The Pursuit of Happyness ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006

The Pursuit of Happyness ออกฉายเมื่อปี ค.ศ. 2006 และนำแสดงโดยหนึ่งในดาราชายยอดนิยมตลอดกาล Will Smith  โดยพ่วงมาด้วยลูกชายตัวน้อยสุดน่ารัก Jaden Smith  ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นการนำเสนอเรื่องราวชีวิตของนายหน้าค้าหลักทรัพย์หรือ Broker คนหนึ่งที่ชื่อ คริสโตเฟอร์ การ์ดเนอร์ (Christopher Garder) ว่า กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ทุกข์ทน และขมขื่นอย่างไรบ้าง  ดูหนังออนไลน์ฟรี ซึ่งขอบอก ว่าคุณการ์ดเนอร์คนนี้เป็นบุคคลที่มีอยู่จริง และยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้  แม้บทภาพยนตร์จะมีการดัดแปลงไปบ้างบางส่วนเพื่อให้ผู้ชมได้รับอรรถรสเพิ่มขึ้น แต่แกนหลักจริง ๆ ก็ based on true story

สำหรับเนื้อเรื่องคร่าว ๆ ของ The Pursuit of Happyness เริ่มต้นที่ชีวิตของคริส พระเอกของเราซึ่งมีครอบครัวที่สมบูรณ์ มีภรรยาและลูกชายที่น่ารัก 1 คน โดยภรรยาทำงานเป็นพนักงานทำความสะอาดที่โรงแรม ส่วนพระเอกได้นำเงินเก็บทั้งหมดที่เขามีไปลงทุนซื้อเครื่องสแกนกระดูก (Bone Scanner) ซึ่งเป็นอุปกรณ์ทางการแพทย์ชนิดหนึ่งจากบริษัท เพื่อนำมาขายต่อให้กับคุณหมอในโรงพยาลและคลินิกต่าง ๆ โดยในช่วงแรกการลงทุนของเขาทำผลตอบแทนให้ดีมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไป เครื่องสแกนกระดูกที่ซื้อมานั้นแทบขายไม่ได้ และเงินทุนทั้งหมดที่เขามีก็จมไปกับมันเรียบร้อยแล้ว ทำให้ครอบครัวเริ่มจะเกิดปัญหาทางการเงินขึ้นมา ฝ่ายพระเอกออกจากบ้านทุกวันเพื่อนำเจ้าเครื่องนี้ไปเสนอขายตามที่ต่าง ๆ แต่ก็กลับบ้านมาพร้อมกับเจ้าเครื่องเดิมนี้ ซึ่งก็คือ ขายไม่ออกนั่นเอง ฝ่ายภรรยาเริ่มทนไม่ไหวเนื่องจากเห็นสามีล้มเหลว ประกอบกับตัวเองต้องทำงานหนักขึ้น บางวันต้องทำ 2 กะ เพื่อนำเงินมาใช้จ่ายในครอบครัว และเป็นจุดแตกหักให้ทั้งคู่แยกทางกันในที่สุด 

คริสนำลูกชายมาอยู่ด้วย โดยเริ่มจากการออกมาเช่าห้องเล็ก ๆ อยู่ และพยายามขายเครื่องสแกนกระดูก แต่สุดท้ายสถานการณ์ทางการเงินกลับยิ่งแย่ลงเรื่อย ๆ วันหนึ่งคริสบังเอิญไปเจอชายแต่งตัวดีคนหนึ่งก้าวออกมาจากรถสปอร์ตคันหรูในย่านวอลสตรีท ซึ่งเป็นแหล่งการเงินที่สำคัญของอเมริกา คริสจึงเดินเข้าไปถามชายคนนั้นว่าเขาทำงานอะไรและซื้อรถคันนี้ได้อย่างไร (ประมาณว่า ทำมาหากินอะไรถึงรวยจนซื้อรถสปอร์ตสุดหรูแบบนี้ได้ ) ซึ่งชายคนนั้นก็ตอบว่า เขาทำงานเป็นนายหน้าค้าหลักทรัพย์ (Stock Broker)

The Pursuit of Happyness

หลังจากนั้น คริสจึงได้พยายามเข้าไปสมัครโครง การฝึกงาน กับบริษัท broker ใหญ่ แห่ง หนึ่ง ซึ่ง เป็น โครง การ ที่ ให้ ผู้ สมัคร ทุก คน ได้ มา ลอง ฝึกงาน และเรียนรู้สัมผัสชีวิต broker ในช่วงระยะเวลาหนึ่งและจะมีสอบวัดผลในตอนท้าย ซึ่งการฝึกงานนี้ไม่มีค่าตอบแทนให้นะ ใครที่ได้ แนนสูงสุดก็จะได้ทำงานที่บริษัทนี้ ซึ่งหมายถึง งานที่ค่าตอบแทนสูงและโอกาสได้รถสปอร์ตในฝัน

คริสเริ่มเข้าไปฝึกงานที่นี่ ซึ่งหน้าที่หลักคือโทรหาลูกค้าและชักชวนให้ลงทุนซื้อหุ้น ยิ่งใครโทรหาลูกค้าได้มากเท่าไหร่ ก็จะยิ่งมีโอกาสมากเท่านั้น ซึ่งเขาเสียเปรียบผู้สมัครคนอื่นมากมาย เนื่องจากทุก ๆ วันเขาจะมีเวลาทำงานน้อยกว่าคนอื่น เพราะต้องรีบไปรับลูกชายจากศูนย์ดูแลและมาต่อคิวแย่งกันเพื่อให้ได้โควต้าที่พักในศูนย์พักพิงฟรี (ในช่วงนี้พระเอกของเราถังแตกสุด ๆ แล้ว ไม่มีบ้านอยู่ ต้องไปอยู่ที่ศูนย์ดูแลคนไร้บ้าน และตระเวนเปลี่ยนที่พักไปทุกคืน ) โดยตั้งแต่กลางเรื่องเป็นต้นไป หนังจะฉายให้เห็นถึงความยากลำบากในการใช้ชีวิตของพระเอก ไหนจะต้องทำงาน ไหนจะต้องรีบมาต่อคิวแย่งที่พัก และในตอนกลางคืนก็ต้องอ่านหนังสือเตรียมสอบของ broker ไปด้วย บางคืนก็ต้องออกมาอ่านตามทางเดินในศูนย์พักพิงที่มีแสงไฟสว่างเพียงน้อยนิด เรียกได้ว่าสู้ชีวิตสุด ๆ ไปเลยบางวันพระเอกของเราไม่มีเงินจริง ๆ ก็ต้องไปบริจาคเลือดเพื่อแลกกับเงินก็มี และหนึ่งในฉากที่แทบจะถูกยกให้เป็นจุดสะเทือนใจที่สุดของหนังเรื่องนี้ คือตอนที่พระเอกไม่สามารถหาที่พักในคืนหนึ่งได้ จึงต้องหอบพาลูกชายไปนอนอยู่ในห้องน้ำสาธารณะ นอนกอดลูกชายไปพร้อมกับน้ำตาไหลสะท้อนความทุกข์ทนของชีวิตที่ต้องพบเจอ เรียกได้ว่ากระชากใจสุด ๆ เลย

สุดท้ายด้วยความพยายามและไม่ยอมแพ้ คริสก็สอบได้คะแนนเป็นอันดับหนึ่ง และได้ทำงานเป็น broker ที่นี่สมใจนับเป็นจุดเริ่มต้นและจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ทำให้เค้ากลายมาเป็น broker มือฉมังอย่างวันนี้เลย ฉากประทับใจในตอนท้ายของเรื่อง เป็นฉากที่ผู้บริหารเรียกคริสเข้าไปในห้องเพื่อจะบอกประมาณว่า “พรุ่งนี้ไม่ต้องมาฝึกงานแล้วนะ” พระเอกเราก็นิ่งช็อกไป และทางนั้นก็พูดต่อว่า “แต่พรุ่งนี้ให้เข้ามาทำงานได้เลย” คราวนี้ฮีนิ่งไปเลย ประโยคหนึ่งที่ชอบมากคือตอนผู้บริหารบอกกับคริสว่า “Life isn’t easy?” ประมาณว่า ชีวิตไม่ง่ายเลยเนอะ ซึ่งพระเอกก็ตอบ “Yes” พร้อมกับน้ำตาที่ไหลลงมา เหมือนกับจะถ่ายทอดว่า กว่าเขาจะมายืนถึงจุดนี้ได้ มีงาน มีเงิน มีที่อยู่แล้ว  ชีวิตเขาต้องผ่านความยากลำบากอะไรมาบ้าง และจากนี้เส้นทางชีวิตของเขาและลูกก็เริ่มมีแสงสว่างสดใสสาดทอลงมาแล้ว

The Pursuit of Happyness “ยิ้มไว้ก่อนพ่อสอนไว้

หนังบอกเล่าเรื่องราวของชายที่ชื่อ Chris Gardner ชายที่ลงทุนในธุรกิจขายเครื่องสแกนกระดูก แต่ดูเหมือนว่าเขาจะขายมันไม่ได้สักที ทำให้ชีวิตของเขาต้องมาถึงจุดที่เรียกได้ว่าต่ำที่สุด ตั้งแต่ แยกทางกับเมีย ต้องดูแลลูกชายของเขา Christopher อีกทั้งยังต้องดิ้นรนหาเงินมาให้ได้ในแต่ละวัน

ตลอดทั้งเรื่องเราได้เห็น Chris ดิ้นรนอดทนและพยายามที่จะขายเครื่องสแกนให้กับโรงพยาบาลต่างๆ เพื่อที่จะมีเงินมาเลี้ยงดูครอบครัวของเขา ทำให้เราเห็นถึงความมุ่งมั่น และรักครอบครัวของเขา เกือบทุกฉากเราจะเห็น Chris วิ่งไม่ว่าจะเป็น วิ่งตามคนที่ขโมยเครื่องสแกนของเขา หรือ วิ่งไปขึ้นรถเมล์ในทุกๆเช้า ซึ่งตัวหนังนั้นได้ให้คำคมกับเราที่ตรงกับความหมายของชื่อเรื่องพอดีว่า

“ Maybe happiness is something that we can only pursue and maybe we can actually never have it. No matter what ”

“ ความสุขคือสิ่งที่เราต้องไขว่คว้าและไม่ว่ายังไงก็ตามเราก็ไม่อาจจะครอบครอง ”

มันทำให้เราคิดได้ว่าจริงๆแล้ว ความสุข มันอยู่กับเราไม่นานและ ความสุข ก็เป็นสิ่งที่เรามนุษย์เรานั้นต้องใฝ่หา

Happyness(Happiness) สะกดด้วย “ I ” ไม่ใช่ “ Y ”

The Pursuit of Happyness

Light of hope

เป็นฉากเล็กๆอีกหนึ่งฉาก ที่ Chris นั้นหลังจากพบ เจอ กับ ปัญหา ต่าง ๆ มาก มาย ถูก ไล่ ออก จาก ห้อง พัก ต้อง หา ลูก ค้า มา ทำธุรกิจ กับ บริษัท ดูแลทรัพย์สิน ทุกอย่างดูสิ้นหวังมากแต่เขาก็พยายามดิ้นรนใช้ชีวิตไปพักอาศัยที่บ้านพักคนไร้บ้าน พร้อมกับความหวังที่จะซ่อมเครื่องสแกนเครื่องสุดท้าย ที่ในที่สุดก็ทำได้และขายได้ ทำให้เป็นการต่อชีวิตของเขาและลูก

Hardwork always payoff

ฉากที่ทำให้เราซาบซึ้งและมีความสุขไปกับ Chris ที่ผ่านเข้ารับเลือกได้ทำงานหลังจากฝึกอบรมมา 6 เดือน เขาทั้งทุ่มเท ฝ่าฟัน กับปัญหาต่างๆที่เข้ามาในชีวิต สุดท้ายเขาก็สามารถหางานทำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ “ ความสุขในชีวิต ”

“ This part of my life… this part right here? This is called happyness.”

“ ช่วงชีวิตของผมตอนนี้ นี่แหละที่มันเรียกว่า ความสุข ”

สุดท้ายนี้หนังเรื่องนี้ได้สอนอะไรเราหลายๆอย่างไม่ว่าจะเป็น

  • การพยายามคือสิ่งสำคัญ
  • ความอดทนคือสิ่งจำเป็น
  • ควรศึกษาข้อมูลต่างๆก่อนที่จะลงทุนในสิ่งๆนั้น
  • การที่เราจะมีความสุขได้นั้น เราจะต้องทำมันด้วยตัวเอง