อาการของโรคภูมิแพ้

โรคที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา

โรคภูมิแพ้ (Allergy) เป็นโรคที่ผู้ป่วยมีอาการแพ้ ไอ จาม คัดจมูก น้ำมูก น้ำตาไหล คันรอบดวงตา ระคายเคืองทั่วใบหน้า มีผดผื่นคันแดงตามผิวหนัง ผิวหนังลอกอักเสบ หรืออาจแพ้รุนแรงถึงขั้นท้องร่วง แน่นหน้าอก หายใจไม่ออกหลังจากที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในร่างกาย ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะมีอาการแพ้ต่อสารแตกต่างกันไป เพราะโดยทั่วไปแล้ว สารส่วนใหญ่ที่ผู้ป่วยแพ้ เป็นสารที่ไม่ทำปฏิกิริยาหรือเป็นอันตรายต่อร่างกายคนส่วนใหญ่ แต่จะทำให้เกิดการเจ็บป่วยต่อผู้ที่แพ้เท่านั้น

โรคนี้เป็นโรคยอดนิยมที่พบในสภาพแวดล้อมปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมเมืองใหญ่ที่เต็มไปด้วยมลภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ฝุ่น ควัน สารพิษ ขยะ น้ำเน่าเสีย สิ่งเหล่านี้ล้วนเพิ่มความเสี่ยงให้ระบบภูมิคุ้มกันภายในร่างกายต้องทำงานเพิ่มมากขึ้น และเพิ่มโอกาสในการป่วยด้วยโรคภูมิแพ้มากยิ่งขึ้นตามไปด้วย

อาการของโรคภูมิแพ้

สภาพร่างกายที่แตกต่างกัน ทำให้แต่ละคนมีโอกาสเกิดอาการแพ้ต่อสิ่งต่าง ๆ แตกต่างกันไปด้วย โดยอาการที่เกิดจากภูมิแพ้อาหาร แบ่งเป็น 2 ระดับ คือ

IgE Mediated Reaction เกิดอาการแพ้เฉียบพลันทันทีที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย
Non IgE Mediated Reaction ค่อย ๆ เกิดอาการภายหลังได้รับสารก่อภูมิแพ้ประมาณ 4  ชั่วโมง หรือนานกว่านั้น

ส่วนอาการแพ้ต่อสารที่พบมากในปัจจุบัน ได้แก่ ภูมิแพ้อากาศ ภูมิแพ้ผิวหนัง ภูมิแพ้อาหาร ภูมิแพ้แมลงสัตว์กัดต่อย ซึ่งแต่ละโรคเกิดจากสาเหตุและแสดงอาการที่แตกต่างกันไป ดังนี้

ภูมิแพ้อาหาร

อาการสำคัญของผู้ที่แพ้อาหาร มักจะเกิดขึ้นกับระบบหายใจและระบบทางเดินอาหาร เช่น ไอ จาม น้ำตาไหล คัดจมูก มีอาการบวมแดงหรือคันบริเวณปาก ลิ้น ลำคอ หน้าซีด ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็ว รู้สึกอ่อนล้า หมดแรง หายใจลำบาก ความดันลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว คลื่นไส้อาเจียน วิงเวียนศีรษะ เป็นลมพิษ มีผื่นแดงคันขึ้นทั่วตัว ปวดท้อง ท้องเสีย ขับถ่ายเป็นมูกหรือมีเลือดปน

แม้จะมีอาการแสดงบางอย่างที่ใกล้เคียงกับโรคอาหารเป็นพิษ (Food Poisoning)  แต่การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ร่างกายแพ้สารก่อภูมิแพ้ในอาหารชนิดนั้นเท่านั้น คนทั่วไปจะไม่ปรากฏอาการดังกล่าว ในขณะที่โรคอาหารเป็นพิษเกิดจากอาหารที่เจือปนเชื้อโรคหรือสารพิษ และทำปฏิกิริยาต่อร่างกายคนทั่วไปด้วย ทั้งนี้ การวินิจฉัยจะเป็นไปตามขั้นตอน เช่น การตรวจสอบประวัติการแพ้ของผู้ป่วย และตรวจสอบว่าผู้ที่รับประทานอาหารชนิดเดียวกันเกิดอาการเดียวกันหรือไม่

ภูมิแพ้อากาศหรือภูมิแพ้จมูก

ภูมิแพ้ชนิดนี้จะมีอาการที่เกิดกับจมูก บริเวณโพรงจมูก และอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินหายใจเป็นหลัก หลังผู้ป่วยหายใจเอาสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกันจะขับสารเพื่อทำปฏิกิริยากับสารก่อภูมิแพ้ ซึ่งทำให้เกิดอาการแพ้ คือ จามบ่อย คันและมีการอักเสบบวมทั่วใบหน้า รอบดวงตา จมูก ปาก และลำคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล มีเสมหะ หายใจไม่ออก หอบหืด ไอ เจ็บคอ หูอื้อ ตาแดง ประสาทรับกลิ่นทำงานได้แย่ลง และอาจมีไข้ร่วมด้วย

ภูมิแพ้ผิวหนัง

ผู้ป่วยจะเกิดอาการแพ้ที่ผิวหนังบริเวณที่ได้รับสารก่อภูมิแพ้ โดยจะเกิดการคัน มีผื่นแดง มีรอยนูนแดง หรือตุ่มบวมอักเสบ เป็นแผลหรือผิวลอกออกได้ง่ายเมื่อเกา อาจลุกลามอักเสบเป็นวงกว้าง

ภูมิแพ้ตา

อาการแพ้นี้จะแสดงออกทางดวงตา เช่น คันหรือระคายเคืองบริเวณดวงตา แสบตา ตาแดง ตาบวม เปลือกตาอักเสบบวม มีน้ำตาไหล รู้สึกเหมือนมีก้อนหรือสะเก็ดเม็ดทรายติดอยู่ในดวงตา ตามีความอ่อนแอ ไวต่อแสง แสงจ้าหรือแม้แต่แสงสว่างปกติก็อาจสร้างความลำบากในการมองเห็น สร้างความรำคาญใจและรบกวนทัศนวิสัยในการมองเห็น

แม้ลักษณะอาการที่เกิดขึ้นจะคล้ายกับอาการของผู้ป่วยโรคตาแดง แต่โรคภูมิแพ้ตาไม่ใช่โรคติดต่อ ไม่ได้เกิดจากเชื้อโรคอย่างไวรัสหรือแบคทีเรีย แต่เกิดจากสารก่อภูมิแพ้ที่จะทำปฏิกิริยาต่อผู้ที่แพ้เท่านั้น

สาเหตุของโรคภูมิแพ้

โรคภูมิแพ้เกิดจากการที่ร่างกายผลิตภูมิคุ้มกันเพื่อขจัดสิ่งแปลกปลอมที่รับเข้ามาด้วยการขับสารภูมิต้านทานออกมาต้านสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้น และสารภูมิต้านทานนั้นก็ก่อให้เกิดการอักเสบและอาการแพ้แก่ร่างกายด้วย การเกิดโรคภูมิแพ้เป็นเหตุมาจากภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ทำงานมากเกินไป ทำให้เกิดอาการแพ้ต่อบางสิ่งที่อาจไม่เป็นอันตรายต่อคนทั่วไป แต่เป็นอันตรายต่อตัวบุคคลที่แพ้เท่านั้น

สารที่ร่างกายรับเข้ามาและกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ในลักษณะต่าง ๆ เรียกว่า “สารก่อภูมิแพ้” โดยร่างกายจะมีปฏิกิริยาต่อสารก่อภูมิแพ้ด้วยการแสดงอาการแพ้ในรูปแบบที่แตกต่างกัน โดยสารภูมิต้านทานซึ่งเป็นโปรตีนที่อยู่ในเลือด มีหน้าที่คอยป้องกัน รวมทั้งขจัดเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกาย ทำปฏิกิริยาตอบสนองต่อสารก่อภูมิแพ้บางชนิดที่ผู้ป่วยแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาหารส่วนใหญ่ มักแพ้อาหารจำพวกไข่ นม ถั่ว ปลาและอาหารทะเล การแพ้อาหารจะเกิดขึ้นกับผู้ที่มีร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ในอาหารชนิดนั้นเท่านั้น ผู้ที่ไม่ได้ป่วยจะไม่ปรากฏอาการแพ้

สารก่อภูมิแพ้ที่พบได้บ่อยจากภูมิแพ้จมูกหรือภูมิแพ้อากาศ มักมาจากไรฝุ่น เชื้อรา หญ้า ละอองเกสร ขนสัตว์ ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศและเข้าสู่ร่างกายผ่านการหายใจ

สารก่อภูมิแพ้ที่เข้าสู่ร่างกายผ่านทางผิวหนังมีหลายชนิด เช่น สารเคมีจากผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด ถุงมือยาง ยาย้อมสีผม โลหะ เงิน เป็นต้น

ภูมิแพ้ตา มักเกิดจากสารก่อภูมิแพ้ประเภทไรฝุ่น ควัน สารเคมี ละอองเกสร ขนหรือสะเก็ดผิวหนังของสัตว์ที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศและกระแสลม เข้าสู่ร่างกายผ่านทางเยื่อบุดวงตา ทำให้เกิดอาการระคายเคืองและมีอาการแพ้ที่แสดงออกทางดวงตาในหลายรูปแบบ

การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้

เพื่อตรวจหาโรคภูมิแพ้และหาแนวทางการรักษาได้อย่างถูกต้องเหมาะสม แพทย์จะวินิจฉัยตามกระบวนการเหล่านี้

โรคภูมิแพ้
โรคภูมิแพ้

ซักประวัติ

ในการตรวจเบื้องต้น แพทย์จะซักประวัติและอาการแพ้ของผู้ป่วย แพทย์ต้องทราบสภาพแวดล้อมบริเวณถิ่นที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมรอบ ๆ ที่ทำงาน เพื่อประเมินความเสี่ยงในการเกิดภูมิแพ้ รวมทั้งซักประวัติการแพ้ในอดีตของผู้ป่วย หรือมีญาติใกล้ชิดที่ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้

ตรวจร่างกาย

แพทย์จะตรวจร่างกายภายนอกว่ามีอาการแสดงใดบ้างที่บ่งชี้ถึงโรคภูมิแพ้ ได้แก่ ตา จมูก ลำคอ ช่วงอก และผิวหนังทั่วไป ในบางรายอาจต้องตรวจการทำงานของปอดด้วยเครื่องเป่าลม หรืออาจต้องเอกซเรย์เพื่อดูการทำงานของปอดร่วมด้วย

ชุดทดสอบภูมิแพ้

แพทย์จะใช้ชุดทดสอบภูมิแพ้เพื่อทดสอบอาการแพ้ของผู้ป่วย ชุดทดสอบที่นำมาใช้ในการวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ คือ การสะกิดผิวหนังแล้วหยดสารก่อภูมิแพ้ (Skin Prick Test) การฉีดสารก่อภูมิแพ้ (Skin Injection Test) และ การติดแผ่นทดสอบสารก่อภูมิแพ้ (Patch Test)

Skin Prick Test เป็นชุดทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนัง แพทย์จะใช้ปลายเข็มสะกิดบริเวณผิวหนัง เช่น ที่ปลายแขน แล้วหยดหรือทาสารก่อภูมิแพ้ลงไปเล็กน้อย หากผู้ป่วยแพ้ต่อสารใด บริเวณที่ถูกสารนั้นจะมีตุ่มนูนแดงปรากฏขึ้นมาภายในเวลาประมาณ 15 นาที
Skin Injection Test แพทย์จะฉีดสารก่อภูมิแพ้ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายเข้าสู่ผิวหนัง แล้วรอดูผลว่ามีอาการแพ้ต่อสารใดหรือไม่ประมาณ 15 นาที
Patch Test เป็นชุดทดสอบภูมิแพ้ทางผิวหนังเช่นกัน โดยแพทย์จะติดแผ่นทดสอบซึ่งมีสารก่อภูมิแพ้หลายชนิดหลาย ๆ แผ่นลงบนผิวหนังบริเวณผิวหนัง ผู้ป่วยต้องระมัดระวังในการทำกิจกรรม ไม่ให้มีเหงื่อไหลหรือไม่ให้มีของเหลวโดนแผ่นทดสอบเป็นเวลา 2 วัน แล้วจึงกลับมาพบแพทย์เพื่อดูผลการทดสอบ
การรักษาโรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยที่สงสัยว่ามีอาการแพ้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้อง ส่วนผู้ที่มีประวัติโรคภูมิแพ้ ควรใช้ยาภายใต้คำสั่งหรือการแนะนำของแพทย์อยู่เสมอ และรีบไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการแพ้ที่รุนแรง

ด้านการรักษาด้วยยา ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้มักจะได้รับยาต้านฮิสตามีน (Antihistamine) ป้องกันไม่ให้สารฮิสตามีนทำงาน ซึ่งฮิสตามีนเป็นสารที่หลั่งเมื่อมีสารก่อภูมิแพ้เข้าสู่ร่างกาย โดยสารนี้จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการแพ้และอักเสบที่อวัยวะต่าง ๆ อย่างการเกิดผื่นคัน ผื่นแดงตามผิวหนัง ยาอะดรีนาลีน (Adrenaline) ใช้รักษาผู้ป่วยที่มีอาการแพ้อย่างรุนแรงและมีอาการเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ จะช่วยลดอาการบวมของกล่องเสียงและหลอดลมที่เป็นเหตุทำให้หายใจติดขัด ส่วนใหญ่ใช้ในรูปแบบการฉีดตัวยาเข้าสู่ร่างกายโดยตรง ยาแก้คัดจมูก (Decongestants) ใช้ลดการบวมของเยื่อบุโพรงจมูก ช่วยลดอาการคัดจมูกและการหายใจติดขัด มีทั้งรูปแบบหยอดจมูกและยาเม็ดรับประทาน ยาพ่นสเตียรอยด์ลดอาการอักเสบ อาการบวมและการเกิดน้ำมูกอุดตันในโพรงจมูก และยาทาสเตียรอยด์รูปแบบครีมที่ใช้ทาผิวหนังบริเวณที่มีอาการแพ้และมีผดผื่นคัน ตัวยาจะช่วยลดการอักเสบของผิวหนังและช่วยไม่ให้ผดผื่นคันขยายไปเป็นวงกว้าง

นอกจากนี้ ยังมีวิธีภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) เป็นการรักษาผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ด้วยการฉีดสารก่อภูมิแพ้เข้าไปปริมาณเล็กน้อย ทำให้ร่างกายค่อย ๆ คุ้นเคยกับสารและทำให้การแพ้สารนั้นทุเลาลงจนหายขาด เป็นวิธีการฉีดสารก่อภูมิแพ้อย่างต่อเนื่องตามขั้นตอน ผู้ป่วยต้องเข้ารับการฉีดสารเป็นระยะอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานตามความรุนแรงของอาการแพ้และตามสภาพร่างกายของผู้ป่วย

ภาวะแทรกซ้อนของโรคภูมิแพ้

ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจต้องเผชิญกับอาการแทรกซ้อนต่าง ๆ หรือมีความเสี่ยงในการป่วยด้วยโรคอื่นเพิ่มมากขึ้น เช่น

โรคภูมิแพ้ขั้นรุนแรง (Anaphylaxis)

ผู้ป่วยจะมีอาการแพ้ที่รุนแรงขึ้น เช่น มีผื่นขึ้นเต็มตัวและมีอาการคันตลอดเวลา เป็นลมพิษ หน้าซีดหรือหน้าแดง คอบวม แน่นหน้าอก หายใจติดขัด อาเจียน ท้องร่วง หากมีอาการเหล่านี้ควรรีบไปพบแพทย์ทันที ส่วนใหญ่พบในผู้ป่วยที่แพ้อาหาร แพ้แมลง และแพ้ยา

โรคหอบหืด

ผู้ป่วยที่เป็นภูมิแพ้จะมีโอกาสเป็นโรคหอบหืดมากกว่าคนทั่วไป โดยมีอาการหายใจลำบาก หอบเหนื่อย หายใจเสียงดัง ไอ แน่นหน้าอกหรือเจ็บที่หน้าอก มีปัญหาในการนอนเนื่องจากการหายใจที่ผิดปกติ ทำให้นอนยากหรือนอนแล้วรู้สึกตัวขึ้นกลางดึก หอบหืดเกิดจากมีสารก่อภูมิแพ้เข้าไปในปอด ทำให้เกิดการอักเสบของระบบทางเดินหายใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ หลอดลมอักเสบ พบมากในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศซึ่งเป็นการป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจโดยตรง

ไซนัสอักเสบ

ไซนัสอักเสบเป็นอีกหนึ่งอาการที่พบมากในผู้ป่วยภูมิแพ้อากาศ โดยจะมีอาการปวดศีรษะ โดยเฉพาะบริเวณหน้าผาก รอบตา หัวคิ้ว ข้างจมูก คัดจมูก มีน้ำมูกและเสมหะสีเขียวข้น ไอ มีไข้ หายใจลำบาก

นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรคภูมิแพ้อาจมีอาการป่วยและโรคแทรกซ้อนอย่างอื่นอีก เช่น ผิวหนังอักเสบ กลาก การติดเชื้อในหูชั้นกลาง การติดเชื้อในปอด เป็นต้น

การป้องกันโรคภูมิแพ้

การลดความเสี่ยงในการเกิดโรค คือ การดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงสมบูรณ์ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และถูกสุขลักษณะ  ยิงปลาเครดิตฟรี  ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมสม่ำเสมอ และหมั่นตรวจเช็คสุขภาพประจำปี

โรคภูมิแพ้เป็นโรคไม่ติดต่อและจะเกิดกับผู้ที่ร่างกายแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้เท่านั้น ดังนั้น การป้องกันส่วนใหญ่จึงเป็นวิธีการสำหรับผู้ป่วยที่จะป้องกันไม่ให้เกิดอาการแพ้ หรือไม่ให้อาการแพ้นั้นกำเริบรุนแรง ดังนี้

หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้

หากป่วยเป็นโรคภูมิแพ้อยู่แล้ว ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเผชิญกับสิ่งที่มีสารที่ตนแพ้ เช่น ผู้ป่วยที่แพ้อาหารทะเล ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ทำมาจากสัตว์ทะเลทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นอาหารแปรรูป อาหารสด หรืออาหารแห้ง ผู้ที่แพ้ฝุ่นควรหลีกเลี่ยงการเดินทางบนท้องถนนที่มีฝุ่นควัน ไม่ลดกระจกลงขณะโดยสารอยู่บนรถ หลีกเลี่ยงการเดินผ่านเขตบริเวณที่มีการก่อสร้าง และดูแลรักษาความสะอาดภายในบ้านและห้องนอน ให้มีอากาศถ่ายเทสะดวก แสงแดดเข้าถึง เพื่อป้องกันการสะสมฝุ่นและไรฝุ่นที่จะก่อให้เกิดอาการแพ้ได้

เขียนบันทึก

ลงบันทึกประจำวันว่าทำกิจกรรมอะไรหรือรับประทานอะไรแล้วมีอาการอย่างไร เป็นการศึกษาอาการแพ้ รวมถึงให้ทราบสิ่งที่แพ้และสิ่งที่ไม่แพ้ เพื่อวางแผนป้องกันและรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป

เตรียมการในภาวะฉุกเฉิน

สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการแพ้รุนแรง ควรแจ้งอาการป่วยของตนกับบุคคลใกล้ชิด สวมใส่สร้อยคอหรือสร้อยข้อมือแพทย์เตือนที่จะสื่อให้ผู้อื่นทราบถึงอาการแพ้กำเริบในกรณีฉุกเฉินที่มีอาการจนไม่สามารถพูดสื่อสารได้ หรือในบางราย แพทย์จะให้ผู้ป่วยพกยาฉีดเอพิเนฟรินสำหรับฉีดรักษาด้วยตนเองหากอาการกำเริบ และเตรียมเบอร์โทรฉุกเฉินที่จำเป็นไว้ในกรณีเร่งด่วนเสมอ

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาแก้แพ้ เพื่อการใช้ยาอย่างปลอดภัย

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับยาแก้แพ้

วิธีใช้ยาแก้แพ้อย่างปลอดภัย เป็นสิ่งที่คนเป็น โรคภูมิแพ้ หรือภาวะอื่นที่ต้องใช้ยาชนิดนี้เป็นประจำควรรู้ แม้ว่ายาแก้แพ้ส่วนใหญ่จะไม่ส่งผลให้เกิดผลข้างเคียงอันตราย แต่การศึกษาวิธีใช้ยาแก้แพ้อย่างปลอดภัยจะช่วยรับมือกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาได้อย่างตรงจุดอีกด้วย

ยาแก้แพ้ หรือยาต้านฮิสตามีน (Antihistamines) เป็นยาที่ช่วยยับยั้งการหลั่งของสารฮิสตามีน ซึ่งเป็นสารที่จะหลั่งออกมาเมื่อร่างกายได้รับสิ่งแปลกปลอม อย่างสารก่อภูมิแพ้ สารเคมี เชื้อโรค และพิษจากแมลง จึงทำให้เกิดอาการแพ้ตามมา เช่น ผื่นแดงคันตามผิวหนัง คันตา คัดจมูก และน้ำมูกไหล เป็นต้น สำหรับใครที่มีอาการภูมิแพ้เรื้อรังควรศึกษาเกี่ยวกับข้อมูลของยาแก้แพ้ เพื่อให้ใช้ได้อย่างปลอดภัย

เรื่องน่ารู้ของยาแก้แพ้และวิธีใช้ยาแก้แพ้อย่างปลอดภัย 

ยาแก้แพ้เป็นตัวช่วยบรรเทาอาการแพ้ที่รบกวนการใช้ชีวิต การทำความเข้าใจถึงยาแก้แพ้ในเรื่องต่อไปนี้อาจช่วยให้คุณใช้ยาแก้แพ้ได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

1. ยาแก้แพ้มี 2 ชนิด

ยาแก้แพ้สามารถแบ่งออกได้ 2 ชนิดหลัก ๆ ดังนี้

ยาแก้แพ้ที่ทำให้ง่วง (Conventional Antihistamines)

ยากลุ่มนี้ออกฤทธิ์ผ่านทางสมอง ระบบประสาท และไขสันหลัง จึงมักทำให้เกิดอาการง่วงซึม อีกทั้งยังอาจพบผลข้างเคียงอื่น ๆ เช่น ปากแห้ง ตาพร่า และปัสสาวะขัด

ตัวอย่างยาแก้แพ้กลุ่มนี้ ได้แก่ ยาคลอเฟนิรามีน (Chlorpheniramine) ยาไฮดรอกไซซีน (Hydroxyzine) ยาบรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) ยาคีโตติเฟน (Ketotifen) ยาออกซาโทไมด์ (Oxatomide) และโปรเมทาซีน (Promethazine)

ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วง (Non-Drowsy Antihistamines)

ยาแก้แพ้กลุ่มนี้ออกฤทธิ์ผ่านสมองน้อยกว่ากลุ่มแรกจึงทำให้ไม่ง่วง แต่ก็อาจพบผลข้างเคียง เช่น ปวดหัว ปากแห้ง หรือรู้สึกไม่สบายได้

ตัวอย่างยาแก้แพ้กลุ่มนี้ ได้แก่ ยาเซทิริซีน (Cetirizine) ยาเฟกโซเฟนาดีน (Fexofenadine) ยาเลโวเซทิริซีน (Levocetirizine) และยาลอราทาดีน (Loratadine)

2. ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วงก็อาจทำให้ง่วงได้

แม้จะชื่อว่ายาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วง แต่ก็อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงเป็นอาการง่วงซึมได้เช่นกัน เพราะยาแก้แพ้ชนิดนี้ยังคงออกฤทธิ์ภายในสมองและระบบประสาท เพียงแต่ออกฤทธิ์น้อยลงเท่านั้น คนบางส่วนที่ใช้ยาแก้แพ้กลุ่มนี้ก็อาจพบอาการง่วงซึมได้

ด้วยเหตุนี้การใช้ยาแก้แพ้ไม่ว่าจะกลุ่มไหนก็อาจมีความเสี่ยงเกิดอาการง่วงซึมหรือการตอบสนองช้าลงได้ ดังนั้นหากเพิ่งใช้ยาแก้แพ้เป็นครั้งแรกหรือรู้สึกว่าตนเองมักง่วงซึมจากการใช้ยาแก้แพ้ ควรหลีกเลี่ยงการขับขี่ยานพาหนะทุกชนิด รวมถึงงานที่เสี่ยงต่ออุบัติเหตุ เช่น การทำงานกับเครื่องจักร การทำงานบนท้องถนน และการทำงานบนที่สูง เป็นต้น

3. ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วงอาจทำให้เกิดผลข้างเคียงได้น้อยกว่า

ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วงเป็นยาที่ถูกพัฒนาขึ้นหลังจากยาแก้แพ้กลุ่มแรก ซึ่งข้อมูลทางการแพทย์ชี้ว่านอกจากยาแก้แพ้กลุ่มนี้จะทำให้ง่วงน้อยลงแล้ว อัตราการเกิดผลข้างเคียง อย่างปากแห้ง โพรงจมูกแห้ง และอาการตาพร่าก็ยังน้อยกว่ายาแก้แพ้กลุ่มแรกด้วย

4. ยาแก้แพ้กลุ่มแรกอาจใช้เพื่อจุดประสงค์อื่นได้

แม้ว่าในภาพรวมของคนทั่วไป ยาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วงจะดูเป็นอันตรายน้อยกว่ายาแก้แพ้กลุ่มแรก แต่ในความเป็นจริง ยาแก้แพ้กลุ่มแรกก็มีสรรพคุณบางอย่างที่เหนือกว่ายาแก้แพ้กลุ่มไม่ทำให้ง่วง ซึ่งก็คือการบรรเทาอาการน้ำมูกไหลที่ดีกว่า อีกทั้งยาแก้แพ้กลุ่มแรกอาจใช้เพื่อบรรเทาอาการเมารถและอาการนอนไม่หลับได้ด้วย

5. ข้อจำกัดของยาแก้แพ้

แม้ว่ายาแก้แพ้ส่วนใหญ่มีความปลอดภัยเมื่อใช้ในผู้ใหญ่และเด็กอายุตั้งแต่ 2 ปีขึ้นไป แต่คนบางกลุ่มอาจมีความเสี่ยงที่จะเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาแก้แพ้ได้สูงกว่าคนทั่วไป ดังนั้นหากคุณเป็นคนในกลุ่มต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนเริ่มใช้ยา

  • กำลังตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  • มีโรคประจำตัว โดยเฉพาะโรคหัวใจ โรคตับ ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ โรคเบาหวาน โรคไต โรคต่อมลูกหมากโต โรคต้อหิน และโรคลมชัก
  • อยู่ในระหว่างการรักษาตัวด้วยยาชนิดอื่น โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ
  • หาซื้อยาแก้แพ้เพื่อใช้ในเด็กเล็กและผู้สูงอายุ
  • ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ

6. ยาแก้แพ้แต่ชนิดมีระยะเวลาออกฤทธิ์ต่างกัน

ยาแก้แพ้แต่ละชนิดและแต่ละยี่ห้ออาจมีตัวยาและปริมาณยาที่แตกต่างกัน ซึ่งส่งผลต่อระยะเวลาการออกฤทธิ์ โดยส่วนใหญ่ระยะการออกฤทธิ์จะอยู่ระหว่าง 12–24 ชั่วโมงตามชนิดและปริมาณยา หากเริ่มใช้เป็นครั้งแรกหรือต้องการเปลี่ยนชนิดของตัวยา ควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนเสมอ

7. ยาแก้แพ้สามารถใช้ได้ทุกวัน

โรคภูมิแพ้ส่วนใหญ่ โดยเฉพาะโรคภูมิแพ้อากาศและภูมิแพ้ผิวหนังมักมีอาการเรื้อรัง คนที่เป็นโรคเหล่านี้จึงมักกังวลว่าการใช้ยาแก้แพ้บ่อยเกินไปอาจส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อร่างกายได้ ซึ่งจากข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน คนที่เป็นโรคภูมิแพ้สามารถใช้ยาแก้แพ้เพื่อควบคุมอาการได้ทุกวันโดยไม่เกิดอันตราย

แต่เพื่อความปลอดภัยและความสบายใจ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของอาการว่ามาจากโรคภูมิแพ้จริงหรือไม่ รวมถึงใช้ยาแก้แพ้ตามคำแนะนำของแพทย์ เภสัชกร และฉลากยาอยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม หากช่วงไหนป่วยด้วยโรคอื่นหรือต้องใช้ยาอื่นเพื่อรักษาอาการ ควรแจ้งแพทย์ทุกครั้งเกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่เป็นประจำ

8. ยาแก้แพ้อาจใช้ป้องกันอาการแพ้ได้

ยาแก้แพ้ไม่เพียงช่วยบรรเทาอาการแพ้หลังจากเกิดอาการแล้วเท่านั้น แต่อาจช่วยลดความเสี่ยงหรือป้องกันการเกิดอาการได้ด้วย ดังนั้นหากรู้ว่าสารชนิดใดที่ทำให้เกิดอาการแพ้และรู้ว่าจะต้องเสี่ยงสัมผัสกับสารนั้น ควรใช้ยาแก้แพ้ก่อนสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้

โดยการใช้ยาแก้แพ้กลุ่มที่ทำให้ง่วง อย่างยาคีโตติเฟนและยาออกซาโทไมด์ติดต่อกันเป็นเวลา 2–3 สัปดาห์จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันอาการแพ้

อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ในการป้องกันอาจแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของการแพ้ด้วย สำหรับคนที่แพ้อาหาร ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่แพ้โดยเด็ดขาด แม้จะรับประทานยาแก้แพ้ไปแล้วก็ตาม เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรงที่ทำให้เสียชีวิตได้

9. ยาแก้แพ้เป็นยาเพื่อบรรเทาอาการ ไม่ใช่ยารักษา

โรคภูมิแพ้ ไม่ว่าจะเป็นภูมิแพ้อากาศ โรคหืด โรคผิวหนังอักเสบ ลมพิษ และอาการแพ้อาหารเป็นปัญหาสุขภาพที่เกิดจากพันธุกรรมภายในร่างกายผิดปกติจึงไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ยาแก้แพ้เป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่ใช้บรรเทาและควบคุมอาการชั่วคราวเท่านั้น โดยวิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันอาการแพ้ คือ การหลีกเลี่ยงสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ให้ได้มากที่สุด

10. ยาแก้แพ้ไม่สามารถใช้รักษาโรคหวัดได้

แม้ว่าโรคไข้หวัดและโรคภูมิแพ้มักมีอาการระบบทางเดินหายใจที่คล้ายกัน เช่น คัดจมูก น้ำมูกไหล ระคายคอ และไอ แต่ยารักษาโรคหวัดและยาแก้แพ้ไม่สามารถใช้แทนกันได้ เนื่องจากทั้งสองโรคมีสาเหตุที่แตกต่างกัน

ยาแก้แพ้เพียงบางชนิดเท่านั้นที่พอช่วยบรรเทาอาการบางอย่างจากโรคหวัดได้ อย่างบรอมเฟนิรามีน คลอเฟนิรามีน อย่างไรก็ตามหากอาการหวัดไม่ดีขึ้นหรือแย่ลง ควรไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่เหมาะสม

11. ยาแก้แพ้มีหลายรูปแบบ

เมื่อพูดถึงยาแก้แพ้หลายคนอาจนึกถึงยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน แต่ยาแก้แพ้ยังมีรูปแบบอื่น ๆ นอกจากยาเม็ดหรือยาน้ำด้วย เช่น ครีม โลชั่น เจล ยาหยอดตา และยาพ่นจมูก ซึ่งอาจเลือกใช้ได้ตามความเหมาะและอาการที่พบ นอกจากนี้ ยาแก้แพ้ในรูปแบบอื่นอาจมีตัวยา การออกฤทธิ์ วิธีการใช้ และผลข้างเคียงที่แตกต่างกันไปจากยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน จึงควรปรึกษาแพทย์และเภสัชกรก่อนใช้

ยาแก้แพ้ชนิดรับประทานสามารถใช้เพื่อรักษาอาการของโรคภูมิแพ้ในระดับไม่รุนแรงจนถึงความรุนแรงปานกลางเท่านั้น หากรู้ว่าตนเองมีอาการแพ้ต่อสารใดรุนแรง ควรหลีกเลี่ยงสารชนิดนั้น

หากสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้และพบอาการลมพิษรุนแรง คันคอ หน้าบวม ปากบวม คอบวม หายใจไม่ออก อาเจียน ปวดท้องอย่างรุนแรง ควรไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณของปฏิกิริยาภูมิแพ้รุนแรง หรือแอนาฟิแล็กซิส (Anaphylaxis) ซึ่งอาจทำให้ช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้ ทั้งนี้ หากพบอาการในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกหลังจากรับประทานอาหารหรือสัมผัสกับสารที่ไม่คุ้นเคยก็ควรไปพบแพทย์เช่นเดียวกัน

ภูมิแพ้ รู้ให้ทันดูแลได้

หนึ่งในโรคยอดนิยมที่เป็นกันมากทั่วโลกคือ โรคภูมิแพ้ เพราะฉะนั้นการรู้เท่าทันเกี่ยวกับ โรคภูมิแพ้ ไม่เพียงช่วยให้สังเกตอาการเบื้องต้นได้ ยังหมายถึงการดูแลป้องกันตนเองได้อย่างเหมาะสม

โรคยอดฮิตของคนไทย
ปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยโรคภูมิแพ้เพิ่มมากขึ้น 3 – 4 เท่า หากเทียบกับ 10 ปีที่ผ่านมา โดยข้อมูลสถิติของสมาคมโรคภูมิแพ้และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทย พบว่า เด็กไทยเป็นโรคภูมิแพ้สูงถึงร้อยละ 38 และผู้ใหญ่เป็นโรคภูมิแพ้ประมาณร้อยละ 20 โดยสาเหตุส่วนใหญ่เนื่องมาจาก

กรรมพันธุ์
มลภาวะ
สูบบุหรี่
ขาดการออกกำลังกาย
สภาพแวดล้อมภายในที่พักอาศัย เช่น เลี้ยงสัตว์ ปูพรม เครื่องปรับอากาศ เป็นแหล่งสะสมฝุ่นละอองและไรฝุ่นชั้นดี เป็นต้น

รู้จักโรคภูมิแพ้
โรคที่เกิดจากการตอบสนองของร่างกายที่ไวต่อสารก่อภูมิแพ้มากกว่าปกติ ทำให้เกิดอาการผิดปกติกับอวัยวะที่สัมผัสสารก่อภูมิแพ้นั้น ๆ ซึ่งผู้ป่วยโรคนี้แต่ละคนจะมีอาการแตกต่างกันและความรุนแรงไม่เท่ากัน เพราะชนิดของสารก่อภูมิแพ้ที่ได้รับและการตอบสนองของร่างกายแต่ละบุคคลต่างกัน

ประเภทสารก่อภูมิแพ้
ประกอบด้วย 2 ประเภทหลัก ได้แก่

1) สารก่อภูมิแพ้ในสิ่งแวดล้อมและอากาศ เช่น ไรฝุ่น ขนสัตว์ ละอองเกสร แมลงสาบ เชื้อรา ฯลฯ

2) สารก่อภูมิแพ้ประเภทอาหาร เช่น นม ไข่ ถั่ว แป้งสาลี อาหารทะเล ฯลฯ

อาการบ่งบอกภูมิแพ้
อาการของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้จะเกิดตามอวัยวะที่มีการอักเสบจากการกระตุ้นของสารก่อภูมิแพ้ ได้แก่

ผื่นคัน
ลมพิษ
น้ำมูก
จาม
คันจมูก
คัดจมูก
คันตา
เคืองตา
แสบตา
น้ำตาไหลบ่อย
ไอ
หอบ
แน่นหน้าอก
หายไม่คล่อง
หายใจแล้วมีเสียงวี้ด
นอกจากนี้ยังอาจเกิดอาการท้องเสีย อาเจียน น้ำหนักลด รวมทั้งมีภาวะซีดเกิดขึ้นด้วยได้เช่นกัน จึงจำเป็นต้องหมั่นสังเกตตนเองและพบแพทย์เพื่อทำการตรวจอย่างละเอียดอีกครั้ง

ตรวจให้แน่ใจ
การวินิจฉัยโรคภูมิแพ้ย่อมช่วยให้ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของอาการแพ้ที่เกิดขึ้น ซึ่งจะเริ่มจากแพทย์ตรวจร่างกายและซักประวัติแบบละเอียด จากนั้นจะทำการตรวจเพิ่มเติมตามความเหมาะสม เช่น ทดสอบทางผิวหนัง เจาะเลือดหาสาเหตุ เพื่อให้สามารถยืนยันสาเหตุการแพ้ได้อย่างชัดเจน นำไปสู่การดูแลตนเองได้อย่างเหมาะสม

แม้ภูมิแพ้จะเป็นโรคเรื้อรัง แต่ถ้าหากรู้สาเหตุของการแพ้อย่างชัดเจนและพยายามหลีกเลี่ยง ตลอดจนหมั่นดูแลร่างกายให้แข็งแรง ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ และพักผ่อนให้เพียงพอ ย่อมช่วยบรรเทาอาการที่จะเกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี

If you looking OPPORTUNITY for money you must go to website at ufabet

5 วิธีดูแลบ้านลดเสี่ยงโรคภูมิแพ้

คำพูดที่ว่า “เด็กสมัยนี้เป็นโรคภูมิแพ้เยอะกว่าแต่ก่อน” ดูท่าจะจริง เพราะเมื่อดูจากสถิติของสมาคม โรคภูมิแพ้ และอิมมูโนวิทยาแห่งประเทศไทยแล้วจะพบว่า ในปัจจุบันเด็กไทยเป็น โรคภูมิแพ้ มากถึงร้อยละ 38 ส่วนในผู้ใหญ่ก็เป็นโรคภูมิแพ้ถึงร้อยละ 20 และเมื่อเปรียบเทียบกับตัวเลขเมื่อ 10 ปีก่อน คนไทยเป็นโรคภูมิแพ้สูงขึ้นเกือบเท่าเลยทีเดียว

สาเหตุใหญ่ของการเป็นโรคภูมิแพ้ คือการถ่ายทอดทางพันธุกรรม แต่สิ่งแวดล้อมและสารก่อภูมิแพ้ก็เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะไรฝุ่นหรือฝุ่นละอองในบ้าน การทำความสะอาดและจัดบ้านให้ถูกสุขลักษณะจึงเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยลดโอกาสเกิดภูมิแพ้ แต่จะจัดบ้านอย่างไรให้ห่างไกลโรคภูมิแพ้นั้น เรามี 5 ข้อมาแนะนำดังนี้

ที่นอน หมอน ม่าน อย่าให้ฝุ่นจับ
เครื่องนอน หมอน ผ้าห่ม เป็นแหล่งสะสมแบคทีเรีย เชื้อโรค เหงื่อ และเซลล์ผิวหนังที่หลุดล่วง ทำให้ไรฝุ่นเติบโตได้ดี จึงควรดูแลให้สะอาดปราศจากฝุ่นอยู่เสมอ ควรซักด้วยเครื่องซักผ้าโดยเลือกโหมดน้ำร้อน เลือกใช้พรมผืนเล็กหรือชนิดที่สามารถนำเข้าเครื่องซักผ้าได้ รวมถึงผ้าม่านที่ควรซักหรือทำความสะอาดบ่อยๆ ของบางอย่างที่ซักยากหรือซักไม่ได้ เช่น หมอนหรือฝูก ควรผึ่งแดดเดือน 1-2 ครั้ง หรือเปิดประตูหน้าต่างให้แสงแดดส่องถึง อาจใช้เครื่องดูดฝุ่นและน้ำยาทำความสะอาดที่ผลิตจากสารธรรมชาติเป็นตัวช่วย และอย่าลืมพลิกฝูกด้านล่างมาทำความสะอาดด้วย

อากาศต้องสะอาดและถ่ายเท
หากที่บ้านมีเครื่องปรับอากาศ การให้ช่างมาล้างปีละ 1-2 ครั้งนั้นคงไม่เพียงพอ สิ่งที่เราทำเองได้และควรทำเป็นประจำเดือนละ 1-2 ครั้งคือการล้างแผ่นกรองอากาศหรือแผ่นกรองฝุ่น (ฟิลเตอร์) ส่วนพัดลมที่มักมีฝุ่นเกาะตรงตะแกรงและใบพัดก็ควรล้างบ่อยๆ หากยังรู้สึกว่าเช็ดล้างเท่าไหร่ฝุ่นก็ยังเยอะ อาจต้องพึ่งเครื่องฟอกอากาศช่วยดักฝุ่นหรือใช้เครื่องดูดฝุ่นอัตโนมัติ อย่างไรก็ตามควรเปิดประตูหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทบ้าง ถ้ากลัวฝุ่นเข้าบ้าน ให้เลือกเปิดในตอนเช้าตรู่หรือหลังฝนหยุดตกใหม่ๆ เพราะอากาศจะสะอาดและมีฝุ่นละอองน้อยกว่าเวลาอื่น

เฟอร์นิเจอร์ไร้สารพิษ ตู้มีบานเปิด-ปิดได้
เลือกใช้เฟอร์นิเจอร์แบบไม่มีขา เพราะการแนบสนิทกับพื้นจะช่วยลดปัญหาฝุ่นสะสมได้ สำหรับเฟอร์ฯ แบบขาลอยควรมีขาสูงพอให้อุปกรณ์ดูดฝุ่นหรือไม้ม็อบยื่นเข้าไปทำความสะอาดใต้เฟอร์ฯ ได้ ตู้เก็บของหรือตู้โชว์ควรเป็นแบบที่มีบานปิด ใช้โซฟาผ้าแบบที่ถอดซักได้หรืออาจใช้แบบหนังซึ่งเช็ดทำความสะอาดได้ง่ายกว่า ก่อนซื้อเฟอร์นิเจอร์ควรดูว่าวัสดุและขั้นตอนการผลิตมีสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดภูมิแพ้หรือไม่ เลือกแบบที่ปราศจากสารฟอร์มัลดิไฮด์ก็จะช่วยลดความเสี่ยงโรคที่เกี่ยวกับระบบหายใจได้ การบ้านอย่าให้มีซอกมุมที่ทำความสะอาดยากจนกลายเป็นจุดสะสมฝุ่น

ของแต่งบ้าน ของเล่น ของสะสมมักอมฝุ่น
เรามักจะมองข้าม ของเล่น ตุ๊กตา ของสะสม ของแต่งบ้าน ไม่เว้นแม้แต่วอลเปเปอร์และกรอบรูปติดผนัง รวมถึงกองหนังสือ ของพวกนี้มักถูกวางหรือติดไว้เฉยๆ จนลืมทำความสะอาด เราจึงควรนำทุกอย่างที่ไม่ได้ใช้เก็บใส่ถุงพลาสติกวางไว้ในตู้ ส่วนของเล่นลูกเมื่อเล่นเสร็จก็ควรเก็บเข้ากล่องที่มีฝาปิดมิดชิด หมั่นเช็ดวอลเปเปอร์ กรอบรูป กระจกติดผนังให้ปราศจากฝุ่น นอกจากจะลดโอกาสเกิดภูมิแพ้แล้ว ยังทำให้บ้านดูสะอาดเรียบร้อยอีกด้วย อ่านเพิ่มเติม