ภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติ หรือ หนัง 3D เรื่องแรกของไทย ‘ก้านกล้วย’ 

ก้านกล้วย (Khan Kluay)

ประเทศไทย ของเรานั้น มีสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นเอกราชและอิสระคือช้าง และช้างนั้นถือได้ว่าเป็นสัตว์ที่เป็นของพรีเมี่ยมของไทยเลยทีเดียว เพราะว่าช้างเป็น สัตว์คู่บ้านคู่เมือง ของประเทศไทยมาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาทั้งในการทำศึกสงครามต่าง ๆ หรือแม้แต่การเดินทาง ซึ่งหากพูดถึงช้างแล้ว เด็กไทยหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้ยินชื่อช้างที่อยู่ในภาพยนต์อนิเมชั่นชื่อดังอย่าง “ก้านกล้วย” มาบ้างแล้ว ซึ่งเนื้อเรื่องในภาพยนต์นั้นบอกเล่าถึงความเป็นมาของช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชครั้งที่ทำสงครามยุทธหัตถี และหลาย ๆ คนก็มีความเข้าใจผิดว่าช้างพระที่นั่งนั้นมีชื่อว่าก้านกล้วยจริง ๆ

แท้จริงแล้วนั้น ชื่อก้านกล้วย เป็นเพียงแค่ชื่อที่ตั้งขึ้นมาเพื่อให้เนื้อเรื่องในภาพยนตร์นั้นมีความน่ารักและสดใสมากขึ้น  ดูหนังไทย แต่ในประวัติศาสตร์แท้จริงนั้น ช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรมีชื่อว่า พลายภูเขาทอง (หรือในชาวกรุงเก่าเรียกขานว่า พลายพุทรากระแทก) ซึ่งหลังจากพลายภูเขาทองได้ขึ้นระวางเป็นช้างพระที่นั่งของพระนเรศวรจึงได้แต่งตั้งให้มือชื่อว่า เจ้าพระยาไชยานุภาพ และหลังจากการทำสงครามยุทธหัตถีและได้รับชัยชนะจึงได้รับพระราชทานนามว่า เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ในปีพ.ศ. 2135 พระเจ้านันทบุเรง เป็นพระราชาของชาวพม่า ได้รับสั่งให้ทหารสองแสนสี่หมื่นคน มาตีกรุงศรีอยุธยาเพื่อหวังจะให้กรุงศรีนั้นตกเป็นเมืองขึ้น แต่สมเด็จพระนเรศวรทรงทราบจึงได้เตรียมไพร่พลไปตั้งค่ายรอทัพอยู่ที่สุพรรณบุรี และเมื่อถึงคราวรบนั้น พระนเรศวรทรงทอดพระเนตรเห็นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้าง อยู่ใต้ร่มไม้

ซึ่งขณะนั้นฝั่งพระนเรศวรเองก็กำลังเสียเปรียบกองทัพของฝั่งหงสา จึงได้ตรัสถามกับทางพระมหาอุปราชาไปว่า “พระเจ้า พี่เราจะยืนอยู่ใยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถีด้วยกัน ให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีพระเจ้าแผ่นดินที่จะได้ยุทธหัตถีแล้ว”

เมื่อพระมหาอุปราชาได้ยินดังนั้น จึงไสยช้างมาเพื่อทำยุทธหัตถีร่วมกันกับพระนเรศวร ซึ่ง ณ ตอนนั้นพระมหาอุปราชาได้ทรงช้างนามว่า พลายพันธกอ ซึ่งมีขนาดใหญ่และสูงกว่าเจ้าพระยาไชยานุภาพอย่างมาก และเมื่อพลายพันธกอได้วิ่งเข้าชนเจ้าพระยาไชยานุภาพ จึงทำให้เจ้าพระยาไชยานุภาพเสียหลัก พระมหาอุปราชาจึงได้สบโอกาสโดยใช้พระแสงของ้าวฟันพระนเรศวร แต่พระองค์ทรงเบี่ยงหลบทันจึงทำให้พระมหาอุปราชาฟันไปโดนพระมาลาหนัง(หมวก)ของพระองค์แทน

จากนั้นเจ้าพระยาไชยานุภาพจึงได้พุ่งเข้าชนพลายพันธกอกลับจนเสียหลักเช่นกัน สมเด็จพระนเรศวรจึงใช้แสงของ้าวฟันพระมหาอุปราชา และฟันโดนที่พระอังสะขวา(บ่า) ทำให้พระมหาอุปราชาสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้างในทันที

หลังจากการทำสงครามสิ้นสุดลง เจ้าพระยาปราบหงสวาดีก็ได้ล้มลงในปี พ.ศ.2139 หลังจากการทำศึกยุทธหัตถี 4 ปี สมเด็จพระนเรศวรก็ได้โปรดให้มีการสร้างเมรุและพระราชมทานเพลิงศพอย่างสมเกียรติเจ้าพระยา โดยได้โปรดให้มีงานมหรสพถึง 7 วัน 7 คืน และหลังจากนั้นสมเด็จพระนเรศวรก็ไม่ได้ทรงช้างเชือกไหนอีกเลย

จากประวัติศาสตร์นั้นจะเห็นได้ว่าจริง ๆ แล้วเนื้อเรื่องบางส่วนของ ก้านกล้วย ก็ยังคงมีการดำเนินเรื่องตามประวัติศาสตร์อยู่บ้างในการทำศึกสงคราม เพียงแต่เนื้อหาบางส่วนของตัวละครหลักอย่าง เจ้าพระยาปราบหงสาวดี อาจจะไม่ได้มีการใช้ชื่อจริง ๆ เท่านั้นเอง ขอร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการเผยแพร่ประวัติศาสตร์ของไทยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่ได้กอบกู้เอกราชของไทยเพื่อให้เราสามารถยืนอยู่บนแผ่นดินไทยนี้ได้อย่างเต็มภาคภูมิ

อนิเมชั่นจากฝีมือคนไทยเรื่องที่ชอบที่สุดจนขอยกให้เป็นอนิเมชั่นไทยที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยดูมา เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยได้ดูก้านกล้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เวลาก็ผ่านมานานจนหลงๆ ลืมๆ เนื้อเรื่องไปบ้างจนมาตอนนี้ netflix เอามาลงก็เลยลองกลับมาดูอีกสักที

ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นอิงประวัติศาสตร์โดยใช้ช้างชื่อ “ก้านกล้วย” เป็นตัวเอกในการดำเนินเรื่อง เรื่องราวว่าด้วยการที่ก้านกล้วยลูกช้างกำพร้าต้องการตามหาพ่อที่ตัวเองไม่เคยได้พบ จนนำพาไปสู่การพานพบมิตรภาพ ความรัก ความกล้าหาญ ความเสียสละมากมาย
ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นที่ฉายความเป็นไทยออกมาชัดเจนมาก ทั้งฉากภูมิทัศน์ต่างๆ แม้แต่ก่อนเมฆบนฟ้าถ้าสังเกตก็จะเห็นว่าเป็นลายไทย ตัวละครมีความชัดเจนมีเอกลักษณ์จดจำได้ง่าย และด้วยเพราะเป็นการ์ตูนอิงประวัติศาสตร์จึงมีบุคคลสำคัญในประวัติศาสตร์อย่าง “พระนเรศวร” อยู่ในเรื่องด้วย 
นี่เป็นอีกจุดที่ประทับใจทุกครั้งที่ดูก้านกล้วย เพราะเหตุผลในการเลือกช้างทรงของพระนเรศวรนั้นมีมากกว่าเลือกตามตำราคชลักษณ์ อนิเมชั่นมีการปูเรื่องราวมาตั้งแต่ก้านกล้วยวัยเด็กและพระนเรศวรวัยเด็กว่าเคยได้พบกันมาก่อน เป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เข้ากับธรรมชาติได้อย่างกลมกลืน อีกทั้งยังมีการใส่ฉากที่ก้านกล้วยละทิ้งการแข่งขันเพื่อวิ่งออกมาหาแม่ ซึ่งทำออกมาได้ดีมากเพราะมีการไต่ระดับอารมณ์มาตั้งแต่เริ่มเรื่องแล้วว่าความต้องการของก้านกล้วยคือพ่อแม่ 
แต่แม้จุดหมายคือการได้อยู่กับพ่อแม่พร้อมหน้า แต่สิ่งได้มาระหว่างการเดินทางก็ไม่ได้น้อยหน้าไปกว่ากันเลย ตั้งแต่การพลัดพรากจนได้พบมิตรภาพ ได้เติบโต ได้เรียนรู้ชีวิต ตรงนี้แอบให้ความรู้สึกเหมือนกำลังดู Lion king ผสม Mulan คือดูมีความเป็นไทยแต่เข้าใจง่ายแบบสากลที่ชาติไหนดูก็รู้เรื่องรู้บริบท 
ก้านกล้วยเป็นอนิเมชั่นไทยเรื่องเดียวละสายตาตอนดูไม่ได้ ด้วยเสน่ห์ของเรื่องราว ภาพ เพลง การดำเนินเรื่อง เราชอบและประทับใจถึงขนาดตั้งคำถามอยู่ในใจตลอดเวลาที่ดูว่าใครเป็นคนเขียนบท ใครกำกับ ใครวาด เป็นอนิเมชั่นไทยที่ยกขึ้นหิ้งไปแล้วจริงๆ สำหรับตัวเรา 

ภาพยนตร์แอนิเมชันสามมิติ หรือ หนัง 3D เรื่องแรกของไทย ‘ก้านกล้วย’ ปรากฏแก่สายตาผู้ชม เมื่อเข้าฉายในโรงภาพยนตร์อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจและเป็นที่ถูกกล่าวถึงไปทั่วประเทศ เสียงตอบรับที่ผู้ชมมีต่อ ‘ก้านกล้วย’ การันตีได้อย่างดีว่า แอนิเมชันแนวแฟนตาซีดราม่า อิงประวัติศาสตร์ ฝีมือคนไทยที่สร้างสรรค์โดยทีมกันตนา ภายใต้การดูแล ของ ‘อัจฉรา กิจกัญจนาสน์’ โปรดิวเซอร์ ได้กลายเป็นขวัญใจของคนไทยหลายล้านคนไปแล้ว
จากเหตุการณ์จริงของ ‘พระนเรศวรมหาราช’ กษัตริย์นักรบผู้ยิ่งใหญ่และช้างศึกคู่พระทัย ซึ่งถูกบันทึกในพระราชพงศาวดาร ก่อแรงบันดาลใจให้เกิดการสร้างสรรค์เป็นภาพยนตร์เรื่องนี้
เรื่องราวของลูกช้างตัวกลมป้อมสีฟ้าน่ารักน่าชังที่ชื่อ ก้านกล้วย นี้ มีเส้นทางชีวิตน่าสนใจไม่น้อย นับแต่วันถือกำเนิดลืมตาขึ้นดูโลก ด้วยลักษณะอันงดงาม หลังโค้งแป ดังก้านกล้วยนี่เอง ผู้เป็นย่า จึง ตั้งชื่อว่า ‘ก้านกล้วย’ เป็นที่มาของชื่อเสียงเรียงนามเจ้าลูกคชสารตัวน้อย ก้านกล้วยเกิดมาในสมัยราชอาณาจักรอโยธยาอันรุ่งเรือง ซึ่งปกครองด้วยกองทัพอันยิ่งใหญ่ห้าวหาญของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช กษัตริย์นักรบผู้เกรียงไกร แต่ใครเลยจะคาดคิดว่า วันหนึ่ง เส้นทางของมหาบุรุษ และคชสารรูปงามจะมาบรรจบกัน ด้วยชะตาลิขิต

ก้านกล้วยเป็นลูกช้างกำพร้าพ่อ มีแม่ช้างชื่อแสงดา คอยดูแลด้วยความรักความเอาใจใส่ กระนั้นด้วยสายใยแห่งสายเลือด ก้านกล้วยก็มักจะคอยถามแม่ถึงเรื่องราวของผู้เป็นพ่อเสมอ แต่แม่มักจะ ปิดบัง ไม่ให้ก้านกล้วยรู้อะไรเกี่ยวกับพ่อ ลูกช้างจึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ การดำเนินเรื่องในภาพยนตร์ชุดนี้ นอกจากชีวิตของก้านกล้วยและครอบครัวในป่าดงพงไพรแล้ว หนังยังแสดงให้เห็นถึงยุคสมัยของราชอาณาจักรอโยธยา ที่ถูกพม่าเข้ารุกรานมากขึ้นเรื่อยๆด้วย ทหารพม่าได้ใช้กำลังเข้าข่มเหงรุกรานผู้คนในราชอาณาจักร ไม่เว้นแม้กระทั่งสิงสาราสัตว์ สร้างความแค้นเคืองให้แก่ชาวบ้าน และเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ยิ่งนัก จึงเกิดการตั้งกองกำลังขึ้นมาเพื่อฝึกฝนวิชาการสู้รบ เอาไว้คอยป้องกันภัยจากการรุกรานของข้าศึกเรื่อยมา
เวลาหมุนผ่านไป กระทั่งถึงวันที่เจ้าช้างน้อยก้านกล้วย เติบใหญ่เป็นช้างสารรูปงาม ด้วยความสามารถและความร่วมแรงร่วมใจ เหล่าสัตว์แห่งพงไพรและชาวบ้านก็สามารถขับไล่ทหารพม่าที่เข้ารุกรานออกไปจากหมู่บ้านได้ เมื่อมีพลกำลังเป็นที่เกรงขาม กอปรกับลักษณะดีมีความงดงาม ไม่นาน จากนั้น ก้านกล้วยจึงถูกนำเข้าวัง และเมื่อเดินทางมาถึงกรุงศรีอยุธยาด้วยคุณสมบัติอันครบถ้วน ก้านกล้วยจึงได้รับคัดเลือกให้เป็นช้างศึกคู่พระบารมีสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ได้รับพระราชทานนามว่า ‘พระยาปราบหงสาวดี’ เป็นช้างทรงของจักรพรรดิผู้เกรียงไกร ในการทำศึกยุทธหัตถีครั้งสำคัญ กับพระมหาอุปราชาของพม่า
นอกจากความสนุกสนานที่ได้รับแล้ว จิตใจอันห้าวหาญมุ่งปกป้องชาติบ้านเมืองให้พ้นภัยข้าศึก ความซื่อสัตย์ และความจงรักภักดี รวมทั้งคุณธรรมจริยธรรมอีกมากมาย ก็เป็นอีกสาระสำคัญหนึ่งที่หนังต้องการถ่ายทอดแก่ผู้ชม
‘ก้านกล้วย’ จึงเหมาะสำหรับคนทุกเพศทุกวัย ที่ต้องการร่วมซึมซับและประทับใจกับความดีงามของเจ้าช้างน้อยคู่บารมี
หากพอมีเวลาก็น่าจะแวะเวียนไปชมได้ที่โรงภาพยนต์ทุกแห่งทั่วประเทศ

วิเคราะห์วิจารณ์ โดยทีมงาน raknang และรวบรวมมาจากที่ต่างๆ

1.อภินันท์ บุญเรืองพะเนา : ASTVผู้จัดการออนไลน์

        ไม่ว่าเรื่องเล่าข่าวลือเกี่ยวกับว่า สตูดิโอยักษ์ใหญ่หลายๆ แห่งของฮอลลีวูดจะติดต่อขอซื้อหนังเรื่องนี้ไปฉายในตลาดต่างประเทศ จะเป็นจริงหรือไม่ก็ตาม แต่ที่แน่ๆ ผมคล้อยตามเกือบร้อยเปอร์เซ็นต์ครับกับความเห็นของหลายๆ คนที่มองว่านี่คือหนังไทยที่จะทำรายได้ทะลุร้อยล้านเป็นเรื่องแรกของปีนี้ ถามว่าเพราะอะไร ตอบได้เลยครับว่า เดา แต่เป็นการเดาโดยสังเกตจากจำนวนคนดูผู้ชมที่คุณและผมก็คงเห็นคล้ายๆ กันว่า อะไรมันจะมากมายขนาดนั้น

ไม่บ่อยครั้งนักหรอกครับที่เราจะเห็นคนไทยพร้อมใจกันเดินออกจากบ้านไปเสียตังค์ซื้อตั๋วดูหนังไทยมากมายถึงเพียงนี้ อย่างในรอบที่ผมดู (ซึ่งไม่ใช่วันหยุดด้วยซ้ำ) เก้าอี้โรงหนังยังมีคนนั่งเต็มแทบจะทุกแถว (ยกเว้น 2-3 แถวใกล้ๆ จอ) แล้วแบบนี้ เราจะไม่ให้เจ้าของผลงานอย่างกันตนา แอนนิเมชั่น เขาฝันหวานถึงเงินร้อยล้านได้ไงล่ะ จริงไหม?

หลังจากฝากความประทับใจไว้อย่างล้นเหลือเมื่อปี 2549 เรื่องราวของหัตถี (ก็คือ “ช้าง” นั่นแหละท่าน) ที่มีชื่อไทยๆ ว่า “ก้านกล้วย” กลับมาสู่สายตาคนดูอีกครั้งในภาคที่ 2 โดยการกำกับของ “ทวีลาภ ศรีวุฒิวงศ์” พร้อมภาระที่หนักหนากว่าเดิม เพราะอย่าลืมนะครับว่า ในภาคแรกนั้น หนังทำไว้ได้ดีน่าชื่นชม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในเรื่องของเทคนิคด้านคอมพิวเตอร์กราฟฟิก (CG) ที่ดูเหมือนจะถูกผู้ชมหลายๆ คนคาดหวังว่ามันคงจะออกมายอดเยี่ยมกว่าภาคแรกแน่ๆ

แต่พูดก็พูดเถอะ ถึงที่สุดแล้วนะครับ ผมคิดว่า เสน่ห์ของการ์ตูนแอนนิเมชั่นอย่าง “ก้านกล้วย” จริงๆ นั้น อาจไม่ใช่เทคนิคงานสร้าง อาจไม่ใช่ CG ตระการตา หากแต่อยู่ที่เนื้อหาอันเรียบง่าย แต่งดงาม และสามารถสร้างความประทับใจให้กับคนที่ได้ดู ดูแล้วมีความสุข สนุกไปกับเรื่องราว และรู้สึกดีกับสาระที่หนังต้องการสื่อ

พูดแบบนี้ ไม่ได้จะบอกว่า CG ของหนังเรื่องนี้ดูด้อยนะครับ ตรงกันข้ามเลย หนังทำภาพออกมาได้สวยงามมากถึงขนาดที่คุณอาจจะแปลกใจว่า นี่หรือ ฝีมือคนไทย? แต่ก็อีกนั่นแหละ ผมอาจจะแตกต่างจากหลายๆ คนอยู่บ้างก็ตรงที่เชื่อว่า เนื้อหาเรื่องราวของหนังนั้นคือ “กระดูกสันหลัง” ที่จะชี้วัดในขั้นสุดท้ายว่าหนังเรื่องไหน ดีและน่าจดจำ เพราะอะไรน่ะหรือ? ผมเคยพูดไว้ในที่นี้หลายครั้งหลายหนแล้วว่า ต่อให้เทคนิคงานสร้างของคุณเลิศหรูอลังการแค่ไหน แต่ถ้าเนื้อหาไม่ได้บอกอะไรกับคนดูเลย มันก็ไร้ความหมายโดยสิ้นเชิง (ถามจริงๆ เถอะครับว่า คุณจะชื่นชมคนที่สวมสร้อยเพชรเต็มคอแต่ไร้สมอง ได้นานแค่ไหน? อย่างมากก็อาจจะแค่ตื่นตาตื่นใจนิดๆ หน่อยๆ ชั่วครั้งชั่วคราวกับความรวยหรูของพระคุณท่าน)

วีรบุรุษผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ก้านกล้วย

วีรบุรุษ ผู้มี 4 ขา 2 งา และ 1 งวง ช้างศึก ผู้สร้างเกียรติประวัติสูงสุดให้แก่ช้างไทย ในฐานะช้างคู่พระบารมีแห่งสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เมื่อครั้งสงครามยุทธหัตถี

ชื่อของเขาคือ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี” หรืออีกนามหนึ่งว่า “ก้านกล้วย”

 

นี่คือเรื่องราวการเติบโตของช้างเชือกหนึ่ง จากลูกช้างซุกซนใช้ชีวิตอิสระอยู่ท่ามกลางป่าลึก แต่แล้วด้วยความอยากรู้เรื่องของพ่อที่หายไปได้นำเขาออกเดินทางสู่การผจญภัยครั้งยิ่งใหญ่ผ่านหลากหลายเหตุการณ์ซึ่งให้บทเรียนใหม่ๆ  ดูหนังออนไลน์ฟรี เปลี่ยนให้เขากลายเป็นช้างที่กล้าแกร่งเต็มไปด้วยพละกำลัง ในขณะที่จิตใจกลับอ่อนโยน

 

บรรดาตัวละครต่างๆ ที่เขาได้พบระหว่างการเดินทาง อาทิเช่น “จิ๊ดริด” นกพิราบสื่อสารขี้โม้, “ชบาแก้ว” ช้างสาวผู้น่ารักและแสนงอน, “ติ่งรูและรถถัง” ช้างรุ่นพี่และรุ่นอาซึ่งเขาได้พบในหมู่บ้าน, “บุญเรือง” ช้างศึกแห่งเมืองหลวง และที่สำคัญ “แสงดา” แม่ซึ่งก้านกล้วยจากมา ล้วนเป็นส่วนที่เข้ามาเติมเต็มสร้างสีสันและความสนุกสนาน พร้อมกันนั้นก็ให้บทเรียนต่างๆ ซึ่งเป็นเสมือนการเตรียมความพร้อมให้เขาก้าวสู่การเป็นช้างศึกเชือกสำคัญในประวัติศาสตร์

 

นอกจากนี้การใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับมนุษย์และการได้พบกับผู้คนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “สมเด็จพระนเรศวรฯ” มหาราชผู้เกรียงไกรของชาติไทย, “ลุงมะหูด” หัวหน้าครูฝึกช้าง, “มังคุด” เด็กมนุษย์ตัวน้อยผู้บริสุทธิ์สดใส ฯลฯ ยังทำให้ก้านกล้วยได้เรียนรู้ถึงมิตรภาพระหว่างคนและช้างอันนำไปสู่การเสียสละตัวเอง โดยเดินหน้าเข้าสู่สงครามอย่างนักรบผู้กล้า เช่นเดียวกับที่พ่อของเขาเคยทำมาเมื่อครั้งอดีตสุดท้าย ขณะอยู่ท่ามกลางสมรภูมิรบ และต้องเผชิญหน้ากับศัตรูผู้น่าเกรงขามเขาก็ได้รับบทเรียนครั้งสำคัญที่สุด นั่นก็คือการเอาชนะความกลัวในจิตใจตัวเอง

 

เมื่อมีชัยเหนือตัวเองก็ไม่มีสิ่งใดในโลกที่จะทำให้เขาพรั่นพรึงได้อีกต่อไป และจุดนี้เองที่ทำให้เขากลายเป็นช้างผู้ยิ่งใหญ่อย่างแท้จริง แม้จุดหมายแรกคือการตามหาพ่อ แต่ในที่สุดก้านกล้วยกลับได้พบสิ่งที่มีความหมายยิ่งกว่า นั่นก็คือมิตรภาพ ความกล้าหาญ และความเสียสละซึ่งอยู่ในตัวเขาเอง เป็นจิตวิญญาณของพ่อที่อยู่กับเขามายาวนาน และนี่คือบทสรุปที่ล้ำค่ายิ่งสำหรับการเดินทางของเขาในครั้งนี้…

รางวัล “สุพรรณหงส์ ครั้งที่ 16” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ก้านกล้วย), บทภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (อมราพร แผ่นดินทอง), บันทึกเสียงและผสมเสี่ยงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ชมรมวิจารณ์บันเทิง ครั้งที่ 15” (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์) / รางวัล “ตุ๊กตาทอง ครั้งที่ 28” (ประจำปี 2549) – ภาพยนตร์เกียรติยศแห่งปี (ก้านกล้วย), ภาพยนตร์ยอดนิยมแห่งปี (ก้านกล้วย), ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์), บันทึกเสียงยอดเยี่ยม (วชิระ วงศ์สาโรจน์, กันตนา ซาวด์ สตูดิโอ) / รางวัล “STARPICS Thai Film Awards ครั้งที่ 4 (ประจำปี 2549) – ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม (ชาติชาย พงษ์ประภาพันธ์)

 

คาแรกเตอร์

ก้านกล้วย – พลายภูเขาทอง – พระยาไชยานุภาพ – เจ้าพระยาปราบหงสาวดี

ก้านกล้วยเป็นช้างรูปงาม มีหลังโค้งแปแบบก้านกล้วย อันเป็นที่มาของชื่อ “ ก้านกล้วย” สำหรับช้างแล้ว นี่ถือเป็นคชลักษณ์หรือลักษณะของช้างอันดียิ่ง จนพังนวลย่าของเขาทำนายว่า โตขึ้น เขาจะต้องเป็นช้างที่กล้าหาญเหมือนพ่อ ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่แม่ของเขาไม่ยินดีด้วยเลย เพราะกลัว ว่าถ้าเขาโตขึ้นและเป็นเหมือนพ่อจริงๆ นางจะต้องเสียเขาไป เหมือนที่เคยเสียพ่อของเขามาแล้ว ด้วยความกล้าหาญบวกกับคุณสมบัติที่ดีพร้อม ทำให้ “ ก้านกล้วย” ได้รับเลือกเป็น พระคชาธารของพระนเรศวร โดยมีชื่อใหม่ว่า “ พระยาไชยานุภาพ” เขานี่เองที่เป็นกำลังสำคัญในการทำยุทธหัตถีครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดระหว่างพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา อันนำมาซึ่งชัยชนะและความร่มเย็นแห่งกรุงศรีอยุธยา และความเก่งกล้าของก้านกล้วยทำให้เขาได้รับพระราชทานนามว่า “ เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

 

จิ๊ดริด

นกพิราบ คู่หูตัวป่วนของก้านกล้วย เป็นนกช่างพูด ตลก ชอบโวยวาย และหลงตัวเอง เป็นที่สุด โดยตำแหน่งเขาเป็นพิราบสื่อสารแห่งกองทัพอยุธยา แต่ถึงแม้จะมีข้อเสียหลายๆ อย่าง เขาก็เป็นนกที่มีจิตใจดีงาม กล้าหาญ และรักความยุติธรรม เมื่อได้รู้จักกับการก้านกล้วยและเห็นแววของช้างตัวนี้ เขาก็ให้การสนุบสนุน ทุกวิถีทาง โดยทำตัวไม่ต่างจากพี่เลี้ยงที่คอยให้คำปรึกษาและให้กำลังใจก้านกล้วยเสมอมา

 

งวงแดง – พลายพัทกอ

ช้างร่างยักษ์ ผู้มีงวงสีแดงและมีดวงตาอันดุดัน เขาคือขุนศึกแห่งหงสาวดี เคยผ่านศึก สงครามมาแล้วหลายครั้ง ด้วยความโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี ทำให้เขาเป็นเหมือนเพชฌฆาตบน สมรภูมิรบ เพราะสิ่งที่อยู่ในใจช้างศึกผู้นี้ก็คือ เขาจะต้องเป็นช้างอันดับหนึ่งเสมอ และตลอดมา ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ไม่เคยมีช้างเชือกไหนขึ้นมาเทียบกับเขาได้ ทั้งในแง่ของพละกำลังและชั้นเชิงการต่อสู้ ช้างเชือกใดที่หาญมาต่อกรกับเขาจะต้องพ่ายแพ้อย่างหมดรูป เพราะเช่นนี้เอง แม้อายุ จะมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาก็ยังคงเชื่อมั่นว่าไม่เป็นรองใคร รวมทั้ง ก้านกล้วย ช้างศึกนำทัพแห่งกรุงศรีอยุธยาด้วย

 

แสงดา

แม่ของก้านกล้วย นางเป็นผู้ที่ก้านกล้วยรักมากที่สุด เพราะตลอดมา ก้านกล้วยมีแต่แม่ ที่คอยให้ความรัก ความเอาใจใส่ และทะนุถนอมดูแล นางต้องเลี้ยงลูกตามลำพัง เนื่องจากพ่อของ ก้านกล้วยจากไปในสงคราม และไม่ได้กลับมาอีกเลย แสงดามีความรู้สึกไม่ดีต่อมนุษย์ เพราะ คิดว่ามนุษย์ชอบจับช้างป่าไปทำงาน โดยเฉพาะนำไปฝึกเป็นช้างรบแบบพ่อของก้านกล้วย ดังนั้น แสงดาจึงมักสอนลูก ให้เกลียดกลัวมนุษย์ และก้านกล้วยก็เชื่อตามที่แม่สอน แต่เมื่อเขาได้เข้าไป อยู่กับคน เขากลับพบสิ่งที่ตรงกันข้ามนั่นก็คือ จริงๆ แล้วมนุษย์กับช้างอยู่ร่วมกันด้วยความรักและความผูกพัน

 

พังนวล

ย่าของก้านกล้วย ช้างพังสูงอายุ ผู้มีตำแหน่งเป็นช้างแม่ปรก หรือช้างผู้นำโขลงออกหา อาหาร เนื่องจากมีอายุมากกว่าช้างตัวอื่นๆ ใช้ชีวิตอยู่ในป่ามายาวนาน ทำให้รู้ดีว่าในแต่ละ ฤดูกาลควรนำโขลงไปทางใด จึงจะได้พบแหล่งอาหาร พังนวลเป็นผู้ตั้งชื่อให้กับก้านกล้วย โดยดูจากลักษณะของเขา ว่าเป็นช้างที่มี หลังโค้งสวยแบบแปก้านกล้วย ถูกต้องตามตำรา นางรักและภาคภูมิใจในก้านกล้วยมาก นอกจากนี้ยังมั่นใจด้วยว่าโตขึ้นเขาจะต้องกลายเป็นช้างที่ยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน

 

ชบาแก้ว

ช้างสาวผู้ร่าเริง น่ารัก และมีจิตใจอันดีงาม ชบาแก้วเป็นช้างที่เกิดในหมู่บ้าน เธอจึง คุ้นเคยกับการอยู่กับมนุษย์ และมีความรู้สึกที่ดีต่อพวกเขา เธอคอยช่วยงานมนุษย์เสมอ หน้าที่หลักของเธอคือการดูแลเด็กๆ ในหมู่บ้าน และเข้าไปเก็บผลหมาก รากไม้ในป่า ชบาแก้วเป็นช้างที่มี น้ำใจ เมื่อเห็นใครเดือดร้อน ก็จะเข้าไปช่วยเสมอ ด้วยนิสัยเช่นนี้เอง ทำให้เธอได้รู้จักกับก้านกล้วย และหลังจากที่ได้รู้จักกันและเติบโตมาด้วยกัน ความรักของทั้งคู่ก็งอกงามขึ้น ในขณะเดียวกัน ชบาแก้วก็ค่อยๆ สอนให้ก้านกล้วยไว้ใจมนุษย์ จนกระทั่งเขายอมพลีชีพต่อสู้เคียงคู่กับมนุษย์

 

ภูผา

ช้างศึกผู้เกรียงไกรแห่งกรุงศรีอยุธยา เป็นตำนานที่ยังคงได้รับการเล่าขานในฐานะวีรชน ผู้ยอมสละชีพในสงคราม เขาคือพ่อของก้านกล้วย แม้ก้านกล้วยจะไม่เคยพบพ่อ เพราะพ่อออก จากโขลงไปตั้งแต่ก่อนเขาเกิด แต่เขาก็มีภาพพ่อที่ชัดเจนอยู่ในใจ ทั้งความสง่า เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เสียสละ และจิตใจอันอ่อนโยน ซึ่งทั้งหมดเป็นแบบฉบับที่ก้านกล้วยก้าวเดินตาม

 

มะโรง

ช้างหัวหน้าพวกเด็กเกเรในโขลง เป็นช้างรุ่นพี่ของก้านกล้วย มักอาศัยความที่โตกว่าและมี พวกมากรังแกก้านกล้วยอยู่เป็นประจำ แรกๆ ก้านกล้วยก็พยายามข่มใจ แต่พอมะโรงกับพวก แกล้งหนักเข้า โดยเฉพาะล้อเลียนเรื่องพ่อ ก้านกล้วยก็ทนต่อไปไม่ได้ เมื่อเจอช้างที่เอาจริงอย่าง ก้านกล้วย ก็ทำให้เห็นว่ามะโรงเก่งแต่ปาก นักเลงแต่ท่าทางท่าดีทีเหลว เป็นผู้ร้ายตลกๆ ไม่น่ากลัว อะไรเลย

 

พลายบุญเรือง – เจ้าพระยาปราบไตรจักร

ช้างศึกผู้มีรูปลักษณ์ดีไม่แพ้ก้านกล้วย เป็นคู่แข่งที่สำคัญในการคัดเลือกเป็นพระคชาธาร แต่ในที่สุดทั้งคู่ก็ได้ตำแหน่งสำคัญ คือ ก้านกล้วยขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาไชยานุภาพ เป็นพระ คชาธารของพระนเรศวร ส่วนพลายบุญเรืองขึ้นระวางสะพัดชื่อพระยาปราบไตรจักร เป็นช้างทรง ของพระอนุชาคือพระเอกาทศรถ

สิงขร

ช้างนำทัพในสงครามครั้งเสียกรุงฯ แม้การรบในครั้งนั้นไม่ได้ทำให้เขาบาดเจ็บ แต่เขาก็มี โรคร้ายติดตัวมายาวนาน ซึ่งเขาเชื่อว่าเป็นกรรมอันเกิดจากการที่ทำให้เพื่อนช้างต้องตายใน สงคราม ความสำคัญของสิงขรอยู่ตรงที่การเป็นผู้กุมความลับที่ก้านกล้วยอยากรู้มาตลอดชีวิต นั่นก็คือพ่อของเขาเป็นใคร

พระนเรศวรมหาราช

พระมหากษัตริย์ผู้เป็นมหาราชแห่งชาติไทย ผู้ประกาศอิสรภาพให้แก่กรุงศรีอยุธยา นอกจากพระปรีชาสามารถทางการรบ และความเด็ดเดี่ยวกล้าหาญของพระองค์แล้ว พระองค์ยัง ทรงเป็นผู้นำที่มีกลยุทธอันชาญฉลาด ในขณะเดียวกันก็ทรงมีพระทัยที่อ่อนโยน ทุกครั้งที่นำทัพ พระหัตถ์จะทรงพระแสงเข้าสู้กับข้าศึกด้วยพระองค์เองเสมอ

วีรกรรมอันยิ่งใหญ่ที่ประวัติศาสตร์ต้องจารึกคือการทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชา ที่หนองสาหร่าย สุพรรณบุรี เมื่อปีพุทธศักราช 2135 หลังจากชัยชนะในครั้งนี้ กรุงศรีอยุธยาก็ไม่ถูกพม่ารุกรานอีกเป็นเวลากว่าร้อยห้าสิบปี

พระมหาอุปราชา

แม่ทัพใหญ่แห่งหงสาวดี ผู้ซึ่งในวัยเด็กเคยเติบโตมากับพระนเรศวร โดยฝ่ายหนึ่งเป็นลูก กษัตริย์ อีกฝ่ายหนึ่งเป็นลูกเชลย ดังนั้นแม้จะโตมาด้วยกัน แต่พระมหาอุปราชาก็มักดูหมิ่นดูแคลน พระนเรศวรเสมอ เมื่อเล่นกันแล้วแพ้ แทนที่จะยอมรับ กลับใช้คำพูดเหน็บแนมต่างๆนานา

การนำทัพจำนวนสองแสนมายังกรุงศรีอยุธยาในครั้งนี้ ก็เพื่อทรงพิสูจน์ให้พระเจ้านันท บุเรง ผู้ทรงเป็นพระบิดา ได้ทรงเห็นว่าพระองค์ทรงเหมาะสมที่จะขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ ต่อไปได้ แต่การทำยุทธหัตถีกับพระนเรศวร กลับทำให้พระองค์ต้องสิ้นพระชนม์บนพระคชาธารกลางสนามรบ

ลุงทะเรียน- ควาญมะหูด

ชายชราผู้เป็นหัวหน้าควาญช้าง และผู้ฝึกสอนช้างป่าประจำหมู่บ้าน มะหูดได้รับความ เคารพจากทุกคนในหมู่บ้าน ในฐานะผู้ที่รอบรู้เรื่องช้าง สามารถฝึกช้างที่ดุร้ายให้เชื่องได้ภายใน เจ็ดวัน และนอกจากวิชาฝึกช้างที่สืบทอดมาจากรุ่นปู่รุ่นพ่อแล้ว เขายังเป็นผู้เชี่ยวชาญทาง คาถาอาคม มีมนต์สะกดช้างที่ร่ำเรียนมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าอีกด้วย ทว่าหลักสำคัญที่เขาใช้ เวลาฝึกช้าง กลับไม่เกี่ยวกับเวทย์มนตร์คาถาใดๆ แต่เป็นเรื่องของการให้ความรัก การดูแล เอาใจใส่ และการใช้คำพูดที่นุ่มนวล ซึ่งทำให้ช้างเชื่อฟังได้ในที่สุด

เจ้ามังคุด

เด็กน้อย หลานชายของลุงทุเรียน มนุษย์คนแรกที่เอาชนะใจก้านกล้วยได้ ด้วยความ บริสุทธิ์ ร่าเริง สดใส น่ารัก แม้ยังพูดเป็นคำไม่ได้ แต่เสียงอ้อแอ้ที่ออกมาจากปาก ก็แสดงถึงความ เป็นมิตรที่ให้กับก้านกล้วย จนในที่สุดก็สามารถเปลี่ยนเขาจากช้างป่าที่เกลียดชังมนุษย์ มาเป็นให้ ความรัก และความห่วงใยต่อมนุษย์ ถึงขนาดยอมไปรบเพื่อมนุษย์ได้