 2 คนยังไม่คบกัน เพิร์ทก็เล่นมุกว่า “หว่ออ้ายหนี่” แล้ว “หนี่อ้ายหว่อ” รึเปล่า) เจ้าของรอยเท้านั้นขึ้นไปบนเตียงจนเตียงยวบลงมาโดนเพิร์ท และเริ่มกระแทกขึ้นลงอย่างแรง เพิร์ททนไม่ไหวรีบกลิ้งตัวออกมาจากใต้เตียงและหนีออกจากบ้านไป

เพิร์ทยังคงโดนผีหลอกอยู่เป็นระยะ(หรือหลอนเองก็ไม่รู้) บางคืนก็ฝันว่ามีผีมาคร่อมแล้วบอกว่า “ฝากลูกด้วยนะเพิร์ท…” แถมนานวันเข้า เพิร์ทเริ่มมีอาการแปลกๆ รู้สึกหน่วงๆท้อง และเริ่มอ้วนขึ้น แถมยังชอบกินไข่ดิบมากๆ กินแบบตะกละเหมือนเสพติดไข่ (หนังพยายามจะโยงว่าคนท้องชอบกินไข่และมีอะไรซักอย่างมาอยู่ในท้องเพิร์ท เพิร์ทเลยเริ่มชอบกินไข่ดิบ แต่เราแอบคิดเล่นๆว่า มันคงฮาดีถ้าเฉลยออกมาว่าที่เพิร์ทท้องใหญ่ขึ้นเป็นเพราะกินไข่เข้าไปมากเกินไป)

ตัดภาพมาที่อดีตที่ยังหวานของไอซ์กับเพิร์ท คืนวันนึงทั้งคู่กำลังหยอกล้อกันอยู่ในน้ำตามปกติ ไอซ์บอกกับเพิร์ทว่าเธอได้บอกเลิกแทนแล้ว อยากให้เพิร์ทเปิดเผยเรื่องที่ทั้งสองคบกันอยู่เพราะไม่อยากหลบๆซ่อนๆ แต่เพิร์ทขอผลัดวันไปหลังจากที่แข่งว่ายน้ำเสร็จก่อนโดยอ้างว่าไม่อยากให้แทนเสียสมาธิ (โถววว แค่อยากกิ๊กไม่คิดจริงจังกะเค้ามากกว่า) แทนก็เดินเข้ามาตามหาไอซ์ที่สระ ทั้งคู่รีบวิ่งหนีขึ้นไปบนแท่นกระโดดน้ำก่อนที่ไฟสระจะเปิดขึ้น แทนเดินตามหาจนเดินขึ้นมาที่แท่นกระโดนน้ำได้ครึ่งทาง เพิร์ทรีบเดินลงไปบอกว่าไม่เห็นไม่มีใคร แทนปรับทุกข์ว่าโดนไอซ์บอกเลิกแล้ว (ใช่มั้ยนะ แอบลืม) ส่วนเพิร์ททำตัวมีพิรุธโดยการพยายามกั้นไม่ให้แทนเดินขึ้นไป จนแทนเอะใจรู้ว่าเพิร์ทน่าจะซ่อนสาวไว้ข้างบนแน่ๆ แต่ไม่รู้ว่าสาวคนนั้นคือไอซ์ แทนเลยเดินออกไปแถมยังทิ้งท้ายว่า “ตามสบายเพื่อน เต็มที่ๆๆ” (เป็นไงหละพอแกออกไปเค้าก็เต็มที่ซะท้องเลย)

แทนเอามือถือของไอซ์จากในห้องมาโชว์ให้เพิร์ทดู พร้อมบอกว่ามือถือเสียแต่ตั้งใจจะเอาไปซ่อมเพื่อจะดูข้อมูลว่าจะมีรูปของชายที่ทำให้ไอซ์ท้องอยู่มั้ย เมื่อเพิร์ทรู้จึงพยายามขโมยมือถือโดยรอเวลาที่แทนซ้อมว่ายน้ำแล้วต้องทิ้งสัมภาระไว้ที่ล็อกเกอร์ห้องเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนตัวเพิร์ทเองทำทีเป็นกลับบ้านแล้วย่องเข้ามาขโมย ระหว่างที่เพิร์ทกำลังค้นของจนท.ก็เดินมาบอกแทนว่าสระกำลังจะปิด แทนจึงเดินกลับมาที่ห้องเปลี่ยนชุด ทางเพิร์ทนอกจากหาไม่เจอแล้วยังทำของตกลงมาเต็มพื้น..ฝีเท้าของใครคนหนึ่งใกล้เข้ามาโดยที่เพิร์ทไม่รู้ตัว แล้ว!!ลุงที่ดูแลสระก็มาบอกเพิร์ทให้กลับบ้านได้แล้ว (-_-“) แล้วแทนก็เดินเข้ามาหลังจากที่เพิร์ทหลบไปแล้ว แต่ก็เอะใจว่าสภาพในล๊อกเกอร์ไม่เหมือนเดิม แทนควานหามือถือของไอซ์จากด้านบนตู้ล๊อคเกอร์ที่ซ่อนไว้จนเจอ หลังจากแผนแรกไม่สำเร็จเพิร์ทจึงทำทีเป็นถามว่าร้านที่แทนนำมือถือไปซ่อมอยู่ที่ไหนจะเอามือถือแม่ไปซ่อมบ้าง แล้วเพิร์ทก็แอบไปรับมือถือของไอซ์แต่เจ้าของร้านไม่ให้เนื่องจากไม่มีหลักฐาน แถมร้านที่เพิร์ทมายังผิดร้านด้วย ระหว่างที่เพิร์ทคุยกันเจ้าของร้าน แทนก็มาเอามมือถือที่ร้านข้างๆพอดี แทนจึงถามเพิร์ทว่ามาทำไร ละไหนมือถือแม่ที่ว่าจะซ่อม (เวรรรร เพิร์ทนี่ขยันหาเรื่องใส่ตัวสุดๆ)

แทนเจอรูปของชายคนนึงในมือถือไอซ์ จึงถามเพิร์ทว่าเป็นไปได้ไหมที่ผู้ชายคนนี้ซึ่งเคยเป็นเพื่อนร่วมรร.ของเพิร์ทจะเป็นคนทำให้ไอซ์ท้อง เพิร์ทโกหกออกไปว่าเป็นไปได้เพราะเคยเห็นทั้งคู่เดินเล่นที่ห้างด้วยกัน (นิสัยย!!) แทนขอให้เพิร์ทขึ้นรถไปด้วยกัน จนไปถึงอาคารร้างแห่งหนึ่งในทุ่งที่ห่างไกลผู้คน เพิร์ทเริ่มกลัวว่าแทนอาจจะรู้ความจริงแล้วว่าคนที่ทำให้ไอซ์ท้องคือเพิร์ทต่างหาก เพิร์ทซ่อนของมีคมในมือเพื่อเตรียมแทงสวนถ้าโดนแทนทำร้าย แต่แล้วชายในมือถือก็โผล่มา ถามว่านัดเค้ามาที่นี่มีเรื่องอะไร แทนคาดคั้นเรื่องไอซ์แต่ชายคนนี้ไม่รู้เรื่องและปฏิเสธจึงโดนแทนซ้อม แทนบอกชายคนนั้นว่าอย่าพยายามโกหกอีกเลยเพราะเพิร์ทเห็นเค้าเดินที่ห้างกับไอซ์ พอชายคนนั้นจึงต่อว่าเพิร์ทว่าโกหกทำไม เพิร์ทร้อนตัวกลัวความจริงเปิดเผย จึงช่วยซ้อมชายคนนั้นจนสาหัส(หรือตายก็ไม่รู้) แทนก็บอกว่า “ไอ้นี่มันโคตรหน้าด้านเลย ทำขนาดนี้แล้วยังไม่ยอมรับ” (ไม่รู้หลอกด่าเพิร์ทหรือเปล่า มันต้องเอะใจมั่งหละ เพิร์ทพิรุธเยอะเกิ๊น

เพิร์ทกลับบ้านมา เห็นแม่ล้มอยู่กับพื้น โดยมีโต๊ะบังอยู่ แต่ไม่วิ่งเข้าไปดูทันที เดินไปทางหัวโต๊ะอีกด้านดูหน้าก่อนว่าใช่แม่มั้ย เพิร์ทคงมองแล้วรู้สึกว่าหัวกับขาอยู่ห่างกันเกินไป เลยตัดสินใจเปิดไฟ ..ก็ยังเห็นขาที่เดิม…เพิร์ทก้มลงเอาไม้กวาดมาเขี่ยผ้าคลุมโต๊ะขึ้น เพื่อดูท่อนกลาง ปรากฏว่ามีเงาคนโดดข้ามโต๊ะและตัวเพิร์ทแล้วหายไป เพิร์ทตกใจ(แหงสิ) พอตั้งสติได้รีบไปดูแม่ พาแม่ไปรพ. ปรากฏว่าแม่ท้องกับโค้ช เลยเพลียจนเป็นลมไป ตรวจอัลตร้าซาวน์เห็นเด็กแล้ว ได้ยินเสียงด้วย เพิร์ทก็รู้สึกวิตกจริตว่าที่ท้องตัวเองก็รู้สึกแบบตุบๆงี้

เพิร์ทนึกถึงตอนที่ตัวเองรู้ว่าไอซ์ท้อง ในตอนนั้นเพิร์ทตกใจมากแล้วถามไอซ์ว่า “บอกแทนรึยัง” ซึ่งทำให้ไอซ์เสียใจมากเพราะไอซ์ไม่เคยมีอะไรกับแทนเลย แต่เพิร์ทกลับพูดเหมือนปัดความรับผิดชอบไปทางแทน ไอซ์บอกเพิร์ทว่านี่คือลูกเพิร์ทต้องหาทางจัดการโดยไอซ์จะไปทำแท้ง เพิร์ทก็ห้ามเพราะกลัว ไอซ์เลยบอกเพิร์ทให้เก็บข้าวของ รวบรวมเงินเก็บ เตรียมไปลาออกมาเลี้ยงดูลูก พอเพิร์ทได้ฟังถึงเพิ่งคิดได้ว่าผลกระทบของการมีเด็กคนนึงมันหนักหนาแค่ไหน จะทำลายชีวิตเพิร์ทเองแค่ไหน เพิร์ทจึงบอกให้ไปทำแท้ง (เว้ย สนใจแต่ตัวเองไอบ้านี่!!) ทั้ง 2 ไปที่คลินิคทำแท้ง ไอซ์บอกว่ายืมเงินมาจากน้ามา พอขึ้นขาหยั่ง..ไอซ์วิ่งหนีออกมาเพราะไม่กล้า สุดท้ายจึงไม่ได้ทำแท้ง

กลับมาที่เหตุการณ์ปัจจุบัน

วันนึงเพิร์ทลงไปที่ห้องใต้ดินของสระน้ำที่จะเห็นด้านข้างของสระน้ำได้บางส่วน (เหมือนเราไป siam ocean world) ซึ่งจุดนี้จะสามารถมองเห็นจุดที่ร่างของไอซ์ตกลงมากระแทกได้ ซึ่งพื้นตรงนั้นได้ถูกทำความสะอาดอย่างดีพร้อมทั้งปเลี่ยนกระเบื้องแล้ว แต่กระเบื้องใหม่จะสีสดกว่า จึงยังสังเกตุได้ว่าตรงไหนคือจุดที่ศพเคยอยู่ ระหว่างที่เพิร์ทยืนดูอยู่ก็รู้สึกว่า มีคนมาอยู่ข้างหลัง หันไปก็ไม่มีใครเพิร์ทจะออกจากห้องแต่ออกไม่ได้เพราะห้องล๊อค แล้วของในห้องก็เริ่มตกลงมา แถมมีผีโผล่มาตรงกระจกที่มองสระด้วย และแล้ว…มิ้นก็เปิดประตูเข้ามา (มิ้นแฟนใหม่เพิร์ทที่เลิกคบไปแล้ว ยังจำกันได้ใช่ไหม) เพิร์ทจึงออกไปได้ เพิร์ทแอบเห็นมิ้นคุยกับแทนจึงระแวงว่ามิ้นจะพูดเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ออกไป(เพราะมิ้นเคยเห็นfb chat log ตั้งแต่ตอนต้นเรื่อง จำได้เนอะ? ถ้าจำไม่ได้ก็หมุนขึ้นไปอ่านนะ) วันนั้นตอนที่มิ้นยืนอยู่บนแท่นกระโดดน้ำ เพิร์ทแอบมาใกล้ๆพอมิ้นรู้ตัวจึงตกใจเกือบตกลงไป แต่เพิร์ทคว้าไว้ทันแล้ว แล้วตะล่อมมิ้นโดยบอกว่าที่มาพูดเนี่ยเพราะหึงที่มิ้นอยู่กับแทน เพิร์ทอยากมาเป็นกำลังใจให้มิ้นในการแข่งว่ายน้ำ จะได้เป็นนักกีฬาโควต้า เข้ามหาวิทยาลัยเดียวกัน และอยู่กินกัน) มิ้นซึ่งยังมีใจให้เพิร์ทก็หลงเชื่อและดีใจที่เพิร์ทแสดงออกแบบนี้จึงไม่ปริปากเรื่องระหว่างเพิร์ทกับไอซ์ให้แทนฟัง

แทนบอกเพิร์ทว่าจะลองเข้า Facebook ของไอซ์ดูน่าจะมีแชทกับใครคาไว้ (อ้าว แกซ้อมคนเกือบตายไปคนนึงแต่ยังตามหาต่อเหรอ – -* ไม่มั่นใจแล้วจะไม่ซ้อมเค้าทำม๊ายยยยย จริงๆแทนอาจจะแค่ดักควายดูพิรุธของเพิร์ทก็เป็นได้) เพิร์ททำเป็นไม่สนใจอยากทำไรทำไป แล้วรีบบึ่งไปบ้านไอซ์ เพื่อเข้า FB ไอซ์จากคอมของไอซ์ซึ่งมีรหัสใส่อยู่แล้ว (เอ่อ…ผีหลอกจนกลัว แต่ยังกล้ามาห้องของผี จะดีเรอะเพิร์ท) เมื่อเข้ามาถึงก็เห็นหญิงสาวคนนึงนั่งหน้าโต๊ะเขียนหนังสือ เพิร์ททำใจกล้าๆหมุนเก้าอี้มา จึงเห็นว่าเป็นหุ่นคนใส่วิก ซึ่งแม่ไอซ์นำมาวางไว้แทนตัวลูกสาว เพิร์ทจึงขยับเก้าอี้ออกแล้วเริ่มตามหาโน๊ตบุค แต่ก็มีเสียงตึงๆในห้อง หันไป หุ่นขยับ หันไปอีกหุ่นหาย ของในห้องตก แต่ก็ไม่ได้ทำให้เพิร์ทกลัวจนหนีไปได้ เพิร์ทหาโน๊ตบุคจนเจอในที่สุด แต่เปิดไปได้นิดนึงแบตก็หมด (แหงหละ ไม่มีคนใช้เครื่องนี่ ) ทางด้านแทนเองก็เดารหัสไปเรื่อยทั้งวันเกิดไอซ์ วันเกิดตัวเอง จนทำมือถือไอซ์ตกจึงเห็นเชือกถักที่เพิร์ทให้ไอซ์เป็นของขวัญวันเกิด แทนกำลังจะลองรหัสตามตัวเลขและอักษรที่ปรากฏบนเชือก แต่แล้ว!!ครูก็มาไล่ออกจากห้องบอกจะปิดตึก (ว๊ายยยย มุกเดิม) แทนเดินออกมาพอครูคล้อยหลังก็วิ่งกลับไปใส่รหัสใหม่ ใส่หนแรก..ผิด…กลับด้านเชือก ใส่หนที่ 2 เปิดได้แล้ว ทันได้อ่านข้อความที่เพิร์ทกับไอซ์คุยกัน และกำลังจะเปิดคลิปที่ทะเลดู แต่…เพิร์ทลบทันพอดี แทนเลยอดดู (ลบได้เหรอ แชท FB ไม่น่าจะได้นะ พิมพ์ทักเข้าไปใหม่ก็เด้งละ แต่เอาเถอะ ถ้าลบได้จริง อะไรมันจะพอเหมาะกับเวลาขนาดนั้น แทนเลยเอะใจอีกแล้ว)

พอจัดการลบคลิปเสร็จเพิร์ทก็ออกมาจากห้อง เตรียมหนีออกจากบ้าน แต่เห็นแม่ของไอซ์ขวางอยู่ตรงประตูหลังพอดี เพิร์ทลนลานพูดข้อแก้ตัว แต่ไม่มีเสียงตอบกลับของแม่ไอซ์ เมื่อแสงส่องมาจึงเห็นว่าแม่ไอซ์ได้ผูกคอตายอยู่ที่ประตูหลังเพราะทำใจกับการจากไปของไอซ์ไม่ได้ เพิร์ทตัดสินใจเดินไปเปิดประตูที่มีศพแม่อยู่เพื่อหนีออกจากบ้านไป ศพก็หนักและแกว่งมาโดน แถมตอนออกจากบ้านสำเร็จศพยังแหว่งหันหน้ามาทางเพิร์ทอีก

เพิร์ทปวดท้องเหมือนเด็กในท้องเตะ ด้วยความกลัวปนกับอยากมั่นใจ จึงลอบเข้าไปในรพ.เพื่อลองใช้เครื่องอัลตร้าซาวน์ตามแบบที่เค้าเห็นแม่เค้าโดนตรวจ ก็ปรากฏคลื่นเสียงแบบเดียวกับท้องแม่เลย จึงมั่นใจแล้วว่าในท้องคือเด็ก แถมเมื่อก้มดูยังเห็นเป็นเท้าเด็กถีบๆออกมาด้วย (แต่ท้องไม่ใหญ่มากนะ แค่ระดับคนยืนแอ่นพุง ใส่เสื้อวอร์มรูดซิปหน้าปิดก็ไม่เห็นแล้ว ไม่มีช่วงท้องใหญ่เส้นเลือดขึ้นแบบที่เห็นในโปสเตอร์หนัง แล้วก็ดูเหมือนแค่แอ่นพุงจริงๆจนไม่เข้าใจที่ตาดาราคนนี้ให้สัมภาษณ์ว่าถ่ายทำเรื่องนี้แล้วเข้าใจหัวอกคนเป็นแม่ ที่ต้องอุ้มท้องแสนลำบาก แค่เค้าใส่เอฟเฟคยังรู้สึกลำบากมากเลย แบบ…อ่านแล้วอยากจะบอกน้องดาราว่ามันไม่ได้เสี้ยวหรอกค่ะ อย่าพูดเล้ยยย แต่มันคงเป็นสคริปที่น้องโดนสั่งให้พูด)

และแล้วก็ล่วงเลยมาถึงวันแข่งว่ายน้ำครั้งใหญ่ ซึ่งเป็นวันตัดสินชะตากรรมว่าใครจะเข้าตาได้เป็นนักกีฬาโควต้า เพิร์ทมาถึงสระ แม้ว่าระยะหลังจะไม่ได้ลงว่ายน้ำเพราะต้องปิดบังพุงที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆของตัวเอง เมื่อต้องถอดเสื้อเตรียมลงแข่ง เพิร์ทไม่กล้าถอดเสื้อจึงผลักกรรมการตกสระแล้ววิ่งหนีไป เพิร์ทขี่มอเตอร์ไซค์ไปเรื่อยๆพร้อมระลึกถึงภาพความหลัง ในวันที่ไปเที่ยวทะเลกับไอซ์และเพื่อนๆ ทั้ง 2 คนแอบเพื่อนเข้าไปในห้อง เพื่อทำแท้งลูก ไอซ์ใช้ยาทำแท้ง(ไม่แน่ใจว่ายาเหน็บหรือยากิน) ขับเด็กออกมา เลือดนองเต็มห้อง พร้อมกับมีร่างเด็กทารกหลุดออกมาทั้งที่ยังหายใจ (คือ…จะทำแท้งแทนที่จะหลบไปทำกัน 2 คนดันทำวันที่มาเที่ยวกะเพื่อน? แค่หลบกับเข้ามาในห้อง 2 คนทั้งที่คนไมได้รับรู้ว่าคบกันก็มีพิรุธแล้วปะ แล้วเด็กมันคงไม่หลุดมาเป็นทรงมีชีวิตแบบนี้อะ ไอซ์ก็น่าจะตกเลือดจนอันตรายด้วย) เพิร์ทเอาเสื้อวอร์มตัวเองห่อทารกแล้วบีบจนขาดใจตาย แล้วขี่มอเตอร์ไซค์เข้าป่าเอาร่างทารกไปฝัง พอมาถึงวันนี้เพิร์ทจึงขี่ไปที่จุดนั้นเพื่อดูให้แน่ใจว่าร่างทารกยังอยู่ในดินไหม ซึ่งปรากฏว่า…ไม่อยู่!!

“สัญญานะ ว่าแกจะไม่ปล่อยให้ฉันตายคนเดียว” เพื่อนที่ระลึก

กระแสตอบรับของ หนัง thriller อย่าง ฉลาดเกมส์โกง ยังร้อนแรงอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่ทันข้ามปี GDH ค่ายหนังไทยอารมณ์ดีขวัญใจมหาชน ก็ปล่อย หนัง Horror ตามมาแทบจะทันที โดยได้ จิม โสภณ ศักดาพิศิษฏ์  ดูหนังออนไลน์ฟรี ผู้กำกับร้อยล้านจาก ลัดดาแลนด์ และมือเขียนบท ชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง, ห้าแพร่ง ฯลฯ ซึ่งแทบทุกเรื่องจัดว่าประสบความสำเร็จ (อ่อ ขอยกเว้น ฝากไว้..ในกายเธอ ไว้เรื่องนึงละกัน)

คราวนี้ จิม โสภณ ได้หยิบยกเอาตึกร้างสาธร หรือ “ตึกสาธรยูนีค” หนึ่งในอนุสรณ์สถานของวิกฤติต้มยำกุ้ง (พ.ศ. 2540) มาทำเป็นภาพยนตร์สยองขวัญภายใต้ชื่อเรื่องว่า เพื่อน.. ที่ระลึก (The Promise)

เรื่องย่อ เพื่อน.. ที่ระลึก
เมื่อปี 2540 วิกฤติการณ์ต้มยำกุ้ง ทำให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของครอบครัวของ อิ๊บ และ บุ๋ม ต้องพังครืนไปพร้อม ๆ กัน ตึกคอนโดหรูใจกลางเมืองที่พ่อของพวกเธอลงทุนทำร่วมกันถูกระงับการก่อสร้าง ทั้งสองครอบครัวกลายเป็นบุคคลล้มละลาย พวกเธออับอายและปรับตัวไม่ได้กับการเปลี่ยนแปลง จึงตัดสินใจไปฆ่าตัวตายพร้อมกันบนตึกนั้น แต่ปรากฏว่าคนที่ตายกลับเป็นแค่อิ๊บเพียงคนเดียว ทั้งที่ก่อนลั่นไก ก็สัญญากันแล้วว่าจะตายด้วยกัน

ผ่านไป 20 ปี ในปี 2560 บุ๋ม (เมนเทอร์บี-น้ำทิพย์) เติบโตกลายเป็นนักธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ และได้กลับไปที่ตึกนั้นอีกครั้ง พร้อมกับ เบล (ลิลลี่ เดอะเฟซไทยแลนด์ ซีซัน 2) ลูกสาวผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเธอ หลังกลับจากตึกก็เกิดเรื่องประหลาดขึ้นกับเบล เช่น ละเมอกลางดึก พูดคนเดียว ทำร้ายตัวเอง ฯลฯ และสิ่งที่เบลทำในขณะที่ไม่รู้ตัวนั้นทำให้บุ๋มระลึกถึงอิ๊บ และคิดว่านี่อาจเป็นการกลับมาทวงคำสัญญาของอิ๊บในวันนั้น

รีวิว วิเคราะห์ วิจารณ์หนัง เพื่อน.. ที่ระลึก
สำหรับหนังผีไทย เราคิดว่า เพื่อน.. ที่ระลึก ก็ทำได้ดีอยู่ มีความน่ากลัวระดับหนึ่ง ไม่ได้น่ากลัวมากถึงขนาดออกจากโรงมาแล้วก็ยังรู้สึกหลอนตามตัวละครอะไร แต่ก็ถือว่าตอบโจทย์ในแง่ความหลอน ความน่ากลัว และความสยองขวัญ อย่างที่หนังผีฮอลลีวู้ดหลายเรื่องทำให้ไม่ได้

ผีเหี้ยมาก มี “ตุ้งแช่” ที่ “หลอก/ล่อคนดู” อยู่หลายครั้ง แต่ก็ไม่น่าเกลียด ที่เกลียดคือผีแม่งบ้า จัดหนัก อาฆาตแค้นเบอร์แรง ไร้เหตุผล ขยันมาเช้ากลางวันเย็น ชนิดไม่ให้พักให้ผ่อน ดูแล้วนี่ก็รู้สึกเหนื่อย อยากให้หนังจบ ๆ ไว ๆ เพราะกลัวหัวใจจะวายตายอีอิ๊บไปเสียก่อนบีหรือลิลลี่

คาแรกเตอร์ของบุ๋มเองก็มีส่วนอยู่บ้างที่ทำให้เรารู้สึกกลัวผีอิ๊บในหนังเรื่องนี้ไม่มากเท่าไหร่ เพราะเราต้องอยู่กับตัวละครบุ๋มนี่ตลอดเวลา ซึ่งบุ๋มเป็นหญิงที่ค่อนข้างสตรอง ดูไม่กลัวผีเสียเลย (หรือเพราะรู้ว่าผีคือเพื่อนสนิทตัวเองก็ไม่รู้นะ) แต่จะวิ่งเข้าไปท้าผีตลอดเวลา เอะอะอะไรก็กลับไปที่ตึก ๆ ๆ แล้วชั้นที่เกิดเหตุนั่นก็อยู่ชั้นที่ 47 !!! (นี่ปกติเดินขึ้นบันไดแค่ชั้น 3 ก็จะเป็นลมละ) ไม่รู้นางจะขยันเดินขึ้นเดินลงไปหาผีอะไรของนางนักหนา (แต่ถ้าเป็นหนังผีไทยเรื่องอื่น ตัวละครเอกคงเร่ไปวัด ไปหาพระ หาหมอผีนานละ)

สรุปคือบุ๋มเป็นไฟต์เตอร์ (ก็ผ่านวิกฤติ IMF มาได้นี่เนอะ) ไม่กลัวผี แต่กลัวเสียลูกมากกว่า พาร์ทดราม่าที่เป็นเรื่องของความสัมพันธ์ของแม่ลูกจึงแข็งกว่าพาร์ทผี การแสดงของเมนเทอร์บีก็โดดเด่นทะลุจอ ดูแล้วเราเชื่อ มันให้ความรู้สึกเหมือนนางจะเป็นบ้าจริง ๆ ประสาทจะกินจริง ๆ แต่ลิลลี่ซึ่งเล่นเป็นเบล ยังไม่มีอะไรน่าจดจำนักสำหรับเรา

ในส่วนอื่น ๆ เราว่าหนังถ่ายภาพสวย แต่จุดอ่อนสำคัญคือ “บท” ที่เรามองว่าอ่อน ไม่ค่อยมีอะไร แล้วหนังค่อนข้างยาว (เกือบสองชั่วโมง) ช่วงแรก ๆ ก็ดูดีมีอะไรอยู่หรอกนะ แต่มันจะมีบางช่วงที่เริ่มไม่ชวนติดตามละ ตัดต่อแปลก ๆ ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก็ยิ่งแผ่วลง ๆ เหมือนหนังยังไม่แน่ใจว่าจะให้หนังไปลงตรงไหน มันเลยพาเราไปได้ไม่สุดสักทาง ไม่ว่าจะสยองขวัญหรือดราม่า บทสรุปในตอนจบเราก็เลยไม่อิน

หนังไม่ได้มีอะไรเซอร์ไพรส์อย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งตอนแรกอีพวกนักเขียนพันทิปชวนนี่มโนไปหลายเวย์มาก (เออ พวกแกน่ะคิดมาก) แต่หนังก็มีบางจุดที่เราไม่ค่อยเคลียร์ เช่น ในเรื่องบุ๋มมีลูกตอนอายุ 20 ปีหรอ? แล้วบุ๋มกลับมารวยระดับนักธุรกิจแนวหน้าอีกครั้งได้อย่างไร? พ่อของบุ๋มตอนนั้นจบยังไง?

อีกอย่าง หน้าหนังขายตึกร้างสาธรและต้มยำกุ้งไว้ยิ่งใหญ่มาก แต่ในหนังกลับใช้มันได้ไม่คุ้มเอาสักนิด อย่างวิกฤติต้มยำกุ้งเนี่ย เหมือนมีมาเพื่อบอกแค่ว่า บุ๋มกับอิ๊บเคยรวยแต่แล้วต้องมาจนเป็นคุณหนูตกอับเพราะพิษต้มยำกุ้ง แล้วความล้มเหลวของครอบครัวก็เป็นแรงจูงใจให้ไปฆ่าตัวตายนะ (เอาจริง แค่แรงจูงใจตรงนี้ หนังยังใส่แบคกราวนด์มาให้เบาบาง จนเรายังไม่ทันอินเลยว่า ลูก ๆ อย่างพวกแกจะไปฆ่าตัวตายกันทำม้าย~)

ในส่วนของ “ชวนระลึก” ถึงอดีต หรือการ “ดักแก่” เช่น เพจเจอร์ ตู้สติ๊กเกอร์ ข้อความ “123 ปลาฉลามขึ้นบก” ฯลฯ เราก็ไม่รู้สึกอะไรเลย ทั้งที่เราก็เกิดทันของเก่า ๆ ทุกสิ่งที่ในหนังยกมาทั้งหมด

โดยสรุป โปรดักชั่นดี การแสดง (บี-น้ำทิพย์) เยี่ยม ผีก็น่ากลัวระดับหนึ่ง แต่บทค่อนข้างอ่อนอย่างน่าเสียดาย (ก็ยอมรับนะว่าตอนแรกเราแอบคาดหวังกับบทของ GDH ไว้ค่อนข้างเยอะนิดนึง) อย่างไรก็ดีแฟนคลับ บี-น้ำทิพย์ และน้องลิลลี่ ก็ไปดูกันได้ แต่หนังมีความรุนแรงที่อาจไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี

หนังเข้าฉาย 7 ก.ย. 2017 นี้ ในโรงภาพยนตร์

สำหรับเรา ขอให้คะแนนโดยรวม 7/10 พอ (ก็ถือว่าโอเคล่ะเนอะสำหรับหนังผีไทย)

ตั้งแต่ประกาศว่าตึกร้างสาทรจะถูกนำมาผูกเรื่องราวสร้างเป็นหนังผีดราม่าของ GDH และได้ พี่จิม-โสภณ ผู้กำกับหนังที่สร้างทั้งชื่อเสียง รางวัล และรายได้ 100 กว่าล้าน อย่าง ลัดดาแลนด์ (2011) มานั่งแท่นกำกับและเขียนบทก็ตั้งหน้าตั้งตารอดูตั้งแต่วินาทีนั้นเป็นต้นมา การโปรโมทว่าตึกร้างชื่อดังจะมีบทบาทเป็นหนึ่งในตัวละครเอกของเรื่อง ก็ยิ่งทำให้อยากรู้อยากเห็นและเดาไปตามมุมมองต่าง ๆ นานาว่าหนังจะออกมาในรูปแบบใด และเมื่อเริ่มปล่อยโมชั่นโปสเตอร์ออกมาก็ยิ่งสร้างความหลอนและกระตุ้นต่อมอยากดูมากขึ้นไปอีก คนทั่วไปเริ่มแชร์และพูดถึงเพราะมันน่าดูมากขึ้นเรื่อย ๆ จริง ๆ จนกระทั่งทางค่ายปล่อยตัวอย่างหนังออกมาครั้งแรก เรากลับรู้สึกว่าหนังไม่ได้มีพล็อตมีเรื่องราวที่แปลกใหม่น่าติดตามสักเท่าไหร่ ความอยากดูยังมีแต่ก็ลดลงไปมาก ผิดกับครั้งที่ได้ดูตัวอย่าง ฉลาดเกมส์โกง (นัฐวุฒิ ฑุนพิริยะ | 2017) หนังระทึกขวัญเมื่อช่วงต้นปีจากค่ายเดียวกัน ที่ถึงแม้จะไม่มีผีแต่กลับให้ความลุ้นระทึกได้มากกว่า ก็ได้แต่หวังว่าหนังจะมีเรื่องราวที่หยิบวิกฤตต้มยำกุ้งมาเล่าไปกับเส้นเรื่องผีได้คุ้มค่าและน่าติดตาม และพอได้ดูหนังแล้ว ก็โอเคตามมาตรฐานหนังของผู้กำกับและค่ายหนังเอง แต่ก็เสียดายหลาย ๆ อย่างที่น่าจะทำให้หนังเรื่องนี้โดดเด่นและชวนดูมากกว่านี้

ความเสียดายอันดับแรกคือ ตึกสาทรที่โปรโมทบอกไว้ว่าจะเป็นพระเอกของเรื่องนั้น ไม่ได้ถูกใช้อย่างคุ้มค่าราคาที่ให้ไว้กับคนดู ทั้งการเล่นกับพื้นที่ภายในตึกให้พิเศษมากกว่านี้หน่อย และมิติที่เชื่อมโยงกับเมืองโดยรอบให้ได้บรรยากาศความรู้สึกร่วมของคนดู ในมุมที่มองว่าตึกร้างแห่งนี้เป็นอนุสรณ์สถานแห่งการล้มครืนของสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลให้หลายชีวิตต้องหยุดชะงัก หรือสิ้นสุดลงนั้น น้อยเกินกว่าที่คาดว่าจะได้เห็น แต่รวม ๆ แล้วการถูกชดเชยด้วยความพยายามเป็นหนังผีที่ดีให้ได้ตามมาตรฐาน และยังเห็นความพยายามที่จะสร้างความแปลกใหม่ให้หนังผีไทย โดยการตั้งใจไม่ให้เห็นผีจะๆ ตรง ๆ ก็น่ายินดี ทำให้ส่วนที่ไม่ได้รับจากหนังตามที่คาดไม่ได้เป็นที่น่าหัวเสียอะไร ถึงแม้ว่าบางมุกจะเวิร์กบ้าง อย่าง มุกลูกแก้ว ชอบฉากนี้มากที่สุด หรือบางมุกจะเฉิ่มบ้าง อย่าง มุกผ้าคลุม แต่รวม ๆ แล้วก็ยังน่าติดตามและดูไปได้เรื่อย ๆ

ความเสียดายอีกอย่างคือ ความตั้งใจที่จะไม่ให้เห็นผีจะจะตรง ๆ ซึ่งลดความเป็นผีตุ้งแช่บันเทิงเสียงได้แต่ก็ยังมีมุกผีตุ้งแช่อยู่มากนั้น น่าเสียดายในการที่จะโชว์ความระทึกในรูปแบบอื่น ๆ เช่นการกำกับภาพบรรยากาศตึกร้างให้น่าขนลุกมากกว่านี้ นอกเหนือไปจากความระทึกด้วยมุกต่าง ๆ ที่มีมาตั้งแต่ในบท ซึ่งหลาย ๆ มุกก็ยังนึกถึงเรฟเฟอเรนซ์จากหนังดังหลาย ๆ เรื่องได้เช่นกัน

ความเสียดายอย่างสุดท้ายคือ ในส่วนของบทหนังที่การสร้างเงื่อนไขของผีดูน่าสนใจ และชวนให้ลุ้นระทึกน่าติดตาม แต่ว่ามันไม่พยายามที่จะสื่อสารหรือตอบคำถามในความสงสัยของคนดูเท่าไหร่ ว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น เหมือนลดละส่วนที่ไม่อยากเล่าด้วยการพูดเป็นแค่ภาพที่เชื่อมกันไม่กี่ซีน แต่คนดูจำนวนไม่น้อยเข้าใจตามไม่ทัน จึงไม่แปลกที่จะได้ยินคนดูไม่น้อยบอกว่าไม่เข้าใจว่าผีทำไมต้องเลือกทำแบบนั้น ไม่ทำแบบนี้ ซึ่งทำให้คนดูเขวไปจากลำดับหนังที่ต้องการจะเล่า แต่มีฉากที่บอกความรู้สึกคลุ้มคลั่งของตัวละคร ในขณะที่ต้องรักษาภาพความเป็นแม่และผู้นำบริษัทได้น่าสนใจหลายอัน และส่วนตัวพอใจมาก ๆ ที่คนทำไม่ได้ทิ้งประเด็นวิกฤตทางการเงินต้มยำกุ้งเพื่อจบแต่เส้นเรื่องผี ซึ่งยิ่งพอเข้าใจว่าคนทำหนัง GDH ต้องพยายามหาจุดจบที่ประนีประนอมความเศร้าและสุขให้ได้กึ่งกลางที่สุด ก็ต้องขอชมว่าหาทางลงให้ตอนจบของหนังได้ดี ด้วยความตั้งใจที่จะไม่ให้จบแบบรุนแรงหรือโลกสวยงดงามจนน่าตามด่าไปเลย ซึ่งทิ้งมุมมองให้คนขบคิดกับชิวิตในวันข้างหน้าของตัวละครที่เว้นช่องว่างให้เชื่อมโยงกับคนดูได้

Vagabond: รัฐ ความรักชาติ และการอยู่เป็น

Vagabond จะเป็นอย่างไร ถ้ารัฐบาลที่เราคิดว่าทำเพื่อพวกเรา แท้จริงแล้วปกปิด ปิดบัง และกำลังใช้อำนาจเอื้อประโยชน์แก่พวกพ้องกันเองตลอดเวลา

*บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี ของซีรีส์*

ในเกมการเมือง แต่ละขั้นตอนย่อมมีเบื้องลึก เบื้องหลัง การล็อบบี้ต่างๆ ที่ประชาชนอย่างเราอาจจะไม่รู้ หรือคาดไม่ถึง ซีรีส์แอคชั่น-ดราม่าของเกาหลีใต้ ที่เพิ่งออนแอร์จบไปอย่าง ‘Vagabond’ ของทางช่อง SBS และ Netflix ก็เป็นซีรีส์อีกเรื่องหนึ่ง ที่สะท้อนให้เราเห็นเกมการเมือง และการใช้อำนาจของเหล่าผู้นำ รวมถึงการต้องดิ้นรนเพื่อความยุติธรรมของประชาชน

Vagabond เริ่มเรื่องจากเหตุการณ์เครื่องบินตก ที่ดูเหมือนเป็นอุบัติเหตุ แต่เมื่อมาการสืบสวนและค้นหาไป กลับพบว่า จริงๆ แล้วเหตุการณ์นี้ไม่ใช่เพราะเครื่องบินเกิดขัดข้องด้วยตัวมันเอง แต่กลับมีบุคคลที่จงใจ วางแผน หรือเรียกได้ว่าก่อการร้าย จน ชา ดัลกอน พระเอกผู้เคราะห์ร้าย เป็นญาติผู้เสียชีวิตต้องออกโรง ตามสืบหาเบื้องลึกเบื้องหลัง ของต้นเหตุที่ทำให้หลานชายของเขาต้องตาย

แม้ว่าหลายคน จะแอบบ่นกับตอนจบที่ดูเหมือนยังไม่จบของซีรีส์เรื่องนี้ และต่างก็คาดหวัง รอคอยกับซีซั่น 2 แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าตลอด 16 ตอนที่ผ่านมา Vagabond พาเราไปลุ้นกับการต่อสู้ และดิ้นรนของตัวหลักอย่าง ‘ชา ดัลกอน’ ที่ถ้าเรื่องนี้ไม่มีเขา เหตุการณ์คงไม่ไปไกล และเราคงไม่ได้ลุ้นกับเรื่องราวในแต่ละตอนได้ขนาดนี้

*เตือนอีกครั้ง บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญมากๆ ของซีรีส์*

การอยู่เป็น และอยู่ไม่เป็น

การอยู่เป็น’ และ ‘อยู่ไม่เป็น’ วลีที่การเมืองไทยได้ยกมาพูดถึงอย่างร้อนแรงในช่วงเดือนที่ผ่านมา ในซีรีส์เรื่องนี้ เราก็ได้เห็นประเด็นนี้เช่นกัน จากบทบาทหน้าที่ของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐมากมาย ทั้งหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ ทำเนียบประธานาธิบดี และตำรวจ และสิ่งที่โดดเด่นของตัวละครบางตัวในเรื่องก็คือ ‘การอยู่เป็น’ โดยเฉพาะ ผอ.มิน แจชิก

มิน แจชิก เป็นเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรองที่เรียกได้ว่า ไม่ได้ทำงานเพื่อเป้าหมายขององค์กร แต่ใช้องค์กรเพื่อทำงานรับใช้ผู้มีอำนาจ และผู้มีกำลังเงิน ที่สามารถให้เขาได้เติบโต เลื่อนขั้นในหน้าที่การงาน โดยไม่ได้สนว่าจะถูกต้อง ยุติธรรม หรือทำเพื่อประชาชนหรือไม่ ทั้งยังบอกลูกน้องเสมอว่าไม่ให้ทำเรื่องเดือดร้อน นิ่งเฉยกับเรื่องบางเรื่อง ถ้าหากเป็นสิ่งของผู้มีอำนาจต้องการ

นอกจากมิน แจชิกแล้ว ก็มีตัวละครอีกหลายตัว ที่แสดงให้เห็นถึงความอยู่เป็น อย่างฮง ซึงบอม มือขวาของเจสสิก้า แห่งจอห์น แอนด์ มาร์ค ที่เนื้อเรื่องก็ทำให้เห็นว่า ก่อนหน้านี้เขาเคยภักดีอยู่กับฝั่งไดนามิก ซิสเทม และย้ายมาเพื่อความก้าวหน้า ก่อนจะทิ้งบอสของเขาอย่างเจสสิก้า เพื่อความอยู่รอด เมื่อเธอจนมุม และถูกจับ ไปหาเจ้านายใหม่ ที่กำลังจะดูก้าวหน้า และเป็นใหญ่กว่าในอนาคตอย่างนายกฯ ฮงด้วย

และถ้าเราเปรียบมิน แจชิก เป็นคนอยู่เป็น ผอ.คัง จูชอล อริคู่แข่งเบอร์ 1 ของมิน ก็คงเป็นภาพแทนของ ‘คนอยู่ไม่เป็น’ เพราะเห็นได้ว่า เขาเคยถูกย้ายงาน ไม่ให้ได้ก้าวหน้า และต้องไปทำหน้าที่แค่ตอบคอมเมนต์ชาวเน็ตที่เข้ามาด่ารัฐบาล เพียงเพราะนิสัยอยู่ไม่เป็นของเขามาก่อน ทั้งการอยู่ไม่เป็นของเขายังโดดเด่นจนลูกน้องมั่นใจ และพึ่งพาได้ว่า ถ้าหากพวกเขาต้องการต่อสู้กับอำนาจของเบื้องบน พวกเขาต้องมาหา ผอ.คัง ซึ่งความอยู่ไม่เป็นของเขานี้ ก็เป็นอุปสรรคกับคนอยู่เป็น อย่าง ผอ.มิน จนถูกวางแผนฆ่ามาแล้ว

คาแรคเตอร์อยู่เป็น และอยู่ไม่เป็นที่ชัดเจนนี้ ไม่ได้มีแค่กับตัวละครที่เล่ามา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า เกือบทุกตัวในเรื่อง ต้องเจอสถาณการณ์ที่ให้พวกเขาเลือกว่า จะอยู่แบบไหน ซึ่งบางครั้ง พวกเขาก็ต้องเลือกตัดสินใจที่จะอยู่เป็น เพื่อความอยู่รอดด้วย

 

รัฐคือใคร? เมื่อการฝ่าฝืนคำสั่งรัฐ คือความผิด

หลายครั้งเรามักผูกโยงว่า การรักรัฐบาล แปลว่าเรารักชาติ แต่จริงๆ แล้ว รัฐ ≠ รัฐบาล และรัฐบาลต่างหากที่มักนำคำว่า ชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อความต้องการของพวกเขาเอง

ฉากหนึ่งในซีรีส์ที่ทำให้ตัวละคร และตัวเราเองในฐานะผู้ชมกลับมาย้อนนึกว่า รัฐคือใคร และพวกเขากำลังทำภารกิจเพื่อใครกันแน่ คือฉากที่หน่วยข่าวกรอง ส่งทีมสังหารไปเพื่อฆ่าชา ดัลกอน และผู้ร้ายอย่างคิม อูกี แทนที่จะส่งทีมสนับสนุนไปช่วยเหลือ ทำให้จากภารกิจที่เดินทางไปยังโมร็อกโก เพื่อเอาตัวผู้ร้ายกลับมาขึ้นศาล เปลี่ยนเป็นการฆ่าปิดปากเพื่อไม่ให้ได้กลับมาแทน

ในตอนนั้น กี แทอุง หัวหน้าทีมภารกิจ ตั้งคำถามว่า “คำสั่งนี้ คือคำสั่งของใคร?” ซึ่งเราก็ได้เห็นคำตอบที่ผู้มีอำนาจ เอาชาติ และรัฐมาอ้าง เพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายตัวเอง ด้วยคำตอบว่า “เป็นคำสั่งของรัฐ ถ้าไม่ทำ นายจะเป็นคนขายชาติ” ทั้งๆ ที่คำสั่งนั้นคือการสั่งให้ข้าราชการที่รับใช้ประชาชน ฆ่าประชาชนด้วยกันเอง

จากผลประโยชน์ของประชาชน และการเปิดเผยความจริงที่ดูเหมือนเป็นหน้าที่ของรัฐ กลับกลายเป็นการปกปิดเรื่องฉาว ปิดคดีให้ได้อย่างรวดเร็ว เอื้อแก่การคอร์รัปชั่นระดับชาติ ซึ่งทั้งหมดนี้ ต่างถูกนำคำว่า ‘เพื่อชาติ’ มาเป็นข้ออ้าง และเอาคำว่า ‘คนขายชาติ’ มาเป็นโทษให้กับคนที่ไม่ยอมทำตาม

 

ใครรักชาติมากกว่า คนนั้นต้องได้เป็นผู้นำ?

ความรักชาติ ในหลายๆ ครั้งมักถูกเอามาพูดถึง และพิจารณาความเหมาะสมในการเป็นผู้นำ แต่การรักชาติในแบบที่ใครๆ ก็พูดได้นั้น ต้องถูกเอามามองด้วยว่า รักในแบบไหน?

การแย่งชิงตำแหน่งประธานาธิบดีใน Vagabond เอง ก็มีการเอาเรื่องความรักชาติมาขิงกัน ทั้งยังหาความชอบธรรมให้ตัวเองในการรักษาตำแหน่ง และจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่ง ด้วยการแสดงออก และคำพูดที่พยายามบ่งบอกว่า ตัวเองทำเพื่อชาติ และฉันทำมากกว่าอีกคนหนึ่ง

ประธานาธิบดีคนปัจจุบัน จอง กุกพโย มักพูดว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ ซึ่งแม้ความจริงเรื่องเหตุการณ์เครื่องบินตกจะค่อยๆ ถูกเปิดเผย และเห็นว่ารัฐบาลเข้าไปมีส่วนได้ส่วนเสีย ประธานาธิบดีเองก็ยังบอกว่า สิ่งที่เขาทำคือการทำเพื่อประเทศ “ผมอยากมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับประเทศ คือการทำให้ประเทศทั้งมั่งคั่ง และเรืองอำนาจ อย่างที่ไม่มีใครมาดูถูกได้” จอง กุกพโยกล่าวในเรื่อง

ในขณะที่เมื่อถูกจับได้ ว่าเขาได้รับสินบนเพื่อการประมูลโครงการเครื่องบินรบแล้ว เขาเองก็ยังอ้างว่าเงินส่วนนั้น ตั้งใจเป็นกองทุนเพื่อพัฒนาประเทศในอนาคตด้วย

ด้านนายกฯ ฮง ซุนโจ มือขวา และผู้ได้ฉายาว่าเป็นเหมือนพี่น้องแท้ๆ ของประธานาธิบดี หลังจากสะสมอำนาจ และชื่อเสียงจากการไต่เต้าข้างกายผู้นำประเทศมายาวนาน เมื่อได้โอกาสหักหลัง และมีลู่ทางในการขึ้นสู่อำนาจเสียเอง เขาก็ไม่รอช้า และยังอ้างความชอบธรรมนี้เช่นกันว่า เขาเองก็ทำเพื่อชาติเช่นกัน โดยการโทษว่า สิ่งที่ประธานาธิบดีทำเป็นเพียงแค่ฉากบังหน้า ความเห็นแก่ตัว แต่เขานี่แหละมาเพื่อฉีกหน้ากาก กำจัดความโลภ และทำให้ประเทศนี้เรืองอำนาจของจริง

ซึ่งจะเห็นได้ว่าเป็นแพทเทิร์นแสวงหาความชอบธรรมในการขึ้นสู่ตำแหน่ง ด้วยการวางบทบาทตัวเองว่าเป็นผู้มาแก้ปัญหาของผู้นำคนก่อน มาสะสาง จัดการกำหนดอนาคตใหม่ให้ประเทศ และเมื่อเขาถูกเลขานุการประธานาธิบดีถามว่า เขาเป็นคนยังไงกันแน่ จากความพยายามขึ้นสู่อำนาจครั้งนี้ เขาก็ชัดเจน และตอบอย่างมั่นใจว่า เขาคือ “คนรักชาติ คนรักชาติตัวจริงที่ต่างจากจองกุก พโย”

ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เราก็เห็นต่อไปว่า เขาทำเพื่ออำนาจ ตำแหน่ง และพร้อมจะรับคำสั่ง ที่เปลี่ยนแปลงระบบ และกลไกของสังคม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้นายทุน และคนบางกลุ่มเต็มที่ เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้สนับสนุน หรือผู้ที่ชักใยอยู่เบื้องบนอีกที

ความรักชาติ และทำเพื่อชาติในแบบของทั้ง จอง กุกพโย และฮง ซุนโจ ต่างก็ออกมาจากปากของพวกเขาอยู่ตลอดทั้งเรื่อง จนมองได้ว่า ความรักชาติกลายเป็นข้ออ้างสนับสนุนการกระทำของพวกเขา โดยที่ไม่ได้มองว่า ชาติ และประชาชนได้ประโยชน์ และมั่งคั่งจริงหรือไม่ด้วย

นอกจากความรักชาติ และอำนาจของผู้นำแล้ว Vagabond เองยังพูดถึงอีกหลายประเด็น และหลายมุมมอง ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้ของญาติผู้เสียชีวิต ที่ในเรื่องถูกลากออกมาเหยียบย่ำจิตใจซ้ำๆ และเห็นได้ว่า รัฐไม่ได้เยียวยา และอยู่เคียงข้างพวกเขาจริงอย่างที่พยายามพูด แต่กลับใช้ประโยชน์จากความตาย และความโศกเศร้า หรือประเด็นเรื่องช่องทางคอร์รัปชั่น ล็อบบี้ยิสต์

ที่ดูแล้ว นอกจากจะได้ความบันเทิง เราต่างก็คิดตาม และเห็นว่า เหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่อง หลายๆ อันก็ไม่ได้ต่างไปจากเหตุการณ์จริงในสังคม และอดเปรียบเทียบกับสถานการณ์ในบ้านเมืองเราไม่ได้เลย

นับเป็นความสำเร็จของวงการซีรีส์เกาหลีในปีนี้อีกหนึ่งเรื่อง เมื่อ “Vagabond” ซีรีส์แนวแอคชั่นฟอร์มยักษ์จากสถานีโทรทัศน์ช่อง SBS ได้ออกอากาศจบลงเมื่อคืนวันที่ 23 พฤศจิกายนที่ผ่านมา ด้วยเรตติ้งเฉลี่ยทั่วประเทศสูงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ที่ 13% ทันทีที่ซีรีส์จบลง ต่างมีคำถามเกิดขึ้นในผู้ชมทั้งในและต่างประเทศถึงซีซั่น 2 ของเรื่องนี้ โดยคีย์เวิร์ด ‘배가본드2’ (Vagabond2) หรือ ‘배가본드 시즌2′ (Vagabond ซีซั่น 2) ได้ขึ้นอันดับ 1 คำค้นหาเรียลไทม์บนเว็บไซต์เสิร์จเอนจิ้น Naver ในขณะที่แฮชแท็ก #Vagabond ก็ติดอันดับต้นๆบนเทรนด์ Twitter ในหลายประเทศทั่วเอเชีย รวมไปถึงประเทศไทย เช่นเดียวกัน

วีรบุรุษผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ก้านกล้วย

วีรบุรุษ ผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ช้างศึก ผู้สร้างเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่ช้างไทย ในฐานะช้างคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถี

ชื่อของเขาคือ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ก้านกล้วย”

 

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของช้างเชือกหนึ่ง จากลูกช้างซุกซนใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางป่าลึก แต่แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องของพ่อที่หายไปได้นำเขาออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ซึ่งให้บทเรียนใหม่ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เปลี่ยนให้เขากลายเป็นช้างที่กล้าแกร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ในขณะที่จิตใจกลับอ่อนโยน

 

บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง อาทิเช่น “จิ๊ดริด” นกพิราบสื่อสารขี้โม้, “ชบาแก้ว” ช้างสาวผู้น่ารักและแสนงอน, “ติ่งรูและรถถัง” ช้างรุ่นพี่และรุ่นอาซึ่งเขาได้พบในหมู่บ้าน, “บุญเรือง” ช้างศึกแห่งเมืองหลวง และที่สำคัญ “แสงดา” แม่ซึ่งก้านกล้วยจากมา ล้วนเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มสร้างสีสันและความสนุกสนาน พร้อมกันนั้นก็ให้บทเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่การเป็นช้างศึกเชือกสำคัญในประวัติศาสตร์

 

นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์และการได้พบกับผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” มหาราชผู้เกรียงไกรของชาติไทย, “ลุงมะหูด” หัวหน้าครูฝึกช้าง, “มังคุด” เด็กมนุษย์ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์สดใส ฯลฯ ยังทำให้ก้านกล้วยได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพระหว่างคนและช้างอันนำไปสู่การเสียสละตัวเอง โดยเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างนักรบผู้กล้า เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยทำมาเมื่อครั้งอดีตสุดท้าย ขณะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้น่าเกรงขามเขาก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเอง

 

เมื่อมีชัยเหนือตัวเองก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาพรั่นพรึงได้อีกต่อไป และจุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นช้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จุดหมายแรกคือการตามหาพ่อ แต่ในที่สุดก้านกล้วยกลับได้พบสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่า นั่นก็คือมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเสียสละซึ่งอยู่ในตัวเขาเอง เป็นจิตวิญญาณของพ่อที่อยู่กับเขามายาวนาน และนี่คือบทสรุปที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับการเดินทางของเขาในครั้งนี้…

รางวัล “สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 16” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ก้านกล้วย), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (อมราพร แผ่นดินทอง), บันทึกเสียงและผสมเสี่ยงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 15” (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 28” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์เกียรติยศแห่งปี (ก้านกล้วย), ภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปี (ก้านกล้วย), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ) / รางวัล “STARPICS Thai Film Awards ครั้งที่ 4 (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์)

 

คาแรกเตอร์

ก้านกล้วย – พลายภูเขาทอง – พระยาไชยานุภาพ – เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ก้านกล้วยเป็นช้างรูปงาม มีหลังโค้งแปแบบก้านกล้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “ ก้านกล้วย” สำหรับช้างแล้ว นี่ถือเป็นคชลักษณ์หรือลักษณะของช้างอันดียิ่ง จนพังนวลย่าของเขาทำนายว่า โตขึ้น เขาจะต้องเป็นช้างที่กล้าหาญเหมือนพ่อ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม่ของเขาไม่ยินดีด้วยเลย เพราะกลัว ว่าถ้าเขาโตขึ้นและเป็นเหมือนพ่อจริงๆ นางจะต้องเสียเขาไป เหมือนที่เคยเสียพ่อของเขามาแล้ว ด้วยความกล้าหาญบวกกับคุณสมบัติที่ดีพร้อม ทำให้ “ ก้านกล้วย” ได้รับเลือกเป็น พระคชาธารของพระนเรศวร โดยมีชื่อใหม่ว่า “ พระยาไชยานุภาพ” เขานี่เองที่เป็นกำลังสำคัญในการทำยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา อันนำมาซึ่งชัยชนะและความร่มเย็นแห่งกรุงศรีอยุธยา และความเก่งกล้าของก้านกล้วยทำให้เขาได้รับพระราชทานนามว่า “ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

 

จิ๊ดริด

นกพิราบ คู่หูตัวป่วนของก้านกล้วย เป็นนกช่างพูด ตลก ชอบโวยวาย และหลงตัวเอง เป็นที่สุด โดยตำแหน่งเขาเป็นพิราบสื่อสารแห่งกองทัพอยุธยา แต่ถึงแม้จะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง เขาก็เป็นนกที่มีจิตใจดีงาม กล้าหาญ และรักความยุติธรรม เมื่อได้รู้จักกับการก้านกล้วยและเห็นแววของช้างตัวนี้ เขาก็ให้การสนุบสนุน ทุกวิถีทาง โดยทำตัวไม่ต่างจากพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจก้านกล้วยเสมอมา

 

งวงแดง – พลายพัทกอ

ช้างร่างยักษ์ ผู้มีงวงสีแดงและมีดวงตาอันดุดัน เขาคือขุนศึกแห่งหงสาวดี เคยผ่านศึก สงครามมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ทำให้เขาเป็นเหมือนเพชฌฆาตบน สมรภูมิรบ เพราะสิ่งที่อยู่ในใจช้างศึกผู้นี้ก็คือ เขาจะต้องเป็นช้างอันดับหนึ่งเสมอ และตลอดมา ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เคยมีช้างเชือกไหนขึ้นมาเทียบกับเขาได้ ทั้งในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้ ช้างเชือกใดที่หาญมาต่อกรกับเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะเช่นนี้เอง แม้อายุ จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไม่เป็นรองใคร รวมทั้ง ก้านกล้วย ช้างศึกนำทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาด้วย

 

แสงดา

แม่ของก้านกล้วย นางเป็นผู้ที่ก้านกล้วยรักมากที่สุด เพราะตลอดมา ก้านกล้วยมีแต่แม่ ที่คอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ และทะนุถนอมดูแล นางต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เนื่องจากพ่อของ ก้านกล้วยจากไปในสงคราม และไม่ได้กลับมาอีกเลย แสงดามีความรู้สึกไม่ดีต่อมนุษย์ เพราะ คิดว่ามนุษย์ชอบจับช้างป่าไปทำงาน โดยเฉพาะนำไปฝึกเป็นช้างรบแบบพ่อของก้านกล้วย ดังนั้น แสงดาจึงมักสอนลูก ให้เกลียดกลัวมนุษย์ และก้านกล้วยก็เชื่อตามที่แม่สอน แต่เมื่อเขาได้เข้าไป อยู่กับคน เขากลับพบสิ่งที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือ จริงๆ แล้วมนุษย์กับช้างอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความผูกพัน

 

พังนวล

ย่าของก้านกล้วย ช้างพังสูงอายุ ผู้มีตำแหน่งเป็นช้างแม่ปรก หรือช้างผู้นำโขลงออกหา อาหาร เนื่องจากมีอายุมากกว่าช้างตัวอื่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามายาวนาน ทำให้รู้ดีว่าในแต่ละ ฤดูกาลควรนำโขลงไปทางใด จึงจะได้พบแหล่งอาหาร พังนวลเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับก้านกล้วย โดยดูจากลักษณะของเขา ว่าเป็นช้างที่มี หลังโค้งสวยแบบแปก้านกล้วย ถูกต้องตามตำรา นางรักและภาคภูมิใจในก้านกล้วยมาก นอกจากนี้ยังมั่นใจด้วยว่าโตขึ้นเขาจะต้องกลายเป็นช้างที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

 

ชบาแก้ว

ช้างสาวผู้ร่าเริง น่ารัก และมีจิตใจอันดีงาม ชบาแก้วเป็นช้างที่เกิดในหมู่บ้าน เธอจึง คุ้นเคยกับการอยู่กับมนุษย์ และมีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขา เธอคอยช่วยงานมนุษย์เสมอ หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลเด็กๆ ในหมู่บ้าน และเข้าไปเก็บผลหมาก รากไม้ในป่า ชบาแก้วเป็นช้างที่มี น้ำใจ เมื่อเห็นใครเดือดร้อน ก็จะเข้าไปช่วยเสมอ ด้วยนิสัยเช่นนี้เอง ทำให้เธอได้รู้จักกับก้านกล้วย และหลังจากที่ได้รู้จักกันและเติบโตมาด้วยกัน ความรักของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้น ในขณะเดียวกัน ชบาแก้วก็ค่อยๆ สอนให้ก้านกล้วยไว้ใจมนุษย์ จนกระทั่งเขายอมพลีชีพต่อสู้เคียงคู่กับมนุษย์

 

ภูผา

ช้างศึกผู้เกรียงไกรแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นตำนานที่ยังคงได้รับการเล่าขานในฐานะวีรชน ผู้ยอมสละชีพในสงคราม เขาคือพ่อของก้านกล้วย แม้ก้านกล้วยจะไม่เคยพบพ่อ เพราะพ่อออก จากโขลงไปตั้งแต่ก่อนเขาเกิด แต่เขาก็มีภาพพ่อที่ชัดเจนอยู่ในใจ ทั้งความสง่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เสียสละ และจิตใจอันอ่อนโยน ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบฉบับที่ก้านกล้วยก้าวเดินตาม

 

มะโรง

ช้างหัวหน้าพวกเด็กเกเรในโขลง เป็นช้างรุ่นพี่ของก้านกล้วย มักอาศัยความที่โตกว่าและมี พวกมากรังแกก้านกล้วยอยู่เป็นประจำ แรกๆ ก้านกล้วยก็พยายามข่มใจ แต่พอมะโรงกับพวก แกล้งหนักเข้า โดยเฉพาะล้อเลียนเรื่องพ่อ ก้านกล้วยก็ทนต่อไปไม่ได้ เมื่อเจอช้างที่เอาจริงอย่าง ก้านกล้วย ก็ทำให้เห็นว่ามะโรงเก่งแต่ปาก นักเลงแต่ท่าทางท่าดีทีเหลว เป็นผู้ร้ายตลกๆ ไม่น่ากลัว อะไรเลย

 

พลายบุญเรือง – เจ้าพระยาปราบไตรจักร

ช้างศึกผู้มีรูปลักษณ์ดีไม่แพ้ก้านกล้วย เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการคัดเลือกเป็นพระคชาธาร แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ตำแหน่งสำคัญ คือ ก้านกล้วยขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาไชยานุภาพ เป็นพระ คชาธารของพระนเรศวร ส่วนพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างทรง ของพระอนุชาคือพระเอกาทศรถ

สิงขร

ช้างนำทัพในสงครามครั้งเสียกรุงฯ แม้การรบในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่เขาก็มี โรคร้ายติดตัวมายาวนาน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นกรรมอันเกิดจากการที่ทำให้เพื่อนช้างต้องตายใน สงคราม ความสำคัญของสิงขรอยู่ตรงที่การเป็นผู้กุมความลับที่ก้านกล้วยอยากรู้มาตลอดชีวิต นั่นก็คือพ่อของเขาเป็นใคร

พระนเรศวรมหาราช

พระมหากษัตริย์ผู้เป็นมหาราชแห่งชาติไทย ผู้ประกาศอิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยา นอกจากพระปรีชาสามารถทางการรบ และความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระองค์แล้ว พระองค์ยัง ทรงเป็นผู้นำที่มีกลยุทธอันชาญฉลาด ในขณะเดียวกันก็ทรงมีพระทัยที่อ่อนโยน ทุกครั้งที่นำทัพ พระหัตถ์จะทรงพระแสงเข้าสู้กับข้าศึกด้วยพระองค์เองเสมอ

วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกคือการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2135 หลังจากชัยชนะในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ถูกพม่ารุกรานอีกเป็นเวลากว่าร้อยห้าสิบปี

พระมหาอุปราชา

แม่ทัพใหญ่แห่งหงสาวดี ผู้ซึ่งในวัยเด็กเคยเติบโตมากับพระนเรศวร โดยฝ่ายหนึ่งเป็นลูก กษัตริย์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกเชลย ดังนั้นแม้จะโตมาด้วยกัน แต่พระมหาอุปราชาก็มักดูหมิ่นดูแคลน พระนเรศวรเสมอ เมื่อเล่นกันแล้วแพ้ แทนที่จะยอมรับ กลับใช้คำพูดเหน็บแนมต่างๆนานา

การนำทัพจำนวนสองแสนมายังกรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้ ก็เพื่อทรงพิสูจน์ให้พระเจ้านันท บุเรง ผู้ทรงเป็นพระบิดา ได้ทรงเห็นว่าพระองค์ทรงเหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ ต่อไปได้ แต่การทำยุทธหัตถีกับพระนเรศวร กลับทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนพระคชาธารกลางสนามรบ

ลุงทะเรียน- ควาญมะหูด

ชายชราผู้เป็นหัวหน้าควาญช้าง และผู้ฝึกสอนช้างป่าประจำหมู่บ้าน มะหูดได้รับความ เคารพจากทุกคนในหมู่บ้าน ในฐานะผู้ที่รอบรู้เรื่องช้าง สามารถฝึกช้างที่ดุร้ายให้เชื่องได้ภายใน เจ็ดวัน และนอกจากวิชาฝึกช้างที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นพ่อแล้ว เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง คาถาอาคม มีมนต์สะกดช้างที่ร่ำเรียนมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าอีกด้วย ทว่าหลักสำคัญที่เขาใช้ เวลาฝึกช้าง กลับไม่เกี่ยวกับเวทย์มนตร์คาถาใดๆ แต่เป็นเรื่องของการให้ความรัก การดูแล เอาใจใส่ และการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งทำให้ช้างเชื่อฟังได้ในที่สุด

เจ้ามังคุด

เด็กน้อย หลานชายของลุงทุเรียน มนุษย์คนแรกที่เอาชนะใจก้านกล้วยได้ ด้วยความ บริสุทธิ์ ร่าเริง สดใส น่ารัก แม้ยังพูดเป็นคำไม่ได้ แต่เสียงอ้อแอ้ที่ออกมาจากปาก ก็แสดงถึงความ เป็นมิตรที่ให้กับก้านกล้วย จนในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเขาจากช้างป่าที่เกลียดชังมนุษย์ มาเป็นให้ ความรัก และความห่วงใยต่อมนุษย์ ถึงขนาดยอมไปรบเพื่อมนุษย์ได้

UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของปู่ คาร์ล

UP ปู่ซ่าบ้าพลัง เรื่องราวความรักของ ปู่ คาร์ล ซึ่งเป็นเรื่องราวของชายชราคนหนึ่งที่ได้พบรักกับหญิงสาวคนหนึ่ง ซึ่งหลงรักในการเดินทาง และผจญภัยเหมือนกัน ทั้งคู่จึงได้แต่งงานกัน ดูหนังออนไลน์ฟรี สามีของเขาสัญญากับภรรยาของเขาว่าสักวันจะพาไปเที่ยวที่อเมริกาใต้ ความฝันของทั้งคู่คือการมีลูกด้วยกันและไปเที่ยวอเมริกาใต้ แต่แล้วความฝันของเขาก็พังทลาย เพราะเขาทั้งคู่ไม่สามารถมีลูกด้วยกันได้ และวันหนึ่งภรรยาของเขาได้เสียชีวิตลง เพราะภรรยาของเขาแก่กว่า เขารู้สึกเสียใจมาก ที่ไม่สามารถทำให้ความฝันของภรรยาเขาเป็นจริงได้ และยึดติดกับความทรงจำที่เคยอยู่กับภรรยาของเขารวมถึงบ้านหลังที่เขาอยู่

หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 ดิสนีย์พิกซาร์ ได้ส่งภาพยนตร์แอนิเมชั่นการผจญภัยระหว่างคุณปู่สุดขรึมและเด็กชายลูกเสือสุดร่าเริง คนสองวัยที่ต่างกันมากๆแต่ต้องออกเดินทางร่วมกัน โดยใช้ชื่อเรื่องว่า UP  โดยหน้าหนังนั้นใครจะไปคิดว่าการ์ตูนเด็กผจญภัยจะทำให้คนดูเสียน้ำตาได้ตั้งแต่ไม่ถึง 10 นาทีแรกของเรื่อง รวมถึงเป็นการเล่าในรูปแบบที่แทบจะไม่ได้ใช้ประโยคสนทนา ปล่อยให้ภาพและอารมณ์ของเพลงเป็นตัวเล่าเรื่อง

เรื่องย่อ

เมื่อคุณปู่วัยขาสั่นอายุใกล้ 80 คาร์ล เฟรดริกเซน ผู้ที่รักภรรยาที่จากไปสุดหัวใจ เขาทำทุกทางที่จะให้ความฝันของภรรยาที่จากไปเป็นจริง แต่แล้วก็มีเหตุให้ต้องใช้เงิน ที่เก็บหอมรอมริบมากับภรรยาใช้จ่ายไปทีละนิด การเดินทางเพื่อภรรยา แต่แล้วเมื่อวันเวลาผ่านไป ภรรยาของปู่คาร์ลก็ได้เสียชีวิตลงด้วย โรคมะเร็ง ก่อนที่ความฝันของเขาจึงเกิดขึ้นจริง

จากวัยเด็กจนถึงวัยหนุ่มสาว คาร์ล และ เอลลี่  มีสัญญาใจระหว่างกันและกัน ทั้งคู่กลายเป็นคู่หูเพื่อนรัก จนกลายเป็นคนรักกัน ทั้งคู่ย้ายไปอยู่ในบ้านร้างที่ได้เจอกันครั้งแรก  ดัดแปลงให้กลายเป็นบ้านแสนสุข ใช้เวลาว่างอยู่ด้วยกัน นอนดูก้อนเมฆและจินตนาการเป็นรูปต่างๆ คาร์ลทำงานเก็บเงินด้วยการเป็นพนักงานขายไอศกรีมรถเข็น จุดชวนคนดูน้ำตาซึมจุดแรก เมื่อเอลลี่แท้งลูกและไม่สามารถมีลูกต่อไปได้

หลังจากนั้นในเวลาต่อมา เมื่อวันเวลาผ่านไป การต่อสร้างในตัวเมืองก็เริ่มขยายตัวมากยิ่งขึ้น จนมาถึงบ้านของ คาร์ล ซึ่งบ้านของเขานั้นตั้งอยู่ใจกลางเมืองและเป็นเพื่อนที่ทองที่จะสร้างตึก แต่แล้ว คาร์ลนั้นไม่ยอมขายบ้านที่เขาอยู่เพราะบ้านหลังนี้คือความทรงจำของเขากับเอลรี่ แล้วจะนั้นเรื่องราวทั้งหมดจึงได้เริ่มต้นขึ้น

เจ้านายของบริษัทผู้ที่กำลังสร้างตึกได้มาขอซื้อบ้านต่อจากคาร์ล แต่เขาก็ไม่ยอมขาย จนมีอยู่มาวันนึง คาร์ลได้พบกับ รัสเซล ลูกเสือวัย 9 ขวบนักผจญภัยที่เกิดมาพร้อมกับคำถามในทุกๆเรื่อง ที่มาขอช่วยเหลือคาร์ลที่เป็นคนชรา เพื่อที่ รัสเซล นั้นจะได้เอาเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีอยู่นั้นมาให้ได้โดย รัสเซล นั้นเป็นลูกเสือที่มากความสามารถและได้รับเข็มกลัดมากมาย เหลือเพียงเข็มกลัดชิ้นสุดท้ายที่เขายังไม่มีได้ นั่นก็คือ เข็มกลัดช่วยเหลือผู้สูงวัย หากเขาสะสมเข็มกลัดทั้งหมดจนครบแล้ว เขาจะได้เจอกับพ่อของเขา แต่แล้วเรื่องราววุ่นๆ ก็เกินขึ้น

รัสเซล

เป็นลูกเสือวัย 9 ขวบที่แสนกระตือรือร้นและตื๊อเก่งจากกองที่ 54 หมู่ที่ 12 รัสเซล ผู้แบกเป้หลังที่เต็มไปด้วยอุปกรณ์การสำรวจ พร้อมที่จะผจญภัยในป่าใหญ่แล้ว! มีข้อเสียเพียงอย่างเดียวเท่านั้นล่ะตรงที่ว่าเขาไม่เคยออกนอกเมืองไปไหนเลย ความรู้เรื่องป่าทั้งหมดของเขามาจากหนังสือล้วนๆ และประสบการณ์การตั้งแคมป์ครั้งเดียวของเขาก็คือในห้องนั่งเล่นของตัวเอง รัสเซลภาคภูมิใจที่จะโชว์ตราลูกเสือนักสำรวจของเขา

ซึ่งรวมถึงตราในการปฐมพยาบาลขั้นต้น ปฐมพยาบาลขั้นสอง สัตว์วิทยาและการปลอมแปลงโฉม เขาขาดเพียงตราช่วยเหลือคนชราเท่านั้นที่จะทำให้ความฝันในชีวิตของเขา ในการเป็นลูกเสือนักสำรวจอาวุโส เป็นจริงได้ เมื่อเขาตั้งเป้าเอาไว้ว่าคาร์ล เฟร็ดดิคเซนจะเป็นชายชราที่เขาจะช่วยเหลือ รัสเซลกลับกลายเป็นคนที่ต้องติดอยู่บนระเบียงหน้าบ้านของคาร์ลไปโดยไม่ได้ตั้งใจเมื่อบ้านลอยขึ้นสู่อากาศ และพบว่าตัวเองได้ผจญภัยในป่าจริงๆ อย่างที่เขาใฝ่ฝันถึงมาโดยตลอด

ดั๊ก สุนัขโกลเด้นแสนน่ารัก

สุนัขพันธุ์โกลเด้นแสนน่ารักที่ใช้ชีวิตอยู่ในป่า “พาราไดส์ ฟอลส์” ในฐานะส่วนหนึ่งของฝูงสุนัขที่ตามหานกที่บินไม่ได้ ดั๊กก็เหมือนกับสุนัขตัวอื่นๆ ในฝูง ที่มีปลอกคอไฮเทคที่สามารถแปลความคิดของเขาให้กลายเป็นคำพูด แต่ดั๊กก็ถูกล้อว่าเป็นเนิร์ดประจำฝูง เมื่อถูกส่งเข้าป่าไปเพื่อทำภารกิจ “พิเศษ” ดั๊กก็บังเอิญทำภารกิจลุล่วงเมื่อเขาค้นพบนกที่ติดตามคาร์ลและรัสเซลมา ขณะที่พวกเขาถูกตามไล่ล่าไปทั่วป่าจากฝูงของเขาเอง ดั๊ก ผู้เรียบง่ายแต่น่ารัก ก็ต้องตัดสินใจว่า เขาควรจะอยู่ฝูงไหนกันแน่

เควิน นกที่บินไม่ได้และมีความสูง 13 ฟุต

ที่ซ่อนเร้นจากทั่วทั้งโลกในป่าพาราไดส์ ฟอลส์ ด้วยขนนกสีสันสดใสและลำคอที่ยาว และคดงอได้ ทำให้เควินเป็นนกที่มีความว่องไวและพลิ้วไหวเป็นพิเศษ จริงๆ แล้ว นกยักษ์ตัวนี้มักจะไปตกอยู่ในสถานการณ์ที่แปลกประหลาดและดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้อยู่เสมอๆ มีน้อยคนนักที่รู้ว่าสิ่งมีชีวิตที่มีคุณค่าอย่างยิ่งทางวิทยาศาสตร์ตัวนี้มีชีวิตอยู่ แต่คาร์ลและรัสเซลก็ไปเจอกับนกตัวนี้โดยบังเอิญ ซึ่งรัสเซลตั้งชื่อมันว่าเควินหลังจากเขาพบว่ามันก็ชอบของหวานเหมือนกับเขา ทั้งเควินและรัสเซลต่างกลายเป็นเพื่อนซี้กันในทันที และแม้ว่ามันมักจะเอาไม้เท้าของคาร์ลไปอมเล่นอยู่บ่อยๆ เควินก็ได้ร่วมผจญป่าไปกับกลุ่มที่ไม่น่าจะอยู่ร่วมกันได้ ที่ประกอบไปด้วยคาร์ล, รัสเซลและดั๊ก

หนัง 3 มิติเรื่องแรกที่เปิดตัวสูงสุดในประวัติศาสตร์

จากผู้กำกับที่ถูกเสนอชื่อเข้าชิงรางวัลออสการ์ พีท ด็อกเตอร์ จาก มอนส์เตอร์อิงค์ ให้เสียงโดย เอ๊ด เอสเนอร์, คริสโตเฟอร์ พลัมเมอร์, และแน่นอน จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ นักแสดงคนเดียวที่ได้พากย์เสียงในภาพยนตร์ทุกเรื่องของพิกซาร์ ซึ่งคราวนี้เขาจะรับบทเป็น คนงานก่อสร้างชื่อ ทอม เตรียมตัวผจญภัยบนท้องฟ้า ตะลุยป่าดงพงไพรไปกับฮีโร่วัยดึกและลูกเสือขี้สงสัย ในระบบดิสนีย์ดิจิตอล 3 มิติทะลุจอ

สร้างปรากฎการณ์กันอีกครั้งกับแอนิเมชั่น สตูดิโอระดับโลกอย่าง วอลท์ ดิสนีย์ พิกซาร์ที่เปิดตัวหนังใหม่ทีไรต้องขึ้นอัดับหนึ่งทุกครั้งไป ไม่เว้นแม้แต่แอนิเมชั่นเรื่องล่าสุด UP ปู่ซ่าบ้าพลัง แอนิเมชั่นเรื่องที่ 10 ที่สร้างสถิติ เปิดตัวขึ้นอันดับ 1 สหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่ 10 ติดต่อกันให้กับ ดิสนีย์ พิกซาร์ และยังเป็น ภาพยนตร์ 3 มิติเรื่องแรกที่ทำรายได้เปิดตัวสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ อีกด้วย รายได้เปิดตัวสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา 68.2 ล้านเหรียญ สหรัฐฯ ถือว่าเป็นรายได้เปิดตัวสูงสุดอันดับที่ 3 ของพิกซาร์รองจาก The Incredibles และ Finding Nemo

ฉากช่วงชีวิตของคาร์ลและเอลลี่ ดำเนินเรื่องด้วยเสียงเปียโนบรรเลงเพลงธีมตลอดฉากให้ความสนุกสนาน สุข เศร้า สิ่งที่ทำให้คนดูมีความรู้สึกร่วมกับฉากนี้มากๆ อาจจะเป็นเพราะนี่คือความจริงของชีวิต สัจธรรมของเส้นทางทุกคน มีความรัก มีความฝัน ผิดหวังและการจากลา ซึ่งทุกคนไม่อาจเลี่ยงได้ พร้อมกับตั้งคำถามสอนคนดูว่า ทุกคนต้องพานพบเจอการจากลากันทั้งนั้น อย่ารอให้ถึงวันที่สายเกินไปถึงจะทำตามความฝันเพราะเวลาไม่เคยรอใคร แม้หนังจะมีจุดเศร้าในตอนแรก แต่ในตอนท้ายสุดของเรื่อง UP ก็ตอบแทนคนดูด้วยความสุขในแบบฉบับของพิกซ่าร์

นักพากย์ตัวละคร

  • เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
  • จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
  • จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
  • อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
  • เดลรอย ลินโด (เบต้า)

ข้อคิดของหนัง

ข้อคิดดีดีจากเรื่องนี้ เวลาที่เราต้องทิ้งของบางอย่าง แต่รู้สึกเสียดายจะนึกถึงเรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง จากตอนที่คุณปู่โยนของในบ้านทิ้ง เพื่อให้บ้านลอยไปช่วยเด็กได้ แม้ว่าของทั้งหมดจะเต็มไปด้วยความทรงจำของเขากับภรรยา เป็นฉากที่สะเทือนใจมาก แต่มันทำให้เราคิดได้ว่า ถ้าเราลองมองข้ามความทรงจำนั้นไปมันก็แค่สิ่งของเท่านั้น

หนังรักในดวงใจขอมอบให้เรื่อง Up ปู่ซ่าบ้าพลัง เป็นการ์ตูนที่สื่อถึงความรักออกมาได้ดีมาก  ดูแล้วอบอุ่นหัวใจตาม แต่ก็เศร้าไปพร้อมกัน Up ปู่ซ่าบ้าพลังรัก  ตั้งแต่ต้นเรื่องฟีลกู้ดสุด เป็นการ์ตูนผจญภัยที่ใครยังไม่ดูควรไปหาดูเลยห้าม สนุกมากน่ารักดี ต้องลองไปดูกันนะ สุดท้ายนี้ถ้ารู้จักปล่อยวางกับสิ่งที่ไม่ควรยึดติดแล้ว จิตใจเราจะเป็นสุข ดูเรื่องนี้ให้ข้อคิดหลายเรื่องไม่แปลกที่ใคร ๆ ต่างก็ชอบเรื่องนี้กัน

เรื่องราวของรุ่นน้อง ที่มาบอกเล่าประสบการณ์ของพีาชายที่ได้ไปลองของกับเด็กเสิร์ฟในร้านอาหารแห่งหนึ่ง แต่เรื่องราวจะเป็นยังไงนั้นติดตามได้ที่ อย่าลองของกับเด็กเสิร์ฟ เรื่องสยองขวัญอ่านแล้วรับรองว่าขนลุกอย่างแน่นอน

กำหนดฉาย : 11 มิถุนายน 2552
แนว : แอนิเมชั่น/ผจญภัย
นักพากย์

เอ็ด แอสเนอร์ (คาร์ล เฟร็ดดริคเซน)
จอห์น แรทเซนเบอร์เกอร์ (ทอม หัวหน้าคนงานก่อสร้าง)
จอร์แดน นากาอิ (รัสเซล)
อลิซาเบธ “เอลลีย์” ด็อคเตอร์ (เอลลีย์วัยเด็ก)
เดลรอย ลินโด (เบต้า)

กำกับ : พีท ด๊อกเตอร์

Alice in Borderland VS Sweet Home ซีรีส์สองสัญชาติเรื่องไหนเด็ดกว่ากัน!

ถ้าพูดถึงโปรแกรมซีรีส์เข้าใหม่จากทาง Netflix ที่มาแรงในช่วงนี้ก็ต้องมีชื่อของ Alice in Borderland และ Sweet Home รวมอยู่ด้วยแน่นอน ทั้งสองเรื่องเป็นซีรีส์แนวเซอร์ไววัลที่มีพล็อตคล้ายๆ กันในเรื่องของการเอาชีวิตรอดแถมยังดัดแปลงมาจากการ์ตูนทั้งคู่ด้วยและยังออกมาช่วงใกล้ๆ กันอีก ทางเราเลยอดที่จะเอาสองเรื่องนี้มาเทียบกันไม่ได้ว่าเรื่องไหนดูแล้วจะเด็ดกว่ากัน

Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ เป็นซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ดัดแปลงมาจากมังงะโดยจะเล่าเรื่องราวของ อาริสึ ชายหนุ่มว่างงานไม่เอาไหน วันๆ เล่นแต่เกมไม่ยอมทำอะไรจนที่บ้านเอือมระอา วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเล่นสนุกอยู่กับกลุ่มเพื่อนท่ามกลางเมืองโตเกียวที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย เพียงแค่เสี้ยวนาทีสั้นๆ อยู่ดีๆ คนในเมืองหายไปอย่างไร้ร่องรอยเหลือเพียงแค่เขากับเพื่อนอีกสองคนเท่านั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอเพื่อจะมีชีวิตรอดเขาและเพื่อนจำเป็นต้องเล่นเกมที่เดิมพันด้วยชีวิต ถ้าแพ้เท่ากับตาย ถ้าไม่เล่นก็ไม่รอด เขาต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเล่นเกมให้ชนะและกลับไปยังโลกเดิมให้ได้

ความรู้สึกหลังดู Alice in Borderland: สำหรับเราๆ ว่าซีรีส์เรื่องนี้เปิดตัวมาได้ค่อนข้างดีเลย ดูหนังออนไลน์ฟรี พล็อตเรื่องน่าสนใจชวนให้ลุ้นว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป แต่ละเกมก็น่าตื่นเต้นด้วยความที่มันเดิมพันด้วยชีวิตทำให้เราลุ้นไปกับตัวเรื่องและเอาใจช่วยพระเอกแบบสุดๆ นักแสดงแต่ละคนเล่นได้ดีสมบทบาทมาก หลายตัวละครก็ทำให้เรารู้สึกชื่นชอบและผูกพันจนต้องตามไปส่องไอจีหลังดูซีรีส์จบ ฉากดราม่าก็ทำเอาเราอินถึงกับเสียน้ำตาตามอยู่เหมือนกัน ตัวซีรีส์ปูเรื่องความสัมพันธ์ของแก๊งพระเอกมาได้ค่อนข้างดีดูแล้วรู้เลยว่าสนิทกันมาก ตัวเกมในเรื่องก็น่าสนใจมีฉากให้พระเอกได้โชว์สกิลความฉลาดดูเท่มากแอบอยากให้มีฉากเล่นเกมเยอะกว่านี้แต่ก็เข้าใจได้เพราะซีรีส์มีแค่ 8 ตอนเอง ช่วงท้ายส่วนตัวรู้สึกว่าค่อนข้างเอื่อยไปหน่อยแถมยังดูมั่วๆ แบบถ้าใครเคยดูอนิเมะญี่ปุ่นแนวนี้ก็คงพอคุ้นกับฉากจบนัวๆ แบบนี้อยู่เหมือนกันทำให้รู้สึกว่าจบแบบนี้อีกแล้วสินะ แต่ด้วยความที่อยากรู้ตอนจบว่าจะเป็นยังไงก็ทำให้เราดูจนจบ โดยรวมก็ถือว่าชอบและรอติดตามซีซั่น2ต่อแน่นอน

Sweet Home ซีรีส์จากประเทศเกาหลีที่ดัดแปลงมาจาก Webtoon เล่าเรื่องราวของ ชา ฮยอนซู เด็กหนุ่มที่ชอบเก็บตัวและใช้ชีวิตด้วยความสิ้นหวัง หลังการจากไปของครอบครัวฮยอนซูได้ย้ายเข้ามาที่อพาร์ตเมนต์กรีนโฮมและวางแผนจะฆ่าตัวตายเร็วๆ นี้แต่แผนการของเขาก็ต้องถูกพับไปก่อนเมื่อดันเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น อยู่ดีๆ ก็มีสัตว์ประหลาดเกิดขึ้นรอบเมืองซึ่งสัตว์ประหลาดพวกนั้นเกิดจากคนนี่เอง ผู้ที่ติดเชื้อจะมีอาการเลือดกำเดาไหลอย่างรุนแรง คนในอพาร์ตเมนต์ต้องร่วมด้วยช่วยกันเพื่อความอยู่รอดโดยที่ไม่รู้เลยว่าใครจะกลายเป็นสัตว์ประหลาด และที่เลวร้ายกว่านั้นตัวฮยอนซูเองก็ดันติดเชื้อด้วยเช่นกัน

ความรู้สึกหลังดู Sweet Home: ส่วนตัวรู้สึกว่าช่วงเริ่มของซีรีส์เรื่องนี้ค่อนข้างมาแบบเนิบๆ เอื่อยๆ เกินไปจนเกือบจะถอดใจเลิกดูไปแล้วแต่พอจบการปูพื้นตัวละครคร่าวๆ มาครึ่งหลังช่วงที่เริ่มมีสัตว์ประหลาดตัวซีรีส์ก็น่าตื่นเต้นมากขึ้นทำเอาเราอ้าปากค้างอยู่เหมือนกัน ฉากแอคชั่นในเรื่องค่อนข้างเยอะดูแล้วลุ้นตามจนเกร็งไปหมด คนในอพาร์ตเมนต์บางคนก็น่าหงุดหงิดมากแต่ก็เป็นธรรมดาของซีรีส์แนวนี้ที่จะต้องมีบางคนทำตัวน่ารำคาญอยู่แล้ว เนื้อเรื่องค่อนข้างเดาได้ง่ายบางฉากในซีรีส์ก็ดูไม่สมเหตุสมผล ความสัมพันธ์ตัวละครก็ไม่ได้ดูแน่นแฟ้นกันมากนักแต่ก็มีบางตัวละครที่ทำให้เราชื่นชอบได้ โดยรวมก็ถือว่าสนุกดี ดูเอามันได้เลย เป็นอีกเรื่องที่รอให้มีซีซั่นต่อไปรอดูแน่นอน

Alice in Borderland VS Sweet Home สรุปแล้วสองเรื่องนี้ถึงแม้ว่าจะดูเป็นแนวเซอร์ไววัลเหมือนกันแต่ตัวซีรีส์ให้อารมณ์ที่แตกต่างกันออกไป Alice in Borderland จะให้อารมณ์แบบ mystery ดูแล้วต้องคิดตาม อยากรู้ว่าใครคือตัว GM และพระเอกจะแก้เกมยังไง ส่วน Sweet Home จะให้อารมณ์แบบแอคชั่นบู๊แหลกฟาดกับสัตว์ประหลาดฉึบฉับเลือดนี่เต็มไปหมด ยังไงก็ลองตามไปดูทั้งสองเรื่องได้ที่ Netflix นะ ทั้งสองเรื่องมีพากย์ไทยให้ชมด้วย ใครที่อยากชมแบบจอใหญ่ๆ ก็สามารถรับชมผ่านกล่อง TrueID TV ได้เลย

จุดเด่นและจุดด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ

ซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนญี่ปุ่นที่มีชื่อว่า “Imawa no Kuni no Alice” ที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมและการล่อเล้นกับจิตวิทยาของตัวละคร (รวมไปถึงคนอ่าน) ได้อย่างถึงแก่นและได้รับการพูดถึงอย่างมากในกลุ่มของคนรักการ์ตูนประเภทนี้

อันดับแรกต้องยอมรับก่อนว่าในช่วงหลังมานี้ หนังซีรีส์จากประเทศญี่ปุ่นที่ถูกดัดแปลงมาจากการ์ตูนเล่ม (นิยายภาพ) ค่อนข้างที่จะทำออกมาได้ดีมากขึ้น ทั้งในส่วนของการดัดแปลงเนื้อหา การแสดงและมุมกล้อง เพราะก่อนหน้านี้ ซีรีส์ญี่ปุ่นทำได้ไม่ค่อย “ถึงอารมณ์” อย่างเช่น ซีรีส์นักสืบชื่อดังอย่าง “คินดะอิจิ” ทำให้หาวนอนตลอดการชม จนทำให้ผู้เขียนแขยงหนังซีรีส์จากญี่ปุ่นไปพักใหญเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ชมรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ ซีซั่นแรกจบไป มันก็ได้ช่วยเปลี่ยนมุมมองที่มีต่อหนังเรื่องนี้ไปอย่างมากเลยทีเดียว เพราะทั้งภาพ การเล่าเรื่องราว มุมกล้องและ CGI ทำออกมาได้ลื่นไหล “สนุกมาก” กว่าที่คาดหวังเอาไว้เป็นอย่างมากเลยทีเดียว นอกจากนี้ ยังค่อนข้างรักษาคุณภาพของต้นฉบับการ์ตูนที่เต็มไปด้วยความโหดเหี้ยมเลือดสาดในระดับที่คนทั่วไปชมได้เอาไว้ อันนี้ต้องขอชมทีมผู้ทำหนังอย่างมากเลยทีเดียว

ในส่วนข้อด้อยของซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าจะเป็นเรื่องรายละเอียดเล็กน้อยในการสวมบทบาทของตัวละครที่พอจะมองข้ามไปได้ ส่วนตัวคิดว่าการเข้าถึงตัวละครของนักแสดงยังไม่ถึงขั้น “เขย่าวิญญาณ” ให้ขนลุกตามไปด้วยได้สักเท่าไหร่นัก และยังคงมีการดึงดราม่าของเรื่องราวตามสไตล์หนังญี่ปุ่น ที่ยังเฉยๆ ไม่กระแทกใจสักเท่าไหร่ แต่ถ้าหากมองข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้รับรองว่าซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูเป็นอย่างมากเลยทีเดียว

โดยรวมแล้วซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ น่าดูหรือเปล่า!?

หลังจากที่ชมซีซั่นแรกจบไป ผู้เขียนอยากแนะนำให้ลองหาซีรีส์สยองขวัญ Alice in Borderland อลิสในแดนมรณะ มารับชมกัน เพราะขนาดผู้เขียนที่อ่านการ์ตูนจนจบและรู้บทเฉลยของทุกบททดสอบในเกมยังรู้สึก “สนุก” เชื่อว่าสำหรับคนที่ได้ชมเป็นครั้งแรก ย่อมต้อง “ตื่นเต้น” และรวมลุ้นไปกับความพยายามเอาชีวิตรอดของตัวละครแบบสุดๆอย่างแน่นอน

สรุป

ซีรีส์ญี่ปุ่นที่สร้างจากมังงะที่พล็อตแนวห้องปิดตายเล่นเกมเดิมพันชีวิตอาจจะไม่ได้แปลกใหม่ แต่ก็มีความโดดเด่นในแบบของตัวเอง และสามารถสลัดภาพแนว Live-Action จ๋าที่เป็นแนวนิยมของญี่ปุ่นไปได้ในช่วงแรก (ตอน 1-4) ซึ่งก็ดูดีมาก ลุ้นระทึก กดดัน ใช้ไหวพริบแก้ปัญหา ตัวเอกก็ไม่ได้เป็นฮีโร่เก่งอะไรมาก พัฒนาการตัวละครก็ดูสมเหตุผลลงตัว มีความสมจริงผ่านเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแรงขึ้นเรื่อยๆ แต่ช่วงหลังตอนที่ 5 ไปตัวเรื่องกลับเปลี่ยนไปเป็นแนว Live-Action ที่เต็มไปด้วยตัวละครแปลกๆ เนื้อเรื่องที่พยายามยัดปมดราม่าเข้ามามากมายให้ซึ้ง หลายจุดขาดความสมเหตุผล เกมที่ลุ้นระทึกกลับกลายเป็นแนวสืบสวนขายดราม่าจนหมดลุ้นอะไรในช่วงนี้ไปเลย ซึ่งความน่าติดตามน้อยกว่าตอนแรกมาก ก่อนปิดท้ายเฉลยกันง่ายๆ กับเรื่องที่เกิดขึ้นระดับหนึ่ง แล้วตัดจบไปต่อที่ซีซั่น 2

จุดเด่น

  • รูปแบบเกมลุ้นระทึกมาก
  • ตัวเอกที่ไม่ได้เก่งเว่อร์อะไรมากแบบการ์ตูนทำให้ดูมีลุ้นมีพลาดได้ทุกเกม
  • นางเอกแนวแอ็กชั่น แถมน่ารักด้วย
  • พล็อตเรื่องออกแนวแฟนตาซีไซไฟเว่อร์วังน่าติดตาม
  • มีความโหดรุนแรงสูง แต่ก็ไม่ได้มากแบบขายฉากแหวะ
  • ตัวละครสาวนุ่งน้อยห่มน้อยเยอะขายผู้ชายโดยเฉพาะ
  • มีเสียงพากย์ไทย

จุดด้อย

  • พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่
  • ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
  • ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
  • คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
  • เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

พล็อตเรื่องไม่ได้แปลกใหม่

ความไม่สมเหตุผลในช่วงหลังหลายอย่างตั้งแต่ตอน 5 ไป
ช่วงหลังเน้นดราม่ามากเกินจนอารมณ์ต่างกับช่วงแรก
คาแรกเตอร์ตัวละครในช่วงหลังเป็น Live-Action มากเกินไป
เฉลยเรื่องตอนท้ายแบบง่ายๆ ดูเป็นการ์ตูนมากไป (ออกแนวตัวร้ายมาเล่าแผนที่ผ่านมาของตัวเองให้ฟัง)

แต่ในช่วงครึ่งหลังของเรื่องนี้เองที่ภาพของ Live-Action กลับมาแบบเต็มๆ เมื่อนื้อเรื่องปูไปถึงขีดสุดของทีมตัวเอกในช่วงแรกจบที่ตอน 4 พอขึ้นตอน 5 เข้าสู่ช่วงของนางเอก “อุซางิ” (ชื่อแปลว่ากระต่าย ถูกตั้งให้พ้องกับในเรื่องอลิซต้นฉบับ แสดงโดย Tao Tsuchiya) เรื่องราวที่ดูน่าจะเข้มข้นจริงจังเรียลๆ กว่าเดิม กลับกลายเป็นแนว Live-Action ดูเป็นการ์ตูนมากขึ้นเรื่อยๆ จากตัวละคร ในช่วงหลังที่ทั้งฝ่ายดีและไม่ดีต่างแต่งตัวจัดทรงผมหน้าตาประหลาดๆ คาแรกเตอร์ บทพูดต่างๆ ชุดเหมือนถอดคอสเพลย์การ์ตูนมาเล่นหนังแทน แม้จะเข้าใจได้ว่าพยายามทำให้เรื่องดูเป็นแฟนตาซีมากขึ้น เมื่อรู้ว่ามีคนมากมายติดอยู่ในที่แห่งนี้เช่นกัน และก็มีการรวมตัวกันเป็นทีมเป็นระบบมากกว่าในช่วงแรก ซึ่งก็ต้องมีหัวหน้าที่ปกครองและออกกฎให้ทุกคนทำตาม ป้องกัน การแหกกรอบเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย และก็ตามสูตรพอเป็นอย่างนี้ก็ต้องเกิดความวุ่นวายจากชนชั้นปกครองขึ้นอยู่ดี ซึ่งจุดนี้เองที่เรื่องพยายามนำเสนอกึ่งโลกดิสโทเปียว่าทุกคนจะใช้ชีวิตในดินแดนแห่งนี้อย่างไร และเกมที่ถูกจัดขึ้นโดยเกมมาสเตอร์ก็ถูกพักหายไปช่วงใหญ่เลย เพื่อโอนตัวร้ายกลับมาให้เป็นฝ่ายมนุษย์ชนชั้นปกครองที่ติดอยู่ในดินแดนแห่งนี้แทน

365 DNI ภาพยนตร์เผ็ดร้อน จาก โปแลนด์ ที่ต้องบอกว่า แซบ พริก หมด สวน

365 DNI ภาพยนตร์เผ็ดร้อน จาก โปแลนด์ ที่ต้องบอกว่า แซบ พริก หมด สวน ไปเลยจ้ะ ถ้าเป็นกับข้าวก็ เครื่อง แกง แน่นตั้บ เรื่องนี้สร้างมาจากหนังสือของ  Blanka Lipinska นักเขียนสาวสุดแซบวัย 35 ชาวโปแลนด์ ซึ่งออกมาถึง 3 เล่มกันเลยเชียว

เล่าเรื่องราวของ มัสซิโม (michele morrone) มาเฟีย กล้ามแน่น เข้ม ดุ กับ เลาร่า (Anna Maria Sieklucka) นักธุรกิจสาว สุดเซ็กซี่ เลาร่านี่เป็นสาวน้อยในฝันของมัสซิโม่ เขาแอบฝันถึง  ดูหนังไทย แอบเห็น ปิ๊งหนักหน่วงจนจำฝังใจและอยากได้มาครอบครอง ในที่สุดก็ใช้วิธีแบบมาเฟียคือการลักพาตัวมาอยู่ด้วยซะเลย พร้อมมอบประโยคเด็ดที่ว่า

“ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมภายใน 365 วัน ผมจะไม่แตะต้องคุณถ้าคุณไม่ยินยอม แต่อย่ามายั่วผมก็แล้วกันเพราะผมอ่อนโยนไม่เป็นหรอกนะ” เข้มมากจ้ะ เข้มทั้งหน้า เข้มทั้งหุ่นและการกระทำ แต่สุดท้ายก็ยั่วกันไปยั่วกันมา จนในที่สุดก็ลงเอย ก็หนังเปิดมาแบบนี้ไม่เสร็จโจรก็ไม่รู้จะว่ายังไง ที่สำคัญไปกว่านั้นคือสองคนตกหลุมรักกันอย่างเมามัน จนถึงขั้นตกลงแต่งงานและจบเรื่องราวความรักแซบ ๆ ฉบับนี้ไปแบบมาเฟีย

พล็อตเรื่อง สั้นจุ๊ด

มีแค่นี้เลย เจอกัน จับตัวมา รักกันอย่างดูดดื่มในทุกช่วงเวลาและจบไปแบบปลายเปิดเหมือนจะมีภาค 2 เพราะชีวิตบนเส้นทางมาเฟียไม่มีทางราบรื่น หนังใส่ความดราม่ามาน้อยนิดติ๊ดเดียวจริง ๆ เหมือนฮัดเช่ยแล้วก็หายไป ใส่ ความโรแมนติก มาในบทพูดและการกระทำของพระเอกที่มีต่อนางเอก “ผม อยาก ให้ คุณ สอน ให้ ผม เป็น คน อ่อน โยน” หวานน้ำตาล 3 ก้อน แต่แฝงไว้ด้วยมาด ดุ ๆ ดิบเถื่อนและเทขายความแซบอย่างอลังการ ชนิดที่สาวโสดหนุ่มโสดน่าจะหายใจกันไม่ทั่วท้อง

ตัวบทหลัก ๆ เลยคือมาเฟียเอาแต่ใจที่รักผู้หญิงคนหนึ่งเหลือเกิน เขาไม่อยากเป็นมาเฟียแต่จำใจต้องเป็นเพราะต้องรับช่วงต่อจากพ่อ อยากมีรักกับผู้หญิงในฝันแล้วก็ทำทุกวิถีทาง ทั้งเปย์หนัก ๆ และปรนเปรอให้ผู้หญิงคนนั้นรักเขาอย่างหัวปักหัวปำ มีแค่นี้จริง ๆ หาได้มีอารมณ์อื่นมาสั่นคลอน เนื้อเรื่องส่วนอื่นที่เป็นปมดราม่า ปมอาชีพในเส้นทางสีเทามันบางเบายิ่งกว่าขนนกซะอีก ฟิ้วววว…

ขายความแซบแบบเต็มร้อย

เนื้อหาเน้นหนักและตั้งหน้าตั้งตาขายไปที่ความแซบซ่าน วาบหวิว ดุเดือดเผ็ดร้อนของการบรรเลงเพลงรักระหว่างพระเอก นางเอก ถ้าเทียบเป็นเปอร์เซ็นต์แล้วก็ 90% ของเรื่องเทไปทางนั้น ขายจริงจังโดยมีเป้าสายตาไปที่ทรวดทรงองเอวของพระเอกมากกว่านางเอกซะอีก เป็นอีโรติกติดเรตที่มุมกล้องปลอดภัยแต่ไม่ต้องเปลืองจินตนาการกันเลยเชียว (ก็มันเห็นอยู่โต้ง ๆ ) บวกกับเพลงประกอบในช่วงนั้นยิ่งฮาร์ดเซลเข้าไปอีก

อยากได้เนื้อหาอะไรมากกว่านี้ไม่ต้องหาค่ะ ถามหาเหตุผลไม่ต้องถาม เพราะจะไม่มีวันหาเจอ เขามาขายอาหารจานร้อนล้วน ๆ หนังไม่ได้เล่าเนื้อหาส่วนอื่นให้เราดูมากมายนัก (แต่ก็แอบเล่าอยู่บาง ๆ ) พอตอนจบทำเอางงอีกว่าตกลงมันยังไง? แปลว่าอย่างนี้ใช่ไหม? เป็นตอนจบที่เดาได้แบบห้วน ๆ ซะด้วยสิ คิดว่าอาจจะมีภาค 2 ภาค 3 ตามแบบในหนังสือรึเปล่า อันนี้เดาเอาเองจริง ๆ

ล่าสุดได้คะแนนโหวตจากเว็บ IMDB ไปแค่ 3.8% เท่านั้นเอง แต่….ใครเป็นสายแซบ แล้วไม่คิดว่าจะต้องการสาระอะไรจากเรื่องนี้นักหรอก เขาขายความแซบก็จะมาซื้อความแซบไปกินสักมื้อเท่านั้นละ เรื่องนี้ก็ตอบโจทย์สายเผ็ดเต็มเหนี่ยวเลยละจ้ะ เผ็ดปากเจ่อสมใจแน่นอน หนังมีความยาว 1 ชม. 56 นาที นะคะ ช่วงที่เผ็ดที่สุดอยู่ใน 1 ชั่วโมงเป็นต้นไป


บทความนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาบางส่วน

โดยในเรื่องพระเอก มาซีโม่ เขาเป็นมาเฟียที่ต้องมารับช่วงต่อธุรกิจมืดของพ่อที่ตายไป ในตอนที่พ่อของเขาตายตัวมาซีโม่เองก็โดนยิงด้วยเหมือนกัน ในขณะที่กำลังพูดคุยเรื่องธุรกิจมืดอยู่ และก่อนหน้านั้นมาเฟียมาซีโม่ก็ได้ส่องกล้องทางไกล

ไปเจอนางเอก เขารู้สึกชอบเธอมาก เพราะความสวยของเธองดงามจนเจ้ามาเฟียตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ช่วงที่มาซีโม่กับพ่อถูกยิง คือกระสุนทะลุหน้าอกทั้งสองคนเลย แต่ก่อนที่พระเอกจะสลบไป เขาก็ได้เห็นภาพที่ปรากฏบนหน้าของเขาคือลอร่า นางเอกที่เขาส่องกล้องทางไกลเห็นเธอครั้งแรก หลังจากนั้นภาพก็ตัดไป ต่อมาหลังจากที่มาซีโม่ รอดเหตุการณ์ครั้งนั้นมาอย่างปาฏิหาริย์ ส่วนทางด้านมาเฟียมาซีโม่ก็เอาแต่พร่ำเพ้อถึง ลอร่า ทุกช่วงเวลา เช้า กลางวัน เย็น และก่อนนอน

คล้ายว่าเขาแอบชอบเธอมาก ๆ และเขาพยายามตามหานางเอกว่าเธอนั้นอยู่ที่ไหน หายังไงก็หาไม่เจอ จนเวลาล่วงเลยไปประมาณห้าปี เหมือนพรหมลิขิตที่ทำให้มาซีโม่ได้มาเจอกับ ลอร่าอีกครั้ง ตอนเธอมาเที่ยวที่ประเทศอิตาลี เพื่อฉลองวันเกิดของตนเองและแฟนของเธอ เจ้ามาเฟียก็รู้สึกว่ามันแปลกมาก ไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้วนะที่ได้มาเจอกันอีกครั้ง ยิ่งได้เห็นใกล้ ๆ กับตาทำให้มาซีโม่ ยิ่งอยากได้เธอมาครอบครอง แล้วด้วยความที่ตนเองเป็นมาเฟียจีบดี ๆ ไม่เป็น ก็ทำการลักพาตัวนางเอกมานั่นเองในสไตล์มาเฟีย

เขาจับนางเอกมาอยู่ด้วยและตั้งกฏกติกาเกมบางอย่างให้เธอเล่นว่าการที่เขาจับตัวเธอมาเนี้ย ภายในเวลา 365 วัน เขาจะทำให้ลอร่ารักเขาให้ได้ แต่ถ้าภายในเวลาหนึ่งปีเธอไม่รักมาซีโม่เลย
เขาจะปล่อยตัวเธอกลับไป โดยที่พระเอกจะไม่แตะต้องนางเอกเลยแม้แต่นิดเดียว ถ้าเธอไม่ยินยอมหรืออยากได้เขาเอง
ซึ่งในช่วงตอนแรกนางเอกเธอก็พยายามจะหนีออกมาแต่ทางเจ้ามาเฟียมาซีโม่ก็ไม่ยอมและรั้งเธอไว้ ก็แหมใครจะปล่อยง่าย ๆ ล่ะครับ เขาตามหามานาน อิอิ

ความรู้สึกหลังดูจบ –

ความน่าสนใจของหนังเรื่องนี้คือ ฉากโซเดมาคอมกันของพระเอกนางเอก ที่ค่อนข้าง ดิบ โหด สไตล์ของพระเอกที่เป็นมาเฟีย ซึ่งทำออกมาได้เหมาะสมมาก ไม่แปลกใจว่าทำไมพระเอกของเรื่องนี้ถึงเป็นกระแสมาแรงมาก เพราะนางหล่อ คมเข้ม มีความเป็นอิตาลีแท้ เพราะว่าพระเอกเป็นคนประเทศอิตาลีจริง ๆ แล้วในเรื่องก็รับบทคนอิตาลีด้วยจึงทำให้เป็นตัวละครที่ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว ส่วนนางเอกคือเซ็กซี่มาก ในเรื่องเป็นคนโปแลนด์ และตัวจริงก็เป็นคนโปแลนด์เหมือนกัน ผิวพรรณขาวผ่อง เป็นประกายมาก เรามองว่าสองคนนี้เคมีเข้ากัน

ส่วนภาพฉากโป๊เปลือยที่มีหลุดออกมาให้เห็นอยู่หลายช็อต เหมือนตั้งใจให้ภาพออกมาประมาณนี้ เราว่าบางซีนเซ็นเซอร์แค่นั้นก็เปิดเถอะนะ ฮ่าฮ่า เกือบจะเป็นหนังAV แล้วอีกนิสสส ><

ภาพยนตร์เผ็ดร้อน คะแนนความชอบส่วนตัวให้ : 8/10

แนว : โรแมนติก-ดราม่า-ภาพยนตร์ชีวิต

เวลาในการรับชม : 1 ชั่วโมง 54 นาที


365 DNI หนังสัญชาติโปแลนด์ที่ดัดแปลงมาจากวรรณกรรมในชื่อเดียวกัน ผลงานการประพันธ์ของ บลานก้า ลิพินสก้า นักเขียนสาวสุดแซ่บชนิดที่เราไปส่องอินสตาแกรมของนางแล้วต้องร้องว้าว นี่นักเขียนหรือนางแบบ!

เรื่องราวใน 365 DNI บอกเล่าถึง มัสซิโม (มิเชลล์ มอโรเน่) มาเฟียหนุ่ม รูปงาม เครา ดกกล้ามเป็นมัดราวกับ พระเจ้า ปั้นหุ่น เทพ มาให้ ขนาด ผู้ชาย ด้วยกันเองยังต้อง คารวะ แทบเท้า แต่ โชคชะตา เกิดพลิกผันระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปสนามบินกับพ่อของตัวเอง มัสซิโม หลือบไปเห็นสาวงามอย่างเลาร่า (แอนนา มาเรีย ซีคลัคก้า) นักธุรกิจ สาวสุดแซ่บ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อพ่อ ของ มัสซิโม ถูก ลอบสังหาร ต่อหน้าต่อตา ส่วนตัวเขาเองบาดเจ็บสาหัส ระหว่างที่ฟื้นตัวอยู่นั้นเลาร่าเป็นผู้หญิงในฝันของเขามาโดยตลอด

เวลาผ่านไปหนึ่งปีเมื่อมัสซิโมค้นหาที่อยู่ของเลาร่าพบ เขาจึงใช้วิธีการแบบแบดๆสไตล์มาเฟีย ด้วยการลักพาตัวเลาร่ามายังที่คฤหาสน์ ซะเลย เพื่อให้เธออยู่กับ เขา แบบใกล้ชิดสนิทแนบแน่น และยื่น ข้อเสนอ สุด แซ่บที่ว่า ผมจะให้โอกาสคุณตกหลุมรักผมให้ได้ภายใน 365 วัน!

จุดขายหลักๆของ หนัง เน้นเลยโดยเฉพาะฉากเข้า พระเข้านาง ของ พระเอก ที่แซ่บ ร้อนแรง ดุเดือด ดิบๆ ชนิดจัดหนักจัดเต็มไม่ประนีประนอม (พีคขนาดไหนแนะนำให้เปิดชมเอง เล่ามากเดี๋ยวจะไม่เซอร์ไพรส์) แต่ในขณะเดียวกัน ในด้านของบทภาพยนตร์จัดได้ว่าอ่อนปวกเปียกเข้า เกณฑ์นิยาย แนวฝัน กลางวัน ของ แม่บ้าน ผัวเบื่อ ไทป์ เดียวกับ Fifty Shades of Grey ซึ่งเน้นเรื่องโรแมนซ์ระหว่างตัวละครโดยไม่สนใจความสมจริงของฉากหลังใดๆ มุ่งเน้นความแฟนตาซีที่หาได้ยากเหลือเกินที่จะเกิดขึ้นในชีวิตจริง

ดังนั้น 365 DNI จึงเป็น หนังฆ่าเวลา อย่าง แท้ทรู ไม่มีเนื้อหา สาระ อันใด ที่ ชวนจับ ต้องได้ เรื่อง สิทธิสตรี หรือ โลกมาเฟียอิตาลีเป็นอย่างไร ไม่ต้องไปคิดเยอะ เพราะไม่มีให้คุณได้ใช้ขบคิดให้ เปลืองเซลล์ สมอง อย่างแน่นอน แต่ถ้าอยากดูดาราหน้าตาดีๆ หุ่นเซี๊ยะจนอยากจะตามไปฟอลโลว์อินสตาแกรมต่อ ฉากหลังที่งดงามจนอยากจะเก็บเงินบินไปเที่ยวตามรอยในหนัง และเพลงประกอบภาพยนตร์ชวนฝันหวาน หนังเรื่องนี้น่าจะเป็นคำตอบที่ดีสำหรับคุณ

Bao อนิเมชั่น สั้นรางวัลออสการ์ที่จะมากอบกุมหัวใจจาก Pixar

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  กำลังมองหาอะไรดูอยู่หรือเปล่า? สนใจอนิเมชั่นเรื่องสั้นสักเรื่องไหม? วันนี้เราจะพาทุกคนไปชมอีกหนึ่งผลงานสุดน่ารักจาก Pixar ที่ไม่ว่าใครก็ไม่ควรพลาดกัน! โดยอนิเมชั่นนี้มีดีกรีชนะเลิศรางวัลออสการ์ประเภทอนิเมชั่นสั้น

Bao นั้นคืออนิเมชั่น 3D  ดูหนังออนไลน์ไทย ผลงานของทาง Pixar ซึ่งตัวอนิเมชั่นนี้ได้เปิดตัวครั้งแรกในวันฉาย The Incredibles 2 (ราวๆ กลางปีที่แล้ว) ซึ่งก็ได้มีการปล่อยตัวตัวอย่างของ Baoมาเป็นน้ำจิ้มก่อนเข้าสู่ตัวหนังนั่นเอง

และสำหรับ Baoเป็นผลงานฝีมือของ Domee Shi นัก อนิเมชั่นสัญชาติจีน – แคนาดา และนอกจากนั้นเธอยังเป็นผู้กำกับหญิงคนแรกของค่าย Pixar อีกด้วย!

เนื้อเรื่องของ Baoจะเป็นเรื่องราวอันน่ารักของครอบครัวเล็กๆ ชาวจีนครอบครัวหนึ่งซึ่งภายในครอบครัวนั้นเราก็จะได้พบกับหญิงชาวจีนผู้มีชีวิตอันแสนเงียบเหงา เธอใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางกิจวัตรประจำวันเดิมๆ ตลอดมา แต่แล้ววันหนึ่งเธอก็ได้พบว่าซาลาเปาที่เธอทำนั้นได้กลับมามีชีวิต และเจ้าติ่มซำตัวน้อยนี้ก็พร้อมที่จะมาเปลี่ยนชีวิตเธอ เติมเต็มความรัก และความอบอุ่นให้!

จริงๆ แล้วอนิเมชั่นเรื่องนี้นั้นเป็นอนิเมชั่นที่มีการสะท้อนถึงภาพลักษณ์และวัฒนธรรมบางอย่างของครอบครัวชาวจีนให้เราได้เห็น โดยซุกซ่อนความหมายผ่านการแสดงออกของเจ้าซาลาเปาน้อยและหญิงชาวจีนคนนี้ ซึ่งไม่เพียงแค่นั้นขึ้นชื่อว่าผลงานระดับ Pixar แล้ว ความงามความน่ารักของภาพเองก็สมคำร่ำลือจริงๆ เรียกได้ว่าดูเพลินอย่างแน่นอน

หลังจากที่ Incredibles 2 เปิดตัวไปอย่างสวยงามคุ้มค่าการรอคอย 14 ปี อีกหนึ่งไฮไลต์ของภาพยนตร์แอนิเมชันซูเปอร์ฮีโร่ค่ายพิกซาร์เรื่องนี้ คือการ์ตูนแอนิเมชันเรื่องสั้นตอนเปิดหัว ที่เป็นเอกลักษณ์ของแอนิเมชันพิกซาร์ทุกเรื่อง โดยในครั้งนี้ก็ได้ผู้กำกับและคนเขียนบทลูกครึ่งแคนาดา-จีนมากำกับ กับการ์ตูนความยาว 8 นาทีเรื่อง ‘Bao’

Domee Shi เป็นผู้กำกับและคนเขียนบทผู้หญิงคนแรกในเวลา 32 ปีที่ทำแอนิเมชันเรื่องสั้นให้กับพิกซาร์ โดย Baoเป็นการ์ตูนที่มีตัวเอกในเรื่องเป็นคุณแม่ชาวจีน และซาลาเปา 1 ลูก (ที่ดูเหมือนจะเป็น ลูก ของแม่จริงๆ) เรื่องราวความน่ารักปนซึ้งเริ่มจากเหตุการณ์ที่แม่ชาวจีนคนนี้ทำซาลาเปาอยู่ในบ้าน แต่แล้วซาลาเปาลูกหนึ่งก็กลับมีชีวิตขึ้นมา ซึ่งเธอจึงนำซาลาเปาลูกนั้นมาเลี้ยงดูอย่างดีจนมันโตขึ้นเรื่อยๆ กลายเป็นหนุ่ม และต้องออกไปมีชีวิตของตัวเอง แม้จะไม่อยากสปอยล์ตอนจบของเรื่องทั้งหมด แต่บอกเลยว่า Bao เป็นแอนิเมชันเรื่องสั้นจากพิกซาร์อีกเรื่องที่เรียกน้ำตาคนดูได้สุดๆ

แต่สาเหตุที่ทำให้ ‘Bao’เป็นที่พูดถึงมากพอๆ กับ Incredibles 2 ก็เพราะแอนิเมชันเรื่องสั้นเรื่องนี้กลับทำให้คนดูชาวต่างชาติที่ไม่ใช่คนเอเชียงงกันเป็นแถวๆ จนถึงขั้นที่มีทวีตภาพตัวอย่างจาก Baoพร้อมข้อความว่า “เป็น 10 นาทีที่งงที่สุดในชีวิตเลย” และอีกทวีตที่บอกว่า “ฉันตั้งใจดูทุกวินาที แต่ก็ยังไม่เข้าใจว่าเรื่องมันเกี่ยวกับอะไร” ทำให้เกิดกระแสในโลกออนไลน์ที่แต่ละคนต่างแสดงความเห็นเกี่ยวกับความหมายเบื้องหลังการ์ตูนซาลาเปาเรื่องนี้กันเต็มทวิตเตอร์ ยาวไปจนถึงบทความตามเว็บไซต์ต่างๆ ที่พยายามอธิบายประเด็นความแตกต่างทางวัฒนธรรมในครอบครัวฝั่งเอเชีย และตะวันตก

ในที่สุด Domee Shi จึงออกมาให้สัมภาษณ์ว่า การ์ตูน Baoของเธอได้แรงบันดาลใจมาจากชีวิตส่วนตัวของเธอนั่นเอง ในฐานะที่เธอเป็นลูกสาวของครอบครัวชาวจีนที่อพยพมาอยู่ที่แคนาดา และยังมีพ่อแม่ที่เป็นห่วงลูกสุดขีดตามสไตล์ครอบครัวชาวจีน

“แรงบันดาลใจหลักๆ มาจากชีวิตของฉันเอง ฉันโตขึ้นมาในครอบครัวที่ปกป้องฉันมากเกินไปเหมือนฉันเป็นซาลาเปาลูกน้อยๆ ของแม่ ฉันเป็นลูกคนเดียวและอาศัยอยู่ในโทรอนโตกับพ่อแม่ พวกเขาห่วงฉันมากๆ และคอยตามดูทุกฝีก้าวว่าฉันปลอดภัยดี เลี้ยงดูแบบใกล้ชิดมากๆ และฉันอยากที่จะลองศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างลูกกับพ่อแม่แบบที่ปกป้องลูกมากเกินไปผ่านการใช้ซาลาเปาเป็นตัวเปรียบเปรย”

“ฉันโตมากับการที่แม่ชอบเข้ามากอด แล้วพูดว่า ‘โอ้ย แม่อยากจะกินหนูเข้าไปให้อยู่ในพุง จะได้รู้ตลอดเวลาว่าลูกอยู่ไหน’ ซึ่งฉันก็มักจะตอบแม่ไปว่า มันฟังดูน่ารัก แต่มันก็น่ากลัวเหมือนกันนะ”

Baoจึงกลายเป็นแอนิเมชันที่เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ของคนในบางวัฒนธรรมที่เฉพาะเจาะจง ทำให้ครอบครัวที่โตมากับการเลี้ยงดูแบบชาวตะวันตกอาจไม่เข้าใจความห่วงลูกขั้นสุดของพ่อแม่ การที่ลูกต้องอยู่ในบ้านเดียวกันกับพ่อแม่จนโต หรือการเป็นลูกวัยเด็กในสายตาพ่อแม่เสมอ ในขณะที่บางเว็บไซต์ระบุว่าครอบครัวฝั่งตะวันตกมักคุ้นชินกับการที่ลูกย้ายออกไปทำงาน และอยู่เองคนเดียวตั้งแต่อายุ 18 ซึ่งอาจทำให้เรื่องราวของ Baoดูเข้าใจยากไปสักนิด

สำหรับ Incredibles 2 เองก็เป็นการ์ตูนแอนิเมชันที่เน้นหนักไปที่ประเด็นของความสัมพันธ์ในครอบครัว การชั่งน้ำหนักระหว่างภาระหน้าที่ในการทำงาน และภาระหน้าที่ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ การเลี้ยงดูลูก และความผูกพันของคนในครอบครัว ซึ่งในภาค 2 เราก็เห็นความน่ารักของครอบครัว Parr ที่มาพร้อมสมาชิกใหม่สุดน่ารัก (และโหด) อย่าง Jack Jack

Bao เป็นเรื่องของหญิงลูกครึ่งชาวแคนาดา-จีนคนนึ่งซึ่งสามีของเธอเอาแต่วุ่นอยู่กับการทำงาน ไม่สนใจเธอสักเท่าไหร่ วันหนึ่งในขณะที่เธอกำลังจะกินซาลาเปาที่เธอทำเอง ปรากฏว่ามีอยู่ชิ้นนึงที่มีชีวิตขึ้นมา เธอเลยเลี้ยงซาลาเปาชิ้นนั้นเหมือนกับเป็นลูกชายของเธอเอง

เมื่อเวลาผ่านไป ซาลาเปาน้อยก็เริ่มเติบโตขึ้นและมีความต้องการเหมือนกับเด็กวัยรุ่นทั่วไป ไปเตะบอลกับเพื่อน ไปเที่ยว และมีแฟน โดยที่ไม่อยากให้แม่เข้ามายุ่ง และในวันหนึ่งเมื่อเขากำลังจะย้ายบ้านออกไปอยู่กับแฟนของเขา แม่ก็ห้ามไว้และทะเลาะกันจนแม่เผลอจับเขากินด้วยความโมโห และหลังจากที่แม่รู้ตัวและสำนึกผิดก็ร้องไห้เศร้าเสียใจและเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้อง

ระหว่างนั้นเอง ลูกชายแท้ๆของเธอ ก็เข้ามาในห้อง …แท้ที่จริงแล้วเรื่องทั้งหมดคือความฝัน… ซาลาเปานั้นจริงๆก็คือลูกชายแท้ๆของเธอที่จากบ้านไปพร้อมกับแฟนของเขานั่นเอง เขาเข้ามาขอโทษเธอ ปฏิบัติต่อเธอเหมือนที่เธอทำให้กับเปา

ท้ายที่สุดแล้ว ทั้งครอบครัว รวมถึงแฟนสาวของลูกชาย ก็ร่วมกันทำซาลาเปาแล้วกินด้วยกันอย่างมีความสุข

หนังสั้นเรื่อง Bao นี้ สะท้อนให้เห็นถึงความโดดเดี่ยวของคนที่ต้องอพยพไปอยู่ต่างถิ่น อย่างเช่นแม่ของเปาที่เป็นคนจีนแต่ต้องแต่งงานแล้วไปอาศัยอยู่ที่แคนาดา เมื่อเธอมีลูกก็ทุ่มเททั้งกายและใจเลี้ยงลูกเสมือนกับว่าโลกทั้งใบมีแต่ลูกคนเดียว แต่เมื่อลูกชายโตขึ้นแล้วขอแยกบ้านออกไปอยู่กับแฟน มันกลับทำให้เธอยิ่งรู้สึกโดดเดี่ยวยิ่งกว่าเดิม จากความรักที่มีก็ผันแปรกลายเป็นความแค้น เพราะไม่อยากสูญเสียสิ่งที่รักไป แต่สุดท้าย เมื่อมีการปรับความเข้าใจกัน หันหน้าคุยกัน ทุกสิ่งทุกอย่างก็คลี่คลาย

หนังสั้นเรื่องนี้เป็นผลงานการสร้างสรรค์ของ Domee Shi ศิลปินชาวจีน-แคนาดา เรามาลุ้นกันดีกว่าว่า หนังสั้นสะท้อนสังคมผ่านอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวจีนนี้จะได้รับรางวัลออสการ์ปี 2019