อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรต ผลไม้ กับโรคเบาหวาน

ผลไม้ทุกชนิดมี คาร์โบไฮเดรต เป็นส่วนประกอบ ดังนั้นไม่ว่าจะรับประทานส้ม มะม่วง ฝรั่ง แอปเปิล กล้วย หรือทุเรียน ก็ล้วนมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดทั้งสิ้น ซึ่งผลไม้แต่ละชนิดจะมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตที่แตกต่างกันไป

นอกจากนี้ผลไม้ยังอุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย ดังนั้นผู้ที่เป็นเบาหวานไม่จำเป็นต้องงดรับประทานผลไม้ ขอเพียงจำกัดปริมาณผลไม้ที่รับประทานแต่ละมื้อให้อยู่ในปริมาณที่เหมาะสมก็สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ โดยปริมาณที่เหมาะสมต่อมื้อ เช่น แอปเปิล 1 ผลกลาง, ส้ม 1 ผลกลาง, ฝรั่ง 1 ผลเล็ก, กล้วยหอม 1/2 ผล, กล้วยไข่/กล้วยน้ำว้า 1 ลูก, เงาะ/มังคุด 4 – 5 ผล, แตงโม 10 ชิ้นคำ หรือส้มโอ 2 กลีบ เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ผู้ที่เป็นเบาหวานควรหลีกเลี่ยงหรืองดน้ำผลไม้ทุกชนิด ทั้งน้ำผลไม้สำเร็จรูปหรือน้ำผลไม้สดที่คั้นเองกับมือแม้ไม่ได้เติมน้ำตาลทรายหรือน้ำผึ้งก็ตามที อย่าลืมว่าผลไม้ทุกชนิดมีคาร์โบไฮเดรต ในการทำน้ำผลไม้ 1 แก้ว จะต้องใช้ผลไม้สดปริมาณค่อนข้างเยอะ ให้ลองนึกภาพว่า ถ้ารับประทานปริมาณผลไม้เหล่านั้นแบบสดจะอิ่มนานแค่ไหน

ในขณะที่ถ้ารับประทานในรูปของน้ำผลไม้ใช้เวลาดื่มเร็วมาก ไม่รู้สึกอิ่ม ให้พลังงานที่สูง และในขณะเดียวกันทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ยกเว้นในกรณีที่มีภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ การดื่มน้ำผลไม้สัก 120 ml สามารถช่วยแก้ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำได้

อาการเบาหวานขึ้นตา

ในระยะแรกของ เบาหวาน ขึ้นตาอาจจะไม่มีอาการหรือความผิดปกติในการมองเห็น ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้ตัวและละเลยการตรวจตา แต่มารู้ตัวอีกทีเมื่อเบาหวานเริ่มขึ้นตาแล้ว ซึ่งอาจพบอาการต่าง ๆ เช่น

  • มองเห็นจุดหรือเส้นสีดำคล้ายหยากไย่ลอยไปมา
  • มองเห็นภาพบิดเบี้ยว
  • ตามัว การมองเห็นแย่ลง สายตาไม่คงที่
  • แยกแยะสีได้ยากขึ้น
  • เห็นภาพมืดเป็นบางจุด
  • สูญเสียการมองเห็น

***แต่ในบางรายอาจไม่มีอาการผิดปกติเลยแม้อยู่ในระยะรุนแรงแล้วก็ตาม

เคล็ด(ไม่)ลับ การดูแลเท้าใน ผู้เป็นเบาหวาน

ผู้เป็น เบาหวาน ควรให้ความสำคัญกับการดูแลเท้าเป็นพิเศษ เนื่องจากโรคเบาหวานจะส่งผลกระทบทำให้การไหลเวียนของเลือดในร่างกายไม่เป็นไปตามปกติโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณเท้า ประสาทความรู้สึกของเท้าจะทำงานได้ไม่ดี โดยเฉพาะความรู้สึกเกี่ยวกับอาการเจ็บปวด การถูกกดทับ หรือการรับรู้อุณหภูมิร้อน-เย็น โดยความการรับรู้ความรู้สึกจะลดลงอย่างค่อยเป็นค่อยไป จนท้ายที่สุดอาจไม่สามารถรับรู้ความรู้สึกบริเวณเท้าได้เลย

ดังนั้นเมื่อเกิดบาดแผลที่เท้าในผู้เป็นเบาหวานที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง ก็จะสามารถติดเชื้อโรคจากกลุ่มแบคทีเรียและเชื้อโรคอื่นได้ง่าย ถ้าหากไม่ได้รับรักษาอย่างถูกวิธี การติดเชื้อจะลุกลามมาก ซึ่งสุดท้ายอาจต้องพิการถูกตัดขาได้

เพิ่มความระวัง เพื่อลดความเสี่ยง
อาการข้างเคียงจากโรคเบาหวานจะส่งผลให้ระบบประสาทส่วนปลายที่เท้าเสื่อม หลอดเลือดส่วนปลายตีบตัน เกิดภาวะแรงกดทับ ผู้เป็นเบาหวานจึงมีโอกาสเกิดแผลง่าย แผลหายยาก และโอกาสติดเชื้อสูง ผู้เป็นเบาหวานจึงควรป้องกันการเกิดบาดแผลที่เท้าได้ โดยการดูแลสุขภาพเท้าอย่างสม่ำเสมอ เลือกรองเท้าที่เหมาะสมและควบคุมเบาหวานอย่างเคร่งครัดตามคำแนะนำของแพทย์ ก็จะช่วยลดความเสี่ยงที่จะถูกตัดขาได้

เมื่อเป็นแผล ต้องดูแลอย่างใส่ใจ
ไม่ว่าจะแผลเล็กแผลใหญ่ ก็อย่าชะล่าใจ ต้องดูแลรักษาความสะอาดบาดแผลอย่างสม่ำเสมอ

แผลเล็กน้อยเป็นตุ่มพองหรือแผลถลอก ให้หมั่นรักษาความสะอาดบริเวณบาดแผลและรอบๆบาดแผล

แผลสด ต้องดูแลเป็นพิเศษ ดังนี้

ทำความสะอาดด้วยน้ำต้มสุกที่ทิ้งไว้จนเย็นและสบู่อ่อนๆ แล้วซับให้แห้ง โดยการเช็ดแผล ให้เช็ดจากแผลวนออกมารอบแผล โดยไม่เช็ดซ้ำที่เดิม
ทายาฆ่าเชื้อโรคที่ไม่ระคายเคืองต่อเนื้อเยื่อ เช่น น้ำยาเบตาดีน หรือยาปฎิชีวนะที่เป็นครีม หลีกเลี่ยงการใช้ทิงเจอร์ไอโอดีนและไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์บริเวณแผล
ปิดแผลด้วยผ้าก๊อซที่ผ่านการฆ่าเชื้อ
ตรวจดูแผลทุกวันว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ ถ้าแผลไม่ดีขึ้น มีการอักเสบ บวมแดง หรือมีไข้ ควรรีบพบแพทย์ อ่านเพิ่มเติม