The Shawshank Redemption ถึงได้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนังดีที่สุดในโลก


รีวิว The Shawshank ReDEMPTION

จากเรื่องสั้นชื่อ Rita Hayworth and Shawshank Redemption เมื่อปี 1982 ที่อยู่ในหนังสือรวมเรื่องสั้นชุด Different Season ของสตีเฟน คิง ที่มีชื่อรองว่า Hope Springs Eternal ซึ่งเคยถูกนำมาตีพิมพ์เป็นเล่มเดี่ยวๆ กลายมาเป็นภาพยนตร์เรื่อง The Shawshank Redemption ในปี 1994 งานกำกับเรื่องที่สองของมือเขียนบทแฟรงก์ ดาราบอนต์ ที่หันมาเอาทางการกำกับภาพยนตร์
หนังเปิดตัวเดือนกันยายน 1994 ได้เสียงชื่นชมจากนักวิจารณ์กระหึ่ม แต่รายได้กลับสวนทาง กลายเป็นงานที่ล้มเหลวในบ็อกซ์ ออฟฟิศ แม้จะทำเงินถึง 58 ล้านเหรียญเมื่อดูจากปัจจุบันแล้วเทียบกับทุนสร้าง 25 ล้านเหรียญ แต่รายได้ส่วนหนึ่งคือรายได้จากต่างประเทศและการนำมาฉายซ้ำ
สาเหตุที่ทำให้หนังคว่ำสนิท ถูกมองไว้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการมีคู่แข่งซึ่งมีสีสันมากกว่า อย่าง Pulp Fiction และ Forrest Gump แถมหนังนักโทษในเรือนจำก็ไม่ใช่งานที่ผู้ชมนิยมอยู่แล้ว บางคนอ้างว่า หนังมีแต่ตัวละครผู้ชาย รวมไปถึงชื่อหนังไม่ชัดเจนถึงเรื่องที่สื่อออกมา

ถึงเทศกาลประกาศรางวัล The Shawshank Redemption เข้าชิงออสการ์ถึง 7 สาขา หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม , นักแสดงนำชาย จาก มอร์แกน ฟรีแมน, บทดัดแปลง จาก ดาราบอนต์ หากในคืนที่ Forrest Gump กลับบ้านพร้อมรางวัลหนังยอดเยี่ยม The Shawshank Redemption กลับบ้านมือเปล่า

แต่เมื่อเวลาผ่าน… The Shawshank Redemption ได้รับการประเมินคุณค่าใหม่ ตอนออกเป็นวิดีโอเทป หนังทำยอดขายได้ถึง 320,000 ก็อปปี และเป็นหนึ่งในหนังที่ถูกเช่ามากที่สุดของปี 1995 พอไปออกอากาศทางสถานีทีเอ็นที เน็ตเวิร์ก ความนิยมที่มีต่อหนังก็เพิ่มมากขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา The Shawshank Redemption  ดูหนังออนไลน์ฟรี ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในหนังดีที่สุดที่เคยสร้างกันมาของหลายสถาบัน หลายสื่อ โดยเฉพาะ imdb.com เว็บไซต์รวบรวมข้อมูลภาพยนตร์ The Shawshank Redemption ครองอันดับ 1 ของ 250 หนังยอดเยี่ยมของเว็บไซต์มายาวนาน ซึ่งเป็นการได้รับการยกย่องในระดับ ‘มหาชน’ ผิดจากการปรากฏตัวครั้งแรก

ในแง่คุณภาพ เรื่องราวของอดีตนายแบงค์ – แอนดี้ ดูเฟรนส์ (ทิม ร็อบบิ้นส์) ที่ถูกจำคุกตลอดชีวิตข้อหาฆาตกรรมภรรยาและชายชู้ แล้วได้พบและเป็นเพื่อนกับเรด (มอร์แกน ฟรีแมน) ที่กลายเป็นคนนำทางให้กับชีวิตของกันและกัน ในเรือนจำชอว์แชงก์ ที่เมน ช่วงปี 1947 ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าได้รับการยกย่องตั้งแต่เปิดตัว จากบทความของเครก เอลวี บนเว็บไซต์ screenrant.com มองว่าหนังเรื่องนี้แสดงให้เห็นคุณค่าทางศิลปะในหลายๆ ระดับ งานแสดงก็ไม่ได้มีแค่ความเยี่ยมยอดของฟรีแมนและร็อบบิ้นส์ ที่ถือได้ว่าเป็นหนึ่งการแสดงที่ดีที่สุดตลอดกาล แต่ยังมีตัวละครสมทบที่เต็มไปด้วยสีสัน ที่สร้างความน่าประหลาดใจและประทับใจได้ในระดับเดียวกัน แม้เหตุการณ์ส่วนใหญ่ในหนังจะเกิดขึ้นในสภาพแวดล้อมที่น่าหดหู่

The Shawshank Redemption

งานด้านภาพของหนังที่เป็นการทำงานร่วมกันของผู้กำกับดาราบอนต์และโรเจอร์ ดีกินส์ – ผู้กำกับภาพระดับตำนานก็มหัศจรรย์ เรื่องราวที่ขับเคลื่อนโดยตัวละคร ก็เต็มไปด้วยพลัง ความเคลื่อนไหว พาผู้ชมล่องลอยไปกับเรื่องราวที่ปลุกเร้าความรู้สึกของแอนดี้และเรด รวมถึงตึงเครียด หม่นมืดในบางช่วงเวลา
     นอกเหนือจากการเป็นงานคุณภาพซึ่งได้รับการยอมรับตั้งแต่ต้น ความไม่ชัดเจนของหนัง ที่ครั้งแรกทำให้ตัวเองไม่ประสบความสำเร็จในบ็อกซ์ออฟฟิศ จะเป็นหนังอาชญากรรมก็ไม่ใช่ ดรามาก็ไม่เชิง งานระทึกขวัญก็มีส่วน เป็นหนังแหกคุกก็เป็น เช่นเดียวกับเป็นหนังซ่อนเงื่อน กลับกลายเป็นข้อดีในเวลาต่อมา เอลวีบอกว่า The Shawshank Redemption ไม่ได้จำกัดตัวเองว่าเป็นหนังในแนวทางไหน อาจจะตีวงได้ว่าเป็นหนังอาชญากรรม แล้วก็มีอารมณ์ขันมากกว่าบรรดาหนังระทึกขวัญตามปกติทั่วไป ธีมของหนังก็มีความเป็นสากล ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย และเพลิดเพลินไปด้วยได้ไม่ยาก ซึ่งเป็นสิ่งที่หนังคู่แข่งสำคัญๆ ในฐานะ ‘หนังที่ดีที่สุด’ ไม่มี
     อย่าง The Godfather I และ II ของฟรานซิส ฟอร์ด ค็อปโพลา ที่มักได้รับการยกย่องเป็นหนังที่ดีที่สุดที่สร้างกันมาเหมือนๆ กัน แต่หากไม่ใช่คอหนังที่สนใจงานแก๊งสเตอร์ก็อาจไม่รู้สึกอะไรก็ได้ ขณะที่ Citizen Kane กับ 12 Angry Men ก็ไม่ได้ดึงดูดใครก็ตามที่ไม่สนใจภาพยนตร์ที่ไม่ใช่หนังสี ส่วน Pulp Fiction ที่เล่าเรื่องแบบสลับเวลาไปมา ก็ถูกกันออกไปจากผู้ชมที่สนใจงานในกระแส, The Dark Knight ก็ต้องเป็นคนที่สนใจบรรดาหนังซูเปอร์ฮีโรเป็นอย่างน้อย ซึ่งคล้ายๆ กับ The Lord of the Rings ก็คืองานสำหรับแฟนหนังฟันดาบ-เวทย์มนต์-แฟนตาซี, Schindler’s List ที่เป็นงานแสนมหัศจรรย์มากๆ แต่ก็ไม่ใช่งานที่ดูง่าย และเข้าถึงง่าย

The Shawshank Redemption เป็นเรื่องเล่าถึง ความยุติธรรม, ความหวัง, มิตรภาพ และความเป็นมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่เหนือกาลเวลาแล้วก็แนวทางภาพยนตร์ใดๆ และสามารถเชื่อมคอหนังทั่วๆ ไปกับพวกแฟนเดนตาย ยืนยงผ่านยุคสมัยได้ดีกว่าหนังคู่แข่ง ซึ่งในท็อปเทนหนังหลายๆ

เรื่องเกิดขึ้นในช่วงเวลาเฉพาะเจาะจง หรือเป็นหนังขายสเปเชียล เอ็ฟเฟ็กต์ บางเรื่องก็ถูกทำให้ด้อยค่าลงเพราะงานภาคต่อ หรือเป็นแนวหนังที่อิ่มตัวไปแล้ว แต่ The Shawshank Redemption ไม่ใช่ นี่ไม่ใช่หนังที่มีประเด็นเฉพาะ ทำให้มีแง่มุมที่คนส่วนใหญ่สนุกด้วยได้ เอลวีสรุป

 แม้เรื่องราวที่เกิดขึ้นภายในเรือนจำ ว่าด้วยนักโทษที่พยายามแหกคุก The Shawshank Redemption จะเลี่ยงถูกมองว่าเป็นหนังนักโทษไม่พ้น ถึงกระนั้นจากบทความของมาจู มากัลแฮส จาก gradestalon.com บอกเอาไว้ หนังนำเสนอประเด็นทางสังคมที่ว่าด้วยเรือนจำได้อย่างแยบยลและคมคาย จนไม่ใช่หนังนักโทษทั่วๆ ไป โดยเฉพาะการพูดถึงเป้าหมายของเรือนจำ ที่ต้องการริดรอนอิสรภาพของอาชญากร เพื่อจ่ายคืนให้กับสังคมจากอาชญากรรมที่เขาทำ

     หนึ่งในคำบรรยายเรื่องของเรด ตัวละครสำคัญที่เกี่ยวกับเรือนจำก็คือ “กำแพงคุกเป็นเรื่องสนุก เพราะตอนแรกคุณเกลียดมัน แล้วก็เริ่มคุ้นเคยกับมัน เมื่อเวลาผ่านไปมากพอ ชีวิตคุณจะขึ้นอยู่กับมัน” ซึ่งเป็นการนำเสนอประเด็นที่สตีเฟน คิงวางเอาไว้ในหนังสือ และถูกตอกย้ำซ้ำในหนัง ‘ความเป็นไปของเรือนจำขัดแย้งกับเป้าหมายที่แท้จริงของเรือนจำอย่างไร’

ซึ่งเสริมด้วยชีวิตของตัวละครอย่างบรูกส์ ที่ติดคุกมานานถึง 50 ปี จนผูกพันกับผู้คนในคุก รวมถึงมี ‘ความเชื่อ’ บางอย่างเกิดขึ้น ทำให้ปรับตัวเข้ากับชีวิตในโลกภายนอกไม่ได้หลังถูกปล่อยตัว เพราะทุกอย่างที่เขารู้จักล้วนอยู่ภายในกำแพงเรือนจำ จนการพ้นจากเรือนจำเป็นการเอาอิสรภาพไปจากตัวเขา

มากัลแฮสขยายความถึงคำว่า ‘อิสรภาพ’ ด้วยว่า แตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ในมุมมองของคนผิวขาวฐานะร่ำรวย ก็แตกต่างไปจากที่คนอย่างเรดหรือบรูกส์คิดโดยสิ้นเชิง เช่นเดียวกับความเชื่อ ซึ่งเป็นสิ่งที่สภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวเราหล่อหลอมมันขึ้นมา
อิสรภาพของนักโทษที่ถูกจำคุกตลอดชีวิตในเรือนจำชอว์แชงก์ อาจเป็น การสามารถเลี้ยงนกได้ขณะอยู่ในคุก, ได้สลักหิน, ได้ออกไปเดินในสนามระหว่างได้พัก หรือได้พนันขันต่อเล็กๆ น้อยๆ กับเพื่อน ทั้งหมดขึ้นอยู่กับการปั้นแต่งจากสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวละคร แล้วที่บรูกส์, เรด หรือแอนดี้แสดงให้เห็น ความสามารถในการปรับตัวเป็นได้ทั้งความแข็งแกร่ง, ความอ่อนแอ และแทนที่จะเป็นประตูเปิดไปสู่โลกภายนอก มันอาจเป็นการปิดประตู เมื่อทำให้คุณต้องติดอยู่หลังกำแพงไปทั้งชีวิต
     นอกเหนือจากประเด็นทางสังคมที่ซุกซ่อนเอาไว้อย่างคมคาย การทำงานนอกเหนือไปจากความเป็นงานศิลปะที่มีคุณค่าของดาราบอนต์ ก็เป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ เมื่อเขาสามารถสร้างสิ่งต่างๆ
อย่าง เรื่องราวที่เกิดขึ้นในเรือนจำที่การคุมขังแน่นหนา แต่กลับเปิดประตูความคิดทางสังคมได้ไม่รู้กี่บานต่อกี่บานสำเร็จ อย่างที่มากัลแฮสว่าเอาไว้ ถึงตัวนิยายจะเขียนขึ้นตั้งแต่ปี 1982 แล้วกว่าจะเป็นหนังก็ปี 1994 แต่แง่มุมทางสังคมภายในเรือนจำ ยังถูกนำเสนออย่างแม่นยำถึงระบบที่เป็นไปในสังคม จากแนวโน้มของคนที่สามารถปรับตัวได้อย่างรวดเร็ว ไปถึงความรุนแรงทางจิตที่เกิดจากความสัมพันธ์ที่เป็นไปในทุกๆ วัน
     หนังยังท้าทายผู้ชม (อย่างน้อยก็ตัวมากัลแฮส) ในหลายๆ แง่มุมซึ่งภาพยนตร์เรื่องอื่นไม่สามารถทำได้ และทำให้หนังอายุเกือบสามทศวรรษเรื่องนี้ ผ่านยุคสมัยและมีผู้ให้ความสนใจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในแต่ละปี

+ There are no comments

Add yours